Lovefurypassionenergy (1)
posted on 27 Aug 2006 09:10 by bleaf-me in lovefurypassionenergy
Title: Lovefurypassionenergy
Author: * b.leaf *
Pairing: YunJae , YooSu
Starring: Dong Bang Shin Gi (SM Entertainment) , Hwoarang (Namco) , Virgil (Capcom) , Seifer and Reno (Square-Enix) : ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้เป็นเจ้าของตัวละครใดๆ ยกเว้นแต่บทบาทของพวกเขาเท่านั้น จึงขอขอบคุณบริษัทในวงเล็บเจ้าของลิขสิทธิ์ชื่อ สำหรับตัวละครที่มีชื่อปรากฏอยู่ในฟิคชั่นเรื่องนี้ด้วยค่ะ
Genre: AU , Crossover , Romance , Drama
Rating: R / NC-17 ในคำพูดและการกระทำ
1.
“อ่า......ย..ยูชอน อ๊ะ...อ๊า...ยู...ย..ชุน..อ๊า.........อ๊า!”
เสียงเล็กๆแผดร้องลั่นเมื่อเขากระแทกกายเข้าไปจนสุด ร่างผอมบางที่กำลังหงายหลังจรดพื้นโซฟาตัวโตของซีอา-จุนซู สั่นระริกเมื่อรู้สึกถึงเรียวลิ้นร้อนกำลังสัมผัสผิวกาย เขาพร่ำเรียกชื่อคนซึ่งกำลังคร่อมทับกายเขาแทบไม่เป็นภาษา
มิกกี้-ยูชอนซุกใบหน้าหล่อเหลาเข้ากับซอกคอขาว ริมฝีปากได้รูปกำลังเล่นซนบนยอดอกซึ่งกำลังตึงเน้นด้วยแรงปรารถนา กัดผิวเนื้อสีชมพูสวยด้วยฟันคมของเขา
จุนซูครางหนัก ทำให้ยูชอนอดยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจไม่ได้ พร้อมๆกับที่เขายังคงไม่หยุดขบเม้มและโลมเลียไปทั่วผิวลื่นที่ติดกลิ่นหอมแสนยั่วยวนตรงหน้า
“จุนซู...น่ารักชะมัด...” เขากระซิบ ก่อนจะค่อยๆผ่อนแรงลงเมื่อสังเกตเห็นใบหน้าขาวใสนั้นถูกแทนที่ด้วยสีเลือดแดงก่ำ
“ย..ยูชอน...”
“หืม?”
“เร็วอีก...แรงอีก...” เสียงหวานอ้อนวอน เรียกรอยยิ้มเจ้าเล่ห์จากเจ้าของใบหน้าหล่อเกลี้ยงเกลานั้นได้อีกครั้ง ยูชอนกระชับมือเล็กๆนั้นแน่นขึ้น จุนซูซบศีรษะซึ่งในเวลานี้ปราศจากวิกผมยาวรุ่มร่าม เหลือเพียงเส้นผมยาวระต้นคอนุ่มนิ่มสีทองสว่าง ระคนกลิ่นหอมเฉพาะตัวของเขาเข้ากับไหล่กว้างของยูชอน
ต้นขาเนียนขาวกระหวัดรัดสะโพกของชายหนุ่มแน่น มือเล็กเผลอขยุ้มเส้นผมสั้นสีน้ำตาลเข้มของยูชอน ในขณะที่ยังคงหอบแรงไม่หยุด ยูชอนมองคนน่ารักตรงหน้าอย่างหลงใหล เขาก้มจูบเบาๆที่ริมฝีปากสีเชอรี่ ก่อนที่ร่างสูงจะเริ่มต้นกระทั้นกายเข้าไปให้ลึกและเร่งจังหวะให้ยิ่งเร็วแรง
ลมหายใจของเขาทั้งคู่หนักหน่วงขึ้น จุนซูโอบมืออีกข้างหนึ่งเข้ากับหลังคอของยูชอน ดึงคนที่ตัวใหญ่กว่าให้เข้ามาใกล้ เขากัดเบาๆที่ริมฝีปากปากล่างของอีกฝ่าย พร้อมๆกับที่ดวงตาเรียวเล็กกระพริบถี่ขึ้นในทุกๆจังหวะร้อน
“ยูชอน! อ๊า! ย..ยูชอน! ยูชอน! อา! อ๊า!”
