Can I Love You? (Intro)
posted on 27 Jan 2008 19:32 by bleaf-me in can-i-love-you
Title: CAN I LOVE YOU?
Author: b.leaf
Paring: Yunjae, Yoosu (Implied Minsu)
Genre: AU, Romance, Drama, Angst
Rate: PG-13
- บทนำ -
รถยนต์เกรดมาตรฐานพนักงานซึ่งดูสวยด้วยราคาประหยัดค่อยๆ ชะลอความเร็วจนในที่สุดก็เทียบเข้ากับฟุตบาธหน้าบ้านหลังขนาดมหึมาสไตล์ตะวันตกหลังหนึ่ง พื้นรองเท้าส้นสูงของร่างบางในรถก้าวนำมาก่อน ตามด้วยใบหน้าหวาน เธอแย้มริมฝีปากซึ่งฉาบด้วยลิปสติกสีอ่อน ก่อนจะกล่าวขอบคุณสารถีจำเป็นเมื่ออีกฝ่ายกดกระจกหน้าต่างรถให้เลื่อนเปิด
“ขอบคุณมากนะคะ ยุนโฮ” เธอกล่าว พลางเสยเส้นผมยาวสลวยสีน้ำตาลอ่อนไปด้านหลัง “กลับบ้านดีๆ นะคะ แล้วเจอกัน”
ชายหนุ่มในรถโค้งตอบน้อยๆ มอบรอยยิ้มเรียบง่ายให้กับหญิงสาว
ใบหน้าหวานมองตามจนรถยนต์สีบลอนซ์เงินคันนั้นเคลื่อนหายลับไป โดยที่เธอไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอยิ้มอยู่กับตัวเองเหมือนคนบ้า
ยิ้มให้กับ จองยุนโฮ ผู้ชายที่แสนอ่อนโยน
เสียงกลอนประตูลั่น ก่อนที่บานประตูสีครีมจะถูกผลักให้เปิดออก ร่างสูงถอนหายใจเอื่อยๆ อย่างเหนื่อยล้า พลางควานมือสะเปะสะปะหาสวิตช์ไฟแล้วกดเปิดมันอย่างแม่นยำ แสงไฟจากหลอดไฟสีเหลืองนวลฉายให้เห็นบริเวณอพาร์ตเม้นต์ขนาดย่อมที่ไม่หรูหรา ทว่าให้ความรู้สึกอบอุ่น ชายหนุ่มมองไปรอบๆ สถานที่ซึ่งเขาอาศัยอยู่เพียงลำพังนี้มาเป็นเวลาเกือบหกปีด้วยรอยยิ้มจาง
“กลับมาแล้ว”
สำหรับยุนโฮ ชีวิตของเขาไม่มีอะไรฟู่ฟ่า ไม่เกินความจำเป็น แม้ว่าโอกาสในการใฝ่หาทุกสิ่งอย่างที่ว่ามานั้นมีพร้อมสำหรับเขาก็จริง แต่เขากลับไม่เคยตามไล่ไขว่คว้ามัน
เขาถอดเสื้อสูทพาดไว้กับโซฟากลางห้อง พับแขนเสื้อเชิ้ตสีอ่อนที่สวมอยู่ขึ้นลวกๆ ปลดเน็คไทให้หลวม ก่อนจะหันไปให้ความสนใจกับต้นไม้ในกระถางเล็กๆ ที่ระเบียง
ไม่มีอะไรหรูหรา...และการดำเนินชีวิตในทุกๆ วันเวลา ทุกวินาที แทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย
เขาได้ยินเสียงรัวประตูหน้าห้องดังขัดจังหวะ ยุนโฮชำเลืองสายตามองครุ่นคิดอย่างแปลกใจ เขาวางสเปรย์ฉีดน้ำที่ใช้รถน้ำต้นไม้ซึ่งวางเรียงรายไว้อย่างพิถีพิถันตามแนวระเบียงบ้านลงใกล้กับตู้ปลา
ในขณะที่เขากำลังใช้ผ้าเช็ดมือทำความสะอาดมือของตน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอีกระรอกราวกับจะเร่ง ทำให้เขาต้องขานกลับออกไปอย่างสุภาพ แม้ในใจจะนึกกร่นด่าความไร้มารยาทของผู้มาเยือนก็ตาม
“สักครู่นะครับ กำลังจะไป”
ทันทีที่บานประตูเปิดต้อนรับ ใบหน้าและดวงตาที่แสนคุ้นใต้กรอบแว่นกันแดดสีชาของผู้มาเยือนก็ทำเอาเจ้าของบ้านแทบสำลักด้วยความคิดไม่ถึง ทว่าความยินดีที่แล่นปราดเข้ามากลับทำให้ลืมความรู้สึกหงุดหงิดใจเมื่อครู่ไปจนสิ้น
ทำไมถึงคิดไม่ออก
ใครเสียอีกเล่าจะไร้มารยาทได้เท่านายคนนี้
ยุนโฮโผเข้าสวมกอดร่างตรงหน้าแน่น
“ปาร์คยูชอน!”
