Demon Authorized (15)
posted on 04 Aug 2009 00:51 by bleaf-me in demon-authorized
Title: Demon Authorized
Author: b.leaf
Staring: Dong Bang Shin Gi (SM Entertainment) / (C) b.leaf's Original Characters
Pairing: Yoonho/Jaejoong, Yoochun/Junsu
Genre: AU, Mystery, Thrillers, Horror ; !Against religion & beliefs (Christian Beware)
Rate: R
Warning: นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกเขียนขึ้นจากความพึงพอใจส่วนบุคคล และไม่มีเจตนาจะกล่าวพาดพิง กระทบกระทั่ง กลุ่มคนหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งทั้งสิ้น เนื้อหาเกี่ยวเนื่องถึงความสัมพันธ์แบบชายรักชาย ชื่อบุคคลหรือสถานที่หลายอย่างที่อ้างถึงเขียนขึ้นจากจินตนาการและอาจไม่มีอยู่จริง หากการอ่านนิยายเรื่องนี้ทำให้ท่านรู้สึกตะขิดตะข่วง ลำบากใจ ลำบากกาย ถือเป็นความทรมาน รับไม่ได้ ไม่ชอบ ขอความกรุณาปิดหน้านี้ลงอย่างสันติ ขอบคุณมากๆที่เข้ามาเยี่ยมเยียนบล็อกนี้ค่ะ ^^
AN: เนื่องจากทั้งความโง่และมึน ทำให้ตอนโพสตอน 14 เราก็อปปี้ข้อความมาไม่หมด ดังนั้นขอเอามาแปะไว้ตรงนี้เลยนะคะ :)
สุดท้ายนี้อยากฝากเรื่องงาน KFC#3 ค่ะ B*LOEF จะไปเปิดบูธที่งานนี้อีกแล้ว ที่แน่ๆ วันนั้นจะมีรีปริ้นผลงานของพวกเรา รวมถึง Lovefurypassionenenergy รีปริ้นไปวางด้วย รายการอื่นๆ จะแจ้งให้ทราบอีกทีเมื่ออะไรๆ แน่นอนกว่านี้ ถ้าสนใจก็อย่าลืมไปทักทายกันที่บูธนะคะ
รีปริ้นฟิคพิคของไนซ์: http://loveyoochun.exteen.com
รายละเอียดงานเคเอฟซี: http://kfc01.exteen.com
ขอบคุณมากค่ะ ^^
- - -
14. (ต่อ)
กว่าชางมินจะกลับไปถึงจุดนัดพบของเขากับแม่อีกครั้ง ฝนก็ซาลงแล้ว เด็กหนุ่มเหลียวมองทั้งซ้ายและขวาในความมืดวังเวง แต่ก็ยังปราศจากวี่แววแม้แต่เงาของคนเป็นแม่
ตอนนั้นเขาได้ยินเสียงไซเรนตำรวจดังโหยหวน ความร้อนรนในใจยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเป็นทับทวี ชางมินกำลังคิดจะลองโทรศัพท์หาเฮียวรินอีกครั้ง พอดีกับที่เขาได้ยินเสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา
“รีบไปขึ้นรถเร็ว” เฮียวรินเสียงเข้มออกคำสั่งทันทีที่ทั้งสองได้พบหน้า
ชางมินชะงักไปหลายวินาที ก่อนความห่วงใยที่มีจะพุ่งถึงขีดสุดจนกลายเป็นเดือดปะทุ คนเป็นลูกชักเริ่มมีน้ำโห
“แม่ ! แม่หายไปไหนมา รู้ไหมผมเป็นห่วงแทบแย่ โทรศัพท์ก็ติดต่อไม่ได้ จะไปไหนมาไหนก็บอกให้รู้หน่อยสิ อย่าลืมว่ามีฆาตกรโรคจิตป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้นะ”
เฮียวรินหันมาสบตาลูกชายด้วยสีหน้าเอือมระอา ชางมินเพิ่งสังเกตได้ตอนนี้เองว่าแม่ของเขาไม่ได้สวมชุดเดียวกับครั้งสุดท้ายที่เขาเห็นเธอ
“แม่เปลี่ยนชุดด้วยหรือ ไปทำอะไรมา เดินแฟชั่นโชว์หรือไง”
“รีบกลับบ้านกันเถอะน่า” เฮียวรินบอกปัดอย่างรำคาญ พลางเอื้อมมือไปดึงแขนเขา
มือเธอสั่น
สั่นมาก...
ชางมินสัมผัสได้
- - -
15.
ยุนโฮดับเครื่องรถ ก่อนจะฟุบหน้าลงกับพวงมาลัยอย่างอ่อนล้า เฝ้าฟังเสียงความเงียบงันที่ยิ่งพาใจให้ปวดร้าว
ว่ากันว่าใกล้รุ่งสางคือช่วงเวลาที่ฟ้ามืดที่สุด และตอนนี้มันก็เป็นเช่นนั้น บรรยากาศรอบกายนิ่งสงัด เขามองไม่เห็นแม้แต่ดาวสักดวง จันทร์เสี้ยวหลืบกายเบื้องหลังกลีบเมฆ ทุกๆ อย่างแลดูมืดมนวังเวง
โคมไฟเล็กๆ หน้าบ้านสว่างขึ้น ยุนโฮเหลือบมองเข้าไปภายในบ้าน เขาได้ยินเสียงสุนัขเห่า เจ้าตาเดียววนเวียนอยู่ตรงประตูรถด้านคนขับ กระดิกหางยกใหญ่ รอคอยว่าเมื่อไหร่นายน้อยจะเปิดประตูแล้วลงมาลูบหัวมัน แต่ยุนโฮไม่ขยับ กระทั่งแม่ของเขาใช้ฝ่ามือขาวสะอาดและบอบบางนั้นค่อยๆ เลิกชายผ้าม่านขึ้นน้อยๆ แล้วมองออกมา
วินาทีที่ยุนโฮเห็นสีหน้าโล่งใจและดวงตาอิดโรยของแม่
เจ้าตาเดียวครางหงิง
ชายหนุ่มซบหน้าลงบนฝ่ามืออีกครั้ง ก่อนปล่อยน้ำตาให้ไหล
ยุนโฮเกลียดชังความรู้สึกนี้
...ฉันนี่มันเป็นคนยังไงกันนะ...
