Demon Authorized (16)
posted on 21 Aug 2009 13:31 by bleaf-me in demon-authorized
Title: Demon Authorized
Author: b.leaf
Staring: Dong Bang Shin Gi (SM Entertainment) / (C) b.leaf's Original Characters
Pairing: Yoonho/Jaejoong, Yoochun/Junsu
Genre: AU, Mystery, Thrillers, Horror ; !Against religion & beliefs (Christian Beware)
Rate: R
Warning: นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกเขียนขึ้นจากความพึงพอใจส่วนบุคคล และไม่มีเจตนาจะกล่าวพาดพิง กระทบกระทั่ง กลุ่มคนหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งทั้งสิ้น เนื้อหาเกี่ยวเนื่องถึงความสัมพันธ์แบบชายรักชาย ชื่อบุคคลหรือสถานที่หลายอย่างที่อ้างถึงเขียนขึ้นจากจินตนาการและอาจไม่มีอยู่จริง หากการอ่านนิยายเรื่องนี้ทำให้ท่านรู้สึกตะขิดตะข่วง ลำบากใจ ลำบากกาย ถือเป็นความทรมาน รับไม่ได้ ไม่ชอบ ขอความกรุณาปิดหน้านี้ลงอย่างสันติ ขอบคุณมากๆที่เข้ามาเยี่ยมเยียนบล็อกนี้ค่ะ ^^
ดีมอนตอน 16.2 เลื่อนลงไปข้างล่างโลด~
- - -
16.
ยุนโฮใช้มือขวาป้องดวงตาจากแสงอาทิตย์ยามเช้าที่สาดส่องอาบร่าง หลังพายุฝน ท้องฟ้าเบื้องบนกลายเป็นสีฟ้าใส ความรู้สึกอุ่นของเม็ดน้ำจากสายยางกระเซ็นถูกผิวกายเบาๆ ช่วยให้ผ่อนคลายจากความกังวล ชายหนุ่มร่างสูงแหงนหน้ารับตะวัน พลางสูดกลิ่นหอมอบอวลของไอดินจนเต็มปอด
ยามแสงทองสะท้อนเล่นแสงกับหยาดน้ำเกาะพราวบนแผงอกกำยำ ยุนโฮแลดูงดงามสว่างไสวไม่ต่างจากเทพบุตร เขาสวมกางเกงยีนส์สีซีด เปลือยท่อนบน เส้นผมสีน้ำตาลอันเปียกชื้นลู่แนบแก้มและรูปหน้าเรียวคมสัน ดวงตาเปล่งประกายเจิดจ้า ตอนที่เขาจับสายยางนั้นรดน้ำต้นไม้หน้าโบสถ์ ก่อนวักน้ำส่วนหนึ่งขึ้นลูบใบหน้า แล้วเสยผมตัวเองขึ้นไป
ผู้คนที่นี่คุ้นเคยกับภาพของเด็กหนุ่มผู้เป็นที่รักออกมายืนรดน้ำต้นไม้หน้าโบสถ์เซ็นต์แคเธอดรอลตอนเจ็ดโมงเช้าวันอาทิตย์เป็นอย่างดี ภาพสะท้อนของความเรียบง่าย อบอุ่น ถึงแม้จะดูเป็นกิจวัตรประจำวันที่น่าเบื่อ หากก็ปลอบประโลมจิตใจ
จองยุนโฮ วัยยี่สิบเอ็ดปี คือ เทวทูตราฟาเอลของหมู่บ้านนี้
สามต่อหนึ่งของจำนวนประชากรในหมู่บ้านทั้งหมดเป็นเพศหญิง ยุนโฮเป็นชายหนุ่มเพียงคนเดียวในบรรดาคนชราและเด็กๆ ที่เหลือ เขาทั้งรูปงาม อ่อนโยน และเป็นสุภาพบุรุษ เมื่อเกิดเรื่องเดือดร้อน ยุนโฮจะเป็นคนแรกที่คนในละแวกนี้นึกถึง คุณตาบ้านนั้นหกล้มในห้องน้ำ คุณยายบ้านนี้หาช่างซ่อมท่อน้ำอยู่ แมวน้อยบ้านโน้นขึ้นไปติดบนต้นไม้ ยุนโฮจะทะยานไปที่นั่นทุกที่ทุกเวลา ในสายตาสาวๆ เขาจึงเป็นเจ้าชายขี่ม้าขาวที่แสนสง่างาม อีกทั้งยังเป็นเด็กหนุ่มน่ารักน่าเอ็นดูก็ได้ในสายตาพี่ป้าน้าอา
ขณะยุนโฮเอื้อมมือไปปิดวาล์วน้ำ มีคุณป้าสองคนขี่จักรยานผ่านมา คนหนึ่งสวมหมวกถัก อีกคนถือตระกร้า คงกำลังจะพากันไปจ่ายตลาด
คุณป้าผมหยิกคนที่สวมหมวกถักลากเสียงร้องขึ้นทันทีที่เห็นยุนโฮ “โถ...พ่อเจ้าประคุณ พ่อสุดหล่อ ตื่นมาจับงานแต่เช้าเลยนะจ๊ะ ยุนโฮ แบบนี้ไม่ให้คนแถวนี้รักยังไงไหว”
“คุณป้าก็ตื่นเช้าเหมือนกันนะครับ เจอทุกวันเลย”
“แหมๆ ตื่นสายก็อดเห็นซิกซ์แพ็คน่ะสิ พวกเด็กสาวๆ มันไม่รู้อะไร”
พวกป้าๆ หัวเราะเสียงแหลม ยุนโฮส่ายหน้าอย่างอายๆ และแล้วพวกเธอก็เริ่มสร้างเกราะแห่งความเป็นส่วนตัวขึ้นกำบัง ซึ่งเป็นสิ่งที่เฉพาะผู้หญิงเท่านั้นที่ทำได้ คุณป้าทั้งสองสลัดเขาออกไปจากสายตา ก่อนจะเปิดประเด็นเรื่องของเขากันอย่างออกรส
ยุนโฮย่อตัวลง ใช้ส้อมพรวนดินแทงลงไปในดินอย่างระมัดระวัง สายตาจับจ้อง กลัวจะแทงโดนเจ้าไส้เดือนตัวเล็กๆ ขณะเงี่ยหูฟังบทสนทนานั้น
“ไม่น่าเชื่อเลยน้าว่าลูกชายจีอึนจะหล่อปานเทพบุตรแบบนี้น่ะ” คนที่สวมหมวกถักพูด
“แหม เธอก็ว่าไป แม่จีอึนเธอออกจะสวย”
“แต่อุนมยองไม่หล่อเลยนี่นา”
เพราะชื่อ อุนมยอง สะกดให้ยุนโฮเคลื่อนไหวช้าลงแล้วตั้งใจฟังมากขึ้น
จองอุนมยอง
พ่อของเขา...
คนที่ถือตะกร้ามีทีท่าไม่สบายอกสบายใจ เธอพูดเสียงเบาลง ตะกุกตะกัก “ก็ยุนโฮคล้ายจีอึนมากกว่าไง”
“คล้ายตรงไหน ฉันไม่เห็นจะคล้าย”
ยุนโฮเงยหน้ามองพวกเธอ พลางยิ้มให้บางๆ ป้าคนถือตะกร้าหลบตาทันทีที่สบตาเขา ก่อนจะเอื้อมไปรั้งแขนเพื่อนเข้ามาใกล้
“ยัยบ้า เสียงดังอยู่ได้ เด็กมันขาดพ่อตั้งแต่ยังไม่เกิดนะ จะพูดให้ได้อะไร ไปได้แล้ว” เธอกระซิบ
ยุนโฮได้ยินทั้งหมด แต่เขาจะไม่โกรธพวกเธอหรอก
คำนินทาว่าร้ายอาจเป็นเพียงบทหนึ่งของการลงทัณฑ์...
