Demon Authorized (23)
posted on 03 Dec 2009 16:46 by bleaf-me in demon-authorized
Title: Demon Authorized
Author: b.leaf
Staring: Dong Bang Shin Gi (SM Entertainment) / (C) b.leaf's Original Characters
Pairing: Yoonho/Jaejoong, Yoochun/Junsu
Genre: AU, Mystery, Thrillers, Horror ; !Against religion & beliefs (Christian Beware)
Rate: R
Warning: นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกเขียนขึ้นจากความพึงพอใจส่วนบุคคล และไม่มีเจตนาจะกล่าวพาดพิง กระทบกระทั่ง กลุ่มคนหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งทั้งสิ้น เนื้อหาเกี่ยวเนื่องถึงความสัมพันธ์แบบชายรักชาย ชื่อบุคคลหรือสถานที่หลายอย่างที่อ้างถึงเขียนขึ้นจากจินตนาการและอาจไม่มีอยู่จริง หากการอ่านนิยายเรื่องนี้ทำให้ท่านรู้สึกตะขิดตะข่วง ลำบากใจ ลำบากกาย ถือเป็นความทรมาน รับไม่ได้ ไม่ชอบ ขอความกรุณาปิดหน้านี้ลงอย่างสันติ ขอบคุณมากๆที่เข้ามาเยี่ยมเยียนบล็อกนี้ค่ะ ^^
UPDATE: ฝากโปรเจ็คใหม่ของพี่เอส
~ [ S.mile ] TVXQ Doujinshi ~
- - -
23. (ตอนที่ 1)
นี่คือครั้งแรกในชีวิตที่ชางมินรู้สึกราวกับถูกวิทยาศาสตร์ขัดขาให้ล้มและทำให้เขาอับอาย เขามึนหัวไปหมด ความรู้สึกปวดหนึบแล่นริ้วเข้าครอบงำซีกหนึ่งของสมอง เขาได้ยินเสียงตัวเองกู่ร้อง แต่เสียงกู่ร้องไม่เคยผ่านริมฝีปากออกไป
เรื่องเล่าของคิมจุนซูเป็นเพียงเรื่องตลกที่ไร้ซึ่งอารมณ์ขันอย่างร้ายกาจ
...อย่างนั้นใช่ไหม?
“พวกพี่เชื่อจริงๆ น่ะเหรอ”
ตอนที่พูด เขาหวังให้ใครสักคนมองมายังเขาด้วยสายตาล้อเลียน สีหน้ากึ่งเห็นอกเห็นใจแกมสมเพชแบบพวกพิธีกรรายการทอล์คโชว์แนวดราม่าที่ชอบนำความทุกข์ของคนจนตรอกมาขายแลกค่าโฆษณา หรือถ้าให้ดีที่สุด เขาหวังว่าจะมีใครหัวเราะดังๆ ใส่หน้าเขา
แต่ไม่มี...ไม่มีเลยสักคน
“ฉันรู้ว่ามันยากที่จะเชื่อ”
ขณะพยายามดึงแขนเสื้อลงมาบดบังฝ่ามือ จุนซูไม่กล้าจ้องตาเด็กหนุ่มคนตรงหน้าอีก เขาพูดอ้อมแอ้ม ร่างกายเล็กๆ ยิ่งแลดูเล็กกระจ้อยร่อยเบื้องใต้เสื้อสเวตเตอร์คอวีตัวเขื่อง ชางมินเห็นแววตาแบบเด็กน้อยที่ตลอดชีวิตจมดิ่งอยู่แต่ในเงาดำและหวาดกลัวแก่การก้าวออกมาสู่แสง เขาไม่ได้สนิทสนมกับจุนซูนัก แต่เพียงได้จ้องมองจุนซูตรงๆ เช่นในตอนนี้ก็สามารถเข้าใจได้ทันทีว่าเพราะอะไรยูชอนถึงหลงใหลเขา ในความลึกลับและยากแท้เกินหยั่งถึง คิมจุนซูเป็นคนที่มีแรงดึงดูดทางเพศอย่างประหลาด
ชางมินประหวัดสายตากลับไปยังรอยแผลบนฝ่ามือคู่น้อย ก่อนที่รูปร่างและสีสันของมันจะทำให้ลมหายใจเขาขาดห้วง ตามคำบอกเล่าของยูชอน...รอยช้ำเพียงเลือนรางที่สมควรหายไปภายหลังการปรากฏตัวครั้งสุดท้ายของชเวอึนนายามนี้กลับชัดเจนและน่ากลัวยิ่งขึ้น มันคล้ำจนเกือบกลายเป็นรอยไหม้ ช้ำเลือดช้ำหนองจนเกือบคล้ายแผลน่าเปื่อยของเซลล์ที่เริ่มตาย พลอยทำให้ชางมินนึกถึงฉากสยองขวัญในหนังทุนต่ำห่วยๆ สักเรื่อง ตอนซากศพกำลังจะกลายเป็นซอมบี้
ชางมินไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองมีสีหน้าเช่นไร รู้แต่นั่นทำให้ยูชอนต้องเอื้อมแขนมาโอบกอดจุนซูเอาไว้คล้ายจะปกป้อง
“เราไม่มีอย่างอื่นให้เชื่อแล้ว ชางมิน” ยูชอนบอก
ยุนโฮมองชางมินราวกับว่าเขาเพิ่งมีหัวที่สองงอกออกมาจากนิ้วโป้งเท้า บนหัวที่สองของเขามีสามตา สองจมูก และมีปากที่ส่งกลิ่นเหม็นเพราะหนองฟันคุดอยู่บนท้ายทอย แล้วถ้านั่นยังไม่พอจะอธิบายความเกลียดชังจากสายตาคมกริบคู่นั้นได้พอ ยุนโฮมองชางมินราวกับว่าเขากับหัวที่สองที่ห้อยต่องแต่งเพิ่งปล้นจี้กระเป๋าเงินจากคุณยาย ก่อนจะเดินไปเตะสุนัขที่พิการซ้ำซ้อนและเป็นขี้เรื้อน
เอาล่ะ ในสถานการณ์เช่นนี้ ชางมินคิดว่าเขาได้กลายเป็นผู้ร้ายเต็มตัวไปแล้ว
“เอาอย่างนี้นะ ชางมิน เพื่อที่เราจะได้ย้ายจากประเด็นการถกเถียงไร้สาระนี้ต่อไปยังเรื่องที่สมควรจะเป็นประโยชน์กว่า ฉันจะบอกนายแบบนี้” ชองฮวาพูดด้วยน้ำเรียบเรื่อยแบบอาจารย์สอนวิชาวรรณกรรม “สิ่งที่นายไม่เคยเห็นหรือไม่รู้ว่ามี มันไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นไม่มีอยู่จริง ก่อนศตวรรษที่สิบแปด สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งบนโลกสีน้ำเงินที่เรียกตัวเองว่ามนุษย์ ก็ไม่เคยรู้เหมือนกันว่าไฟฟ้าคืออะไร ลองนึกภาพว่าเวลาที่สมองของเราสั่งการอวัยวะต่างๆ นายรู้ใช่ไหมว่าเคมีทำปฏิกิริยายังไงเพื่อให้กลายเป็นคลื่นความถี่ไฟฟ้า”
ชางมินพยักหน้า เขาแทบไม่กระพริบตาเลยทีเดียว
“แล้วถ้าเผื่อวันนึงเราตาย ส่วนที่เป็นชีวะย่อยสลาย คลื่นอารมณ์ของเราที่อยู่ในรูปของความถี่ไฟฟ้าจะไปที่ไหน นายคิดดูสิ อากาศเป็นตัวนำใช่ไหม แล้วแบบว่า...สิ่งของต่างๆ น้ำ ทองแดง ฉัน นาย ทฤษฎีการเหนี่ยวนำ” ชองฮวาแบมือข้างหนึ่ง ก่อนจะตบมืออีกข้างหนึ่งทาบลงไปในแนวขนาน ท่าทางที่ปกติแล้วเราใช้อธิบายคำว่า ป้าบ! “ในรูปแบบของพลังงาน จิตใจนายจะยังไม่หายไปไหนถ้าอารมณ์นายยังคุกรุ่น คุกรุ่นมากพอที่จะแปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานความร้อน นายไม่จำเป็นต้องเห็นนี่ แต่นายรู้ว่ามันมี” จากนั้นก็ยักไหล่ ประมาณว่า ไม่รู้สิ ฉันพยายามแล้วนะ
ชางมินสูดหายใจเข้าลึกแล้วหลับตา มากมายพอๆ กับความรู้สึกต่อต้าน หากเขาก็ยังมองไม่เห็นคำอธิบายอื่นที่ดีไปกว่านี้ ในที่สุดเด็กหนุ่มก็พูดว่า “เอาล่ะ”
เมื่อนั้นเองที่ชองฮวาเดาะลิ้น และทุกคนกลับมาขยับตัวแบบสิ่งมีชีวิตทั่วไปอีกครั้ง
รอบๆ โรงอาหารกลางวิทยาลัยศิลปะอิเดนเบิร์ชยามนี้คลาคล่ำไปด้วยผู้คน แม้ว่าทั่วทั้งบริเวณจะกินพื้นที่ไปแล้วเกือบสุดลูกหูลูกตา ขนาดก็ไม่ได้เล็กไปกว่าสนามฟุตบอลมาตรฐานฟีฟ่า แต่สถานที่แห่งนี้ก็ยังดูจะแคบเกินไปแล้วเมื่อเทียบกับจำนวนนักศึกษาผู้หิวโหย ตอนนี้ฝ่ายกิจการวิทยาลัยกำลังระดมทุนเพื่อการขยับขยายโรงอาหารแห่งนี้ อีกทั้งยังเปิดประชุมสัมนาครั้งใหญ่ถกเถียงและหาข้อตกลงร่วมกันว่า โรงอาหารกลางอิเดนเบิร์ชสมควรเปลี่ยนชื่อจาก ‘โรงอาหาร’ มาเป็น ‘ศูนย์อาหาร’ หรือไม่ ชางมินไม่รู้จริงๆ ว่ามันแตกต่างกันตรงไหน เหมือนคำว่า ‘โรงแรมม่านรูด’ กับ ‘โรงแรมจิ้งหรีด’ หรือเปล่า ช่วงนี้เหล่านักศึกษาจึงมักจะเห็นป้ายประท้วงติดบนเสาอาคารเต็มไปหมดว่า เราพ่อค้าแม่ค้าอิเดนเบิร์ชยอมรับไม่ได้กับการเปลี่ยนชื่อโรงอาหารอันเก่าแก่! ทั้งหมดทั้งมวลเพราะพวกแม่ค้าขี้เกียจเปลี่ยนป้ายชื่อหน้าร้าน
เหลือเชื่อสุดๆ ไปเลย
กลิ่นอาหารนานาชาติหอมตลบอบอวลแตะปลายจมูกทำให้เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องพวกเขาเลยตั้งแต่เช้า ในขณะที่ชางมินกับพี่ๆ จับจองที่นั่งโต๊ะสีขาว ณ มุมหนึ่ง นักศึกษาส่วนใหญ่ต่างออกันอยู่หน้าร้านขายอาหารเป็นแถวยาว ท่ามกลางฝูงชนที่เบียดเสียดยัดเยียด มีผู้ชายตัวเตี้ยที่เอาแต่ตะโกนซ้ำไปซ้ำมาว่า “บัตรเติมเงินหมดอายุ”
ยังเหลือเชื่อได้อีก ลูกอิเดนเบิร์ช
วงสนทนาเกือบๆ จะเงียบสงัด ถ้าไม่มีใครทำเสียงจิ๊กจั๊กอย่างขัดใจ ชางมินพยายามทำเป็นมองไม่เห็นทีท่ากระแนะกระแหนของพวกพี่ๆ เขาว่าต่อไป “เอาล่ะ โอเค เราจะลองคิดว่าเรื่องพวกนี้มันเกี่ยวข้องกัน จะอะไรก็ช่าง” เขาเหลือบมองข้ามไหล่ตัวเองไปด้านหลัง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครแอบฟังจึงเสใบหน้ากลับมาจ้องตาทุกคน
พี่ยุนโฮ พี่ยูชอน พี่ชองฮวา พี่เทบิน พี่จุนซู และพี่แจจุง
เผื่อว่าใครจะยังไม่รู้ ชางมินอายุน้อยที่สุดในที่นี้
“เรื่องสัญญาณความตายนั่นน่ะ ถึงเรารู้แล้วยังไง รอยนั่นมีอยู่แค่หนึ่งสัปดาห์ก่อนเหยื่อถูกฆ่า เราไม่มีทางหาตัวเธอคนนั้นได้ทัน ใครจะมาคอยนั่งจับผิดฝ่ามือของเพื่อนผู้หญิงล่ะ จริงไหม ที่สำคัญตอนนี้เราเองก็ไม่สามารถเจาะจงระยะเวลาที่เหลืออยู่ได้ คนร้ายอาจจะลงมือภายในอีกวันหรือสองวัน”
“แล้ว?” เทบินถามเสียงเนือย
“แล้วมันจะง่ายกว่าไหมถ้าเราแกล้งลืมเรื่องสัญญาณความตาย แล้วมาให้ความสำคัญกับตัวฆาตกรแทน อย่างแรกเลยคือผมมีความเชื่อแบบแปลกๆ ว่าคนร้ายต้องเป็นเด็กหอใน ไม่ก็พนักงานที่กินนอนอยู่ในนี้”
“เพราะ?”