“กำลังคิดจะพังประตูเข้าไป ถ้านายมาเปิดช้ากว่านี้”
“กลับมาจากอเมริกาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมฉันไม่เห็นรู้เรื่อง?”
ถ้วยกาแฟร้อนๆ ถูกวางลบนโต๊ะรับแขกหน้าโซฟาตัวใหญ่ หนุ่มหล่อมาดผู้ดีซึ่งกำลังนั่งไขว่ห้างสบายๆ อยู่บนโซฟารับมันมาจิบเพียงน้อยนิด ก่อนจะตอบคำถามเพื่อนซี้ที่ไม่ได้เจอกันมานาน
“สองสามวันนี้เอง ที่สำคัญ มันก็ไม่ใช่ความผิดของฉันสักหน่อยที่ติดต่อนายไม่ได้น่ะยุนโฮ กว่าจะหาที่อยู่นายเจอก็เล่นเอาหัวฟูอย่างที่เห็น” ยูชอนแขวะ ไม่วายลูบผมที่ไม่เห็นจะดูแย่ดังที่ว่าของตัวเองปอย
ยุนโฮหัวเราะลงคอให้กับความไม่เคยเปลี่ยนแปลงของเพื่อนรัก ยูชอนยังคงพูดจารวบรัด ตรงไปตรงมา แถมยังเป็นคนหัวสมัยใหม่เสียจนผู้ใหญ่บางคนรับเขาไม่ค่อยจะได้ แต่นี่แหละคือยูชอน เพื่อนที่สนิทที่สุดของเขาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม
จองยุนโฮ กับ ปาร์คยูชอน คู่ซี้ที่ดูคล้ายว่าจะเหมือนกัน แต่ก็ไม่มีอะไรเหมือนกัน
ยูชอน บุตรชายคนโตของบ้านตระกูลปาร์คผู้มั่งคั่ง ครอบครัวของเขาทำธุรกิจเดินเรือสินค้าอันเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางไปทั่วโลก ชื่อเสียงเรียงนามของยูชอนเองก็เช่นกัน ถึงแม้จะห่างหายจากบ้านเกิดเมืองนอนไปหลายปี ทว่าหน้าของเขาก็ยังคงปรากฏอยู่เป็นประจำในคอลัมน์หนังสือพิมพ์ซุบซิบแวดวงไฮโซ ส่วนยุนโฮ บุตรชายคนโตบ้านตระกูลจอง ตระกูลซึ่งทำงานรับใช้ราชการมารุ่นต่อรุ่นจนเป็นที่นับหน้าถือตาในจังหวัดเล็กๆ ฐานะปานกลางสมถะ ไม่ร่ำรวยแต่ก็ไม่ขัดสน
ตั้งแต่เรียนจบมัธยมปลาย ยูชอนผู้ซึ่งเป็นนักเรียนผลการเรียนดีเด่นอันดับหนึ่ง สละทุนมหาวิทยาลัยชื่อดังในฝันของหลายๆ คนในประเทศ เพื่อบินไปเรียนต่อ ณ อีกซีกหนึ่งของโลกในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ ส่วนยุนโฮ นักเรียนผลการเรียนดีเด่นอันดับสอง รับทุนเข้าเรียนในสาขาวิชาการตลาดจากโควต้าที่โรงเรียนหยิบยื่นให้
