Demon Authorized (20)
posted on 19 Oct 2009 12:39 by bleaf-me in demon-authorized
Title: Demon Authorized
Author: b.leaf
Staring: Dong Bang Shin Gi (SM Entertainment) / (C) b.leaf's Original Characters
Pairing: Yoonho/Jaejoong, Yoochun/Junsu
Genre: AU, Mystery, Thrillers, Horror ; !Against religion & beliefs (Christian Beware)
Rate: R
Warning: นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกเขียนขึ้นจากความพึงพอใจส่วนบุคคล และไม่มีเจตนาจะกล่าวพาดพิง กระทบกระทั่ง กลุ่มคนหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งทั้งสิ้น เนื้อหาเกี่ยวเนื่องถึงความสัมพันธ์แบบชายรักชาย ชื่อบุคคลหรือสถานที่หลายอย่างที่อ้างถึงเขียนขึ้นจากจินตนาการและอาจไม่มีอยู่จริง หากการอ่านนิยายเรื่องนี้ทำให้ท่านรู้สึกตะขิดตะข่วง ลำบากใจ ลำบากกาย ถือเป็นความทรมาน รับไม่ได้ ไม่ชอบ ขอความกรุณาปิดหน้านี้ลงอย่างสันติ ขอบคุณมากๆที่เข้ามาเยี่ยมเยียนบล็อกนี้ค่ะ ^^
- - -
20.
กริ่งโทรศัพท์ดังอยู่เกือบสิบกริ่ง กระทั่งฝ่ามือผ่ายผอมของหญิงสาวเอื้อมรับ
“ฮัลโหล”
“ฮัลโหล โซลกี”
“ใครน่ะ”
“ฉันเอง ยุนโฮ”
“....................”
“ฉันได้เบอร์นี้มาจากรุ่นน้องน่ะ ขอโทษนะที่ไม่ได้ขอจากเธอเอง”
“...ม..ไม่เป็นไร”
“ไม่เห็นเธอที่โรงละครนานแล้วนะ ไม่สบายหรือเปล่า”
“....................”
“โซลกี?”
“เปล่า ฉันสบายดี”
“ตอนนี้เธออยู่ที่ไหนหรือ”
“ที่หอน่ะ”
“หอหรือ ถ้าอย่างนั้น เธอคงมีเหตุผลดีๆ ใช่ไหม...ที่จู่ๆ ก็ทิ้งงานไป”
“....................”
“โซลกี ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าเธอกำลังมีปัญหาอะไรอยู่หรือเปล่า แต่ถ้ามันเกี่ยวกับกองละคร หรือเธออาจไม่อยากร่วมงานกับฉันแล้ว ได้โปรดบอกกันตรงๆ อย่าทิ้งน้องทิ้งงานไปแบบนี้ ฉันอยากให้เธอช่วยนึกถึงคนอื่นหน่อย เธออาจมีปัญหาของตัวเองอยู่ ข้อนี้ฉันเข้าใจ ใครๆ ก็มีปัญหากันทั้งนั้น แต่การมองเห็นแต่ตัวเอง เธอรู้ใช่ไหม ว่าบางทีมันก็ทำให้เธอมองข้ามคนอื่นๆ ไปหมด”
“....................”
“ขอโทษที่ต้องพูดนะ ฉันรู้ว่ามันหยาบคาย ฉันเสียใจจริงๆ ที่ผ่านมาฉันเองก็ผิดที่อ่อนแอเกินไป ทุกอย่างเลยเละเทะไปหมด ยังไงเพื่อรักษาระบบไว้ อยากให้เธอเข้าใจฉันนะว่ามันจำเป็น”
“....................”
“โซลกี ฮัลโหล”
“ฉันฟังอยู่”
“นั่นเธอร้องไห้หรือ”
“...เปล่า...ป..เปล่าจ้ะ...”
“อืม ถ้างั้น...หวังว่าพรุ่งนี้จะเจอเธอนะ”
เธอเงี่ยหูฟังเสียงสัญญาณราวกับเป็นดนตรีที่แสนไพเราะ พยายามไม่ใส่ใจหยาดน้ำตาที่ไหลอาบหน้า ห้องทั้งห้องมืดทึม หน้าต่างทุกบานถูกผ้าม่านสีทึบบดบังไว้จนหมด เธอไม่เห็นแสงอาทิตย์ เธอไม่รู้เลยว่าขณะนี้เวลาเท่าไหร่หรือแม้แต่วันนี้วันอะไร
เพราะพระอาทิตย์ไม่อาจมองเห็นเธอ
แอนนาเบลล์ตายแล้ว
หนูแฮมสเตอร์ของเธอตายแล้ว มันนอนแน่นิ่งอยู่ในกรง ศพเริ่มแข็งและส่งกลิ่นเหม็น มันตายเพราะขาดน้ำขาดอาหาร หากนั่นไม่ใช่เหตุผลที่เธอร้องไห้
โซลกีแผ่หงายฝ่ามือทั้งสองลงบนโต๊ะ โลหิตที่ไหลซึมจากบาดแผลเหวอะหวะนี่ต่างหากคือเหตุผล เมื่อสัปดาห์ก่อนมันยังเป็นเพียงรอยช้ำ ทว่าทันทีที่เธอวางแผนจะกำจัดมันด้วยทุกหนทางที่พอนึกได้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็พลันเลวร้ายยิ่งขึ้นกว่าเดิม
เธอทานอะไรไม่ลง แม้จะพยายามทานเข้าไป หากกระเพาะไม่เคยฟังคำสั่งรังแต่จะหาทางขย้อนมันออกมา จิตใจเธอห่อเหี่ยว ไร้สิ้นเรี่ยวแรง สติเลื่อนลอย และเธอรู้ตัวดีว่าร่างกายคงไม่อาจรับไหวอีกต่อไป ตอนนั้นเองที่พลังบางอย่างค่อยๆ คืบกรายเข้าครอบงำเธอ สิ่งที่มองไม่เห็น หากเธอสัมผัสได้ถึงความชั่วร้าย
เธอมักพบว่าตนเองกำลังเค้นฝ่ามือ จิกปลายเล็บซึ่งไว้จนยาวของตนลงในเนื้อ ทำอย่างนั้นซ้ำๆ และเธอหยุดมันไม่ได้ เธอมองเห็นภาพหลอน เธอได้ยินเสียงเรียก
ฮันโซลกี ฮันโซลกี ฮันโซลกี
เธอกำมือแน่น ก่อนจะได้ยินเสียงเล็บหักคาอุ้งมือ แรงดันในกายฉีดเลือดพุ่งกระฉูด เธอกรีดร้อง พยายามถดกายหลบเร้นให้พ้นจากการติดตาม
ท่ามกลางเงารูปร่างประหลาดที่ลอยพาดผ่านฝาผนัง
* * *
ทุกสิ่งที่แวดล้อมบริเวณแลดูเล็กลงขนัดตาเมื่อเทียบเคียงกับความโอ่อ่าของหอสมุดวิทยาลัยศิลปะอิเดนเบิร์ชอันลือลั่น ไม่เพียงแค่เศษอิฐหินปูนทรายซึ่งประกอบกันขึ้นมาเป็นวิทยาลัยศิลป์อันดับหนึ่งของประเทศ หากทุกสิ่งอย่างเบื้องใต้ชื่อเสียงเกรียงไกรของวิทยาลัยแห่งนี้ล้วนถูกบดขยี้จนกลายเป็นของเล็กจ้อย ไม่เว้นแม้แต่นักศึกษาตาดำๆ
ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่พ้นผ่าน โลกเราได้ตระหนักถึงความจริงอันแสนเศร้า ความจริงที่ว่ามนุษย์เราใช้เวลาเกือบยี่สิบปีหมดไปกับการชิงดีชิงเด่นในสถานศึกษา กว่าค่อนชีวิตที่ใช้ความรู้ผนวกสติปัญญาเพื่อการฆ่าฟันกันและกัน แล้วเรียนรู้ที่จะเหยียบหัวคนอื่นเพื่อก้าวขึ้นไปสู่ความสำเร็จ สิ่งเหล่านี้อาจเป็นส่วนหนึ่งซึ่งหลอมเราให้ค่อยๆ กลายเป็นปีศาจ
โลกเคยเห็นผู้คนเหล่านี้ ร่ำเรียน แข่งขัน หักหลัง จนกระทั่งเรียนจบสูงๆ หากจนแล้วจนรอดพวกเขาก็ยังเป็นแค่ไอ้งั่ง เป็นพ่อแม่ที่ห่วยแตก เป็นฆาตกรที่มีใบประกอบโรคศิลป์ เป็นพวกโกงกินชาติ ภาพร่างแห่งอนาคตที่ประเทศนี้วาดฝันเอาไว้มันบิดเบี้ยวไปหมด ทำให้อดไตร่ตรองให้หนักอีกครั้งไม่ได้ว่าระบบการศึกษามีช่องโหว่ หรือช่องโหว่นั้นแทรกซึมอยู่ภายในจิตใจของเรา...สิ้นไร้ทางเยียวยา
ขณะก้าวลงบันไดหินสีควันบุหรี่ด้านหน้าหอสมุดกลาง ลีเฮจินก้มดูตารางเรียนช่วงบ่ายของวันนี้ บ่ายโมงเขามีเรียนภาษาญี่ปุ่นพื้นฐาน ต่อด้วยวัฒนธรรมกรีกโบราณ และไวยากรณ์ภาษาฮิบรู เมื่อครุ่นคิดถึงสิ่งที่จะต้องทำต่อไปเรียบร้อย เด็กหนุ่มเก็บกระดาษแผ่นนั้นกลับใส่กระเป๋า
ทันใดนั้นเองที่จู่ๆ สายลมพลันพัดบางอย่างมาเข้าหู
“כמה זמן אתה חושב שאנחנו יכולים לכסות את העניינים ?” (นายคิดว่าเราจะปิดเรื่องนี้ไว้ได้อีกนานแค่ไหน)
เฮจินชักฝีเท้า เสียงนุ่มทุ้มนั้นเอ่ยคลอกับเสียงน้ำพุประดับดังซาๆ
น้ำพุหรือ?