“เพราะเวลาในการลงมือน่ะสิครับ ถ้าไม่นับฮันโซลกีที่ถูกฆ่าตอนกลางวัน ทุกคนที่เหลือตายในเวลาที่ประตูหน้าวิทยาลัยเกือบจะปิดและปิดแล้วทั้งนั้น”
“แล้ว?”
เป็นคนสร้างสรรค์ดีนะ...เทบินเนี่ย แต่มันก็มักเป็นแบบนี้เสมอตลอดมา ถ้าชางมินคือวาทยกรผู้งามสง่าที่คอยควบคุมดนตรี เทบินก็คงจะเป็นชายสวมชุดทักซิโดที่ยืนอยู่ด้านหลังสุดของวงซิมโฟนี คนที่คอยตีฉาบน่ะ
ชางมินมองพี่ชายผมสีเงินด้วยคิ้วขมวดนิดๆ “ผมอยากดูเทปวงจรปิดรอบวิทยาลัย ผมไม่รู้หรอกนะว่าจะเจออะไร แต่ก็ไม่เสียหายใช่ไหมถ้าเราจะรู้ภาพรวมทุกอย่าง พวกพี่รู้ไหมว่าผมต้องทำยังไงถึงจะได้ดูเทป”
ยุนโฮโคลงศีรษะแทบจะในทันที “ยากมาก จะขอดูเทปวงจรปิดต้องทำเรื่องขอไปที่ส่วนกลางถึงจะดูได้ เราแทบไม่มีโอกาสเลย”
ชายตัวเตี้ยหยุดตำหนิบัตรเติมเงินโรงอาหารแล้ว ตอนนี้เขายืนอยู่หน้าแท่นจ่ายอาหาร เขายื่นบัตรเติมเงินให้แม่ค้า จากนั้นแม่ค้าก็พูดอะไรบางอย่างที่ทำให้ชายตัวเตี้ยร้องออกมาเสียงลั่นว่า “หมายความว่าไงที่ว่าเกินวงเงินน่ะ!”
ช่างหัวมันเถอะ
ชางมินพยายามครุ่นคิดหาทางออกอื่น หากทุกเส้นทางล้วนทอดยาวไปยังกำแพงสูงที่ทั้งหนาทึบและสูงชัน ไม่มีใครรู้ว่าเวลาผ่านเลยไปเนิ่นนานเท่าไหร่ เมื่อแจจุงค่อยๆ ยกมือขึ้น
“ฉันคิดว่าฉันมีแผน”
เป็นเวลาเดียวกับที่กริ่งเตือนบอกเวลาเริ่มต้นคาบเรียนแรกแผดดัง เสียงเคลื่อนเก้าอี้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดสะท้อนก้องไปทั่วทั้งอาคาร กริ่งสัญญาณเปลี่ยนคาบเรียนของอิเดนเบิร์ชไม่เหมือนกับสถาบันไหน มันเป็นเสียงระฆังตีเหง่งหง่าง หากที่ไม่สมควรใช้คำว่าระฆังแทนกริ่งก็เพราะว่ามันเป็นเสียงที่ถูกตัดต่อและจำลองไว้ หอระฆังด้านหน้าวิทยาลัยเก่าเกินกว่าจะให้ใครขึ้นไปตี
ตำนานเล่าว่าเซ็นต์อิเดนเบิร์ชตีระฆังนี้เพื่ออัญเชิญเหล่าเทวดา
ชิมเฮียวรินจะโกรธทุกทีที่มีใครเรียกกริ่งว่าระฆังและเรียกระฆังว่ากริ่ง เชื่อได้เลยว่าถ้าเธอยังอยู่แถวนี้ เธอคงจะเป็นอีกหนึ่งเสียงที่ร่วมยกมือสนับสนุนนโยบายเปลี่ยนชื่อโรงอาหาร
ชางมินคิดถึงเธอ
เวลาของพวกเขาหมดลงแล้ว ทว่าเข็มนาฬิกาไม่ได้หยุดเดินตามไปด้วย ชางมินจึงรอคอยให้เสียงตีระฆังสิ้นสุด ยุนโฮมองหน้าเขา เขาได้กลิ่นความกลัว
“รอไม่ได้แล้ว พวกเรากำลังแข่งกับเวลา” ชางมินบอก “คืนนี้สองทุ่มเจอกันหน้าหอศิลป์นะครับทุกคน”
* * *
สองทุ่มครึ่ง พวกเขาอยู่ห่างจากศูนย์รักษาความปลอดภัยไม่ถึงครึ่งไมล์ตอนที่ลีเฮจินโทรมา ทุกคนคลำหาโทรศัพท์ของตน แต่มีเพียงเครื่องเดียวที่ส่งเสียง
ชองฮวารับ “ว่าไง”
“พี่มานี่หน่อยสิ”
เขาเกลียดจริงๆ เวลาใครใช้ถ้อยคำแบบไม่เจาะจง
“ขอโทษว่ะ ฉันยังไม่มีแผนจะเดินทางไปหมู่เกาะเวอร์จิ้นช่วงนี้ แล้วอีกอย่างฉันก็ไม่แน่ใจด้วยว่าคนที่ไม่เวอร์จิ้นแล้วจะไปเหยียบหมู่เกาะเวอร์จิ้นได้แบบไม่รู้สึกกระดากใจ เสียใจด้วยนะ” ชองฮวาพูด แต่แล้วก็ถามว่า “มีเรื่องอะไร”
เฮจินทำเสียงเหมือนอยากจะหัวเราะ เขาถาม “พวกพี่อยู่ด้วยกันหรือเปล่า”
“อยู่”
“ใครอยู่บ้าง”
“ยุนโฮ ยูชอน เทบิน ชางมิน จุนซู แจจุง”
ปลายสายเงียบไปพักหนึ่ง
“แจจุงเป็นใคร” เฮจินถาม
ชองฮวากลอกตา
“ช่วยเปิดเสียงผมออกลำโพงที”
เขาทำตาม
ลีเฮจินพูด “ฟังนะ ที่พวกพี่ขอให้ผมช่วยค้นเรื่องพิธีกรรมบูชายัญมนุษย์ของพวกนอกรีตน่ะ ผมเจออะไรบางอย่าง”
“นอกจากฉันจะไม่ไปหมู่เกาะเวอร์จิ้นแล้ว ฉันก็ไม่คิดจะทำอะไรบางอย่างด้วยว่ะ เฮจิน ขอร้อง เกิดอะไรขึ้นวะ”
“พี่มาดูเองเถอะนะ ผมอยู่ที่ห้อง มาเดี๋ยวนี้เลยนะ” แล้วเด็กนั่นก็ตัดสาย
ชางมินจึงตัดสินใจแบ่งทั้งเจ็ดออกเป็นสองทีม ทีมแรกคือตัวเขา จุนซู ยูชอน ไปสมทบกับเฮจินที่หอพัก ส่วนทีมที่สอง ชองฮวา เทบิน ยุนโฮ และแจจุง จะทำตามแผนเดิมที่วางไว้
ศูนย์ควบคุมความปลอดภัยกลางประจำวิทยาลัยศิลปะอิเดนเบิร์ชตั้งอยู่ยังปีกหนึ่งของอาคารเก่าแก่ที่เรียกกันว่า โอกุสเต็นเลอชาโต ซึ่งถูกตั้งชื่อตามเซ็นต์ออกัสติน หนึ่งในบรรดาศิษย์เอกที่อิเดนเบิร์ชโปรดปรานที่สุด โอกุสเต็นเลอชาโตเป็นอาคารสำนักงานสูงสี่ชั้น รวมห้องใต้ดินหนึ่งชั้น ความจุสามร้อยยี่สิบห้อง ตั้งอยู่อย่างสันโดษและโอ่อ่าขนานกับประตูทางเข้าหลักของวิทยาลัย ตัวตึกสร้างขึ้นจากหินสีน้ำตาลตลอดหลัง ชั้นหนึ่งก่อด้วยอิฐ ถัดจากชั้นหนึ่งคือชานพักที่มีเสาค้ำคานทรงกลมสลักเป็นริ้วลายเหยียดยาวจรดถึงเพดานชั้นสาม หน้าต่างแบบฝรั่งเศสเรียงราย หน้าจั่วหลังคาฉลุภาพประติมากรรมยุคโบราณลงไปในเนื้อหิน ระเบียงหลังคาประดับประดาด้วยธงตราประจำมหาวิทยาลัย ในยามวิกาฬเช่นนี้อาคารหลังใหญ่จะถูกอาบด้วยไฟแสงสีเหลืองทอง ดูมีเบื้องลึกเบื้องหลังคงขลังเป็นอย่างมาก ภายในโอกุสเต็นเลอชาโตแบ่งพื้นที่การทำงานโดยหลายฝ่ายหลายแผนกด้วยกัน ตั้งแต่สำนักงานอธิการบดี ฝ่ายการเงิน ธนาคารกลาง ฯลฯ
เป้าหมายของพวกเขาคือชั้นใต้ดิน
ยุนโฮ แจจุง เทบิน และชองฮวา เดินผ่านประตูเหล็กอัลลอยที่ด้านยอดถูกดัดเป็นรูปศีรษะของเทพซุส ข้างประตูคือโคมทรงระฆังที่ขับให้โลหะสีดำมันเป็นวาว ยุนโฮผลักประตูเหล็กเข้าไปเพียงเพื่อพบกับประตูหมุนสี่ขาอีกบาน ทุกคนค่อยๆ ก้าวตามเข้าไปโดยพยายามไม่ให้ถูกประตูฟาดหน้า
ชาโต ในภาษาฝรั่งเศสนั้นหมายถึงป้อมปราการหรือปราสาท และมันเป็นเรื่องที่สามารถเข้าใจได้ว่าเพราะอะไรผู้สร้างจึงกำหนดชื่ออาคารสำนักงานธรรมดาๆ ว่า ชาโต เพราะถ้าหากภายนอกว่างดงามอลังการมากพอแล้ว ภายในออกุสเต็นเลอชาโตยิ่งกระชากลมหายใจได้ชะงัดกว่า
ของตกต่างภายในที่นี้เป็นสีทองอร่าม ทั้งหมดล้วนเป็นสถาปัตยกรรมในยุคพระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่ พื้นหินอ่อนลายตารางสีดำสลับขาวสะท้อนประกายเบื้องใต้โคมไฟระย้า เสาหินอ่อนขนาดสองคนโอบ แม้แต่ผนังก็ยังเป็นสีทองและมีลวดลายรูปคลื่นตามธรรมชาติของหิน เค้าท์เตอร์ประชาสัมพันธ์ทำจากไม้เนื้อแข็ง เก้าอี้ โต๊ะ ชุดโซฟาและเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ มีส่วนประกอบหลักคือไม้แดงกับกำมะหยี่ ส่วนประตูทางเชื่อมนั้นเป็นกระจกใส กรุกรอบด้วยโลหะสีทอง ตรงข้ามกับทางเข้ามีบ่อน้ำพุขนาดใหญ่ล้อมรอบรูปปั้นเทพจูปิเตอร์ทรงบัลลังก์ ในมือกำด้ามยาวของตรีศูล