ยูชอนรักความก้าวหน้า เขาไม่เคยหยุดอยู่กับที่ แม้ว่าตลอดชีวิตของเขาก็แทบจะไม่ต้องดิ้นรนอะไร ด้วยทั้งฐานะและชาติตระกูลที่ใครต่อใครก็ต้องอิจฉา ยูชอนมีพร้อมทุกอย่างแต่ยังไม่เคยพอ ผิดกับยุนโฮที่เป็นผู้ชายธรรมดา ถ่อมตน ไม่ชอบการแข่งขัน แต่ก็เป็นที่รักของเหล่าครูบาอาจารย์และผู้ใหญ่ตั้งแต่สมัยเรียน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเพื่อนรักคู่นี้จะมีวิถีชีวิตที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่มีใครที่จะเข้าใจและยอมรับกันได้มากไปกว่านี้
“แล้วตอนนี้ทำอะไรอยู่ สบายดีหรือไง?” ยูชอนเริ่มบทสนทนาขึ้นมาห้วนๆ ตามสไตล์ หลังจากที่เห็นว่าต่างฝ่ายต่างมีเรื่องราวที่อยากรู้อยากเล่ามากมาย แต่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มจากตรงไหน
“สบายดี เหมือนที่บอกนายเมื่อสัก...” ยุนโฮหยุดคิด “ห้าหรือหกปีได้ไหม?”
“หกปี” ยูชอนช่วยต่อให้
“ใช่ หกปี ฉันยังทำงานที่เดิม แผนกเดิม แต่ตอนนี้เลื่อนขึ้นมาเป็นผู้จัดการฝ่ายแล้ว”
ยุนโฮตอบด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ทันทีที่เห็นยูชอนส่ายหน้าอย่างเอือมระอาใจ เขารู้ว่ายูชอนกำลังจะพูดอะไรต่อจากนี้
“ไอ้ดักดานเอ้ย” ยูชอนกวาดตามองสำรวจไปรอบๆ สถานที่ซึ่งถูกตกแต่งอย่างเรียบง่ายแห่งนี้ด้วยสีหน้าดูแคลน
“ฉันมีความสุขดี” ยุนโฮยิ้มพูด แววตาเป็นประกาย เขาดูมีความสุขเกินกว่าสิ่งที่เขามีอยู่ในสายตายูชอน “อพาร์ตเม้นต์นี่เป็นของฉันนะ ไม่ได้เช่าเขาอยู่ ตอนนี้ฉันก็มีเงินพอที่จะส่งจีเฮเรียน เลี้ยงพ่อแม่ ซื้อรถ แค่นี้ก็พอแล้ว”
“นั่นก็เพราะว่านายประหยัด ไม่ใช่เพราะเงินเดือนเหลือกิน”
“ฉันมีความสุขดีแล้ว จริงๆ นะ”
“เหรอ” ยูชอนลากเสียงยานคาง “น่าอิจฉาจริงโว้ย”
ยุนโฮหัวเราะ ไม่ถือสากับความช่างประชดประชันของยูชอน เขารู้จักเพื่อนคนนี้ดีจนรู้ว่าที่ยูชอนพูดก็เพราะเป็นห่วง จึงไม่คิดถือสาหาความ
“ว่าแต่ฉัน แล้วนายล่ะ ได้งานหรือยัง ดร.ปาร์ค?” ยุนโฮเปลี่ยนเรื่องบ้าง เมื่อเห็นว่ายูชอนเริ่มทำหน้าไม่สบอารมณ์กับชีวิตอันราบเรียบของเขาเท่าไรนัก
สรรพนามที่ใช้เรียกเขาทำให้ยูชอนหัวเราะหยันๆ ไม่ได้หยันใครที่ไหนเลย หยันชะตากรรมตัวเองนี่แหละ
“นายเคยได้ยินที่เขาว่าความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดไหมวะ?”