เขาระลึกได้ในทันที เสียงนั้นดังมาจากสวน
“כל עוד אנחנו יכולים.” (นานเท่าที่จะนานได้)
อีกเสียงตอบ เฮจินมุดตัวหลบหลังแนวไม้ เขาค่อยๆ ใช้ปลายนิ้วแหวกกิ่งก้านของมันที่บดบังอยู่จนพ้นทางกระทั่งเห็นตัวผู้พูด ก่อนความเป็นไปตรงหน้าจะบีบให้ต้องอ้าปากค้าง
ชองเทบินยืนอยู่ตรงนั้น สว่าง เจิดจ้า เขาพูด “Changmin אינו מטומטם.” (ชางมินไม่โง่เลยนะ)
“אז אנחנו צריכים להיות חכמים יותר.” (เพราะงั้นเราถึงต้องฉลาดกว่า) ฮัวชองฮวาทิ้งก้นบุหรี่ลงบนพื้น ก่อนใช้ปลายเท้าขยี้
เทบินถอนใจ ไหล่ห่อเล็กน้อย เสื้อเชิ้ตเนื้อบางที่เขาสวมใส่ลู่ลงมาตามแนวบ่ารับกับเส้นกระดูกบริเวณลำคอ ผิวเขาขาวเหมือนเมฆบนฟ้า ใสแจ๋วเหมือนแก้วเจียระไน “אז אנחנו צריכים להיות חכמים יותר ?” (จะมีคนตายอีกไหม)
“למען השם, זה צריך.” (เห็นแก่พระเจ้า ยังไงก็ต้องมี) ชองฮวายักไหล่ “אנחנו צריכים לעשות הכל בשליטה.” (เราจำเป็นต้องทำให้ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุม)
“โว้วๆๆ พี่พูดอะไรกันน่ะ” ไม่รอช้า เฮจินรีบออกจากที่ซ่อน เขาคลั่งไคล้หลงใหลในภาษาที่สาปสูญมาตลอดชีวิต แล้วดูผู้ชายสองคนนี้สิ เขาพูดมันออกมาได้อย่างคล่องแคล่วประหนึ่งบทเพลงที่ร้องกันจนชินปาก
เทบินนิ่งไปเมื่อเห็นเฮจิน เขาเอาแต่จ้องผู้มาใหม่เขม็ง หากอะไรบางอย่างในตาสีฟ้าบ่งบอกว่าเขากังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้น
เขาตกใจ ใช่ ตกใจกับการปรากฏตัวของแขกผู้ไม่ได้รับเชิญ
ชองฮวาควบคุมสติได้ดีกว่า หรือถ้าสมควรปรับเปลี่ยนคำกล่าวนี้ให้เหมาะกับความเป็นจริงก็คงต้องบอกว่า ชองฮวารับมือกับมนุษย์ได้ยอดเยี่ยมกว่าเทบินอยู่หลายขุม เขาสวน “อย่ายุ่ง”
“ผมได้ยินนะ พี่พูด---”
“พูดเกาหลีไง เหน่อนิดๆ ด้วย ไปไกลๆ เลยไป”
“เฮ้ อย่างกสิ พี่พูด---”
“คิดว่าตัวเองชอบเรียนภาษาคนเดียวหรือไง” เทบินยืนเอามือทั้งสองข้างล้วงกระเป๋า เตะเท้าข้างหนึ่งไปมาบนพื้นเป็นจังหวะจนเกิดเสียง ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก เหมือนเข็มนาฬิกาในความเงียบงัน
ตอนนี้เองที่เฮจินเพิ่งเริ่มสัมผัสได้ถึงความตึงเครียด
“ไม่ใช่นะ สำเนียงแบบนั้น การใช้คำแบบนั้น การเกร็งและผ่อนลิ้นรวมถึงกล้ามเนื้อในโพรงปากที่ชินกับภาษาเหมือนพี่พูดมันมาตลอดชีวิต และผมแน่ใจ...” เฮจินคลี่รอยยิ้มรู้ทันชวนขนลุก “อิเดนเบิร์ชไม่มีวันสอนเรื่องพวกนี้ให้พี่ได้แน่ๆ”
“ต้องการอะไร” ชองฮวาถาม
“สอนผมบ้างสิ”
“สอนไม่ได้หรอก”
“ทำไมล่ะ พี่เก่งออกจะตาย”
“เรื่องภายในครอบครัวน่ะ ขอร้อง อย่าเสือกเลย”
เฮจินทำเสียงจิ๊กจั๊ก “อย่ามาหลอกผมหน่อยเลยน่า ถึงผมจะฟังออกไม่หมด แต่ก็พอรู้นะว่าพี่คุยอะไรกันอยู่ คงเป็นเรื่องที่ไม่อยากให้ใครได้ยินเท่าไหร่ใช่ไหมล่ะ”
เงียบ
“พวกพี่ยุนโฮรู้เรื่องนี้หรือเปล่านะ?”
สงัด
ชองฮวาจ้องตาเฮจิน เฮจินจ้องกลับไม่เกรงกลัว รอยยิ้มเล็กๆ ถูกจุดขึ้นตรงมุมปากอย่างคนที่ถือไพ่เหนือกว่า นั่นทำให้ชองฮวาถอนใจยาว เขาเสมองไปทางอื่น...รอบๆ บริเวณ...ก่อนก้าวเข้ามาใกล้ ปิดช่องว่างระหว่างเขากับรุ่นน้องจอมจุ้นจ้านในที่สุด
ชองฮวากระซิบ เปล่งเสียงลอดไรฟัน “นายยังจำเรื่องระหว่างเราได้อยู่ไหม ลีเฮจิน ฉันกับนาย...ในสวนเนี่ย”
“ได้สิ พี่บิดข้อเท้าผม แถมยังจับผมมัดไว้”
“จำแม่นดีนี่ ยอมรับเถอะว่านายไม่อยากปูดเรื่องฉันหรอก”
“ใช่” เฮจินพูด แม้จะหวั่นใจ หากทำเป็นใจดีสู้เสือ “แต่ผมมีข้อแม้”
“อะไร” เทบินถาม
“พี่ต้องให้ผมเข้าแก๊งค์”
ชองฮวาสำลักขัน “นายคิดว่าเรากำลังมองหาเรนเจอร์สีชมพูอยู่หรือไง”
“ไม่งั้นผมฟ้อง”
“เออ ร้องไห้ไปหาแม่เลย”
“อย่าเสี่ยงดีกว่า ชองฮวา” เทบินแย้ง “มันอยากทำอะไรให้มันทำเถอะ เราไม่เสียหายอะไรอยู่แล้ว”
“อะไรนะ” ชองฮวาร้อง ทว่าอีกฝ่ายเพียงแค่ปล่อยเขาไว้ตรงนั้นพร้อมๆ กับความขุ่นข้องหมองใจ
ลีเฮจินฉีกยิ้มแฉ่ง “ทูดาห์ ขอบคุณครับ พี่เทบินคนสวย”
“เบวากาชา แต่ขืนนายเรียกฉันแบบนั้นอีกครั้งเดียวลิ้นนายขาดแน่” เทบินกล่าว
* * *
เธอกลับมาแล้ว เธอมาพร้อมเสียงกรุ๊งกริ๊งนั่น
ลมราตรีพลอยพัดแรงขึ้น ความเงียบงันก็คล้ายกำลังแผดเสียงกรีดร้อง
เสียง กริ๊ง กริ๊ง ดังชัดเจน กึกก้องอยู่ในโสตประสาท
ยูชอนหลับตา
“ช่างหัวเธอ อึนนา” เขาแช่งด่า “ช่างหัวเธอ”
ณ ตอนนั้นเอง...
