Demon Authorized (17)
posted on 16 Sep 2009 16:11 by bleaf-me in demon-authorized
Title: Demon Authorized
Author: b.leaf
Staring: Dong Bang Shin Gi (SM Entertainment) / (C) b.leaf's Original Characters
Pairing: Yoonho/Jaejoong, Yoochun/Junsu
Genre: AU, Mystery, Thrillers, Horror ; !Against religion & beliefs (Christian Beware)
Rate: R
Warning: นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกเขียนขึ้นจากความพึงพอใจส่วนบุคคล และไม่มีเจตนาจะกล่าวพาดพิง กระทบกระทั่ง กลุ่มคนหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งทั้งสิ้น เนื้อหาเกี่ยวเนื่องถึงความสัมพันธ์แบบชายรักชาย ชื่อบุคคลหรือสถานที่หลายอย่างที่อ้างถึงเขียนขึ้นจากจินตนาการและอาจไม่มีอยู่จริง หากการอ่านนิยายเรื่องนี้ทำให้ท่านรู้สึกตะขิดตะข่วง ลำบากใจ ลำบากกาย ถือเป็นความทรมาน รับไม่ได้ ไม่ชอบ ขอความกรุณาปิดหน้านี้ลงอย่างสันติ ขอบคุณมากๆที่เข้ามาเยี่ยมเยียนบล็อกนี้ค่ะ ^^
- - -
17.
ชองฮวาค่อยๆ แง้มเปิดประตูห้องพักและเห็นเพียงแผ่นหลังบอบบางของเทบินที่ยืนย้อนแสงสีทองของตะวันแรก เขารู้จักเทบินมาตลอดชีวิต เทบินที่แสนเข้มแข็งและเลือดเย็น แต่ความยิ่งใหญ่ของพระอาทิตย์กลับทำให้ร่างกายเขาแลดูหดเล็กลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ราวกับมันกำลังสะท้อนให้มองเห็นถึงเบื้องลึกภายในกาย
“อูมา!? (ว่าไงนะ)” เขาตะคอกใส่โทรศัพท์ เพียงฟังจากสำเนียงที่ใช้ ชองฮวาก็รู้ได้ทันทีว่าเทบินกำลังคุยกับใครอยู่ “ผมไม่ใช่เทซกนะ พ่อบังคับผมไม่ได้หรอก”
น้ำเสียงโกรธเกรี้ยวที่แผ่ลอดผ่านลำโพงตัวจิ๋วฉุดความทรงจำในวัยเด็กให้หวนคืนมา ชองฮวาสามารถจินตนาการถึงสีหน้าของลุงในเวลานี้ได้ หน้าลุงคงแดงก่ำ และนัยน์ตาลุงก็จะเต็มไปด้วยความร้าวราน
“มันไม่ใช่เพราะเขา มันเป็นเพราะพ่อต่างหาก”
“แต่เขาเป็นน้องผม เป็นลูกน้า เขาเป็นหลานแท้ๆ ของพ่อ”
กี่ครั้งแล้วที่อะไรๆ ดำเนินไปเช่นนี้ เมื่อโลกหมุนย้อน กาลเวลาหมุนย้อน อดีตกลับกลายเป็นปัจจุบัน และอนาคตคือความผุพังที่เราจำต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“พ่อมันเห็นแก่ตัว”
ชองฮวาพรูลมหายใจ เมื่อเทบินถ่มคำสบถออกมาราวกับถ่มเสมหะ โดยไม่ทันรอฟังสิ่งที่ปลายสายเอ่ยตอบกลับมา เขาพับปิดโทรศัพท์มือถือในมือแล้วเหวี่ยงมันข้ามห้องไปชนกำแพงอีกฟากจนหักเป็นสองท่อน
ชองฮวาก้มเก็บวัตถุที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นโทรศัพท์นั้นขึ้นมา “ไอ้กิริยาหัวฟัดหัวเหวี่ยงทำลายข้าวของแบบนี้ พวกลูกคนรวยเขาทำกัน”
ร่างเพรียวล้มตัวลงบนเตียง ก่อนจะหันหน้ามา ชำเลืองมองชองฮวาผ่านแพรผมสีเงินวาววับที่ตกลงมาระบังแนวสายตาด้วยดวงตาสีฟ้า ดวงตาคู่นั้นไม่เคยโกหก
มีเทบินคนเดียวที่รักเขา
“เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ก่อนนายกรี๊ดเป็นสาวๆ แป๊บเดียว”
“ไปตายซะเถอะว่ะ ชองฮวา”
ชองฮวาแค่นหัวเราะในลำคอ “ถอนคำพูดดีกว่า เพราะถ้าฉันตาย นายจะเป็นคนแรกเลยที่ตรอมใจตายตามฉัน”
ทุกครอบครัวมีความลับ
ความจริงดำมืดที่ถูกเก็บเงียบไว้ในห้องใต้หลังคา แต่ความลับของครอบครัวเขาซับซ้อนยิ่งกว่า และชองฮวาคือตราประทับแห่งรอยแผลซึ่งคอยแต่จะย้ำเตือนถึงเรื่องราวที่พวกเขาแอบเร้นไว้
ว่ากันว่าพันธุกรรมจะข้ามรุ่นไปรุ่นหนึ่ง และมันข้ามเขาไป ชองฮวาไม่เคยรับรู้ถึงเหตุผลและความเป็นมาที่ทำให้เขาแตกต่างจากพวกชองทุกรุ่น มันอาจเป็นพรสวรรค์หรือเพียงแค่ความแปลกแยก เขารู้เรื่องครอบครัวตัวเองน้อยมาก กระนั้นแล้วเมื่อเขาเริ่มโตขึ้น ความเป็นไปรอบๆ ตัวก็ราวกับกำลังกระซิบเล่าทุกสิ่งทุกอย่างให้เขาฟัง สายตาที่ลุงมองเขา แรงบีบรัดของหัวใจทุกๆ ครั้งที่เขาหลั่งน้ำตา ตอนนั้นเองที่เขาตระหนักได้ถึงเหตุผลที่เขายังยืนอยู่ตรงนี้
เหตุผลที่โลกสร้างเขา
“สุดสัปดาห์นี้กลับบ้านซะสิ นายมาอยู่นี่ก็นานแล้ว ลุงคงคิดถึงนาย” ชองฮวาพูด ขณะที่เขาเอนกายลงบนเตียงเดียวกัน เบียดไหล่ของเขากับไหล่ของเทบิน
“แล้วไม่ไปด้วยกันหรือ เขาก็คงคิดถึงนายเหมือนกัน”
“ไม่หรอก ลุงไม่อยากเห็นหน้าฉัน”
“นายเตือนให้เขาคิดถึงน้า ก็เท่านั้นเอง”
“ยอมรับเถอะ เทบิน มันไม่มีอะไรซับซ้อนสักนิด ฉันโตแล้ว รู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร ลุงเกลียดฉัน ฉันเป็นต้นเหตุให้น้องสาวเขาตาย ง่ายๆ แค่นั้นแหละ”
เทบินหวังจะได้ฟังแววกึ่งประชดประชันหรือเพียงความน้อยเนื้อต่ำใจสักนิดในน้ำเสียงนั้น แต่ชองฮวาก็ไม่ได้แสดงมันออกมา มันทำให้เทบินอดนึกย้อนกลับไปอีกไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่เขาได้เห็นชองฮวาร้องไห้ให้แก่โชคชะตานั้นเมื่อไหร่
ตอนอายุสิบสาม ใช่ ชองฮวาร้องไห้เจียนตาย
เขาทุกข์มาก มากจนดูเหมือนกำลังจะแตกสลาย แล้วจู่ๆ น้ำตาอันน่าสมเพชเหล่านั้นก็ได้เหือดแห้งไป ความน่าสมเพชที่ทำให้เขายังเป็นมนุษย์อยู่
เลือนวับไป...ตลอดกาล
“พ่องี่เง่า ฉันรู้ งี่เง่ามากด้วย แต่ให้ตายเถอะ ชองฮวา เรื่องที่เกิดขึ้นกับน้ามันไม่ใช่ความผิดนายสักนิด ไม่มีใครคิดว่าน้าจะคลอดยาก ไม่มีใครอยากให้เกิดอุบัติเหตุนั่น ดีแค่ไหนแล้วที่นายรอดมาได้ สิ่งเดียวที่เรารู้ตอนนี้คือมีคนไม่อยากให้นายได้เกิด และมันคนนั้นสมควรต้องเจ็บ ไม่ใช่นาย”
“แล้วไง มันจะเปลี่ยนสิ่งที่เป็นอยู่ได้งั้นหรือ จะเปลี่ยนดำเป็นขาว เปลี่ยนขาวเป็นดำได้งั้นหรือ มันจะเปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว หรือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปได้ยังงั้นหรือ ไม่เลย” ชองฮวาสั่นศีรษะน้อยๆ กัดฟันลงบนริมฝีปากล่าง พลางเม้มสนิทจนเกือบกลายเป็นเส้นโค้ง ประกายในตาของเขาหรี่แสงลง ในขณะที่ความมืดค่อยๆ กลืนกินสีทองอำพันอันแสนบริสุทธิ์ผ่องใส “ฉันเจ็บไปแล้ว เพราะแบบนี้ใครบางคนถึงต้องชดใช้”
* * *
