북극성 -Northern Star-
posted on 10 May 2007 21:28 by bleaf-me in one-shot
북극성
-Northern Star-
* Story by b.leaf *
Paring: Yoochun X Junsu
Dedicated to " HWARANG " the warrior
Type: AU, One Shot (Sequel to 보름달-Full Moon-)
Genre: History, Action, Drama, Period
Rate:PG
AN : การเขียนฟิคชั่นเรื่องนี้ ทำให้ข้าพเจ้าประจักษ์แล้วว่า หยุดเถอะ อย่าเขียนอีกเลย (ฮา) เบต้าและให้คำปรึกษาโดยพี่ตาล (bonychaos) และขอบคุณทุกท่านมากๆ สำหรับกำลังใจค่ะ ^^
ย้ำอีกครั้งว่าแทบจะไม่มีอะไรจริงเลยนอกจากชื่อ HWARANG ^^
เฮ้อ...เขินจัง...
~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*
“องค์รัชทายาทสิ้นแล้ว”
ประหนึ่งดวงใจแตกสลาย... ร่างเล็กในแพรอาภรณ์ชั้นสูงบอกยศถาทรุดกายลงกับพื้น มือเล็กชุ่มเหงื่อกาฬชักมากุมกันพลางบีบแน่น แววความหวาดหวั่นฉายจับนัยน์ตาสุกใสดั่งดวงดาวประกายพรึกอันแลดูอ่อนเยาว์คู่นั้น
“ไม่จริง... เป็นไปไม่ได้” ริมฝีปากน้อยๆ ทวนถ้อยคำกับตัวเองราวกับสติได้หลุดลอยไปในที่อันไกลแสนไกล “บอกข้าทียูชอน บอกข้าทีว่าเจ้าปดข้า”
“........................................”
“เสด็จพี่...ไม่จริง...... ท่านเคยสัญญาว่าจะไม่มีวันทิ้งข้าเหมือนเสด็จพ่อ!”
ยูชอนตรงเข้าประคองเรือนร่างบอบบางที่แทบสิ้นไร้เรี่ยวแรง เสียงสะอื้นไห้พาให้ไหล่เล็กๆ ไหวระริกในฝ่ามือ ยูชอนได้แต่โอบกอดผู้มีศักดิ์เป็นนายเอาไว้ในอ้อมแขน แม้จะสามารถสะกดน้ำตาไว้ได้ หากก็ไม่สามารถสะกดใจมิให้รู้สึกเจ็บร้าวได้เช่นกัน
เสียงกรีดร้องคร่ำครวญอย่างทุกข์ทรมาน เสียงโลหะกระทบโลหะ แสงวูบไหวของเปลวเพลิง เขาสัมผัสได้ถึงสัญญาณแห่งความพินาศ ในราตรีอันเงียบเชียบที่ดวงจันทร์เปล่งประกายในคืนเพ็ญ
ท่ามกลางสายลมที่หวีดเสียงโหยหวนอย่างน่าประหลาด ประตูห้องส่วนพระองค์ซึ่งได้รับการคุ้มกันอย่างแน่นหนาก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง ยูชอนคว้าดาบข้างตัวขึ้นมากระชับไว้มั่น หากแต่ก่อนที่ปราชญ์หนุ่มจะทันได้ชักดาบออกจากฝัก ปลายดาบอันคมกริบก็จ่อนิ่งอยู่ที่คอหอย
เบื้องหลังแสงสว่างริบหรี่จากเปลวเทียน ปรากฏร่างสูงสง่าของชายในชุดนักรบ “เจ้าดูเหมือนตัวตลกทุกครั้งที่จับดาบ ยูชอน”
“ท..ท่านแม่ทัพ!”
เป็น ฮัวหลาง แม่ทัพตะวันออกไม่ผิดแน่
เจ้าของชื่อหันมาสบตาเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะหันไปโค้งคำนับอย่างไม่เป็นทางการให้ร่างเล็กที่ยังคงไม่หยุดสะอื้นไห้ “ขอประทานอภัยองค์ชายน้อยที่พลุนพลันเข้ามา แต่ไม่เหลือเวลาอีกต่อไปแล้ว ราชองครักษ์ตระกูลจุงนำทหารขององค์พระปิตุลาพยายามบุกเข้ามาหมายจะเด็ดศีรษะพระองค์”
ศตวรรษที่สิบสอง... ในยุคสมัยการปกครองของราชวงศ์โซจอง ท่ามกลางอากาศที่หนาวยะเยือกและใบไม้ร่วงหล่นเป็นสาย องค์ชายแจจุง...พระราชโอรสองค์โต ซึ่งในกาลนั้นทรงดำรงตำแหน่งรัชทายาทลำดับที่หนึ่งในพระจักรพรรดิกยองจูถูกลอบปลงพระชนม์ ก่อนราชพิธีเถลิงถวัลย์ขึ้นครองราชย์สมบัติเพียงไม่นาน
ไพร่พลที่ถูกส่องสุมเตรียมบุกเข้ายึดอำนาจ พระปิตุลาโจจูมีพระประสงค์จะกำจัดเสี้ยนหนามหลักสุดท้าย... โอรสน้อยจุนซู ผู้ซึ่งในกาลนั้นมีพระชนมายุเพียงสิบสี่ย่างสิบห้าชันษา
“เพลานี้ทหารของกระหม่อมกำลังรับมืออยู่ ขืนองค์ชายมัวพิรี้พิไรอยู่เช่นนี้ต่อไป เราจักต้องเสียทหารอีกหลายชีวิตนัก” ฮัวหลางเก็บดาบคู่กายกลับเข้าฝัก สายตาอันดุดันแข็งกร้าวแลดูจริงจังและเปี่ยมไปด้วยพลัง ฮัวหลางเปลี่ยนไปมาก นับตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่จุนซูได้พบเขา
“กระหม่อมขอบังอาจออกคำสั่งให้พระโอรสเสด็จตามกระหม่อมไปเดี๋ยวนี้”
“เราจะไปไหนกันรึ?” ยุวราชน้อยมีสีหน้าลังเล ทรงกำมือคนสนิทข้างกายแน่นอย่างไม่ยอมพรากจาก ยูชอนสัมผัสพระหัตถ์ขาวซีดสี แม้ใบหน้าคมคายนั้นจะไม่แสดงอาการหวั่นวิตกอะไร ทว่าเลือดภายในกายของเขาแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง
“หากไม่อยากถูกฆ่า พระองค์ต้องเสด็จหนีออกจากที่นี่เดี๋ยวนี้! ยูชอน พาองค์ชายตามข้ามา”
“ไม่ ฮัวหลาง ข้าจะไม่ไปไหนทั้งนั้น”
“ท่านพ่อของข้ายอมสละชีวิตเพื่อปกป้องท่าน จุนซู! หากท่านต้องการจะบอกข้าว่าท่านยินดีจะตายอยู่ที่นี่ ทว่าประชาราษฎรเรือนแสนคงไม่อาจจะทนทุกข์อยู่บนแผ่นดินที่เจิ่งนองไปด้วยเลือด เพียงเพราะความคิดเยี่ยงเด็กอมมือของเลือดกษัตริย์ผู้ขลาดเขลาเช่นท่าน!”
