Demon Authorized (18)
posted on 19 Sep 2009 13:49 by bleaf-me in demon-authorized
Title: Demon Authorized
Author: b.leaf
Staring: Dong Bang Shin Gi (SM Entertainment) / (C) b.leaf's Original Characters
Pairing: Yoonho/Jaejoong, Yoochun/Junsu
Genre: AU, Mystery, Thrillers, Horror ; !Against religion & beliefs (Christian Beware)
Rate: R
Warning: นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกเขียนขึ้นจากความพึงพอใจส่วนบุคคล และไม่มีเจตนาจะกล่าวพาดพิง กระทบกระทั่ง กลุ่มคนหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งทั้งสิ้น เนื้อหาเกี่ยวเนื่องถึงความสัมพันธ์แบบชายรักชาย ชื่อบุคคลหรือสถานที่หลายอย่างที่อ้างถึงเขียนขึ้นจากจินตนาการและอาจไม่มีอยู่จริง หากการอ่านนิยายเรื่องนี้ทำให้ท่านรู้สึกตะขิดตะข่วง ลำบากใจ ลำบากกาย ถือเป็นความทรมาน รับไม่ได้ ไม่ชอบ ขอความกรุณาปิดหน้านี้ลงอย่างสันติ ขอบคุณมากๆที่เข้ามาเยี่ยมเยียนบล็อกนี้ค่ะ ^^
- - -
18.
คืนที่โจจูมินตาย เทบินเห็นรอยเลือดที่ประตู
จากนั้นเขาก็สังเกตรอยเลือดมาตลอด แต่มันหายไปในวันถัดมาโดยที่เขายังไม่มีโอกาสได้ตรวจสอบมันใกล้ๆ ชายหนุ่มคิดว่างานปาร์ตี้คือโอกาสจึงตัดสินใจกลับมาเร็ว
หอพักเงียบมากตอนที่เขากลับมาถึง ไฟทางเดินก็ถูกหรี่ลงจนมอบแทบไม่เห็นเงาตัวเอง ทุกคนยังคงอยู่ที่งานเลี้ยง เต้นรำ สังสรรค์ ไร้สติ เทบินอยู่ที่นั่นไม่ถึงชั่วโมง พอคนเริ่มแน่น เขาก็ขอตัวไปเข้าห้องน้ำ ก่อนจะชิ่งออกมา มันเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสองตัว
เพราะสายตาที่จ้องมองมักทำให้เขารู้สึกกระอักกระอ่วน
‘ที่ผ่านมาใครๆ ก็บอกว่าผมเหมือนนางฟ้า แต่พี่เทบินนี่ล่ะ นางฟ้าของจริง’
เขาได้ยินแจจุงพูด
แจจุงมองว่าเขาเป็นนางฟ้า แต่เทบินรู้ว่าที่จริงแล้วไม่ใช่ มันอาจใช่หากนางฟ้าคือสิ่งที่คนเราใช้เรียกสัตว์ประหลาด เขาไม่เคยมองเห็นข้อดีของการเกิดมาไม่เหมือนคนอื่น มันบั่นทอนเขาดั่งปมด้อยที่ต้องคอยแอบซ่อน ประหนึ่งความพิการหรือโรคระบาด
ผู้คนมากมายชื่นชมเขา หากก็หวาดกลัวเขา รูปลักษณ์ที่มีอยู่ไม่เคยให้อะไรกับเขานอกจากบาดแผล คำว่านางฟ้าค่อยๆ ผลักเขาให้ไกลไปจากโลก โลกใบนี้ที่เขาอยากเฝ้ามองมัน อยากเป็นส่วนหนึ่งของมัน เขามีสิ่งที่ชอบ มีคนที่รัก แต่สิ่งเหล่านั้นจะค่อยๆ หนีหายไปจากเขาทีละอย่างดุจลูกนกที่กำลังหวาดกลัว
เขาอ่านหนังสือออกตั้งแต่อายุสองขวบ ปัจจุบันพูดได้กว่าสิบสามภาษา การปอกแอ๊ปเปิ้ลเป็นเรื่องยาก โจทย์แคลคูลัสง่ายมากกว่านัก เขาสามารถจดจำข้อความในตำรากฎหมายได้ทั้งเล่มทั้งที่ไม่ได้เรียน ชองฮวาต่างหากที่เรียน เขาอ่านมันแล้วออกเสียง เทบินจำได้จากสิ่งที่ชองฮวาอ่าน
เมื่อยังเด็กเขาเข้าเรียนในโรงเรียนเตรียมประถมของรัฐบาล หากก็มีปัญหาเพราะพัฒนาการที่ผิดประหลาดไปจากเด็กวัยเดียวกันทั่วๆ ไป ทางโรงเรียนต้องการให้เขาเข้าเรียนในโรงเรียนสำหรับเด็กอัจฉริยะโดยเฉพาะ ซึ่งนั่นหมายความว่าเขาจะถูกจับแยกจากพี่ชายและน้องชาย เทบินจำเป็นต้องแกล้งทำแบบทดสอบผิดพลาดเพื่อให้ตนได้อยู่กับครอบครัว ไอคิวหนึ่งร้อยห้าสิบสองที่ระบุอยู่ในระเบียนนักศึกษาของเขา ไม่ใช่ไอคิวจริง
ไม่มีเด็กผู้หญิงคนไหนยอมเดทกับเขา เขาไม่มีใครนอกจากเทซกและชองฮวา
และพออายุได้สิบห้า เขาก็ถูกข่มขืน
เขาเคยเป็นเด็กน่ารักช่างพูด อยู่ไม่สุขตามประสาคนฉลาด แล้วดูเขาตอนนี้สิ
ทั้งหมดเพราะแสงของนางฟ้า...