ปัง !!!
เสียงไม้ลั่นดังสนั่น ยูชอนสะดุ้งพรวด โลกทั้งใบราวกับหยุดหมุนไปชั่วอึดใจ ยูชอนจ้องมองประตูห้องพัก ก่อนใครคนหนึ่งจะรัวประตู
เขากลืนน้ำลายแล้วตะโกนออกไป “ใคร”
เงียบไปอีกพักใหญ่ เสียงนั้นค่อยตอบ
“ผมเองฮะ”
“ให้ตายเถอะ คิมจุนซู” ความประจักษ์ชัดนั้นฉุดเขาเข้าไปหา ยูชอนสาวเท้าไปที่ประตู ไม่รีรอที่จะกระชากมันเปิด คนรักเขายืนอยู่ตรงนั้น “คิม เด็กบ้า จุนซู”
พริบตา...ร่างสูงรั้งคนตัวเล็กเข้ามากอดรัดแน่น แผ่นอกของพวกเขาสัมผัสกัน แนบใกล้
“เด็กบ้า จุนซู คิม สองสามวันมานี้นายหายไปไหนมา” ยูชอนพึมพำ พลางฝังปลายจมูกลงในความหอมหวานจากร่างกายเล็กๆ นั้น พรมจุมพิตเบาๆ ตรงซอกคอจุนซู ณ จุดที่เขาเคยตีประทับตราจองเอาไว้ชัดเจน ขณะนี้รอยนั้นค่อยๆ จางลงบ้างแล้ว “ฉันคิดถึงนายแทบคลั่ง”
จุนซูสั่นเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ “ผมในความคิดพี่ยูชอนใส่เสื้อผ้าด้วยหรือเปล่า” เขาไม่ได้พูดเล่น “พี่ยูชอนติดเซ็กซ์แล้วนะรู้ตัวไหม”
“ฉันติดนายต่างหาก”
จุนซูบุ้ยปาก “ปล่อยผม ขอเข้าไปหน่อย”
“บอกก่อนสิว่านายก็คิดถึงฉัน”
“ไม่ ปล่อยนะ จะเข้าไป”
“ถ้านายไม่คิดถึงฉันจะดิ่งมาหาถึงที่ห้องแบบนี้เหรอ นายไม่เคยมาหาฉันที่นี่เลยนี่” เดือนพราวแสงแห่งอิเดนเบิร์ชยิ้มเจ้าเล่ห์เมื่อคนรักเริ่มดิ้นขลุกขลักในอ้อมกอด ทั้งกายจุนซูนุ่มนิ่มไปหมด ผิวก็บางและไวต่อสัมผัสมาก เมื่อถูกจูบ ทั้งใบหน้าและลำคอจะเรื่อสีแดงไปทั่ว ยิ่งโดยเฉพาะหากเป็นสัมผัสจากเขา ยูชอนเห็นแล้วอดก้มลงขโมยหอมแก้มกลมๆ อีกสักสองสามฟอดไม่ได้
ร่างสูงโอบจุนซูเข้ามาในห้อง ผลักประตูปิด ก่อนจะจูบจุนซูที่ปาก พลันแทรกปลายลิ้นร้อนผ่านกลีบปากสีเชอรี่ที่เผยอแยกจากกันน้อยๆ จุนซูส่งเสียงเมื่อแผ่นหลังถูกเบียดติดผนัง ยูชอนไล้ส่วนล่างของเขากับหว่างขาร่างเล็ก กระเป๋าในมือจุนซูร่วงตุบ
“อืม...พีช...” ยูชอนครางผ่านริมฝีปากซึ่งยังคงล็อคกันสนิท
จุนซูตะหวัดลิ้นสู้
และนี่คือเหตุผลที่ยูชอนไม่เคยปล่อยจุนซูไป
จุนซูคือผู้ชายคนแรกที่เขามีสัมพันธ์ด้วย ผู้ชายคนนี้ที่ทำให้เขาลืมเลือนผู้หญิงทั้งโลก เซ็กซ์กับจุนซูพาให้การทำรักกับสาวๆ กลายเป็นเรื่องน่าเบื่อสิ้นดี ลิ้นเล็กๆ บอบบาง หากไม่เคยยอมจำนน ความรู้สึกต้องการรุกล้ำ อยากเป็นผู้คุมเกมที่มีในผู้ชายเท่านั้นกระตุ้นบทรักให้เร่าร้อนยิ่งขึ้นเสมอ จุนซูอดทนความเจ็บปวดได้มากมายเกินกว่าคุณจะจินตนาการ ผู้ชายกับผู้ชาย ศักดิ์ศรีปะทะศักดิ์ศรี ความรู้สึกที่ไวเป็นพิเศษ ช่องทางร้อนระอุที่รัดแน่นแบบนั้น จุนซูทำให้เขาเสพติดและต้องคลานซมซานกลับมาหา...ซ้ำแล้ว...ซ้ำอีก
ยูชอนอนุญาตให้จุนซูดูดเม้มปลายลิ้น แก่นกายที่บดเบียดกันทำให้จุนซูรับรู้ได้ถึงความแข็งขึงจวนระเบิดของร่างสูง เขาลดมือลงปลดเข็มขัดยูชอนออกลวกๆ ยูชอนสอดแขนข้างหนึ่งช้อนใต้ต้นขาจุนซู ยกร่างเขาขึ้นอิงกับพื้นผิวเย็นชืดของผนัง ทันทีที่จุนซูโอบรัดท่อนขาเรียวรอบเอวเขา ฝ่ามือหนาก็เคลื่อนผ่านขอบกางเกงยีนส์ ลึกลงไปใต้ชั้นใน กระทั่งปลายนิ้วสัมผัสกับปากทางคับแคบ
แต่ “เดี๋ยว”
กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง
จุนซูได้ยินบางอย่าง ขณะแผ่นอกยังคงสะท้อนหอบ เขาประคองใบหน้ายูชอนเอาไว้ในอุ้งมือทั้งสอง เคลียปลายจมูกหากันเบาๆ
เงียบก่อน
เขาต้องการฟัง
กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง
เงาหนึ่งวูบผ่าน เงาร่างของหญิงสาว คราวนี้ยูชอนผงะ แววตาเขาเปลี่ยนไป ความเป็นชายของเขาแทบหงอเลยทีเดียว ตอนนั้นเองที่จุนซูแน่ใจว่ายูชอนก็ได้ยินเหมือนเขา และมองเห็นเช่นเดียวกับเขา
เสียงที่ควรจะมีแต่เขาคนเดียวที่ได้ยิน ภาพที่ควรจะมีแต่เขาที่จับต้องได้
คนต้องสาปเช่นเขา...