ประโยคนี้ดังก้องอยู่ในหัว
เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ เขาเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก เขากอดคนที่แสนสวยงามไว้ในอ้อมแขน คิมแจจุงที่เขารักหมดหัวใจ แจจุงกระซิบบอกว่าชอบเขา ต้องการเขาคนเดียว ความหอมหวานของแจจุง ดวงตากลมโตสีดำสนิทที่ดึงดูด ลึกล้ำ เสมือนกำลังจ้องมองเวิ้งฟ้าและจักรวาล
แต่แล้วภาพร่างกายอันไร้วิญญาณของโจจูมินก็ปลุกเขาให้ตื่นขึ้นจากฝันหวานที่เขาไม่อยากตื่น
เด็กสาวผู้นี้ที่ยุนโฮหยุดทักทายทุกวัน คอยดูแล หาน้ำหาท่าให้เขากิน
เด็กสาวผู้นี้ร้องโหยหวน ตะเกียกตะกาย อ้อนวอนให้เขาช่วย...
แต่เขากลับละเลยเธอ
ความงดงามกับตัวตนของแจจุงที่เขาเฝ้าฝันหา คลื่นอารมณ์เร้นที่โหมกระหนำ ทลายกำแพงทุกสิ่งอย่างในใจอย่างราบคาบ จนเขาเผลอปล่อยให้ความโหยหาอยู่เหนือจิตใต้สำนึกอันดีงามที่ผู้เป็นแม่เฝ้าฟูมฟักให้
เพราะเขามัวแต่หลงใหลอยู่กับบาปที่น่าละอาย โจจูมินจึงต้องตาย
ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาเหลือกถลนและแดงก่ำของเธอยังวนเวียนหลอกหลอนในห้วงคิด
มันเป็นความผิดเขา
“ยุนโฮจ๊ะ”
จีอึนกระชับเสื้อคลุมสีขาวเข้ากับไหล่บาง ขณะพยายามสวมรองเท้า เธอเมียงมองเข้ามาในห้องโดยสารรถยนต์อย่างเป็นกังวล เมื่อเห็นว่าลูกชายไม่มีทีท่าจะยอมลงจากรถง่ายๆ
ยุนโฮไม่กล้าสบตาเธอ เพราะกลัวเธอมองเห็นน้ำตา
ตั้งแต่เล็กจนโต ยุนโฮปฏิญาณกับตัวเองว่าเขาจะเป็นคนปกป้องแม่ จะรัก เทิดทูน และดูแลเธอ ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ยอมลำบากลำบนเหลือแสนเพื่อเลี้ยงดูเขา เขาจะไม่ยอมให้เธอต้องเหนื่อย
แต่ดูเขาตอนนี้สิ
เขาอ่อนแอถึงเพียงนี้ คนอย่างเขาจะปกป้องใครได้งั้นหรือ?
ไม่รู้เลย...
ขณะกำลังขจัดคราบน้ำตาบนใบหน้าและพยายามปั้นรอยยิ้มเข้มแข็ง จู่ๆ โทรศัพท์มือถือของเขาก็สั่น
มีข้อความเข้า...เป็นข้อความเสียง...
ยุนโฮยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู
“...คุณมีหนึ่งข้อความมัลติมีเดีย...”
เบื้องหลังเสียงปี๊บ
“รุ่นพี่ครับ...เอ่อ...”
นั่นเสียงแจจุง ถอนหายใจยาวเหยียด
“ผมขอโทษที่วันนี้อยู่ๆ ก็หนีกลับไปเลย แต่รุ่นพี่ก็รู้ใช่ไหมว่าผมเองก็กังวล ผมเป็นห่วงว่ารุ่นพี่จะคิดยังไง แล้วก็รู้ตัวด้วยว่าคงทำให้รุ่นพี่ลำบากใจมาก แต่...”
“คิดมาก” ยุนโฮรำพันกับตัวเอง ยามนึกถึงรูปหน้าหวานหยดและดวงตาฉ่ำน้ำคู่นั้น เขายิ้มอ่อนโยน
“ผมพอรู้มาก่อนบ้างว่ารุ่นพี่ชอบผมอยู่ รุ่นพี่ชอบผมใช่ไหมครับ แล้วตอนนี้ยังชอบอยู่หรือเปล่า”
เขารักแจจุงมากเพิ่มขึ้นทุกวัน ทุกวินาที ยุนโฮตอบคำตอบที่แจจุงไม่มีทางได้ยินนี้ในใจ
“น่าอายจังเลยที่พูดเรื่องนี้ แต่ผมหวังว่าความสัมพันธ์ของเราจะมีโอกาสเติบโต พรุ่งนี้ตอนเจอผม ช่วยทำตัวเหมือนกับที่ผ่านมาด้วยนะครับ แล้วก็...กรุณาอย่าดูถูกตัวเองนะครับ ฝันดีครับ”
“ลูกรัก”
จองจีอึนเคาะหลังมือลงบนหน้าต่างกระจก
ยุนโฮเก็บโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋า เงยหน้าขึ้นสบตาคนเป็นแม่ ก่อนยิ้มทักทายเธออย่างเข้มแข็ง
* * *
จุนซูคิดว่าเขาลืมตาแล้ว แต่ทัศนะเบื้องหน้าที่ประสาทรับรู้ได้กลับมีเพียงความมืดมิด เปลือกตาหนักอึ้ง หูเขายังอื้ออยู่ หากมีเสียงสองเสียงที่ยินชัดก้องในหัว
เสียงหนึ่งเป็นเสียงนุ่มๆ ที่เขาคุ้นหู ส่วนอีกเสียงเป็นเสียงที่เขาลืมไม่ลง ราวกับแสงแฟลชสว่างวาบที่อาจทำให้ตาพร่า หากในคราวเดียวกันก็สามารถฉุดความทรงจำที่แทบตกตะกอนไปแล้วให้หวนกลับมา
