:: เปิดจองรวมเล่ม Can I Love You? ::

วันนี้ - 25 สิงหาคม 2551

 

 

lovefurypassionenergy

Lovefurypassionenergy (Prologue)

posted on 26 Aug 2006 16:48 by bleaf-me  in lovefurypassionenergy

Title: Lovefurypassionenergy
Author: * b.leaf *
Pairing: YunJae , YooSu
Starring: Dong Bang Shin Gi (SM Entertainment) , Hwoarang (Namco) , Virgil (Capcom) , Seifer and Reno (Square-Enix) : ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้เป็นเจ้าของตัวละครใดๆ ยกเว้นแต่บทบาทของพวกเขาเท่านั้น จึงขอขอบคุณบริษัทในวงเล็บเจ้าของลิขสิทธิ์ชื่อ สำหรับตัวละครที่มีชื่อปรากฏอยู่ในฟิคชั่นเรื่องนี้ด้วยค่ะ
Genre: AU , Crossover , Romance , Drama
Rating: R / NC-17 ในคำพูดและการกระทำ

 


:: Prologue ::

 

เขาไม่เคยทำอะไรให้ ไม่เคยพูดคุย ไม่เคยทำความรู้จัก
เขาอยู่คนละชั้น คนละโลก ไม่คิดจะยุ่งย่ามก้าวก่ายกัน
แต่ไม่รู้ทำไม ทุกครั้งที่เห็นใบหน้าหล่อเหลาสมบูรณ์แบบนั่น หรือเพียงแค่ได้ยินชื่อ ความรู้สึกเหล่านี้จะต้องแล่นเข้ามารบกวนจิตใจอยู่ร่ำไป
เบื่อ อารมณ์เสีย หงุดหงิด รำคาญใจ
ทั้งที่ไม่เคยข้องเกี่ยวกันแท้ๆ แต่ทำไมถึงได้เกลียดผู้ชายคนนี้นัก ?
เกลียดมัน
เกลียด!

เสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งของเหล่าเด็กสาวแผดสนั่นระงมสถานที่เล็กๆ ซึ่งถูกครอบคลุมด้วยความมืดอึมครึมอับแสง ผนังโดยรอบสะเทือนสั่นดูคล้ายกับพร้อมจะพังลงทุกเมื่อด้วยเสียงดนตรีอึกทึก กลุ่มวัยรุ่นที่กำลังยืนเบียดเสียด กระโดดไปพร้อมๆกันตามจังหวะเบสหนักๆจนเห็นคล้ายคลื่นขนาดใหญ่กำลังไหวเป็นระรอก
เสียงดนตรีอันร้อนแรงกำลังถูกบรรเลงด้วยนักดนตรีฝีมือเยี่ยมบนเวทีคับแคบนั่น
‘ดิโอเมเดส’
ใบหน้าสวยมองภาพตรงหน้า ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างมีน้ำโห
“นี่ถ้าพวกมันไม่มาเล่นที่นี่ สัมพเวสีพวกนี้ก็จะไม่มาดูเราใช่ไหม” เขาเม้มริมฝีปากโค้งที่ถูกฉาบด้วยลิปสติกสีเข้มจัด ก่อนที่ร่างบางจะทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาตัวยาวเก่าซอมซ่อ “มันเป็นใคร ใหญ่มาจากไหน ทำไมเราต้องเล่นเป็นวงเปิดให้มันด้วย ฉันไม่เข้าใจผู้จัดการเลยให้ตายสิ!”
“ก็เขาดังไงครับ เหตุผลไม่เห็นจะซับซ้อนตรงไหน”
เสียงเรียบๆเอ่ยขึ้นตอบคำถาม ในขณะที่เจ้าของเสียงกำลังนั่งควงไม้กลองในมือเล่นอยู่ใกล้ๆ สีหน้าชินชาของรุ่นน้องคล้ายจะยิ่งเพิ่มพูนโทสะในใจให้คุกรุ่นกว่าเดิม
“แต่ถึงยังไงเราก็เป็นวงประจำของที่นี่ เราทำให้ร้านนี้มีชื่อขึ้นเชียวนะ!”
“ก็อย่างที่ชางมินพูดนั่นล่ะ พี่แจจุง ไอ้พวกนั้นมันดีเลิศ ส่วนเรามันกระจอก ได้เล่นเป็นวงเปิดให้ก็เป็นบุญล้นเกล้าล้นกระหม่อมแล้ว” ร่างเล็กที่เพิ่งเดินเข้ามาเอ่ยแทรกขึ้น เจ้าของน้ำเสียงหวานใสที่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นหญิงหรือชายกันแน่ ย่นใบหน้าจิ้มลิ้มอ่อนเยาว์ ล้อเลียนคำพูดของผู้จัดการร้านด้วยเสียงสูงในตอนท้าย
“ก็ถือซะว่าเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้แสดงฝีมือก็แล้วกันนะครับพี่” หนุ่มน้อยคนเดิมรวบไม้กลองเก็บใส่กระเป๋า พลางยันร่างสูงโปร่งของตนให้ลุกขึ้นจากที่นั่ง บิดขี้เกียจอีกสองสามครั้ง ตามด้วยอ้าปากหาวอีกวอดใหญ่
มือเรียวยกขึ้นเกาศีรษะที่ปกคลุมไว้ด้วยผมสีดำสนิทยาวถึงบั้นท้าย เล่นเอาเส้นผมนุ่มที่เคยเรียบยุ่งเหยิง “ให้ตายเหอะ พวกนายยอมได้ไงวะ!”
“ไม่ได้ยอมแพ้โว้ย ก็แค่ยอมรับชะตากรรม” ชายหนุ่มร่างสูงอีกคนที่เอาแต่ยืนเงียบ หลบมาดื่มกาแฟในมุดมืดอยู่นานหัวเราะหึๆ พูดแกล้งด้วยน้ำเสียงกวน เล่นเอาผู้ฟังประสาทแทบกิน
แต่ก่อนที่จะได้พูดอะไรไปมากกว่านั้น  บทสนทนาในกลุ่มก็ถูกขัดจังหวะโดยชายวัยกลางคนร่างท้วม พร้อมๆกับที่เสียงดนตรีซึ่งเคยดังโครมครามอยู่หยุดลงพอดิบพอดี
ชายร่างท้วมในชุดสูทตบมือรัวๆ “ทุกคนเตรียมตัวเร็วเข้า พวกเธอต้องขึ้นร้องคั่นรายการช่วงที่ดิโอเมเดสพัก ยูชอน ชางมิน จุนซู แจจุง เร็วเข้า เร็วๆ” ปากไม่ว่าเปล่า คุณผู้จัดการร้านจอมจุ้นจ้านแผดเสียงสูงๆน่ารำคาญนั่นเรียกชื่อ แถมยังใช้ฝ่ามือตบลงที่แขน ที่ไหล่ของสมาชิกแต่ละคนเสียแรง
เป็นวงเปิดให้ดิโอเมเดส เป็นวงคั้นรายการให้ดิโอเมเดส...
มันเป็นพระเจ้าหรือยังไงวะ!?
ในขณะที่เพื่อนร่วมวงกำลังเตรียมตัว ร่างเพรียวบางเจ้าของเส้นผมและดวงตาสีนิลถอนหายใจแรงๆ ดั่งตั้งใจให้ผู้จัดการร้านซึ่งกำลังอารมณ์ดีอย่างน่าหมันไส้นั้นได้ยิน แต่ก็ดูจะไม่เป็นผลเอาเสียเลย
เขากระฟัดกระเฟียด   พาเอวอรคอดกิ่วแสนอ้อนแอ้นของตนผละออกไปจากที่ตรงนั้น เอนกายพิงขอบประตู หยุดยืนอยู่ที่ทางขึ้นเวที เฝ้ามองวงดนตรีรุ่นพี่ที่เขาเกลียดนักเกลียดหนาขับกล่อมบทเพลงสุดท้ายก่อนพัก
ผู้ชายห้าคนบนเวทีกำลังปลดปล่อยอารมณ์อย่างเมามัน  ราวกับทุ่มพลังงานทั้งหมดให้จบสิ้นลงในเพลงนี้
ดิโอเมเดส วงร็อคใต้ดินที่มีชื่อที่สุดในวงการขณะนี้...เกลียดขี้หน้ามันทุกคนแหละ ทุกคนบนเวทีนั่น แต่ก็มีอยู่คนหนึ่งที่ออกจะหมันไส้มากอยู่สักหน่อย
แฟนเพลงสาวๆเฮโลขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงฮือฮาของเหล่าแฟนเพลงที่เป็นผู้ชาย  เส้นเสียงกีต้าร์โซโล่อันคมกริบราวกับบาดเข้าไปในหัวใจ รู้สึกตัวอีกทีดวงตากลมโตสีนิลก็หยุดลงจับจ้องไปที่ชายหนุ่มร่างสูงผู้บรรเลงมันเสียแล้ว
‘ยูโน’
จะกรี๊ดกร๊าดอะไรกันนักหนา?
กับอีแค่ใบหน้าหล่อคมที่กำลังพริ้มดวงตาซึ่งติดขนนกสีดำกำมะลอประดับไว้ เส้นผมสีดำสนิทดูยุ่งเหยิงยาวประบ่ากำลังสะบัดแรงๆไปตามจังหวะเพลงอันหนักหน่วง มือเรียวปัดเส้นสายแม่นยำอย่างมืออาชีพ เสื้อผ้าสีดำทั้งชุดแค่ช่วยเสริมให้เขาดูเข้มขึ้น ภายใต้หน้ากากนั่น
เราทุกคนก็ต่างสวมหน้ากากกันทั้งนั้น
ใช่...ก็แค่เท่ แค่ร้อน แค่คนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นมือกีต้าร์ที่
อายุน้อยและมีฝีมือยอดเยี่ยมที่สุดในวงการเพลงใต้ดินขณะนี้
ถอดหน้ากากออกมาก็คนเราธรรมดานี่ล่ะวะ!
อาจจะขี้เหร่ซะด้วยซ้ำไป
“พี่แจจุง ไปกันเหอะ เราต้องขึ้นต่อจากนี้แล้วนะ” เสียงเล็กๆเรียกสติสัมปชัญญะของเขาให้กลับมาได้อีกครั้ง คนถูกเรียกหันไปพยักหน้าน้อยๆให้คนตัวเล็กแทนการตอบรับอยู่กรายๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมา
เขาไม่รู้ตัวหรอกว่าในยามนี้ ใบหน้าสะสวยของตนนั้นมุ่ยตุ่ยแค่ไหน
ยิ้มเข้าไว้แจจุง...ทำหน้าสวยๆ เล่นให้สุดเหวี่ยง
ไม่มีวันยอมแพ้ และจะไม่มีวันยอมรับด้วย!

