Demon Authorized (Prologue)
posted on 06 Oct 2007 22:49 by bleaf-me in demon-authorized
Title: Demon Authorized
Author: b.leaf
Staring: Dong Bang Shin Gi (SM Entertainment) / OC : ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้เป็นเจ้าของตัวละครใดๆ ยกเว้นแต่บทบาทของพวกเขาเท่านั้น จึงขอขอบคุณบริษัทในวงเล็บเจ้าของลิขสิทธิ์ชื่อ สำหรับตัวละครที่มีชื่อปรากฏอยู่ในฟิคชั่นเรื่องนี้ด้วยค่ะ
Pairing: Yoonho/Jaejoong, Yoochun/Junsu
Genre: AU, Mystery, Thrillers, Horror
Rate: R (มีส่วนชี้นำจิตนาการไปในทางชั่ว ไม่เหมาะกับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี)
Warning: นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกเขียนขึ้นจากจินตนาการและความสนใจส่วนตัวของผู้แต่ง เพียงเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ไม่ได้เกิดขึ้น มีอยู่จริง หรืออ้างอิงจากตำราเล่มใด ทั้งนี้ผู้แต่งไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่จะลบหลู่ความเชื่อ หากผิดพลาดประการใดจึงขอน้อมรับความผิดไว้แต่เพียงผู้เดียว
- - -
Prologue
23 : 50 น.
ลมราตรีเงียบสงัด ภายในโรงละครเก่าแก่ของวิทยาลัยในยามนี้ว่างเปล่า มีเพียงเสียงฝีเท้าของใครคนหนึ่งดังสะท้อนอยู่ลำพัง
ร่างผอมเพรียวของหญิงสาวสวมแว่นยืนอยู่ใต้แสงรำไรของดวงไฟโคมระย้าซึ่งถูกเปิดเอาไว้เพียงไม่กี่ดวง แสงสีเหลืองนวลสว่างริบหรี่สร้างเงาดำขนาดใหญ่ สะท้อนภาพเงาของกิ่งไม้หงิกงอนอกบานหน้าต่างกำลังไหววูบไปมา
ในอ้อมแขนของหล่อนหอบเอกสารปึกใหญ่เอาไว้อย่างระมัดระวัง หลังจากเดินวนไปมาจนทั่วบริเวณ ในที่สุดก็หยุดยืนนิ่ง หล่อนขยับกรอบแว่นสายตากรอบหนา เพ่งพิจารณาเวทีกว้างขวางอันรกรุงด้วยอุปกรณ์ตกแต่งฉากที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ สลับกับภาพสเกตซ์ในมือ
สถาปัตยกรรมจำลองเหล่านี้เป็นไอเดียของหล่อน แม้จะยังไม่มีอะไรเสร็จสมบูรณ์ หากเค้าร่างที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าก็ทำให้ภาพในจินตนการน่าอภิรมย์เกินบรรยาย ริมฝีปากอวบอิ่มจึงคลี่ยิ้มพรายอย่างพึงใจในผลงาน
หงายข้อมือเล็กๆ ซึ่งประดับด้วยนาฬิกาสตรีสีทองคำขาวขึ้นเพื่อดูเวลา เมื่อพบว่ามันล่วงเลยไปจนเกือบขึ้นวันใหม่ หล่อนจึงแหงนศีรษะขึ้นมองสัญลักษณ์รูปกางเขนซึ่งถูดติดไว้เหนือเวที พึมพำขอพรเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนตัดสินใจปิดแฟ้มเอกสาร แล้วผละออกจากที่นี่
กุญแจเหล็กหน้าห้องเก็บของถูกลั่นลงกลอนอย่างแน่นหนา หล่อนถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อภารกิจสุดท้ายของวันเสร็จสิ้น เนื้อตัวที่ปวดเมื่อยไปทั่วสรรพางค์รวมถึงสมองอันตึงตื้อเรียกร้องการพักผ่อนมากกว่าสิ่งอื่นใด
ไวกว่าความคิดที่จะหันหลังกลับ เสี้ยววินาทีเดียวที่เปลือกตาหนักอึ้งปิดลงชั่วคราวเพื่อผ่อนคลาย หญิงสาวกลับรู้สึกถึงเงาดำทะมึนที่เคลื่อนไหวอยู่เบื้องหลัง
หล่อนตกใจจนล้มลง แผ่นกระดาษซึ่งเคยหอบไว้ปลิวว่อน
ใครน่ะ!