“อะไรกัน นี่มันเกิดอะไรขึ้น” องค์ชายน้อยพึมพำ หยาดน้ำตาพิสุทธิ์รินไหลไม่เหือดหาย จุนซูยกฝ่ามือขึ้นประทับทาบจี้หยกครึ่งเสี้ยวซึ่งแขวนติดตัวไว้ตลอดเวลา ของต่างหน้าสิ่งเดียวที่ผู้เป็นบิดามอบไว้ให้ก่อนตาย เสี้ยวหนึ่งเป็นขององค์ชายแจจุง...พระเชษฐา และอีกเสี้ยวหนึ่งเป็นของเขา
ยูชอนลอบถอนใจ สุ้มเสียงทุ้มถ่ายทอดออกมาพร้อมแววตาสุขุมนุ่มนวล “พระโอรส... ที่ผ่านมาทรงเชื่อกระหม่อมทุกอย่าง ครั้งนี้กระหม่อมอยากทูลขอให้ให้พระองค์ทรงตั้งสติ เชื่อสิ่งที่กระหม่อมจะทูลต่อไปนี้ด้วยได้หรือไม่”
จุนซูพยักหน้าช้าๆ ฮัวหลางเหลือบมามองเพียงหางตาเรียวคมกริบ
“ความจริงคือความจริง ต่อให้สายธารหยุดไหล ขุนเขาพังทลาย ทว่ามันก็ยังคงเป็นความจริงอยู่วันยังค่ำ แม้พระองค์จะทรงวิ่งหนีมันเท่าไหร่ ก็มิทรงเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ฟ้ากำหนดมาให้เป็นได้ องค์รัชทายาทสิ้นแล้ว... ผู้สืบราชบังลังก์ต่อจากพระจักรพรรดิกยองจู เลือดเนื้อเชื้อไขที่ยังทรงมีชีวิตอยู่... คือพระองค์”
สุดขอบหล้า...ยังคงเห็นพระจันทร์ที่โรยแสง ท้องฟ้าระบายด้วยสีของรุ่งอรุณ
เหนือยอดภูผา...ลมยะเยือกพัดผ่านผิวกายจนสั่นสะท้าน ค่ำคืนไม่มีที่สิ้นสุด
ใต้พิภพ สุดสายธารา...จุดจบอยู่แห่งไหนกัน
เกือกโลหะที่หุ้มเท้าของอาชาสีหมอกกระทบพื้นกรวดเป็นจังหวะเชื่องช้าและแผ่วเบาลงทุกที ยูชอนกระชับบังเหียนม้าเร็วที่ควบมาไกลจนไม่อาจคาดคะเนระยะทางได้ พยายามประคองร่างของยุวราชน้อยซึ่งกำลังหลับไม่ได้สติอยู่บนหลังม้า
ฮัวหลางลากสายจูงบังคับม้าเดินเลียบชายทะเลสาบกว้างใหญ่ หมอกหนาลอยต่ำ ปกคลุมภาพหุบเขาที่ทอดตัวโอบล้อมสถานที่แห่งนี้ไว้ แสงทองของตะวันแรกฉายสะท้อนบนริ้วน้ำทอประกายงดงามอยู่เบื้องหน้า
.
.
.
กาลเวลาพ้นผ่าน นานจนพอจะทำให้หยดน้ำตาแห้งหาย เป็นแรมปี...ที่รัชทายาทองค์สุดท้ายแห่งพระจักรพรรดิกยองจูทรงใช้ชีวิตวัยแรกหนุ่มอย่างหลบๆ ซ่อนๆ อยู่เบื้องหลังแนวกำแพงธรรมชาติ ณ หุบเขาอันไกลแสนไกล...