ใครบางคนถึงกับเคยพูดไว้ว่าพระผู้เป็นเจ้ายังทรงปราณีจองจีอึนอยู่มากที่ส่งยุนโฮให้มาเกิดเป็นลูกเธอ มาเพื่อเป็นผู้ไถ่บาปให้กับเธอ
จองจีอึนหรือชิมจีอึนในคราวนั้น อายุเพียงสิบห้าตอนที่เธอรู้ตัวว่าตั้งท้อง แน่นอนล่ะว่าไม่มีใครที่นี่รับเรื่องนี้ได้ ปัจจุบันยังดี ก่อนนี้สิเลวร้าย พวกชาวบ้านไม่พูดคุยกับเธอหรือขายของให้ ทุกที่ที่เธอไปมีแต่คำติฉินนินทา ปฏิบัติราวกับเธอเป็นเชื้อโรคร้าย แม้แต่ครอบครัวแท้ๆ ยังทำตัวห่างเหิน พ่อแม่ของอุนมยองและจีอึนไม่เห็นชอบให้พวกเขาเข้าพิธีแต่งงานกันในโบสถ์ บอกว่า ‘พวกเธอสกปรกเกินไปเสียแล้ว’ และพวกเขาก็ถูกลอยแพ ถูกปล่อยทิ้งให้อยู่กันเองตามยถากรรม กระทั่งอุนมยองตาย ก่อนจีอึนจะให้กำเนิดบุตรชายคนแรกในโรงนาท้ายสวนเพียงไม่กี่เดือน
ยุนโฮยังจำได้เมื่อยังเป็นเด็ก หลายครั้งที่เขากลับมาบ้านแล้วเห็นแม่กำลังแอบร้องไห้ แม่ของเขาบอบช้ำมามากด้วยร้อยพันคำว่าร้ายและข่าวลือเสียหายต่างๆ ที่คนแปลกหน้าต่างลงคำพิพากษาไปแล้ว โดยไม่เคยสนใจฟังว่าความจริงเป็นเช่นไร ไม่มีโอกาสให้แม่ของเขาได้แก้ตัว
ยุนโฮไม่รู้เรื่องพ่อมากนัก แต่เขารู้จักแม่ของเขาดี ชิมจีอึนเกิดและโตในครอบครัวที่ใกล้ชิดศาสนา เธอเป็นเด็กสาวคาทอลิกผู้เคร่งครัดในศีลในธรรมเสมอมาจนหลายๆ คนเชื่อว่าสักวันหนึ่งเธอต้องได้เป็นนักบุญ วิธีที่จีอึนสั่งสอนเลี้ยงดูเขา ทำให้ยุนโฮเชื่อมั่นอย่างไร้สาเหตุว่าถึงอย่างไรท่านทั้งสองต้องมีเหตุผลบางอย่าง เหตุผลที่ทำให้เกิดความผิดพลาดนั้น พวกท่านคงแค่รักกัน หรือมันอาจไม่มีทางออกอื่นนอกจากนี้
จะอย่างไรก็ช่าง...แม่ไม่เคยมองว่าเขาคือความผิดพลาด...
จีอึนเชื่อว่าเขาคือของขวัญจากเบื้องบน เธอรักเขาสุดหัวใจ
แม้คืนวันอันเลวร้ายจะทำร้ายเธออย่างสาหัส หากจีอึนยังคงยึดมั่นความรักที่มีต่อพระเจ้า เมื่อแม่เขาหันหน้าเข้าหาศาสนาอย่างจริงจัง อุทิศชีวิตตนเองเพื่อโบสถ์นี้ สถานการณ์ก็เริ่มดีขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะเมื่อยุนโฮได้รับทุนเข้าเรียนที่อิเดนเบิร์ช ผู้คนก็เริ่มกลับมามองแม่ในแง่ดีอีกครั้ง
ในวันมอบตัวนักศึกษาเมื่อสามปีก่อน เขากับแม่ได้รับของขวัญกองโต แม่หันมามองหน้าเขา ลูบแก้มเขา แล้วจูบเขา พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนนั้นว่า ‘ดูสิจ๊ะ ลูกเห็นไหมว่าพระองค์ทรงเมตตาแม่แค่ไหน’
“ยุนโฮ ป้าไปก่อนนะ จะฝากซื้ออะไรที่ตลาดไหม”
“ไม่ล่ะครับป้า ขอบคุณมากครับ”
“ไปนะจ๊ะ ยุนโฮ”
“ขี่รถดีๆ นะครับ”
ภายในโบสถ์เซ็นต์แคเธอดรอลยังเงียบเหงาอยู่ อีกไม่นานผู้คนคงเริ่มทยอยมา ที่จริงยุนโฮตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเพราะเมื่อคืนเขานอนไม่หลับเลย เขาหยิบพระคัมภีร์ขึ้นมาอ่านเพื่อให้ใจสงบขึ้น และสิ่งแรกที่เขาทำเมื่ออาทิตย์ทักทายเวิ้งฟ้าก็คือการสารภาพบาป บอกพระเจ้าว่าเขาเสียใจแค่ไหนต่อบาปที่ทำลงไปตลอดทั้งสัปดาห์ที่พ้นผ่าน และขอให้พระองค์ทรงอภัยแก่บาปนั้น
ยุนโฮบอกพระองค์ทุกอย่าง ทั้งบาปที่เขากระทำโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ
แต่เขาไม่เคยกล้าพูดเรื่องแจจุง...
มันอาจเป็นเรื่องง่ายในการบอกความรู้สึกของเขาที่มีต่อรุ่นน้องผู้นี้กับยูชอน ชางมิน หรือแม้แต่เพื่อนคาทอลิกคนอื่นๆ ที่โรงเรียน ที่อิเดนเบิร์ชไม่มีใครเคร่งครัดเรื่องพวกนี้กันแล้ว แม้แต่เด็กที่เรียนศาสนาหลายๆ คน หากต้องไม่ใช่ที่บ้าน เพราะยุนโฮรู้ดีว่าที่บ้านจะไม่มีใครรับได้หรือแม้แต่พร้อมที่จะยอมรับ ยุนโฮกับแม่ไม่เคยมีความลับต่อกัน แต่เรื่องแจจุงเป็นเรื่องที่เขาไม่เคยคิดปริปาก เขารู้ว่าคุณพ่อคริสโตเฟอร์เป็นคนที่เข้าอกเข้าใจและเก็บความลับได้ ทว่าเขาก็ยังรู้สึกกลัวๆ อยู่ดี
เพราะเขารู้ว่ามันคือบาปมหันต์และพระเจ้าจะไม่มีวันทรงอภัย
รักครั้งนี้มีแรงโน้มถ่วงมหาศาลที่คอยฉุดดึงเขาให้ถอยห่างจากประตูสวรรค์
แจจุงยังคงอยู่ในทุกลมหายใจของเขา ตราบแต่วินาทีแรกที่ได้พบ ยิ่งในคืนที่แจจุงโอบกอดเขา ความนุ่มนวลหอมหวานของแจจุงก็ฝังลึกอยู่ภายใน เขาเห็นหน้าแจจุงทุกครั้งที่หลับตา ผิวขาวเหมือนหิมะ ริมฝีปากสีแดงสด กับดวงตารูปเมล็ดอัลมอนด์สีดำสนิทคู่นั้น เขาไม่ได้ตั้งใจจะรักแจจุง หากพอรักแล้วกลับจงใจจะรักต่อไป เขารอคอยแจจุงมาโดยตลอด
เขาพยายามแล้ว พยายามอย่างแสนสาหัส ห้ามใจไม่ให้รัก หากไม่เคยทำได้
ผลแอ๊ปเปิ้ลสีแดงสุกนั้นเย้ายวนเกินไป...