“ขอบใจมากนะเพื่อน ที่ช่วยจุนซูไว้” เสียงนี้ดังอยู่ใกล้ๆ จุนซูมั่นใจว่าคือเสียงของยูชอน
อีกเสียงหนึ่งดังอยู่ฝั่งตรงข้ามกับที่ที่เขานอนอยู่ ตอบว่า “ไม่เป็นไร แฟนเพื่อนก็เหมือนแฟนเรา”
“เฮ้ย” ยูชอนเสียงดุ
“ล้อเล่นโว้ย เพราะถึงเขาจะไม่ใช่แฟนนาย ฉันผ่านมาเจอยังไงก็ต้องช่วยอยู่ดี”
“แมนสุดๆว่ะ ชองฮวา”
“แฟนนายตัวหนักใช่เล่นนะ จะให้ฉันปล่อยพี่ยามแบกมาคนเดียวหรือไง”
ยูชอนหัวเราะ “ขอบใจนายมากจริงๆ”
จุนซูพยายามลืมตา แต่กลับลืมไม่ขึ้น สมองอันมึนตึงค่อยๆ ประมวลผลอย่างช้าๆ ในห้องมีกลิ่นสาลี่หอมที่เขาซื้อมาจากไอเดนมาร์ท ร้านสะดวกซื้อที่เปิดทำการยี่สิบสี่ชั่วโมงในความร่วมมือระหว่างอิเดนเบิร์ชและบริษัทโภคภัณฑ์ผูกขาด ที่นี่ต้องเป็นห้องพักของเขาแน่ เขานอนอยู่บนเตียง ผิวกายรู้สึกได้ถึงไออุ่นจากแสงแดดและลมโชยในยามเช้าตรู่ เขาได้กลิ่นน้ำค้าง ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวด้านล่างตึก ยูชอนนั่งอยู่ใกล้ๆ เขา ฝ่ามืออบอุ่นของคนรักทาบสัมผัสบนเส้นผม ลูบประโลมเบาๆ อย่างห่วงใย
ส่วนฮัวชองฮวา...
รุ่นพี่ชองฮวา คนน่ารักนั่น เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาอย่างร้ายกาจกับเส้นผมสีส้ม
เขาอยู่ที่นี่ด้วยงั้นหรือ?
“นายดูจริงจังกับคนนี้นะ ได้ข่าวว่าเมื่อก่อนนายไม่เคยจริงจังกับใคร” ชองฮวาพูด
“ฉันไม่รู้หรอกว่ากับจุนซูเรียกว่าจริงจังได้หรือยัง บางทีเวลาเราอยากได้ใครมากๆ ปากมันก็พูดได้หมดนั่นแหละ แต่ก็อย่างที่นายเห็น ฉันยังเลิกนิสัยเดิมๆ ไม่ได้ บางทีก็แอบหลีเด็กอื่นบ้าง แต่สุดท้ายก็กลับมาตายรังทุกที”
จุนซูแอบคิ้วกระตุกเล็กๆ
นี่ยูชอนแอบหลีเด็กๆ ลับหลังเขาหรือนี่?
“ไม่รู้สิ ฉันเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเขานักหรอก ไม่มั่นใจในตัวเองด้วย แต่ตอนนี้...ขอรักจุนซูก่อน ยังไงก็ยังไม่อยากปล่อยเขาไป”
ความอุ่นชื้นจากริมฝีปากนุ่มประทับบนหน้าผากเขา จุนซูรับรู้ได้ ยูชอนไล้ปลายนิ้วบนปรางค์แก้มเขาแผ่วเบา ทะนุถนอม แล้วยังช่วยนวดฝ่ามือให้
“โอ้ย อิจฉาว่ะ”
“หาแฟนน่ารักๆ ไว้สักคนสิเพื่อน”
“ฉันเนี่ยนะ?”
“เออ หล่อๆ อย่างนายหาไม่ยากหรอก”
“คนอย่างฉันเนี่ยนะ สยองว่ะ”
“นึกภาพแล้วก็สยองจริงๆ ด้วย”
คนอย่างชองฮวา?
คนอย่างรุ่นพี่ชองฮวาทำไมหรือ?
จุนซูรู้สึกถึงสายตาที่มองมา เขาพยายามลืมตาอีก แต่ก็ยังทำไม่ได้ ร่างกายเขาทั้งปวดทั้งเมื่อยไม่หาย หากทว่าสติกลับตื่นตัวเต็มที่ เขาลองวาดภาพความเป็นไปเบื้องหน้า และเขาค่อยๆ มองเห็นมันชัดเจนขึ้นทีละน้อย ยูชอนคือเจ้าของสายตาที่กำลังจ้องมองเขา ใบหน้าขาวสะอาดของยูชอน องค์ประกอบที่ไม่เชิงสมบูรณ์แบบไปทุกส่วนสัด แต่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ ตา หู จมูก ปาก พอรวมอยู่กับเขาแล้วช่างแสนดูดี ดูเป็นชายหนุ่มที่ไม่เคยทุกข์ร้อน เป็นลูกผู้ดีเต็มตัว
ตอนนี้ชองฮวาคงยืนอยู่แถวๆ โต๊ะเขียนหนังสือของเขา หรือเขาอาจจะนั่งอยู่ จุนซูไม่รู้หรอก ภาพของชองฮวาเท่าที่เขาพอจำได้คือรังสีของความสดใสอารมณ์ดี โครงหน้าเรียว จมูกโด่งเป็นสันชัดเจน กับดวงตาสีทองอำพัน
ทั้งยูชอนและชองฮวากำลังหัวเราะ เสียงหัวเราะอย่างเฮฮาและเปิดเผยส่องสว่างเช้าวันใหม่
เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นกับเขากันนะ?