มันทำให้จุนซูแทบคลั่ง เมื่อยูชอนบีบเค้นส่วนล่างและโอบกอดเขาแน่นขึ้น ขอบโซฟารับแขกตัวโตของห้องซ้อมที่ถูกตั้งชิดไว้ที่มุมในสุดกระแทกฝาผนัง ในแต่ละครั้งที่ยูชอนดันสะโพกของตนเบียดเข้ากับร่างของจุนซู
จุนซูที่น่าหลงใหล จุนซูที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับเขา
ร่างเล็กจิกปลายเท้า เกร็งแผ่นอกของตนขึ้นเมื่อรู้สึกว่าบทรักกำลังจะดำเนินไปถึงจุดนั้น ยูชอนลูบฝ่ามือหนาลงบนผิวกายเรียบลื่นชุ่มเหงื่อ ดวงตาวาววับนั่นกำลังกวาดไล้กระแสปรารถนาบนร่างกายนุ่มนิ่มที่แสนน่ารักของคนตรงหน้า
“น่ารักที่สุด ฉันรักนายนะ จุนซู”
“......อ่า.....อา......ย..ยูชอน...........”
“คบกันนะ”
คลื่นอารมณ์กรุ่นที่เคยโหมหนักสงบลงทันที ยูชอนถึงกับหน้าเสียเมื่อได้รับเสียงถอนหายใจอย่างไม่สบอารมณ์เฮือกใหญ่แทนคำตอบ รู้ทั้งรู้ว่าไม่ควรถาม แต่ก็กลับเผลอใจทำในสิ่งที่จุนซูเคยออกปากว่าเกลียดที่สุดออกไปเสียทุกครั้ง
ก็เพราะแค่ว่า รักจุนซูมาก ก็เท่านั้น...
ปึง!
ยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยปากขอโทษ ร่างสองร่างก็จำต้องสปริงตัวถอยห่างจากกันทันที เมื่อบานประตูห้องซ้อมถูกกระชากเปิดออกเสียงดัง พร้อมๆกับที่หนุ่มน้อยร่างสูงโปร่งสะพายกระเป๋าเป้ใบโต ก้าวฉับๆเข้ามาภายใน ใบหน้าเรียบเฉยใต้แว่นสายตานั้นไม่ได้ใส่ใจจะหันมามองอีกสองชีวิตที่ร่วมแบ่งอากาศหายใจกับเขาในตอนนี้แม้แต่น้อย เขาถอนหายใจเอือมๆพาร่างของตนตรงไปที่โต๊ะวางของ
ชเวคัง-ชางมินโยนกระเป๋าใบโตของตนลงไปบนโต๊ะโครมใหญ่ ก่อนจะฉวยขวดน้ำขึ้นมาบิดฝาเปิด “มาซะเร็วเลยนะพี่ยูชอน พี่จุนซู เมื่อคืนยังไม่พอกันอีกหรือครับ”
ริมฝีปากบางเขยื้อนเอ่ยขึ้นมาลอยๆ ในขณะที่ยูชอนรีบกระชากผ้าปูโต๊ะชุดรับแขกใกล้มือ เข้ามาห่อคลุมร่างที่กำลังเปลือยเปล่าของจุนซูไว้ ก่อนที่ตนเองจะหันมาจัดแจงดึงกางเกงที่เคยถูกปลดรั้งไว้แค่สะโพกขึ้นมาสวมให้เรียบร้อย
“ทำอะไรหัดเกรงใจคนอื่นเขาบ้างนะครับ ห้องนี้ไม่ใช่ของแค่พี่สองคนนะ” เด็กหนุ่มว่า พลางมองไปที่จุนซู ซึ่งกำลังดิ้นขลุกอยู่ใต้ผ้าปูโต๊ะ เร่งสวมเสื้อผ้ายกใหญ่ ก่อนจะชำเลืองสายตากวนประสาทไปที่ยูชอน “เสียงดังไปถึงทางเดินโน่นแน่ะครับ”
“ไอ้......”
ยังไม่ทันที่ยูชอนจะพูดอะไรไปได้มากกว่านั้น จุนซูก็โผล่พรวดขึ้นมาจากใต้ผ้าคลุมในสภาพเรียบร้อย เขาสะบัดเส้นผมเส้นเล็กๆสีทองนั่นเร็วๆ เพื่อจัดทรง
“ไม่เป็นไรหรอกชางมิน” จุนซูพูดกับชางมิน ใบหน้าจิ้มลิ้มเผยยิ้มหวานให้รุ่นน้องสุดที่รัก “หมดอารมณ์พอดี” ก่อนจะหันไปค้อนเพื่อนร่วมวงอีกคนด้วยสายตาอาฆาต แล้วสะบัดก้นออกจากห้องไป
สีหน้าน่าเวทนาของยูชอนในยามนี้ช่างแสนจี้เส้น สามารถเรียกเสียงหัวเราะสะใจให้แก่ชางมินได้เป็นอย่างดี “อะไรกันพี่ยูชอน อย่างนี้เสียหายนะครับ ถ้าจะจีบพี่จุนซู ยังไงก็ช่วยทำให้เธอประทับใจนิดนึงนะ”
“ไอ้ชางมิน! ไอ้น้องเวร!”