ชางมินพยายามนั่งหย่อนใจ แม้การหย่อนใจไม่เคยเป็นสิ่งที่เขาทำได้ดี ผู้คนเดินค้ำหัวเขาไปมาตามขั้นบันไดสีแดงอิฐหน้าตึกโบราณคดี กระดาษปึกนั้นยังคงอยู่ในมือเขา เด็กหนุ่มนั่งอยู่เช่นนี้มาเกือบชั่วโมงแล้ว ช่างเป็นหนึ่งชั่วโมงที่แสนว่างเปล่า
มันคือการดิ้นรน ดิ้นรนพยายามที่จะทำจิตใจให้เป็นสุข สัญชาตญาณการเอาตัวรอด ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ที่เราทุกคนล้วนถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ยังเล็กนัก
จงคิดแต่เรื่องตัวเอง คิดถึงแต่ตัวเองเท่านั้น
ชางมินพยายามจะวางลงเสียแล้วลืมมัน แต่เขากลับทำไม่ได้ ด้วยลางสังหรณ์บางอย่างกำลังเตือนว่าเรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับเขา มันอาจเป็นภัย แต่ก็อาจเป็นหนทางรอดเพียงหนึ่งเดียว
ว่าแต่มันคืออะไรกันล่ะ
เหมือนการแก้สมการที่คำตอบเท่ากับค่าอนันต์ มันเริ่มจากความเป็นไปได้นับล้านและจบด้วยคำตอบที่ไร้ซึ่งจุดสิ้นสุด
บ้าจริง
“ชางมิน”
เสียงเรียกทำให้เขาสะดุ้ง ชางมินจัดแจงเก็บกระดาษกรอบๆ ปึกนั้นลงกระเป๋าสะพายอย่างระมัดระวัง ก่อนจะโบกมือตอบยุนโฮ
“หวัดดีครับพี่”
ยุนโฮ ยูชอน และชองฮวา เดินตรงมาหาเขา ทั้งสามหิ้วตำราเทพปกรณัมไอยคุปต์โบราณที่น่าจะมีความหนาน้อยกว่าอิฐผนังกำแพงเมืองจีนสักสองสามนิ้ว ท่าทางเหมือนกำลังจะตายเสียให้ได้ แม้กระนั้นทั้งสามก็ยังคงเป็นกลุ่มชายหนุ่มที่เจิดจรัสจนสาวๆ แถวนั้นเหลียวตามองตามกันให้ควั่ก บางคนถึงกับต้องควักโทรศัพท์มือถือออกมาถ่ายรูป
“พี่ๆ รู้ไหมว่าทฤษฎีมวลสารและแรงดึงดูดของหลุมดำกลายเป็นเรื่องซับซ้อนน้อยมากสำหรับผมเลยเมื่อเทียบกับสิ่งที่พวกพี่เรียนอยู่” ชางมินเอ่ยขึ้นเมื่อทั้งหมดแปะมือทำไฮไฟว์กันพัลวัน
“ฉันเกลียดมัมมี่” ยูชอนพูด “ทำไมเราต้องเรียนเรื่องคนตายที่ฝันอยากจะลุกขึ้นมาเดินเล่นอีกครั้งด้วยล่ะ บ้าชัดๆ”
“แล้วยังองครักษ์ที่มีหัวเป็นคนแล้วตัวเป็นสัตว์ มันฟังดูวิปริต นายว่าไหม” ชองฮวาเสริม
ยูชอนพยักหน้าเห็นด้วย “ฉันพอจะเดาได้เลยว่าทำไมลีถึงหลงใหลเรื่องพวกนี้นัก”
“เขาวิปริตไง”
“เขามีอารมณ์กับเรื่องพวกนี้”
ยุนโฮหันไปสบตากับชางมินแล้วส่ายหน้า ยิ้มอย่างขันๆ
“ตอนช่วยตัวเองเขาจะฝันถึงเทพราไหมนะ”
ชองฮวาครุ่นคิด พลางกัดเล็บ “เขาอาจจะฝันถึงปีรามิด”
“หรือว่าอูฐ”
“ขอร้องเถอะเพื่อน” ยุนโฮขัดขึ้นในที่สุด “หยุดพูด หรือไม่ก็ฆ่าฉันซะ ฉันทนฟังต่อไปไม่ไหวแล้ว”
ทั้งหมดหัวเราะ นั่นเป็นสิ่งที่พวกเขามักทำเวลาอยู่ด้วยกัน ซึ่งระยะหลังๆ มานี้พวกเขาอยู่ด้วยกันแทบจะตลอดเวลา
“เออ นี่ ยุนโฮ สรุปว่านายหาเลดี้แมคเบธคนใหม่ได้หรือยังวะ” ยูชอนถาม
“จะมีออดิชั่นเที่ยงวันนี้แหละ”
“กลายเป็นว่างานละครไม่เดินหน้าเลยสินะ” ชองฮวารำพัน
จู่ๆ ยุนโฮก็ถอนใจ สีหน้าเขาเต็มไปด้วยความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด ยุนโฮอาจจะมีความสามารถในการเก็บซ่อนความทุกข์ แต่เขาไม่ใช่คนตายด้าน ท้ายสุดแล้วความรับผิดชอบที่จำต้องทนแบกรับไว้โดยไม่เต็มใจก็คล้ายกับหยดน้ำในฟองสบู่ที่พอพื้นผิวบางเบาถูกสะกิดเพียงน้อยนิดก็จะไหลบ่าออกมา เมื่อถึงคราวระเบิด และเขาไม่เคยละอายใจหากจะแสดงมันต่อหน้ากลุ่มคนที่เขารัก
ทุกคนรู้ดีว่าที่ผ่านมายุนโฮต้องอดทนรับกับแรงกดดันมากมายขนาดไหน และมันเป็นเรื่องยากสำหรับเขา ยุนโฮไม่ใช่คนแบบอึนนาที่แรงกดดันจะยิ่งเพิ่มพลังให้เธอ เขาไม่มีความกระหายชื่อเสียง ไม่มีทิฐิ ไม่มีความอยากเอาชนะ เขาอาจจะเก่งในเรื่องของหลักการมากกว่าอึนนา เขาอาจจะสร้างสรรค์กว่า แต่ไม่ใช่คนที่เหมาะแก่การเป็นผู้นำเท่าเธอ เขาไม่เคยเรียนรู้วิธีจัดการกับหายนะของคนอื่นๆ นอกจากรับมันมาแบกไว้เสียเอง
“เหตุการณ์มันยิ่งเลวร้าย” ชองฮวาเอื้อมมือไปบีบไหล่ยุนโฮ เมื่อเขาพูดออกมาอย่างยากลำบากราวกับถ้อยคำคือใบมีดแหลมที่คอยกรีดแทงในใจยามต้องเอ่ย ยุนโฮฝืนยิ้มให้เพื่อน “ไม่รู้สินะ แต่ถ้าตอนนี้มีอะไรที่ฉันพอทำได้เพื่อช่วยให้คดีคลี่คลาย ฉันจะรีบทำ”
ชางมินมองหน้ายูชอนที่กำลังส่ายหน้าช้าๆ แล้วหันไปแลกสายตากับชองฮวา ก่อนที่ชองฮวาจะผินหน้าหนีแล้วกัดเล็บอีกครั้ง ทุกคนรักยุนโฮ นั่นคือความสัจจริง และความรู้สึกผิดที่กัดกร่อนยุนโฮในเวลานี้ก็กำลังซึมแตะปลายเท้าทุกคนที่รักเขา ทุกคนกำลังถูกฟองสบู่หอบร่างไป
“พี่ยังโทษตัวเองเรื่องโจจูมินอยู่ใช่ไหม” ชางมินพูด
และเมื่อยุนโฮเงยหน้าขึ้น พวกเขาก็ได้ยินเสียงแตกดังโผละ เสียงนั้นอาจจะเป็นเสียงฟองสบู่อีกฟองที่แตก หรืออาจเป็นเสียงหัวใจพวกเขาเองที่แหลกสลาย ยามได้เห็นประกายน้ำตาคลอในตาคู่สวยของยุนโฮ
“ให้ตายเถอะ” ชางมินสบถ เขาปากร้ายแบบนี้เสมอ “พี่ช่วยเธอไม่ได้หรอก ก็พี่ไม่รู้นี่ ใครจะรู้ว่าอยู่ๆ เธอก็เกิดอยากจะมุดรูไปตายขึ้นมา”
“ฉันรู้ ฉันรู้ว่าเธอกำลังต้องการความช่วยเหลือ ฉันรู้ว่าใครสักคนกำลังร้องเรียก ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่ฉันรู้ รู้อยู่ตลอดเวลานั่นแหละ”
ตอนนั้นเองที่ยุนโฮตั้งต้นสะอื้น
“อย่าร้องตรงนี้น่ะ ยุนโฮ” ชองฮวาปลอบ
แต่ยุนโฮไม่ได้ยินอะไรแล้ว “พระเจ้า ทุกวันนี้ฉันยังฝันเห็นหน้าเธออยู่เลย”
สุดท้ายพวกเขาก็กอดกัน เหมือนเด็กห้าขวบที่โผเข้ากอดกันเป็นวงกลมเมื่อทำแต้มฟุตบอลได้ในช่วงวินาทีสุดท้ายของการแข่งขัน ยุนโฮซบหน้าลงบนไหล่เพื่อนแล้วร้องไห้เงียบๆ เขาไม่เหมาะกับน้ำตา ไม่มีผู้ชายคนไหนเหมาะกับน้ำตา ชางมินเห็นว่าเขาพยายามกลั้นแล้วแต่มันทำไม่ได้จริงๆ ส่วนยูชอนกับชองฮวาก็ยืนเป็นกำแพงป้องกัน เพื่อไม่ให้คนอื่นเห็นว่ายุนโฮกำลังร้องไห้ และเพียงแค่รับฟังเสียงร้องไห้นั้น
ชางมินไม่ได้อยู่ในวงกอด นั่นอาจเป็นเพราะเขารักตัวเองเกินกว่าจะพาตัวเองเข้าไปสัมผัสกับความเจ็บปวดของยุนโฮ เขากลัวตนเองจะต้องเจ็บปวด เจ็บที่ต้องเห็นยุนโฮเจ็บ เขายังเด็ก และยังไม่แกร่งพอที่จะร่วมแบ่งปันความรู้สึกอันหนักอึ้งนี้
นี่เขาทำพลาดหรือเปล่า?