เพราะไอ้คำว่านางฟ้างี่เง่านั่น
ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอแจจุง เทบินก็ตระหนักได้ว่าตลอดมาแจจุงเองก็คงถูกเรียกว่างนางฟ้า เขาจึงได้แต่หวังว่าแจจุงจะหนีมันพ้นในที่สุด
เขาหยุดตรงกลางระหว่างประตูสองบาน ห้องของอูกยองและของเขา ก่อนจะทรุดตัวลงในท่าหมอบ พลางใช้โทรศัพท์มือถือต่างไฟฉาย รอยเลือดไม่ปรากฏอยู่แล้ว ไม่มีวี่แววแม้แต่คราบ เขาจำทิศทางที่รอยนั้นลากไปได้ แม้เลือดจะหยดลงในแนวดิ่งทำให้รอยเกิดเป็นรูปวงกลม หากที่ขอบมีรอยแตกกระเซ็น ซึ่งหมายถึงที่มาของเลือดต้องกำลังถูกเคลื่อนไหว มันไปทางห้องของอูกยองไม่ผิดแน่
เทบินก้มมองลอดช่องว่างใต้บานประตู ทันใดนั้นเองที่เขาเห็นบางอย่าง
คราบสีน้ำตาลใต้ขอบประตู
เทบินมีกุญแจผี อุปกรณ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่มนุษย์คิดค้นได้ ใช่ มันคือคลิปหนีบกระดาษ
เขาแหย่ปลายคลิปที่ถูกรีดจนเป็นเส้นตรงเข้าไปในรูกุญแจ ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของประสาทหูกับความรู้สึก เขาใช้เวลาไปกว่าสิบนาทีกว่าจะเรียงกลไกในล็อคนั่นได้ ในที่สุดเสียงคลิกก็ดัง
ร่างเพรียวผลักประตูเข้าไป เขาก้มดูรอยสีน้ำตาลรูปครึ่งวงกลมนั่น ชัดเจนว่าเป็นคราบเลือดแห้งกรังที่ถูกเช็ดออกด้วยน้ำยาไปเพียงครึ่งหนึ่ง ส่วนที่อยู่นอกห้องคงถูกแม่บ้านทำความสะอาดแล้ว ทว่าส่วนที่อยู่ใต้ประตู เจ้าของห้องคงทำได้แต่เช็ดมันออกอย่างลวกๆ ด้วยน้ำอุ่น
เทบินเดินไปเปิดสวิตช์ไฟ สตาร์ทเตอร์กระพริบอยู่พักใหญ่กว่าไฟจะสว่าง เขาคิดว่าควรค้นห้องดูสักหน่อย อย่างน้อยก็เผื่อจะได้ข้อมูลอะไรบ้าง
ขณะเริ่มไล่ค้นไปทีละส่วนอย่างใจเย็น ตอนนั้นเองที่ตาสีฟ้าชำเลืองเห็นบางอย่างในถังขยะหวายใต้โต๊ะทำงาน มันคือใบเสร็จชำระเงินจากร้านค้าหลายๆ ร้านด้านนอกวิทยาลัย เทบินลองพลิกดูทีละใบ
ยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ แอลกอฮอล์ล้างแผล เข็มฉีดยา
หืม?
เขาพลิกดูอีกใบ ใบนี้เป็นใบแสดงการใช้โทรศัพท์มือถือในนามของ ซองอูกยอง มันคือใบเสร็จแจ้งค่าโทรศัพท์ปกติทั่วไปซึ่งจะบอกให้เราทราบถึงหมายเลขปลายทางที่โทร ระยะเวลาการใช้ และค่าใช้จ่ายในแต่ละครั้งนั้นๆ
เทบินลองไล่ดูทีละเบอร์ โดยสังเกตเจาะจงการใช้โทรศัพท์ในคืนที่โจจูมินเสียชีวิตเป็นพิเศษ ก่อนจะต้องร้อง หืม ออกมาอีกเป็นหนที่สอง
ในช่วงเวลาหลังจากที่อูกยองหายออกไปจากวิทยาลัยเขาโทรหาคนคนหนึ่ง ใช้เวลาในการพูดคุยเกือบๆ สิบห้านาที
เจ้าของเบอร์นั้นคือ คิมแทอุง
* * *
เขาประสานฝ่ามือ ก่อนจะแตะริมฝีปากลงบนเรียวนิ้วซึ่งคล้องกันไว้หลวมๆ แผ่วเบาดุจรอยจูบอันพินิจบรรจง แล้วนิ่งค้างอยู่อย่างนั้น
เขาอิงข้อศอกไว้บนหัวเข่า เปลือกตาคู่นั้นหลับสนิท เขาดูสงบนิ่งมาก พระแม่มารีอากำลังจ้องมองเขาอยู่ เหมือนๆ กับที่รูปปูนปั้นเยซูตรึงกางเขนบนราวระเบียงออร์แกนก็กำลังเฝ้าดูเขาจากเบื้องหลัง เหล่าเทวทูตร่ายรำบนเสาสลัก เขาได้ยินเสียงดนตรีบรรเลงในความเงียบงัน เป็นเวลาเดียวกับที่แสงสีทองของอาทิตย์แผ่ลอดหน้าต่างโบสถ์ กระทั่งความสว่างอาบต้องทั่วทั้งวิหารเซ็นต์คาเธอดรอล