ทั่วทั้งพื้นที่แคบอับแห่งนี้ถูกครอบคลุมด้วยความมืดอีกครั้ง ก่อนที่แสงสปอร์ตไลท์จะกระพริบขึ้นมาตามจังหวะกลองเมทัลหนักๆ กระทั่งหูทุกคู่ได้สัมผัสเสียงเมโลดี้อันเพราะพริ้งของกีต้าร์ริทึ่มที่ฟังดูอ่อนหวานราวเสียงพิณ
เสียงเฮดังสนั่นของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า ‘ทาสจอมมาร’ ดังขึ้นทันทีเมื่อแสงไฟสีเหลืองร้อนแรงที่เคยดับ สว่างจ้าขึ้นอีกครั้ง แม้จะไม่เสียดหูเหมือนเสียงของสาวๆในตอนแรก แต่ก็ทำให้รู้ว่า ณ ที่นี้ก็ยังมีกลุ่มแฟนเพลงที่ติดตามดู
วงดนตรีโนเนมวงนี้อย่างเหนียวแน่น
‘อีวิล-โอเวอร์ลอร์ด’
จากเมโลดี้เสียงหวาน ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นเสียงสับกีต้าร์ที่มีกลิ่นอายของร็อคแท้ๆ
ไม้กลองในมือถูกโยนขึ้นไปสูงสุด หมุนคว้างในอากาศ ก่อนจะตกลงมาตามแรงโน้มถ่วงของโลก มือเรียวยาวคว้ามันเอาไว้ ก่อนจะวาดแขนตีลงไปกับพื้นกลองเสียงทุ้ม ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยหยุดนิ่ง คลื่นความคลั่งไคล้เคลื่อนไหวอย่างบ้าคลั่ง
ที่ด้านหลังกลองชุดนั้น ในมุมมืด เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งนั่งอยู่โดยมี
ไม้กลองอยู่ในมือ เส้นผมหนาสีแดงสดสไลซ์เป็นทรงยาวระต้นคอซึ่งรัดไว้ด้วยเข็มขัดหนังเส้นเล็กๆหลายเส้น ผมหน้าถูกปัดออกมาบดบังใบหน้าได้รูปจนเห็นแค่เงาลางเลือน
เขาสวมโค้ชหนังตัวยาวสีดำ เผยหน้าอกแบนราบที่มีกล้ามเนื้อน้อยๆ กับกางเกงยีนส์สีซีดขายาวขาดรุ่ย ใบหน้าเรียบเฉยหันมองคนดู มือพลิ้วควงไม้กลองเล่นเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ ในขณะที่ยังไม่หยุดให้จังหวะซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการเล่นดนตรี
แฟนๆเรียกเขาว่า ‘แม็กซ์’ หรือ ‘ชเวคัง’ น้องคนสุดท้องที่ทำหน้าที่เป็นมือกลองของวง
ถัดมาด้านหน้าซ้ายมือสุด คนที่กำลังตบกีต้าร์เบสตัวโตอย่างเมามันจนดูคล้ายกับสติหลุดลอยไปยังอีกโลกหนึ่งเรียบร้อยแล้ว  ชายหนุ่มอีกคนสวม
เสื้อกล้ามสีดำ เผยให้เห็นต้นแขนเกร็งที่แม้จะไม่ล่ำสันนักแต่ก็แข็งแรงไม่หยอก เข็มขัดหนังรัดหลวมๆเกาะอยู่กับสะโพก และกางเกงยีนส์ขาดๆตัวโคร่ง เส้นผมสีน้ำตาลทองหยักยาวถึงลำคอถูกคาดไว้ด้วยหมวกปีกเปิดประทุนสีดำ
เขามีดวงตาวาววับ ขอบตาถูกเขียนด้วยหมึกสีดำ ริมฝีปากนั้นทาสีโอรสอ่อนๆแค่พอให้ไม่จืดชืด ใบหน้าคมสันที่นับว่าหล่อเหลาอยู่เอาการมักจะเชิดน้อยๆ กระตุกยิ้มมุมปากเย้ยคนดู ยามเมื่อร่างเล็กร่างหนึ่งกระแซะเข้ามาชนหลังกับเขา และเล่นดนตรีไปด้วยกัน
‘มิกกี้’ ทำหน้าที่เป็นมือเบส