“ว่าแต่เมื่อคืนมันเกิดอะไรขึ้น”
ราวกับได้ยินคำถามนั้น จู่ๆ ชองฮวาก็เปิดประเด็นสนทนาที่แม้แต่จุนซูเองก็ยังคงสงสัยไม่หาย หลังจากการจู่โจมของชเวอึนนา สติสัมปชัญญะและประสาทสัมผัสทุกส่วนของเขาก็ดับวูบ แล้วเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ก็กลับมีเสียงคลิกปลุกให้เขาตื่น บนเตียงของเขาเอง ท่ามกลางเสียงสนทนาของแฟนหนุ่มกับเพื่อนของเขา แม้จะยังขยับเขยื้อนไม่ได้ก็เถอะ
เขามานอนแหงกอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร?
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” ยูชอนเล่า “เมื่อคืนตอนฉันนอนอยู่ จู่ๆ จุนซูก็โทรเข้ามา ฉันกดรับแล้วนะ สาบานได้ แต่ไม่ได้ยินอะไรเลยนอกจากเสียงสัญญาณแทรก”
“หืม สัญญาณ ยังไง?”
“เสียงเหมือนเวลาต่ออินเตอร์เน็ตไม่ติดน่ะ ฉันงี้โคตรงงเลย พอตัดสายแล้วลองโทรหา จุนซูก็ไม่รับโทรศัพท์อีก ตอนนั้นหอใกล้ปิดแล้ว ฉันห่วงเขาเลยรีบออกมา พอดีเห็นนายกับพี่ยามช่วยกันแบกจุนซูอยู่” ยูชอนลูบแก้มเขาอีก “เกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านั้นกันล่ะ”
“เดาไม่ออกเลยว่ะ ฉันไปข้างนอกมา กำลังรีบกลับหอ แต่ได้ยินพี่ยามตะโกนเรียกให้คนช่วย ฉันถามว่าจุนซูเป็นอะไร เขาก็ได้แต่บอกว่าจุนซูวิ่งหนีอะไรซักอย่างมา ท่าทางเขากลัวมาก แล้วก็เป็นลมล้มพับไปเลย ตัวเขาแข็งทื่อเลยเถอะ ตอนฉันแบกเขาขึ้นมาเนี่ย หนักโคตร”
“หรือวะ จุนซูเนี่ยนะหนัก เขาก็อาจจะหนักนะ แต่ไม่ถึงกับหนักโคตรหรอก ฉันเคยแบกเขาขึ้นหลัง ก็แบกไหวนะ ฉันผอมกว่านายอีก นี่นายกับพี่ยามช่วยกัน ไม่มีทางที่จะยกเขาไม่ไหว”
“อืม...” ชองฮวาหยุดครุ่นคิด “เขาเป็นโรคอะไรหรือเปล่า จิตหลอน ลมชัก ลมบ้าหมู”
“คงจะเป็นแต่ลมบ้ารักปาร์คยูชอนนั่นแหละ”
“ขอโทษเถอะ จริงจังอยู่ว่ะ”
ยูชอนหัวเราะ “ไม่หรอก เขาก็...แข็งแรงนะ ไม่ได้บ้าและไม่ได้บ้าหมู”
“เออ งงว่ะ”
“งงที่สุด” ยูชอนเดาะลิ้น ขณะขยับตัวไปมาจนพื้นเตียงยุบยวบ “รูมเมทเขาก็ไม่รู้ไปไหน หายหัวไปทั้งคืน มีใครพึ่งพาอะไรหมอนี่ได้มั่งเนี่ย”
ตอนนั้นเองที่เสียงประตูกระแทกเปิดดังสนั่น คงเพราะผู้มาใหม่ผลักมันเข้ามาอย่างแรง ช่วงเวลานั้นเองที่จุนซูลืมตาอีกครั้ง เปลือกตาของเขาเปิดขึ้น
ลีเฮจินยืนบื้ออยู่หน้าประตู ดวงตาเบื้องหลังเลนส์แว่นนั้นเบิกโพลง
“ตายยากจริงนะ ด่าปุ๊บมาปั๊บเลย” ยูชอนไม่รอช้า ผุดลุกขึ้นหมายเอาเรื่องผู้อ่อนวัยกว่าทันที “ถามจริงเหอะ นายหายหัวไปไหนมาทั้งคืนวะ คนเขาจะเป็นจะตายกันอยู่นี่ไม่ใยดีเลยใช่ไหม นายตีความคำว่ารูมเมทว่าอะไร แค่คนแปลกหน้าที่นอนเตียงติดกันงั้นหรือ”
เงียบ
ห้องทั้งห้องเงียบสนิท เฮจินแทบไม่กระดิกกระเดี้ยว ว่ากันตามตรง เขาไม่ได้มองหน้ายูชอนด้วยซ้ำ ใบหน้าขาวซีดจนเห็นเส้นเลือดตรงแก้มนั้น ถ้าจะให้หาคำจำกัดความสักคำก็คงต้องบอกว่าเหวอ ร่างกายเล็กๆ ไหล่ห่อ กับรอยคล้ำใต้ตาแสนเข้ม ทำให้เฮจินดูไม่ต่างอะไรกับตัวละครชื่อ ไมค์ กู๊ป ยากูเบี้ยน เด็กซื่อบื้อจอมหดหู่จากภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง มีทเดอะโรบินสันส์
เขามองจุนซู ยูชอน และชองฮวา ด้วยสีหน้ามึนตึง ก่อนจะชี้มือไปที่รุ่นพี่ผมสีส้ม
“สร้อยพี่สวยจัง”
“ไอ้เด็กเวรเอ้ย !”