พลาดที่เก็บเงื่อนงำบางอย่างเอาไว้ สิ่งที่เขารู้อาจช่วยชีวิตหนึ่งไว้ได้ และมันอาจจะช่วยยุนโฮไว้ได้ด้วย
ชิมชางมิน
ไอ้คนเห็นแก่ตัว
“พี่ๆ ครับ” เขาเรียก นิ้วมือค่อยๆ เค้นเข้าหากันจนกลายเป็นกำปั้น “ผมรู้นะว่าตอนนี้มันไม่เหมาะ แต่ผมมีอะไรอยากให้ดูหน่อย”
.
.
.
กระดาษปึกนั้นถูกแผ่วางลงบนพื้นเปล่าๆ ใต้ต้นเอล์ม
“อะไรนะ นายบอกว่านายเห็นคนที่คาดว่าจะเป็นคนร้าย” ดวงตายุนโฮเบิกโพลงตอนที่เขาร้องตะโกน ทั้งรู้สึกเคลือบแคลงและผิดหวังยามมองหน้าคนที่มีศักดิ์เป็นลูกน้อง “แล้วทำไมนายไม่บอกตำรวจ”
“ก็ตอนนั้นผมเป็นห่วงความปลอดภัยของแม่นี่” เขายังเป็นห่วงความปลอดภัยของตัวเองอีกด้วย ชางมินยอมรับ แต่เลือกที่จะไม่พูดออกไป “อย่าเพิ่งสวดผมเลย มาช่วยกันดูหน่อยสิว่านี่มันอะไร”
“เศษกระดาษ” ยูชอนพูด
“ผมรู้น่ะพี่”
“นายได้นี่มาจากล็อคเกอร์ของคนร้ายงั้นหรือ”
“ผมคิดว่าเขาคือคนร้าย ครับ ใช่”
ยูชอนหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาพิจารณา ขอบที่เปื่อยยุ่ยเพราะถูกปลวกกินแทบจะแหลกติดมือเป็นผง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน กล่าว “ภาษาบ้าอะไรวะเนี่ย ชองฮวา นายรู้ไหม”
“มันสำคัญด้วยหรือ” ชองฮวาแทรกขึ้นมาทันควัน
ประโยคนั้นทำเอาชางมินชะงัก
“เอาน่า ดูซะก่อนสิเพื่อน” ยูชอนรบเร้า
ชองฮวาจึงทรุดตัวลงข้างๆ กวาดสายตามองเพียงปราดเดียวแล้วตอบว่า “ไม่ล่ะ ฉันไม่รู้”
ชางมินหรี่ตา “แน่ใจนะพี่”
“แน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง พระเจ้า นี่พวกนายไม่หิวกันบ้างหรือไง”
“ใจเย็นสิ ชองฮวา ช่วยกันก่อน” ยุนโฮบอก
“ช่วยอะไรวะ” ชองฮวาร้อง
ยุนโฮไม่ตอบ เขาขยับไปสุมหัวอีกคน
ชองฮวาถอนหายใจ “เอาจริงดิ” แต่ก็ยังไม่วายเข้าไปสมทบ
“นี่มันเก่ามากเลยนะ ฉันนึกไม่ออกจริงๆ ว่าห้องสมุดที่ไหนจะปล่อยให้หนังสือเน่าได้ขนาดนี้” ยุนโฮรำพัน ขณะลูบปลายนิ้วไปบนตัวหนังสือหน้าตาแปลกพิศดาร เนื้อกระดาษนี้แตกต่างจากกระดาษทั่วไปจนเขาเองชักเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าควรเรียกว่ากระดาษ ส่วนลายอักษรก็เขียนด้วยลายมือ ไม่ใช่หมึกพิมพ์
“นั่นสิครับ ผมเลยไม่คิดว่านี่จะมาจากห้องสมุด” ชางมินแตะมือลงบนริมฝีปาก “ทุกอย่างมันแปลกไปหมด ทั้งมีด ทั้งเลือด แล้วก็หนังสือเล่มนี้ ไม่แน่ว่าหนังสือเล่มนี้อาจบอกจุดประสงค์ของคนร้ายได้ สิ่งที่มันกำลังทำ และสิ่งที่มันจะทำต่อไป ติดอยู่ตรงที่เราอ่านมันไม่ออก”
“บ้าจริง” ยูชอนสบถ
“อะไรครับ”
“ตัวหนังสือพวกนี้น่ะ มันคุ้นๆ นะ ฉันต้องเคยเห็นมันมาก่อนแน่ แต่นึกไม่ออกว่าที่ไหน”
ทันใดนั้นเอง...
“ทำอะไรกันอยู่จ๊ะหนุ่มๆ”
เป๊ง เป๊ง เป๊ง !
ระฆังเลิกเรียนดังแล้ว
.
.
.