จุนซูขยับ เขาผลักยูชอนออกห่างช้าๆ พลางปล่อยปลายเท้าสัมผัสพื้น
“คิดว่าจะบอกผมเมื่อไหร่เหรอฮะ” เขาถามเสียงเรียบ
“มองตาฉันสิ จุนซู” ยูชอนอ้อนวอน
จุนซูไม่ทำตาม “ในตัวคนคนนึงมีเสน่ห์ดึงดูดที่ต่างกัน พี่ยูชอนรู้ไหมฮะ เสน่ห์ของพี่ยูชอนเป็นแบบที่ทำให้ใครๆ หลงรักได้ง่ายๆ แค่มองตา แค่ฟังเสียง แค่ได้สัมผัส พี่ชอบให้ความหวังคน แต่แค่ภายนอกเท่านั้น พี่ยูชอนไม่เคยใช้ใจ” เขาหยุดพูด ก่อนเงยหน้าขึ้นสบตา หัวใจยูชอนปวดร้าวเมื่อเห็นหยาดน้ำน้อยๆ เอ่อคลอคลองตาแดงก่ำ หากจุนซูเข้มแข็งกว่านั้น เขาจะไม่ร้องไห้ เหมือนที่พ่อของเขาเคยบอก
เงียบซะนะ จุนซูของพ่อ นางฟ้าไม่ร้องไห้
“เสน่ห์ที่ทำให้คนที่รักพี่กลายเป็นคนน่าสมเพชได้เพียงเพื่อให้ได้อยู่ใกล้ชิด เสน่ห์ของพี่เป็นแบบนั้น”
จุนซูก้มลงคว้ากระเป๋าสะพาย ก่อนจะก้มลงหาไดอารี่ห้าเล่มส่งให้ยูชอน
แต่ยูชอนไม่รับ
เขากระแทกมันใส่หน้าอกคนตรงหน้า บังคับให้อีกฝ่ายรับมันไว้ ไม่มีคำพูดแก้ตัวจากยูชอนอย่างที่มักจะมีทุกครั้ง เขาเพียงก้มหน้าอย่างยอมรับผิด
จุนซูหันหลัง เอื้อมมือไปกุมลูกบิดประตู แต่แล้วก็หันกลับมา
เพี๊ยะ !!!
มือเล็กวาดปะทะข้างแก้มฉาดใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาสะบัดหันไปตามแรงมือ จุนซูกำหมัด...เจ็บ...เจ็บมือ...เจ็บใจ...แต่ช่างหัวมัน เขาเปิดประตู แล้วเดินจากไปอย่างไม่ยอมเหลียวกลับ
ยูชอนปลดปล่อยลมหายใจผ่านลำคอ รู้สึกทั้งหนักอึ้งและเบาหวิวในคราเดียว เขากระซิบกับความว่างเปล่า “ขอโทษ จุนซู”
มีเส้นด้ายบางๆ ผูกมัดระหว่างเขากับจุนซูไว้
เส้นด้ายเส้นนี้เปราะบางมาก
บางเหลือเกิน...
.
.
.
จุนซูผละจากมา เขาจะไม่หันกลับไป อย่างน้อยก็ในตอนนี้
หลอดฟลูออเรสเซ้นท์ทั่วทั้งบริเวณทางเดินหอพักเกิดขัดข้องพร้อมกัน พวกมันกระพริบปลาบ พอดีกับที่จุนซูได้กลิ่นเหม็นไหม้ เขาชะงักฝีเท้า แต่จะไม่หันหลังกลับไป
เขาบอกแล้ว อย่างน้อยก็ในตอนนี้
กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง
เมื่อครั้งที่ทัศนะเบื้องหน้ายังคงสว่าง จุนซูมองเห็นเพียงความว่างเปล่า ทางเดินทอดยาวแลคุ้นตา ก่อนไฟฟ้าทั้งตึกจะดับพรึ่บ
“ไฟดับ!” ใครคนหนึ่งตะโกน
กินเวลาประมาณสิบวินาทีเท่านั้น กระทั่งเครื่องปั่นไฟฟ้าสำรองเริ่มทำงาน
กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง
เมื่อนั้นเองที่เขาเห็นเธอ
ชเวอึนนาสวมชุดสีขาว เธอยืนอยู่ไกลๆ หากไม่ไกลเกินจุนซูมองเห็น ดวงตาผ่องแผ้ว ใบหน้ายังเป็นใบหน้า เส้นผมยาวตรงขึ้นเงา เธอดูสวยเหมือนในรูปภาพงานไว้อาลัย สวยกว่าเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่เสียด้วยซ้ำ
เธอยิ้มให้เขา
ริมฝีปากเต็มสวยขยับเป็นคำว่า “ขอบคุณ” ก่อนร่างกายจะค่อยๆ โปร่งแสงจนหายลับไปในที่สุด
เสียงไชโยโห่ร้องของบรรดานักศึกษาชายดังครึกครื้นเมื่อแสงสว่างกลับมายังหอพักของพวกเขาอีกครั้ง ดวงไฟจากโคมสีเหลืองส้มแผ่ลอดช่องว่างใต้บานประตูแต่ละบานทีละดวง
จุนซูยิ้มกับตัวเอง รู้สึกสุขใจอย่างประหลาด เขาจ้องมองเข้าไปในความเวิ้งว้างตรงหน้าที่ปราศจากเงาวิญญาณของหญิงสาว
“ลาก่อนฮะ”
เขาบอกกับตัวเอง
* * *
“วันนี้ดูนายแปลกๆ นะ แน่ใจหรือว่าไม่เป็นไร” แจจุงพูด
เขาอยากตอบว่าไม่ แต่ก็ไม่อยากโกหกเช่นกัน จึงเลือกทำเพียงแค่นรอยยิ้มเลือนรางอันน่าละอายเกินกว่าจะเรียกว่ารอยยิ้มให้เพื่อนรัก ยิ้มแบบที่เขาไม่เคยอยากให้แจจุงมองเห็น
เขากำลังจะจม
จุนซูรู้สึกเหมือนคนจนตรอกที่ว่ายน้ำวนเวียนอยู่กลางทะเล แข้งขาเขาหมดแรงแล้ว หากยังคงมองไม่เห็นชายฝั่ง จึงได้แต่ลอยคออยู่ แหงนหน้าจ้องมองแสงจ้าของดวงอาทิตย์ ปล่อยให้มันแผดเผาร่าง เขากลืนน้ำเค็มเข้าไป เขาคายอากาศออกมาทางปาก จมูกปริ่มน้ำ รอคอยให้เกลียวคลื่นซัดเขาเข้าหาแผ่นดิน เขารู้ว่ามีแผ่นดินอยู่ที่ไหนสักแห่ง อาจเป็นที่เส้นขอบฟ้า ที่นั่นมีขุนเขา มีหาดทราย มีต้นไม้ มีน้ำจืด แต่ไม่อาจรู้ได้เลยว่าตนจะมีชีวิตรอดอยู่จนได้เจอมันไหม เขาสิ้นหวัง เขาอยากตาย ทว่าจิตใต้สำนึกในส่วนลึกกลับมีอำนาจอยู่เหนือการกระทำ มันไม่ยอมปล่อยให้เขาจม
คลื่นซัดร่างเขาไปข้างหน้า ก่อนจะซัดกลับไป ซัดกลับไป กลับไปยัง ณ จุดศูนย์กลางของสูญญากาศ
ไม่เคยมีที่นั่นอยู่จริง
“นายอยากอยู่คนเดียว” แจจุงพูด ก่อนจุนซูจะพยักหน้า แจจุงเข้าใจ แต่ไม่เคยปล่อยให้มันผ่านเลย ร่างเพรียวยกมือขึ้นแตะบ่า เรียกให้คนตัวเล็กเงยหน้าขึ้นสบตา จุนซูยังคงอมยิ้มน่าสมเพชนั่นอยู่เหมือนคนบ้า ยิ้มของคนใกล้ตาย คนที่ถอดใจแล้ว
แล้วแจจุงก็ยกนิ้วชี้ขึ้น ปลายนิ้วแตะเบาๆ บนแก้มเขา
อุ่น
จุนซูเอียงแก้มเข้าไปใกล้อีกนิด
“คาราเมลลาเต้” แจจุงยิ้ม
“วิปครีมเยอะๆ นะ”
“รู้แล้ว รอตรงนี้ล่ะ”
“รู้แล้ว”
เขาเฝ้ามองแผ่นหลังของแจจุงหายลับไปในกลุ่มคน พลางเอนหลังพิงเสาปูนต้นหนึ่ง เวลานี้ใต้ตึกคณะจิตรกรรมวายวุ่นไปด้วยสัญญาณความเคลื่อนไหว เหล่าหนุ่มสาววัยเดียวกับเขาพยุงกระดานวาดภาพไว้ใต้แขนเดินสวนกันขวักไขว่ ส่วนจุนซูได้แต่มองผ่านภาพอันคุ้นตานั้นไปยังอีกที่ที่เงียบสงัด ที่ที่ทุกสิ่งทุกอย่างกลับกลายเป็นภาพขาวดำอีกครั้ง
