Demon Authorized (19)
posted on 01 Oct 2009 11:43 by bleaf-me in demon-authorized
Title: Demon Authorized
Author: b.leaf
Staring: Dong Bang Shin Gi (SM Entertainment) / (C) b.leaf's Original Characters
Pairing: Yoonho/Jaejoong, Yoochun/Junsu
Genre: AU, Mystery, Thrillers, Horror ; !Against religion & beliefs (Christian Beware)
Rate: R
Warning: นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกเขียนขึ้นจากความพึงพอใจส่วนบุคคล และไม่มีเจตนาจะกล่าวพาดพิง กระทบกระทั่ง กลุ่มคนหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งทั้งสิ้น เนื้อหาเกี่ยวเนื่องถึงความสัมพันธ์แบบชายรักชาย ชื่อบุคคลหรือสถานที่หลายอย่างที่อ้างถึงเขียนขึ้นจากจินตนาการและอาจไม่มีอยู่จริง หากการอ่านนิยายเรื่องนี้ทำให้ท่านรู้สึกตะขิดตะข่วง ลำบากใจ ลำบากกาย ถือเป็นความทรมาน รับไม่ได้ ไม่ชอบ ขอความกรุณาปิดหน้านี้ลงอย่างสันติ ขอบคุณมากๆที่เข้ามาเยี่ยมเยียนบล็อกนี้ค่ะ ^^
- - -
19.
ศาสตราจารย์สาวกำลังทำสิ่งที่เธอทำมาตลอดยี่สิบปีคือการสอนประวัติศาสตร์ หากความเคลื่อนไหวบางอย่างทำให้สมาธิเธอขาดสะบั้น
เฮียวรินละสายตาจากนักเรียนของเธอแล้วเหลือบมองผ่านบานกระจกผืนเล็กๆ บนประตู ก่อนจะเห็นชายในชุดสูทสองคนกำลังพูดคุยกับพนักงานรักษาความปลอดภัย เธออยากคิดให้ตกว่าชายสองคนนั้นเป็นใคร แต่ไม่ทันไรพวกเขาก็ถือวิสาสะผลักประตูเข้ามาในชั้นเรียน
ชายทั้งคู่ชูตราประจำตัวเจ้าพนักงาน ขณะคนที่ตัดผมสั้นเกรียน กล้ามแขนใหญ่คับเสื้อสูท เอ่ยด้วยน้ำเสียงปราศจากแววขอร้อง “ขอโทษครับ ศาสตราจารย์ชิม เราต้องการให้คุณมากับเรา”
.
.
.
เธอถูกกักตัวไว้ในห้องสอบปากคำ
ทุกอย่างเหมือนที่เห็นกันในหนัง ผนังปูนสีเทาแขวนป้ายห้ามสูบบุหรี่ โต๊ะสี่เหลี่ยม โคมไฟ เก้าอี้เหล็กเก่าง่อนแง่น และกระจกเงาที่คงจะมองเห็นได้จากอีกด้าน
มันคือสงครามจิตวิทยา
ตำรวจปล่อยให้เธอนั่งหายใจทิ้งอย่างไร้ค่าและสูดกลิ่นเหม็นอับนี้อยู่เกือบชั่วโมง แต่เฮียวรินสงบนิ่งเกินกว่าที่พวกเขาคาดไว้ เธอต้องควบคุมอากัปกิริยาตนเอง แม้ในใจจะร้อนรุ่มเต็มทนเพราะความไม่เข้าใจ เธอรู้ว่าตำรวจต้องการบีบให้เธอสติแตก ยิ่งเธอพล่านมากเท่าไหร่จะเป็นการง่ายต่อพวกเขาในการกำจัดเธอ เธอจึงจ้องมองกระจกเงาบานตรงหน้าไม่วาง เพื่อให้แน่ใจว่าใครสักคนยังอีกฟากจะเห็นแววตา เธอต้องดูฉลาดกว่า เหนือชั้นกว่า และทำให้พวกเขารู้ว่าเธอจะไม่มีวันยอมแพ้ศึกนี้
กระทั่งชายวัยกลางคนคนหนึ่งเปิดประตูเข้ามา
“สวัสดี ศาสตราจารย์ ผมสารวัตรคิมฮยอนซุค หัวหน้าหน่วยสืบสวนคดีพิเศษ ที่จริงเราเคยพบกันแล้ว” เขาแนะนำตัวทั้งๆ ที่ยังง่วนอยู่กับการจุดบุหรี่ ก่อนจะพยักพเยิดไปยังหนุ่มหน้าละอ่อนกับสมุดบันทึกเล่มเล็กๆ ของเขา เด็กหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตผูกเน็คไท คิ้วของเขาขมวดชิดกันจนดูน่าขัน “ส่วนนี่ นักสืบปาร์ค ผู้ช่วยผม”
“ฉันรู้จักลูกชายคุณ สารวัตรคิม” เฮียวรินพูด
“อ๋อ แน่นอน แต่มันคงไม่ช่วยให้อะไรๆ ง่ายขึ้นกว่าเดิมหรอก ข้อนี้ผมมั่นใจ” คิมฮยอนซุคแสยะยิ้ม “ที่นี่ไม่มีเกมตำรวจดีกับตำรวจเลว เพราะเราเลวด้วยกันทั้งคู่ ถูกไหม ยงวอน”
หน้าละอ่อนหัวเราะลงคอหึๆ
เฮียวรินยักไหล่ เธอเคยเกลียดตำรวจนิดหน่อย แต่ตอนนี้รู้สึกขยะแขยงมากกว่า
“นี่ฉันถูกจับหรือเปล่า” เธอถาม
“ไม่ เปล่า ไม่” สารวัตรคิมย่นจมูก ก่อนเขาจะหันไปหัวเราะกับหน้าละอ่อน ส่วนหน้าละอ่อนเองก็ไม่ได้ทำให้ปาหี่บทนี้น่าสมเพชน้อยลงโดยการแสร้งโบกมือไปมา ฮยอนซุคพูด “เพราะอะไรคุณถึงควรถูกจับล่ะ ศาสตราจารย์”
“เพราะอะไรล่ะ” หน้าละอ่อนหงายฝ่ามือ
ไอ้พวกเวร...