เงาหนึ่งทาบลงกลางวง มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ด้วย
“ทำอะไรกันอยู่จ๊ะหนุ่มๆ”
หนุ่มๆ ที่ว่าคือ ยูชอน ยุนโฮ ชองฮวา กับชางมิน พวกเขาหันไป
ดร.ชยอนอารา นั่นเอง เธอยิ้มหวานจนเข่าเด็กๆ แทบทรุด
“สวัสดีครับดร.ชยอน”
“สวัสดีจ้ะ”
ใบหน้าสะสวยก้มอยู่เหนือพวกเขา ชยอนอารา...ไม่ว่ามองมุมไหนเธอก็สวยแบบไม่มีข้อโต้แย้ง ใบหน้ารูปไข่ ผิวขาวเป็นยองใย ตัดกับผมยาวตรงธรรมชาติสีดำขลับ ตัวสูง ขายาวเรียว เธอมีจมูกที่เล็กแต่แสนสวย ริมฝีปากสีชมพูน่าจูบ เธอสวยไปถึงน้ำเสียงและแววตา เธอไม่เคยแต่งหน้ามากไป ซึ่งทำให้ต่อให้มองนานแค่ไหนก็ไม่เบื่อ หญิงสาวอายุยี่สิบปลายๆ และเสน่ห์แบบสาวทำงานที่แสนชาญฉลาดของเธอนี้เองที่ทำให้เลือดในกายและฮอร์โมนเด็กผู้ชายฉีดพล่าน
ตอนเธอก้มลงมา ช่วยไม่ได้ที่ทุกคนจดจ่อสายตาไปที่หน้าอกเธอ หากเธอชิงทาบฝ่ามือปิดไว้ได้ก่อนเสียเชิง
อิเดนเบิร์ชมีอาจารย์จ้างสอนอายุน้อยหลายคน และมีอยู่จำนวนหนึ่งในหลายๆ คนนั้นที่สวยบาดใจ ยกตัวอย่างเช่น อาจารย์ชิน อาจารย์ประจำภาควิชาวรรณคดีที่ชอบใส่เสื้อคอคว้านลึก ไม่ก็เดรสยาวรัดรูปสุดเซ็กซี่มาสอน อีกคนก็อาจารย์ฮวัง อาจารย์ประจำภาควิชางานปั้น รายนั้นสวยแบบดิบๆ เซอร์ๆ และมีเสน่ห์เย้ายวนทางเพศอย่างไม่กักเก็บ ประหนึ่งมีคำว่า ‘เซ็กซ์’ ติดไว้บนหน้าผาก เด็กผู้ชายคลั่งไคล้พวกเธอ ทว่าชยอนอาราไม่เหมือนกัน
อาราเป็นผู้หญิงแบบที่คุณจะเทิดทูนยกย่องมากกว่าจะฟัดให้จมเขี้ยว เธอมีทุกอย่างที่ผู้ชายใฝ่ฝันให้แม่ของลูกมี ทั้งรูปร่างหน้าตา จิตใจ และมันสมอง ฟีโรโมนที่แผ่ออกมาจากตัวเธอมีแต่ความฉลาด อ่อนหวาน และบริสุทธิ์ผุดผ่อง
ว่ากันว่าเธอเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนจากต่างประเทศที่อิเดนเบิร์ชมอบทุนเรียนปริญญาเอกสาขาประวัติศาสตร์ให้ฟรีๆ โดยที่เธอไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ นอกจากมอบวิทยาทานให้นักศึกษาอิเดนเบิร์ชเป็นการตอบแทน ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเธอมาจากประเทศใดกันแน่ บ้างก็ว่าเธอเกิดที่อังกฤษ แต่ไปโตที่อเมริกา บ้างก็ว่าเธอเกิดที่อเมริกา ไปโตที่อังกฤษ ทว่าได้ปริญญาเอกใบแรกจากมหาวิทยาลัยในกลุ่มไอวีลีก แม้แต่พวกอาจารย์ด้วยกันก็ยังไม่สามารถเจาะจงได้ เหมือนจู่ๆ เธอก็หล่นตุ้บลงมาจากฟากฟ้า
ดวงตากลมโตจ้องตานักเรียนของเธอทีละคนอย่างค้นหาคำตอบ “ทำอะไรอยู่จ๊ะ” อาราเอียงศีรษะเล็กน้อย หลับตาข้างหนึ่งสักพัก ชั่วพริบตาเดียวเธอก็นึกออก “ปาร์ค ฮัว จอง และชางมิน”
ชางมินยิ้มเผล่
เธอมาได้จังหวะพอดีเลย
“พี่อารา” เด็กหนุ่มร้องทักเสียงใส
“ไงจ๊ะ ชางมิน”
อีกความน่าหมั่นไส้หนึ่งของลูกอาจารย์ ที่สำคัญ ชางมินไม่ใช่เพียงลูกอาจารย์ธรรมดา แต่เป็นลูกอาจารย์คณบบดี
อีกสามคนที่เหลือแลกสายตากัน
ยูชอนทำท่าจีบปากจีบคอ “พี่อาร๊า...”
โอ๊ย น่าตบ
“จะไปไหนหรือครับ” ชางมินถาม
“กำลังจะไปสอนจ้ะ พอดีผ่านมา พวกเธอกำลังทำอะไรกันอยู่หรือจ๊ะ”
“ดีใจจังครับที่เจอพี่อารา พอดีว่าผมกับพี่ๆ กำลังสงสัยอะไรนิดหน่อยน่ะครับ” ชางมินตีหน้าซื่อ “แม่ผมบอกว่าพี่อาราเก่งหลายภาษามาก ไม่ทราบว่าพี่พอจะ...”
“เอ๋” อาราลูบกระโปรง เธอเลื่อนสายตาลงไป พลางย่อตัวนั่ง ลมพัดโชยมา กลิ่นกายเธอหอมเสียยิ่งกว่าดอกไม้ “นี่มัน อราเมอิคนี่นา”
“อะไรนะครับ” ยูชอนถามย้ำ
หญิงสาวเผยยิ้ม “ภาษาพระคัมภีร์น่ะจ้ะ บ้างเชื่อกันว่าใช้ทั้งในสวรรค์และนรก”
“พี่อาราพอจะอ่านได้ไหมครับ”
“อืม” เธอค่อยๆ เรียงกระดาษแต่ละแผ่น บรรจงลากสายตา “แปลกจัง รูปแบบมันแปลกมาก เหมือนอราเมอิค แต่ก็ดูจะซับซ้อนกว่า เหมือนเป็นภาษาท้องถิ่น ไม่ก็อราเมอิคยุคเก่าเลยนะ โอ...ของแบบนี้ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ”
“เราบังเอิญได้มาน่ะครับ” ยูชอนพูด
อารามองหน้าชองฮวา และนี่เป็นครั้งแรกที่ชองฮวาหลบตาผู้หญิงก่อน ซึ่งนับว่าแปลกมาก ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ยูชอนรู้ ยูชอนใช้ศอกกระทุ้งแขนเพื่อน ส่วนชองฮวาใบ้รับประทานไปแล้ว
อาจารย์สาวบอก “ฉันคิดว่าพออ่านได้ แต่คงไม่ทั้งหมดนะจ๊ะ ยังมีบางส่วนที่ดูคล้ายอราเมอิคที่ฉันเรียนมา ตรงนี้...” อาราชี้ไปที่กระดาษแผ่นหนึ่ง “นักรบโปเลียนนาสเตียน” เธอครุ่นคิดสักพัก ก่อนจะยักไหล่ เธอไม่รู้ว่ามันคืออะไร ปลายนิ้วเรียวละมายังอีกบรรทัดหนึ่ง “สังเวยราชาผี” ละมาอีกประโยค “ด้วยหยดเลือดมิคาเอล”
“เทวทูตไมเคิล” ยุนโฮพูด “ท่านปราบลูซิเฟอร์”
ชองฮวาพยักหน้า
“อีวา ศรัทธา โธ่เอ้ย ฉันอ่านเหมือนเด็กเพิ่งหัดอ่านหนังสือเลย”
“ใจเย็นๆ ครับพี่อารา ไม่เป็นไร”
เธอสูดลมหายใจเข้ายาวๆ “เผาทั้งเป็น” เธออ่าน “หก เลขหก แล้วก็เงิน”
“เดี๋ยวนะ” ชางมินยกมือขึ้นเป็นเชิงให้เธอหยุดอ่าน “เป็นไปได้ไหมว่า นักรบโปเลียนนาสเตียน ซึ่งคืออะไรไม่รู้ อาจจะเป็นชื่อกลุ่มผู้คลั่งศาสนา กำลังจะทำพิธีบูชายัญเพื่อสังเวยราชาผี”
“ซาตาน” ยุนโฮแก้จากการตีความ “ราชาผี น่าจะเป็นซาตาน”
“โอเค สังเวยซาตานด้วยเลือดของมิคาเอล”
“ไมเคิลคือเทวทูตแห่งแสงสว่าง เป็นยอดนักรบของพระเจ้า ‘บรรดาผู้มีปัญญาจะส่องแสงเหมือนความสว่างแห่งฟ้าสวรรค์ และบรรดาผู้ที่นำคนเป็นมาสู่ความชอบธรรมจะส่องสว่างดังดวงดาวชั่วนิรันดร์’ ” ชองฮวาที่เป็นใบ้มานานช่วยเสริม
ทุกคนจ้องหน้าเขา
“ดาเนียล สิบสองวรรคสาม ให้ตายสิ ฉันก็มีศาสนานะ”
ชางมินหันกลับมาที่กระดาษ แล้วหันไปมองชองฮวาใหม่ ก่อนจะหันกลับมาที่กระดาษ “โอเค ดังนั้นเลือดมิคาเอลอาจหมายถึง...”
“คนดี” ยุนโฮชี้นิ้วขึ้นฟ้า “ ‘บรรดาผู้มีปัญญาจะส่องแสงเหมือนความสว่างแห่งฟ้าสวรรค์’ อาจหมายถึง คนมีศรัทธา คนดี”
“ตกลง ได้ สังเวยซาตานด้วยเลือดของคนมีศรัทธา อีวาคือผู้หญิง หญิงสาวผู้มีศรัทธา เลขหก”
“หกคน” ยูชอนฉวยเบาะแสที่ดูจะง่ายดายที่สุดไป
“ถ้างั้นก็เป็นสังเวยหญิงผู้มีศรัทธาหกคน แต่ไอ้คำว่าเงินนี่...”