นานพอๆกับที่หัวใจของโอรสน้อยด้านชา แข็งแกร่งดั่งหินผา และนัยน์ตาที่ยังคงทอประกายสุกสกาวไม่เปลี่ยนแปลงคู่นั้นหิวกระหายการชำระแค้น
นับแต่เยื้องก้าวแรกประทับลงบนแผ่นดินที่ไม่มีใครรู้จัก นัยน์ตาอันไร้เดียงสาจึงได้ประจักษ์แก่ความหม่นหมอง อ้างว้าง ห่างไกลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ราวกับได้ก้าวฝ่าเท้าออกมาจากโลกมายาอันแสนงามวิจิตร สู่พื้นดินที่แห้งแตกระแหงและทะเลสีโลหิตในโลกแห่งความเป็นจริง
ก่อนที่ยุคแห่งสงครามระหว่างสายเลือดจะประทุขึ้น เพื่อให้แผนการก่อกบฏปล้นบัลลังก์ทำได้อย่างราบรื่น ทันทีที่พระปิตุลาโจจูได้รับอำนาจการปกครองแทนกษัตริย์องค์ก่อน ว่าราชการแทนรัชทายาทแจจุง ซึ่งในกาลนั้นยังทรงเยาว์วัยเกินกว่าจะสามารถปกครองบ้านเมืองได้ด้วยตัวพระองค์เองนั้น พระเจ้าโจจูทรงมีรับสั่งให้กองกำลังทหารในความดูแลของเหล่าแม่ทัพผู้มีฝีมือ ผู้ซึ่งจงรักภักดีต่อรัชทายาทแห่งองค์พระจักรพรรดิกยองจูไปประจำการตามชายแดนหัวเมืองต่างๆ ได้แก่ ทัพเหนือ และทัพตะวันออก ซึ่งนับเป็นเวลากว่าเจ็ดปีมาแล้วที่นายทหารน้อยใหญ่ผู้จงรักภักดีถูกส่งตัวมาประจำอยู่ ณ หุบเขาแห่งนี้
หากข่าวการก่อกบฏไม่อาจเป็นความลับ เมื่อนกพิราบคาบสาสน์ลับจากแม่ทัพใหญ่ ฮัวซุน ส่งถึงมือแม่ทัพเหนือและตะวันออก ภายในเล่าถึงแผนทรราช การกุมอำนาจอันแยบยลขององค์พระปิตุลา ต่างระแคะระคายในแผนการ และเริ่มเคลื่อนพลรบเล็กๆ เหล่านั้นมารวมตัวกัน ณ สถานที่นัดหมาย
ในวังหลวงเงียบเชียบแต่อัดแน่นไปด้วยความเคลื่อนไหวจวนระเบิด ที่กองทัพน้อยของเหล่าแม่ทัพพลัดถิ่นก็เช่นกัน ทว่าเรื่องที่ไม่อาจคาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อข่าวการลอบสังหารรัชทายาทส่งมาถึง เหล่ากองทหารเพียงหยิบมือเมื่อเทียบกับจำนวนที่กำลังกุมอำนาจในวังหลวงทำได้แต่เพียงรอคอยการมาเยือนของผู้มีอำนาจโดยชอบธรรมที่เหลืออยู่ด้วยความหวังที่เรียกได้ว่าแทบรบจะริบหรี่
กระทั่งองค์รัชทายาทจุนซูสามารถเอาชีวิตรอดออกจากวังหลวงด้วยการช่วยเหลือของ แม่ทัพตะวันออก ฮัวหลาง บุตรชายคนเดียวแห่งแม่ทัพอาวุโส ฮัวซุน และเดินทางมาถึงหมู่บ้านหลังหุบเขา ที่กบดานของเหล่าทหารหาญผู้จงรักภักดี
กองทัพน้อยจึงเริ่มเคลื่อนพลไปตามแนวเขา กินเวลากว่าสามเดือนในการรวบรวมชาวบ้านโดยรอบเขตชายแดน ผู้ยินดีถวายชีวิตรับใช้บุตรแห่งสวรรค์ จากหมู่บ้านเชิงเขา สู่เขตเพาะปลูก จนถึงเหล่าเมืองท่าสำคัญ
ที่นั่น...การเจรจาทางการทูตของยูชอนเป็นผลอย่างสูง นายพลชาวฝรั่งเศสและอังกฤษยินดีที่จะให้การสนับสนุนเรือรบและปืนใหญ่ หรือแม้แต่ศาสตราวุธ และดินปืนเพื่อแลกกับนโยบายเปิดประเทศของกษัตริย์ประองค์ใหม่ในอนาคต
การเดินทางแรมปีของกองทัพองค์ชายและแม่ทัพพลัดถิ่นไม่เคยระแคะระคายถึงวังหลวงแม้แต่น้อย ด้วยชาวบ้านทั่วราชอาณาจักรต่างปิดปากเงียบเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว ทั้งในวังหลวงพระราชาองค์ใหม่เองก็ทรงมีความสำราญมากเสียจนลืมเรื่องราวภายนอกเมืองหลวงจนสิ้นแล้ว
จากคนสามคนที่เดินทางออกจากเมืองหลวงในคืนพระจันทร์เต็มดวง กลายเป็นมหาชนเรือนหมื่นแสนที่เดินชักแถวยาวสุดลูกหูลูกตา การพักแรมแต่ละคืนสว่างจ้าจนเห็นแสงจากกองไฟนับหมื่นกองไกลกว่ายี่สิบลี้ เสียงตีดาบ ทวน และศรธนูส่งเสียงดังกึกก้องไปทั่วทั้งแนวเขา บางคืนเสียงการทดลองฟืนไฟ ปืนคาบศิลา และปืนใหญ่ก็ดังระงมอยู่หลายครั้งครา
ยุคแห่งสงครามกำลังจะอุบัติขึ้นในอีกไม่ช้า...