เฮียวรินกัดฟัน
“ผมรู้ว่าคุณมีหน้าที่ต้องสอนหนังสือ ใช่แล้ว ผมเองก็จ่ายค่าเทอมจ้างให้คุณสอนลูกผมเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า”
“ค่ะ สารวัตร ฉันเองก็จ่ายภาษี และแน่นอนว่าฉันไม่เคยหวังให้คนที่กินเงินเดือนจากภาษีฉันมาทำฉันเสียเวลา”
คนทั้งสองจ้องตากันเขม็ง สายตาแผดเผาจนเกือบเป็นสะเก็ดไฟ
ในที่สุดคิมฮยอนซุคก็ยกมือขึ้นกอดอก เขาเอนตัวนั่งลงบนโต๊ะ ท่าทางเอาจริงเอาจังขึ้นกว่าเก่าจนเฮียวรินยังรู้สึกหวั่นใจ อะไรบางอย่างในดวงตาเขาบอกให้เธอรับรู้ว่าผู้ชายคนนี้ไม่ธรรมดา
“คุณเชื่อในพระเจ้าไหม ศาสตราจารย์” เขาเริ่ม
“นี่ คุณสารวัตร นักเรียนห้าสิบคนของฉันกำลังรอฉันอยู่นะ”
“ตอบคำถามมาเถอะ ศาสตราจารย์ แค่ตอบ คุณเชื่อในพระเจ้าไหม”
“ไม่”
“จริงหรือ แต่ในรายงานของผมบอกว่าคุณเคยถือคริสต์นี่ สามีคุณก็เป็นคาทอลิก”
เฮียวรินเผลอจิกปลายเล็บลงบนกระโปรงโดยไม่รู้ตัว “ก็ไม่เชิงหรอก คงเป็นแผนจับผู้ชายของฉันมั้ง”
“ทำไม พระเจ้าทำให้คุณผิดหวังงั้นหรือ”
“ฉันไม่เชื่อในพระเจ้า” เธอสู้สายตาเขาไม่ลดละ “หรือคุณเชื่อล่ะ คุณสารวัตร”
เธอทำให้เขาหงุดหงิด เฮียวรินดูออก
คิมฮยอนซุคผุดลุกขึ้นจากที่ที่เคยนั่ง เขาใช้ฝ่ามือทั้งสองปัดชายเสื้อสูท ก่อนจะพักมันไว้กับเอวครู่หนึ่ง ถอนหายใจเฮือก เดินวนไปที่ประตู แล้วเดินกลับมา ทันใดนั้นเองที่สารวัตรทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เขากระแทกมือลงบนโต๊ะโลหะจนลั่นเสียงดังสนั่น เฮียวรินสะดุ้ง เธอหลับตาปี๋
ผู้หญิงที่มีคำว่า ศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ นำหน้าชื่อแทนคำว่า นาง อย่างนั้นหรือ?
“ผมจะถามคำถามคุณนะ ศาสตราจารย์ เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบ” น้ำเสียงเขาเย็นยะเยือก “ในคืนที่โจจูมินเสียชีวิต คุณอยู่ที่ไหน”
เฮียวรินชะงัก
“และในคืนที่ชเวอึนนา ปาร์คจุงอา รวมทั้งคิมโบกยองเสียชีวิตล่ะ คุณอยู่ที่ไหน”
“ฉันต้องการพบทนาย”
“ทนายหรือ งานชุมนุมปีศาจหรือไง”
“ฉันจะไม่พูดอะไรทั้งนั้นจนกว่าจะได้พบทนายของฉัน”
“ฟังผมให้ดีนะ ศาสตราจารย์ชิม” เขายืนค้ำศีรษะเธอ “คุณสังเกตไหมว่ามีอะไรหายไปในการสนทนากันของเราครั้งนี้ ไม่มีคำว่าครับ ไม่มีคำให้เกียรติ ไม่มีการจับมือทักทาย ไม่มีคำพูดปลอบใจ เพราะอะไรล่ะหรือ ก็เพราะว่าฐานะของเรามันเปลี่ยนไปแล้วน่ะสิ”
เฮียวรินหลับตา เม้มริมฝีปากตัวเองแน่น ตอนนี้เธอเข้าใจสถานการณ์แล้ว
“ที่จริงผมไม่จำเป็นต้องถามอะไรคุณเลยแม้แต่คำถามเดียว ผมไม่จำเป็นต้องรู้จากปากคุณว่าเพราะอะไรลายนิ้วมือของคุณถึงไปปรากฏอยู่บนศพเด็กผู้หญิงชื่อจูมิน ให้ตายเถอะ คุณผู้หญิง ผมไม่อยากขอความเห็นคุณสักนิด”
หญิงสาวไม่กล้าลืมตา ด้วยเธอกลัวว่าน้ำตาที่กักกลั้นไว้จะไหลพราก ตอนนี้เธอคิดถึงลูกๆ เหลือเกิน ภาพของพวกเขาตั้งแต่เล็กจนโตแล่นเข้ามาในหัวสมองที่เพิ่งถูกราดด้วยความมืด
“คุณอยากได้ทนาย เราจัดให้คุณแน่ ศาสตราจารย์”
เฮียวรินสาบาน เธอพยายามแล้ว แต่จนแล้วจนรอดน้ำตาหยดนั้นก็ยังหลั่งริน
* * *
เรียนศาสตราจารย์คอลลิน เบลค
ภาควิชามานุษยวิทยา ยูนิเวอร์ซิตี้ออฟเพนซิลวาเนีย
ตามเอกสารที่ดิฉันได้แฟกซ์ไปถึงศาสตราจารย์แล้ว อยากขอความกรุณาให้ศาสตราจารย์ช่วยวิเคราะห์รากฐานภาษาและความเป็นไปได้ กระดาษโบราณพวกนี้อาจนำมาซึ่งการค้นพบรากภาษาที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอีกหนึ่งภาษา และถ้าหากเราสามารถทำความเข้าใจเนื้อความในนั้นได้ กระดาษโบราณเหล่านี้จะกลายเป็นหลักฐานเพื่อใช้ในการศึกษาวัฒนธรรมความเชื่อของมนุษย์ในยุคก่อนคริสตกาลอีกมาก ขอบพระคุณล่วงหน้าแก่ความหวังดีและเมตตาต่อลูกศิษย์คนนี้เสมอมา
ขอแสดงความนับถือ
- อารา ชยอน.