ยุนโฮพยักหน้า
“ก็นั่นล่ะ เพิ่งไปสอบสัมภาษณ์ที่ตลาดหลักทรัพย์มา บอกว่ารอการติดต่อกลับสักเดือนสองเดือน พูดแบบไม่เป็นห่วงเลยว่าระหว่างนั้นฉันที่เอาที่ไหนแดก”
บากบั่นเรียนจนจบปริญญาสาขาเศรษฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยบอสตันแท้ๆ แต่กลับต้องมาเดินเตะฝุ่น ใบหน้าบอกบุญไม่รับของยูชอนเล่นเอายุนโฮหัวเราะลั่น พลางตบบ่าเพื่อนไปสามทีแรงๆ แทนคำปลอบใจ
“เฮ้ย อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ ทั้งรวยทั้งเก่งอย่างนาย ไม่เห็นจำเป็นต้องคิดมากเรื่องพวกนี้เลยนี่”
“ก็ฉันไม่อยากกลับไปช่วยงานพ่อนี่หว่า แล้วที่สำคัญก็ไม่อยากอยู่เฉยๆ ด้วย”
“แล้วจะเอายังไงต่อไป”
ยูชอนนิ่งไปสักพัก เขาสูดหายใจยาวเหยียดแบบจนปัญญา แต่ก็กลับนึกอะไรขึ้นมาได้ “เออ แต่ระหว่างนี้ถูกเชิญไปเป็นคุณครูว่ะ”
“หืม คุณครู?”
“เออ ครูสอนเด็กน้อย” ด็อกเตอร์หนุ่มว่า พลางทำเต้นเพลงหมีประกอบ
ยุนโฮหัวเราะออกมาอีกชุดใหญ่ “แล้วนายจะทำหรือวะ นายเนี่ยนะเป็นครู?”
“ทำสิวะ เป็นนายจะไม่ทำหรือไง ลูกมหาเศรษฐีเชียวนะโว้ย ให้เงินดีแบบที่ชาตินี้ฉันก็คงหาไม่ได้จากงานไหนแล้ว” ยูชอนลดมือที่ค้างอยู่เหนือศีรษะหลังจากเต้นเพลงหมีจนหนำใจแล้ว หันกลับมาพูดสีหน้าจริงจัง “เห็นว่าเป็นลูกชายคนเล็กตระกูลคิม ผู้ดีเก่า กำลังจะเอนทรานส์อยู่อีกไม่กี่เดือนนี้แล้ว”
“ก็เลยจ้างดร.ปาร์คไปสอนสินะ”
“ใช่ เขาอยากให้ลูกชายเรียนเศรษฐศาสตร์ อยาก...จนเว่อร์” หนุ่มหล่อนักเรียนนอกบ่นแกมแดกดัน เมื่อนึกถึงน้ำเสียงของคุณนายคิมที่เพิ่งโทรศัพท์ติดต่อทาบทามเขาไปเป็นคุณครูพิเศษให้ลูกชายคนเล็กเมื่อวันก่อน
ยุนโฮพยักหน้าอ้าปากหวอเมื่อถึงบางอ้อ แต่ก็ไม่วายมองหน้ายูชอนอย่างไม่ไว้ใจเพื่อนเท่าไรนัก จนยูชอนอดไม่ได้ที่จะถามแสกหน้าเพื่อนรักไปด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“ทำไมวะ นายคิดว่าฉันสอนไม่ได้หรือไง?”