ยุนโฮดีดนิ้ว “มันไม่ใช่เงินตรา แต่เป็นสีเงิน”
“สีเงินหมายถึงความบริสุทธิ์ พรหมจรรย์” ชองฮวาเดาะลิ้น แล้วยุนโฮกับชองฮวาก็ตีมือกัน
“พอจะเริ่มเห็นรูปแบบแล้วใช่ไหม อาการทางจิตมันเกิดจากการย้ำคิดย้ำทำครับ แม้ว่าจะเป็นฆาตกรที่จิตวิปลาสที่สุดก็ยังต้องมีแผนการ มีรูปแบบ” ชางมินสรุป ก่อนจะกระตุกรอยยิ้มอย่างผู้มีชัย
“นี่มันอะไรกันเนี่ย” อาราส่ายหน้าช้าๆ อย่างไม่เชื่อหู “นี่พวกเธอกำลังคิดจะทำอะไรกันอยู่หรือจ๊ะ”
“ไม่มีอะไรครับอาจารย์ ผมแค่อยากเขียนบทหนัง” ยุนโฮโกหก
ใช่
ยุนโฮโกหก !
เมื่อเขาพูดแล้วก็เอาหน้าซุกหัวเข่า พึมพำว่า ขอโทษครับ พระเจ้า ลูกขอโทษ
อาราเม้มริมฝีปาก เธอมองพวกเขาแต่ละคนให้ถนัดถนี่อีกครั้งเพื่อจับพิรุจ แต่ก็ไม่พบอะไรผิดปกติ แท้ที่จริงเด็กสี่คนนี้เป็นคนที่เธอคุ้นหาคุ้นตาดี พวกเขาเข้าเรียนวิชากิจกรรมวิชาการของเธอ จองยุนโฮเป็นเด็กเรียบร้อย เขาตั้งใจเรียนมาก ปาร์คยูชอนก็เป็นคนดัง ถ้าไม่นับรวมชางมิน ยูชอนคือคนที่อารานึกชื่อได้ก่อนใคร เขาคือหัวข้อสนทนาหลักของสาวๆ คณะอักษรฯ คือดาวจรัสแสงแห่งอิเดนเบิร์ช ส่วนฮัวชองฮวา...เด็กคนนี้น่าสนใจ มาดเขาดูเกเร แต่ก็เรียนเก่ง อาจเป็นเด็กในกลุ่มที่ต้องการความรัก ต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งก็คงไม่น่าห่วงอะไร เขามีเพื่อนดีๆ
“ให้มันจริงนะ” อาจารย์สาวย้ำ “แล้วอย่าเล่นอะไรแผลงๆ ล่ะ”
“อาจารย์จะไปแล้วหรือครับ” ยูชอนถาม
“จ้ะ”
“อาจารย์สอนห้องไหนครับ”
“สอนห้องที่คิมจุนซูเรียนจ้ะ”
เค.โอ. ชนะน็อค
ยูชอนอึ้ง ส่วนเพื่อนๆ คนอื่นหัวเราะสะอกสะใจ
อาราโปรยยิ้มอบอุ่นให้พวกเขาเป็นครั้งสุดท้าย ร่างบอบบางยืดตัวขึ้น พลางหอบแฟ้มเอกสารไว้แนบอก เธอกำลังทำท่าจะเดินไป ตอนที่ชางมินเรียกเธอไว้
“พี่อาราครับ” ชางมินยื่นปึกกระดาษโบราณนั้นให้เธอ “ผมอยากให้พี่อาราเก็บมันไว้น่ะครับ เพราะถ้าให้ผมเก็บไว้ก็คงไม่มีประโยชน์ แล้วถ้าเผอิญว่าพี่อาราพอจะช่วยค้นคว้ามันต่อไปได้ ผมก็อยากรู้ส่วนที่เหลือ”
อารามองรอยยิ้มบนใบหน้าเด็กหนุ่ม ใบหน้าหล่อเหลาของเขามักแฝงไว้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทั้งกระหายความจริงและฉลาดปราดเปรื่อง ซึ่งเตือนให้อารานึกถึง ศจ.ดร.ชิมเฮียวริน ผู้เอาจริงเอาจัง
“ได้สิจ๊ะ ไม่แน่บางทีอาจารย์ของพี่ที่อเมริกาอาจพอรู้อะไรบ้างก็ได้”
* * *
หลังการเฟ้นหาตัวเลดี้แมคเบธคนใหม่จบลงอย่างทุลักทุเล คืนนั้นมีการจัดงานเลี้ยงสำหรับคนในกองละครที่คลับลากูน ผับแอนด์เรสเตอรองท์สุดหรูย่านชุมชนเมือง โบซอง เพื่อนลูกเศรษฐีร่วมคณะของยูชอน และหนึ่งในบรรดาตัวละครสมทบเป็นคนต้นคิดริเริ่มจัดงานเลี้ยงนี้ เขาเรียกมันว่าปาร์ตี้ทำขวัญ ‘เรามาปาร์ตี้กันเพื่อลืมเลือนความปวดร้าว’ ซึ่งฟังแล้วช่างเหลวไหล ความจริงพวกเขาแค่อยากมาเมากัน แล้วทิ้งคนตายไว้ข้างหลัง เพียงแต่ยังไม่มีข้ออ้างดีๆ ที่จะสังสรรค์ท่ามกลางเวลาอันทุกข์โศกเช่นนี้
มีสิ่งหนึ่งที่มนุษย์เราทำได้ดีที่สุดนอกเหนือจากผลาญทำลายความดีงามใดๆ ในโลกให้หมดสิ้น ซึ่งก็คือการพร่ำบอกตัวเองว่าเรานั้นสูงส่งกว่าใคร และเราเองก็ดูเหมือนจะเชื่อแบบนั้นจริงๆ
ทั่วบริเวณพื้นที่กว้างขวางของร้านถูกนักศึกษาอิเดนเบิร์ชยึดครองไปแล้วร้อยละแปดสิบ โบซองเหมาโต๊ะไว้มากที่สุดเท่าที่พ่อผู้มั่งคั่งของตนพอจะสัมปทานได้ ทุกคนในกองละครมาที่นี่ ทั้งเด็กสาวที่ออดิชั่นผ่านเข้ารอบสิบคนสุดท้ายและคนที่ตกรอบ บางคนแม้ไม่ได้ทำงานในกองละครก็ยังแวะเวียนมา รวมๆ แล้วกว่าแปดสิบชีวิตที่ล้วนอยากลืมเลือนความปวดร้าวที่พวกเขาจินตนาการขึ้นเอง
เด็กสาวนุ่งกระโปรงสั้นหิ้วกระเป๋าแบรนด์เนมที่กำลังเต้นยักย้ายอยู่กลางฟลอร์คือหนึ่งในจำนวนที่เสียน้ำตาให้กับสุนทรพจน์ของยูชอนในพิธีไว้อาลัย พวกเธอนำดอกไม้ช่อใหญ่ไปวาง เขียนถ้อยคำรำลึกแสนสวยหรูที่แม้แต่เชคสเปียร์สยังต้องอาย แต่ไม่มีใครรู้จักคนตายดีสักคน อีกไม่นานพวกเธอก็ลืมความทุกข์แล้ว เพียงแค่เหล้าเข้าปากหรือมีข่าวใหม่ๆ เกี่ยวกับอาร์มานี กุชชี ปราด้า ในขณะที่คนซึ่งเจ็บปวดจริงๆ อย่างแทฮี ยุนโฮ ยูชอน และครอบครัวผู้ตายทำเพียงแค่หัวเราะขมๆ แต่ความสูญเสียจะมีผลกับชีวิตพวกเขาไปตลอดกาล
ยุนโฮปล่อยให้รสขมซ่านของเครื่องดื่มสีทองอำพันไหลผ่านลำคอ ขณะจ้องมองเข้าไปในความสับสนวุ่นวาย ฟลอร์เต้นรำถูกอาบไว้ด้วยแสงเลเซอร์สีเขียว ม่วง ฟ้า เทา แดง กับอีกสารพัดสี ยกเว้นก็แต่สีที่มีความยาวคลื่นเหมาะแก่การมองเห็น ผู้คนเต้นนัวเนียกัน แต่ละคนมีสีหน้าเมามาย เด็กผู้ชายบางคนรู้จักเขา ต่างยกไม้ยกมือพลางตะโกนว่า “โย่ว พี่” แต่เสียงตะโกนนั้นถูกจังหวะดนตรีอึกทึกกลืนกินไปจนสิ้น
เขาเห็นซึงฮุนเอาบุหรี่ยัดไส้กัญชามา นี่กระมังเหตุผลที่ทำให้เขากับอูกยองค่อยๆ เหินห่างกัน ด้านนอกหน้าต่าง เด็กสาวคนหนึ่งนั่งเหงาอยู่คนเดียวตรงระเบียงริมน้ำ ยุนโฮจำได้ว่าเธอคือเพื่อนสนิทของโจจูมิน เขาอยากเข้าไปทักทายเธอ แต่ก็ไม่ได้ทำ จึงนั่งเงียบอยู่ ฟังเสียงหัวเราะบ้าคลั่งที่ฟังดูไม่ต่างจากเสียงร้องไห้ของยูชอน พลางนึกสลดใจ