ที่ขาดไม่ได้คือเจ้าของใบหน้าหวานจิ้มลิ้มซึ่งกำลังส่ายเอวส่ายสะโพก
สุดฤทธิ์สุดเดช กระตุกศีรษะไปมาตามจังหวะร้อน บดเบียดแผ่นหลังบางกับหลังของมือเบส เขาเป็นคนเดียวบนเวทีนี้ รวมไปถึงสถานที่แห่งนี้ที่ใส่เสื้อผ้าสีสันสดใส แตกต่างจากชาวบ้าน ในสไตล์ที่เป็นของเขาเอง
เขาสวมชุดยูคาตะแบบญี่ปุ่นสีม่วง คาดกราฟฟิคปักดิ้นลายดอกซากุระ กับผ้าแถบคาดเอวสีชมพูอ่อนหวาน แต่กลับดูร้อนแรงขึ้นได้ทุกครั้งเมื่อในมืออุ้มกีต้าร์ไฟฟ้า ออกลีลาวาดมือดีดเส้นสายบนนั้นรัวๆ ผู้ชมหนุ่มๆด้านล่างอดอ้าปากค้างปาดน้ำลายตามไม่ได้ เมื่อขาอ่อนขาวจั๊วะโผล่พ้นรอยแยกของชุดยูคาตะเนื้อบางออกมาเผยโฉมหน้าสลอน
คนคนนี้ตัวเล็กและผอมบางเสียจนดูได้ลำบากว่าเป็นหญิงหรือชาย ถ้าไม่นับรวมแผ่นอกราบเรียบใต้เสื้อหลวมๆนั่นคงดูไม่รู้แน่ เส้นผมซอยสไลด์มั่วๆ สีทองสว่างจ้ายาวถึงกลางหลัง  บนใบหน้าขาวใสน่ารักถูกตกแต่งไว้ด้วยเครื่องสำอางสีเข้มแบบผู้หญิง
เขาใส่เกี๊ยะแบบญี่ปุ่น แต่ความแสบเซี้ยวที่มีล้นออกมาจากทุกอณูในร่างกาย ก็ยังไม่สามารถทำให้เขาหยุดกระโดดไปรอบๆ เวทีได้เสียที
ตำแหน่งกีต้าร์โซโล่ ผู้แสนน่ารัก ‘ซีอา’
ขาตั้งไมค์ล้มลง ในจังหวะเดียวกับที่ไมโครโฟนถูกชักออกมากำไว้ ผู้ที่ครอบครองมันสะบัดศีรษะ พลางกระโดดจนตัวลอย เครื่องดนตรีหลายชิ้นที่รวมประสานกันเป็นหนึ่งเดียวนี้มอบชีวิตให้แก่เขา
ร่างบางในชุดหนังสีดำถูกอาบไว้ด้วยแสงไฟจากสปอร์ตไลท์ เขายึดบริเวณกลางเวทีนั้นเป็นพื้นที่ส่วนตัว ที่ที่เขาจะสามารถปลดปล่อยอารมณ์ทั้งหมดซึ่งเคยสะสมอยู่ลงไป
คิ้วสวยถูกกันบางเฉียบโก่งได้รูป ขนตายาวถูกปัดแต่งจนงอน เขียนตาให้คมขึ้นด้วยสีดำ บล็อคตาสีดำ ทาปากสีดำ นัยน์ตากลมโตของเขาเองก็มีสีดำ เส้นผมยาวตรงสวยถูกรวบไว้และปักด้วยปิ่นปักผมหลายสิบซี่ กระนั้นแล้วก็ยังคงยาวไปถึงบั้นท้ายงอน
เจ้าของใบหน้าสวยเฉี่ยวยิ่งกว่าหญิงสาวสวมเสื้อหนังเอวลอย เผยให้เห็นหน้าท้องแบนราบที่ประดับหมุดสีเงินที่สะดือ กางเกงเอวต่ำสีเดียวกันยาวลู่แนบเนื้อ สวมทับไว้ด้วยกระโปรงมินิสเกิร์ตสั้นเต่ออีกตัว ร่างกายที่อรชรอ้อนแอ้นกำลังเต้นรำ ใช้ขาตั้งไมค์รูดต่างเสา เขามีเส้นเสียงที่สูงกังวานไม่ต่างไปจากผู้หญิง
คนคนนี้...สวยเซ็กซี่มากไม่ใช่หรือ?
อีกคนหนึ่งที่สามารถเรียกคะแนนนิยมจากพ่อยกลัทธิบูชาความมืดได้อีกมากโขก็คือคนคนนี้
‘ฮีโร่’ หรือ ‘ยองอุง’ นักร้องนำแห่งอีวิล-โอเวอร์ลอร์ด
“ทำอะไรอยู่วะ ยุนโฮ” มือใหญ่ตบลงบนไหล่เพื่อนสองสามที พร้อมๆ กับที่เสียงห้าวของ ‘ยองเจ’ มือกลองหน้าหล่อแห่งวงดิโอเมเดส หรือที่เหล่าสาวกเพลงใต้ดินรู้จักเขาในนาม ‘ไซเฟอร์’ เรียกสติของยุนโฮให้กลับคืนมาอีกครั้ง  “เรียกสองสามครั้งไม่ได้ยิน”