ลมไม่มีทีท่าจะสงบ ร่างเล็กกระชับผ้าคลุมไหล่ ปกป้องตัวเองจากความหนาวเย็นท่ามกลางค่ำคืนอันแสนมืดมิด ยุวราชน้อยค่อยๆ ทรุดกายนั่งลงหน้ากระโจมที่พัก... ทอดพระเนตรเห็นแม่ทัพตะวันออก ฮัวหลาง ตะโกนสั่งการฝึกดาบให้ไพร่พลและชาวบ้านอย่างแข็งขัน
เสียงของฮัวหลางคนนี้เปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจ แข็งกร้าว และเย็นชา ผิดไปจากฮัวหลางในวัยเยาว์ที่ชอบวิ่งไหล่จับแมลงปอ เล่นดาบไม้
“เจ้าพูดถูกเสมอมา ยูชอน...” สุรเสียงหวานกังวานทว่าหนักแน่นเด็ดเดี่ยวเอ่ยขึ้นในสายลม “ฮัวหลางเกิดมาเพื่อเป็นนักรบ”
เจ้าของชื่อซึ่งแอบเดินตามมาแต่เงียบๆ สะดุ้งเล็กน้อย ก่อนที่ยูชอนจะเผยตนออกจากที่ซ่อน “ก็เหมือนที่พระโอรสเกิดมาเพื่อเป็นกษัตริย์ เป็นความหวัง เป็นขวัญกำลังใจของเหล่าทหารหาญเหล่านี้เฉกเช่นเดียวกัน”
องค์ชายจุนซูแย้มพระโอษฐ์ทันทีที่ได้ยิน ดวงเนตรกลมสุกใสทอประกายงามพิศวง ทรงแหงนพักตร์ใสสะอาดเยาว์วัยรับลมราตรี มองท้องฟ้าที่ในยามนี้พร่างพราวไปด้วยทะเลดาวระยิบระยับ “แล้วเจ้าเล่า ยูชอน เจ้าเกิดมาเพื่ออะไร?”
“เพื่ออยู่เคียงข้างพระองค์” ยูชอนกล่าว รวดเร็วราวกับได้เฝ้าครุ่นคิดคำตอบนี้มาตลอดชีวิต เรียกให้จุนซูหันไปจับจ้องใบหน้าคนสนิท “เพราะความเมตตาของพระโอรส ชนชั้นต่ำต้อยเยี่ยงกระหม่อมถึงได้มีวันนี้ อ่านออกเขียนได้ก็เพราะพระองค์ ได้รับเกียรติถึงเพียงนี้ก็เพราะพระองค์ หากต้องตาย...กระหม่อมก็ขอให้ได้ตายเพื่อพระองค์ ชีวิตของกระหม่อมก็คงจะคุ้มค่าอย่างที่สุดแล้ว”
เรียวมือขาวผ่องพรรณเอื้อมไปสัมผัสฝ่ามือหนาซึ่งกำลังกำแน่น จุนซูยิ้มทั้งที่หัวใจกำลังหวาดหวั่น จ้องมองร่างสูงโปร่งเบื้องหน้าราวกับพยายามจะค้นหาคำตอบ ยูชอนเก่งทางบุ๋นมาตั้งแต่ยังเยาว์ ถึงแม้จะผ่านมาเนิ่นนานเหลือเกินนับตั้งแต่ที่เขาได้เห็น ‘เจ้าขี้แย’ จับดาบ ...กระนั้น สงครามก็ไม่เหมาะกับยูชอนอยู่ดี
“จะดีอย่างไร หากมือที่เคยจับแต่พู่กันของเจ้าจักต้องเปื้อนเลือด...” จุนซูร่ำ ฉุดฝ่ามือที่แสนอุ่นนุ่มของคนเบื้องหน้าเข้ามาทาบสัมผัสปรางค์แก้มสีชมพูระเรื่อ น้ำเสียงของพระโอรสฉายแววสับสนอย่างแจ่มชัด ทั้งครางเครือ แหบพร่า และขาดห้วงอยู่ในที “ยูชอน ข้ากลัว...”
“ไม่ผิดเลยที่จะกลัว องค์ชาย...กระหม่อมก็กลัว และเชื่อว่าท่านแม่ทัพเองก็กลัวเฉกเช่นเดียวกัน” ยูชอนเหลือบสายตาไปยังร่างสูงสง่าบนหลังมาศึกสีดำ “เพราะหากไร้ซึ่งความกลัว พระองค์จักไม่มีวันชนะศึกใด”
“สงครามกำลังจะบังเกิด ข้าไม่อาจเตรียมใจรับการสูญเสียอีกต่อไป”
“พระโอรสโปรดอย่าทรงอ่อนแอ ตราบใดที่ยังหายใจอยู่ความหวังที่จะชนะศึกครั้งนี้ยังมี องค์ชายแจจุงทรงพ่ายแพ้และมีจุดจบเช่นนั้นเพราะความอ่อนแอ พระโอรสจุนซูของกระหม่อมจักทรงอ่อนแอมิได้”
“ยูชอน... เจ้าจะอยู่เคียงข้างข้าตลอดไปหรือไม่”
“ตลอดไป”
“แม้วันหนึ่งวันใด ข้าอาจต้องกลายเป็นเพียงกบฏเช่นนั้นรึ”
“ตราบชั่วฟ้าดินสลาย กระหม่อมจะไม่มีวันปล่อยให้ใครพรากพระโอรสไปจากกระหม่อม ไม่ว่าจะยังทรงเป็นรัชทายาท กบฏ หรือยาจกไร้เกียรติ หากจะยังทรงสูงส่งในสายตากระหม่อมเสมอไป”
เสียงของยูชอน คำพูดอันสวยหรูและเปี่ยมความหมายของเขา แม้จะแผ่วเบาราวกระซิบ หากยังคงก้องอยู่ในหัวใจ อาจจะเพราะเขาเป็นกวี...กวีที่สามารถทำให้ก้อนดินกลายเป็นทองคำได้เพียงแค่แต้มสี ทว่าจุนซูมั่นใจ ไม่ใช่กวีทุกคนในโลกนี้ที่จะสามารถกล่อมเขาให้รู้สึกอบอุ่นปลอดภัยได้ โดยไม่ต้องใช้ดาบ ทวน หรืออาวุธชนิดไหนๆ
“ข้านี้ช่างโชคดีเหลือเกินใช่ไหม ที่มีทั้งเจ้าและฮัวหลางคอยเคียงข้าง”
‘องค์ชาย ! เจ้าขี้แย ! ดูนี่สิ ข้าล่ากระต่ายได้เยอะแยะเลย’
‘ฮัวหลาง ! เจ้าออกไปทำอะไรตรงนั้นกัน’
‘ถามได้ ก็เราเล่นล่าสัตว์กันอยู่มิใช่หรอกรึ’
‘แต่ที่ที่ท่านยืนอยู่นั่นมันนอกเขตอุทยานหลวงแล้วรู้รึไม่ คุณชายฮัว รีบกลับเข้ามาเถิด ก่อนจะมีใครมาเห็นเข้า ’
‘โธ่ ! จะเป็นไรไปเล่า เจ้าขี้แย โลกภายนอกยังกว้างใหญ่กว่าที่เจ้าคิดนักนะ มาเร็ว ! ตามข้ามา ข้าจะพาไปดูหิงห้อย’
‘หิงห้อยหรือ ข้าอยากเห็นจัง’
‘แต่นี่มันผิดกฎไม่ใช่รึ ยูชอน ข้าไม่กล้าฝ่าฝืนคำสั่งของเสด็จพ่อหรอก ...’