เขาไม่อยากให้ใครรู้เรื่องนี้เลย แม้แต่พระเจ้า
มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่พ่อแม่ในละแวกนี้มักเล่าให้ลูกหลานฟังสืบกันมา
เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อสี่สิบกว่าปีที่แล้วในเขตพื้นที่ศาสนาเซ็นต์แคเธอดรอล คู่สามีภรรยาฮงปลูกบ้านอาศัยด้านหลังที่นาแถบเชิงเขา อยู่กินอย่างสมถะ พวกเขามีลูกชายด้วยกันห้าคน แต่ละคนอายุห่างกันเพียงหนึ่งถึงสองปี
ลูกชายคนเล็กชื่อโบซอก มีนิสัยแตกต่างจากพี่ๆ เขาเป็นคนชอบเก็บตัว ไม่ค่อยพูดค่อยจา ทำให้ถูกเพื่อนๆ ที่โรงเรียนกลั่นแกล้งอยู่เป็นประจำ โบซอกมีเพื่อนสนิทอยู่หนึ่งคน และเป็นเพียงคนเดียวเท่านั้น ตอนโบซอกอายุ 14 ปี เขาถูกจับได้ว่ามีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเพื่อนชายคนนี้
นายฮงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเมื่อทราบเรื่องจนถึงขั้นลงมือทุบตีบุตรชาย และใช้มีดทำครัวกรีดใบหน้า คอหอย ทั้งตามเนื้อตัวโบซอกเป็นสัญลักษณ์ “XX:XIII” และ “I:VII” เพื่อให้เขาจดจำและเพื่อเตือนให้ผู้คนที่พบเห็นรับรู้ถึงบทลงโทษของผู้ที่กล้าขัดขืน ทำตัวเป็นปรปักษ์ต่อพระเจ้า
โบซอกมีชีวิตอยู่ต่อมาด้วยความอดสู ทุกวันชาวบ้านจะเห็นเขานั่งกอดเข่าร้องไห้อย่างตรมทุกข์ แหงนหน้าขึ้นฟ้า แล้วร้องเพลง Jesus Loves Even Me
พออายุ 40 ปี มีคนพบศพฮงโบซอกถูกปล่อยให้ตายอย่างเดียวดายในเล้าหมู ศพของเขาถูกฝังเอาไว้ท้ายหมู่บ้านไร้ผู้ใดใยดี บนป้ายหลุมศพสลักข้อความซึ่งคัดลอกจากพระคัมภีร์ เลวีนิติ บทที่ 20 วรรค 13 และจากยูดา บทที่ 1 วรรคที่ 7 ในพระคริสตธรรมใหม่
*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*
“ผู้ที่รักร่วมเพศ กระทำสิ่งที่น่าชิงชัง
จะต้องประหารทั้งคู่ ต่างเป็นผู้นำโทษมาถึงตัว”
- เลวีนิติ 20:13
*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*
*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*
“เช่นเดียวกัน เมืองโสโดม
เมืองโกโมราห์และเมืองต่างๆ โดยรอบ
ได้ปล่อยตัวมัวเมาทำผิดศีลธรรมทางเพศและกามวิปริต
พวกนี้เป็นตัวอย่างของบรรดาผู้ที่จะรับโทษในไฟนิรันดร์”
- ยูดา 1:7
*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*
ทำไมคนเราถึงทำสิ่งที่ทำ?
ขณะที่แจจุงกำลังเล่นสนุกกับร่างกายเขา ยุนโฮมีความคิดนับล้านวิ่งพล่านอยู่ในหัว
ว่ากันว่าเมื่อร่วมรัก ในสมองของชายหนุ่มจะปรากฏภาพความคิดคำนึงอันสุดแสนแปลกพิสดารมากมายอยู่ แต่พอถึงจุดสุดยอดเมื่อไหร่ ความคิดเหล่านั้นจะหายวับไปทันที เหมือนถูกราดด้วยสีขาว แล้วเขาก็จะลืมเลือนทุกอย่าง ยุนโฮเองก็เป็นผู้ชาย เขารู้ความจริงข้อนี้
แล้วทำไมเขาถึงเอาแต่ครุ่นคิดในสิ่งที่อีกไม่นานเขาก็จะลืมเช่นนั้นหรือ?
เพราะเขาหวังว่าท้ายสุดแล้วความคิดเหล่านี้จะจรลายหายไปเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นน่ะสิ
เขาแหงนมองเพดานประดับภาพเขียนบนผนัง จำลองรูป เดอะครีเอชั่นออฟอดัม ของ มีเกลันเจโล ซึ่งของจริงถูกจัดแสดงไว้ที่วิหารซิสทีน นครรัฐวาติกัน ยุนโฮเคยไปทัศนศึกษาที่นั่นตอนปีสอง แม้จะเป็นรูปที่ถูกวาดจำลองโดยช่างฝีมือเยี่ยมจากอิตาลี หากความงดงามนั้นก็ยังผิดกันอยู่ดี
ไฟสีส้มสะท้อนทุกๆ อย่างในห้องนี้ ยุนโฮเกลียดที่นี่ ที่ที่พนักงานในล็อบบี้เรียกขานมันด้วยสีหน้าภาคภูมิใจว่าโมเต็ล แต่เขากลับเห็นว่ามันคือม่านรูดสุดหรูชัดๆ รุ่นพี่ปีสี่ร่วมคณะเป็นคนให้กุญแจห้องนี้กับเขา บอกว่าแจจุงขอ
“ถ้าบ่ายนี้รุ่นพี่กียุลไม่ว่างแล้ว ผมขอกุญแจนะครับ”
รุ่นพี่กียุลเลียนสีหน้าเฉยชาของแจจุงด้วยตอนที่เล่า และเมื่อคนเป็นรุ่นพี่ถามต่อว่าน้องแจจุงจะเอาไปใช้ทำอะไร แจจุงก็ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบยิ่งกว่าเดิมว่า “ถ้ารุ่นพี่กียุลเจอพี่ยุนโฮ ฝากกุญแจให้พี่เขาทีนะครับ”
พวกรุ่นพี่ที่คณะซึ่งรู้เรื่องนี้ฮือฮากันยกใหญ่
“โห ยุนโฮ ไปไงมาไงวะ น้องแจจุงเนี่ย เปรี้ยวเข็ดฟันสุดๆ เลยว่ะ เห็นตอนรับน้องไม่ค่อยพูดค่อยจา ท่าทางแมนโคตร”
“นายจริงจังหรือเปล่าวะ ชอบน้องเขาหรือเปล่า”
“ถ้านายไม่ได้รัก ฉันขอบ้างนะ”
ถึงแม้จะรู้สึกเจ็บจี๊ดในใจ แต่ยุนโฮไม่ได้ตอบ เพียงแค่นยิ้มให้พวกเขา แล้วรับกุญแจห้องมา
จะให้ว่ากระไรได้...
ในเมื่อเขาควรจะเป็นคนที่เข้าใจถึงพิษร้ายของปากคนได้ดีที่สุด
แจจุงบดเบียดริมฝีปากที่เริ่มแดงช้ำเพราะรสจูบรุนแรงนี้กับปากเขา เรือนร่างเพรียวสวยขาวนวลเนียนไปทั้งตัวนั่งคร่อมสะโพกเขาอยู่ ปล่อยให้ยุนโฮรุกล้ำ แต่กลับไม่ยอมให้เป็นผู้ครอบงำการกระทำหลังจากนี้ คลื่นอารมณ์โหมเป็นริ้วเมื่อแจจุงขยับบั้นท้ายเข้าหา เร้าจังหวะย้ำอย่างเอาเป็นเอาตาย ใบหน้าขาวสวยคร้ามสีชมพูระเรื่อ เขาขบกัดริมฝีปากตนเอง ดวงตาพริ้มหลับ ฝ่ามือวางบนแผงอกแกร่งของยุนโฮ เค้นคลึงให้ทรมาน เส้นผมสีบลอนด์ทองชุ่มเหงื่อกาฬที่ไหลผุดพราว ยอดอกสีสดตึงเน้น ซุ่มเสียงแหบพร่าครางชื่อเขาไม่หยุด
ทำไมคนเราถึงทำสิ่งที่ทำ?
ทำไม...
ทันทีที่บทรักดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุด พวกเขาล้มตัวลงนอนเคียงกัน แจจุงกอดยุนโฮเอาไว้ ฝังปลายจมูกกับไหล่กว้าง ยุนโฮปิดเปลือกตาลงช้าๆ อย่างเหนื่อยล้า พลางปล่อยจิตใจอันเบาโหวงให้ลอยล่องไปในบรรยากาศ เงี่ยหูฟังเสียงจังหวะหายใจของแจจุงพรมรดบนบ่า
กระทั่งแจจุงคลายอ้อมกอด แล้วมองเข้ามาในตาเขา
“รุ่นพี่คงจะผิดคาดใช่ไหม”
“หืม?”