ยูชอนมีเพื่อนกลุ่มใหญ่ เขานั่งรวมกลุ่มกับทุกคนที่โต๊ะที่ใหญ่ที่สุดของร้าน เขาดื่มเหล้า หัวเราะเฮฮา ทำเหมือนกับว่าไม่รู้สึกรู้สาอะไร แต่คำว่า ‘อึนนา’ มีผลกับเขาทุกครั้งที่ชื่อนี้แล่นเข้ากระทบโสตประสาท เขามักจะชะงักเล็กน้อย แล้วปล่อยให้ตนเองค่อยๆ ร่วงกลับลงสู่กล่องแห่งความทรงจำ เพราะเขารู้สึก เขาจึงโทรชวนชองฮวามา ในช่วงเวลาแบบนี้คงไม่มีอะไรจำเป็นเท่าเสียงดนตรี แอลกอฮอล์ กับเพื่อนที่เรารักจริงๆ แค่คนสองคน
ชองฮวาพาเทบินมาด้วย พวกเขาทั้งหมดได้เจอกันที่นี่ จุนซูดูเหมือนจะเคยเจอเทบินก่อนหน้านี้แล้ว เพียงห้านาทีหลังจากแนะนำให้รู้จักกัน วงสนทนาก็โยงเข้าเรื่องความคลั่งไคล้หลงใหลในตัวเทบิน แจจุงถึงขนาดหันมาพูดกับยุนโฮว่า “ที่ผ่านมาใครๆ ก็บอกว่าผมเหมือนนางฟ้า แต่พี่เทบินนี่ล่ะ นางฟ้าของจริง”
ไม่นาน เทบินก็ขอตัวไปห้องน้ำ แล้วก็หายตัวไป กว่าชองฮวาจะได้รับการติดต่อกลับจากเขาอีกครั้ง หมอนั่นก็กลับไปนอนสบายใจที่หอพักแล้ว
“หมอนี่มันบ้า” พอกดตัดสาย ชองฮวาก็ด่าปาว
เวลาล่วงเลยไปจนเกือบห้าทุ่ม กระทั่งยุนโฮเห็นโบซองโต้โผงาน หิ้วสาวรุ่นน้องขึ้นรถแล้วขับออกไปเป็นคนสุดท้าย บรรยากาศปาร์ตี้ที่แสนวุ่นวายก็สงบลงผิดตา
ตอนนี้เหลือแค่เขากับชองฮวาที่ยังคงไม่ลุกไปไหน
วงดนตรีเล่นสดกำลังบรรเลงเพลง Take It On The Run ของวง รีโอ สปีดแวกอน พวกเขาเล่นได้ยอดเยี่ยม แต่เสียงนักร้องนำยังเล็กได้ไม่เท่า เควิน โครนิน
“เคยคิดไหมว่าบางทีคนที่จากไปแล้ว จากไปด้วยเหตุผลที่สมควร” ชองฮวาพูด “เหตุผลที่ฟังขึ้น เหตุผลที่เจ็บปวดจนเราต้องร้องไห้ตาม”
ยุนโฮหยุดวนปลายนิ้วเล่นบนขอบแก้ว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบดวงตาสีอำพัน พอดีกับที่เนื้อเพลงดำเนินมาถึงท่อนที่ร้องว่า ‘I don't believe it. Not for a minute. You're under the gun so you take it on the run.’ เพียงดูจากสายตาเพื่อน ยุนโฮก็ตระหนักได้ว่าชองฮวากำลังพูดเรื่องอะไร
ฮัวชองฮวา เพื่อนนิสัยดีของเขาคนนี้ กำพร้าทั้งพ่อและแม่ตั้งแต่ยังเด็ก มันดูจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเมื่อเทียบกับคนที่เขาเติบโตมาเป็น ชองฮวาทั้งงดงาม ฉลาด สดใส และโอบอ้อมอารี ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะมัวร้องไห้คร่ำครวญแก่บุคคลที่คุณเองยังแทบไม่รู้จัก
ผิดแต่ความเป็นจริงโหดร้ายกว่านั้นมาก
โศกนาฏกรรม คือคำที่เทบินใช้เรียกขานเหตุการณ์ครั้งนั้น
เทบินเล่าว่าขณะฮัวจียองอุ้มท้องชองฮวา เธอก้าวพลาดจนถลันกลิ้งตกบันได ผนังมดลูกเธอบางอยู่แล้ว และการได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรงส่งผลให้ถุงน้ำคร่ำรั่ว หลังคลอดชองฮวาออกมาได้อย่างยากลำบากจนสำเร็จ วินาทีแรกที่เธอได้ยินเสียงลูกชายแผดเสียงร้องไห้ เธอก็ตกเลือดจนตาย
เมื่อถึงคราวที่ดวงตาคู่น้อยพร้อมเปิดขึ้นเผชิญโลกอันโหดร้าย เด็กทุกคนล้วนต้องการพ่อแม่คอยผยุงปีก พวกเขาเดินก้าวแรกด้วยตัวเองไม่ได้ ต้องมีใครสักคนสอนให้พวกเขารู้จักความรัก พ่อแม่เหมือนอวัยวะส่วนสำคัญในกาย หากขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไป ชีวิตจะไม่มีวันเป็นปกติ ยุนโฮเองก็กำพร้าพ่อ เขารู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดนี้ โชคดีที่เขายังมีแม่ที่แสนดี หากชองฮวาไม่มีใครเลย
พ่อแม่คือประกายนัยน์ตาที่ชองฮวาทำหาย ความรักที่เขาไม่เคยได้คือเงาที่คอยกัดกินเขา ตลอดเวลาชองฮวายังคงโหยหา พ่อของชองฮวาทิ้งแม่ไป เขาไม่รู้ว่าตอนนี้พ่ออยู่ที่ไหน แต่เขายังคิดถึงแม่ คิดถึงผู้หญิงที่เขาไม่เคยเห็นหน้า และเขารักเธอ
เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาส่ายศีรษะเบาๆ
ชองฮวายิ้มให้ยุนโฮ “ฉันก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันว่าโชคชะตาจะเล่นตลกกับคนเราได้ขนาดนี้ ฉันอยากหาเหตุผลดีๆ ให้วิธีที่แม่ทิ้งฉัน แต่ไม่มี ไม่มีเหตุผลดีๆ สักอย่างนอกจากเธอตายแล้ว ตาย อย่างอนาถด้วย”
“ตอนฉันเด็กๆ แม่ก็ไม่เคยเล่าเรื่องพ่อให้ฟังเหมือนกัน” ยุนโฮพูด “แต่พอถึงวัยอยากรู้อยากเห็น พอทุกคนที่โรงเรียนเริ่มพูดเรื่องพ่อของตัวเอง ฉันก็กลับบ้านแล้วคะยั้นคะยอถามว่าแม่ว่าพ่ออยู่ที่ไหน แม่ฉันบอกแต่ว่าพ่อไม่อยู่” เขาหยุดหัวเราะสักพัก ก่อนเอ่ยต่อว่า “ตอนนั้นฉันคิดจริงๆ นะว่าพ่อคงถูกมนุษย์ต่างดาวจับตัวไปทดลอง เขาถึงไม่เคยกลับมาให้ฉันเห็นหน้า”
ชองฮวาหัวเราะ ยุนโฮเองก็หัวเราะ แต่เป็นเสียงหัวเราะอันขมขื่น
เพราะตอนที่เจ้าไต้ฝุ่น สุนัขวัยสิบสามปีของเขาสิ้นลมหายใจ นั่นคือครั้งแรกที่ยุนโฮได้เรียนรู้ว่าความตายคืออะไร ขณะนั้นหนูน้อยยุนโฮอายุห้าขวบ เขาร้องไห้คิดถึงเจ้าไต้ฝุ่นอยู่สามวันสามคืน ก่อนแม่จะอธิบายให้เขาเข้าใจว่า พ่อ...ก็ตายแล้วเหมือนกัน
* * *
เที่ยงคืนหนึ่งนาที กับอีกศูนย์จุดศูนย์หนึ่งหนึ่งวินาที
ยังไม่ทันที่บีเอ็มดับเบิลยูห้าสามศูนย์ไอ รุ่นปีเก้าสี่ ของยุนโฮจะทันจอดสนิทดี ชองฮวาก็โผตัวลงไปก่อนแล้ว
“เดี๋ยวววววว ว ว ว !” เขาร้อง ขณะทะยานร่างไปยังประตูเหล็กบานยักษ์สลักตราวิทยาลัยศิลปะอิเดนเบิร์ชอันเกรียงไกรที่กำลังค่อยๆ เลื่อนปิด ทว่าพี่ยามตัวดำเมี่ยมกลับถลึงตาขาวๆ ดวงเบ้อเร่อใส่เขา พลางตะคอกกลับมาด้วยซุ่มเสียงไร้ความปราณี
“ปิดแล้ว !”