ยังไม่ทันที่จะได้สั่งสอนน้องชายตัวแสบ ชางมินก็อาศัยความยาวของช่วงตัวที่มีเหนือกว่า วิ่งหายเข้าไปในห้องน้ำ พร้อมกับปิดประตูลงกลอนโครมใหญ่ โดยเหลือทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะอย่างผู้มีชัย และยูชอนผู้ซึ่งกำลังฟาดงวงฟาดงาลงกับโต๊ะเก้าอี้แถวนั้นแทน
“ออกมาเมื่อไหร่มึงตาย!”
ปิ๊งป่อง!
“ยินดีต้อนรับค่ะ”
พนักงานสาวสวยเอ่ยทักทายคุณลูกค้าทันทีที่ประตูร้านถูกเปิดออก แจจุงยิ้มให้เธอทีหนึ่งตามมารยาท พลางสาวเท้าเข้าไปภายในร้านสะดวกซื้อนี้อย่างรวดเร็ว เป้าหมายอยู่ที่ลูกอมแก้เจ็บคอยี่ห้อโปรดสักแผงเท่านั้น
ร่างบางเจ้าของใบหน้าสวยกว่าผู้หญิง หยุดยืนเท้าสะเอวอยู่หน้าชั้นวางของ เขาถอนหายอย่างเซ็งๆ
“ไม่มีรสมะนาวเหรอ...” บ่นเสียดาย ก่อนจะตัดสินใจเลือกลูกอมรสสตรอวเบอรี่มาแทน
ปิ๊งป่อง!
“ยินดีต้อนรับค่า!”
ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่าว่าเสียงกล่าวต้อนรับของพนักงานสาวในร้านจะประสานเสียงกันดังขึ้น แถมยังฟังดูมีชีวิตชีวาขึ้นอีกด้วย แจจุงชำเลืองสายตามองร่างสูงร่างหนึ่งที่ก้าวเข้ามาในร้าน ก่อนหยุดยืนที่หน้าเค้าท์เตอร์ แจจุง
ถอนหายใจยาวเหยียดกว่าเก่า ยักไหล่อีกที แล้วเดินไปจ่ายเงินอย่างไม่ใส่ใจอะไรนัก
ลอบมองคนคนนั้นอยู่นิดหน่อย เป็นผู้ชายร่างสูง ผิวขาวพอดี เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนถูกตัดให้ไม่สั้นไม่ยาวแค่กรอมท้ายทอยและจัดทรงทันสมัย เขาสวมหมวกผ้าปิดลงมาถึงใบหู และแว่นตากันแดดสีดำ ถึงแม้จะเห็นไม่ค่อยชัดเท่าไหร่นัก แต่รูปหน้าที่คมสันได้รูปนั่นก็บ่งบอกได้ว่าเขาคนนี้ดูดีมากทีเดียว
“บุหรี่ซองนึงครับ” เสียงทุ้มเอ่ยกับพนักงานสาว ก่อนที่หล่อนจะยินดีบริการให้ด้วยความเต็มใจ
แจจุงดูจะไม่ค่อยพอใจนิดหน่อยเมื่อพนักงานอีกคนที่สมควรจะคิดเงินให้เขาอย่างมีสมาธิ กำลังกดเครื่องคิดเงินผิดๆถูกๆ เพราะมัวแต่มองหนุ่มหล่อในชุดเสื้อแบบสปอร์ตสีเขียวหม่น ทับเสื้อกล้ามตัวในสีขาว กับกางเกงยีนส์ขายาวสีซีดคนนั้น
ผู้ชายคนนั้นที่เหมือนกำลังมองๆ มาที่เขาอยู่เหมือนกัน...
มองอะไรของมัน
หน้าฉันเหมือนแม่แกเรอะ!?