ถึงขั้นนี้ แม้ยูชอนจะมีประสบการณ์ในสนามวิวาทเพียงไม่กี่ครั้ง และเขารู้ดีว่าการชกคนด้วยมือเปล่านั้นไม่ได้ง่ายดายเหมือนที่ในละครทำกัน มันเจ็บนะ เจ็บมาก แต่ตอนนี้ช่างมันก่อนเถอะ เขาขอเอาเลือดหัวไอ้เด็กเหลือขอนี่ออกสักหยดสองหยดแล้วกัน
จุนซูที่ไม่รู้กระโจนมาจากไหนโดดมารั้งแขนเขา ชองฮวาเองก็เข้ามาห้ามเช่นกัน
“เฮจินไม่ผิดหรอกฮะ พี่ยูชอน ก็เขาไม่รู้นี่ฮะ”
“ในฐานะรุ่นพี่ ฉันก็จะทำให้มันรู้นี่ไงว่ามันอยู่ตัวคนเดียวไปตลอดชีวิตไม่ได้หรอกนะ หัดแยแสสังคมบ้างเหอะ”
เฮจินเกือบๆ จะยักไหล่ เขาไม่ได้ละสายตาจากจี้รูปดาวห้าแฉกของชองฮวาเลยสักเสี้ยววินาที
“พี่ซื้อสร้อยนี่ที่ไหนหรือ?”
“ไอ้...”
ชองฮวาชักกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จึงได้แต่ถอนใจ เขาคิดจะแกล้งปล่อยยูชอนไปกระทืบเด็กนี่เดี๋ยวนี้เลยเสียด้วยซ้ำ หากพี่ยามไม่เข้ามาขัดจังหวะก่อน
“เฮ้ย อะไรกัน หยุดเลยๆ กัดกันเป็นหมาเลยนะพวกเอ็งเนี่ย”
“ไอ้เด็กเปรตนี่มันกวนตีนผมอ่ะพี่” ยูชอนฟ้อง
“เอ้า ไอ้เด็กเปรต กวนตีนพี่เขาหรือ ไปเลยไป จะไปไหนก็ไป ขืนอยู่กินตีนไม่รู้ด้วยนะ” พี่ยามโบกไม้โบกมือไล่
“แต่นี่มันห้องผมนะ” เฮจินแย้ง ให้ตายเถอะ หน้าเขาแข็งเป็นหินเลย ไร้แววสะทกสะท้านโดยสิ้นเชิง
“เอ็งอยากได้ห้องหรืออยากได้หลุมศพงามๆ สักหลุมล่ะ ไปเลยไป ชิ่วๆ ตีกันฉันขี้เกียจห้ามโว้ย เหนื่อยไม่คุ้มเงินเดือน”
เฮจินค้อนพี่ยามเข้าให้หนึ่งขวับด้วยสายตาเย็นยะเยียบพอๆ กับแววตาของรูปปั้นสฟิงค์เมืองกีซ่า ก่อนจะเดินขโยกเขยกหายลับไป
“แล้วนี่เป็นไงกันบ้างล่ะ สรุปเมื่อคืนสองหนุ่มนี่ก็ไม่ได้กลับหอ” พี่ยามหมายถึงยูชอนกับชองฮวา
“พวกผมก็คุยกันจนเช้านี่แหละครับพี่” ยูชอนตอบพี่ยาม แล้วหันมาหาจุนซู “นายไม่เป็นไรแล้วนะ”
“ผมไม่เป็นไรฮะ” จุนซูกดอุ้งมือกับหน้าผากตนเอง เขาสั่นศีรษะน้อยๆ ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าที่สั่นศีรษะนั้นในเชิงตอบคำถาม หรือเพียงแค่ต้องการจะสลัดความมึนตึง
“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ฉันนี่ใจหายเลยตอนพ่อหนูคนนี้ล้มตึงลงไปต่อหน้า ไม่อยากให้มีใครเป็นอะไรในหอฉัน ไม่งั้นโดนสอบแน่ๆ” คุณรปภ.ถอนใจ “นี่เมื่อคืนก็มีคนตายที่โรงละครอีกแล้ว เห็นว่าเป็นเด็กผู้หญิงคณะอักษรฯ ไม่รู้เวรกรรมอะไรกันนักหนา”
ยูชอน จุนซู และชองฮวา ต่างแลกสายตากัน
“ในรอบยี่สิบกว่าปีมานี้อิเดนเบิร์ชแทบไม่เคยเกิดเรื่องเลวร้าย หลายคนบอกว่าวิทยาลัยนี้มีเทพปกปักษ์รักษา แต่ตอนนี้เหล่าเทพเทวดาคงลืมพวกเราไปหมดแล้ว”
จุนซูกำมือตัวเองแน่นยามได้ฟัง ไหล่เล็กไหวสั่นระริกอย่างไม่อาจห้าม
* * *
สายตาคมกริบของสารวัตรคิมจับจ้องอยู่ที่จอมอนิเตอร์ ภาพขาวดำในจอเคลื่อนไหวอย่างว่องไวผสานกับเลขนาฬิกาดิจิตอลบ่งบอกเวลาตรงมุมซ้ายล่าง ตำรวจหนุ่มอ้าปากหาวอยู่หลายต่อหลายวอด แต่ท่านสารวัตรยังนิ่งงัน มีเพียงนัยน์ตาสีดำสนิทของเขาเท่านั้นที่สอดส่ายหาจุดผิดสังเกตจากเทปวีดีโอวงจรปิด
“กาแฟครับสารวัตร”
นายตำรวจอีกคนวางถ้วยกระดาษซึ่งใช้บรรจุกาแฟร้อนกลิ่นหอมฉุยลงบนโต๊ะ คิมฮยอนซุคเพียงพยักหน้าให้เขาผ่านๆ
“ขอบใจ”
ตั้งแต่ช่วงรุ่งสาง ฮยอนซุคกับลูกน้องคนสนิทก็เอาแต่ขลุกอยู่ในห้องควบคุมของอิเดนเบิร์ช เรียกได้ว่าท้องฟ้าสว่างคาตา เขาใช้เวลาตลอดค่ำคืนยาวนานที่ผ่านมาที่นี่ ตรวจดูรายงานที่ได้รับแจ้ง ประสานงานกับสถาบันนิติเวช ระหว่างรอคอยผลตรวจรอยเลือดและลายนิ้วมือ ฮยอนซุคอยากจับตัวไอ้ฆาตกรจิตวิปลาสนี่มาให้กฎหมายลงโทษจนแทบอดรนทนไม่ไหว
เขาเป็นตำรวจฝีมือเยี่ยม ใครๆ ก็เรียกขานเขาเช่นนั้น หากแม้ฮยอนซุคจะยอมรับคำกล่าวนั้น แต่ในทางกลับกัน เขาไม่อาจยอมรับได้ว่าตนเองคือตำรวจที่ดีเลิศ