ที่ปากทางเข้ามียามหนุ่มคนหนึ่งนั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้ เขายื่นเท้าทั้งสองข้างขัดกันไว้บนโต๊ะตรงหน้า กำลังขะมักเขม้นอยู่กับการใช้กระดาษทิชชู่ถูรองเท้าหนังสีดำมันแผล่บของตน แสงที่ตกกระทบกับรองเท้าทำเอาสิ่งมีชีวิตใดๆ ในโลกที่มีสองตาตาแทบบอด
ใกล้กันนั้นมีช่องตรวจจับอาวุธอยู่ แน่นอนว่าทั้งสี่ต้องเดินลอดผ่านช่องตรวจอาวุธก่อน
เทบินเดินเข้าไปเป็นคนแรก ยามหนุ่มไม่สนใจเงยหน้าเขามองด้วยซ้ำ ตามด้วยแจจุง และชองฮวา
แต่ชองฮวาชะงัก
ยุนโฮเห็นเพื่อนรักยืนนิ่งจึงหยุดมอง
ชองฮวาล้วงมือเข้าไปใต้เสื้อตรงขอบกางเกงยีนส์ด้านหลัง ก่อนจะดึงบางอย่างออกมา
“ชองฮวา!” ยุนโฮตะโกนในเสียงกระซิบ
“ชู่วว์” ชองฮวาแตะนิ้วชี้บนริมฝีปาก พยักพเยิดให้ยุนโฮเดินไป
ยุนโฮกลืนน้ำลาย เขาไม่สบายใจเลยเมื่อเห็นเพื่อนผู้น้องโยนมีดพกปีกผีเสื้อแอบไว้ใต้กระถางต้นไม้ มีดนั้นดูคมกริบมาก และยุนโฮแน่ใจอย่างไม่มีเหตุผลว่ามันทำจากเงินบริสุทธิ์ มีดชนิดนี้อันตรายสูง เฉือนครั้งเดียวคงทะลุไปถึงชั้นกระดูก
ตอนเดินผ่านเครื่องตรวจจับเข้าไป ยุนโฮยังไม่วายหันมาจ้องชองฮวาด้วยสายตาตำหนิแบบพวกพ่อๆ ขี้ระแวง ชองฮวาแสยะยิ้มขี้เล่นสไตล์เขากลับมาให้ รอยยิ้มน่ารักๆ ที่ทำให้ใครต่อใครโกรธเขาไม่ลงมาแล้ว
เขาเคยบอกหรือเปล่าว่าเขาเอ็นดูรอยยิ้มนี้
ตลอดมา เขารักชองฮวาเหมือนน้องชาย ไม่ใช่แค่เพื่อนสนิทหรือแค่เพื่อนตาย หากรักแบบพี่น้องสายเลือดเดียวกัน อะไรบางอย่างในตัวชองฮวาทำให้ยุนโฮคิดถึงตนเองในวัยเด็ก เด็กชายที่เติบโตขึ้นมาบนผืนทางที่รวดร้าวและขาดหาย พวกเขามีหลายอย่างที่คล้ายกัน แต่ก็ไม่มีอะไรเหมือนกัน ชองฮวาคือตัวตนอีกด้านหนึ่งของเขา บุบสลาย ย่อยยับ ทว่างดงาม
เขารักชองฮวา รักเหมือนน้องชาย
และเขาไม่ชอบให้น้องชายเล่นมีด
“จบเรื่องนี้แล้วเราต้องคุยกันนะ” ยุนโฮกระซิบเสียงดุเมื่อชองฮวาผ่านเครื่องตรวจโลหะมาได้สบายๆ โดยไม่มีเสียงร้องเตือน
“เรื่องนี้ยังไม่จบหรอก ยุนโฮ” ชองฮวาบอก
.
.
.
“จะขอดูเทปวงจรปิด คุณต้องไปทำเรื่องขอให้เป็นลายลักษณ์อักษรเสียก่อน” ชายร่างล่ำสันในชุดเครื่องแบบรัดติ้วสีกรมท่าพูดประโยคเดิมเป็นรอบที่สิบห้า ถ้าแจจุงนับไม่ผิด
ความล่ำสันของเขาไม่เชิงทำให้แจจุงรู้สึกเร่าร้อนสักเท่าไหร่ เพราะผู้ชายคนนี้ไม่มีอะไรคล้ายหรือแม้แต่เฉียดใกล้จองยุนโฮ เครื่องหน้าเขาแข็งกระด้าง กรามใหญ่และเหลี่ยม ผิวดำแดง เส้นผมที่แค่ปรายตามองเผินๆ ก็รู้ว่าเหนียวเหนอะด้วยเจลแต่งผมถูกหวีเสยขึ้นเปิดหน้าผากรูปคางหมู ปลายคางมีร่องบุ๋มแบบที่ไม่ช่วยให้รู้สึกเซ็กซี่น่าหลงใหล อวัยวะทุกส่วนในร่างกายอัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามที่มากเกินพอดี จุดเชื่อมต่อระหว่างลำคอกับแนวไหล่บวมเป็นหนอกจนคอแลดูสั้น กล้ามหน้าอกเต่งจนสาบเสื้อแทบปริ แขนเขาเต็มไปด้วยขน ผิวเปลือยที่โผล่พ้นคอเสื้อก็มีขนหน้าอกงอกเขียวจนเกือบจึงแนวกระดูกไหปลาร้า เขาคือหลักฐานสนับสนุนที่ดีเยี่ยมให้กับข้อสันนิษฐานว่ามนุษย์ถือกำเนิดมาจากเผ่าพันธุ์เดียวกับลิง เขาเดินหลังค่อมๆ เพราะกล้ามตรงช่วงสะบักหนาเกินไป แจจุงอดเหลือบสายตามองหว่างขาเขาด้วยสีหน้าตัดสินไม่ได้
เล็กมาก
เชื่อสิ
“ขอร้องเถอะนะครับ พี่ยาม ผมลืมกระเป๋าไว้บนม้านั่งหน้าหอศิลป์ แต่พอกลับมาดูอีกทีของก็หายไปแล้ว ผมแค่อยากรู้เท่านั้นว่าใครหยิบกระเป๋าผมไป ขอร้องนะครับ มันสำคัญจริงๆ”
แจจุงอ้อนวอนด้วยสุ้มเสียงปกติที่เกือบจะเรียกได้ว่าโมโนโทน ทว่าลุ่มลึกสะกดใจ เขาเป็นคนไม่มีจริตจก้านมาแต่ไหนแต่ไร หากก็ใช่ว่าจะไม่รู้เลยว่าตนมีเสน่ห์ จุนซูเรียกมันว่าเสน่ห์แบบแมงมุมแม่ม่ายดำ ดวงตากลมโตที่ยิ่งมีมิติลึกลับด้วยคอนแทคเลนส์สีเทาคู่นั้นจึงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของรปภ.ร่างล่ำ ล่อให้เหยื่อคลานเข้ามาติดกับ ก่อนจะเจาะพิษที่รุนแรงที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลกลงไปกลางไขสันหลัง ปล่อยให้พิษซึมซ่านเข้าทำลายระบบเลือดและภูมิคุ้มกัน เฝ้ารอดูร่างของมันกระตุกอย่างทรมานจนกว่าจะสิ้นใจ บางครั้งก็ทำเพื่อความอยู่รอด บางครั้งก็ทำเพื่อความสะใจ จุนซูเป็นคนเดียวที่รู้จักแจจุงดีพอจนสามารถเปรียบเทียบเขาได้กับอะไรสักอย่างในดาวโลก
แผนการของแจจุงคือหลอกให้ยามโง่ตายใจ และยินยอมให้พวกเขารื้อค้นเทปได้แต่โดยดี มันคือทางเดียวที่จะทำให้พวกเขาได้ในสิ่งที่ต้องการโดยไม่จำเป็นต้องทำตัวเป็นหัวขโมย แล้วถูกคาดชื่อเอาไว้ในรายการบุคคลอันตรายแห่งอิเดนเบิร์ชประจำปีสองพันเก้า
ยามล่ำคราง เขาทำท่าขยับหัวไหล่ไปมา ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพยายามเบ่งกล้ามโชว์ “คุณทำให้ผมลำบากใจจริงๆ นะ บอกแล้วไงว่าขั้นตอนเกี่ยวกับความปลอดภัยในอิเดนเบิร์ชเนี่ยซับซ้อนและเข้มงวดมาก โดยเฉพาะในระยะหลังมานี้ คุณต้องเข้าใจนะว่าผมทำไปตามหน้าที่ ถึงแม้ว่าจริงๆ แล้วผมจะอยากยอมให้คุณแค่ไหนก็ตาม”
ชองฮวาที่กอดอกอยู่เงียบๆ สำลักขำพรืด ในขณะที่เทบินทำเสียงครือเครือในลำคอแบบสมเพช ส่วนยุนโฮเอาแต่ยืนนิ่ง...นิ่งมาก
แจจุงส่งยิ้มหวานให้คนรักราวกับจะบอกเป็นนัยว่า ไม่ต้องหึงมากก็ได้
“ขอผ่อนผันหน่อยไม่ได้เหรอ น้องมันก็บอกแล้วไงว่าเป็นของสำคัญ” ชองฮวาพูด “ขืนยังชักช้าอยู่หัวขโมยมันคงได้หิ้วของไปถึงไหนต่อไหน”
“มันเป็นระบบของที่นี่ คุณเองก็เป็นนักศึกษา ต้องเข้าใจสิว่าสำหรับอิเดนเบิร์ชกฎระเบียบสำคัญแค่ไหน เคยอ่านไหม แผ่นศิลาที่แปะไว้ตรงลานน้ำพุน่ะ” ยามล่ำว่า
“กฎพนักงานวิทยาลัยข้อที่ร้อยสิบแปดก็บอกไว้ชัดเจนว่าในระหว่างเวลางานห้ามพนักงานสูบบุหรี่ พวกพี่เคยทำได้ไหม”
“อะไรกัน เรื่องแบบนั้น คุณฟังผมสิ ผมบอกแล้วใช่ไหมว่าจะขอดูเทปวงจรปิด คุณต้องไปทำเรื่องขอให้เป็นลายลักษณ์อัก---”
โคร้ม!!