ผิดนักหรือที่คนเราจะมีศรัทธา
การที่เรายึดมั่นในใครสักคนหรืออะไรสักอย่าง เหตุผลที่ทำให้เรายอมสละเวลาสักสองสามนาทีสวดมนต์ก่อนนอน เพื่อให้มั่นใจว่าเทวดาจะคอยคุ้มครองเราขณะหลับ
แม้สำหรับเขา เยซูจะเป็นเสมือนเพื่อนบ้านสองหลังถัดไปที่เขารู้จัก แต่ไม่เคยคิดใยดี หลังจากการตายของแม่ เขาอาจไม่เชื่อในตัวพระเจ้าอีกต่อไป แต่ชองฮวายังคงเชื่อในบางสิ่ง
และศรัทธาอันแรงกล้าในสิ่งนี้เป็นพลังเพียงหนึ่งเดียวที่ยึดเขาเอาไว้ ทำให้เขายอมทนหายใจต่อไป แม้ว่าการมีชีวิตอยู่จะแสนทรมาน
“พ่อหนุ่มดูทุกข์ทนเหลือเกิน มีอะไรอยากบอกพ่อไหม”
เสียงหนึ่งปลุกเขาขึ้นจากความนิ่งงัน พร้อมๆ กับที่ฝ่ามือเหี่ยวย่นสัมผัสลงบนหน้าผาก
ชองฮวาเงยหน้าขึ้นมอง ยอมรับว่าอัศจรรย์ใจกับการเคลื่อนไหวอันไร้ซึ่งซุ่มเสียงของผู้มาใหม่ เขาไม่ใช่คนประสาทช้าเลย ไม่บ่อยนักหรอกที่จะปล่อยให้ตนเองตกอยู่ในสภาวการณ์ภายใต้การโจมตี แม้ครั้งนี้จะเป็นอะไรที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง
อีกฝ่ายเป็นชายชราชาวต่างชาติในชุดบาทหลวง ผิวขาวอมชมพู แก้มแดง ใบหน้าเขาอิ่มเอิบแม้ริ้วรอยแห่งวัยจะปรากฏให้เห็นชัดเจนจนไม่อาจซ่อนไว้ได้ เส้นผมซึ่งถูกตัดสั้นเรียบร้อยหงอกไปแล้วทั้งหัว ดวงตาสีฟ้าอมเทาไร้จุดโฟกัส ทว่าประกายนัยน์ตากลับเปี่ยมไปด้วยความหวังและศรัทธา
ชองฮวามองเขา ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนฝ่ามือขึ้นโบกไปมาตรงหน้าบาทหลวงเฒ่า
“กำลังโบกมืออยู่ตรงหน้าพ่อใช่ไหม” บาทหลวงถาม
เด็กหนุ่มรีบชักมือกลับทันที
หากใบหน้าผ่องยังคงระบายไว้ซึ่งรอยยิ้มใจดีไม่สร่าง “ใช่แล้ว พ่อตาบอด”
“เสียใจด้วยจริงๆ ครับ”
“ไม่มีอะไรต้องเสียใจ ความมืดทำให้พ่อสงบ”
ชองฮวาพยายามจะช่วยประคอง ขณะบาทหลวงร่างท้วมหย่อนกายนั่งลงข้างๆ แต่ความช่วยเหลือของเขาดูจะทำให้เรื่องง่ายๆ ยิ่งกลายเป็นยาก บาทหลวงยิ้ม พลางพึมพำขอบคุณเมื่อเขาจับมือท่าน อายุท่านคงราวๆ เจ็ดสิบปีแล้ว หากการเคลื่อนไหวยังคล่องแคล่ว ผิวพรรณก็บอกชัดถึงสุขภาพที่ดี
“เรารู้จักกันไหม พ่อหนุ่ม” บาทหลวตาบอดถาม
“ไม่ครับ” ชองฮวาพูด “ผมเป็นเพื่อนยุนโฮ”
“โอ...จองยุนโฮ เด็กนิสัยดี”
“ครับ”
ชองฮวาหยุดจ้องดวงตาบาทหลวงไม่ได้ ดวงตาที่บอดสนิทแล้ว สีฟ้าอมเทาขุ่นมัวไม่สดใส น่าแปลกใจที่เจ้าของมันกลับดูมีความสุขนัก
“พ่อหนุ่มกำลังเศร้า พ่อสัมผัสได้ พูดมันออกมาเถอะ พระเจ้าจะทรงรับฟังและให้อภัย”
“ผมไม่คิดว่าการสารภาพบาปจะช่วยล้างบาปได้”
“สุดแท้แต่พระองค์จะทรงพิจารณา” บาทหลวงกล่าว “แต่ก็ยังดีที่ได้ระบายออกมาไม่ใช่หรือ”
ชองฮวาแค่นหัวเราะ
“ตอนที่พ่อเดินเข้ามา ลูกกำลังภาวนาอยู่ ลูกมีศรัทธาไม่ใช่หรือ”
ชองฮวามองไปยังแท่นบูชา ยังจำภาพตัวเองสมัยเด็กวิ่งไปรับขนมปังพิธีมิสซาได้ ตอนที่นัยน์ตาเขายังเป็นประกาย อิ่มเอิบ เปี่ยมไปด้วยความหวังและศรัทธา ไม่ต่างอะไรกับดวงตาบาทหลวงในตอนนี้