“รุ่นพี่คงรู้สึกแปลกๆ เพราะตัวจริงของผมอาจไม่เป็นแบบที่รุ่นพี่คิดเอาไว้”
แล้วอณูอากาศที่เคยเคลื่อนไหวทาบสัมผัสผิวกายอย่างอ่อนโยนก็ดูจะกลายเป็นของอันตรายขึ้นมา
“ไม่ใช่สักหน่อย ฉันไม่เคยคาดหวังว่านายจะเป็นยังไง” ยุนโฮพูด
“แล้วทำไมนิ่งไปล่ะครับ รุ่นพี่ไม่ชอบผมแล้วหรือ”
“ไม่ใช่อย่างนั้น”
“ถ้ารุ่นพี่ชอบผม ตอนนี้ผมก็อยู่ตรงนี้แล้ว รุ่นพี่ยังกลัวอะไรอยู่อีกหรือครับ”
นั่นไม่ใช่คำถามหรอก ยุนโฮรู้ดี
แจจุงหยุดรอให้เขาพูดอะไรออกมาบ้าง หากจนแล้วจนรอด ยุนโฮก็ไม่ปริปาก
“ผมไม่แค่เล่นๆ หรือว่าทำเอาสนุกแล้วนะครับ ผมจริงจัง” เจ้าของร่างเพรียวบางกระซิบ “ผมชอบพี่ยุนโฮนะ”
ยุนโฮพยักหน้า เขายิ้มให้แจจุง ตอนที่อีกฝ่ายตั้งต้นปีนขึ้นมาบนร่างเขาอีกครั้ง ชายหนุ่มเอนศีรษะราบลงกับหมอน แหงนมองภาพวาด เดอะครีเอชั่นออฟอดัม ปลอมๆ บนเพดาน
มองใบหน้าของพระเจ้า...ค่อยๆ พร่าเลือน...
ทำไมคนเราถึงทำสิ่งที่ทำ?
เขาเองก็คงไม่ต่างอะไรกับแม่ของเขาที่ยอมทำเรื่องโง่ๆ เพื่อความรัก
ถ้าคนเราจะตกนรกเพราะรักใครสักคน...ก็ช่างมันเถอะ
▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇ ▇
16. (ต่อ) @ 01/09/09
“ย้ายออกเถอะนะ”
ทั้งสีหน้าและแววตาของแจจุงทำปฏิกิริยาสนองตอบแทบจะในทันทีที่จุนซูจบเรื่องเล่าของเขาลง ทั้งคู่นั่งอยู่บนโซฟาตัวยาวสีน้ำเงินเข้มที่มีรูปทรงจงใจออกแบบให้เหลี่ยมมากเกินไปจนดูบึ้งตึงในห้องรับแขกบ้านแจจุง เสียงน้ำแข็งละลายกระทบแก้ว ไอเย็นเริ่มเกาะกลุ่มกันกลายเป็นหยดน้ำไหลเกรอะจานรองแก้วเป็นรูปวงกลม
จุนซูตัดสินใจเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเขาเมื่อคืนก่อนให้เพื่อนรักฟังทั้งหมด แม้ขณะเกิดเรื่องเขาจะกลัวแทบบ้า แต่ตอนนี้กลับถ่ายทอดมันออกมาอย่างสนุกสนานราวกับเป็นเรื่องตลก ส่วนแจจุงนั้นไม่เลย ดวงตากลมโตจ้องหน้าจุนซูนิ่ง สายตาแผดเผา ราวกับจะไม่ยอมปล่อยให้แม้แต่คำพูดเดียวหลุดรอดไปจากการรับรู้ คิ้วของเขาค่อยๆ ขมวดเข้าหากันทีละน้อย กระทั่งจุนซูเล่าจบ
“ย้ายออกจากหอนั่นเถอะ ฉันขอร้อง”
จุนซูหัวเราะเบาๆ ก่อนเอ่ยว่า “จะให้ฉันย้ายไปไหน”
“ที่ไหนก็ได้ เปลี่ยนเมทก็ได้ ทำอะไรสักอย่าง” น้ำเสียงแจจุงเกือบๆ จะอ้อนวอน “นายอยู่ต่อไปแบบนี้ไม่ได้หรอกนะ นายต้องมีใครสักคนดูแล”
“ฉันโตแล้วนะ ไม่จำเป็นต้องมีใครคอยดูแล”
เพื่อนผมบลอนด์หงายมือทั้งสองข้างขึ้น “แค่ดูเฉยๆ ก็ได้”
จุนซูสำลักขำอีก เขาโบกไม้โบกมือยกใหญ่ คล้ายพยายามแสดงออกให้เห็นมากจนเกินไปว่าแจจุงเป็นฝ่ายเดียวที่กังวลเกินเหตุ และคำพูดของเขาช่างไร้สาระ มือเรียวเอื้อมไปหยิบแก้วน้ำขึ้นดื่ม ทั้งที่เกือบหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านพ้นเขาแทบไม่แตะต้องมันเลย
แจจุงส่ายหน้าเบาๆ พลางถอนหายใจเฮือกอย่างเหลืออด เพราะเขาสามารถมองเห็นจิตใจเพื่อนตัวเล็กได้อย่างทะลุปรุโปร่ง จุนซูมีวิธีการรับมือกับความกลัวที่ค่อนข้างเป็นเอกสิทธิ์ ลำดับแรกคือขั้นตอนการเสแสร้ง ลำดับที่สองคือขั้นตอนความโกรธ
“พี่ยูชอนล่ะ” แจจุงถาม
“หืม?”
“พี่ยูชอนว่ายังไง เรื่องที่จะย้ายออกไปอยู่ด้วยกันน่ะ”
คนถูกถามเริ่มยกมือขึ้นกัดเล็บ และนี่คือการรับมือกับความกลัวของคิมจุนซูลำดับที่สาม ขั้นตอนการกักขังตนเอง
“ไม่ได้หรอก แม่ฉันไม่ยอมแน่ ท่านห่วง”
“ก็น่าอยู่หรอกนะ ท่านเคยเสียนายไปแล้วหนหนึ่ง คงไม่มีวันยอมเสียไปอีกเป็นหนที่สอง”
จุนซูวางมือไว้บนหัวเข่าแจจุง ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนมากุมมือร่างเพรียวไว้แล้วบีบเบาๆ และทันทีที่แจจุงเงยหน้าขึ้น เขาก็พบกับสีหน้าที่เขาคาดคิดเอาไว้แล้ว จุนซูยิ้มเศร้าๆ ให้เขา แน่นอนล่ะว่าถึงแม้ไม่ต้องเป็นพ่อมด หากเขาก็รู้ล่วงหน้าได้ไม่ยาก
นี่คือวิธีการรับมือกับความกลัวลำดับสุดท้ายของคิมจุนซู
ขั้นตอนการยอมรับโชคชะตา
“ที่จริงฉันอยากให้นายมาอยู่กับฉัน แต่ว่า...”