รุ่นพี่ปีสองกลุ่มหนึ่งเดินผ่านมา พวกเขาต่างสวมชุดเวิร์คช็อปเปรอะสี ทันทีที่เห็นเขา พวกเขาก็ตะโกนเรียก จุนซู หนึ่งในนั้นขยิบตาให้ ก่อนเพื่อนร่วมก๊วนจะผิวปากแซวเกรียวกราว
จุนซูมองดูพวกเขา ไม่อาจหยั่งรู้ได้เช่นกันว่าเขาแสดงสีหน้าเช่นไรออกไป รู้แต่นั่นทำให้พวกรุ่นพี่รูดซิปปากสนิท และเขารู้สึกเสียใจมากที่ทำตัวหยาบคาย หากเป็นเมื่อวาน เขาคงจะยิ้มตอบใครต่อใครได้เหมือนเคย สวมหน้ากากของรุ่นน้องผู้เป็นที่รัก เล่นสนุกกับมุกตลกลามกของพี่ๆ แต่ตอนนี้กลับไม่แน่ใจอีกต่อไปแล้วว่ายังควรทำแบบนั้นอยู่อีกหรือเปล่า
ไม่แน่ใจอีกแล้วว่าเสน่ห์ที่แผ่ออกมาจากตัวเขามาจากตัวตนของเขาจริงๆ หรือเป็นเพียงสะเก็ดดาวที่ได้จากแสงพร่างพราวของยูชอน
เมื่อคืนจุนซูไปที่ผับนอกวิทยาลัยตามลำพัง หลังจากที่ไม่ได้ไปมานานโข จนแม้แต่ตัวเขาเองยังแทบจำไม่ได้เลยว่าเคยทำอะไรแบบนี้ เขาดื่มแอลกอฮอล์ รู้ทั้งรู้ขอบเขตของตนเองดีว่าไม่ใช่คนคอแข็ง กระทั่งเริ่มเล่นรักกับคนแปลกหน้าที่นั่งดื่มข้างๆ กัน คนแปลกหน้าเป็นรุ่นพี่ปีสี่ที่เรียนวัสดุศิลป์ จุนซูจำชื่อเขาไม่ได้ รุ่นพี่คนนั้นรู้จักยูชอน เขารู้จักจุนซูของยูชอนด้วย แต่กลับบอกว่า -- อ้างอิงจากคำพูดแบบคำต่อคำเลยนะ -- เขาไม่เคยเห็นคนน่ารักคนตรงหน้าเขานี้ หรือใครที่ชวนฝันแต่เสมือนจริงแบบนี้มาก่อน และเมื่อวิสัยในการมองเห็นเริ่มพร่าเลือน รู้ตัวอีกทีพวกเขาก็ไปจบกันที่ห้องน้ำหลังร้าน แลกน้ำลายกันอย่างหิวกระหาย
“คนพวกนั้นพูดเรื่องนาย จุนซู เพราะอะไรคนอย่างปาร์คยูชอนถึงคอยแต่จะกลับไปหานายซ้ำๆ” คนแปลกหน้าครวญผ่านริมฝีปากที่ยังพัวพันกัน ลิ้มเลีย ดูดกลืน และเม้มกัดริมฝีปากล่างสีแดงจัดของเขา มือหนึ่งเค้นคลึงบั้นท้ายเขา ขณะอีกมือหนึ่งพยายามปลดเข็มขัดเขาออก “พวกเขาพูดเรื่องก้นสวยๆ กับลีลาบนเตียงของนาย พวกเขาฝันอยากเข้าไปสำรวจใต้กางเกงนาย”
ตอนนั้นเองที่จู่ๆ เขาก็โพล่งขึ้นมา “ผมยังไม่เลิกกับพี่ยูชอน”
ชายแปลกหน้ามีทีท่าลังเลเพียงครู่เดียวเท่านั้น “ฉันไม่แคร์”
หากจนแล้วจนรอด จุนซูก็ผลักร่างเขาออกห่างเบาๆ “ขอโทษนะฮะ”
มันน่าสมเพชที่จะคิดว่ามีเพียงยูชอนคนเดียวที่รู้สึกต่อเขาจริงๆ
คนแบบปาร์คยูชอน
ต้องยอมรับว่าก่อนหน้านี้จุนซูก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มธรรมดาคนหนึ่ง เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนมีเสน่ห์ดึงดูดใจอะไร กระทั่งวันที่ได้เจอกับยูชอนที่ตรงนี้ ณ จุดที่เขากำลังยืนอยู่นี้ ยูชอนเคยยืนอยู่ในท่าเดียวกับเขา ตอนที่เขาวิ่งพรวดพราดเข้ามาแล้วถามยูชอนว่า ‘รุ่นพี่ ขอโทษนะฮะ ไม่ทราบว่าหอประชุมไปทางไหน’ เขาไม่เคยรู้ว่าตัวเองดูเย้ายวนใจ กระทั่งยูชอนมองเขาด้วยสายตาโหยหาเช่นนั้น
เจ้าของเส้นผมสีน้ำตาลประกายทองค่อยๆ ปล่อยเปลือกตาหนักอึ้งให้ดิ่งลงตามแรงโน้มถ่วง พลางเบียดแผ่นหลังให้แนบชิดเสาปูนยิ่งขึ้น ราวกับอยากดิ่งกายให้ร่วงหล่น จมลงสู่แอ่งลึกของห้วงเวลา รอยเงาแห่งอดีตบนพื้นผิวหยาบกระด้างที่ลูบสัมผัสแผ่นหลังยังคงอุ่นอยู่
มันจบแล้วหรือ?
คำถามนี้ยังคงค้างคา
แล้วทุกเรื่องก็โยงกลับมาที่ยูชอนอีกนั่นแหละ
จุนซูไม่แน่ใจว่าตอนนี้เขาควรทำตัวเป็นคนโสดได้หรือยัง หรือควรเล่นบทบาทของคนมีเจ้าของอยู่อีกต่อไปไหม ไม่แน่ใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับยูชอนจบสิ้นลงแล้วจริงๆ หรือแม้แต่อยากทำใจให้ยอมรับ ในเมื่อยูชอนไม่ทิ้งสัญญาณใดๆ ไว้ให้เขาเลย
เขาคิดว่าเขายังคงต้องการความเชื่อมั่น เขาจึงรอคอย หลังจากคืนวานที่ตัดสินใจเดินจากยูชอนมา เขาก็ยังไม่กล้าพูดคำนั้น คำว่าเราเลิกกันมันยากเกินเอ่ยกว่าท่อนร้องเพลงอกหักห่วยๆ อีกเป็นไหนๆ ซึ่งก็น่าสมเพชอีกนั่นแหละถ้าต้องยอมรับว่าเขารักยูชอนมากเกินกว่าใครๆ จะคาดเดา ที่จริงเขากับยูชอนคบกันมาแบบกระท่อนกระแท่นตั้งแต่สามสัปดาห์แรก พวกเขาทะเลาะกันบ่อย แต่สุดท้ายจะต้องมีใครคนใดคนหนึ่งง้อก่อน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะทนคิดถึงกันไม่ไหว พวกเขาเสพติดกันและกัน แม้รู้ว่ายิ่งเสพมากสักวันหนึ่งคงหนีไม่พ้นความทรมาน หากยังต้องการมากขึ้นไปอีกไม่รู้จบ
ทว่าหลังจากคืนนั้น ยูชอนก็ยังไม่โทรมา อาจเพราะต่างต้องการวัดขีดความอดทนของอีกฝ่าย อาจต่างแบกศักดิ์ศรีไว้ล้นบ่า ไม่ก็เป็นยูชอนเองที่เหนื่อยเหลือเกินแล้วกับความสัมพันธ์หกเดือนกับเด็กอายุสิบเก้าที่ไม่มีอะไรดีเลยนอกจาก – อ้างอิงจากคำพูดของชายแปลกหน้า – ก้นสวยๆ กับลีลาบนเตียง
บางทีนี่อาจเป็นวิธีการบอกเลิกที่แท้จริงก็ได้ ไม่มีคำว่า ‘เราเลิกกันเถอะ’ ไม่มี ‘ขอให้โชคดีนะ’ ไม่มีจูบลาครั้งสุดท้าย ไม่มีอะไรเหมือนในมิวสิควีดีโอ แค่ใช้ปากกาแดงขีดฆ่า สลัดเขาออกไปให้พ้นจากตารางชีวิต ง่ายๆ แค่นั้นเอง
“รุ่นพี่อึนนาต้องการแบบนี้เหรอฮะ” จุนซูรำพัน “แน่หรือฮะ?”