“ไม่รู้เหมือนกันว่าผมยังเชื่อหรือรอคอยอะไร” เขายักไหล่ “แต่พระเจ้ามองผ่านผมไปแล้ว”
“ไม่จริงหรอกลูก ไม่จริงเลย เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์”
ยอห์น 3:16
ชองฮวากระตุกยิ้ม เขาฟังมาเป็นพันๆ ครั้ง
แต่คราวนี้บาทหลวงรวบมือทั้งสองข้างของเขามากุมไว้ ตาของบาทหลวงไม่ได้มองที่เขา หากชองฮวาก็รู้สึกราวกับกำลังถูกจ้องมอง “อย่าหมดศรัทธาเสีย พระองค์ไม่ได้ละเลยเรา จะทรงเสียสละบุตรชายของพระองค์มาเพื่อปกป้องเรา”
“เยซูตายแล้วคุณพ่อ”
“ไม่ลูก ไม่ใช่เยซู แต่เป็นอีกคน”
* * *
โทรศัพท์ของเขาสั่น
ยูชอนเอื้อมไปยังโต๊ะหัวเตียงแล้วกดรับ เขาได้รับหนึ่งข้อความ
‘ถ้าพี่ไม่คิดจะรักฉัน แล้วทำแบบนี้กับฉันทำไม’
เขากำลังดูชื่อผู้ส่ง ตอนที่ร่างเบื้องใต้อ้อนวอนเขาด้วยน้ำเสียงที่ยากแก่การเมินหนี
“ข..ขยับสิ พี่ยูชอนฮะ ย..อย่าหยุด”
จุนซูเหมาะกับเพชร
เขาสวมต่างหูเพชรรูปแท่งสี่เหลี่ยมไว้ตรงหู อัญมณีบริสุทธิ์ ผ่านขั้นตอนการเจียระไนอย่างพิถีพิถัน และบางอันอาจต้องแลกมาด้วยการนองเลือด
ต่างหูนั้นแกว่งไกว เมื่อยูชอนกระทั้นแก่นกายเข้าไปในร่างซึ่งกำลังหอบโยน จุนซูตอบสนองเขาทุกสัมผัส ช่องทางแคบกำลังรัดตัว รัดแน่น...จนยูชอนแทบคลั่ง ริมฝีปากหนาฟอนเฟ้นตรงซอกคอขาว ไล่ระไปจนถึงกกหู เขางับโคนหูเล็กเล่นเบาๆ กลิ่นเหงื่อผสมกลิ่นการทำรักช่างป่าเถื่อนโดนใจ
เพราะจุนซูคือเพชร เขาจึงเหมาะกับเพชร
ใครๆ ก็หลงใหลประกายระยิบระยับของเพชร แต่ไม่ใช่ทุกคนจะมีโอกาสได้สัมผัส
คลื่นอารมณ์โหมดั่งไฟฟ้าสถิตย์ มันแล่นพล่านจากปลายเท้าจรดสันหลัง โลกทั้งใบเหวี่ยงคว้าง เหล็กโครงเตียงลั่นอาด ยูชอนกระแทกกายลึกขึ้น อีกตัวตนหนึ่งกำลังขยายใหญ่อย่างไม่อาจคาดคำนึง เขารับรู้ได้ถึงความร้อนระอุในกายคนตัวเล็ก มันกำลังดูดกลืนเขาเข้าไป ลึกเข้าไปจนไม่อาจถอยกลับ
ยิ่งจุนซูร้องคราง เขายิ่งดึงดันอย่างไม่ปราณี ใบหน้าเวลาเจ็บปวดของจุนซูช่างงดงาม ไม่มีอะไรงดงามไปมากกว่านี้ ไม่มีอะไรดีเท่าความเจ็บปวด
“พี่ยูชอน แรงอีก เร็วอีก ได้โปรด อื๊อ...”
‘ถ้าพี่มีคนของพี่อยู่ แล้วมานอนกับฉันทำไม’
สารเลว
มีเหตุผลที่ทำให้เขาดูถูกผู้หญิง และไม่เคยเชื่อในความรักแบบเทพนิยายที่ส่วนใหญ่มักจะลงท้ายด้วยการสมรส
พ่อเขาเป็นมหาเศรษฐี ตระกูลปาร์คเป็นเจ้าของธุรกิจเดินเรือสินค้าและอู่ต่อเรือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในน่านน้ำเอเชีย ในขณะที่ครอบครัวของแม่ทำธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมัน ผู้คนมากมายอาจจะจินตนาการถึงความร่ำรวยไปต่างๆ นานา เงินหมื่นล้าน หุ้นมูลค่าเกินคณานับ แต่เชื่อเถิดว่าไม่มีใครเข้าใจความหมายของมันได้ดีเท่าเขา
เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน พ่อของเขาแต่งงานกับแม่ด้วยเหตุผลทางธุรกิจ ทั้งคู่พบกันในพิธีดูตัว หลังแต่งงานหนึ่งเดือน แม่ก็ตั้งท้อง แล้วเก้าเดือนถัดมาเธอก็ให้กำเนิดเขา เธอตั้งชื่อเขาว่า ยูชอน หวังให้เขาเป็นดั่งท้องฟ้าที่มีดาวพร่างพรายสำหรับเธอ หากชีวิตเขา เลือดเนื้อแท้ๆ ของพ่อ ไม่อาจซื้อความรักจากพ่อได้