แจจุงกู่ร้องอยู่ในใจ ก่อนจะรับเงินทอนมาอย่างเคืองๆเล็กน้อย แล้วผละออกจากที่นั่นทันที
ร่างบางกระฟัดกระเฟียดออกมา หลังจากที่ก้มหน้าพยายามยัดกระเป๋าสตางค์ใส่กลับเข้าไปในกระเป๋าเป้แล้วเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งก็กลับต้องหยุดชะงัก เมื่อพบว่าผู้ชายที่ดูดีจนน่าหมันไส้คนนั้นวิ่งมาดักหน้า
“เฮ้! เดี๋ยวสิแจจุง” เขาเรียก พลางยกมือข้างที่ยังคงถือซองบุหรี่ขึ้นเป็นเชิงให้รอก่อน “เจอกันไม่ทักบ้างเลย ทำเป็นไม่รู้จักเชียวนะ”
แจจุงขมวดคิ้วมองอย่างงงๆ “นายเป็นใคร เราเคยรู้จักกันด้วยเหรอ” ถามออกไปตรงๆอย่างนั้นตามสไตล์ ชวนให้อีกฝ่ายอดหัวเราะออกมาขำๆไม่ได้
ร่างสูงพยักหน้าช้าๆอย่างเข้าใจ ริมฝีปากได้รูปกระตุกยิ้มน้อยๆ ก่อนจะยกมือขึ้นถอดแว่นกันแดดสีดำสนิทที่บัดบังใบหน้าของเขาไปกว่าครึ่งออก
“อะไรกัน เพิ่งเจอกันเมื่อคืนดันลืมซะแล้ว น่าน้อยใจแฮะ”
แจจุงนิ่งงันไปครู่ใหญ่ ก่อนที่มือเรียวจะยกขึ้นชี้หน้าคู่สนทนา
“น..นาย...ยูโน-ยุนโฮ”
“ใช่ ฉันเอง”
ยุนโฮ...หรือยูโนแห่งดิโอเมเดส
ยุนโฮหัวเราะหึๆ ไม่แปลกนักหรอกที่แจจุงจะจำเขาไม่ได้ ขนาดเขาเองในตอนแรกก็ใช่จะแน่ใจนักว่าคนคนนี้คือยองอุง-แจจุง
แจจุงในวันนี้ดูสวยน่ารักโดยปราศจากวิกผมสีดำสนิทยาวถึงบั้นท้าย ผมที่แท้จริงของเขายาวเพียงประบ่า และถูกซอยบางๆคลอเคลียต้นคอขาวระหงส์ จะมีเหมือนที่เห็นเมื่อคืนอยู่ก็ตรงสีผมที่ดำสนิทมันขลับราวกับปีกของอีกา
เจ้าของร่างบางสูงสะโอดสะองสวมเสื้อกล้ามสีดำคาดขอบสีชมพูสด ทับด้วยเสื้อนอกมีฮู้ดลายทหาร กางเกงยีนส์เอวต่ำสีเข้ม กับเข็มขัดหนังเส้นสวย ดวงตากลมโตสีนิลที่กำลังเบิกกว้างมองมาที่เขาอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองนั่นช่วยเสริมให้แจจุงดูน่าแกล้งเข้าไปใหญ่ในสายตาเขา
ยุนโฮยิ้มเผล่ เอาแต่จ้องหน้าร่างสวยตรงหน้ายั่วโมโหจนอีกฝ่ายเริ่มขัดใจ แจจุงจิ๊ปาก เขาเริ่มพยายามจะหาทางเดินหนี ทว่าร่างสูงก็ก้าวไปดักไว้ได้เสียทุกครั้งอย่างจงใจ
“นี่...จะรีบไปไหน หยุดคุยกันก่อนสิ” ใบหน้าหล่อช้อนสายตามองอ้อน มือไวไม่วายไปเกาะๆจับๆที่ข้อมือบางของคนที่ตัวเล็กกว่าอย่างถือวิสาสะ
แจจุงสะบัดมือหนี พลางพูดประชด “ยูโนคนดังมีเรื่องจะคุยกับคนอย่างฉันด้วยเหรอ”
“แน่นอนล่ะ คนหล่ออย่างฉันก็ย่อมอยากจะคุยกับคนสวยๆอย่างนายเป็นธรรมดา” ว่าพลางยักคิ้วกวน แจจุงสวนขึ้นมาทันควัน
“แหวะ นายเนี่ยนะหล่อ” คนสวยที่ว่าทำหน้าพะอืดพะอม แจจุงเอาแต่ก้มหน้า ไม่ยอมสู้สายตายุนโฮเลยแม้แต่น้อย จนคนตัวสูงต้องเป็นฝ่ายค้อมตัวลงมาเพื่อจ้องนัยน์ตากลมโตสีนิลนั่นให้ถนัดถนี่
“อ้าว ไม่หล่อหรอกเหรอ ว้า...” เขาพูดเสียงอ่อน พลางเป่ากระพุ้งแก้ม ก่อนจะมอบยิ้มหวานให้เป็นการตบท้าย
ดวงตาเรียวเล็กคมกริบและแววตาพราวฉ่ำเป็นประกายกำลังจ้องตรงมา แนวกรามเรียวโค้งรับกับโหนกแก้มสูง สันจมูกโด่งรั้ง ริมฝีปากซึ่งกำลัง
คลี่ยิ้ม ใบหน้างดงามในแบบแมนๆที่อยู่ห่างจากสายตาแค่ไม่กี่เซนติเมตร
ก็...หล่อดี
รู้อยู่แก่ใจว่าหล่อยังจะมาถามอีก ไอ้บ้าเอ้ย !