“ไม่เป็นไรหรอกแจ บ้านนี้คนเยอะอยู่แล้ว แถมมีแต่พี่สาวทั้งนั้น ฉันเป็นผู้ชาย ถ้ามาอยู่คงดูไม่ดี ไว้นานๆ ทีมาค้างกับนายแบบนี้ก็ได้เนอะ แบบว่า เล่นเกม ดูหนัง เตะบอล ทำอะไรบ้าๆ”
“เอาเท้าจุ่มสีแล้ววิ่งบนผ้าใบผืนใหญ่ๆ” เป็นสิ่งที่คนทั้งคู่ทำด้วยกันเมื่อหน้าร้อนที่แล้ว พวกเขาพูดประโยคนี้ออกมาแทบจะพร้อมเพรียงกัน แล้วต่างก็หัวเราะออกมา
แจจุงมองหน้าเพื่อนรักที่กำลังก้มนิ่ง มองฝ่ามือที่เป็นแผลช้ำของตนเองเหม่อๆ คิมจุนซู คนตัวเล็ก ผิวขาว ปากแดง ตาใสซื่อ เบื้องใต้ภาพลักษณ์ที่ดูไม่ทุกข์ไม่ร้อนใดๆ หากแจจุงรู้ดีว่าภายในหัวของเขามีคลื่นไฟฟ้าหลายความถี่วิ่งวุ่นอยู่ รวมถึงคลื่นความถี่ที่นอกเหนือเกินกว่าประสาทสัมผัสของมนุษย์ทั่วไปจะสามารถเชื่อมต่อได้ แจจุงเดาไม่ออกว่าในขณะที่เขามองเข้าไปในความมืดมิดและเห็นเพียงความว่างเปล่า จุนซูจะมองเห็นเหมือนอย่างที่เขาเห็นหรือไม่ มิตรภาพอันแน่นแฟ้นของพวกเขาอาจเริ่มต้นจากจุดนี้ก็เป็นได้
ย้อนกลับไปยังทริปรับน้องที่เกาะเจจูเมื่อหกเดือนที่แล้ว หลังจากทำกิจกรรมหฤโหดต่างๆ กันมาจนสะบักสะบอม พวกรุ่นพี่ต่างพากันมานั่งล้อมรอบกองไฟ แล้วแลกเปลี่ยนประสบการณ์พิศวง จุนซูนั่งหลับตาปี๋ ยกมือขึ้นอุดหู ทุกคนเอาแต่หัวเราะเยาะเขา พวกพี่ๆ ยังล้อเลียนกันอยู่เลยว่าคืนนี้ต้องวางแผนแกล้งจุนซูให้ได้
ก่อนแยกย้ายกันกลับห้องพัก รุ่นพี่สั่งให้แต่ละกลุ่มนับจำนวนคนเพื่อตรวจสอบอีกครั้งว่ามีใครหายไปหรือไม่ จุนซูเป็นคนนับ และเขานับเกินมาหนึ่งคน
รุ่นพี่ผู้หญิงชื่อยุนอา วอนฮี หรืออะไรทำนองนี้ ตบกะโหลกจุนซูไปทีหนึ่งข้อหาตลกไม่เข้าเรื่อง หากจุนซูกลับเถียงเธอด้วยแววตาซื่อๆ พลางลูบหัวตัวเองปอยว่า ‘ผู้หญิงเสื้อดำที่นั่งข้างหลังแจจุงไง รุ่นพี่ไม่เห็นหรือครับ’
เพราะความเหนื่อยล้า คืนนั้นแจจุงจึงหลับสนิท หากกลางดึกเขากลับถูกปลุกด้วยเสียงคนลากฝีเท้าเดินในห้อง ขณะกึ่งหลับกึ่งตื่น แจจุงเห็นหญิงสาวผมยาว สวมเดรสสีดำยืนอยู่ตรงปลายเตียง เธอยืนจ้องเขาอยู่อย่างนั้นกระทั่งเขาผล็อยหลับไปเหมือนต้องมนต์ พอรุ่งเช้าเธอก็หายไป
เขาไม่ใช่คนที่หวาดกลัวกับอะไรง่ายๆ เรื่องมิติที่สาม ที่สี่ ที่ห้า แจจุงก็ไม่เชื่อ ผีสางเทวดาห่าเหว ถึงมีจริงแล้วยังไง อยากทำอะไรก็ทำเถอะ มันไม่เกี่ยวกับเขา แต่แจจุงยอมรับว่าเหตุการณ์คืนนั้นทำให้เขารู้สึกแย่มาก ไม่กลัวหรอกนะ แต่...แย่มาก
ไม่มีใครเชื่อจุนซู หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็ต้องบอกว่า ไม่มีใครอยากทำใจให้เชื่อจุนซู จากวันนั้นทุกคนในรุ่นล้วนมองจุนซูเป็นเด็กเพี้ยน แต่แจจุงไม่คิดแบบนั้น
เขาเชื่อจุนซู
เชื่อ...ด้วยวิจารณญาณและมโนสำนึกของเขาเอง
“ถ้าฉันเป็นลีเฮจิน สาบานได้เลยว่านายจะไม่มีวันต้องทนรู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียวแบบนี้”
“นายทำได้แล้ว แจจุง ถึงนายจะไม่ใช่เฮจิน” ใบหน้าเขาระบายรอยยิ้มที่ทำให้แจจุงปวดใจ “เพราะฉันมีนายอยู่ ฉันถึงไม่แคร์ว่าเฮจินจะปฏิบัติตัวกับฉันยังไง เขาไม่อยากเป็นเพื่อนกับฉันก็ไม่เป็นไร ฉันมีนายอยู่แล้ว”
ถึงตรงนี้แจจุงอยากรวบตัวจุนซูมากอดเหลือเกิน แต่ก็กลัวว่าจะหวานแหววเกินไปจึงตัดสินใจทำแค่ตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ สองสามครั้ง
เพียงเท่านั้นก็เหมือนกับได้กอดแล้ว
คุณแม่ของแจจุงตะโกนมาจากในครัวว่าเธอต้องการลูกมือเพิ่ม แจจุงจึงผุดลุกจากที่นั่ง เอ่ยกับจุนซูว่า “รอฉันแป๊บนะ แล้วค่อยไปกินข้าวกัน”
“ให้ฉันช่วยไหม” จุนซูถาม
“ไม่ต้องหรอก แค่นี้ครัวก็แทบแตกอยู่แล้ว”
ครั้นแจจุงเดินลับไปจากสายตา จุนซูก็เอนกายพิงพนักเก้าอี้ สายตากวาดมองไปรอบๆ เขาเคยมานอนค้างที่บ้านของแจจุงก่อนหน้านี้หลายครั้ง แต่ก็ยังอดสำรวจความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ น่าเศร้าที่บ้านหลังนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยนับตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่เขาได้เห็น
บ้านของแจจุงเป็นบ้านทรงตึกสไตล์ทันสมัย ตกแต่งด้วยโทนสีขาว เทา และดำเสียส่วนใหญ่ ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนี้เป็นรูปเหลี่ยมไปหมด รูปเรขาคณิต เส้นตรง ไม่ก็เส้นหยักแบบโมเดิร์น หากในความเป็นโมเดิร์นของบ้านหลังนี้ไม่มีเส้นโค้งหรือรูปวงกลมเลย จึงให้ความรู้สึกหนักหน่วง เข้มแข็ง และเอาจริงเอาจังมากกว่า
เครื่องเรือนที่มีส่วนผสมของอะลูมิเนียมมันวาว กระจกกับลวดลายเรียบๆ สะท้อนถึงความเป็นหัวก้าวหน้า แต่ในความสมัยใหม่ก็ยังมีเครื่องตกแต่งเก่าๆ ประเภทภาพเขียนลายผู้กัน พวกเครื่องลายคราม ที่บ่งบอกถึงความเป็นชาตินิยมและหัวโบราณอยู่ หลายๆ อย่างในบ้านก็เป็นแบบนั้น คือเป็นสังคมขนาดย่อยที่ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้าและมีผู้หญิงคอยหนุนหลัง ในขณะที่ผู้ชายออกไปทำงานนอกบ้านเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ได้เรียนสูงๆ พวกผู้หญิงจะทำเพียงแค่คอยสนับสนุนและจัดการงานภายในบ้าน การเรียนก็แค่พอประมาณ ไม่ต้องมากมาย