ยังไม่ทันที่ยามล่ำจะมีโอกาสจบประโยคสุดคลาสสิคของเขาลงได้เป็นรอบที่สิบหก เสียงโลหะกระทบของแข็งก็ลั่นสนั่น ร่างล่ำๆ ทรุดฮวบลงกองกับพื้น
เบื้องหลังเขาคือจองยุนโฮที่กำขาเก้าอี้เหล็กเอาไว้ด้วยสองมือ
ช็อค
ยุนโฮเงยหน้าขึ้นสบตาทุกคน “ฉันทำเพื่อช่วยคนนะ” เสียงเขาเบายิ่งกว่าเสียงลม
เหมือนโลกจะกลับมาหมุนอย่างรวดเร็วจนน่าเวียนหัวอีกครั้งหลังจากนั้นสามวินาที ชองฮวากับเทบินหันไปตั้งต้นรื้อเทปอย่างรวดเร็วและว่องไว
ตอนนั้นเองที่มือหนึ่งเอื้อมมาสะกิดไหล่เขา ยุนโฮหันไป
“ท่าหวดเก้าอี้ของรุ่นพี่ชักทำผมร้อนแล้วสิ” แจจุงเป่าลมเข้าไปในกกหูร่างสูง
โอ้ไม่นะ...
* * *
มีเพียงเรื่องเดียวเกี่ยวกับตัวจุนซูที่ทำให้ยูชอนรู้สึกลำบากใจเวลาได้อยู่ใกล้ คือสิ่งไม่จริงกลับดูจริงอย่างที่สุดในดวงตาคู่นั้น
ยกตัวอย่างเช่นตอนนี้ ในเวลาที่จุนซูตะเบ็งเสียงเรียกชื่อลีเฮจินเป็นครั้งที่สามในรอบห้านาที ฝ่ามือเล็กๆ กำแน่นจนกลายเป็นกำปั้น จุนซูเคาะประตูซ้ำๆ หากไม่มีใครหรือแม้แต่สัญญาณความเคลื่อนไหวใดตอบกลับมา
“มีบางอย่างผิดปกติ”
จุนซูพูดประโยคที่ยูชอนไม่เคยนึกชอบด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกับล่วงรู้อะไร และสิ่งที่ยูชอนเกลียดที่สุด...เกลียดแสนเกลียด...นั้นก็คือจุนซูไม่รู้ เขาไม่เคยรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่เขารู้สึกได้ว่ามันกำลังจะเกิด และมันต้องเกิดขึ้นแน่ๆ
“ไขเข้าไป” ชางมินสั่ง
จุนซูค้นกุญแจห้องจากกระเป๋าสะพาย ก่อนจะใช้ดอกที่ถูกต้องสอดเข้าไปในรูกุญแจ รอบกายเงียบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน วิเวกวังเวงจนน่าหวาดหวั่น กระทั่งเสียงกลอนกุญแจลั่นเปิดสะท้อนดังเวิ้งว้างในโถงทางเดิน
ร่างเล็กสูดหายใจเข้าลึก จากนั้นจึงผลักประตู
ลีเฮจินอยู่ที่นั่น
เฮจินนั่งหันหลังอยู่บนพื้น พิงกายกับขอบเตียงใกล้บานหน้าต่างที่ปิดสนิท ไหล่แคบเบื้องใต้เสื้อยืดสีขาวขยับเป็นจังหวะถี่ๆ มือเขากำลังง่วนอยู่กับอะไรบางอย่างที่พวกเขาไม่อาจมองเห็น
กึ่ด...กึ่ด...กึ่ด...
จุนซูได้ยินเขาหอบหายใจ
ชางมินมองหน้ายูชอน พอยูชอนพยักหน้า ทั้งคู่จึงเดินเข้าไปพร้อมๆ กัน
“ทำอะไรน่ะ ช่วยตัวเองหรือไง” ยูชอนร้อง “เรียกตั้งนานทำไมไม่ยอมเปิดวะ”
เฮจินไม่ตอบ
กึ่ด...กึ่ด...กึ่ด...
จุนซูยังคงเงียบ เขาพยายามเงี่ยหูฟังเสียงแปลกๆ ที่ดังเจืออยู่ในอณูอากาศ จ้องมองไหล่ที่ส่ายไหว พิจารณาศีรษะซึ่งปกคลุมไว้ด้วยเส้นผมสีดำผงกไปด้านหน้า บนผิวหลังคอของเฮจินซีดขาวเหมือนกระดาษ เขาเห็นรอยเส้นเลือดเขียวคล้ำปูดโปน ขณะนั้น ชางมินเดินเข้าไปใกล้เฮจินมากพอจนสามารถเอื้อมมือไปแตะไหล่เขาได้
จุนซูส่ายหน้า
ไม่ใช่
นั่นไม่ใช่ลีเฮจิน
“ชางมิน อย่า !”
ชางมินชักฝีเท้าเมื่อจุนซูตะโกนเรียกชื่อเขา เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งหันขวับกลับไปทั้งตัว ทันใดนั้นร่างของเขาก็เซถลาจนหน้าคะมำ พร้อมๆ กับความเย็นวาบของวัตถุพื้นผิวเรียบลื่นสัมผัสบริเวณลำคอ ชางมินพยายามผินมอง เขาได้ยินเสียงหอบหายใจผิดธรรมชาติของลีเฮจินพรมรดข้างหู
เฮจินใช้แขนผอมๆ ข้างหนึ่งโอบรัดคอเขา ในเวลาเดียวกันก็กดน้ำหนักตัวโถมทับเขาอยู่ ทั้งกายชางมินเอนแนบติดพื้นยกเว้นก็แต่ส่วนหัวไปถึงหน้าอก เขาพยายามก้มมองวัตถุในมือเฮจิน หากก็เป็นเรื่องยากเกินกว่าจะมองเห็น
“อย่านะ เฮจิน วางมันลง !” ยูชอนตะโกน
“ไม่ !!!” จุนซูกรีดร้อง
แล้วเขาก็ได้ยินเสียงดัง กึ่ด !