อาราคลิกปุ่มส่งอีเมล์ ก่อนปรายสายตาไปนอกหน้าต่าง ที่ลานกว้างด้านหน้าอาคารภาควิชาโบราณคดียังคงมีกลุ่มนักเรียนมารวมตัวทำกิจกรรมกันอย่างคับคั่งดังเช่นทุกวัน บางคนวาดภาพ บางคนถ่ายรูป บางคนโชว์เล่นสเก็ตบอร์ดด้วยลีลาผาดโผน บางคนเล่นดนตรีเปิดหมวกหารายได้ อาราชอบสไตล์ของนักศึกษาที่นี่
นักศึกษาของทุกๆ มหาลัยมักมีราศีของแต่ละสถาบันนั้นๆ เจิดจ้าอยู่ แม้ว่าพวกเขาจะมาจากต่างที่ ต่างเชื้อชาติ ฐานะ ศาสนา ประหนึ่งว่ามีชื่อสถาบันแปะติดหน้าผากไว้ นักศึกษาฮาร์วาร์ดส่วนใหญ่มีใบหน้าที่ดูแก่เกินวัย ผมพวกเขาเริ่มหงอกตั้งแต่เรียนปีแรกๆ แต่มักแต่งตัวเหมือนเด็กมัธยมคงแก่เรียน เน็คไทตึงเปรี๊ยะ สวมเสื้อสเวตเตอร์ลายตารางหมากรุกทับเสื้อเชิ้ต นักศึกษาโคลัมเบียเป็นคนเมืองใหญ่ สบายๆ แต่รีบเร่งกันแทบตลอดเวลา พวกเขาดูเหมือนจะเป็นสุขแต่ที่จริงล้วนมีแนวโน้มการเป็นโรคซึมเศร้าแฝงอยู่ อาหารแถวนั้นไม่อร่อย คนที่เรียนเก่งส่วนมากจะเป็นยิวไม่ก็ชาวเอเชีย พวกนี้แข่งขันกันสูงมาก เรียนกันจนเลือดตกยางออก ใช่ คุณฟังไม่ผิดหรอก พวกเขาห่ำหั่นกันด้วยผลการเรียนจนเลือดตกยางออกจริงๆ ส่วนพวกที่จบจากพรินซ์ตันนั้นมีมาดคุณชายกันทุกคน เสื้อผ้ามียี่ห้อสีขาวตลอดตัว ผิวพรรณเกลี้ยงเกลาเหมือนกระเบื้องเคลือบ โคนผมจรดปลายเป็นสีบลอนด์ ผู้หญิงเรียนขี่ม้า ผู้ชายเล่นกอล์ฟ ลาคอสต์ ฟันดาบ หรืออะไรที่ดูเป็นเจ้าชายยิ่งกว่านี้
นักศึกษาของอิเดนเบิร์ชก็เช่นกัน พวกเขามีราศี
พวกเขาแปลก ใครๆ บอกอย่างนั้น แรกเริ่มเดิมทีอารายอมรับว่าเธอเองก็คิด เด็กพวกนี้มีความสุดขั้วอยู่ในทุกๆ ด้าน แต่พวกเขาก็เป็นธรรมชาติเหลือเกิน พวกเขาแข่งขันกันเข้าเรียนที่นี่เพราะความคลั่งไคล้ในศิลปะ นั่นแหละที่เธอคิดว่ามันน่าทึ่ง พวกเขาทำไปโดยไม่สนใจใครหน้าไหน ในสังคมที่ถูกบ่มเพาะมาว่าถ้าหากอยากประสบความสำเร็จก็ต้องเรียนหมอ เป็นทนาย เป็นข้าราชการ หากในเอกภพที่มีชื่อว่าอิเดนเบิร์ช ค่านิยมเหล่านั้นไม่มีความหมายใดๆ ไม่มีใครมานั่งกลุ้มว่าเมื่อเรียนจบไปจะทำอะไรกิน พวกเขาล้วนยอมรับในสิ่งที่ตนเลือกแล้ววันนี้ คือทำ...ในสิ่งที่รัก
พวกเขามีความหมกมุ่น เด็กที่เรียนภาพยนตร์ พวกเขาบ้าหนังมากจริงๆ บางคนถึงกับแต่งตัวตาม โอบีวัน เคโนบี ถือดาบเลเซอร์มาเรียน เด็กที่เรียนถ่ายภาพ พวกนี้ก็ถ่ายอะไรต่อมิอะไรได้ทั้งวันตั้งแต่พระอาทิตย์ยันเมล็ดถั่วเขียว พวกที่เรียนวรรณกรรม ที่นี่มีทั้งรายวิชาโทลคีนศึกษาและแฮรี่พ็อตเตอร์ศึกษาเปิดสอน พวกที่เรียนวาดภาพ ดนตรี พวกเขาสนใจแต่สิ่งที่รักและมุ่งมั่นทำมันอยู่อย่างเดียวแบบนั้น
อารารู้จักนักเรียนคนหนึ่ง เขาเรียนคณะดนตรีเอกขับร้องโอเปร่า เธอเคยสอนวิชาโบราณคดีให้เขา ขณะเดินมาทำงานทุกวัน อาราจะเห็นเด็กผู้ชายคนนี้ยืนกางแขนกางขาอยู่กลางสนามหญ้าริมน้ำ อ้าปากกว้างมากจนตาหยี และยืนนิ่งอยู่ไม่ขยับเขยื้อนไปไหน เมื่อเธอถามเขาว่ากำลังทำอะไร เขาก็มักตอบ ‘มารับพลังจากดวงอาทิตย์ครับ’ เขาบ้ามาก เพี้ยนสุดๆ เลยล่ะ ติดยาแก้ปวดด้วย แต่กระนั้นแล้วเขาก็มีเสียงร้องที่น่าทึ่งมากจนแม้แต่นายกเทศมนตรียังชื่นชม ท่านนายกบริจาคเงินให้วิทยาลัยปีละหลายๆ ล้านเพื่อบัตรชมการแสดงคอนเสิร์ตของเด็กผู้ชายคนนี้
‘ถ้าคุณวาดภาพได้เก่งเท่าปิกาสโซ่ ใครจะสนล่ะว่าคุณบวกเลขสองหลักเป็นไหม’
ท่านอธิการบดีทงกล่าวไว้ในงานปฐมนิเทศน์นักศึกษาปี 1978 ประโยคนี้เป็นดั่งคำคมประจำใจของนักศึกษาที่นี่ และอาราเห็นด้วยว่ามันเป็นคำกล่าวที่แสนทรงพลัง ทั้งยังให้แรงบันดาลใจ เธอรักงานของเธอ รักที่ได้สอนเด็กนักเรียนผู้สนใจใคร่รู้ รักที่ได้เห็นใบหน้ามีความสุขของพวกเขาในห้องเรียน
ที่ทางพักบันได อาราเห็นเด็กผู้ชายห้าคนกำลังพูดคุยกัน กระทั่งคนหนึ่งรู้ตัวว่าถูกแอบมอง
ฮัวชองฮวาหันมาสบตาเธอเข้าอย่างจัง
เธอยิ้มให้เขา หากเขาแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นเธอ
.
.
.
ชองฮวาพยายามรวบรวมสมาธิกลับมาที่วงสนทนา ยูชอนมีเรื่องสำคัญจะบอก
“ฉันคิดแล้วเชียวว่าเคยเห็นตัวหนังสือแบบนั้นที่ไหนมาก่อน ที่ห้องจุนซูนี่เอง”
“หมายความว่ารูมเมทของจุนซูมีหนังสือของคนร้ายด้วยงั้นหรือ” ยุนโฮไม่เชิงถาม เขาดูคล้ายรำพึงรำพันกับตัวเองมากกว่า
“ไม่แน่ว่าชายสวมเสื้อโค้ชอาจเป็นลีเฮจินก็ได้” ชางมินพูด
“เด็กนั่นน่ะหรือ” ยูชอนหัวเราะหยันๆ “แรงหายใจยังแทบไม่มีเลย จะไปฆ่าใครได้”
“เราต้องถามให้รู้เรื่องนะ”
“ถ้ามันทำจริง ไอ้โง่ที่ไหนจะยอมรับวะ ยุนโฮ”
“เค้นให้รับสิ” ชองเทบิน สมาชิกใหม่ที่เงียบมานานเอ่ยขึ้น เรียกให้ทุกคนจับสายตารวมอยู่ที่เขา หนุ่มผิวขาวซีด เจ้าของเส้นผมสีเงินถูเล็บบนอกเสื้อ “ทำให้มันยอมพูด”
ไม่รอช้า ทั้งห้าตรงดิ่งไปที่หอสมุดทันที
“จุนซูบอกว่าวันๆ มันเอาแต่มุดหัวอยู่ในหอสมุด” ยูชอนให้ข้อมูล
ขณะนี้ ยูชอน ยุนโฮ ชางมิน ชองฮวา และเทบิน ยืนอยู่หน้าหอสมุดอิเดนเบิร์ช กำลังรอเวลาลงมือ
“มีแผนไหม” ยุนโฮถาม “จะบุกเข้าไปเลย หรือว่ายังไง”
“เราจะยืนรออยู่ตรงนี้ให้พ้นจากกล้องวงจรปิด” ชองฮวาตอบ พลางชี้ไปที่ยอดเสาโรมันขนาดยักษ์ กล้องวงจรปิดสองตัวแสดงสัญญาณไฟสีแดง “พอมันออกมา ไม่ต้องให้เหลือซาก เหลือไว้แค่ปากเอาไว้พูดก็พอ”
“นั่นแผนหรือ”
“ระดับโลกเลยล่ะ”
“เพื่อทีม” ยูชอนยื่นมือมากลางวง
ทุกคนมองเขางงๆ หากสุดท้ายก็ยอมประสานมือด้วย “ไฟท์ติ้ง...”