“กำลังชื่นชมรุ่นน้องอยู่ ฝีมือใช้ได้เลยนะ”
“ที่ว่าใช้ได้นี่คือฝีมือหรือความเอ็กซ์ของนักร้องนำวะ พูดมาให้ชัดๆ เลยดีกว่า” ยองเจแซว ก่อนจะใช้ศอกกระทุ้งเพื่อนอีกหน เมื่อเห็นยุนโฮเอาแต่จ้องนักร้องนำรุ่นน้องตาเป็นมัน
ยุนโฮหัวเราะลงคอเบาๆ เขาไม่ได้ตอบอะไรออกมาอีก จนกระทั่งเห็นเพื่อนร่วมวงอีกคนเดินออกมาจากห้องแต่งตัวพอดี “เฮ้ย ชองฮวา คนที่ร้องนำวงนี้ชื่ออะไรนะ”
เจ้าของชื่อแปลก ‘ชองฮวา’ หรือที่ในวงการรู้จักกันว่า ‘ฮัวหลาง’ ชะงักลงทันควัน เขาถอนหายใจดังๆอย่างไม่สบอารมณ์นัก “ฮีโร่”
“ไม่ หมายถึงชื่อจริงๆน่ะ อยากรู้”
“แจจุง คิมแจจุง” พูดจบและกำลังจะเดินหนีไปแล้ว แต่นักร้องนำ
สุดฮ็อตประจำวงก็ถูกขัดคออีกจนได้
“แล้วมือกีต้าร์ล่ะวะ ชื่ออะไร”
“ไอ้ยองเจ นี่แก...”
“เฮ้ยๆ อย่าเพิ่งทะเลาะกัน ไปเตรียมตัวขึ้นเวทีได้แล้วน่า” ทันทีที่เห็นชองฮวาตรงเข้ากระชากคอเสื้อของยองเจ หนุ่มใหญ่เจ้าของเส้นผมสีเงินเป็นเอกลักษณ์ ‘เทซก’ หรือ ‘เวอร์จิล’ ที่ทำหน้าที่ทั้งพี่ใหญ่ประจำวงและมือ
กีต้าร์ริทึ่มแห่งดิโอเมเดสจึงอดรนทนไม่ได้ ต้องเข้ามาห้ามมวยไว้ “อยากตีกันให้ตายก็ได้ แต่ขอให้เป็นหลังเสร็จงานแล้วกันนะ”
แม้จะอยากชกหน้าเพื่อนปากเสียสักหมัด แต่ชองฮวาก็จำเป็นต้องทำตาม เขาผลักยองเจที่กำลังหัวเราะอย่างสะอกสะใจนั้นเซไปไกล “อย่ากวนประสาทฉันอีกนะยองเจ ฉันยังไม่อยากฆ่าเพื่อน” ว่าแล้วก็กระแทกกระทั้นเดินหายเข้าไปในความมืด
“โอ้ย! อารมณ์เสียได้ทั้งปีเลยสิน่า พี่ชองฮวาเนี่ย รำคาญวุ้ย!”
หนุ่มน้อยมาดกวนร้องยกมือขยี้เส้นผมสีแดงของตน พลางร้อง
ครวญคราง เขากำลังขึ้นสายกีต้าร์เบสคู่ใจในขณะกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนโซฟา ไม่มีใครรู้ชื่อที่แท้จริงของเขา แต่เรียกกันจนติดหูว่า ‘เรโน’
“หุบปากไปเหอะน่า เดี๋ยวมันได้ยินอีกก็ไม่ยอมจบกันซักที พวกนายนี่น้า ไปๆๆๆ อีกสองเพลงก็ได้กลับบ้านแล้ว” เทซกบ่นทิ้งท้าย ก่อนจะผลักไสไล่ถีบเหล่านุ่งน้องทโมนสามคนไปยังห้องแต่งตัว โดยไม่ลืมจะหันมาเตือนอีกหนึ่งคนที่เหลือ ซึ่งยังคงยืนเหม่อไม่ไหวติง “ยุนโฮ แล้วตามมานะ”
ยุนโฮพยักหน้า พลางยิ้มบางๆให้ ก่อนจะเดินตามไป ร่างสูงยังไม่วายหันไปมองเจ้าของร่างเพรียวบางที่กำลังวาดลีลาอย่างเต็มที่อยู่บนเวทีเป็นการ
ทิ้งทวน
คิมแจจุงมีบางอย่างที่พิเศษ มีบางอย่างที่ทำให้ยุนโฮสนอกสนใจคนหน้าสวยนี้นัก
บางอย่าง...ที่ยังคงไม่รู้ว่าคืออะไร
บางอย่าง...ที่อยากจะค้นหาและสัมผัสมัน
“แล้วเจอกัน คิมแจจุง”