เพราะพ่อไม่เคยรักแม่ พ่อไม่เคยรักแม่มาตั้งแต่ต้น เขายังคงเจ้าชู้มากรัก สำส่อน พ่อของเขามีผู้หญิงหลายคน บ้างเป็นดารา บ้างเป็นนักร้อง นางแบบ สารพัด แน่นอน คนรวยซื้อได้ทุกอย่าง พ่อชอบแสงสี ชอบตกเป็นข่าว พ่อทำทุกอย่างที่ทำให้แม่เป็นทุกข์ และก็ดูเหมือนเขาจะมีความสุขกับมันเสียจริง
ผู้หญิงของพ่อบางคนโลภมาก ถึงขั้นยอมนอนกับยูชอนลับหลังพ่อก็เคยมี เธอพวกนี้สวยแต่รูปแต่ภายในอัปลักษณ์ เหมือนหนอนกินศพที่คอยแต่จ้องจะตักตวงความฟ่อนเฟะ ส่วนแม่เขาต้องทนมีชีวิตอยู่อย่างอดสู แม้รู้ทั้งรู้ว่าถูกสวมเขา แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
ไม่สิ เธอทำได้
แต่ไม่คิดทำ
เพราะแม่รักพ่อ จึงยอมถูกตราหน้าเป็นคนโง่ มันน่าตลกเพราะท่านทั้งคู่แต่งงานกันทั้งที่ไม่ได้รักกัน หากลงท้ายกลับกลายเป็นแม่ที่รักพ่อ รักอยู่ข้างเดียวเช่นนั้น กระทั่งแม่ของเขาเริ่มล้มป่วย
สารเลว คือคำที่แม่ใช้เรียกพ่อ
แต่แม่กลับรักไอ้สารเลวนั่นหมดใจ
ผู้หญิงนี่ยังไง
ยูชอนโกรธที่แม่อ่อนแอ เขาโกรธที่แม่ยอมแพ้ ยอมทำตัวเหมือนสัตว์ที่รักคนให้ข้าว แม่ควรจะยืนหยัด ลุกขึ้นปกป้องเขา แต่แม่ไม่เคยทำเลย ยูชอนไม่ใช่ท้องฟ้าของแม่อีกแล้ว เขาไม่มีความนับถือแม่ตัวเองอีก รวมถึงผู้หญิงคนอื่นๆ เขาเห็นเงาของแม่ในตัวผู้หญิงทุกคนในชีวิต เห็นแววตาของแม่ เห็นภาพใบหน้าอาบคราบน้ำตาของแม่ในตาพวกเธอ และเขาสมเพชพวกเธอ เขาทำกับผู้หญิงที่เขามีสัมพันธ์ด้วยเหมือนๆ กันคือฟันแล้วพอเบื่อก็เขี่ยทิ้งไป
เขายังหวังอยู่นะ หวังว่าสักวันจะได้เจอผู้หญิงที่แกร่งพอจะแหกกฎแห่งธรรมชาติข้อนี้ ผู้หญิงที่ไม่อ่อนแอ ผู้หญิงที่จะเดินเคียงข้างไปกับเขา ไม่ใช่เดินตามหลังเขา ทว่าเธอคนนั้นไม่เคยโผล่มา
จุนซูมาก่อน
แล้วก็เป็นจุนซูก็ทำให้เขามั่นใจว่าคนที่รักกันจริงๆ ไม่จำเป็นต้องแต่งงานกันก็อยู่ด้วยกันได้ แม้ไม่จำเป็นต้องเป็นหญิงกับชาย จะเป็นชายกับชายหรือคนกับม้าก็อยู่และรักกันได้ เขาเห็นคู่สมรสมากมายที่แต่งงานกันอย่างเอิกเกริก และสุดท้ายก็หย่าร้างกัน ซ้ำร้ายยังทิ้งปัญหาไว้ให้สังคมอีก ซึ่งก็คือเด็กอย่างเขา
เด็กที่ขาดความรัก ถูกเลี้ยงขึ้นมาด้วยเงิน เด็กที่ถูกพ่อแม่ช่วงชิงวัยเด็กไป
ตลอดมาพ่อแม่ไม่เคยดุด่าหรือทุบตีเขาเหมือนที่ลูกครอบครัวชนชั้นกลางเจอ แต่สิ่งที่พวกเขาทำเลวร้ายกว่านั้นมาก นั่นคือการเพิกเฉย พ่อแม่ไม่พูดคุยกับเขา ไม่ทักทาย ไม่สนใจ เวลาเขากลับบ้าน ทานข้าวร่วมโต๊ะ พ่อแม่ไม่เคยอยากรู้เรื่องของเขามากไปกว่าเรื่องที่พวกท่านอยากให้เขารู้ ทุกครั้งที่เขาทำเรื่องดีๆ ชนะการแข่งขันกีฬา วาดภาพ หรือสอบได้ระดับดีขึ้น พวกท่านไม่เคยเอ่ยชื่นชมเขา เพียงแค่ให้รางวัลกับเขา เกมกด รถบังคับ อยากได้อะไรก็หาให้ได้ทุกอย่าง ยกเว้นก็แต่การแสดงความรักง่ายๆ เช่นการกอด ทุกๆ ที่ในบ้านมีแต่ความเงียบงัน และมันทำร้ายเขา