เป็นอย่างที่หล่อนภาวนา ไม่มีสัญญาณของใครอื่น นอกจากกิ่งไม้บิดเบี้ยวที่สะกิดกระจกหน้าต่างจนเกิดเสียง
ในโพรงอกรู้สึกว่างโหวง ความเย็นเยียบแล่นพล่านไปทั่วกาย
ไม่รอช้า สองมือสั่นเทารีบควานเก็บเอกสารเข้าแฟ้ม ก่อนผุดลุกขึ้นโดยเร็ว แล้วเริ่มออกวิ่งด้วยก้อนเนื้อในอกสะท้อนกระหน่ำรุนแรง
แต่ก่อนที่ท่อนขาไร้เรี่ยวแรงจะพาร่างกายของหล่อนไปได้ไกลกว่านั้น...
ทันใด ลมที่เคยเงียบสงบจู่ๆ ก็พัดกรรโชกแรง พาให้เปลวเทียนจากเชิงเทียนทองคำตามแนวเสาดับวูบลง เสียงหวีดกรูผ่านทางประตูซุ้มโค้งขนาดใหญ่มหึมาจนกระแทกปิด
ครืน !
เสียงมันลั่นสนั่นราวฟ้ากัมปนาท
ประตูปิดตัวเองลง ขังหล่อนไว้กับบางสิ่งที่น่าพรั่นพรึง !
เสียงกระซิบแห้งผากอันจับความไม่ได้ดังแหวกริ้วลมขึ้นเบื้องหลัง มันดังอยู่รอบๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ ทุกขณะ
ร่างบางพยายามถดกายหนี น้ำตาไหลอาบใบหน้า หล่อนอยากกรีดร้องขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีสุ้มเสียงใดสามารถเค้นให้เล็ดรอดผ่านจากริมฝีปากสั่นริก
ขณะกำลังคลานสี่ขา สอดส่ายสายตาหาที่หลบซ่อน บนกระจกสีสไตล์โกธิคโบราณของโรงละครนับร้อยบาน หล่อนเห็นมัน
สิ่งนั้น จับจ้องดวงตาดำสนิทมาที่หล่อน
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
เสียงกรีดร้องโหยหวน เงาดำกระโจนเข้ามาพร้อมเสียงคำรามเหมือนเสียงของสัตว์ร้าย
โลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็น
ไม้กางเขนบนกำแพงสูงของโรงละคร ห้อยกลับหัวในบัดดล !
รุ่งเช้า ประตูไม้แกะสลักสีน้ำตาลแดงบานมหึมาของโรงละครถูกผลักให้เปิดออกอีกครั้ง หลังจากแม่กุญแจประกอบโลหะถูกสะเดาะออกด้วยลูกกุญแจทรงโบราณ ด้วยน้ำหนักของมันมีมหาศาล ชายชราวัยเจ็ดสิบจึงจำต้องใช้แรงทั้งตัวโถมดันเพื่อทำให้มันขยับ
ภารโรงเฒ่าเดินลากขาเข้ามาพร้อมกับอุปกรณ์ทำความสะอาด ใบหน้าเหี่ยวโทรมส่ายระอายามพบว่า บนพื้นหินอ่อนที่เคยสะอาดสะอ้านกลับมีเศษกระดาษกลาดเกลื่อน
คงจะเป็นนักศึกษาปีสามของชมรมละครเวทีอีกตามเคย พวกเขามักละเลยความขลัง และคุณค่าของโรงละครอายุนับร้อยๆ ปีแห่งนี้เสมอ
เขาถอนใจ ทำเสียงฮึดฮัดในลำคออย่างไม่สบอารมณ์นัก
ระหว่างเพ่งสายตาอันฝ้าฟางเล็งหาลูกกุญแจดอกหนึ่งของจากอีกเป็นกอบกำในมือ ภารโรงเฒ่าก็จำต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อรู้สึกถึงของเหลวบางอย่างหยดลงกระทบศีรษะ มันค่อนข้างอุ่น ทั้งยังเหนียวเหนอะ
และหากนาสิกประสาทของเขายังไม่ฟั่นเฟือนไปเหมือนประสาทตา กลิ่นของมันก็ช่างคาวคละคลุ้งเหมือนกลิ่นซากสัตว์
มือที่ปูดโปนไปด้วยข้อกระดูกค่อยๆ ยกขึ้นสัมผัสผิวหน้าตัวเองช้าๆ ด้วยหัวใจที่กำลังเต้นไม่เป็นส่ำ เขารวบรวมความกล้า ก่อนตัดสินใจเงยหน้าขึ้นมองเบื้องบน
สิ่งที่เห็นทำให้ภารโรงเฒ่าแทบลืมหายใจ
สูงขึ้นไปเกือบติดยอดหลังคา ร่างของหญิงสาวโชกเลือดถูกตรึงเอาไว้กับไม้กางเขนในลักษณะห้อยกลับหัว ดวงหน้าขาวซีดเผือดจนเห็นรอยเส้นเลือดเขียวปูด
ที่สำคัญ...ดวงตาของหล่อนถูกควักหายไปทั้งสองข้าง !
To be continued...