เฮจินจับใบหน้าชางมิน บังคับให้เขาหันมาจ้องตา ตอนนั้นเองที่ชางมินเห็นวัตถุในมือเขา
มันคือมีด
มีดเล่มนั้นเปรอะไปด้วยเลือดสีแดงฉาน
อยู่ดีๆ โลกทั้งใบก็หมุนเคว้าง ชางมินรู้สึกมึนหัว เขาค่อยๆ ยกมือขึ้นแตะเบาๆ ตรงลำคอของตนเอง สัมผัสกับความอุ่นชื้นและหนืดเหนอะ
เลือด
ตัวเฮจินเองก็อาบไปด้วยเลือด ที่ข้อแขน หน้าอก หน้าท้อง ทุกๆ ที่เต็มไปด้วยรอยกรีดและบาดแผลฉีกขาด ลิ่มเลือดไหลลากยาวเป็นทางตั้งแต่ริมฝีปากตลอดจนหน้าท้อง
มันส่งเสียงขู่ฟ่อในลำคอ นัยน์ตาของมันกลับกลายเป็นสีดำสนิทดุจดวงตาอสรพิษ
★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★
23. (ตอนที่ 2) @ 8/12/2009 10:58PM
ขณะที่ชองฮวา ยุนโฮ และแจจุง กำลังให้ความสนใจกับเทปบันทึกภาพจากกล้องวงจรปิด เทบินกลับสังเกตเห็นอะไรบางอย่างจากภาพถ่ายปัจจุบัน
ผนังทุกด้านในห้องควบคุมความปลอดภัยกลางประจำวิทยาลัยศิลป์อิเดนเบิร์ชห้อมล้อมไว้ด้วยจอมอนิเตอร์กว่าห้าร้อยจอภาพ ไม่นับรวมแผงควบคุมอันเต็มไปด้วยปุ่มกดกว่าพันปุ่มที่สามารถสับเปลี่ยนมุมมองได้อีกห้ามุมมองต่อกล้องหนึ่งตัว ซึ่งกล้องความละเอียดสูงเหล่านี้ถูกกระจายติดตั้งจนทั่วบริเวณวิทยาลัย เพื่อให้แน่ใจว่ากิจกรรมของนักศึกษาอยู่ภายใต้สายตาทุกย่างก้าว
กล้องตัวหนึ่งจับภาพชายร่างเล็กในชุดเสื้อฮู้ดดี้สไตล์กีฬาสีเทา เทบินสามารถชี้ชัดได้เลยในทันทีว่าชายคนนั้นคือซองอูกยอง เขาเดินท่อมๆ ออกจากหอพัก ตรงรี่ไปยังทิศทางอันจะนำไปสู่ทางลอดเบื้องหลังสุมทุมพุ่มไม้รกชัฏหลังวิทยาลัย
เทบินมองดูเขาเดินไปจนกระทั่งร่างนั้นหายลับจากรัศมีการติดตาม
ซองอูกยองกำลังทำอะไรบางอย่าง อะไรบางอย่างซึ่งเพื่อนทุกคนที่หอพยายามช่วยเขาปิดบัง หลังจากเผชิญหน้ากับคิมแทอุงวันนั้น และแทอุงก็เลือกที่จะโกหกเขาอีกครั้ง เทบินหันไปหาอินซอง ถ้าไม่นับรวมชองฮวา อินซองเป็นเพื่อนที่เทบินสนิทที่สุดเทียบกับบรรดาเพื่อนคนอื่นในหอ เขาเป็นคนหัวอ่อนทั้งยังขี้กลัว คงเป็นเรื่องง่ายกว่าถ้าจะเค้นเอาความจริงจากเขา แล้วมันก็เป็นไปตามคาด อินซองโกหก แต่เป็นนักโกหกที่แย่ยิ่งกว่าแทอุงเสียอีก ทันทีที่ถูกถามจี้จุด อินซองก็ละล่ำละลัก ดวงตากลอกไปมา ริมฝีปากสั่น เขาควบคุมชีพจรตัวเองไม่ได้ สติแตก สุดท้ายก็โพล่งออกมาว่า “ฉันไม่ได้มีเอี่ยวกับพวกนั้นด้วย”
จีอินซองขุดหลุมฝังตัวเองเรียบร้อยแล้ว
เขาเคยนึงสงสัยว่าชองฮวามีส่วนเกี่ยวพันกับสิ่งที่พวกอูกยองกำลังทำอยู่หรือไม่ แต่ชองฮวาก็ไม่เคยแสดงทีท่าว่าใยดี หลายครั้งชองฮวาก็เป็นแบบนี้ ไม่ชอบละสายตาไปจากสิ่งที่กำลังตั้งมั่นทำอยู่
“เฮ้” เทบินลุกขึ้นจากเก้าอี้ทรงสตูล พลางเอ่ยเรียกให้อีกสามคน ณ ฝั่งตรงข้ามหันมามองเขา “ฉันไปห้องน้ำหน่อยนะ เดี๋ยวมา”
ชองฮวา ยุนโฮ แจจุง แค่เบือนหน้ากลับไปยังสิ่งสำคัญที่ทำค้างอยู่ เพิกเฉยต่อเขาโดยสมบูรณ์
ดีแล้ว เขาจะปล่อยให้คำสั่งจากเบื้องบนเป็นหน้าที่ของชองฮวาต่อไปเหมือนที่มันเป็นอยู่ตั้งแต่ต้น พ่อของพวกเขาไว้ใจชองฮวา และในยามนี้น้องชายผมสีส้มก็กระหายเลือดมากเกินกว่าจะสามารถรั้งเอาไว้ได้
แผนการของพวกเขาคืบหน้าไปมากกว่าที่ใครๆ คาดการณ์ไว้ ชองฮวาคิดถูกที่เลือกใช้คนอย่างชิมชางมิน แม้ว่าเขาทั้งสองจะเชื่อในสิ่งที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เด็กแซ่ชิมเป็นคนฉลาดและมีสัญชาตญาณการเอาตัวรอดสูง แน่นอน เขาเห็นแก่ตัว แต่นั่นล่ะไม่ใช่หรือ...วัตถุดิบชั้นเลิศของสัญชาตญาณสัตว์ เขารู้จักการวางแผน ช่างสังเกต และขี้สงสัยเช่นนักวิทยาศาสตร์ ประสาทการรับรู้เรื่องผิดปกติของชางมินว่องไวอย่างยากจะหาใครเทียบทันได้ เขามีความใคร่รู้อันติมสัจอยู่ตลอดเวลา บางทีสิ่งเหล่านี้ก็สำคัญกว่าการฝึกฝนหรือความรู้ มันคือความสามารถที่ชางมินมีติดตัวมาตั้งแต่เกิด และมันระเบิดออกมาทันทีที่ชิมเฮียวรินเข้าไปพัวพันกับคดีฆาตกรรมอย่างไม่เป็นธรรม
เทบินจะปล่อยชองฮวาไปก่อน เพราะตอนนี้สิ่งที่พวกซองอูกยองทำมันขัดหูขัดตาเขามากยิ่งกว่าหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ถูกทำลาย
“ไม่เป็นไร เพื่อน ไม่ต้องห่วงฉันหรอก”
เจ้าของเส้นผมสีเงินพราวระยับกล่าวทิ้งท้าย ก่อนผละออกมา
เทบินสาวเท้าไปตามทางเดินมุงหลังคาเพื่อมุ่งหน้าตรงสู่โรงละครเวทีประจำวิทยาลัย ช่วงสามทุ่ม ความเป็นไปในอิเดนเบิร์ชยังคงคึกคัก เขาเดินผ่านรุ่นน้องหลายคนที่ร้องทักทายพลางค้อมศีรษะให้ เทบินพยายามยิ้มตอบ แต่ค่อนข้างแน่ใจว่าล้มเหลว กระทั่งเขามาถึงโรงละครที่บรรยากาศต่างกันลิบลับ
ไม่มีใครอยู่ที่นี่
เมื่อปราศจากเหล่านักศึกษา โรงละครเก่าแก่หลังนี้ก็ราวกับหยุดหายใจ สิ่งก่อสร้างโบราณปรากฏเป็นเงาตะคุ่มในความเงียบสงัด แสงไฟเรืองๆ ส่องสว่างรำไรผ่านทางช่องประตูและบรรดาหน้าต่างกรุกระจกสี
ไม่กี่นาทีถัดมา เทบินก็พาตัวเองมายืนอยู่หน้าช่องแคบหลังเวทีละคร ชายหนุ่มเพ่งดวงตาสีบลูไดมอนด์เข้าไปในความมืดมิดทอดยาวไร้จุดสิ้นสุด ในมือกำกระบอกไฟฉายเอาไว้ ช่องแคบแห่งนี้คือสถานที่ที่ยุนโฮเล่าว่าอูกยองมักนำข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ มาเก็บ
มันแปลกตั้งแต่อูกยองยอมรับหน้าที่สโตร์แมนประจำกองละครเวทีทั้งๆ ที่เกลียดเด็กคณะการละครเข้าไส้
เขาเปิดไฟฉาย พลันแทรกตัวผ่านปากทางเล็กๆ ที่ดูดกลืนเขาเข้าไปดุจหลุมดำ
.
.
.
ไร้ประโยชน์ พวกเขาไม่ได้อะไรจากเทปวิดีโอวงจรปิด และถึงแม้จะไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมาเป็นคำพูด หากทั้งสามก็รู้สึกถึงกันได้
ยุนโฮถอนหายใจยาว พลางเอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยล้า เขากระพริบเปลือกตาถี่ๆ เพื่อไล่แสงสีฟ้าออกไปจากทัศนวิสัย
“ทำไมพวกชางมินยังไม่โทรกลับมาอีกนะ”
ยุนโฮรำพึงรำพันคำถามอันปราศจากคำตอบ
แจจุงเพิ่งจะโยนแผ่นดีวีดีอีกแผ่นกลับใส่ลิ้นชักราวกับมันเป็นเศษขยะที่น่าขยะแขยง เขาใช้ปลายนิ้วลูบหน้าผากตนเองหลายต่อหลายครั้ง แม้ว่าใบหน้าสะสวยจะเฉยนิ่ง หากยุนโฮมองออกว่าความเครียดกำลังรบกวนเขาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อุณหภูมิห้องใต้ดินถูกตั้งค่าให้ต่ำเกินสบายเพื่อถนอมเซิร์ฟเวอร์ข้อมูล กระนั้นเหงื่อกาฬก็ยังผุดซึมแถวไรผมสีบลอนด์หม่น ยุนโฮอดไม่ได้จนต้องเอื้อมมือไปปาดมันทิ้ง
แจจุงยิ้มเพลีย เขาเอียงแก้มเล็กน้อย ก่อนจุมพิตเบาๆ บนฝ่ามือยุนโฮ
ชองฮวาพักปลายคางบนฝ่ามือข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งวางพาดสบายๆ บนแผงควบคุม มีเพียงนิ้วชี้กับนิ้วนางที่ขยับอย่างป็นอิสระบนปุ่มสามปุ่ม “REW” “F.FWD” และ “STOP” สายตาของเขาทอดมองความว่างเปล่าในจอภาพ ยุนโฮไม่รู้ว่าชองฮวากำลังพยายามค้นหาอะไร หรือสิ่งใดที่ฉุดดึงเขาให้ไม่อาจละสายตา ชองฮวาพิจารณามันประดุจเขาสามารถมองทะลุผ่านใต้กรอบอะลูมิเนียมทรงสี่เหลี่ยมและกำลังศึกษาอุปกรณ์ตัวเล็กๆ บนแผงตะกั่ว ห้องเงียบจนเสียงลมจากเครื่องปรับอากาศดังกึกก้อง
แต่แล้วชั่ววินาทีนั้นเองที่เหตุการณ์กลับพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ
บนจอภาพเป็นภาพที่ได้จากกล้องวงจรปิดด้านหน้าประตูทางเข้าหลักของวิทยาลัย บรรยากาศรอบข้างเงียบเหงาเนื่องจากยังอยู่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อนเปิดภาคเรียนที่สองประจำปีการศึกษา
ลีเฮจินเดินตัวปลิวลงจากรถยนต์ของทางบ้านพร้อมกับหนังสือโบราณเล่มหนึ่งในมือ
คืนวันเดียวกันนั้น...ชเวอึนนาถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม ศพของเธอถูกนำไปแขวนยึดไว้กับไม้กางเขนยักษ์เหนือเวทีละครในสภาพกลับหัว ดวงตาเธอถูกควักหายทั้งสองข้าง ร่างกายฉีกขาดยับเยินด้วยรอยกรีดถ้อยคำดูหมิ่นองค์พระผู้เป็นเจ้า
บนปกหนังสือที่ลีเฮจินถืออยู่จารึกด้วยอักษรโบราณแบบเดียวกับที่ปรากฏบนศพของหญิงสาวทั้งห้า ซึ่งชองฮวาแน่ใจว่าลีเฮจินเองยังไม่อาจเข้าใจความหมาย
มันคือชื่อศาสตร์แห่งมนต์ดำที่บรรพชนในสมัยก่อนคริตสกาลสาปแช่งขับไล่
‘การอัญเชิญวิญญาณประทับทรง’
ข้อความนั้นกำลังหัวเราะเยาะใส่หน้าเขา
“โทรหาชางมินเร็ว” ชองฮวาพูด “โทรหายูชอน โทรหาจุนซู โทรให้ติด !”
.
.
.