กระทั่งเที่ยงสี่สิบห้า ลีเฮจินก็ปรากฏตัว เขาเดินออกมาจากหอสมุดด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ ร่างกายแกรนๆ คล้ายกับจะหักครึ่งท่อนเมื่อเขาลากกระเป๋าสะพายใบโตด้วยแขนผอมๆ นั่น
ยูชอนออกจากที่ซ่อนทันที “เฮ้ ! นาย เรามีอะไรอยากถามหน่อย”
เด็กหนุ่มร่างผอมหันขวับมาตามเสียงเรียก เมื่อเห็นรุ่นพี่ห้าคนกำลังเดินตรงไปหา
เฮจินวิ่งไม่คิดชีวิต
“ดัก !” ชางมินตะโกน
ลีเฮจินวิ่งหัวซุกหัวซุนตัดสนามหญ้าเขียวขจีที่มีป้ายห้ามเดินลัดสนามปักอยู่ สปริงเกอร์ฉีดน้ำหมุนว่อน ชองฮวากับยุนโฮวิ่งตาม ส่วนยูชอน ชางมิน กับเทบินไถลลงเนินหญ้าเพื่อไปดักข้างหน้า
“วู้ฮู้ เท่สุดๆ เลยเพ่ !” มีเสียงเชียร์กึกก้องดังตลอดทางไม่ขาดสาย
เฮจินกระโดดข้ามโซ่กั้นเข้าไปในสวนดอกไม้ ชองฮวากับยุนโฮกระโดดตาม ร่างกายพวกเขาเปียกปอนเพราะความชื้นแฉะของสนามหญ้า
“หยุดนะ !” ยุนโฮร้อง แต่ลีเฮจินไม่ฟังคำทัดทาน เขากระโดดแผล็วข้ามพุ่มกุหลาบตรงหน้า หายลับสายตาหน้าไปในทันใด
ด้านชางมิน ยูชอน เทบิน หลังจากวิ่งตัดเนินหญ้า พวกเขาก็มาถึงสวนดอกไม้ เทบินได้ยินเสียงแกรกกรากบางอย่างจึงยกมือเป็นสัญญาณให้อีกสองคนที่เหลือหยุด
“ชู่วว์” ชางมินแตะนิ้วชี้ที่ริมฝีปาก พยักพเยิดไปที่สุมทุมพุ่มไม้ซึ่งกำลังไหวน้อยๆ เสียงแกรกกรากดังขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ และแล้ว...
แจ็คพ็อต
ลีเฮจินโผล่หัวออกมาจากแนวไม้ เศษใบไม้ติดตามเส้นผมและเนื้อตัวเขา ยูชอนใช้ความยืดหยุ่นร่างกายอันเป็นผลลัพธ์ทางบวกที่ได้จากการเล่นบาสเก็ตบอลโผตัวเข้าไปสกัด ทั้งคู่ล้มกลิ้ง
“ปล่อยนะโว้ย !” ลีเฮจินตาเหลือกเมื่อยูชอนโดดขึ้นคร่อม แฟนหนุ่มของรูมเมทเขาคนนี้เกลียดเขาเข้าไส้ เฮจินรู้ดี
งานนี้กูตายแน่
ความคิดนั้นทำให้อะดรีนาลินในกายพุ่งพล่าน เฮจินสะบัดแขนสุดแรง หลับหูหลับตาเหวี่ยงหมัดออกไป กำปั้นของเขาไม่กระทบสสารใดเลยนอกจากอากาศ น่าแปลกที่เขาได้ยินเสียงยูชอนร้องลั่น
“โอ๊ย !!!”
ด้วยความบังเอิญอย่างที่สุด เฮจินแทงเข่าเข้ากลางหว่างขายูชอน เด็กหนุ่มลืมตาขึ้น เมื่อเห็นยูชอนล้มลงไปทุรนทุรายอยู่กับพื้น เขาจึงรีบหยัดกายลุกขึ้นตั้งหลัก
ชางมินโผล่มาด้านหลัง เขาสอดแขนทั้งสองรัดใต้รักแร้เฮจินไว้ คราวนี้เฮจินเหวี่ยงทั้งตัว ใช้เรี่ยวแรงที่มีอยู่ทั้งหมดยกร่างที่ใหญ่โตกว่าข้ามไหล่ คว่ำชางมินได้ในพริบตา
ชางมินระบมไปทั้งข้อแขนที่ถูกบิด ลีเฮจินกำลังจะหลุดมืดไป เขาเห็นยูชอนร้องโอดโอยอยู่ไม่ไกลจากเขา ส่วนเทบินก็ไม่รู้จู่ๆ หลุดวงโคจรไปที่ไหน เขาต้องทำอะไรซักอย่าง
เด็กหนุ่มงอแขนข้างที่เจ็บ เก็บมันให้แนบลำตัวที่สุดป้องกันการกระทบกระทั่ง แล้วใช้แขนอีกข้างยันตัวเองลุกขึ้นยืน เขาเอื้อมไปหาลีเฮจินซึ่งกำลังหันหลัง แต่แล้วตอนนั้นเองที่ฝ่ายตรงข้ามฟาดหนังสือเล่มเบ้อเริ่มเข้าที่หน้าเขาจนหงายท้องตึง
“ทางนี้” เสียงเทบิน
ชองฮวากับยุนโฮวิ่งพ้นแนวพุ่มไม้มาหลังเสียงนั้น ลีเฮจินกำลังจะออกวิ่งอีกครั้ง เมื่อชางมินตะโกนอีกครั้งว่า “ดัก !”
ยุนโฮกระโจนขวาง ส่วนยูชอนที่ฟื้นตัวแล้วก็พุ่งตัวไปข้างหน้าเต็มกำลังแค้นด้วยความเร็วที่ไม่อาจหยุดไว้ได้
เฮจินได้จังหวะถอยฉากทันที
เสียงโป๊กดังสนั่น !
หมอบไปสาม
ทันใดนั้น เทบินโผล่มาจากที่ที่ไม่มีใครรู้ กระแทกไหล่เข้าที่ท้องเฮจินจนตัวงอพับ ชองฮวาโถมตัวไปด้านหน้าคว้าข้อเท้าข้างหนึ่งของลีเฮจินไว้ได้ เด็กนั่นเสียหลักล้มลงหน้าฟาดพื้น ชองฮวาไม่รอช้า จับส้นเท้าเฮจินด้วยมือขวา จับนิ้วเท้าทั้งห้าด้วยมือซ้าย ก่อนจะยืนขึ้น
แล้วบิด
“อ๊ากกกกกกกกกกกกก ก ก ก !!!”