เขามีฝีมือ มีวิสัยทัศน์กว้างขวาง มีสายสอดแนมอยู่ถ้วนทั่วทุกวงการ พวกเขาทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นสุดยอดในแต่ละด้าน ทุกคดีฆาตกรรมที่ว่ายากแสนยากนั้นไม่เคยคณามือฮยอนซุค เขาเป็นผู้ไขคดีและบุกเข้าจับตายฆาตกรโหดฆ่าต่อเนื่องผู้มีสมญาว่า เท็ดบันดี้แห่งเกาหลี บันดี้คนนี้ขึ้นชื่อเรื่องการกลบเกลื่อนร่องรอยและสร้างความสับสน ทั้งโหด ฉลาด เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ เขาเคยเข้าร่วมรบในสงครามเวียดนาม และมีประวัติร่วมงานกับตำรวจสากล เขาถูกจับโยนเข้าซังเตแล้วถึงสามครั้ง แต่ก็แหกคุกออกมาได้ จนหนังสือพิมพ์ระดับชาติกล่าวขนานนามคดีนี้ว่าเป็นความอัปยศอดสูที่สุดของกรมตำรวจเกาหลี ฮยอนซุคยิงมันกับมือด้วยปืนจุดสองห้า กระสุนเจาะเข้ากลางหน้าผากทะลุสมองบันดี้ ในขณะที่มันพยายามเผาทั้งเป็นเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกับลูกสาวคนที่สองในตอนนั้นของเขาเอง
แต่ฮยอนซุคไม่ใช่ตำรวจผู้เปี่ยมไปด้วยคุณธรรม
หลายครั้งที่เขาออก ‘ล่า’ คนร้ายเหล่านั้นอย่างกระหายเลือด ด้วยความโกรธแค้นและมุ่งเอาชีวิต เขาไม่รู้สึกผิดที่จะลงไม้ลงมือซ้อมผู้ถูกกล่าวหาเพื่อให้พวกมันยอมสารภาพ เขามักจะมีความรู้สึกร่วมไปกับผู้สูญเสียเสมอ พ่อแม่ของบรรดาเด็กสาวที่ถูกบันดี้ฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม ฮยอนซุคคิดตลอดว่าถ้าหากเด็กสาวเหล่านั้นคือลูกของเขาล่ะ?
ณ วินาทีนั้น ฮยอนซุคยังรู้สึกว่าน่าเสียดายที่จำเป็นต้องฆ่าบันดี้ให้ตายด้วยกระสุนนัดเดียว
มันยังทรมานไม่สาสม
ตลอดวันนั้น ไม่ปรากฏเหตุการณ์ผิดปกติใดๆ ในเทปวีดีโอวงจรปิด กระทั่งในช่วงเวลาก่อนเกิดเหตุเพียงไม่นาน หลังจากเด็กที่ชื่อฮักซูเดินออกมาจากโรงละคร คนที่กลับเข้าไปในนั้นอีกครั้งคือซองอูกยอง
“ไอ้เด็กนี่อีกแล้วหรือ?” ฮยอนซุคคิ้วขมวด เมื่อเห็นคนที่เคยตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีก่อนๆ ถึงสามครั้งกลับมาเดินวนเวียนในที่เกิดเหตุ หลังจากที่ออกไปจากโรงละครแล้วเมื่อชั่วโมงก่อน
“หรือว่าเขาจะเป็นคนนัดหมายผู้ตายออกมาเจอครับ” ตำรวจหนุ่มออกความคิดเห็น “จากปฏิกิริยาของผู้ตายก่อนเข้าไปในโรงละคร เธอดูลังเลนิดๆ นะครับ แต่ท้ายสุดแล้วก็ตัดสินใจเข้าไป ถ้าซองอูกยองคือคนที่ผู้ตายไว้ใจ การนัดออกมาเจอแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นเลย”
“แล้วพวกเขาสนิทกันมากแค่ไหนกันล่ะ”
“อันนี้คงต้องเรียกตัวซองอูกยองมาสอบปากคำนะครับ”
“ดี คุมตัวมา”
ตำรวจหนุ่มโค้งให้เขาหลังจากได้รับคำสั่งใหม่ สีหน้าของเขาดูสดชื่นขึ้นมาทันที
ฮยอนซุคกดปุ่มกรอไปกรอมาในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ ภาพที่เคยเคลื่อนไหวรวดเร็วเกินไปก็กลับมาฉายด้วยความเร็วปกติ ลับหลังลูกน้อง ฮยอนซุคเพียงปล่อยให้เทปวีดีโอนั้นเล่นไปเรื่อยๆ
กระทั่งถึงช่วงเที่ยงคืนเกือบตีหนึ่งของวันนี้ ก่อนกำลังตำรวจจะไปถึงที่เกิดเหตุเพียงไม่กี่นาที
เด็กหนุ่มที่ชื่อจองยุนโฮก้าวออกมาจากโรงละคร ตามด้วยลูกชายของเขา ส่วนเหตุการณ์ต่อจากนี้ ฮยอนซุคเห็นได้ไม่ถนัดนักหรอก แต่เท่าที่รู้...หัวใจของเขาสลาย ตั้งแต่เห็นคิมแจจุง บุตรชายคนเดียว โอบกอดเจ้าหนุ่มหน้าหล่อนั่นด้วยลักษณะท่าทางเกินกว่าการปลอบใจ
โดยปกติทั่วไป รุ่นน้องผู้ชายคงไม่ปฏิบัติตัวกับรุ่นพี่ที่โรงเรียนแบบนี้หรอกนะ
* * *
ตอนตำรวจบุกมาถึงที่โรงละคร ยุนโฮกับชางมินก็อยู่ที่นั่นด้วย พวกเขาไม่รู้ว่านี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น ถึงมีนายตำรวจพกปืนสามสี่นายย่างสามขุมเข้ามาในโรงละคร พูดคุยกับอาจารย์ผู้ดูแลชมรมละครเวทีด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเอาจริง ก่อนจะควงแขนซองอูกยองออกไป