“เปล่า” ยุนโฮตอบเสียงสูง “ฉันแค่กำลังคิดว่า แค่พูดให้ช้านายยังทำไม่ได้เลย นายจะไปสอนหนังสือใครรู้เรื่องวะ”
“เป็นคำพูดให้กำลังใจที่ทำให้ฉันซาบซึ้งจริงๆ”
ยูชอนประชด แต่ก็หลุดหัวเราะตามออกมา นานแล้วที่ไม่ได้นั่งประจันหน้าพูดคุยกับยุนโฮ นานแล้วที่ไม่ได้ยินเสียงหัวเราะ หรือแม้แต่รับรู้ว่าเพื่อนรักคนนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร จากเด็กผู้ชายมาดนักกีฬาธรรมดาๆ จนกลายเป็นยุนโฮประธานชมรมฮัพกิโด ยุนโฮหัวหน้าห้องเอ ยุนโฮที่ได้รับเลือกเป็นประธานสภานักเรียนเมื่อเรียนปีสาม
ยุนโฮคนธรรมดาๆ ที่ใครหลายๆ คนต่างยอมรับในความธรรมดาที่แสนล้ำเลิศของเขา
“นายเปลี่ยนไปนะ หล่อขึ้นหรือเปล่า” ยูชอนพูดออกมาอย่างที่คิด “เมื่อก่อนนี้ดำจนเห็นแต่ตากับฟัน”
“นายก็หล่อขึ้นเหมือนกันล่ะน่า เมื่อก่อนก็แทบหาตาหาจมูกไม่เจอ มันเละรวมกันไปหมด” ทางนี้ตอบปัดๆ แต่อีกฝ่ายยังไม่ลดละแถมพยายามคาดคั้น
“อย่ามาทำเป็นแค่หลอกด่าแล้วจากไป ฉันว่านายดูมีชีวิตชีวาขึ้นนะ บอกไม่ถูกว่ะ อินเลิฟหรือไง?”
สิ้นคำ ยุนโฮเพียงแค่ยิ้มออกมาเรียบๆ เขาเสใบหน้าออกไปนอกประตูกระจกบานใหญ่ที่ทอดไปยังระเบียงสีขาว ซึ่งถูกตกแต่งไว้ด้วยสีเขียวของต้นไม้ ใบหน้าสะสวยและสุ้มเสียงหวานนุ่มของหญิงสาว จู่ๆ ก็ผุดขึ้นมาในห้วงความคิด
“เปล่านี่ ฉันกำลังมีความสุขมากๆ ต่างหาก”
“คุณตอบไม่ตรงคำถามครับมิสเตอร์จอง”
ใบหน้าที่ดูเคร่งเครียดผิดจากเรื่องที่กำลังเป็นประเด็นสนทนาอยู่ในตอนนี้ของยูชอน ทำให้ยุนโฮอดหัวเราะลงคอเบาๆ ไม่ได้ เขาไม่สู้สายตาเพื่อน ก้มลงมองมือตัวเองเหม่อๆ
“ฉันกำลังจะหมั้นอีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้าแล้ว เชิญนายเลยแล้วกันนะเพื่อน”
“อะไรนะ หมั้นงั้นหรือ?” ยูชอนตาเหลือก ถามย้ำอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง ถ้าจำไม่ผิดปีนี้อายุยูชอนก็จะย่างเข้ายี่สิบเจ็ด และแน่นอนว่ายุนโฮซึ่งแก่เดือนกว่าเขาไม่เท่าไรก็จะต้องยี่สิบเจ็ดด้วย “นายจะรีบหมั้นไปไหนวะ แล้วจะหมั้นกับใคร อย่าบอกนะว่าเป็นยัยบ้าทะเลเดือดจียองนั่น” ยูชอนรีบพูดจนลิ้นพันกันมั่ว เขากำลังเอ่ยพาดพิงถึงจียอง สาวหน้าสวยแต่แสนห้าวที่เคยคบกับยุนโฮสมัยเรียน
“ไม่ใช่สักหน่อย ฉันกับจียองเลิกกันมาชาติเศษแล้ว” ยุนโฮพูดถึงวันเก่าๆ โดยยังไม่ทิ้งรอยยิ้มออกไปจากใบหน้าหล่อเหลา “คนนี้ชื่อยองเอ”
“ยองเอ สวยหรือเปล่าวะ?” ถึงตรงนี้ สีหน้ายูชอนก็ดูจะหายเครียดขึ้นมาขนัดตา ร่างสูงเหยียดขึ้นมานั่งตรงๆ พลางจ้องหน้าเพื่อนซี้ค้นหาคำตอบ “แล้วเจอกันได้ยังไง?”