ยูชอนอาจดูเป็นคนที่มีเพียบพร้อมทุกอย่าง ช่างน่าอิจฉา เขาคือคำจำกัดความของคำว่าลูกเศรษฐี ลูกผู้ดี พวกไฮโซ
นี่แหละความจริง
ความจริงนี่หรือเปล่าเล่า สิ่งที่คุณคิดว่ามันวิเศษวิโส
สะโพกจุนซูส่ายเร่า เขาขยับบั้นท้ายเข้าหา ประสานจังหวะไปกับการเคลื่อนไหวของยูชอน ริมฝีปากคู่น้อยเจ่อเผยอ มันแดงช้ำเพราะถูกจูบ ยูชอนแทรกปลายลิ้นเข้าไปดุนดันในโพรงปาก ลิ้มเลียรอยแยกยังมุมปากนั้นก่อนจะทิ้งคราบน้ำลายเอาไว้ ที่ปลายคาง โหนกแก้ม และเบื้องหลังลำคอ ผมจุนซูชุ่มเหงื่อ หากกระนั้นก็ยังได้กลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์กำซาบอยู่
ยูชอนมองจุนซู ก่อนความสวยงามตรงหน้าจะฉุดให้เขาย้อนนึกถึงบางอย่างที่ตรงข้ามกัน ก่อนนี้แถวบ้านย่าของเขามีเด็กหญิงคนหนึ่งซึ่งเพื่อนๆ เรียกว่ายายคางคก เธอทั้งอ้วน นิสัยเสีย ปากเหม็น แถมยังน้ำลายยืด หาความดูดีไม่ได้ ในขณะที่จุนซูดีไปเสียทุกอย่าง มันทำให้เขาครุ่นคิด คิดแทบตายว่าเพราะอะไรคนเราถึงเกิดมาแตกต่างกันปานนี้ ถ้าการเวียนว่ายตายเกิดไม่ใช่เรื่องจริง พระเจ้าเอาเกณฑ์อะไรมาตัดสินว่าคนหนึ่งคนสมควรจะเกิดมางดงามไร้ที่ติ แต่อีกคนกลับจำต้องมองเงาตนเองในกระจก แล้วทนอยู่กับความอัปลักษณ์
หากท้ายสุดเขาก็หยุดคิด มันอาจไม่มีเหตุผลอะไรเลยก็ได้ พระเจ้าอาจปั้นเท่าที่ท่านทรงอยากจะปั้น คนเรามีบทบาทที่เบื้องบนกำหนดวางไว้ เราฝืนมันไม่ได้ แม้จะอยากสวยจนต้องหันไปพึ่งพาศัลยกรรมพลาสติก พระเจ้าก็คงสาปให้การผ่าตัดผิดพลาดอยู่ดี
ส่วนตัวเขา เขาเชื่อว่าตนนั้นเกิดมาเพื่อเป็นนักแสดง ตั้งแต่อายุสิบเอ็ด ยูชอนก็ฝันถึงการเป็นนักแสดง เขาชื่นชอบการมองตัวเองในกระจก แล้วฝึกทำสีหน้าต่างๆ
มันมีมนต์ขลังในศิลปะการแสดง
คุณมีโอกาสเห็นทุกแง่มุมจากนักแสดง ทั้งในฐานะมนุษย์ในอุดมคติ และเพียงในฐานะมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่ง นักแสดงมีหน้าที่ถ่ายทอดและสะท้อนโลกในสิ่งที่มันเป็น ไม่เหมือนนักร้องที่สะท้อนโลกในแง่มุมที่พวกเขามองว่าเป็นหรืออยากให้เป็นเท่านั้น นักร้องมีรูปแบบที่ค่ายเพลงออกแบบไว้แล้ว และบางครั้งพวกเขาก็ ‘จำเป็น’ ต้องเป็นไปเช่นนั้น เพื่อให้คนจดจำ เพื่อให้แผ่นเสียงขายได้ ยกตัวอย่างเช่น คุณได้เห็น ฮีธ เลดเจอร์ จูบกับ เจค จิลเลนฮาล ทั้งที่ไม่เคยคิดหวังมาก่อน และภาพยนตร์เรื่องนั้นก็ได้รับรางวัลออสก้าร์ แต่คุณจะไม่มีวันได้เห็น โจ โจนาส จูบปากกับผู้ชาย ในขณะที่เขายังสวมแหวนพรหมจารีย์ที่เจ้าตัวภูมิอกภูมิใจนักหนานั่นอยู่ ทั้งที่อยากเห็นใจแทบขาด หรือถ้าหากมันเกิดขึ้นจริงแล้วยังไง แกรมมี่อวอร์ดก็คงไม่มอบรางวัลให้เขาหรอกใช่ไหม
เริ่มมองเห็นภาพแล้วสินะ
ยูชอนอยากเป็นนักแสดง เขาอยากทำหน้าที่สะท้อนโลกในแง่มุมนี้ ปลดปล่อยมันออกมา ระเบิดมันออก ยูชอนเพียงอยากลองเป็นคนอื่นดูบ้าง แทนที่จะเรียนรู้ และดำรงอยู่กับสิ่งที่เขาจำต้องเป็น
“อ..ใช่ ! พี่ยูชอน ตรงนั้น ตรงนั้นฮะ ! อะ อ๊า !”