“ท่านี้เป็นท่าบิดกล้ามเนื้อ ไม่ใช่ท่าหักกระดูก แต่ปวดจี๊ดไปจนถึงเส้นประสาทเลยล่ะ” เทบินลุกขึ้นปัดเศษสกปรกออกจากเสื้อผ้า เขาส่งมือให้ชางมินยึด ก่อนพูดว่า “นายอยากได้เทพเจ้าแห่งการทรมานใช่ไหม เขาก็อยู่ตรงนี้แล้วไง”
เขากำลังพูดถึงชองฮวาอย่างไม่มีข้อกังขาเลย
“ไอ้เปรต แกวิ่งหนีทำไมวะ” ชองฮวาเดือดดาล
ใบหน้าเฮจินเถลือกไถลกับพื้นหญ้า เขายังคงร้องครวญอย่างเจ็บปวด “ผมขอโทษ ! ผมผิดไปแล้ว คราวหน้าคราวหลังจะไม่ทำอีกแล้ว ผมสาบาน !”
ชางมิน ยุนโฮ ยูชอน เทบิน รวมทั้งชองฮวาต่างแลกสายตากัน
“ผมจะไม่ขโมยหนังสือห้ามยืมออกมาอีกแล้ว !”
เมื่อลีเฮจินยอมรับสารภาพ ทุกอย่างก็กระจ่างชัด
“สาบานให้ฟ้าผ่าตาย ผมไม่รู้จริงๆ ว่ามันคือภาษาอะไร” ลีเฮจินตอบด้วยริมฝีปากที่สั่นระริก
“เชื่อเถอะว่าพวกฉันน่ากลัวกว่ากว่าฟ้าผ่าเยอะ” ชองฮวาพูด
“ผมพยายามจะรู้ แต่ไม่รู้จริงๆ”
“นายบอกว่าได้หนังสือนั่นมาจากหอสมุดงั้นหรือ” ยุนโฮถาม
“ครับ” ขณะโดนมัดมือมัดเท้าอย่างจนตรอกเช่นตอนนี้ เฮจินเลือกหันไปพึ่งคนที่ดูจะใจดีที่สุดในกลุ่ม ซึ่งก็คือยุนโฮ “จริงๆ นะพี่ ผมหยิบหนังสือเล่มหนึ่งมาจากชั้น แต่พอเปิดดูก็พบว่ามีหนังสืออีกเล่มซ่อนอยู่ในนั้น”
ชางมินขมวดคิ้ว ยิ้มอย่างขันๆ “ว่าไงนะ”
“หนังสือเล่มใหญ่มาก ตรงกลางเล่มถูกเจาะเป็นรูรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า รอยเจาะหนาหนึ่งเซนติเมตร แล้วก็มีหนังสือเล่มเล็กนี้ซ่อนเอาไว้ข้างใน ผมแค่สงสัยว่ามันคืออะไร ภาษาก็แปลกดี ผมเลยขโมยมันออกมาดูเท่านั้น”
“ขโมยของบ่อยล่ะสิ ไอ้เวร” ยูชอนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน
เฮจินคลานเข่าไปหายุนโฮ “พี่ พี่ต้องเชื่อผมนะ”
“นายก็ต้องทำตัวเองให้น่าเชื่อด้วย” ยุนโฮตบไหล่เด็กหนุ่มเบาๆ “สัญญาสิว่าจะไม่เอาเรื่องถูกพวกฉันขู่ไปฟ้องใคร แลกกับที่พวกฉันสัญญาว่าจะไม่บอกใครเรื่องนายขโมยหนังสือ”
เฮจินพยักหน้าเร็วๆ “สัญญาครับ ด้วยเกียรติของลูกเสือ”
ชางมินลูบปลายคางตนเอง เขาพยายามครุ่นคิดอย่างหนักเรื่องหนังสือที่ถูกซ่อนไว้ในหนังสืออีกเล่ม
ทำไม เพื่ออะไร และใครทำ
“นายบอกว่าเจอหนังสือนั่นในหอสมุด” เขาทวนข้อมูลอีกครั้ง
“ใช่ๆ” เฮจินรับ
“เจอที่ไหน”
“ชั้นหนังสือชั้นบนสุดของชั้นบนสุด”
ยูชอนกรอกตา “พูดบ้าอะไรของมัน”
“ตรงที่เก็บคัมภีร์ไบเบิ้ล ฉบับแยกเล่ม”
“เล่มไหน” เป็นยุนโฮที่ถาม
เฮจินตอบ “วิวรณ์”
อ๋อ ไอ้สี่อัศวิน วันพิพากษา วันสิ้นโลกนั่นน่ะนะ
อ๋อ ไอ้นั่นน่ะนะ
อ๋อ...
* * *
“มีใครรู้บ้างว่าโซลกีหายไปไหน นี่ก็ปาเข้าไปสามวันแล้วนะ งานไม่เดินแบบนี้ใครจะรับผิดชอบ” เสียงยุนโฮดังสะท้อนก้องโรงละครโดยไม่จำเป็นต้องใช้โทรโข่ง “พวกนายลองแวะไปดูที่หอพักเธอหรือยัง”
พวกรุ่นน้องส่ายหน้าหงอยๆ
“ฉันควรเลือกผู้กำกับศิลป์คนใหม่เลยไหม” ยุนโฮถอนหายใจอย่างหัวเสีย รุ่นพี่ยุนโฮคนนี้ไม่ใช่คนใจร้อนเลย หากโปรดเชื่อเถิดว่าการทำให้เขาโมโหเป็นการกระทำอย่างสุดท้ายที่คนฉลาดจะเลือกทำ “จางยอพ ต่อจากนี้นายคุมงานฝ่ายศิลป์แทนโซลกีจนกว่าเธอจะกลับมานะ”
“ครับ พี่ยุนโฮ”
“และแล้วเจ้าชายก็กระซวกปลายดาบเข้าไปในท้องแม่มดในร่างมังกรจนมิดด้าม แล้วก็คว้านปลายดาบ คว้าน...จนไส้มังกรไหลทะลักออกมา” จุนซูพูด “ดูเหมือนว่ารุ่นพี่โซลกีจะยอมรับความพ่ายแพ้แล้วนะ แจจุง”
แจจุงกระตุกยิ้มมุมปาก “แค่เติมความรักลงไป”
“แค่เติมความรักลงไป” จุนซูลากเสียง แล้วกระซิบใส่หูแจจุงว่า “นายมัน แพศยา”
เจ้าของเส้นผมสีบลอนด์หม่นยิ้มพอใจกับคำเรียกนั้น “ก็ฉันเป็นเพื่อนซี้นายนี่” พูดเสร็จพลันคว้ากล่องอุปกรณ์เดินหนี
จุนซูวิ่งตาม เสียงเล็กพ้อ “เกี่ยวอะไรกับฉันเล่า”
.
.
.