การแสดงในค่ำคืนนี้สิ้นสุดลง ตามด้วยเสียงปรบมือเกรียวกราวและ
กู่ร้องสะอกสะใจของแฟนเพลงผู้คลั่งไคล้ ยุนโฮปลดสายกีต้าร์คู่ใจ เงยหน้าขึ้นโบกมือให้แฟนๆเป็นครั้งสุดท้าย วางกีต้าร์พิงไว้ ก่อนจะเดินตามเพื่อนร่วมวงเข้าไปด้านหลังเวที
แม้เหงื่อจะโทรมกาย แต่ก็ไม่เคยเบื่อหน่ายชีวิตรูปแบบนี้ ยุนโฮยิ้มน้อยๆกับตัวเอง ขายาวๆสาวฝีเท้าฉับๆไปตามทางเดินแคบๆ ซึ่งอาบไล้ด้วยแสงจากหลอดไฟนีออน ในยามนี้สมองอันขาวโพลนคิดถึงเพียงเบียร์ซักขวด กับเตียงนอนนุ่มๆที่บ้าน
คิดเท่านั้นไม่ทันไรก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อบานประตูห้องแต่งตัวด้านข้างก็ถูกกระชากเปิดออก ยุนโฮหยุดกึก พลางเบี่ยงตัวหลบเด็กชายร่างสูงโปร่งที่
พุ่งตัวสวนมา ใบหน้าเรียบเฉยสวมแว่นสายตาไร้กรอบ สะพายกระเป๋าเป้ที่บรรจุทั้งเสื้อผ้า และหนังสือเรียนจนหนักอึ้งเดินผ่านหน้าไปราวกับไม่เห็นเขา
ใครวะ?
อย่าบอกนะว่านั่นชเวคัง
ยุนโฮยิ้ม พลางหัวเราะอยู่กับตัวเอง
เราทุกคนก็ต่างสวมหน้ากากกันทั้งนั้น...
“งั้นพี่กลับก่อนนะจุนซู ยูชอน ฝากไปส่งจุนซูด้วยนะ”
เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นดังมาจากในห้อง ฉุดยุนโฮให้หลุดจากห้วงความคิดได้อีกครั้ง เป็นเสียงกังวานที่เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน
สิ้นคำ ร่างเพรียวบางร่างหนึ่งก็ก้าวพ้นธรณีประตูออกมา ยุนโฮกระตุกยิ้มทันควันเมื่อพบว่านั่นคือยองอุง หรือคิมแจจุง
เส้นผมยาวสลวยสีดำขลับยังคงถูกม้วนไว้และปักด้วยปิ่นปักผม ไม่ต่างจากที่เห็นบนเวที ผิดไปแต่ใบหน้าขาวใสเผยชัดเมื่อเครื่องสำอางหนาเตอะถูกลบออกไปบ้างแล้ว แจจุงเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าสบายๆ เสื้อยืดคอกว้างสีดำ กับกางเกงยีนส์ขายาวเอวต่ำ เขาสะพายกระเป๋าใบโตสีขาวไว้ที่ไหล่ข้างหนึ่ง