ทั้งหมดนั่นเล่นเอาแจจุงหน้าร้อนผ่าว มือเรียวสวยยกขึ้นลูบที่แก้มของตนซึ่งกำลังแดงก่ำ ยุนโฮมองปฏิกิริยาน่ารักๆนั่น ก่อนจะอดหัวเราะออกมาเบาๆไม่ได้
“แล้วนี่กำลังจะไปไหนเหรอ”
“กลับบ้าน”
“อ้าว วันนี้ไม่ได้ไปร้านหรอกเหรอ”
“ก็เมื่อวานร้านรับเละแล้วไง ไม่จำเป็นต้องเปิดอีกนี่”
“หมายความว่าไง”
"เปล่า" แจจุงทำแก้มป่อง เขาแกล้งเสมองไปทางอื่นอย่างไม่ใส่ใจนัก
“งั้น...ให้ฉันไปส่งนะ”
ยุนโฮอาสา แต่อีกฝ่ายกลับถอนหายใจออกมาแรงๆอย่างจงใจให้รู้ว่ารำคาญ แจจุงชำเลืองสายตาไปมองรถยนต์สีดำคันหรูที่จอดเทียบไว้ข้างฟุตบาธ เบะริมฝีปากสีสดนั่นอย่างหมันไส้ ก่อนจะหันมาจ้องหน้ายุนโฮอีกครั้ง “ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวรถนายจะหมดราคาซะเปล่า”
“ประชดอีกแล้ว หน้าหว๊านหวาน ทำไมปากไม่หวานเหมือนหน้าบ้างนะ” ฝ่ายแดงลอยหน้าลอยตาพูด แต่ยังไม่ทันที่ฝ่ายน้ำเงินจะได้ตอบโต้อะไร เสียงระฆังหมดยกชกก็ดังขึ้นเสียก่อน
แจจุงรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก
“เอ่อ...ขอโทษนะคะ คุณยูโนหรือเปล่า”
เสียงใสๆของเด็กสาวเอ่ยขึ้น ก่อนจะยุนโฮจะละสายตาจากแจจุงไปมองที่พวกเธอ เด็กหญิงในชุดนักเรียนมัธยมปลายกระโปรงสั้นเต่อผิดระเบียบ ท่าทางดี๊ด๊ากำลังยืนรอคำตอบของเขาอย่างตื่นเต้น
“อ่อ...ใช่ครับ”
“อ๋า ดีใจจังเลย งั้นรบกวนเซ็นให้ด้วยนะคะ”
“ครับๆ”
ขณะที่ยุนโฮกำลังวุ่นวายอยู่กับการแจกลายเซ็นและทักทายแฟนเพลง แจจุงพบว่านี่เป็นจังหวะที่ดีที่จะ ‘ชิ่ง’ ร่างบางเตรียมหาทางหนีทีไล่ ก่อนจะเริ่มก้าวเท้าสั้นๆออกจากที่นั่นให้เงียบและเบาที่สุด แต่ถึงจะพยายามทำตัวเป็นอากาศธาตุเท่าไรก็ไม่พ้นสายตาของยุนโฮอยู่ดี เสียงทุ้มกล่าวไล่หลังเสียดังลั่น
“แล้วเจอกันนะที่รัก!” ยุนโฮหัวเราะลงคอเบาๆ ก่อนจะก้มลงเซ็นลายเซ็นต่อไปอย่างไม่แยแส
แจจุงสะดุ้งเฮือก พลางหันมาถลึงตาใส่ต้นเสียงนั่นอย่างไม่เชื่อหู แจจุงรู้สึกว่ามือของเขากำลังสั่นผับๆด้วยความโกรธ ทั้งที่อยากจะพุ่งเข้าไปบีบคอนายคนนั้นให้ตายคามือ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เมื่อเจอะกับสายตาของเด็กสาวสองคนซึ่งกำลังจ้องมาที่เขาแปลกๆ
คงทำอะไรไม่ได้นอกจาก...หนีเอาชีวิตรอดโดยเร็วที่สุด!
นายต้องการอะไรจากฉันกันแน่?
ยูโน-ยุนโฮ...