แม่ของแจจุงหลังจากแต่งงานก็ลาออกจากงานมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว ส่วนพี่สาวทั้งห้า เมื่อเรียนจบปริญญาตรีก็กลับมาอยู่บ้าน ทำงานเล็กๆ น้อยๆ พี่สาวคนหนึ่งหุ้นกับเพื่อนเปิดร้านเสื้อผ้า อีกคนทำร้านขายขนมหวาน พวกเธอถูกเลี้ยงดูให้เติบโตมาเป็นกุลสตรีเต็มขั้น จนบางทีก็หวงเนื้อหวงตัวมากเกินจนต้องทนกลายเป็นโสดทุกวันนี้
สืบเนื่องจากสิ่งที่แจจุงพูด พ่อของเขามองผู้หญิงที่ทำตัวเก่งกล้าเสมอผู้ชายว่าน่ารำคาญ พยายามพิสูจน์ตัวเองกับเรื่องโง่ๆ ยกตัวอย่างเช่นผู้หญิงที่สมัครเรียนทหาร รวมทั้งภรรยานักการเมืองสมองกลวงที่แห่แหนไปลงการเมือง ทนเล่นละครน้ำเน่าผ่านฉากในสภาให้พวกผู้ชายดูถูกเธอเหมือนเป็นตัวตลก เธอพวกนี้มองไม่เห็นคุณค่าในความเป็นผู้หญิงของตัวเอง ละเลยสิ่งที่ตนเกิดมาเพื่อเป็น คือหน้าที่ของการเป็นแม่ ไม่ยอมมองในอีกแง่มุมหนึ่งว่าพวกเธอทำอะไรได้ วิธีใดที่เธอเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้ และอะไรที่ทำให้พวกเธอเป็นสิ่งมหัศจรรย์
จุนซูไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเขาคิดยังไงกับความเชื่อฝังหัวแปลกๆ นี้
แต่ในบางกรณีมันก็แอบถูกนะ
ส่วนลูกชายอย่างแจจุงนั้นถูกเลี้ยงไม่ต่างจากทหาร ให้เป็นชายชาตรีที่เข้มแข็งมากๆ จนบางทีดูเฉยชา เพราะพ่อของเขาสอนเอาไว้เสมอว่าการแสดงออกถึงความรู้สึกเบื้องลึกให้ผู้อื่นเห็นคือการกระทำของพวกขี้แพ้ แจจุงจึงไม่เก่งเรื่องการแสดงออกเท่าไหร่ ซึ่งจุนซูรู้ดีว่าแท้จริงแล้วแจจุงไม่ใช่คนไม่ใยดีคนเสียทีเดียว ในบางครั้งเขาก็มีมุมอ่อนโยนเหมือนกัน คงเป็นนิสัยที่ได้จากแม่และพี่สาวนั่นแหละ ด้วยเหตุนี้จุนซูจึงค่อนข้างมั่นใจว่านิสัยหัวรั้น ต่อต้านทุกอย่าง และการทำตัวเป็นปรปักษ์กับคนเป็นพ่อของแจจุงนั้น อาจเป็นผลลัพธ์ที่ได้จากการเลี้ยงดูแบบชายแท้ในบ้านที่มีแต่ผู้หญิงแบบนี้
จุนซูรักแจจุงมาก
พวกเขาเป็นเพื่อนกันตั้งแต่ก่อนเทอมหนึ่ง รู้จักกันในวันสอบสัมภาษณ์ จนถึงตอนนี้ เมื่อเรียงตามรหัสนักศึกษา คุณจะพบชื่อคิมแจจุงอยู่ในลำดับต่อจากคิมจุนซู จุนซูรู้สึกได้เลยตั้งแต่วินาทีแรกว่าแจจุงจะเป็นเพื่อนเขาไปตลอดนับตั้งแต่วันนี้จนกระทั่งจบการศึกษา ส่วนเพื่อนคนอื่นๆ จุนซูมองว่าใบหน้าของพวกเขาเหมือนถูกเงาอึมครึมบางอย่างบดบังเอาไว้ เป็นคนที่เขาจะเพียงแค่พบ ยิ้มให้ แล้วเดินผ่านไปตามท้องถนน
เวลาที่เราเปลี่ยนที่เรียน เปลี่ยนสังคมใหม่ ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ซึ่งต้องการเป็นที่ยอมรับต่อสาธารณะจะยิ่งพุ่งพล่าน ในเวลานั้นเหล่านักศึกษาปีหนึ่งจะทำตัวเสมือนมดตัวน้อยที่ถูกปลายรองเท้าบูทเหยียบรังจนฝูงแตกกระเจิง พวกเขาจะหาทางวิ่งเข้าหากัน แล้วเกาะตัวกัน สร้างฐานอำนาจใหม่ๆ ที่บรรจงเรียกมันอย่างสวยหรูว่ากลุ่มเพื่อน
เมื่อถึงวัยวิทยาลัย มีค่านิยมที่หลายคนมักจะพยายามทำเรื่องความสัมพันธ์ฉันท์มิตรให้เป็นเรื่องใหญ่ พวกกิจกรรมรับน้องแบบบ้าๆ เพลงปลุกใจ เสื้อสกรีนลายชื่อรุ่น ทำตัวให้เป็นเอกเทศเข้าไว้ ซึ่งดูจะเป็นการพยายามมากจนเกินไป แต่จุนซูกับแจจุงเลือกที่จะคบกันแค่สองคน ดูแลกันและกัน การปฏิบัติตัวเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเพื่อนมันไม่มีค่าสำหรับพวกเขาเลย
คนนะไม่ใช่แกะ จะได้เหมือนกันเป็นฝูงๆ
คนคือคน มีความเป็นปัจเจก มียีนส์ มีอุปนิสัย มีความนึกคิด มีพื้นฐานการเลี้ยงดูแตกต่างกัน
ทั้งจุนซูและแจจุงมีมุมมองเกี่ยวกับปาหี่บทนี้คล้ายๆ กัน ก็แค่การพยายามพิสูจน์ตัวเองให้สังคมยอมรับ ในกลุ่มอำนาจที่เรียกตัวเองว่ากลุ่มเพื่อนนั้น เชื่อเถอะว่ามีคนจริงใจต่อกันอยู่ไม่กี่คนหรอก แค่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ เพราะท้ายสุดแล้วเราอาจเจอเพื่อนแท้ของเราแค่คนเดียว หรือบางคนอาจจะไม่เจอเลย มันเป็นเรื่องของพรหมลิขิตกับความรู้สึกล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับประเพณีปฏิบัตินิยมที่ทำไปแล้วก็รังแต่จะเสียเงิน เสียเวลาเอาซะเปล่าๆ ซึ่งก็คงจะเป็นเพราะทัศนคติที่แตกต่างแบบนี้นี่แหละที่ทำให้จุนซูกับแจจุงถูกมองเป็นเด็กเพี้ยน แล้วสังคมก็ค่อยๆ กีดกันพวกเขาให้อยู่ในโลกที่มีแต่เขาสองคน
ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวลือว่าแจจุงกับจุนซูเป็นแฟนกัน คนแปลกสองคนมันต้องดึงดูดกันด้วยเซ็กซ์แน่นอน กลุ่มเพื่อนเริ่มอ้างอิงทฤษฎีความสัมพันธ์ที่คาบกึ่งกันระหว่างความเป็นเพื่อนและคนรัก ทว่าทั้งจุนซูและแจจุงรู้ดีว่ามันไม่มีคำว่าคาบกึ่งหรอก ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนกับคนรักมันขัดแย้งกันอย่างสุดขั้วในตัวของมันเองอยู่แล้ว ถึงแม้จะอยู่ใกล้ชิดกัน แม้ว่าจะมีสิ่งเร้าต่างๆ มากระตุ้น มันก็จะไม่เป็นผล นอกเสียจากคู่เพื่อนสนิทเหล่านั้นจะพยายามหลอกตัวเอง
พวกเขารักกัน พวกเขาเคยลองจูบกันด้วย แต่แล้วก็ผละออกจากกัน เมื่อใครคนหนึ่งพูดขึ้นว่า ‘ฉันว่าไม่ใช่แล้วล่ะ’ ก่อนจะหัวเราะใส่กัน แล้วทุกๆ อย่างก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม
ระดับความสัมพันธ์แบบเพื่อนมีอยู่สองอย่าง หนึ่งคือคนที่เรารัก แต่จะคบกันเป็นเพื่อนแค่นั้นก็ได้ กับคนที่เรารักแบบเพื่อน และจะไม่มีวันรักเขาแบบชู้สาวได้ ซึ่งแบบแรกนั้นเจ็บปวด จริงอยู่ มันรุนแรงกว่า แต่ก็ทำร้ายกันมากกว่า ที่สำคัญที่สุด...มันทำร้ายตัวเราเอง
หากความรักระหว่างเพื่อนของจุนซูกับแจจุงนั้นบริสุทธิ์มาก
ความรักของพวกเขาไม่เคยทำร้ายใคร มันว่างเปล่า ในขณะเดียวกันก็เต็มล้น
พวกเขาเยียวยากันและกันได้เพียงแค่มองตา
เขาถึงได้บอกแจจุงไงว่าเขาไม่ต้องการเฮจิน หรือแม้แต่ยูชอน แค่แจจุงเข้าใจเขา เชื่อในสิ่งที่เขาพูด ถึงจะช่วยเหลืออะไรไม่ได้ก็ตาม นั่นก็เพียงพอแล้ว
จุนซูแบมือขึ้น ทุกครั้งที่อยู่คนเดียว เขาอดบังคับใจให้ถอยห่างจากรอยแผลบนฝ่ามือไม่ได้ เขามักค้นพบว่าตนเองกำลังจ้องมองมัน ราวกับกลัวว่ามันจะลุกขึ้นมาพูดคุยกับเขาเข้าสักวัน หมกหมุ่นครุ่นคิดถึงเหตุผลและความเป็นมา แผลช้ำเข้มสีขึ้นทุกวัน จากแดงจนม่วง และตอนนี้ก็เกือบจะกลายเป็นช้ำเลือดช้ำหนอง
สิ่งที่ชเวอึนนาทำกับเขา มันไม่สมเหตุสมผลเลย
สัญญาณความวุ่นวายในครัวสงบลงแล้ว หลงเหลือไว้เพียงกลิ่นหอมกรุ่นๆ ของอาหาร จุนซูกำลังคิดจะเข้าไปดูในครัวเผื่อจะพอช่วยเหลืออะไรได้ หากบางอย่างไม่ตรึงความสนใจของเขาไว้เสียก่อน
บนโต๊ะรับแขกมีแฟ้มหนาๆ กองหนึ่งตั้งอยู่ หน้าปกแฟ้มเล่มบนสุดถูกตราสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับปืนพกยี่ห้อสมิธแอนด์เวสสันรุ่นรีวัลเวอร์สิบมม.วางทับไว้ เมื่อขยับมันออกไปอย่างระมัดระวังก็เห็นตัวอักษรที่พิมพ์จากเครื่องพิมพ์แปะติดเอาไว้ว่า ‘รายงานคดีฆาตกรรมโจจูมิน’
มันฉุดเขาเข้าไปหาราวกับกำลังส่งเสียงเรียก
ไม่มีใครอยู่ในห้องนี้นอกจากเขากับแฟ้มรายงาน จุนซูทรุดกายนั่งลงอีกครั้ง พลางหอบแฟ้มเหล่านั้นมากองไว้บนตัก มีแฟ้มอยู่ทั้งหมดสี่เล่ม ของโจจูมิน คิมโบกยอง ปาร์คจุงอา
และชเวอึนนา
เขาเริ่มเปิดเล่มของชเวอึนนาก่อน
มีภาพถ่ายด้วยกล้องโพลาลอยด์หนีบไว้ด้วยคลิปหนีบกระดาษเป็นบึกๆ รูปถ่ายสภาพศพ และสถานที่เกิดเหตุในหลายๆ มุม จุนซูย่นหน้าทันทีที่เห็นใบหน้าเละเทะไปด้วยเลือดสีแดงฉานที่เขาคุ้นเคย...ใบหน้าของอึนนา เขาอ่านรายงานคร่าวๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นอะไรที่เขาไม่ค่อยเข้าใจ เกี่ยวกับปอด ตับ หัวใจ ที่ถูกฉีกทึ้งไปคนละทิศละทาง
ทว่ามีอย่างหนึ่งที่สะดุดตา
จุนซูพับเก็บรายงานของอึนนา แล้วไล่ดูรายงานของอีกสามศพที่เหลือ
กายทั้งกายของเขารู้สึกเย็นสะท้านเมื่อพบบางอย่างที่เชื่อมโยงกัน บางอย่างที่แต่ละศพล้วนมี และจุนซูรู้ดีว่ามันมีมาก่อนที่พวกเธอจะรู้ตัวเสียอีกว่าตนเองกำลังจะตาย
‘พบรอยช้ำเป็นจ้ำเลือดเส้นผ่าศูนย์กลางสองเซนติเมตรบนฝ่ามือทั้งสองข้าง และหลังเท้าทั้งสองข้างตำแหน่งละหนึ่งรอย’
ณ เวลานั้นมีคำคำหนึ่งผุดขึ้นมาในสมองของเขา
‘สัมผัส’
คำเดียวเท่านั้นเอง
.
.
.
ถ้าหากตลอดเวลาวิญญาณอึนนาพยายามสื่อสารกับเขาเพื่อเตือน มันต้องมีอะไรหลงเหลือทิ้งไว้สักอย่าง ลางบอกเหตุ ความเกี่ยวโยง หรือเงื่อนปมที่เธอทิ้งไว้ก่อนตาย
ได้เวลาเผชิญหน้ากับความกลัวแล้ว
จุนซูสืบจากตารางเรียนของยูชอนและตามไปจนพบรูมเมทของชเวอึนนา เธอชื่ออิมแทฮี หญิงสาวร่างผอมสูง เจ้าของนัยน์ตาเศร้า เธอเกือบจะเรียกได้ว่าอีกนิดเดียวก็สวยอยู่แล้ว หากไม่ขาดส่วนผสมของอะไรบางอย่างไป ซึ่งนั่นทำให้ลำดับความอีกนิดเดียวก็สวยร่วงลงจนเหลือเพียงแค่พอดูได้ และหลายครั้งอาจถึงขั้นต้องทนดู เธอดูเป็นคนใจดี แต่ก็มีรังสีความหดหู่แผ่ซ่านออกมา เธอเป็นเหมือนเครื่องดูดฝุ่นขนาดยักษ์ที่จะดูดความสุขของทุกคนที่เธอจ้องมอง
รุ่นน้องส่วนใหญ่รู้จักเธอดีกว่าในนามรุ่นพี่สามต่อหนึ่ง ผู้หญิงที่เมาได้ด้วยน้ำผลไม้ผสมแอลกอฮอล์ในอัตราน้ำผลไม้หนึ่งส่วน เหล้ารัมหนึ่งส่วน น้ำสามส่วน และเพลงแดนซ์ของรีฮันนาอีกหนึ่งส่วน แค่ดื่มพันช์ผลไม้ ต่อด้วยดีเจเปิดเพลงรีฮันนา เท่านั้นแหละ...กระจาย...วงพุสซี่แคทดอลล์สกลายเป็นแม่ชีไปเลย
แทฮีเป็นนักศึกษาปีสามเอกการแสดงห้องเดียวกับยูชอน ทั้งยังเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของอึนนา จุนซูเคยเจอเธอหลายครั้งแล้วตามงานปาร์ตี้ แต่ไม่เคยได้พูดคุยกัน
ยามเฝ้าประตูเขม่นมองพวกเขาด้วยสายตาเหยียดหยาม ตอนที่แทฮีเดินนำจุนซูขึ้นลิฟท์
“ยูชอนนี่ยังไงนะ จู่ๆ ก็อยากได้บทละครนั่นขึ้นมา” เธอพูด
จุนซูพยายามปั้นยิ้มให้เป็นธรรมชาติที่สุด “มันมีค่าสำหรับพี่ยูชอนมากฮะ”
“ก็คงอย่างนั้น เรื่องแรกของเขากับอึนนานี่นะ”
ประตูลิฟท์ค่อยๆ เลื่อนเปิดเมื่อมาถึงชั้นแปด จุนซูเดินตามแทฮีไปตามทางเดินที่เงียบสงบ บรรยากาศแตกต่างจากหอชายลิบลับ
กระทั่งเธอหยุดแล้วพูดว่า “เอาล่ะ ห้องนี้แหละ”
เมื่อหญิงสาวไขประตูแล้วผลักเข้าไป แสงสว่างจากระเบียงก็สาดส่องมาถึงทางเดินมืดทึม จุนซูไม่ได้เห็นภาพที่เขาหวังจะได้เห็น ไม่มีแววความหมองเศร้า หรือแม้แต่ซากปรักหักพังแห่งความทรงจำของคนเพิ่งตาย ห้องพักของพวกเธอตกแต่งอย่างเรียบๆ แต่ดูกว้างขวางเพราะการดูแล ข้าวของซึ่งจัดเข้าที่เป็นสัดส่วนเรียบร้อย สะอาดสะอ้านมาก ผนังทาสีชมพูโอรสสดใสตัดกับไม้บุผนังสีเข้ม พื้นพรมสีครีมลายวิคตอเรียน กับผ้าม่านลูกไม้สีขาวผืนยาวจากเพดานจรดพื้น