ไอ้ที่ควงแขนกันนั่น ชางมินแน่ใจได้เลยว่าคงไม่ได้ชวนกันไปเต้นวอล์ทซเป็นแน่
“แต่ผมไม่ได้ทำอะไรผิดนะครับคุณตำรวจ” อูกยองแย้ง ในยามที่ถูกล็อคแขนทั้งสองข้างไว้เช่นนี้ ร่างของอูกยองก็ดูคล้ายทะยานลอยขึ้นจากพื้น
“หลักฐานอยู่ทนโท่ ถ้าไม่ผิดก็ต้องไปแก้ต่าง”
ยุนโฮมองหน้าชางมิน ตั้งแต่เช้ายุนโฮก็มีสีหน้าย่ำแย่อยู่แล้ว แต่ตอนนี้ชางมินคิดว่าแย่ยิ่งกว่า
เขาเสียใจที่อูกยองโกหกเขา เมื่อเขาถามเพื่อนตัวเล็กว่าเมื่อคืนรู้เห็นอะไรบ้างไหม หากอูกยองกลับตอบเสียงดังฟังชัดว่าออกจากโรงละครไปก่อนฮักซูและยุนโฮเสียอีก
ยุนโฮอยากพูดปกป้องเพื่อนให้ได้อย่างเต็มปากอีกครั้ง พูดกับคุณตำรวจว่าเขารู้จักซองอูกยองมานานและเขาแน่ใจว่าเพื่อนของเขาไม่ใช่คนเลวร้าย ทว่าเขากลับต้องกล้ำกลืนถ้อยคำเหล่านั้น ในตอนนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ไม่มีอะไรที่เขาสามารถยึดมั่นเอาไว้ได้สักอย่าง และมันแผดเผาจิตใจเขา
“หลักฐานอะไรกันครับคุณตำรวจ ผมสาบานได้ ผมไม่ได้ทำจริงๆ”
“เธอเป็นคนสุดท้ายที่กลับเข้ามาในโรงละครก่อนโจจูมิน และไม่ได้กลับออกไปเลยจนกระทั่งตำรวจไปถึง ที่สำคัญ...นี่เป็นอีกครั้งแล้วที่เธอไม่มีพยานยืนยันที่อยู่”
“อุ๊คกี้ บอกเขาไปสิว่านายกลับเข้ามาทำไม” ยุนโฮพูด
หากสิ่งที่อูกยองตอบเขามีเพียงสีหน้าลำบากใจกับความเงียบงัน
“ผมเองครับ ผมยืนยันได้ว่าเมื่อคืนซองอูกยองอยู่ที่ไหน”
ทันใดนั้นเองที่สถานการณ์เกิดพลิกผันอีกครั้งอย่างไม่อาจคาดเดาไว้ล่วงหน้า จนชางมินที่กำลังตริตรองถึงความเป็นไปได้จากข้อมูลเท่าที่เขามีอยู่รวมกับข้อมูลของตำรวจรู้สึกเหมือนถูกตบกะบาลจนหน้าทิ่ม
ผู้ชายเจ้าของเสียงนั้นผิวขาว ขาวมาก ขาวชนิดเรียกได้ว่าเจิดจ้า หากในคราวเดียวก็ให้ความรู้สึกซูบซีดและเลือนราง เขามีนัยน์ตาสีฟ้าไพลินเหลื่อมประกายแปลกตา ชางมินคิดว่าอย่างดีเขาก็แค่เหมือนคนจีนลูกผสม ไม่ใช่คนเกาหลี เส้นผมของเขาเป็นสีเงินวาววับ ร่างกายสะโอดสะองเพรียวบางจับตา
งดงาม...นั่นคือคำเดียวที่ผุดขึ้นในหัว
เขาสวยมาก สวยสะเด็ดเลยล่ะ
“เธอเป็นใคร?” นายตำรวจร่างบึกบึนขนาดน้องๆ ตึกเอ็มไพร์เสตทขมวดคิ้วถาม
“ผมชื่อชองเทบิน ผมเป็นเพื่อนเขา”
“เธอบอกว่ายืนยันให้เขาได้งั้นหรือ ไหนบอกมาซิ ตอนเกิดเหตุซองอูกยองอยู่ที่ไหน”
ชองเทบินกอดอกไว้ตลอด สีหน้าเรียบนิ่งจนเกินไปของเขา ทำให้ชางมินรู้สึกขนลุก “อูกยองอยู่กับผมที่หอพักตลอด แต่พักหนึ่งเขาก็ขอตัวออกไป บอกว่าจะไปหาของที่โรงละคร เขาไปแค่สิบห้านาทีเท่านั้น ทุกคนที่หอยืนยันได้”
“แล้วพวกเธอรู้ไหมว่าซองอูกยองออกจากโรงละครเพื่อกลับไปที่หอพักได้ยังไง?”
“คุณตำรวจไม่รู้หรือครับ โรงละครนี่มีประตูหลัง และอูกยองมีกุญแจ แน่นอนล่ะครับ ก็เขารับหน้าที่เป็นสโตร์แมนนี่”
“ถ้าออกทางอื่น กล้องวงจรปิดก็ต้องจับภาพได้”
“ประตูหลังโรงละครเป็นจุดอับครับ กล้องไม่มีทางเห็นเด็ดขาด จากด้านหลังโรงละครถึงหอพักเขามันใกล้กว่ามากเลยครับคุณตำรวจ เพียงแต่อาจต้องเดินตัดทุ่งโล่ง ทนลำบากสักหน่อยเองครับ”
“จริงหรือ จองยุนโฮ” คุณตำรวจชักลังเล
ยุนโฮยิ้มน้อยๆ ด้วยรอยยิ้มที่ทั้งอบอุ่นและน่าเชื่อถือ “จริงครับ”
อูกยองเหลือบมองเทบินด้วยแววตาหลุกหลิก แตกต่างจากชองเทบินที่นิ่งมากอย่างน่าเหลือเชื่อ คำให้การของชองเทบินฟังดูแปลกๆ และขัดกับรูปการณ์โดยสิ้นเชิง ชางมินพยายามจับโกหกเขา แต่ทำไม่ได้เลย ไม่มีอะไรส่อแววผิดปกติ
“จริงหรือ ซองอูกยอง” ผู้หมวดเอ็มไพร์สเตทถาม
อูกยองอึกอัก “จริงครับคุณตำรวจ”
เท่านั้นแหละ
เท่านั้นเอง...