ไม่มีเสียงตอบ
คงงั้นแหละ
ชั่วความคิดหนึ่ง จุนซูก้มหน้าลงสำรวจฝ่ามือตนเองอีกครั้ง มองรอยแดงเรื่อสีชัดที่ในยามนี้ถูกปิดทับด้วยพลาสเตอร์สีน้ำตาลอ่อน น่าประหลาดที่รอยช้ำยังไม่มีทีท่าจะเลือนหายไปหลังการปรากฏตัวครั้งสุดท้ายของวิญญาณชเวอึนนา ในทางกลับกัน ทุกอย่างดูจะยิ่งเลวร้ายเมื่อรอยแผลเริ่มปริแตก จุนซูสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้เมื่อเวลาตีสามของวัน เขากำลังสะลึมสะลือลุกขึ้นจากเตียงเพื่อไปเข้าห้องน้ำ เมื่อนั้นเองที่เขาเห็นหยดเลือดค่อยๆ ไหลซึมจากปากแผล
เขายังคงไม่เข้าใจคำว่า ‘สัมผัส’ ที่ชเวอึนนาพยายามสื่อสารกับเขา
ขณะใช้ความคิด จุนซูก็ได้ยินเสียงคนร้องทัก
“รุ่นพี่โซลกี อรุณสวัสดิ์ค่ะ”
เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นฉับพลัน สายตาของเขาผสานกับสายตาของฮันโซลกีโดยบังเอิญ เธอดูกระวนกระวายเกินความจำเป็นและเดินลากขาด้วยท่าทางแปลกๆ แต่นั่นไม่ทำให้เขาใจหายเท่ากับใบหน้าของเธอ ดวงหน้าที่เคยมีแก้มน้อยๆ ซูบเซียวจนเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก ใต้ตาบวมและดำคล้ำ ตาเธอขุ่นหมอง เศร้าซึม หวาดกลัว
เขาพยักหน้าให้เธอเป็นเชิงทักทาย พร้อมๆ กับที่เธอแค่นยิ้มให้เขา พลางยกมือขึ้นเสยเส้นผมหยิกยาวสีดำขลับนั้นออกไปให้พ้นจากแนวสายตา
ตอนนั้นเองที่จุนซูเห็นรอยเลือดไหลซึมออกจากฝ่ามือที่ถูกหุ้มด้วยผ้าพันแผล
.
.
.
เขาวิ่งตามเธอ ไม่ใส่ใจแม้ร่างกายบอบบางของตนจะปะทะเข้ากับกลุ่มคนที่เดินสวนทางจนถูกก่นด่า เขาไม่รู้เหมือนกันว่าเขาวิ่งตามเธอทำไม หรือถ้าหากตามทันแล้วจะกล่าวอะไรกับเธอ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ หากบางอย่างในส่วนลึกบอกเขาว่าเขาต้องตาม ตามให้ทัน เพราะเขาจะไม่มีวันได้รับโอกาสอีกเป็นครั้งที่สอง
“ข..ขอโทษฮะ !”
ด้วยความรีบร้อน จุนซูวิ่งชนใครคนหนึ่งเข้าอย่างจัง เขาพึมพำขอโทษเหมือนอย่างที่ทำมาแล้วกับหลายๆ คนโดยไม่ยอมปล่อยให้ภาพเบื้องหลังของฮันโซลกีคลาดไปจากสายตา ก่อนตั้งท่าจะผละไป
เขายังคงมองเห็นเธออยู่รำไร หากคู่กรณีไม่ขยับกายมาขวางทางไว้เสียก่อน
มือหนึ่งเอื้อมดึงข้อแขนเขา ไม่ยอมให้เขาหนี จุนซูพยายามเขย่งปลายเท้ามองข้ามไหล่กว้างของอีกฝ่าย ทว่าอีกฝ่ายสูงใหญ่กว่าเขามากนัก
“จุนซู?” เขาเรียก
และเมื่อจุนซูเงยหน้าขึ้นสบตา “พี่ชองฮวา”
ผมสีพริ้นซ์ออฟออเรนจ์ป๊อบปี้ ตาสีน้ำตาลประกายทอง ฮัวชองฮวา
ชองฮวามีสีหน้ากึ่งขันกึ่งประหลาดใจยามจ้องมองเข้ามาในตาร่างเล็ก “ป่าราบแล้ว จะรีบไปไหนหรือไง”
“ขอคุยทีหลังได้ไหมฮะ” จุนซูโค้งคำนับ พยายามเบียดกายแทรกผ่านชองฮวาไป ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ยอมลดแรงบีบบนฝ่ามือ จุนซูย่นหน้า “โอ๊ย...”
“อะไร จุนซู”
“ปล่อยผมเถอะฮะ”
“เกิดอะไรขึ้น”
ร่างเล็กลอบถอนหายใจ “ถ้าผมพูดไปพี่จะเชื่อเหรอฮะ”
ชองฮวากระตุกริมฝีปากยิ้มน้อยๆ “รับรองนายคาดไม่ถึงแน่”
มันน่าขันที่คิดว่าจะมีใครเชื่อคำพูดเขาเหมือนอย่างที่แจจุงเชื่อ แต่จุนซูก็ตัดสินใจเล่าทุกอย่างให้ชองฮวาฟังด้วยรูปแบบที่ตัดทอนจนแน่ใจแล้วว่ากระชับและได้ใจความที่สุด หลังจากที่เล่าจบ ชองฮวาก็ขมวดคิ้วมุ่น
“เธอถูกสัมผัสงั้นเหรอ”
“เกรงว่าจะไม่ใช่จากพระเจ้าน่ะสิฮะ”
ชองฮวาจมลึกอยู่ในความคิดของตน จุนซูคิดว่าเขากำลังคำนวณอะไรบางอย่างอย่างหนักหน่วงเมื่อเขากัดกรามตัวเองจนลั่นเสียงกรอด
“รุ่นพี่ฮะ”
เขาสะดุ้งตื่นจากห้วงคิดในที่สุด “ตามมา เธอวิ่งไปทางนี้”
.
.
.