เจ้าชายกรายสายตาออกไปยังหุบเขาที่ไกลโพ้น โผล่ให้เห็นเพียงรำไรคล้ายซากปรักหักพังสีดำทะมึน กระแสพรายพัดหวิวผ่านแพรเส้นผมจับแสงดาว ในขณะที่ริมฝีปากนั้นจะเริ่มขยับเขยื้อนเอื้อยเอ่ยวาจาอีกครั้ง “บอกทีสิ สหายข้า หากข้ากอดเจ้าตรงนี้ จะผิดกฎมณเฑียรบาลข้อไหนหรือไม่”
ยูชอนนิ่งไปครู่ ก่อนจะก้มหน้าตอบอ้อมแอ้ม “แม้ไม่ได้ระบุเป็นลายลักษณ์อักษร ทว่าก็มิบังควรพระเจ้าข้า อ..พ..พระโอรส…”
ไม่ทันสิ้นคำ พระโอรสก็โถมกายเข้าหาความอบอุ่น จุนซูโอบท่อนแขนบอบบาง กอดยูชอนเอาไว้แน่น ร่างกายภายใต้อาภรณ์เนื้อหนา ทั้งเล็กทั้งบอบบางมากมายกว่าที่คิดนัก...
“หากข้ามีความกล้าเหมือนเสด็จพี่สักนิด” เสียงใสๆ เอ่ยถ้อยคำที่จับใจความได้ลำบากซ้ำไปซ้ำมากับไหล่เขา “ความกล้าที่จะลองตามหัวใจตัวเองดูบ้าง ยูชอน...”
.
.
.
แรมหนึ่งค่ำ เดือนยี่ เวลารุ่งสาง
องค์ชายจุนซู ได้นำเหล่าแม่ทัพยอดฝีมือ ทหารหาญ และเหล่าไพร่พลผู้จงรักภักดีกว่าสามหมื่นนาย เคลื่อนทัพลงจากหุบเขาที่พำนัก บุกข้ามแม่น้ำเหนือเข้าล้อมเมืองหลวง ทรงสามารถโจมตีกองทัพของแม่ทัพโจที่ถูกสั่งมาต้านรับแตกพ่ายไปได้เพียงเวลาชั่วข้ามคืน ชัยชนะในครั้งนี้สร้างความฮึกเหิมให้แก่เหล่าทหารเป็นอย่างยิ่ง
ทัพหลวงขององค์พระปิตุลาโจจูสูญเสียไพร่พลอย่างมหาศาลเนื่องจากความชะล่าใจ ครั้นกองทัพขององค์รัชทายาทอันชอบธรรมจะบุกทะลวงไปถึงประตูวังได้ ภายในไม่กี่ชั่วยามหลังจากนั้นก็สามารถตีฝ่าพลทหารของวังหลวงเพียงหยิบมือเข้าไปภายในวังอย่างไม่ยากเย็น
ในขณะที่กองทัพทั้งสองกำลังปะทะกันอย่างดุเดือดอยู่ภายนอก องค์ชายจุนซู พร้อมยูชอน สหายสนิท ชิงใช้เวลาในช่วงโกลาหลลอบบุกเข้าไปในตำหนักของพระปิตุลาโจจู ก่อนจะพบว่าพลธนูที่พระปิตุลาส่องสุมเอาไว้ในเขตพระราชตำหนักมีมากมายมหาศาลเกินกว่าจะคาดคะเนได้ และทุกนาย...ต่างเล็งเป้าหมายมาที่องค์ชายจุนซู !
“ขึ้นสาย!”
“...ไม่นะ…องค์ชาย !” ยูชอนพุ่งตัวเข้าไปรวบร่างขององค์ชายจุนซูเอาไว้
“ยิง!”