ตอนที่ปลายเท้าของเขาสะดุดเข้ากับวัตถุบางอย่างในความมืดสนิท เทบินก็เข้ามาลึกมากแล้ว เขาหยุดเดินแล้วกดปากไฟฉายลง
แรกเริ่มเดิมทีเขาคิดว่ามันคือกล่องอุปกรณ์ หากเมื่อพิจารณาดูใกล้ๆ กลับพบว่าเป็นห่อกระดาษที่ทั้งหนาและหนัก เขาลองใช้เท้าเตะดูสองสามครั้ง เสียงที่ได้ยินบอกให้เทบินรู้ว่าไม่ว่าสิ่งที่อัดแน่นอยู่ในนั้นจะเป็นอะไร แต่มั่นใจได้เลยว่ามันมีปริมาณมหาศาล
เขาจึงย่อตัวลง ก่อนใช้มีดคัตเตอร์กรีดลงบนห่อกระดาษสีทราย
กลิ่นฉุนแสบจมูกฟุ้งตลบอบอวลเมื่อผงเนื้อละเอียดทะลักทะลายออกมา เทบินแตะส่วนหนึ่งเบาๆ บนลิ้น รสชาติของมันทำให้เขาต้องย่นหน้า
เฮโรอีนอัดก้อน
เขาส่องไฟไปเบื้องหน้า และพบห่อกระดาษแบบเดียวกันกว่าอีกสิบห่อ
เมื่อไม่มีเหตุผลให้ต้องรอคอยอีก เทบินจึงใช้รูโหว่บนกำแพงเบื้องหลังแนวไม้รกเรื้อเป็นทางลอดออกไปยังด้านนอก ด้วยรูปร่างที่ผอมบางและปราดเปรียว ภาพที่เกิดขึ้นจึงแลดูงดงามอย่างน่าอัศจรรย์ เขาผุดกายลุกขึ้นยืนบนผืนหญ้า ก่อนจะสะบัดใบหน้าน้อยๆ เพื่อไล่ปอยผมที่ระบังแนวสายตา
หลังกำแพงเก่าคือป่าสน
“กึนซอกบอกฉันว่าเทบินกำลังสงสัยพวกเรา ฉันทนต่อไปไม่ไหวแล้วนะ ซึงฮุน นายต้องทำอะไรซักอย่าง”
เทบินได้ยินบทสนทนาระหว่างชายสองคน สุ้มเสียงพะว้าพะวังหวาดหวั่นดังชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเขาใกล้เข้าไป ชายหนุ่มไม่จำเป็นต้องซ่อนตัวหรือเร้นหลบหลังที่กำบังให้ตัวเองดูน่าขัน เทบินรู้อยู่แล้วว่าเจ้าของเสียงสองคนนั้นคือใคร
ซองอูกยองกับโจซึงฮุนกำลังยืนพิงลำต้นอันบอบบางของต้นสน อูกยองดูกังวลมาก ในขณะที่ซึงฮุนพยายามปั้นสีหน้าให้สุขุม หากเทบินมองออกว่าในอกเขาคงจวนเจียนระเบิด
“อินซองถูกเทบินเค้นจนหลุดปาก เขากลัวมาก ดองฮวานก็ไม่ได้ไปซ้อมหลายวันแล้ว มันแทบบ้าไปเลย” อูกยองพูด
ซึงฮุนไม่ยอมมองตาอีกฝ่าย เขาขยี้จมูกตัวเองแรงๆ ตาเยิ้มและแดงก่ำ “บอกพวกนั้นว่าไม่ต้องห่วง ฉันจะจัดการทุกอย่างเอง”
“ฉันคิดแล้วว่าสักวันเรื่องมันต้องแดง แล้วไหนจะไอ้ยูชอนอีกล่ะ”
“ไอ้ยูชอนไม่ใช่ปัญหาของเราหรอก ตราบใดที่เรายังมีข้อมูลนั่นอยู่”
“ใครจะเชื่อเรา ซึงฮุน นั่นมันปาร์คยูชอนนะ ส่วนเรามันก็แค่...”
“นายต้องเชื่อใจฉัน อูกยอง”
“ต..แต่ว่า...”
“ถึงต้องโดนไล่ออก อย่างน้อยฉันก็จะลากไอ้ยูชอนไปด้วย”
ตอนนั้นเองที่เทบินโพล่งถาม “ยูชอนเกี่ยวอะไรกับเรื่องเฮงซวยนี่ด้วยงั้นเหรอ”
ปฏิกิริยาของอูกยองกับซึงฮุนแตกต่างไปจากที่เขาคิดไว้ ทั้งคู่ไม่ได้สะดุ้งเฮือกทันทีที่ได้ยินเสียงบุคคลที่สามหรือยืนตัวนิ่งแข็งด้วยความหวาดหวั่น ในทางกลับกัน พวกเขาดูโล่งใจ
“เราไม่เคยคบใครที่ฉลาดและสอดรู้เท่านายมาก่อน เทบิน” ซึงฮุนพูด “แต่อย่างน้อยก็เป็นนาย”
“ถึงเป็นฉันก็เถอะ ฉันจะไม่รับประกันอะไรทั้งนั้น”
“ฉันขอร้อง เทบิน เราทุกคนขอร้องนาย”
“บอกความจริงมาดีกว่า”
เขารอฟัง กระทั่งอูกยองถอนหายใจออกมา แววตาเขาเปลี่ยนไป จากกระวนกระวายกลายเป็นเศร้า
“ฉันกับยุนโฮเป็นเพื่อนกัน เรารู้จักกันตอนเข้าค่ายปรับพื้นฐาน ตามประสาเด็กทุนนั่นแหละ พวกเราคอยช่วยเหลือกันและกัน” เขาพูด “แต่ยุนโฮไม่เคยรู้ว่าซึงฮุน ยูชอน แล้วก็ฉัน พวกเราเป็นหุ้นส่วนธุรกิจ เฮโรอีนหลังเวทีละคร...สินค้าชั้นยี่ยม ถึงตอนนี้ฉันคงไม่ต้องบอกนายแล้วใช่ไหมว่าครอบครัวซึงฮุนทำธุรกิจอะไร”
เทบินมองซึงฮุนแล้วยักไหล่
อูกยองพยักหน้าช้าๆ “ครอบครัวซึงฮุนนำเข้ามันมาจากต่างประเทศ พวกเราวางแผนจะขายมันหลังจากรู้ว่าอิเดนเบิร์ชไม่ได้สะอาดทุกซอกทุกมุม” เขาหยุดครู่หนึ่งราวกับความรู้สึกผิดทำให้เขาละอายใจเมื่อได้ยินเสียงตัวเอง “มันเป็นที่ต้องการของคนบางกลุ่มที่นี่”
“ยูชอนเกี่ยวอะไรด้วย” เทบินถาม
“ยูชอนมีโกดังที่ตั้งอยู่ใกล้ท่าเรือของพ่อ โกดังเป็นของหมอนั่นร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ของทางบ้าน มันไม่ได้ใหญ่โตอะไร แต่ก็ปลอดภัยพอที่จะใช้เก็บของ ยูชอนรับปากจะช่วยจัดการเรื่องส่วยกับการลักลอบขนของเข้ามาในอิเดนเบิร์ชแลกกับส่วนแบ่ง หมอนั่นมันร้าย มีเส้นสายอยู่ทุกหัวระแหง พวกเราเลยตกลงทำธุรกิจร่วมกัน ฉัน อินซอง แทอุง กึนซอก ดองฮวาน เรามีหุ้นกันคนละสิบเปอร์เซ็นต์ ยูชอนยี่สิบ ซึงฮุนสามสิบ”
ราตรีดูจะยิ่งเงียบเหงาและวังเวงมากยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อถึงจุดนี้
“แต่แล้วจู่ๆ ไอ้ยูชอนก็อยากได้ส่วนแบ่งเพิ่มจากยี่สิบเป็นยี่สิบห้า มันขู่จะแบล็คเมล์เรา ให้ตายเถอะ ฉันไม่น่าไปหลงเชื่อคนอย่างมันเลย”
“พวกนายได้ปรับส่วนแบ่งให้ยูชอนหรือเปล่า” เทบินถาม
“เปล่า”
“แล้วเพราะอะไรยูชอนถึงยังไม่ยอมแฉ”
“เพราะเรามีข้อมูลที่อาจจะทำให้อนาคตอันสดใสของหมอนั่นดับวูบได้ในพริบตาน่ะสิ”
อูกยองยื่นสมุดบันทึกเล่มหนึ่งให้เทบิน เทบินรับมาเปิดดูคร่าวๆ มันคือไดอารี่ของชเวอึนนา ปกหน้ามีอักษรเขียนกำกับไว้ว่า ‘ปีสาม เทอมสอง’ บันทึกหน้าแรกเริ่มเขียนตั้งแต่ช่วงสองเดือนก่อนเปิดภาคเรียน
บนกระดาษ...ยังคงมีรอยคราบน้ำตา
บันทึกหน้าสุดท้ายเป็นข้อความที่ชเวอึนนาเขียนก่อนตาย และความรู้สึกของเธอที่ยังคงอัดแน่นอยู่ในทุกตัวอักษรเมื่อเธอจรดปลายปากกาลงบน ‘ไดอารี่ที่รัก’ เป็นครั้งสุดท้าย ทำให้เทบินจำต้องกัดริมฝีปากล่างเอาไว้เพื่อกักกลั้นไม่ให้ตนเองร้องครางออกมา
“ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ อึนนาไม่เคยบอกใคร ยูชอนเองถึงตอนนี้ก็ไม่เคยรู้” อูกยองเริ่มพูดอีกครั้ง “ฉันแอบได้ยินอึนนาคุยกับญาติผ่านทางโทรศัพท์ ตอนนั้นเธอดูเปราะบางมาก ฉันรู้สึกผิดที่หวังจะใช้ประโยชน์จากความเจ็บปวดของเธอ แต่คิดอีกอย่าง นี่อาจจะเป็นการช่วยเธอก็ได้ ฉันเลยโทรไปหายูชอน บอกไอ้ระยำนั่นว่าฉันมีข้อมูลที่จะทำให้ชีวิตมันต้องฉิบหาย ฉันจะแบล็คเมล์มันกลับแน่ถ้ามันปากโป้ง ฉันจะไม่ทำตอนนี้ แต่จะทำตอนที่มันโด่งดังเป็นดาราระดับประเทศไปแล้ว น่าเสียดายที่อึนนาดันมาชิงตายไปเสียก่อน”
“เธอให้ไดอารี่นายมางั้นหรือ?”