เครื่องเสียงรถยนต์ของยุนโฮเสริมไอพอดแจ็ค ขณะนี้ไอพอดของเขากำลังเล่นเพลง Syndicate ของวง เดอะฟราย เนื้อร้องกล่าวถึงการรอคอยเช้าวันใหม่ซึ่งอาจเป็นวันที่ดีกว่าก็ได้ แค่หลับตาให้ผ่านคืนนี้ไป ถึงแม้วันนี้จะสิ้นหวัง แต่เราก็ไม่ได้สูญเสียทุกอย่างไปหมด
ยุนโฮชอบเพลงนี้มาก
แจจุงนอนอยู่เบื้องใต้ร่างเขาบนเบาะหลังรถ แผ่นอกแบนราบ กล้ามท้องเป็นลอน เอวคอดสวย กับผิวพรรณขาวกระจ่าง ทุกสิ่งทุกอย่างที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของแจจุงปรากฏชัดอยู่ตรงหน้า กางเกงยีนส์ถูกปลดลงกรอมหัวเข่า เสียงหัวเข็มขัดโลหะกระทบกันทุกครั้งที่แจจุงขยับกาย
ยุนโฮลากปลายลิ้นวนจากยอดอกสีชมพู เรื่อยมายังหน้าท้อง ร่องสะดือ ตลอดจนแก่นกายที่ตื่นตัวรอรับสัมผัส ร่างกายแจจุงชุ่มเหงื่อ แต่รสชาติของการทำรักนั้นแสนหวาน ยุนโฮห้ามตัวเองไม่ได้ ขาทั้งสองข้างของเขายื่นออกไปนอกตัวรถที่ประตูถูกเปิดอ้าไว้ คนแถวนั้นอาจสังเกตเห็นพวกเขา
แต่ใครสนล่ะ?
ยุนโฮอ้าปาก รับส่วนนั้นของคนรักเข้าไปตลอดความยาวในครั้งเดียว
“อื้อ...ย..ยุนโฮ” แจจุงขยุ้มกลุ่มผมสีน้ำตาลเข้มจนเต็มมือ เขาแอ่นหน้าอก แผ่นหลังโค้งงอ ทุรนทุรายเพราะความเสกสม ร่างเพรียวตั้งต้นขยับสะโพก กระแทกกายในโพรงปากร้อน เขารู้ดีว่านั่นอาจทำให้ยุนโฮสำลัก หากในช่วงเวลาเช่นนี้ อารมณ์ก็มาเหนือเหตุผลเช่นกัน “รู้สึกดี...ดีชะมัด...”
กระทั่งลิ้มรสถึงของเหลวที่ค่อยๆ ซึมจากส่วนปลาย ยุนโฮก็ผละออก แจจุงครางเบาๆ อย่างขัดใจ
“อย่าแกล้งกันสิ” ปลายนิ้วเรียวลูบไล้ข้างแก้มเขา เสียงนั้นแหบพร่า กลิ่นอายความต้องการอวลกรุ่น แจจุงแยกเรียวขาตนเองออกกว้าง แล้วจับมือยุนโฮขึ้นมา ก่อนส่งนิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางของอีกฝ่ายเข้าไปดูดรั้งด้วยปาก ขณะจ้องดวงตากลมโตสีดำสนิทเข้ามาในตา “เข้ามาเถอะ ในตัวผม”
มีอะไรหลายอย่างในแววตาคู่นั้นของแจจุง เวลาที่แจจุงมองเขา แต่ยุนโฮไม่เคยเห็นความรักเลย มันเจ็บปวด หากไม่รู้เพราะอะไรเขาจึงยอมทนอยู่เช่นนี้ นั่นอาจเป็นเพราะเขาปล่อยแจจุงไปไม่ได้ หรือเขาอาจขาดใจตายถ้าทำเช่นนั้น
คืนก่อนยุนโฮฝันถึงมารีอา ฝันว่าพระแม่กำลังร่ำไห้ น้ำตาท่านไหลเป็นเลือดแดงฉาน ท่านตรัสว่าทรงผิดหวังในตัวเขา ยุนโฮตื่นขึ้นกลางดึกและไม่สามารถข่มตาลงหลับต่อได้ เขาร้องไห้คนเดียวจนเช้า อ้างว้าง เดียวดาย
แจจุงโทรหาเขาตอนตีสี่ ราวกับรู้ว่าเขากำลังทุกข์ใจ แจจุงไม่พูดอะไรมาก เพียงบอกว่าจู่ๆ ก็คิดถึงขึ้นมา ตอนนั้นเองที่ยุนโฮรู้สึกเปี่ยมไปด้วยความหวังอีกครั้ง เขาบอกขอบคุณพระเจ้าในใจ
ใครคนหนึ่งเคยบอกเขา ‘หากความรักมันโหดร้ายนักก็หันมารักแต่พระองค์เถอะ’ แต่ในวันนี้ความรักในตัวพระองค์กลับทำร้ายเขาอย่างสาหัสไม่ต่างจากการรักคนธรรมดา พระองค์เกลียดแจจุง แจจุงเกลียดพระองค์ และยุนโฮไม่สามารถเลือกใครคนใดคนหนึ่งได้
ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ใช่
พระเจ้าไม่ได้เกลียดแจจุง พระองค์ไม่เกลียดเขา พระเจ้าทรงรักมนุษย์ ท่านจึงประทานความรักมา ยุนโฮเชื่อว่าพระเจ้าไม่ได้ตาบอด คนเรานี่เองที่ตาบอด คนเรานี่เองที่ตีกรอบให้ความรัก สิ่งที่ดีที่สุดที่โลกใบนี้พึงมี ด้วยความเชื่อนี้ ยุนโฮสาบาน เขาจะรักแจจุงให้มาก ด้วยความหวังว่าสักวันแจจุงจะหันมารักเขาเหมือนอย่างที่เขารัก
ถึงตอนนั้น พระเจ้าก็คงจะยิ้มให้เขาอีกครั้ง
เขายังศรัทธา
* * *
จุนซูมีแผนการสำหรับวันหยุดสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้
เขาเดินทางไปยังเมืองโอซาน จังหวัดคยองกี บ้านเกิดของชเวอึนนา โอซานเป็นเมืองเล็กๆ ตั้งอยู่ห่างจากตอนใต้ของโซลราวๆ ยี่สิบสองไมล์ เด็กหนุ่มใช้เวลาหนึ่งวันในการตัดสินใจไปเยี่ยมเยือนสถานที่ที่เขาแทบไม่รู้จักด้วยเหตุผลเพียงข้อเดียวคือ เขาต้องไป
ขั้นตอนทุกอย่างหลังจากนี้ล้วนก่อเกิดจากความรู้สึกล้วนๆ เขาเสียเวลาไปหลายชั่วโมงกับการเดินไล่หาบ้านตระกูลชเว จนในที่สุดก็พบ บ้านของครอบครัวอึนนาเป็นบ้านทรงยุโรป ขนาดเล็กกว่าบ้านของจุนซูเล็กน้อย ซึ่งนั่นก็นับว่าเล็กกว่าสนามกีฬาโอลด์แทรฟฟอร์ดอยู่นิดหน่อยเท่านั้น
จุนซูได้พบแม่ของอึนนา เธอพาเขาเดินดูห้องนอนที่อึนนาเคยนอน แถมยังอนุญาตให้นำของชิ้นใดติดตัวกลับไปด้วยก็ได้หากต้องการ เธอบอกว่าเธอไม่อยากเก็บไว้ ของใช้พวกนี้รังแต่จะทำให้อาลัยอึนนามากยิ่งขึ้น เธอดูทุกข์ทนมาก แม้ว่าลูกสาวคนเดียวจะจากไปแล้วเป็นเดือน หากความเศร้าโศกอันก่อตัวจากความไม่ยอมอภัยให้ตนเองก็ยังไม่มีทีท่าจะเลือนหาย ใบหน้าไร้ชีวิตชีวาตรงหน้าทำให้จุนซูคิดถึงแม่ เขาดีใจเหลือเกินที่เคยทิ้งแม่ไปเพียงสิบห้านาที ไม่ใช่ชั่วนิรันดร์
คุณนายชเวเดินไปยังประตู พลางพูดว่า “ตามสบายเลยนะจ๊ะ”
“ขอบคุณนะฮะ คุณป้า”
หญิงวัยกลางคนยิ้ม ก่อนปิดประตูบานนั้นลง
ตีความจากการจัดแต่งห้องนอนและรสนิยม อึนนาเป็นผู้หญิงที่ธรรมดามากเทียบกับการเป็นนักศึกษาชั้นหัวกะทิของอิเดนเบิร์ช เธอมีความเพ้อฝันแบบผู้หญิงๆ เล่นตุ๊กตาบลาย ฟังเพลงป๊อบญี่ปุ่น นิยมภาพยนตร์รักโรแมนติก ผ้าปูที่นอนสีชมพู ม่านระบายลูกไม้ กับคอมพิวเตอร์ไวโอ
จุนซูพบสมุดบันทึกห้าเล่มอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ เป็นสมุดที่ทำด้วยมือ บนปกแต่ละเล่มเขียนกำกับไว้ว่า ปีหนึ่งเทอมหนึ่ง ปีหนึ่งเทอมสอง ปีสองเทอมหนึ่ง ปีสองเทอมสอง และปีสามเทอมหนึ่ง ตามลำดับ
มันคือไดอารี่
ร่างเล็กทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ แล้วเปิดอ่านทีละเล่ม...