ฝนธนูนับแสนร่วงพรมลงทั่วพื้นดิน เสียงไม้กระทบกันดังระงมไปทั่ว จุนซูทรุดกายลง ร่างเล็กๆในชุดเกราะอ่อนล้มลงกระทบพื้นอย่างแรง หากแต่...พระโอรสไม่รู้สึกเจ็บระคายเลยแม้แต่น้อย
องค์ชายจุนซูค่อยๆ เปิดเปลือกตาที่เคยหยีปิดขึ้นช้าๆ ประสาทสัมผัสของพระองค์รับรู้ได้เพียงกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง และน้ำหนักที่เททับลงบนร่างกาย
“ท่านแม่ทัพ!” เสียงหนึ่งร้องตะโกนขึ้น ท่ามกลางเสียงกู่ร้องอย่างเจ็บปวดและเคืองแค้นของเหล่าทหารที่สามารถบุกตามเข้ามาต้านรับกำลังของพลธนูหลวง
ภาพเบื้องหน้าสายตาของพระโอรสพร่ามัว รู้สึกเจ็บร้าวที่ขั้วหัวใจราวถูกศรนับพันทิ่มแทง ทันทีที่ทรงยกฝ่าพระหัตถ์ขึ้นมอง ของเหลวสีแดงฉานที่เปื้อนเปรอะก็ทำให้น้ำตาพาลไหล เขาได้ยินเพียงเสียงที่แสนเจ็บปวดของยูชอนร้องเรียกชื่อเดิมซ้ำๆ
“ฮัวหลาง...”
ยูชอนหยัดกายขึ้นช่วงประคองร่างแม่ทัพตะวันออกอย่างเบามือ ลูกธนูหลายสิบที่ปักอยู่บนร่างฝังคมมิดอย่างยากเกินเยียวยา ยูชอนพยายามสะกดน้ำตาไม่ให้ร่ำไห้ ก่อนพบว่านั่นเป็นเรื่องที่ยากเย็นยิ่งกว่าการลุกขึ้นมาจับดาบเพื่อฟาดฟันศัตรู
“หยุดร้องไห้เสียทีได้ไหม เจ้าขี้แย สีหน้าเจ้าตอนนี้ดูไม่จืดเลย” ริมฝีปากได้รูปที่จัดวางอย่างลงตัวบนใบหน้าคมสันขยับเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “องค์ชายก็อีกคน ข้าหนวกหูจะแย่...”
“ไม่นะฮัวหลาง ท่านจะหนีข้าไปเช่นนี้ไม่ได้” พระโอรสร่ำไห้ หยาดน้ำใสๆ ไหลระปรางค์แก้มนวลเนียนหยดลงบนผิวหน้าของแม่ทัพหนุ่ม “เราสามคนเพิ่งกลับมาพบกันได้ไม่นาน มันยุติธรรมแล้วรึที่ท่านจะด่วนจากเราไปเร็วเช่นนี้ ไม่...ข้าไม่ยอมให้ท่านตาย”
ฮัวหลางหัวเราะลงคอ เสียงของเขาแหบปร่าและพร่าหาย “ถึงกระนั้น บุตรแห่งสวรรค์ก็มิอาจห้ามโชคชะตาได้ กระหม่อมเกิดมาเพื่อเป็นนักรบ นักรบก็ต้องอยู่ในสนามรบ จะเป็นไรไปหากต้องตายในสนามรบ... เจ้าก็เหมือนกัน เจ้าขี้แย ปราชญ์เยี่ยงเจ้าเกิดมาเพื่ออยู่เคียงข้างพระโอรส คอยนำทาง แม้ในคืนที่จันทราอับแสง ทว่าแสงของดาวเหนือจะไม่มีวันดับลง”
“ท่านแม่ทัพ...”
“ปกป้ององค์ชายเท่าชีวิตเจ้า ตายแทนพระองค์ได้ถือเป็นเกียรติ” ฮัวหลางถอนหายใจแผ่ว เปลือกตาที่แสนหนักอึ้งกระพริบช้าๆ นานกว่าจะลืมขึ้นสบพระพักตร์องค์รัชทายาท “ปล่อยกระหม่อมตายอย่างสมเกียรติเถิด ฝังร่างกระหม่อมไว้ใต้พื้นแผ่นดินนี้ จารึกชื่อกระหม่อมไว้ในประวัติศาสตร์ เพื่อไพร่ฟ้าใต้หล้าจักต้องจดจำ”
“ข้าจะจดจำท่าน ฮัวหลาง”
เขายิ้ม ยิ้มอย่างไม่เสแสร้ง เป็นรอยยิ้มของฮัวหลางที่ไม่ผิดเพี้ยนไปจากรอยยิ้มอันสดใสในวัยเยาว์ “เท่านั้นก็คุ้มค่ากับชีวิตนี้ของกระหม่อมแล้ว” เขาได้เอ่ยเป็นอย่างสุดท้าย ก่อนสิ้นใจ
‘หยุดร้องไห้เสียทีได้ไหม เจ้าขี้แย องค์ชายก็อีกคน ข้าหนวกหูจะแย่ …’
‘พระปิตุลาใจร้าย เหตุใดใยต้องพรากเจ้าไปจากเรา’
‘ข้าเกิดมาเป็นนักรบ นักรบก็ต้องอยู่ในสนามรบ’
‘แล้วคุณชายฮัวจะได้กลับมาอีกหรือไม่’