“สายไปหนึ่งนาทีเองพี่ยาม”
“แต่นาฬิกาฉันเที่ยงคืนสองนาทีแล้วโว้ย”
“สองนาทีเองน่าพี่” ชองฮวาอ้อนวอน
“สองนาทีก็ไม่ได้ !”
“โธ่ ผมอยู่หอในนะ”
“แล้วเอ็งมัวไปเถลไถลที่ไหนมาเล่าหืมม์”
“แถวนี้แหละ ผมไปทำธุระ”
“ไม่ต้องมาแก้ตัว กลิ่นเหล้าหึ่งเลยเอ็ง”
ยุนโฮจอดรถไว้ริมฟุตบาธใกล้กับทางเข้า ดับเครื่อง ก่อนก้าวตามลงมา
ชองฮวายังคงเถียงอยู่ไม่ลดละ “แต่ผมจ่ายค่าเทอมนะพี่”
“ถุย น้ำหน้า เด็กทุนน่ะสิเอ็ง”
หนุ่มผมส้มถอนใจเฮือก เขาทำท่าจะหันหลังกลับ หากร้องตะโกนว่า “พี่ดูนั่นดิ !”
พี่ยามเขม้นมองไม่ขยับ
“ได้ ผมไปแล้ว” ชองฮวาก้าวออกมา คราวนี้คิดวิ่งฝ่าเข้าไปอย่างกะทันหัน
ทว่าพี่ยามก็ยังก้าวมาดักอย่างรู้ทัน เบิกตาทำหน้ายักษ์ “ไปเลยเอ็ง ไปนอนที่อื่น”
“บ้าเอ้ย !”
“ช่างเขา ชองฮวา”
ชองฮวามองดูประตูรั้วสีดำตัดทองปิดครืนลงต่อหน้าต่อตาอย่างแช่มช้า ขณะมือหนึ่งเอื้อมมาแตะไหล่ และเมื่อเขาหันไปก็เห็นยุนโฮกำลังแย้มยิ้มพราย
ยุนโฮบอกว่า “กลับบ้านกันเถอะ”
* * *
ไฟในบ้านยังคงสว่างอยู่เมื่อยุนโฮกลับถึงบ้าน ชองฮวาลงจากรถ เขาลูบหัวเจ้าตาเดียวที่กำลังเดินวนรอบๆ แตะจมูกดมฟุดฟิดอย่างใคร่รู้
“แม่นายยังไม่นอนหรือ” ชองฮวาถาม
“แม่นอนไม่หลับถ้ายังไม่เห็นฉันกลับถึงบ้านน่ะ” ยุนโฮยิ้ม
แล้วหญิงสาวสวมชุดนอนกับผ้าคลุมไหล่สีขาวคนนั้นก็ก้าวลงบันไดมา
คนมากมายชอบคิดหาคำจำกัดความ ประโยคสั้นๆ ที่สามารถบรรยายความงดงามให้ออกมาเป็นคำพูดอันคำนึงได้ แต่คนเหล่านั้นจะไม่มีวันเข้าใจความหมายของคำว่า ‘แม่’ หากยังไม่มีโอกาสได้พบจองจีอึน
เธอเป็นแม่ เธองดงาม หากมากกว่าความงดงาม จองจีอึนคือความน่าเหลือเชื่อ เธอไม่ใช่เพียงเจิดจรัส ทว่าน่าอัศจรรย์ใจ นานแล้วที่ชองฮวาไม่กล้าวาดภาพแม่ของตัวเอง นานแล้วที่เขาเจ็บปวดที่ต้องคิดถึง แต่จีอึนทำให้เขาอยากคิดถึงแม่อีกครั้ง อยากเห็นแม่ยิ้ม อยากเห็นแม่มองเขาด้วยสายตาแบบนี้
“นายน่าอิจฉาว่ะ ยุนโฮ”
ยุนโฮกอดคอเขา แล้วพาเดินไปหาเธอ
“แม่ครับ นี่เพื่อนผม ชองฮวา”
“สวัสดีครับ” ชองฮวาคำนับ คิดว่าคงถูกว่าที่เป็นเหตุให้ยุนโฮต้องลำบาก แต่กลับต้องประหลาดใจเมื่อเธอเอื้อมมือมาจับแขนแล้วยิ้มให้ ยิ้มเธอกระจ่างชัดยิ่งกว่าประกายพรึกบนฟากฟ้า
“สวัสดีจ้ะ ชองฮวา” เสียงก็ใสยิ่งกว่าระฆังสวรรค์เสียอีก
“ผมพาชองฮวากลับหอไม่ทัน เลยถือโอกาสชวนเขามาเที่ยวบ้านครับแม่”
“ก็ดีสิจ๊ะ แม่ไม่เคยเจอเพื่อนยุนโฮเลย ชองฮวาเป็นคนแรกเลยนะ”
“ชองฮวาเป็นเพื่อนที่ยอดเยี่ยมมากเลยครับ” ยุนโฮคุยโว “เขาเรียนเก่ง นิสัยดีด้วย”
“งั้นยุนโฮคงทำให้ชองฮวาลำบากแย่เลยน่ะสิ”
“อะไรกันครับแม่”
“ก็ยุนโฮน่ะดื้อจะตายไปใช่ไหมล่ะ”
พวกเขาพูดคุยกัน พากันเดินเข้าไปในตัวบ้าน แล้วงับปิดประตูบานนั้นลง
.
.
.
“คืนนี้ชองฮวานอนกับยุนโฮได้ไหมจ๊ะ บ้านมันอาจจะแคบไปซักหน่อย ต้องขอโทษจริงๆ นะ”
ยุนโฮกับชองฮวานั่งอยู่ที่โต๊ะในครัว กำลังทานซุปที่เพิ่งถูกอุ่นให้ร้อน กลิ่นของมันหอมละมุนละไม ชองฮวามองหน้ายุนโฮ เขาวางช้อนลง ก่อนเอ่ยว่า “ไม่เป็นไรจริงๆ ครับน้า เกรงใจยุนโฮมัน ผมนอนที่โซฟานั่นก็ได้”
จีอึนมีสีหน้าไม่สบายอกสบายใจเอาเสียเลย “แต่นอนตรงนี้หมาแมวมันจะกวนใจเอานะ”
“นั่นสิ” ยุนโฮพยักพเยิดเห็นด้วย
หากชองฮวายังยืนยัน “ไม่เป็นไรจริงๆ ครับ ผมชอบสัตว์”
จีอึนยิ้มอบอุ่น ความอ่อนโยนที่แผ่ซ่านออกมาจากดวงตาสีเข้มของเธอ ยุนโฮได้รับอิทธิพลนี้ไปเต็มๆ
“เพื่อนลูกน่ารักจัง” หญิงสาวลูบแก้มชองฮวา พลางเอ่ยกับลูกชาย “ถ้าอย่างนั้นแม่ไปเตรียมผ้าห่มให้ชองฮวานะจ๊ะ ยุนโฮหาเสื้อผ้าให้เพื่อนเปลี่ยนด้วยนะลูก”
“ครับแม่”
“ขอบคุณมากนะครับคุณน้า” ชองฮวาคำนับ
เธอเพียงยิ้มให้เขา ก่อนจะเดินลับไป
ชองฮวาใช้ช้อนคนซุปเล่น ความเงียบงันลอยวนในอากาศ ยุนโฮไม่เคยเห็นเขาสงบนิ่งและดูโศกเศร้าเช่นนี้มาก่อน จนในที่สุดชองฮวาก็พูดขึ้น
“ตั้งแต่อายุสิบสอง ฉันพยายามไม่คิดเรื่องแม่ให้มากนัก มันค่อนข้างจะ...เจ็บปวดน่ะ”
“ฉันรู้ มันคงแย่มาก” ยุนโฮรับ พยายามไม่พูดขัด เขาอยากให้ชองฮวาเปิดใจ
“ไม่ใช่แค่แย่มาก มันเหมือนตกนรกเลยล่ะ นายคิดดูสิว่ามันโหดร้ายแค่ไหนที่เด็กคนนึงซึ่งไม่ได้ทำอะไรผิดจะต้องขาดแม่ ฉันเกิดมายังไม่ทันได้ลืมตาเห็นโลก ฉันร้องไห้ หวาดกลัว แม่ควรจะได้อุ้มฉัน ฉันควรจะลืมตาในอ้อมแขนของแม่ และคนแรกที่ฉันควรจะได้เห็นก็คือแม่ แต่มันไม่ใช่”
เขามองตาเพื่อน มองสายตาที่แลดูไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยซึ่งกำลังหลงทาง ภาพนั้นทำให้ยุนโฮน้ำตาคลอ