ร่างสูงเจ้าของเส้นผมสีแปลกโยนหูโทรศัพท์กลับลงแป้นอย่างแม่นยำ ก่อนจะถัดเก้าอี้สำนักงานตัวโตให้มาหยุดลงใกล้กับโต๊ะรับแขกชุดใหญ่ น้องๆ ทั้งสี่ที่กำลังนั่งหน้าสล่อนอยู่ครบองค์ประชุมมองหน้าพี่ใหญ่ประจำวงอย่างขอคำตอบ
“ว่าไงบ้าง พี่เทซก” ยองเจถามขึ้นเป็นคนแรก ใบหน้าหล่อเหลาของ
ชายหนุ่มระคนไว้ด้วยความเบื่อหน่ายเป็นที่สุด
“อืม...เขาบอกว่ายินดีที่จ่ายเท่าไหร่ไม่อั้น แค่ให้เรายอมเซ็นสัญญา” หนุ่มผมสีเงินตอบอย่างปลงๆ เขายกขาเรียวยาวทั้งสองข้างขึ้นขัดบนโต๊ะรับแขก พลางเอนกายลงพิงพนักเก้าอี้สบายๆ “พวกนายจะเอายังไง ดูท่าทางนั้นจะไม่ยอมหยุดตื๊อง่ายๆ นี่ยังไม่รวมอีกสองค่ายนั่นอีก ฉันล่ะเซ็งจริงๆ”
สิ้นคำห้าหนุ่มสมาชิกวงร็อคใต้ดินสุดฮ็อตก็ถอนหายใจออกมาพร้อมๆ กันอย่างไม่ได้นัดหมาย
โอกาสขึ้นบนดินคงเป็นสิ่งมีค่าที่สุดที่จะทำความฝันของนักดนตรีใต้ดินอีกหลายๆคนให้เป็นจริง แต่นั่นไม่ใช่สำหรับดิโอเมเดสแน่ หลังจากค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ถึงสามค่ายด้วยกันคอยโทรศัพท์มาตื๊อไม่รู้จักหยุดหย่อน จึงมักจะเห็น ยุนโฮ ยองเจ ชองฮวา และเรโน มานั่งทำหน้าเครียด ขลุกกันอยู่ที่บ้านของเทซกบ่อยขึ้นกว่าที่เคย
“ยังไงก็ไม่ ปฏิเสธไปเลย” ชองฮวาพูดขึ้นมาอย่างไม่สบอารมณ์
คิ้วเรียวของนักร้องหนุ่มขมวดมุ่น เขายกฝ่ามือขึ้นขยี้เส้นผมสีส้มของตนจนยุ่งเหยิง “บนดินปัญหามาก ทำอะไรตามใจก็ไม่ได้ ดิโอเมเดสที่อยู่บนดินก็คงจะไม่ใช่อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้หรอก ผมรักที่จะเป็นอย่างนี้ และจะไม่มีวันเปลี่ยนด้วย”
“ใช่ ผมเห็นด้วย” ยุนโฮสนับสนุนอุดมการณ์ของชองฮวา
“ผมด้วย” ยองเจก็เช่นกัน
“ผมก็ด้วย!” เรโนประสานเสียง
ก่อนเทซกจะพยักหน้าเข้าใจ “ฉันก็ว่างั้น” แล้วถัดเก้าอี้ไปที่โทรศัพท์บนโต๊ะทำงานของเขาอีกครั้ง
ระหว่างที่รอเทซกไกล่เกลี่ยปัญหากับทางค่ายเพลงชื่อดังเหล่านั้น ยุนโฮนั่งเกลากีต้าร์โปร่งในอ้อมแขนอย่างสบายอารมณ์ เสียงร้องเพลงดังประสานกันขึ้นไปเรื่อยเปื่อย ชองฮวากำลังนอนพ่นควันบุหรี่อยู่บนโซฟาตัวยาว ร้องเพลงบ้าง มองยองเจที่กำลังแกล้งเรโนอย่างสนุกสนานบ้าง
เขารักชีวิตในรูปแบบนี้...
“เออใช่” จู่ๆเรโนก็พูดขึ้นมาด้วยนึกอะไรขึ้นมาได้ ทำให้เสียงกีต้าร์โปร่งที่เคยบรรเลงคลออยู่นั้นหยุดลงในทันที “แล้วได้ข้อสรุปหรือยังล่ะว่าใครจะมาเป็นเกสให้กับวงเราในคอนเสิร์ตใหญ่ที่กำลังจะจัดเดือนหน้า”
สิ้นคำ เสียงถอนหายใจของสมาชิกที่เหลือก็ดังขึ้นมาอย่างไม่ได้นัดหมายอีกครั้ง
“ว่าจะลองติดต่อวงที่เราเจอตอนไปโชว์ที่ญี่ปุ่นดู พวกนายว่าไง”
ชองฮวาเสนอ เขากำลังนึกถึงวงวิชวลร็อคที่ได้เห็นฝีมือกันในงานนิทรรศการเพลงใต้ดินของญี่ปุ่น
“หรือว่าจะเอาวงที่เจอตอนไปโชว์ที่อเมริกาดี” ยองเจเสนอบ้าง รายนี้กลับนึกถึงวงเมทัลร็อคทางฝั่งตะวันตกเสียได้ ก่อนที่ทุกคนจะเงียบลงไปพร้อมๆกันอีกครั้งเพื่อใช้ความคิดทั้งหมดปล่อยให้กำแพงความเงียบตีกรอบห้อมล้อมพวกเขาอยู่นานครู่ใหญ่ จนในที่สุดยุนโฮซึ่งนั่งอ้ำอึ้งอยู่นานจะเป็นคนทำลายกำแพงนั้นลง
“ฉันอยากได้อีวิล-โอเวอร์ลอร์ด”
ชองฮวาถึงกับชะงัก มองหน้าเพื่อนของเขาอย่างไม่เข้าใจ “นายว่าไงนะ”
“อีวิล-โอเวอร์ลอร์ด...และต้องเอาวงนี้ให้ได้ด้วย”
ประกายความมุ่งมั่นในดวงตาเรียวชวนให้คล้อยตาม ชองฮวา ยองเจ และเรโนหันมองแลกสายตากันเลิกลั่ก ก่อนจะถอนหายใจออกมาพร้อมๆกันเป็นครั้งที่สาม
ทุกคนรู้ดี พวกเขารู้จักยุนโฮดีที่สุด
จองยุนโฮ ผู้ชายคนนี้ ไม่มีอะไรที่อยากได้แล้วไม่ได้...