“เจอกันตอนดูตัวน่ะ”
“หา! ดูตัว!?”
โรคจิตแน่แล้ว...ยุนโฮต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ...
ยูชอนถึงกับเอาฝ่ามือตบหน้าผากตัวเองไปที พร้อมกับอุทานอย่างหัวเสีย พิธีคลุมถุงชนโบราณคร่ำครึอย่างนี้เขาเกลียดชะมัด จึงได้รู้สึกผิดหวังแรงๆ เมื่อรู้ว่าเพื่อนรักของตัวเองก็คล้อยตามธรรมเนียมปัญญาอ่อนที่ทางบ้านยัดเยียดให้ด้วย
“เขามายัดเยียดให้ นายก็รับงั้นสิ นายนี่มัน...นะ...พ่อแม่สั่งให้ไปตายก็ไปใช่ไหมฮะ?”
“เขาไม่ได้บังคับฉันเลยนะยูชอน อย่าเข้าใจผิดสิ ยองเอน่ะ เธอดีจะตายไป” ยุนโฮแก้ตัวแทนทางบ้าน แต่ก็ดูจะไม่ช่วยให้ยูชอนหายผิดหวังเลยสักนิด เพราะยูชอนรู้ดีว่าบ้านตระกูลจองเลี้ยงลูกเข้มงวดแค่ไหน หัวโบราณก็เท่านั้น
“เธอดีงั้นหรือวะ นายจะแต่งงานกับใครสักคนแค่เพราะเธอดีหรือวะ นายไม่จำเป็นต้องรักเธอหรือไง?”
ยุนโฮไม่ตอบ เขาแค่ยิ้ม ยิ้มอย่างอ่อนโยนและเข้าใจ ซึ่งยูชอนคิดว่ามันเป็นรอยยิ้มอ่อนโยนที่ชวนโมโหที่สุดในโลก
“ไอ้ยุนโฮ ไอ้โง่ ไอ้ประสาทเสีย”
“เอาน่ะ เอาเป็นว่าฉันชอบเธอตั้งแต่แรกเห็น และตอนนี้เราก็รักกัน”
“ไม่จริง” ยูชอนขยับกรอบแว่นตาสีชานั้น พลางส่ายหน้า “ฉันไม่เชื่อ คนอย่างนายนี่นะจะชอบใครตั้งแต่แรกเห็น จำได้ว่าครั้งแรกที่เราเจอกันยังเขม่นกันแทบตาย”
“นั่นนายต่างหากที่เขม่น ฉันไม่ได้เขม่นด้วยนี่ ไม่รู้ล่ะ ให้ตายนายก็ต้องเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้ฉัน”
ถึงแม้สิ่งที่ได้ยินจะยังขัดกับความคิดของยูชอน เขาไม่มีทางเชื่อหรอกว่าชายหญิงที่รู้จักกันได้ด้วยการดูตัวจะรักกันได้ ทว่าใบหน้ายามที่ยุนโฮพูดถึงว่าที่เจ้าสาวนาม ลียองเอ ก็ดูมีความสุขเสียจนไม่อยากจะขัดขวาง
ยูชอนได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ บ่นกระปอดกระแปดต่อไปอย่างเสียไม่ได้ เพราะสีหน้าเพ้อๆ ของเพื่อนรักในยามนี้มันทำให้อ่อนใจ
“เออ ไม่ไปก็น่าเกลียดใช่ไหมล่ะ”
To be continued...