“ฉันไม่เคยได้กอดแม่ ไม่เคยได้จูบแม่ก่อนนอน ไม่เคยเห็นหน้าแม่ ไม่แม้แต่จะจำความอุ่นนิดๆ ในมือแม่ ฉันไม่รู้อะไรเลย ตอนเด็กๆ ฉันได้แต่จินตนาการ วาดภาพแม่ไปต่างๆ นานา ฉันพูดคนเดียว ทุกครั้งที่ลมพัดหน้าหนังสือเปิด ฉันคิดว่าแม่อยู่ตรงนั้น ฝันว่าแม่เฝ้าดูฉันอยู่ คอยดูแลก่อนฉันตื่น ลูบผมฉันเวลาหลับ ฉันรู้ว่ามันงี่เง่า แต่ตอนนั้นฉันก็เป็นแค่เด็ก”
“นายไม่งี่เง่าหรอกที่รู้สึกแบบนั้น”
ชองฮวากระตุกยิ้ม หัวเราะในลำคอประหนึ่งต้องการเหยียดหยามชะตาฟ้า “ใครๆ ก็บอกว่าแม่ฉันสวยที่สุด และฉันก็เชื่ออย่างนั้น ใครจะรู้ล่ะว่าถ้าแม่ยังอยู่ ฉันอาจจะไม่เป็นแบบนี้ก็ได้ ฉันอาจจะใส่เสื้อมีปกผูกเน็คไท เนิร์ด เรียนวิทยาศาสตร์ เป็นหนุ่มบ้านไร่ ไม่ก็อาจจะเป็นแบบยูชอน โดดเด่นท่ามกลางแสงสี ลุงคงจะรักฉันมากกว่านี้ แล้วใครๆ ก็คงจะรักจะเอ็นดูฉัน”
คำพูดนั้นบีบให้ยุนโฮจำต้องกัดริมฝีปากตนเองเพื่อกลั้นน้ำตาเอาไว้
“ไม่น่าเชื่อนะ ผู้หญิงแค่คนเดียว พอขาดไปก็ถึงกับจะเป็นจะตาย”
“เพราะเธอเป็นแม่นาย”
“ใช่ ฮัวจียอง แม่ฉัน” แล้วเขาก็เงียบไปนาน เงียบจนบรรยากาศพลอยหนักอึ้ง
“ลุงนายไม่ค่อยดีกับนายงั้นหรือ” ยุนโฮเปลี่ยนเรื่อง
ชองฮวายักไหล่ ท่าทีผ่อนคลายขึ้นกว่าเก่า “ก็เรื่อยๆ น่ะ ความสัมพันธ์แบบเฉยชา ปั้นปึ่ง แต่ก็ไม่ถึงขนาดแม่เลี้ยงกับนางซิน”
“ทำไมล่ะ”
“เขามีลูกเขาอยู่ ก็ต้องรักลูกตัวเองมากกว่าอยู่แล้วล่ะ”
“นายหมายถึงเทบินน่ะหรือ”
“อืม เทบินกับพี่น่ะ”
“เทบินมีพี่ด้วยหรือ”
“มี คนนึง เป็นแฝดพี่”
“หืม ฝาแฝด เทบินมีฝาแฝด” ยุนโฮเบิกตาโตอย่างไม่เชื่อหู
อีกฝ่ายขมวดคิ้ว มองเพื่อนอย่างขันๆ “เออ พูดซ้ำทำไมวะ มันก็เป็นเรื่องธรรมชาติ อสุจิหนึ่งตัวกับไข่สองใบได้เอ็มบริโอต่างรก อะไรเนี่ย น่าตกใจตรงไหนวะ”
“เปล่า” ยุนโฮส่ายหน้าอย่างงงๆ “แล้วแฝดของเทบินเป็นยังไง เป็นผู้ชายเหมือนกันหรือ”
“เป็นผู้ชาย แล้วคงจะเป็นอย่างเดียวที่เหมือนกัน เทซก พี่เทบินน่ะ รายนั้นเขาหล่อเท่ สาวกรี๊ดตรึม ส่วนเทบินมันออกแนวอ้อนแอ้น แต่ฉลาด ประโยคนี้อย่าไปพูดให้มันได้ยินล่ะ เดี๋ยวมันอัดเอา”
ยุนโฮหัวเราะ “แล้วนาย...ไม่คิดจะไปหาพ่อบ้างหรือ”
ชองฮวาชะงักเล็กน้อย “พ่อฉันหรือ เขาเป็นคนหรือม้าแคระก็ยังไม่รู้เลย เขาทิ้งไปก่อนแม่จะรู้ตัวว่าท้องซะอีก ถ้าฉันเจอก็คงขอชกหน้าซักทีก็หนำใจแล้ว”
ยุนโฮพยักหน้า
“แล้วพ่อนายล่ะ สมัยยังอยู่ เขาเป็นคนแบบไหนหรือ” ชองฮวาถาม
ชายหนุ่มเพียงส่ายหน้าเบาๆ “ไม่รู้เหมือนกัน แม่ดูเศร้าเวลาพูดเรื่องพ่อ ฉันก็เลยแทบจะไม่รู้จักพ่อเลย” ยุนโฮหยุดครู่หนึ่ง “ไม่แน่ถ้าพ่อยังอยู่ ฉันก็อาจจะไม่เป็นแบบนี้ก็ได้”
“แล้วนายจะเป็นแบบไหนล่ะ”
“เป็นแบบนายล่ะมั้ง”
ทั้งคู่หัวเราะ
“ขอบคุณนะชองฮวา”
เจ้าของเส้นผมสีส้มกับดวงตาประกายทองเลิกคิ้ว “ขอบคุณเรื่องอะไร”
“ขอบคุณที่เล่าเรื่องแม่ของนายให้ฟัง”
“ทำไม เมื่อเช้าลืมกอดแม่หรือไง”
“ไม่ ฉันกอดทุกครั้งที่มีโอกาส แต่ทุกๆ ครั้งที่กอด ฉันกอดเหมือนเป็นกิจวัตร ใครจะรู้ พรุ่งนี้ฉันอาจไม่มีโอกาสได้กอดแม่อีกแล้ว เพราะฉะนั้นจากนี้ ฉันจะกอดด้วยความรู้สึก”
“อืม” ชองฮวายักไหล่
“แล้วฉันจะกอดเผื่อนาย” ยุนโฮตบไหล่ชองฮวา
“เผื่อฉันหรือ”
“เราก็ออกจะซี้กัน ถือว่าเอาบุญ ฉันจะรับนายเป็นน้องชายก็ได้”
“เหอ...” เขายิ้ม แกล้งเสมองไปทางอื่น ก่อนหันกลับมา แม้จะทำเป็นทะเล้น แต่แท้จริงในใจกลับยอมรับว่ารู้สึกขอบคุณยุนโฮอย่างแท้จริง ชองฮวาพูด “แต่จริงๆ แล้วฉันอยากเป็นพ่อเลี้ยงนายมากกว่านะ แม่นายสวยเป็นบ้า”
“ไอ้ทะลึ่ง”
.
.
.
คืนเดียวกันนั้น ชองฮวานอนบนโซฟาโดยมีผ้าห่มผืนบางคลุมหน้าอก เบาะนอนถูกจัดให้ชิดริมหน้าต่างที่ลมราตรีพัดแผ่วจนผืนม่านสะบัดเล็กน้อย ขณะกึ่งหลับกึ่งตื่น ไออุ่นบางเบาก็สัมผัสเขาตรงหน้าผาก
เขาตื่นขึ้น แต่ยังหลับตาไว้
จองจีอึนจับผ้าห่มขึ้นมาปิดถึงลำคอ เธอมองใบหน้าของเด็กหนุ่มยามหลับ ลูบผมเขา ใบหน้าไร้เดียงสาทำให้เธอรู้สึกสบายใจ
ไม่แน่ว่าเธอกับเด็กผู้ชายคนนี้...อาจเคยรู้จักกันมาก่อน
To be continued...

ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าดีใจมากเลยที่คุณตองมาอัพตอนที่ 17 ขอบคุณน้า
เรื่องของชองฮวา มีปมมากขึ้น อีกแล้ว
โอย อยากรู้ความลับของผู้ชายคนนี้ๆ
ตอนนี้รู้สึกกรี๊ดคู่ชองฮวากับเทบินจังเลย
แอร๊งง นางฟ้ากับซาตาน.. ไม่ใช่ละ
ตอนที่แกะคำในหนังสือ
เหมือนเรื่องจะเริ่มคลี่คลายออกมา แต่ก็มีปมต่อดูดี
ชอบประโยคนี้จัง...“สอนห้องที่คิมจุนซูเรียนจ้ะ”
... อู๊ยยยยยย โดนซะเลยคุณปาร์ค
55555 ถูกใจ
ไม่ได้เม้นซะนานเลย
รักพี่ตอง *กอดดด*
#1 By Step*Lunar on 2009-09-16 17:59