“ไม่แน่ใจเหมือนกันนะว่าอึนนายังเก็บบทละครนั่นไว้อยู่ไหม ฉันยังไม่ได้กลับมาดูข้าวของในห้องนี้เลยตั้งแต่เขาตาย ตอนนี้ฉันนอนกับเพื่อนห้องตรงข้ามน่ะ ทำใจไม่ได้เลยจริงๆ ที่ต้องเห็นข้าวของเครื่องใช้ของเขา ครอบครัวเขาก็เหมือนกัน ฉันเลยทิ้งทุกอย่างไว้แบบเดิม ปล่อยมันไว้อย่างนี้ ไม่ได้เคลื่อนย้ายอะไร ได้แต่หลอกตัวเองว่าเผื่อวันหนึ่งเขาจะกลับมา”
“มีแต่คนเป็นเท่านั้นที่เจ็บปวด”
คำพูดของจุนซูทำให้แทฮีต้องเม้มริมฝีปากเพื่อกลั้นความขมขื่น
เธอแสร้งทำเป็นยักไหล่ด้วยท่าทางฝืนๆ “หาของเลย ตามสบาย”
ตรงกลางห้องค่อนไปทางด้านในมีเตียงนอนขนาดควีนไซส์ปูด้วยผ้าสีขาวสองหลังตั้งอยู่ ผ้านวมถูกซักและตีให้ฟูนุ่มนิ่มน่านอน ขณะเดินสำรวจรอบๆ ด้วยความที่สีเตียงขาวมาก จุนซูจึงสังเกตเห็นรอยสีน้ำตาลเข้มรูปร่างแปลกๆ บนปลอกหมอนแทบจะในทันที
“นี่เตียงรุ่นพี่อึนนาหรือเปล่าฮะ”
แทฮีมองตาม ก่อนจะพยักหน้า “ใช่”
“นี่มัน...รอยอะไรฮะ” รอยนั้นช่างคล้ายคลึงกับหยดสี จุนซูลองใช้เล็บขูดดูแล้ว มันแห้งกรังจนหลุดออกเป็นสะเก็ด
“อ๋อ รอยเลือดน่ะ” แทฮีบอก
“เลือดหรือฮะ”
“ใช่ ช่วงนั้นอึนนาเป็นแผลแปลกๆ ที่หลังเท้า คงเป็นแผลขาดสารอาหารหรือะไรสักอย่างเนี่ยแหละ ซักไม่ออกเลยจริงๆ”
จุนซูขมวดคิ้ว “แล้วทำไมแผลที่เท้าถึงไปเลอะปลอกหมอนได้ล่ะฮะ”
“ระยะหลังๆ มานี้เขานอนดิ้นน่ะ” ถึงจุดนี้ อึนนาเล่าด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะในลำคออย่างขันๆ “ตอนนอนก็ปกติดี แต่พอฉันตื่นมาก็มักจะเจอเขานอนหันหัวไปทางปลายเตียงอยู่เรื่อยเลย ประหลาดคน”
“เป็นมานานหรือยังฮะ”
“หมายถึงนอนดิ้นน่ะหรือ” เธอหัวเราะอีก “ก็สัก...อาทิตย์ก่อนเปิดเทอมล่ะมั้ง”
หนึ่งสัปดาห์ก่อนตายสินะ
ในที่สุดแทฮีที่ยืนกอดอกพิงตู้หนังสืออยู่ก็คลายอ้อมแขนเธอลง “นี่ จุนซู เชิญนายตามสบายดีกว่านะ ฉันไปล่ะ มีอะไรก็เรียกแล้วกัน ฉันอยู่ห้องตรงข้ามนี้”
“ขอบคุณมากนะฮะรุ่นพี่แทฮี”
“ไม่เป็นไร ค่อยๆ หาไปแล้วกัน”
“ผมขอใช้คอมพิวเตอร์ด้วยได้ไหมฮะ”
“ได้เลย เต็มที่”
จุนซูโค้งคำนับให้เธอ แทฮีน้อมรับความขอบคุณนั้นด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะดึงประตูให้ปิด ทิ้งจุนซูเอาไว้กับความเงียบงัน
เขาเริ่มด้วยการเปิดคอมพิวเตอร์ ระหว่างรอคอยให้มันพร้อมใช้งาน จุนซูเบนเป้าหมายไปที่ตู้หนังสือ มีหนังสือและบทละครที่อึนนาเป็นผู้เขียนเองมากมายจัดเรียงอยู่ ทั้งหนังสือเรียน หนังสือนิยาย คัมภีร์ไบเบิ้ล รวมถึงรายงานยิบย่อยตั้งแต่สมัยเรียนปีหนึ่ง บนตู้มีฝุ่นน้อยมาก ซึ่งนั่นสามารถบ่งชัดได้ว่าหากอึนนาไม่ได้ทำความสะอาดห้องทุกวัน เธอก็ต้องหยิบหนังสือพวกนี้ออกมาอ่านอย่างสม่ำเสมอ
เสียงกริ่งเริ่มต้นการใช้งานวินโดว์วิสต้าดังขึ้นทักทาย จุนซูละความสนใจจากชั้นหนังสือที่ไม่มีอะไรเตะตานั้นมาที่คอมพิวเตอร์แล็ปท็อปเครื่องสีชมพูมุก อึนนาตั้งภาพโปสเตอร์ละครบรอดเวย์ชื่อดังเรื่อง วิคเก็ดด์ เป็นวอลเปเปอร์
เขาหักข้อนิ้ว ระหว่างครุ่นคิดถึงสิ่งที่จะทำต่อไป
คงต้องเช็คอีเมล์เธอก่อน และถ้าโชคเข้าข้าง เธออาจล็อคอินบัญชีการใช้งานทิ้งไว้
นั่นคือสิ่งที่เขาคิดทำ
หากความจริงกลับเป็นอะไรที่แสนง่ายดายกว่านั้น
ทันทีที่จุนซูคลิกเปิดโปรแกรมอินเตอร์เน็ต เบราเซอร์ก็ปรากฏหน้าเว็บไซต์ที่ถูกตั้งไว้เป็นหน้าหลัก มันคือกระทู้หนึ่งของเว็บบอร์ดอย่างเป็นทางการของวิทยาลัย www.eica.edu
‘Yoochun Park Maniac ชมรมคนคลั่งปาร์คยูชอน’
จุนซูต้องใช้พยายามอย่างสุดกำลังเพื่อควบคุมสติอารมณ์ เพ่งสายตากวาดมองไปจนทั่วกระดานข่าว หัวข้อถามตอบ ความคิดเห็นนับร้อย และภาพแอบถ่ายทุกอิริยาบถของปาร์คยูชอน...คนรักของเขา
ที่มุมขวาของหน้าจอมีแถบสี่เหลี่ยมผืนผ้าซึ่งใช้แสดงบัญชีชื่อล็อคอินของผู้ใช้
ชื่อที่ชเวอึนนาใช้ คือ แมรี่ป๊อบปินส์
To be continued...
AN: พล่ามอะไรก็ไม่รู้ แต่สิงหาก็ผ่านไปแล้ว ^^ (เกี่ยวปะเนี่ย)

ยุนโฮ กรูอยากคลานเข่าไปกราบผู้ชายคนนี้มากมาย
นึกภาพเวลาแกเดินไปไหนแล้วจะมีหวงไฟสีเหลืองลอยอยู่เหนือหัว
ส่วนแจจุง
น้องแกแรงได้ใจ
รุ่นพี่คนนั้นมันคิดเหมือนเราเลยอ่ะ
“ถ้านายไม่ได้รัก ฉันขอบ้างนะ”
555+ แม้กรูจะรู้ว่ามันรัก แต่กรูก็ขอบ้างนะ
(เจอยุนโฮในชีวิตจริงกระโดดเตะปาก)
แต่อยากบอกว่าแถวบ้านยุนโฮเคร่งมากอ่ะ
เจอเรื่องน้องคนนั้นไปถึงกับอึ้ง
รุนแรงเหมือนย้อนกลับไปยุโรปเมื่อสิบๆปีก่อนเลย
T__T
ไม่แปลกที่ยุนโฮจะคิดทบทวนตลอดเวลา
เพราะนอกจากจะเรื่องที่บ้านแล้ว ละแวกบ้านก็แรงไม่แพ้กัน
เป็นกำลังใจให้ยุนโฮเสมอ
รักนี้มันช่างหวานบนขม
เรื่องตัวเองก็ปวดหัวจะแย่
แถมเดี๋ยวมีเรื่องคุณพ่อตาอีก เฮ้อ~~~
ตอนนี้อ่านแล้วรู้สึกต่อเนื่องมากเลยอ่ะ
เราว่าเหมาะแล้วที่เอามาลงเลย
เพราะตอนต้นกับตอนท้ายของตอนนี้มันเนียนกันมากมาย
ชอบมากๆ
เป็นกำลังใจให้เสมอ แล้วเจอกัน
#1 By ิbonychaos (58.8.189.168) on 2009-08-21 14:41