‘ตราบใดที่เรายังแหงนมองผืนฟ้าผืนเดียวกัน ข้าก็ไม่ได้จากไปไหนไกลสักหน่อย เจ้าโง่’
การตายของแม่ทัพตะวันออก ฮัวหลาง สร้างแรงฮึกเหิมให้เหล่าพลทหารกอบกู้ราชบัลลังก์ โจมตีทัพหลวงแตกกระเจิง ก่อนจะสามารถยึดราชวัง จับตัวผู้คบคิดก่อการกบฏ และขุนนางกังฉินไว้ได้ พระโอรสจุนซูใช้ดาบประจำตำแหน่งของฮัวหลาง บั่นคอพระปิตุลาโจจูผู้ทรราช แก้แค้นให้พระเชษฐา ให้เลือดไหลอาบเท้าแม่ทัพผู้สละชีวิต
ราชโอรสจุนซูใช้เวลากอบกู้ราชบัลลังก์กลับคืนเพียงชั่วข้ามคืน… เหล่าอำมาตย์เสนาบดีจึงจัดพิธีการเถลิงถวัลย์ให้ขึ้นครองราชย์สมบัติในเวลาต่อมา
ในยุคสมัยขององค์พระจักรพรรดิจุนซู แห่งราชวงศ์โซจอง ถือว่าเป็นยุคทองของแผ่นดิน พระองค์ทรงปรับเปลี่ยนและปรับปรุงทั้งการเมือง โดยการรับขุนนางจากทุกมณฑล ร่วมตั้งเป็นสำนักร่างกฎหมายฉบับใหม่ โดยเน้นที่การยกเลิกระบบการส่งส่วยของชาวนา
ทางด้านเศรษฐกิจนั้น พระองค์มีพระราชานุญาต ให้ชาวต่างชาติทั้งตะวันตกและตะวันออกได้เข้ามาค้าขายในเมืองท่าสำคัญได้อย่างเสรี และด้วยสนธิสัญญาต่างๆ ที่ยูชอน ซึ่งในเวลานั้นได้รับพระราชทานตำแหน่งเป็นเอกอัคราชทูตได้เจรจากับนานาอารยประเทศไว้ ทำให้ราชอาณาจักรในความปกครองของราชวงศ์โซจองได้รับรายได้มหาศาลจากการส่งสินค้าออกไปค้าขายกับประเทศเหล่านั้น
ราษฎรกินดีอยู่ดีด้วยความอุดมสมบูรณ์ ทั้งยังทรงมีพระราชดำริให้เหล่าแพทย์หลวงและหมอหญิง เดินทางไปประจำตามหน่วยแพทย์ในพื้นที่ทรุกันดานต่างๆ เพื่อรักษาโรคระบาดและพัฒนาด้านสุขอนามัยให้แก่ประชาชนโดยทั่วถึง ทำให้ประชาราษฎร์จงรักภักดีต่อองค์พระจักรพรรดิและบูชาราวกับเป็นเทพเจ้า จนไม่ปรากฏการก่อกบฏอีกเลยนับแต่นั้น
พระราชกรณียกิจที่โดดเด่นอีกประการหนึ่งขององค์พระจักรพรรดิจุนซูก็คือความเจริญรุ่งเรืองด้านประเพณี วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมหลายแขนง ทรงมีรับสั่งให้ช่างฝีมือนับร้อย และคนงานนับพันชีวิตดำเนินการสร้างพระตำหนัก เพื่อเป็นราชานุสรสถานแก่องค์พระเชษฐา ใช้เวลาสร้างกว่าแปดปี กระทั่งเมื่อแล้วเสร็จ พระองค์ทรงพระราชทานนามพระตำหนักนั้นว่า ‘พระตำหนักแห่งคำมั่นสัญญา’
ทั้งนี้ยังปรากฏตำหนักไม้สักทองโบราณอีกหนึ่งหลังที่หุบเขาทางตอนเหนือของอาณาจักร อันเคยเป็นที่ส่องสุมของกองกำลังไพร่พลทหารกอบกู้บัลลังก์ ซึ่งถูกใช้เป็นสุสานของเหล่าบรรพชนผู้กล้าที่สละชีวิตเพื่อรักษาราชวงศ์โซจองด้วยความจงรักภักดีไว้ สูงขึ้นไปบนหุบเขาแห่งเดียวกันในเขตตำหนักแห่งนั้น ทรงมีรับสั่งให้สร้างตำหนักเย็น เพื่อใช้เป็นสถานที่บรรจุร่างของแม่ทัพตะวันออก ฮัวหลาง ในโลงแก้วอย่างสมเกียรติ พระราชทานนามตำหนักนั้นว่า ‘ตำหนักจอมทัพ’
มหาจักรพรรดิจุนซู ทรงใช้เวลาครองสิริราชสมบัติเพียงสิบห้าปี ก่อนพระองค์จะทรงสละราชสมบัติให้แก่อนุชาต่างมารดา แล้วเสด็จออกนอกเขตพระราชวังไปพร้อมกับพระสหายคนสนิทผู้หนึ่ง และหลังจากนั้น...ก็ไม่มีผู้ใดได้พบหรือแม้แต่ทราบข่าวคราวพระองค์อีกเลย
.
.
.