“ถ้าทางนั้นยอม ฉันก็ไม่ขัดว่ะ” ชองฮวาตบไหล่ยุนโฮเบาๆสองที ก่อนหยัดตัวขึ้นลุกเดินหายเข้าไปในครัว
ร่างสูงยิ้มกับตัวเองอย่างสบายใจ ก่อนจะค่อยๆเอนกายลงนอนบนโซฟาแทนที่ชองฮวา ดวงตาเรียวเล็กค่อยๆหลับลงจนปิดสนิทในที่สุด ไม่มีใครรู้ว่าในเวลานี้ยุนโฮกำลังคิดอะไรอยู่
“ขอบใจ ชองฮวา”
“กลับมาแล้ว”
เสียงหวานทว่ามีพลังอย่างประหลาดที่แสนคุ้นเคยขานกล่าวห้วนๆ ทันทีที่บานประตูเก่าๆถูกผลักโครมให้เปิดออก ร่างเล็กที่กำลังนอนดูละครน้ำเน่าช่วงบ่ายที่ยังคงดำเนินอยู่ภายในกรอบสี่เหลี่ยมของโทรทัศน์เก่าครำคร่า หยัดกายขึ้นมาเอี้ยวตัวอย่างเกียจคร้าน พลางขานรับผู้เป็นพี่ชายด้วยน้ำเสียงง่วงเต็มที่
“โมโหอะไรมาอีกล่ะ พี่แจจุง”
จุนซูเบ้ปากพลางเกาหัวแกรก ดูจะเป็นเรื่องปกติเสียแล้วที่แจจุงมักจะกลับบ้านมาพร้อมกับอารมณ์โมโหโทโสทุกสรรพสิ่งในโลกเช่นนี้ ผู้เป็นน้องชายขยับต้วมเตี้ยมไปออเซาะใกล้ๆ แจจุงก้มมองคนผมทองในชุดเสื้อยืดสบายๆกับกางเกงขาสั้น ซึ่งกำลังกอดขาอ้อนเขาอย่างภาคภูมิใจ แม้จะอารมณ์เสียสักแค่ไหน ก็ช่างเป็นภาพที่มองแล้วให้ความรู้สึกสุขใจได้ทุกเวลา
คิมจุนซู...น้องชายสุดที่รัก
น้องชายที่เขาเลี้ยงดูปูเสื่อมากับมือ ภายในห้องเช่าคับแคบเก่าๆในย่านชุมชนแออัดของโซล
“ไม่ต้องมาอ้อนเลย เด็กดื้อ วันนี้ทำไมไม่ไปโรงเรียน” แม้ปากจะตำหนิ แต่กายกลับทรุดลงกอดน้องชาย แจจุงยกมือขึ้นขยี้เส้นผมนุ่มนิ่มสีทองสว่างนั่นอย่างหมันเขี้ยว “จะรอเรียนจบพร้อมเจ้าชางมินรึไงนะเราน่ะ”
“ผมเปล่าโดดน้า ก็บอกพี่แจจุงไปแล้วนี่นาว่าโดนพักการเรียน” จุนซูยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ริมฝีปากเล็กๆสีสดขยับต่อ “ว่าแต่พี่แจจุงเถอะ อารมณ์ไม่ดีอีกแล้ว เป็นอะไรเหรอ”
พูดถึงตรงนี้ คำพูดของจุนซูไม่ต่างอะไรกับเอาน้ำมันไปราดกองไฟ
ไฟโทสะสุมทรวงที่เหมือนจะมอดไปแล้วกลับลุกโชนขึ้นมาใหม่ แจจุงถอนหายใจเฮือก ก่อนจะกระทั้นร่างกายผอมบางนั่นลงกับโซฟากลางห้องอย่างไม่สบอารมณ์ “วันนี้เจอไอ้ยุนโฮน่ะสิ ไอ้ยูโน-ยุนโฮนั่นแหละ กวนประสาทชิ๊บ”
“เอ๋?” จุนซูทำตากลมสงสัย ก่อนที่จะหลุดหัวเราะออกมาขำๆกับปฏิกิริยาของพี่ชาย “แล้วเขาทำอะไรให้พี่หรือไง”
“เปล่า แต่เกลียดมัน” แจจุงไม่เชิงตอบคำถามนั้นเสียทีเดียว เขาเอาแต่ถอนหายใจกระฟัดกระเฟียด คว้าหมอนใกล้มือมาบีบๆชกๆอย่างเคืองแค้น นึกถึงใบหน้าหล่อเหลาที่เอาแต่จ้องมาที่เขาเพื่อก่อกวนจิตใจก็อดอารมณ์เสียไม่ได้ทุกที
จุนซูรู้ดี เหตุผลที่ทำให้แจจุงเกลียดดิโอเมเดสชนิดเข้าไส้ ไม่ใช่แค่แจจุงหรอก แต่สมาชิกทุกคนของอีวิล-โอเวอร์ลอร์ดก็ต่างไม่ชอบขี้หน้าวงร็อครุ่นพี่ชื่อดังอย่างดิโอเมเดสเท่าไรนัก