ปีหนึ่ง เทอมหนึ่ง วันเปิดภาคเรียน
17 พฤษภาคม ฤดูใบไม้ผลิ อากาศสดใส
วันนี้เปิดเทอมวันแรก ทุกๆ อย่างดูเหมือนจะเป็นไปได้สวย ฉันใฝ่ฝันถึงการเรียนที่อิเดนเบิร์ชมาตลอด และวันนี้ฉันก็ทำสำเร็จ พี่ๆ ที่คณะเอ็นดูฉัน พวกเขาดูแลฉันเป็นอย่างดี ขอพระเจ้าอวยพร
..............................................................................................................
ปี 1 เทอม 1
6 มิถุนายน ฤดูใบไม้ผลิ วันฝนตก
ขอบคุณโชคชะตาที่ทำให้วันนี้ฉันได้คุยกับเขาเป็นครั้งแรก หมายถึงพูดคุยกันจริงๆ ไม่ใช่เรื่องงาน เขานั่งข้างฉันตอนคาบภาษาอังกฤษ เขามีรอยยิ้มที่น่ารักมาก ฉันเล่าให้เขาฟังเกี่ยวกับบทละครของฉัน ฉันรู้ว่ามันบ้า แต่เขาไม่ได้พูดแบบนั้นเลย เขาบอกว่ามันวิเศษและขอให้ฉันพยายามต่อไป ฉันอยากให้เขารู้จังว่าเขาเป็นแรงบันดาลใจของฉัน
..............................................................................................................
ปี 2 เทอม 2
11 พฤศจิกายน ฤดูหนาว
ยูชอนจะต้องได้เป็นโรมิโอ ฉันสัญญา ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ค่อยปลื้มใจกับความพยายามของฉัน สำหรับฉันไม่มีใครเหมาะเท่าเขาอีกแล้ว ฉันไม่เคยแน่ใจว่าเพราะอะไรยูชอนจึงพยายามเว้นช่องว่างความสัมพันธ์ของเรา เขาเคยเจ็บปวดมาในอดีตหรือเปล่า ถึงได้กีดกันคนที่รักเขาอย่างนี้ ฉันรักเธอนะ ยูชอน ฉันอยากให้เธอได้ยิน
..............................................................................................................
ปี 2 เทอม 2
14 กุมภาพันธ์ อากาศหนาวมาก
สุขสันต์วันวาเลนไทน์ วันนี้ฉันได้ดอกไม้จากเพื่อนๆ ที่คณะเต็มไปหมด แทฮีทำช็อคโกแล็ตมาให้รุ่นพี่ที่เธอชอบ แต่เธอไม่กล้าบอกเขาว่าเธอทำ ส่วนฉันเองไม่กล้าแม้แต่จะทำช็อคโกแล็ตด้วยซ้ำ ส่วนงานหาทุนก็จบลงไปได้ด้วยดี โรมิโอกับจูเลียตจะเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดอีกหนึ่งงานของฉัน ยิ่งไปกว่านั้น ยูชอนให้นาฬิกากับฉัน พร้อมจดหมาย “ขอบคุณที่เลือกฉัน จาก ยูชอน”
..............................................................................................................
ปี 3 เทอม 1
22 เมษายน ปฐมนิเทศน้อง
ให้ตายเถอะ ยูชอนเอาแต่พูดถึงรุ่นน้องชื่อคิมจุนซู อยากจะบ้าตาย จะเจ้าชู้อะไรนักหนานะตาบ้า เธอเป็นคนดังรู้ตัวไหม มีแต่คนจ้องหาโอกาสจะตักตวงจากเธอ หัดระวังตัวซะบ้างสิ ทีรักคนอื่นน่ะง่ายนัก แต่ไม่เคยรักฉันสักนิด มันน่าน้อยใจชะมัด
..............................................................................................................