ส่วนนั้นของเขาสัมผัสจุดหวามภายในกายคนรักซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่งแรงกระแทกอีกเพียงครั้ง ยูชอนก็พาจุนซูไปถึงสวรรค์ นี่แหละชีวิต หากจะมีคำหนึ่งคำใดสามารถนิยามชีวิตคนได้ดีที่สุดก็คงจะเป็นสิ่งนี้
เซ็กซ์
ความหลงใหล การเอาชนะ ความอยาก ราคะ อำนาจ พลัง ศักดิ์ศรี
มีขึ้น มีลง มีเจ็บปวด มีสุขสม
ฉีกขาด ว่างเปล่า กระทั่งถึงจุดจบ
“ดีจริงๆ ที่เมทนายกลับต่างจังหวัด แต่แปลกที่งวดนี้เขายอมบอก” ยูชอนพูด ขณะกำลังชื่นชมจุนซูกับต่างหูเพชรนั้น ของขวัญที่เขาได้รับจากร้านเพชรของพ่อแม่
จุนซูฟุบหน้ากับหมอน เขาทั้งคู่นอนอยู่บนเตียงขนาดควีนไซส์ในห้องพักของจุนซู นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาร่วมรักกันในหอพัก
“เขาไม่ได้บอกหรอกฮะ แต่เขียนโน้ตติดไว้หน้าตู้เย็น”
“บ้าชะมัด ไอ้เด็กนี่” ยูชอนสบถ
“พี่ยูชอน”
“หืม?”
“ใครโทรมาหรือฮะ”
“เปล่าหรอก ข้อความน่ะ”
“พักนี้มาบ่อยจัง โทรไประงับสิฮะ”
“ไม่เป็นไร ฉันชินซะแล้วล่ะ” ยูชอนตอบ พลางก้มจูบแก้มคนตัวเล็ก “อืม...จุนซูของฉัน...”
“ผมจะนอนแล้วฮะ เหนื่อยแล้ว”
“เอางั้นหรือ อยากให้ฉันอยู่เป็นเพื่อนไหม”
“พี่ยูชอนนัดเพื่อนไว้ไม่ใช่หรือฮะ ไปเถอะฮะ ผมอยู่คนเดียวได้”
“งั้นก็ตามใจ”
“ผมรักพี่ยูชอนนะ” จุนซูพูดทั้งที่ยังหลับตา
“ฉันก็รักนาย”
ร่างสูงลุกขึ้นแต่งตัว บ่ายนี้เขามีนัดกับเพื่อนสองสามคนที่คณะว่าจะไปดูรถกัน พ่อของเขาเพิ่งสั่งซื้อรถคันใหม่ให้เป็นของขวัญ พ่อจะทำเช่นนี้ทุกครั้งที่เขาได้รับบทนำในละครประจำปี ปีนี้เป็น เบนท์ลีย์ มุลซานเน่ รุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวจริงในปีหน้า พ่อซื้อให้ถึงแม้ว่ายูชอนจะอยู่หอ และคงไม่มีโอกาสได้ขับรถหรูนั่น
เพื่อนเขาโทรมาตามแล้ว ยูชอนกำลังเตรียมตัวออกไป เขาหยิบพวงกุญแจกับโทรศัพท์มือถือ และ...เอ่อ...กระเป๋าเงิน?
“จุนซู นายเห็นกระเป๋าเงินฉันไหม” เขาถามพลางคลำกระเป๋ากางเกงตัวเอง แต่ก็ไม่พบ
“อยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือหรือเปล่าฮะ”
ยูชอนเดินไปที่โต๊ะสองโต๊ะ ณ อีกมุมหนึ่งของห้อง โต๊ะทางขวาเป็นของจุนซู หนังสือ รวมถึงข้าวของเครื่องใช้จัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ส่วนโต๊ะทางซ้ายของลีเฮจินนั้นรกอย่างกับซากสงครามกลางเมืองในรัสเซีย
เขาเห็นกระเป๋าของตัวเองแล้วและกำลังจะเอื้อมหยิบ ในเวลาเดียวกับที่สายตาเหลือบไปเห็นหนังสือเก่าเล่มหนึ่งบนโต๊ะของลีเฮจิน
เขาเพ่งดูมัน ก่อนจะอุทาน “เอ๊ะ ตัวอักษรนี่ เหมือนในกระดาษโบราณเลยนี่นา เด็กนั่นอ่านออกด้วยหรือ แปลกชะมัด”
“แปลกตรงไหนกันฮะ เฮจินเรียนภาษานะพี่ยูชอน ภาษาเอล์ฟเขายังอ่านออกเลย”
“แต่ดร.ชยอนยัง...”