ใบหน้าหวานจิ้มลิ้มของผู้เป็นน้องชายเผยรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะถัดตัวกลับไปนั่งจุ้มปุ๊กอยู่หน้าโทรทัศน์เช่นเดิม เขานั่งชันขาเนียนขาวขึ้นกอดเข่าตัวเอง พลางเกยคางลงบนเข่านั้น
“พี่แจจุง...” เสียงเล็กๆเปรยขึ้นลอยๆด้วยน้ำเสียงเบาหวิวชนิดที่เสียงโทรทัศน์แทบจะกลบเสียงของเขาสนิท “วันนี้ยูชอนขอคบกับผมอีกแล้ว”
แจจุงวางหมอนในมือกลับลงไปที่เดิม พับเรื่องชวนหงุดหงิดของตัวเองไว้ ก่อนจะหันมาสนใจสิ่งที่จุนซูกำลังจะเล่า เขาไม่ได้ถามแทรกหรือแสดงความคิดเห็น เพียงแต่ปล่อยให้จุนซูได้พูดในสิ่งที่อยากพูด
ไม่มีเรื่องไหนสำคัญเท่ากับเรื่องของจุนซู
“พูดขึ้นมาอีกทั้งที่รู้ว่าผมไม่ชอบ ไม่อยากได้ยิน ทั้งที่...สัญญากันแล้วว่าจะไม่พูดเรื่องนี้กันอีก ผมชักเริ่มจะทนไม่ได้ยังไงไม่รู้สิ” ยิ่งพูดก็ยิ่งซุกหน้าหายลงไปกับเข่าของตัวเอง แจจุงไม่สามารถมองเห็นสีหน้าของร่างเล็กได้เลยในยามนี้
แจจุงถอดถอนหายใจออกมาอย่างลำบากใจ เรื่องของยูชอน มือเบสประจำวง กับจุนซู น้องชายแท้ๆของเขา ความสัมพันธ์ที่เหมือนจะไม่ซับซ้อน ไม่ผูกมัด แต่กลับกำลังบั่นทอนคนสองคนนี้อย่างโหดร้าย
เขาเองก็ไม่เข้าใจ สงสารทั้งน้องชายแท้ๆ และอีกคนที่เปรียบเสมือนน้องชายแท้ๆ
จุนซูและยูชอน...
แจจุงแตะฝ่ามือลงบนแผ่นหลังบาง พลางลูบเบาๆเพื่อปลอบโยน “ถึงยังไงก็สงสารยูชอนมัน เราก็อย่าไปแสดงอาการอะไรมากนักเลย เจ้ายูชอนน่ะ...รักจุนซูมากนะ”
“แต่ผมยังไม่พร้อมจะรักใครอีก ยังไม่พร้อมจะเสียใจ” จุนซูเงยหน้าขึ้น ไม่มีน้ำตาแม้สักหยดจากดวงตาใสซื่อคู่นั้น
แจจุงมองคนตัวเล็กที่กำลังนั่งกอดเข่าหลวมๆ แววตาของเขาไม่ได้จับอยู่ที่ละครโทรทัศน์ภาคบ่ายแต่อย่างใด บางทีแจจุงก็คิดว่าจุนซูยังเด็กเกินไปที่จะต้องมาครุ่นคิดอยู่กับเรื่องพรรค์นี้
อดคิดไม่ได้ว่า นี่เป็นความผิดของเขาหรือเปล่านะ ที่ดึงจุนซูเข้ามาในสังคมแบบนี้
เจ้าของร่างเพรียวบางผู้มีเส้นผมสีดำสนิท ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงระอาใจ “ทำไมถึงปล่อยให้คนอย่าง ‘มัน’ มีอิทธิพลกับนายขนาดนี้นะ”
จุนซูได้ฟังถึงกับนิ่งงันไป ก่อนจะค่อยๆซุกใบหน้าหวานใสกว่าเด็กสาวแรกรุ่นลงไปบนหัวเข่าอีกครั้ง น้ำเสียงหวานที่มักจะสดใสดูแผ่วลงไปทุกที แจจุงสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดในถ้อยคำจากปากจุนซู
ทุกครั้งที่เอ่ยถึงเจ้าของชื่อต้องห้ามผู้นั้น...
“นั่นรักครั้งแรกของผมนะพี่แจจุง”
To be continued....