“เปล่า ฉันขโมยมา”
“รู้อะไรไหม อูกยอง นายเองก็ไม่ได้เลวน้อยไปกว่ายูชอนเลย” เทบินพูด
“ฉันรู้” อูกยองพยักหน้า เขาปรนลมหายใจออกมาในที่สุด กล้ามเนื้อหว่างคิ้วที่เคยนิ่วขมวดค่อยๆ คลายออกจากันช้าๆ “ถ้าเธอยังมีชีวิตอยู่ เธอคงไม่มีวันยอมให้ไดอารี่กับฉัน เธอรักหมอนั่นยิ่งกว่าอะไร”
“นั่นยิ่งทำให้นายดูเลวเข้าไปอีก อูกยอง”
“ฉันรู้”
ลมพัดหวีดหวิว ซึงฮุนกระชับเสื้อนอกแนบไหล่เมื่อได้ยินเสียงสุนัขหอน
“นายรู้ได้ยังไงว่าเราเก็บของไว้ที่ไหน” ซึงฮุนถามเทบิน
“คืนที่โจจูมินตาย ฉันเห็นรอยเลือดหน้าห้องอูกยอง แต่เพิ่งมานึกได้ว่าฉันอาจเข้าใจผิด รอยเลือดที่เห็นจริงๆ แล้วไม่ใช่เลือด แต่เป็นสีแดงที่อูกยองใช้ทาเวที”
“นายฉลาดจริงๆ”
“พวกนายมันโง่มากต่างหาก”
“นายจะไม่บอกตำรวจเรื่องเราใช่ไหม” ตอนถามคำถามนั้น น้ำเสียงเขาเกือบจะเรียกได้ว่ากราบกราน อ้อนวอน
“ฉันเกลียดสิ่งที่พวกนายทำมาก” เทบินบอก “ไม่ใช่เพราะสิ่งที่นายขาย ค่าตอบแทนที่นายจะได้ ฉันไม่แคร์ด้วยว่าพวกนายจะติดไอ้ยานรกนี่หรือเปล่า ฉันไม่สนไอ้ลักษณะท่าทางแบบคนขี้ยาน่าสังเวชของนาย” เขาพเยิดหน้าไปทางซึงฮุน “แต่ฉันรังเกียจวิธีการที่พวกนายใช้หักหลังกัน ฉันขยะแขยงความคิดของนาย อารมณ์ของนาย นายเข้าใจที่ฉันพูดไหม”
ทั้งซึงฮุนและอูกยองก้มหน้า เทบินพูดไม่ผิด
“เพราะฉะนั้น นายห้ามฉันไม่ได้ ฉันจะแจ้งตำรวจวิทยาลัย”
“ม..ไม่ได้นะ เทบิน นายทำอย่างนั้นไม่ได้” อูกยองแย้ง “พวกฉันจะถูกไล่ออกจากที่นี่แล้วไปนอนกินข้าวแดงในซังเต”
แต่เทบินมีโทรศัพท์อยู่ในมือเรียบร้อยแล้ว
“ฟังนะ” เทบินพูด “นายต้องให้ไดอารี่เล่มนี้กับฉัน ซึ่งฉันจะคืนมันให้ยูชอน มันเป็นสิทธิ์ของเขาแล้ว เขาจะทำอะไรกับมันก็ได้ ถึงเขาอยากจะเผามันทิ้ง พวกนายก็ไม่มีสิทธิ์ห้าม”
“แต่ว่า...”
“ไม่มีแต่” เทบินเปิดฝาพับโทรศัพท์ เขาชูมันขึ้นเหนือศีรษะ แสงสีขาวจากหน้าจอสว่างเรืองในความมืดมิดกลางป่าสน “ฉันจะโทรหาตำรวจวิทยาลัยเดี๋ยวนี้ บอกพวกเขาว่าฉันเจอกล่องหน้าตาแปลกๆ ด้านหลังเวทีละคร นายมีเวลาถึงเช้าเพื่อย้ายของ เอามันออกไปให้หมด และเมื่อตำรวจไปถึงที่นั่นในวันรุ่งขึ้น ฉันหวังว่าพวกเขาจะไม่เจออะไรซ่อนอยู่”
“โอ้ พระเจ้า ขอบคุณ ขอบคุณจริงๆ เทบิน”
ประกายนัยน์ตาหวนกลับมาสู่ชายหนุ่มทั้งสองอีกครั้ง พวกเขากุลีกุจอกดโทรศัพท์เพื่อติดต่อประสานงาน ปากพึมพำคำขอบคุณแก่เทบินไม่รู้จบ
เทบินยักไหล่ เขากลับหลังหันแล้วออกเดินอีกครั้ง
ทันใดนั้นเองที่โทรศัพท์มือถือในมือเขาส่งเสียงดัง
เทบินกดปุ่มรับ กรอกคำพูดลงไป “ว่าไง ชองฮวา”
“ไปเจอกันที่ห้องเฮจินด่วน” ปลายสายเอ่ยเคล้าเสียงหอบหายใจแรง ชองฮวากำลังวิ่ง
“อย่าบอกนะว่ามีเซอร์ไพรซ์”
“เซอร์ไพรซ์ฉี่ราดแน่”
.
.
.
จุนซูได้แต่มองดูชางมินเลือดไหล เขาร้องไห้ มือเล็กๆ คู่นั้นกำแน่นจนกลายเป็นกำปั้น
รอยแผลถูกบาดแม้จะไม่ลึกนัก หากก็พอจะทำให้ใบหน้าหล่อเหลาของเด็กหนุ่มซีดสี เปลือกตาหนักอึ้งค่อยๆ ปิดตัวเองลงช้าๆ จุนซูมองชางมินตะเกียกตะกากเมื่อ ‘มัน’ ทิ้งน้ำหนักนั่งทับร่างเขาไว้ ยิ่งนานขึ้น ชางมินยิ่งอ่อนแรง
มันไม่ยอมปล่อยเขา
เด็กหนุ่มปัดป่ายฝ่ามือ เขาได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือของตนเองดัง ชางมินรู้ว่าพวกยุนโฮพยายามติดต่อเขา ริมฝีปากแห้งแตกเป็นขุยพยายามส่งเสียงร้อง หากไม่มีเพียงสักแอะเล็ดรอดออกมา
ยูชอนอยากช่วย ทว่าทุกครั้งที่เขายื่นมือเข้าไปใกล้ ‘มัน’ จะส่งเสียงร้องโอ้ก ดวงตาสีดำสนิทเบิกโพลงอย่างน่าพรั่นพรึง มันแยกเขี้ยวขู่ ตามไรฟันเกรอะกรังไปด้วยลิ่มเลือด และไม่ว่ามันจะเป็นตัวอะไร ยูชอนมั่นใจว่ามันไม่ลังเลที่จะงับกัดแขนเขาจนชิ้นเนื้อหลุดติดออกมาเหมือนที่มันทำกับลีเฮจิน
จังหวะนั้นเองที่ประตูห้องเปิดผาง
ฮัวชองฮวาถลันเข้ามา พร้อมกับถอดสร้อยคล้องจี้รูปดาวห้าแฉกประดับอัญมณีสีฟ้าใสพันรอบฝ่ามือต่างสนับ เขากระชับกำปั้น ก่อนจะสาวหมัดใส่ใบหน้าลีเฮจินจน ‘มัน’ ลงไปนอนดิ้นพราด
ยุนโฮกับแจจุงซึ่งตามมาห่างๆ ต่างชะงักงันเพราะภาพที่เห็น
ชางมินคลานหนีทันทีที่หลุดจากการเกาะกุม เขายกมือขึ้นกุมปากแผลตนเองเอาไว้ เด็กหนุ่มพลิกตัวแล้วมองกลับไปอย่างตื่นตระหนก
“ไม่จริง” เขาพึมพำ “ไม่มีทาง”
ตอนที่เทบินมาถึง ชองฮวากำลังนั่งคร่อมอก ‘มัน’ อยู่ เขากดหน้าผากมันเอาไว้ ลำพังเพียงคาถาที่คุ้มครอง ‘เครื่องราง’ เพียงพอทำให้วิญญาณร้ายในร่างทรมานก็จริง หากไม่พอจะทำให้มันสละร่างหรือช่วยให้ลีเฮจินรอดพ้นจากการครอบงำ เจ้าของดวงตาสีไพลินก้าวฝีเท้าแบบไม่รีบเร่งไปที่ตู้เย็น เขาเปิดแล้วหยิบขวดน้ำดื่มออกมาขวดหนึ่ง ก่อนเทบินจะนำวัตถุบางอย่างที่มีลักษณะเช่นไม้กางเขนประดับประดาไว้ด้วยอัญมณีแลดูแปลกตาออกมาจากกระเป๋ากางเกง
ทุกคนมองดูเขา
“นั่นอะไร” ยูชอนถาม
“อิสเทอเรีย” เทบินบอก พลางยกสิ่งที่เรียกว่า อิสเทอเรีย ขึ้นจรดริมฝีปาก เขาหย่อนมันลงไปในขวดน้ำแล้วหลับตา “ใช้ทำน้ำมนต์”
เขย่าขวดเพียงสองสามครั้ง เทบินก็โยนขวดน้ำให้ชองฮวา ชองฮวารับมันไว้ในมืออย่างแม่นยำ จากนั้นจึงสาดของเหลวสะอาดใสใส่ใบหน้าลีเฮจิน ไอน้ำร้อนฉ่าระเหยจากร่างกายนั้น ‘มัน’ กรีดร้อง ผิวเนื้อพุพองราวกับถูกลวกด้วยน้ำร้อนจัด
ชองฮวากับเทบินช่วยกันจับแขนมันมัดไว้กับหัวเตียงทั้งซ้ายและขวา ด้วยอำนาจของผีร้ายทำให้รูม่านตาของลีเฮจินขยายใหญ่ขึ้น มัดกัดฟัน ส่งเสียงดัง ‘ซี’ ขบอยู่ในปากจนเลือดกลบน่าสยดสยอง
“เฮลล์สตรอม” เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของมนุษย์อย่างแน่นอน มันคำรามเสียงแหบครูดลำคอ
ก่อนจะโขกหัวตัวเองใส่ขอบเตียงอย่างรุนแรงซ้ำๆ เหมือนกำลังคำนับอะไรบางอย่าง เลือดเริ่มไหลซึมจากหน้าผาก “เฮลล์สตรอม”
“พวกนายไม่อยากดูตอนนี้หรอก” ชองฮวาพูด
หากไม่มีใครขยับ
ชองฮวาสบตาชางมิน ชางมินส่ายหน้า ก่อนชองฮวาจะหันกลับไปยังลีเฮจิน
“ในนามพระผู้เป็นเจ้า” ชองฮวากล่าวด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย “บอกชื่อแกมา”
เมื่อมันไม่ตอบ ยังคงทำเสียงอืออา ชองฮวาจึงบีบปลายคางมันแรงมากพอจนทำให้มันต้องอ้าปาก เขากรอกน้ำมนต์ลงไป
ผีร้ายร้องโหยหวน กระสับกระส่าย มันฟาดศีรษะลงไปบนขอบไม้อีกครั้ง
ชองฮวาจับท้ายทอยมันให้เงยหน้าขึ้น เขาจ้องลึกลงไปในดวงตาสีดำแวววับ “ในนามของพระบิดา พระบุตร และพระจิต บอกชื่อแกมาซะดีๆ ว่ะไอ้เปรต”
“ไพโร ข้าคือไพโร” มันยอมบอก
ชองฮวาหัวเราะเบาๆ “อ๋อ ไอ้ขี้เรื้อน”
เทบินคุมสถานการณ์อยู่ห่างๆ เขายกแขนขึ้นกอดอก พลางจะเอนกายพิงกรอบประตูห้อง ไม่ใส่ใจสายตาหลายคู่ที่มองมายังเขาอย่างขอคำตอบ
ชองฮวาใช้ไม้กางเขนสีเงินขนาดเล็กกว่าฝ่ามือเล็กน้อย เขาจูบมันเบาๆ เหมือนที่เทบินทำกับอิสเทอเรีย แล้วทำเดชะพระนามพระบิดาฯ บนหน้าผาก หน้าอก ไหล่ซ้ายและขวาของลีเฮจิน เสร็จแล้วจึงเริ่มสวดบทสวดภาษาละติน
“เอซอซิซามัส เท ออมนิส อิมมุนดัส สปิริตัส ออมนิส ซาตานิกา โพเทสตัส”
“อา...อา...อา...”