ทันทีที่เธอเลื่อนมือขึ้นกดเปิดสวิตช์ไฟ แสงสีแดงเข้มก็อาบราดความมืดมิด ความเหนียวเหนอะของหยดเลือดในฝ่ามือทำให้เธอสะอื้นไห้ สำลักน้ำตาหนักข้อขึ้นทุกๆ ฝีก้าวที่ย่างเดิน
อากาศในห้องมืดไม่ถ่ายเทหากเย็นเยียบ หญิงสาวทิ้งกระเป๋าสะพายลงบนพื้นข้างตัว นัยน์ตาแดงก่ำกวาดมองไปทั่วบริเวณห้องหับคับแคบ เป็นไปตามคาด เธอมองไม่เห็นใคร เธอสัมผัสไม่ได้แม้แต่สัญญาณบางอย่างที่เฝ้าติดตามหลอกหลอนเธอมาตลอดหนึ่งสัปดาห์
“บ้าเอ้ย หยุดร้องไห้เสียทีเถอะ” เธอสบถ พลางใช้หลังมือปาดน้ำตาอย่างลวกๆ ฮันโซลกีสูดหายใจลึก รับอากาศเข้าจนเต็มปอด เหตุผลหนึ่งเพื่อรวบรวมความกล้า นัยหนึ่งเพื่อสลัดความหวาดกลัว
ความกลัวที่ไม่ว่าเธอหรือใครก็ไม่อาจควบคุม
ฝ่ามือสั่นพร่ายามเธอย่อกายลงเปิดซิปกระเป๋าหนัง ก่อนจะนำกล้องถ่ายภาพออกมา
ฮันโซลกี ฮันโซลกี ฮันโซลกี
เบื้องหน้าเธอมีอ่างน้ำยาและอุปกรณ์สำหรับใช้ในการล้างรูปจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ ขบฟันกัดริมฝีปากล่างห้ามตนเองไม่ให้กรีดร้อง เธอค่อยๆ แกะกลักฟิล์มออกจากกล้อง หยาดน้ำตาพรั่งพรูอาบแก้ม
“บ้าเอ้ย บ้าเอ้ย บ้าเอ้ย”
โซลกีเริ่มลงมือโหลดฟิล์ม แม้เธอจะไม่ใช่มือฉมัง และที่สำคัญก็ไม่ได้ร่ำเรียนโดยตรงทางด้านนี้ หากเมื่อคะเนจากจุดที่เธอยืนอยู่แล้ว ปลายเท้าเธอเหยียบหมิ่นเหม่ตรงปลายหน้าผา เธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทำสิ่งที่เธอต้องทำให้สำเร็จ หญิงสาวเตรียมน้ำยาสำหรับล้างอัดภาพ จากนั้นก็แช่เนื้อฟิล์ม เธอไม่ค่อยแน่ใจนักเรื่องอุณหภูมิและเวลา ซึ่งช่างมันก่อนเถอะ เธอใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาอีกครั้ง ก่อนจะเทน้ำยาคงสภาพตามลงไป แล้วรอ
หญิงสาวเจ้าของเส้นผมยาวหยักก้มมองนาฬิกาข้อมือสลับกับการเคาะปลายเท้าเป็นจังหวะไม่สม่ำเสมออย่างกังวลใจ สิบห้านาทียาวนานราวชั่วชีวิตและเธอรอต่อไปไม่ได้ เวลาเพิ่งผ่านพ้นไปเพียงสิบสี่นาทีเศษเมื่อเธอยอมแพ้ โซลกีกดหยุดนาฬิกาจับเวลา ตอนนี้เธอหันเหความสนใจไปที่อ้าง เธอเปิดน้ำให้ไหลผ่านแท๊งค์ ต่อมาจึงนำฟิล์มที่ได้ออกจากรีลเพื่อรีดน้ำออก
เธอกลั้นหายใจ
“โอ ไม่นะ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่”
เค้าร่างบนแผ่นฟิล์มเป็นภาพที่เธอถ่ายจากห้องพัก เธอนั่งอยู่บนเตียง หันหน้าเข้าหากล้อง รอคอยเวลาที่ชัตเตอร์จะชักภาพโดยอัตโนมัติ ในตอนที่เธอตัดสินใจถ่ายภาพ โซลกีสาบานได้ว่าเธออยู่ในห้องตามลำพัง ไม่มีใครอยู่กับเธอเลยนอกจากความเงียบ และแอนนาเบลล์
ทว่าทันทีที่เธอจรดสายตาลงบนแผ่นฟิล์มเหล่านั้น สิ่งที่เห็นทำให้เธอต้องกรีดร้อง
“พระเจ้า”
จุดพลังงานที่ปรากฏบนภาพไม่ใช่ความผิดปกติของฟิล์มหรือปฏิกิริยาการตกกระทบของแสง แต่เป็นเงาสีดำทะมึนมากมายที่ทาบผ่านถ้วนทุกพื้นที่ภายในห้องนอนของเธอ
เธอไม่ได้อยู่ลำพัง แม้กระทั่งในเวลานี้
ฮันโซลกี ฮันโซลกี ฮันโซลกี
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด ด ด ด”
.
.
.
“เห็นฮันโซลกีผ่านมาทางนี้บ้างไหม” ชองฮวาถาม
“เห็นวิ่งเข้าไปในห้องมืดน่ะครับ” เด็กชายสวมแว่นตาแฟชั่นกรอบหนา ใช้ไม้ค้ำพยุงตัว และใส่เฝือกไว้ที่ขาขวา ตอบอย่างไม่คิดจะใส่ใจ
ทว่ากว่าพวกเขาจะได้เบาะแสสุดท้ายจากปากพยาน ทุกอย่างก็ดูจะสายเกินไป
เมื่อจุนซูผลักประตูเหล็กบานเล็กสีเขียวครึ้มเข้าไปในห้องมืด ทั่วทุกอณูอากาศภายในห้องก็ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือด
“โอ พระเจ้า โอ ไม่ พระเจ้า พระเจ้า !”
ร่างอันแน่นิ่งของฮันโซลกีพาดอยู่กับขอบอ่าง ศีรษะจมมิดลงเบื้องใต้น้ำยาล้างภาพ ห้องทั้งห้องอาบแสงสีแดงขรึม ไม่เว้นแม้แต่พื้นเบื้องล่าง มันถูกละเลงไปด้วยความแดงฉานของทะเลเลือด เธอเปลือยท่อนบน กลางแผ่นหลังปรากฏรอยสลักรูปดาวห้าแฉกกลับหัว
ชองฮวารั้งจุนซูเข้ามากอดไว้แนบอก พยายามซ่อนสายตาร่างเล็กให้พ้นจากภาพอันน่าสยดสยอง
“ยาม” เขาตะโกน “ยาม!!!”
.
.
.
ชิมเฮียวรินออกมาจากที่ซ่อน ครั้นเห็นฮัวชองฮวากับคิมจุนซูผละจากที่เกิดเหตุ เธอยกมือขึ้นกดกระชับแว่นตาดำให้แนบกับใบหน้ายิ่งขึ้น ดึงปีกหมวกเบสบอลสีดำที่หาได้จากร้านสะดวกซื้อนั่นลงมา ขณะนี้เธอสวมเสื้อแจ็กเก็ตแขนยาวสีดำกับกางเกงยีนส์รัดรูปสีฟ้าซีด
ไม่มีใครจำเธอได้
เฮียวรินจงใจเดินกลมกลืนเข้าไปในกลุ่มฝูงชนจนแน่ใจแล้วว่ารอดพ้นจากการสังเกตเห็น ทันทีที่สบโอกาส เธอเอื้อมมือจับลูกบิดประตูห้องมืด ผลักมันให้แง้มออกเล็กน้อยก่อนจะแทรกตัวผ่านเข้าไป กระทั่งรอยต่อบางๆ ซึ่งเชื่อมระหว่างผนังปูนกับโลกภายนอกจะพาเธอมาสู่ความมืดมิดและกลิ่นคาวเลือด
ฮันโซลกีสิ้นลมหายใจอยู่ตรงหน้า เฮียวรินพยายามสะกดกลั้นน้ำตายามที่เธอออกแรงดึงร่างนั้นขึ้นมาจากอ่างน้ำ เส้นผมสีดำสนิทเปียกโชกลู่ลงปรกใบหน้าขาวซีด ดวงตาของเด็กสาวเบิกโพลงด้วยความหวั่นกลัว ฝอยเลือดแดงก่ำคั่งในลูกตาถลนออกจากเบ้า ไม่มีอะไรเลวร้ายเท่าความรู้สึกที่ต้องรับรู้ว่าลูกศิษย์อีกคนของเธอเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ไม่มีใครได้ยินเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือ
เธอมาช้าเกินไป
เฮียวรินกลั้นหายใจ ผยุงร่างไร้ชีวิตนั่นขึ้นแล้วจัดวางลงบนพื้นอย่างระมัดระวัง ศาสตราจารย์สาวสวมถุงมือหนัง และไม่มีรีรอที่จะล้วงปลายนิ้วชี้เข้าสำรวจในโพลงปากเด็กสาว ไม่มีอะไรนอกจากลิ่มเลือดไหลทะลัก เฮียวรินปัดปอยผมเธอออก
“ไม่ต้องกลัวนะ โซลกี”
ละความสนใจลงมาที่ฝ่าเท้า เฮียวรินถอดรองเท้าผ้าใบของเด็กสาว โยนมันไปให้พ้นทาง มีจ้ำเลือดอยู่สองจุดบนหลังเท้า ฝ่ามือเธอก็มีผ้าพันแผลหุ้มอยู่ เฮียวรินแกะผ้านั่นออกทั้งสองข้าง เป็นไปตามคาด...มีแผลช้ำอยู่จริงๆ
โดยภาพรวม สภาพศพของฮันโซลกีแทบจะไม่มีอะไรแตกต่างจากศพอื่นๆ ทั้งจ้ำเลือด รอยสลักรูปดาวห้าแฉก และตัวอักษรหน้าตาแปลกพิศดารเต็มไปหมด ผิดกันอยู่ก็แต่ตรงที่ศพของฮันโซลกีนั้นไม่ถูกชำแหละเครื่องใน
เฮียวรินลองใช้ปลายนิ้วกดท้องเธอดู แม้ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอหวังจะพบอะไร แต่จังหวะนั้นเองที่เธอสังเกตเห็นบางอย่าง
ตัวอักษรภาษาอังกฤษ ถอดความได้คร่าวๆ ว่า
‘เราจักถ่มน้ำลายรดพักตร์พระผู้ทรงฤทธิ์
รอคอยวันที่บุตรแห่งแสงฟื้นคืนจากความมืดดำ
แผดเผาความโสมมบนโลกด้วยเพลิงกาฬแห่งความชอบธรรม’
ล้อกันเล่นใช่ไหมนี่...