ปี 3 เทอม 1
6 มิถุนายน วันที่หัวใจสลาย
ฉันเห็นเขากับเด็กคนนั้นที่งานปาร์ตี้ ยูชอนนอกใจอึนฮเย รวมถึงผู้หญิงอีกสองคนนั่นจนได้ แล้วคิมจุนซูที่แสนใจแข็ง สุดท้ายก็ทำมัน พระเจ้า ฉันทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ทุกอย่างที่ฉันทำเพื่อเขามันไม่มีค่าอะไรเลย
จุนซูพยายามค้นหาบันทึกที่เธอเขียนก่อนตาย ทว่าไม่พบ มันอาจใหม่เกินไป และยังไม่ทันที่อึนนาจะนำกลับมาที่บ้าน เธอก็คงเจอเคราะห์ร้ายเสียก่อน
ชั่วโมงถัดมา จุนซูก้าวออกจากห้องพร้อมสมุดบันทึกห้าเล่ม อย่างน้อยยูชอนก็ควรจะได้อ่าน
คืนนั้นจุนซูนอนค้างที่บ้านของพ่อแม่ในจังหวัดเดียวกัน ก่อนเดินทางกลับวิทยาลัยในรุ่งเช้าวันต่อมา
* * *
พ่อไล่น้องสาวทั้งสองออกไปนอกห้อง ก่อนจะเล่าเรื่องวุ่นวายที่เพิ่งเกิดขึ้นเช้าวันนี้ให้เขาฟัง
“ว่าไงนะ แม่ถูกสั่งกักบริเวณ เป็นไปไม่ได้” สิ้นคำ ชางมินตะโกนอย่างไม่เชื่อหู
พ่อของเขาส่ายหน้าช้าๆ แววตาเต็มไปด้วยความท้อแท้ “พ่อไม่รู้จะช่วยแม่ยังไง”
เฮียวรินถูกกักตัวในฐานะผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมต่อเนื่องเด็กสาวสี่คน ตำรวจออกหมายเรียกเธอแล้ว ซึ่งนั่นหมายความว่าระหว่างนี้เฮียวรินจะไม่สามารถเดินทางไปไหนได้ไกลกว่ารั้วบ้าน
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ตำรวจทำเกินไป แม่เป็นแค่ผู้ต้องสงสัย ไม่ใช่ผู้ต้องหา”
“แต่พวกเขามีหลักฐานนะลูก”
“พ่อเชื่อหรือว่าแม่เป็นคนทำ”
“ไม่เลยลูก พ่อไม่เชื่อ” พ่อวางฝ่ามือทั้งสองข้างบนไหล่เขา พยายามทำให้เขาจ้องตา “เราต้องมีศรัทธานะ ชางมิน”
“ได้แต่รอความหวังสินะครับ” เด็กหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“ป้าเฮียวบินจะว่าความให้แม่ เธอเป็นคนเก่ง และจะทำเต็มที่” ใบหน้าของพ่อมีแต่น้ำตา พ่อไม่เคยเป็นคนเข้มแข็งเลย แม่ต่างหากที่เข้มแข็งตลอดมา “ชางมิน พ่อรักแม่มากนะ พ่อรักลูกด้วย”
ชางมินเบือนสายตาจากพ่อ ก่อนจะพยักหน้า เขาไม่รู้ว่านี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น และเขาเกลียดความไม่รู้
“ตอนนี้แม่อยู่ไหนครับ”
พ่อใช้แขนเสื้อเชิ้ตปาดน้ำตา “อยู่ที่ห้องทำงานน่ะ ไม่ยอมลงมากินข้าว ชางมินเอาข้าวขึ้นไปให้แม่ได้ไหมลูก”
ตอนนั้นเองที่ชางมินคิดว่าเขาได้ยินเสียงเครื่องยนต์รถ
“พ่อได้ยินอะไรไหม”
“เสียงโทรทัศน์น่ะลูก น้องดูละครอยู่”
ชางมินยักไหล่
เขารับถาดอาหารที่ปราณีตบรรจงจัดหน้าตาให้ดูน่ากินเป็นพิเศษจากมือพ่อ ก่อนเดินขึ้นบันได แสงไฟเรืองๆ ยังคงแผ่ลอดจากช่องว่างใต้ประตูห้องทำงานเหมือนอย่างเคย เมื่อมาถึงชางมินก็เคาะประตู
“แม่ ข้าว”
เงียบ
“แม่ ! ข้าว !”
ผิดปกติแล้ว...
เพราะประตูล็อคอยู่ ชางมินจึงวางถาดลง เขาถอยไปจนติดกำแพงอีกฟาก ก่อนจะออกแรงถีบประตู แผ่นไม้หนาลั่นเสียงดังตึงสองสามครั้ง ลูกบิดประตูเริ่มแตกออกจากเนื้อไม้
“ชางมิน เกิดอะไรขึ้น !” พ่อวิ่งหน้าตาตื่นตามมา
ทว่าชางมินไม่มีเวลาตอบ เขาถอยไปชิดผนังอีกครั้ง ก่อนจะโถมไหล่
กลอนประตูคลายออก
“แม่...”
ในห้องปราศจากผู้ใด มีเพียงหน้าต่างที่ถูกเปิดทิ้งไว้ และเสียงลมพัดหวีดหวิว
To be continued...

) ยังจะมีด็อกเตอร์ชิมอีก วู้ววว หลายปม จุนซูสืบเข้าลูก
มันสู้ยิบตามากอ่ะ
ทั้งคนหนี ทั้งคนตาม ทั้งตื่นเต้นและฮาในเวลาเดียวกัน
สุดท้ายก็แค่หัวขโมยนี่เอง ขำที่ยูชอนบอก
“แรงหายใจยังแทบไม่มีเลย จะไปฆ่าใครได้”
555+ ฮามาก เป้นแนวคิดแบบซูเปอร์สตาร์มากๆ
ไอ้ประเภทพูดอีกก็ถูกอีกเนี่ยนะ
ในที่สุดยุนแจก็มาถึง ^0^
ยิ่งอ่านก็ยิ่งเห็นใจยุนโฮ
พระเจ้าไม่ได้ตาบอดอ่ะถูกแล้วยุน แต่ความรักทำให้คนตาบอดนี่ก็จริงนะ
แจจุง หนูอย่ามาแรงพร่ำเพรื่ออย่างงงี้
รักษาน้ำใจผู้ชายที่น่ากราบคนนั้นไว้ด้วยน้า
ไม่งั้นแถวนี้มีคนรอบิณฑบาตรอยู่หลายคนเน้อ
... แต่เจ๊โซลกีแกหายไปแล้ว
ไม่ได้กลัวใครลากแกไปฆ่านะ เพราะไม่ใช่เรื่องน่าสนใจอะไร มีคนอยากฆ่าแกอยู่มากมาย
แต่ท่าทางแกหายไปฆ่าตัวตายหว่ะ 555
(ตรายละ กรูมีความสุขอยู่บนความทุกข์ของคนอื่นได้ไงเนี่ย)
จุนซูไปสืบเรื่องอึนนาถึงบ้านเลย
มารู้ว่าอึนนาชอบยูชอนก็แบบพยักหน้าแกนๆนะ
ประมาณว่า กรูว่าแล้ว~~~
คนบ้าอะไรกำกับกี่เรื่องเอาพระเอกคนเดิม
เป็นชั้นชั้นก็เม้าท์หว่ะ ชริๆ
จุนซูก็น่ารัก จะเอาไปให้ยูชอนเธอ่านด้วย
ไม่ต้องหรอกน้อง เดี๋ยวรายนั้นจะกลัวเสียเปล่าๆ
เพราะถ้าเป็นพี่ พี่ก็กลัว ประมาณว่าจะให้กรูมารู้ว่ามันคลั่งไคล้กรูตอนมันเป็นผีแล้วเนี่ยนะ
"เพ่ ไม่ชินกับการคุยกับผีนะน้อง"
ตอนนี้ศึกหนักสุดและควรได้รับกำลังใจสุดๆ คงไม่พ้นศ.ชิม
เจอพ่อน้องแจที่อารมณ์ไม่ปกติเรื่องลูกชายเข้าไปด้วย
และท่าทางแอสไพรินฉบับโอเวอร์โดสก็กำลังทำงานหนัก
มาบทโหดอย่างงี้ สงสารศ.ชิมมากๆอ่ะ
หวังว่าอาจารย์จะผ่านเรื่องนี้ไปได้ด้วยดีน้า
ด้วยระดับสมองเจ๊บวกกับลูกชายแล้ว
เป็นกำลังใจให้สุดตัวไปเลย!
ตอนนี้รวมมิตรมากๆ
อาจจะเม้นท์ตกประเด็นไหนไปบ้างก็ขอโทษคนเขียนด้วยเน้อ
เป็นกำลังให้เสมอ สู้ๆนะตะเอง
แล้วบ่ต้องเครียด คนเราทำงานศิลปะจะมาให้ไหลปื้ดๆเป็นพับถุงมันไม่ได้
รักนะ จุ๊บุๆ
ปล. อ่านไปอ่านมานับวันยิ่งทั้งรักทั้งกลัวผู้ชายที่ชื่อ ฮัวชองฮวา
แต่ที่น่ากลัวสุดก็คือ เทบินนี่แหละ ดูจะภูมิใจกับตาผมส้มข้างกายเหลือเกิ๊น
#1 By bonychaos (58.8.182.11) on 2009-10-02 16:22