เกือกม้ากระทบพื้นกรวดเป็นจังหวะยามเมื่อมันย่องเยาะไปตามลำน้ำที่ทอดยาว หุบเขาเดียวดายกลางหมอกหนายังคงปรากฏ นกน้อยร้องทักทายดั่งลำนำเพลงจากสวรรค์ ต่างพากันบินอพยพถิ่นฐานจนเห็นเป็นสาย ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าเต็มปอด พลางปิดเปลือกตาลงช้าๆ
“ท้องฟ้ากว่าใหญ่กว่าที่ข้าคิดไว้มาก”
สุ้มเสียงกังวานใสดังขึ้นเบื้องหลังฉุดเขาขึ้นจากห้วงคำนึง ร่างสูงค่อยๆชะลอม้าหยุดลง หันไปสบตาเจ้าของเสียง รอยยิ้มที่เขาได้รับ...ช่างเป็นรอยยิ้มที่งดงามผ่องใสเหนือคำอุปมาอุปมัยใดๆจะใช้เปรียบเปรย
“ถูกแล้วพระโอรส แม้ผืนแผ่นดินจะกว้างใหญ่ไพศาล หากท้องฟ้ามีเพียงผืนเดียว”
ผู้ฟังเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนที่รอยยิ้มน้อยๆจะผุดขึ้นที่ริมฝีปากของอดีตจักรพรรดิ เป็นรอยยิ้มที่ชวนให้ระลึกถึงเหตุการณ์ในวัยเยาว์ทุกครั้งที่ได้เห็น “เมื่อไหร่เจ้าจะเลิกเรียกข้าว่าพระโอรสสักทีนะ ยูชอน”
“ทรงไม่มีอำนาจเพียงพอจะสั่งการให้ข้าหยุดใช้ราชาศัพท์กับพระองค์ได้อีกแล้วในยามนี้”
จุนซูควบม้ามาเคียงข้าง ทอดสายตาไปรอบกาย บนยอดเขาเหนือทะเลหมอกเริ่มเห็นเงาดำของยอดตำหนักรำไร “นอกจากจะกว้างใหญ่ไพศาลเหลือเกินแล้ว ยังงามวิจิตรอย่างน่าเหลือเชื่อ ข้าไม่แปลกใจเลยว่าทำไมสหายรักของข้าจึงยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินนี้”
“เขาเป็นผู้กล้า”
“เขาเปรียบเสมือนพี่ชายอีกคนของข้า และเขาเป็นแรงบันดาลใจให้ข้ากล้าที่จะตามหัวใจตัวเอง” จุนซูเหลือบสายตามองยูชอน ริมฝีปากบางจัดสีและอิ่มนุ่มดั่งกำมะหยี่ฉายรอยยิ้มพร่างพราย “เจ้าจำได้หรือไม่ ยูชอน เมื่อครั้งยังเยาว์ข้าเคยใฝ่ฝันได้ดวงดาวมาเก็บไว้”
“จำได้สิพระเจ้าข้า” ยูชอนระลึกได้ พลางหัวเราะ “กระหม่อมเถียงพระองค์หัวชนฝาว่าไม่มีวันครอบครองดาวใดๆได้ องค์ชายกริ้วใหญ่ ฮัวหลางจึงจับหิงห้อยมาให้พระองค์แทน”
“ใช่ ข้าจับหิงห้อยมาขังไว้มากมาย มองพวกมันค่อยๆตายและดับแสงลงอย่างช้าๆ ข้าในตอนนั้นช่างเขลานัก มิเคยล่วงรู้ตนเองเลยว่าได้ครอบครองดวงดาวเอาไว้แล้วถึงสองดวง”
“สองดวง...”
จุนซูพยักหน้าแช่มช้า “ดวงหนึ่งโคจรอยู่ห่างไกล ข้ามิเคยเห็นแสงของมัน หากข้าปลอดภัยอยู่ภายใต้การปกป้องดูแล ส่วนอีกดวงหนึ่ง...มันเปล่งแสงอยู่ใกล้ๆข้า อยู่เคียงข้างข้า และชักนำข้าทุกครั้งที่หลงทาง” ร่างเพรียวหยุดม้าที่ริมน้ำ ก่อนจะกระโดดลงจากหลังม้า “ฮัวหลางเป็นดาวเคราะห์ ทรงอำนาจ บางครั้งเย็นจัด บางครั้งร้อนจัด ไม่เปล่งแสง… ส่วนเจ้า ยูชอน เจ้าไม่เคยห่างข้า สว่างเจิดจ้า มีแสงในตัวเอง และทุกครั้งที่ข้าแหงนหน้ามองฟ้า ข้าเห็นเจ้า”
ยูชอนเดินไปยืนเคียงข้างผู้เป็นนาย จุนซูโอบสองแขนรอบเอวบุคคลตรงหน้า พริ้มหลับดวงตาที่ประดับด้วยแพรขนตางอนสวยคู่นั้นลงอย่างเป็นสุข
ที่หลังหุบผา...พระอาทิตย์กำลังจะลับของฟ้าไป ท้องฟ้าถูกความมืดมิดกลืนกินอย่างช้าๆ แสงสว่างเจิดจ้าที่ทอประกายเป็นแฉกเริ่มปรากฏให้เห็นอยู่เลือนรางเหนือยอดตำหนักจอมทัพ
“เจ้าสัญญาแล้ว ว่าจะอยู่เคียงข้างข้าตลอดไปไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น”
“ตราบที่ยังคงเปล่งแสงในสายตาพระองค์ กระหม่อมจักไม่มีวันผิดสัญญา”
ยูชอนโน้มกายลงประทับริมฝีปากนุ่มละไม เขาโอบกอดผู้เป็นที่รักไว้ภายในอ้อมแขน สองกายอยู่เคียงข้างกัน แม้ในยามหนาวสั่นก็กลับรู้สึกอุ่นใจ ทิ้งอดีตไว้เบื้องหลัง เส้นทางแห่งอนาคตที่ทอดยาวอยู่หลังหุบเขานั้นจะกว้างใหญ่ไพศาลสักเพียงไหน
แม้ต้องพลัดพราก หากดาวเหนือจะนำทางให้กลับมาพบกันอีกครั้งและอยู่ด้วยกันตลอดไป
ชั่วนิรันดร์...
ส่วนนามของแม่ทัพตะวันออก ฮัวหลาง ถูกใช้เป็นชื่อท่าพื้นฐานของศิลปะการป้องกันตัว เทควันโด เพื่อเป็นการแสดงความยกย่องนับถือต่อวีรกรรมของผู้กล้าที่ประชาราฎร์ทุกชีวิตใต้หล้าต้องจดจำ
ท่า Hwarang เป็นท่าที่รู้จักกันอย่างสากลนับจนถึงปัจจุบัน
FIN