เธอพึมพำ “ไอ้ระยำเอ้ย”
.
.
.
รปภ.อ้วนพุงพลุ้ยกำลังเปิดกล่องโดนัท ตอนที่เขาได้รับโทรศัพท์จากศูนย์ควบคุมความปลอดภัยส่วนกลางให้ไปตรวจสอบยังห้องมืดของชมรมถ่ายภาพ เขาทำท่าเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันจนหนวดปอยเล็กเหนือริมฝีปาก ซึ่งถูกเลี้ยงและจัดแต่งเป็นทรงคาวบอยตะวันตกอย่างพิถีพิถันนั้นขยับน้อยๆ เมื่อเขากรอกเสียงลงไป
“รับทราบ จะไปเดี๋ยวนี้” เขาแหงนมองจอมอนิเตอร์ ณ จุดที่ห้องมืดเลขที่สิบสามตั้งอยู่ ก่อนจะย้ายก้นใหญ่ๆ ออกจากเก้าอี้ทรงสำนักงานอย่างยากลำบาก
ยามอ้วนเก็บข้าวของ วิทยุสื่อสาร กระบอง กุญแจมือ สิ่งที่ทำให้รู้สึกมีอำนาจเทียบเท่าเอฟบีไอในวิทยาลัยศิลปะแห่งนี้ เขาร้อยพวงกุญแจพวงยักษ์ที่ห้อยลูกกุญแจต่างๆ นานาไว้เต็มเข้ากับสายโซ่คล้องเอว วิทยุสื่อสารดังอีกครั้ง
“เกิดเหตุที่ห้องมืดสิบสามตึกถ่ายภาพ ส่งคนไปตรวจสอบด่วน ทราบแล้วเปลี่ยน”
ยามอ้วนเคี้ยวฟันหยับๆ “เปลี่ยน”
หลังจากตระเตรียมอุปกรณ์อย่างเกียจคร้านจนเสร็จเรียบร้อย ยามอ้วนเงยหน้าดูจอมอนิเตอร์เป็นครั้งสุดท้าย แต่แล้วกลับต้องชะงักงันเมื่อสังเกตเห็นบางอย่างผิดปกติ
เขาเห็นหญิงนิรนามสวมเสื้อแจ็คเก็ตหนังแขนยาวสีดำเดินออกมาจากห้องมืด เธอสวมแว่นตาดำ กับหมวกเบสบอลสีดำ ซึ่งโดยปกติแล้วบุคคลที่แต่งกายรัดกุมและดูมีลับลมคมในเช่นนี้ ยามประตูหน้าจะไม่มีวันยอมปล่อยให้ผ่านเข้ามาภายในบริเวณวิทยาลัยได้
“จากรักษาความปลอดภัยจุดสี่เอ หญิงร่างผอมสูงสวมแจ็คเก็ตหนังสีดำท่าทางลับๆ ล่อๆ เดินป้วนเปี้ยนอยู่หน้าห้องมืดสิบสาม ขอกำลังเสริมด่วน ย้ำ จากรักษาความปลอดภัยจุดสี่เอ หญิงร่างผอมสูงสวมแจ็คเก็ตหนังสีดำท่าทางลับๆ ล่อๆ เดินป้วนเปี้ยนอยู่หน้าห้องมืดสิบสาม ขอกำลังเสริมด่วน”
เมื่อนั้นเองที่หญิงนิรนามในชุดแจ็คเก็ตหนังชะลอฝีเท้า จู่ๆ เธอก็เงยหน้าขึ้นมาสบตากับกล้องวงจรปิด ก่อนจะถอดแว่นดำ ตามด้วยหมวก
ยามอ้วนสามารถระบุได้ในทันทีว่าหญิงนิรนามคนนั้นคือใคร
“ศาสตราจารย์ชิม”
ชิมเฮียวรินแหงนหน้ามองกล้อง ในความสับสนวุ่นวายของกระแสชนผู้รีบเร่งที่เคลื่อนผ่านเบื้องหลังเธอ มีเพียงเธอคนเดียวที่ยืนตระหง่าน นิ่งงัน
สายตาเธอเด็ดเดี่ยวตอนที่ริมฝีปากคู่นั้นขยับเป็นคำพูดว่า “ฉันบริสุทธิ์”
To be continued...
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
Q&A: ภาษาที่อาฮัวกับเทบินพูดกันเป็นภาษาอะไร มีจริงมั้ย อ่านออกจริงๆ หรือเปล่า
ตอบว่า เป็นภาษา ฮิบรู/อราเมอิค ค่ะ มีจริงๆ และอ่านออกจริงๆค่ะ :))
AN: สุดท้ายนี้หวังว่าดีมอนจะทำให้ทุกท่านสนุกได้บ้างไม่มากก็น้อย ขออภัยด้วยในความ ERROR ของเรานะ T^T
♥,,

แต่แค่ 10 บรรทัดแรก เราก็กระตุกยิ้มด้วยความสะใจ
ฮ่าๆๆ
สะใจราวกับมีความแค้นส่วนตัวกับโซลกียังไงก็ไม่รู้
แม้็รู้ว่าสัญญาณแห่งความตายกำลังใกล้เจ๊แกมาทุกทีก็ตาม
แต่เมื่อรู้ว่าเจ๊แกปล่อยน้องหนูให้ตายอย่างทรมาณ
มันก็ทำให้เราคิดว่า คนบางคนตายๆไปซะก็ดีกว่า
(พูดไปก็ดูใจร้าย แต่มันก็เป็นความจริงนะ ครึๆ)
มาที่เทบินกะชองฮวา
ตกลงแล้วสองคนนี้ทำอะไรกันแน่
ทำตัวน่าสงสัยเข้าไปทุกวัน
แอบฮาตรงที่ชองฮวาพูดกับเฮจินว่า
“นายคิดว่าเรากำลังมองหาเรนเจอร์สีชมพูอยู่หรือไง”
ฮ่าๆ ผู้ชายคนเน้... ฮีมองโลกไม่เหมือนคนอื่นจริงๆ
แล้วเราก็มากังวลว่า
ตกลงลีเฮจินมันจะทำให้เรื่องง่ายขึ้นหรือยุ่งขึ้นกันแน่
เพราะเท่าที่ดูนี่ มันแสบใช้ได้เลยนะนี่
มาถึงประเด็นร้อน ยูชอน จุนซูและอึนนา
ตกลงเจ๊แกไปแล้วหรือ
นี่เหรอคือสิ่งที่เจ๊แกต้องการ หลังจากที่แหวะเลือดมาเป็นลิตรๆ
แค่นี่จริงหรออึนนา?
ส่วนจุนซูหนูแน่มาก ไม่รู้เหมือนกันว่าต่อไปจะเป็นอย่างไร
แต่เราขออุปโลกเองละกันว่า นี่คือสัญญาณแห่งฮัวซู!!
ตอนนี้สนุกและน่าติดตามเหมือนเดิม
เป็นกำลังใจให้น้องเหมือนเดิมด้วย
ขอให้มีพลังในการต่อสู้ทั้งกับการสอบและการเขียนฟิคเน้อ
จุ๊บุๆ
#1 By bonychaos (58.8.203.186) on 2009-10-19 13:20