ปีศาจทุรนทุราย มันเอาแต่ร้องว่า เฮลล์สตรอม
ชองฮวาหยุดสวด “แกเข้ามาในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ได้ยังไง” เขาก้มลงไปใต้เตียงของลีเฮจิน คว้าหนังสือโบราณออกมาเล่มหนึ่ง “เพราะหนังสือที่เฮจินเจอใช่ไหม”
จุนซูรู้สึกชาไปทั้งร่างเมื่อได้ฟัง ที่ผ่านมาเขาไม่เคยคิดถึงเหตุผลว่าทำไมชเวอึนนาจึงมักปรากฏตัวใกล้เตียงนอนของเฮจิน เธอพยายามบอกใบ้เขาอยู่นั่นเอง !
“วันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเป็นวันมืดมนไม่ใช่สว่าง” ไพโรครวญคราง “วันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเป็นวันมืดมนไม่ใช่สว่าง อา...อา...อา...”
“หยุดถามมันเถอะ ไพโรเป็นแค่ขี้ข้า มันไม่รู้อะไรหรอก” เทบินว่า “รีบไล่มันออกไป ก่อนลีเฮจินจะทนไม่ไหว”
ชองฮวามองเทบินด้วยหางตา ถอนใจ “เออร์โก ดราโค มัลเลดิคเท”
“บทสุดท้ายเลยได้ไหม ชองฮวา”
ชองฮวาแสร้งถอนใจหนักกว่าเดิม “อัป อินซิดีส ดิอาโบลี ไลเบรา นอส โดมิเน...”
“เฮลล์สตรอมมม ม ม ม !!!” ปีศาจกรีดร้องมากขึ้น มันหัวเราะอย่าบ้าคลั่งแล้วพูดคำเดิมซ้ำๆ
ชองฮวาสวดต่อจนกระทั่งเลือดไหลซึมออกทางตา
“ช..ชองฮวา !” ยูชอนผวา แต่ถูกเทบินปรามไว้
เมื่อนั้นที่ไพโรแผดเสียงร้องครูดลำคอ ดิ้นทุรนทุราย ควันสีดำที่มีกลิ่นเหม็นเหมือนไฟระเหยจากผิวกายชุ่มเหงื่อ ก่อนลีเฮจินจะหมดสติล้มลง
เทบินโยนผ้าขนหนูให้ชองฮวาเช็ดเลือด
ชางมินไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่เห็น ปรากฏการณ์ที่เพิ่งผ่านสายตาเขาเท่าที่รู้ศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่า เฮโมแล็คเซีย หรือ น้ำตาเลือด หากมันไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นง่ายๆ กับชายวัยยี่สิบที่มีร่างกายแข็งแรงและถูกดึงดูดอยู่ในสนามแม่เหล็กกลางผืนโลกด้วยแรงดันปกติ
นี่มันบ้าชัดๆ
ชองฮวาใช้ผ้าซับหยดเลือดออกจากตาด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวกับเป็นกิจวัตร ตอนนั้นเองที่ยุนโฮพูดกับเขาเป็นประโยคแรกนับตั้งแต่มาถึงที่นี่
“จะไล่ผี...นายต้องทำเรื่องขอศาสนจักรก่อนนะ”
“ฉันไม่ใช่คาทอลิกว่ะ ยุนโฮ” ชองฮวาบอก
“ฉันนึกว่านายเป็นคาทอลิก”
“นั่นนายคิดไปเอง”
ยุนโฮละล่ำละลัก “นายเป็นออร์โธด็อกซ์เหรอ”
“ฉันดูเหมือนพวกออร์โธด็อกหรือไง”
แล้วสายตายุนโฮก็เปลี่ยนไป เป็นสายตาที่ทำให้ชองฮวาเจ็บปวด
“นายเป็นใคร” ยุนโฮถาม
“ฉันเป็นโปเลียนาสเตียน ยุนโฮ”
“เรายังมีความลับกันอยู่อีกไหม”
ชองฮวากัดฟัน เอ่ยอย่างขมขื่นว่า “ฉันทำเพื่อช่วยคน ยุนโฮ”
* * *
ชองฮวาไม่ยอมตอบคำถามใดๆ อีก กระทั่งพวกเขาส่งลีเฮจินขึ้นเตียงพยาบาลได้อย่างปลอดภัย
บริเวณพื้นที่ชั้นหนึ่งของโรงพยาบาลเอกชนเซ็นต์ฟรานซิส คนหนุ่มทั้งเจ็ดจับจองที่นั่งหน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลคนละมุม ไม่มีใครเอ่ยคำพูดใด ต่างมีดวงตาเหม่อลอย จมอยู่ในห้วงคิดคำนึงอันไร้ซึ่งทางออก
ชางมินอดยกมือขึ้นเกาบาดแผลตรงลำคอตนเองไม่ได้เสียทุกครั้ง มันไม่เจ็บปวดอีกแล้วหลังจากหมอให้ยาแก้ปวดกับเขา แต่ใยผ้าก๊อซกับพลาสเตอร์ใสที่ใช้ปิดปากแผลยังไม่วายทำให้เขารำคาญ
เขาเกาและเกา
จนเมื่อเสียงโทรศัพท์ช่วยชีวิตเขาเอาไว้
หน้าจอแจ้งหมายเลขที่เขาไม่รู้จัก เด็กหนุ่มกดรับ “ฮัลโหล”
“ชางมิน”
สุ้มเสียงสั่นเครือ ณ ปลายสายบีบให้ชางมินกำโทรศัพท์ในมือแน่นขึ้น
“แม่”
เขากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ภายในใจมีความรู้สึกหลายอย่างคละเคล้ากัน เขาอยากตะคอกใส่เธอ ถามเธอว่าทำไม ทำไมถึงหนีไป ทำไมถึงทำให้ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์ดิ้นไม่หลุด หากอีกใจหนึ่ง เขาก็อยากร้องไห้ เขาอยากเจอหน้าเธออีกสักครั้งเพื่อบอกเธอว่าเขารักเธอมากแค่ไหน และช่วงเวลาสั้นๆ ที่ปราศจากเธอ ชีวิตของเขาต้องทุกข์ทนเหมือนตกนรกอย่างไร
เขาอยากอ้อนวอนให้เธอกลับมา
“แม่อยู่ที่ไหน” เป็นคำถามที่หลุดรอดจากปากเขา
“แม่กำลังขับรถ” เธอพูด น้ำเสียงเธอฟังดูเหนื่อย “มุ่งหน้าไปทางตะวันตก”
“แม่หนีไปทำไม ทำแบบนี้ยิ่งทำให้ตัวเองเหมือนคนผิด”
“แม่ขอโทษ ชางมิน แม่รักลูก”
เงียบ
“ชางมิน ฟังแม่นะ ลูกต้องเชื่อในสิ่งที่ลูกไม่คิดอยากจะเชื่อ” เธอสูดหายใจ “แม่รู้ความจริงทั้งหมดแล้ว เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นจากชายคนหนึ่งที่ชื่อ --- โอ้ ไม่...”
เฮียวรินอุทาน ก่อนเสียงล้อยางบดเบียดพื้นถนนจะดังกึกก้องสนั่นหวั่นไหว
สายหลุดไปแล้ว ชางมินพยายามโทรกลับหาเธอ แต่สัญญาณโทรศัพท์ตายสนิท
.
.
.
ชางมินขับรถของยุนโฮออกจากโรงพยาบาลเซ็นต์ฟรานซิสมุ่งหน้าสู่ถนนหลวงสายตะวันตก
ท้องฟ้าแลดูมืดดำอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเมื่อเขามาถึง ถนนสายเดียวดายที่ทอดยาวออกนอกเมืองถูกกีดกั้นด้วยป้ายของตำรวจจราจร เสียงรถหวอดังโหยหวนครวญคราง
ในบรรดากลุ่มคนที่แสนสับสนวุ่นวาย คิมฮยอนซุคกับนักสืบหน้าเด็กหันมามองหน้าเขาด้วยแววตาที่ชางมินไม่เคยคิดฝันอยากได้รับจากคนไร้หัวใจเช่นนี้
สายตาแห่งความเวทนา ความเห็นอกเห็นใจ
ณ ปลายสายตา เขาเห็นรถยนต์ฮอนด้าแอ็คคอร์ด มันจอดนิ่งอยู่กลางถนน ชางมินเดินโซซัดโซเซเข้าไปใกล้ๆ
บนที่นั่งฝั่งคนขับ ร่างกายบอบบางของหญิงสาวยังคงมีเข็มขัดนิรภัยขาดเอาไว้ ตัวเธอพับงอไปข้างหน้าโดยมีท่อนไม้ขนาดใหญ่อันไร้ซึ่งที่มาเสียบทะลุโพรงปากจรดท้ายทอย ใบหน้าไร้สีเลือด ดวงตาทั้งสองข้างเบิกโพลง ผิวกายเต็มไปด้วยบาดแผลกระจกบาด
กลางหน้าผากเธอปรากฏรอยบาดที่ไม่วิจิตรบรรจงรูปดาวห้าแฉกกลับหัว
ภาพที่เห็นทำให้แข้งขาของเขาอ่อนยวบ ชางมินค่อยๆ ทรุดกายลงกับพื้น
“แม่” เขาร้องไห้ ใจทั้งดวงแตกสลาย “แม่ !!!”
ค่ำคืนนี้เป็นคืนที่หญิงสาวผู้ บริสุทธิ์ รายที่หกถูกสังเวย
To be continued...
★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★
OST อัพใหม่แล้ว แต่เท่าที่เป็น full album นะคะ ^^
CD1 : [ Part 1 | Part 2 ]
CD2 : [ Part 1 | Part 2 ]
ปล. ไหนๆวันนี้ก็พูดมากแล้ว ขอบอกว่ารักทงบังด้วยเหอะ!!!!!!!