กำลังจะเดินมาทางนี้อยู่แล้วเชียว แต่ก็กลับนิ่งงันไปเมื่อเงยหน้าขึ้นมาสบสายตากับยุนโฮเข้าอย่างจัง
“สวัสดี แจจุง” ยุนโฮเปิดบท เขายิ้มให้กับแจจุงอย่างเป็นมิตร
แต่แจจุงกลับถอนหายใจเซ็ง แล้วถามต่ออย่างหาเรื่อง “ใครอนุญาตให้นายเรียกชื่อนั้นไม่ทราบ”
“อ้าว ไม่งั้นจะให้เรียกว่าอะไร แจแจ หรือว่าจุงจี้”
“นี่นาย...”
“ฉัน...ยูโน” ไม่ทันที่แจจุงจะได้ฉะฝีปาก ยุนโฮก็พูดขัดขึ้นเสียก่อน “อันที่จริงชื่อยุนโฮ ยินดีที่ได้รู้จักนะ”
“ฉันไม่...”
“เมื่อกี้ บนเวทีน่ะ นายสุดยอดเลยรู้ไหม ทำฉันแทบก้าวขาไม่ออก”
แจจุงเลิกคิ้ว  ดวงตาสีดำกลมโตเบิกกว้างเมื่อได้ฟังถ้อยคำ
สองแง่สองง่ามนั่น ยุนโฮหัวเราะเบาๆกับปฏิกิริยาของหน้าสวย
“แต่ตรงนี้ เห็นนายใกล้ๆ...สวยกว่าบนเวทีซะอีก” พูดจบก็ยักคิ้วกวน ก่อนจะเดินผิวปากผ่านไปอย่างสบายอารมณ์ ทิ้งให้แจจุงยืนมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นไปด้วยความไม่เข้าใจ
เอาอีกแล้ว ความรู้สึกนี้...
เบื่อ อารมณ์เสีย หงุดหงิด รำคาญใจ
ยูโน-ยุนโฮ...
นายนี่มันมารชีวิตฉันจริงๆให้ตาย!

 

ความรัก ความโกรธ ความลุ่มหลง พลังงาน
ไม่เคยเห็นว่าจะเกี่ยวข้องกันตรงไหน อย่างไร
จนเมื่อได้รู้จักสิ่งนั้น
กระทั่งได้รู้จักกับเขาคนนี้...

 

To be continued...