“ดร.ชยอนทำไมหรือฮะ”
ชยอนอาราอ่านมันไม่ออก เธอบอกว่ามันเป็นรูปแบบภาษาที่เก่าและไม่เป็นทางการจนเกินไป ไม่มีมหาวิทยาลัยใดในโลกศึกษาอราเมอิคจากรากฐานตัวอักษรนี้
ว่าแล้วเชียวว่าเขาเคยเห็นตัวหนังสือแบบนี้ที่ไหน
“พี่ยูชอน ทำไมเงียบไปล่ะ”
ที่ห้องนี้นี่เอง
* * *
คิมฮยอนซุคจิบกาแฟ พลางครุ่นคิดว่าลูกชายคนเดียวเกลียดชังอะไรเขานักหนา ถึงได้ตอบแทนบุญคุณเขาเช่นนี้
ตลอดมาเขาไม่เคยหวังอะไรกับแจจุงเลย นอกจากขอให้เขาอยู่กับร่องกับรอย ฮยอนซุคไม่หวังให้ลูกเรียนเก่ง จริงอยู่ เขาเคยหวัง แต่ตอนนี้เลิกหวังแล้ว เขาไม่หวังให้แจจุงสอบเข้าโรงเรียนตำรวจ ไม่หวังให้เรียนหมอ ไม่หวังให้มีความคิดเหมือนเขาหรือมีความรับผิดชอบเหมือนพี่ๆ เพียงเลิกคลั่งรอยสักบ้าๆ เลิกเจาะหู เจาะสะดือ เจาะหัวนม หากแจจุงเก่งมากเรื่องการทำให้ทุกคนผิดหวัง
เขาเคยฟังเรื่องเด็กบ้านแตกครอบครัวมีปัญหามาเยอะแล้ว เขาเป็นตำรวจ เขาเคยรับมือกับเด็กพวกนี้ ทุกครั้งที่เขาเฝ้ามองอาชญากรเยาวชนเหล่านั้นเดินชักแถวเข้าสถานกักกัน เขาได้แต่คิดประณามพ่อแม่เด็กในใจว่าพวกไร้ความรับผิดชอบ ทว่าตอนนี้เขารู้แล้วว่าเด็กไม่ได้เกิดมาขาวสะอาด เด็กที่โตขึ้นมาเป็นอาชญากรก็เพราะเขาเกิดมาเป็นอาชญากร แล้วพ่อแม่จะทำอะไรได้ นอกจากปกป้อง ใช้เส้นสาย หัวหกก้นขวิดวิ่งเต้นหาเงินประกันตัว
แจจุงโตแล้ว ปีหน้าเขาก็จะอายุครบยี่สิบ เขาไปไกลเกินกว่าสายตาครอบครัวจะมองเห็น ไปไกลเกินกว่าอ้อมแขนพ่อคอยคุ้มกัน เท่าที่รู้ ตอนนี้แจจุงมีสัมพันธ์กับเจ้าหนุ่มบ้านไร่ถือคาทอลิกนั่น พวกเขานัดแนะกันผ่านทางอีเมล์ โปรดอย่าถามว่าฮยอนซุคเปิดอ่านอีเมล์ลูกชายได้อย่างไร มันไม่สำคัญหรอก แจจุงมีรูปกึ่งเปลือยของหมอนั่นขณะหลับในฮาร์ดไดร์ฟ อันนี้ก็ไม่ต้องถามอีกเหมือนกันว่ารู้ได้อย่างไร แจจุงมีก็แล้วกัน และนั่นก็คือเหตุผลที่ทำให้เขาต้องมานั่งซดแอสไพรินคู่กับกาแฟอยู่นี่
“สารวัตรครับ ผลตรวจคราบเลือดกับลายนิ้วมือมาถึงแล้วครับ” ตำรวจหนุ่มผมเรียบแปล้ผลักประตูเข้ามา เขาย่นจมูกเล็กน้อยเมื่อเห็นฮยอนซุคดื่มกาแฟกับแอสไพริน
ใจหนึ่งฮยอนซุคอยากถอย ลูกชายเขาเพี้ยนไปแล้ว ถึงโลกจะแตกก็ปล่อยให้มันแตกไป หากอีกใจหนึ่งมันฟังดูไม่ใช่เขา พ่อแม่ของเด็กผู้หญิงที่ตายกำลังคร่ำครวญหาความจริง คนพวกนั้นต้องทนทุกข์มากกว่าเขาหลายเท่า เขาไม่อาจนิ่งดูดาย
ฮยอนซุคเงยหน้าขึ้นจากถ้วยกาแฟ “ว่าไง”
“สารวัตรต้องไม่เชื่อแน่ๆ” ตำรวจหนุ่มส่งแฟ้มรายงานให้เขา ผมที่ถูกหวีจนเรียบผิดธรรมชาติมันวาวเป็นเงาสะท้อนกับแสงไฟเหนือหัว ใบหน้าอ่อนเยาว์ฉายแววมาดมั่นกึ่งเจ้าเล่ห์ อิทธิพลของยุคเอ็มทีวีรุ่งเรือง เด็กนี่คงดูซีรี่ฝรั่งมากเกินไป ตำรวจผู้นี้ทำให้ฮยอนซุคคิดถึงตนเองสมัยเริ่มไขคดีความแรก ตอนนั้นเขายังเป็นเพียงนายตำรวจชั้นผู้น้อย
สารวัตรคิมรับแฟ้มรายงานมา เขาเปิดดูช้าๆ ขณะฟังตำรวจหนุ่มรายงานไปพร้อมกัน
“จากผลตรวจเลือดพบว่าเลือดที่ไม่ใช่เลือดของผู้ตายซึ่งกระจายอยู่รอบๆ ที่เกิดเหตุนั้น...เป็นเลือดแพะครับ”
“งั้นสันนิษฐานเราก็ถูกเรื่องพวกคลั่งศาสนา”
ตำรวจหนุ่มพยักหน้า “ส่วนรอยนิ้วมือกับเสื้อผ้าเปื้อนเลือดพวกนั้น ผลก็บ่งชี้ไปที่ตัวคนคนเดียวกัน”
ความปวดจี๊ดแล่นริ้วขึ้นมาตรงศีรษะเมื่อฮยอนซุกเปิดแฟ้มไปอีกหน้า
“รอยนิ้วมือนั่นเป็นของศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ชิมเฮียวรินครับ”
To be continued...

แล้วตามจับตัวคนข่มขืนได้ไหมอ่ะ
แค้นแทนเลย
ดีใจมากก
มาอัพแล้ว
เย้ๆๆๆๆ
ขอไปอ่านก่อนนะค่ะ
#1 By ~nunok~ on 2009-09-19 14:19