ตำรวจจำต้องปล่อยตัวอูกยองไปอย่างเสียไม่ได้เพราะคำให้การที่แทบไม่มีมูลเพียงไม่กี่พยางค์ ชางมินแค่นหัวเราะในใจ ไม่ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นแท้จริงแล้วจะเป็นเช่นไร เท่าที่รู้ตอนนี้...
ชองเทบิน
เขาฉลาดเป็นกรด
จากนั้น อูกยองก็แนะนำเทบินให้เขากับยุนโฮได้รู้จัก และชางมินก็ค้นพบความจริงที่น่าประหลาดใจ
ตอนที่พวกเขาจับมือกัน สร้อยเงินซึ่งคล้องไว้ด้วยจี้รูปดาวห้าแฉกฝังอัญมณีสีแดงเลือดอันชวนให้พิศวงนั้นไหลหลุดออกมาจากใต้เสื้อ ชางมินนึกได้แทบจะในทันทีว่าเคยเห็นจี้รูปทรงแปลกๆ แบบนี้ที่ไหนมาก่อน
ที่ไหนกันนะ ที่ไหนกันนะ?
ก็ที่คอพี่ชองฮวาของเขาไงล่ะ
ของน่ากลัวแบบนี้คงไม่มีใครฮิตเอาไปแขวนคอจนเป็นแฟชั่นกันหรอก
.
.
.
“ขอบใจจริงๆ เทบิน ที่ช่วยฉันไว้ ถึงฉันจะไม่รู้ว่านายคิดบ้าอะไรอยู่ก็เถอะ”
อูกยองเอ่ยขึ้นมาเป็นครั้งสุดท้าย ขณะที่เขาพยายามไขห้องตัวเอง เทบินหันหลังให้เขาอยู่ กำลังไขกุญแจห้องของตนเองเช่นกัน
“แค่คิดว่านายเป็นเพื่อนก็เท่านั้นแหละ ส่วนที่เหลือก็อยู่ที่ว่านายเห็นฉันเป็นเพื่อนพอจะบอกความจริงหรือเปล่า”
“ฉันรักนายนะ อย่าคิดเป็นอื่นล่ะ” อูกยองถอนหายใจอย่างยากลำบาก “ขอบใจนะ เทบิน”
แล้วเทบินก็ได้ยินเสียงประตูปิด
เทบินหันกลับไปมอง หวังว่าอูกยองจะยังยืนอยู่ตรงนั้น แต่เขากลับหายเข้าห้องไปอย่างเงียบๆ ส่วนสายตาของเทบินจับได้กับบางสิ่งที่ผิดปกติ
เขาเห็นรอยสีแดงคล้ายเลือดบนพื้นทางเดิน รอยเลือดที่หน้าห้อง ระหว่างห้องของเขากับชองฮวาและห้องอูกยองกับดองฮวาน แนวทางของรอยลากนั่นดูจะเบี่ยงเบนไปที่ห้องอูกยองมากกว่าห้องเขา
ชั่วจังหวะที่เทบินคิดจะก้มลงตรวจสอบรอยคราบนั้น เขาได้ยินเสียงอินซองร้องเรียก
“เทบิน ช่วยอะไรฉันหน่อยสิ”
เทบินจึงจำต้องละสายตาจากร่องรอยประหลาดนั้น ก่อนตะโกนกลับไป
* * *
ชางมินทรุดตัวลงบนเก้าอี้ทรงสำนักงานที่ทำจากเนื้อโลหะมันวาวของอิเดนเบิร์ชคาเฟ่ กุมเม้าส์ แล้วคลิกเปิดโปรแกรมอินเตอร์เน็ต ด้วยระบบอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงจึงใช้เวลาเพียงชั่วพริบตาในการดาวโหลดหน้าเว็บไซต์ของกูเกิ้ล
เด็กหนุ่มปล่อยให้เคอร์เซอร์กระพริบอยู่หลายนาที ก่อนตัดสินใจพิมพ์วลีบางอย่างลงไป
คำแรกคือ “ดาวห้าแฉก”
มีข้อมูลการค้นหากว่าสามล้านเจ็ดแสนรายการซึ่งไม่มีประโยชน์โผล่ขึ้นมา ชางมินลองคลิกดูผลลัพธ์ที่ได้จากเว็บวิกิพีเดีย ก่อนพบว่าเครื่องหมายดาวห้าแฉกตามความเชื่อของคนกลุ่มหนึ่งหมายถึงเครื่องหมายศักดิ์สิทธิ์ที่มีอำนาจคุ้มครองปกป้อง หากเมื่อดาวห้าแฉกกลับด้านยอดลงในทิศนรกโลกันต์เท่านั้นจะเปรียบเสมือนการลบหลู่สามสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบัดดล
ใช่...สัญลักษณ์แทนตัวซาตาน...
เขาลบข้อความ แล้วพิมพ์อีกคำหนึ่งเพิ่มลงไป
“อัญมณี”
ผลการค้นหาที่ปรากฏขึ้นมากลับกลายเป็นเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์เสียส่วนใหญ่
ชางมินลองอีกครั้ง
“เครื่องราง”
จากผลการค้นหาแบบหยาบๆ ชางมินสะดุดตากับเว็บไซต์แห่งหนึ่ง เป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับศาสตร์มืดและมนต์ดำ
“กงจักรวิญญาณคืออะไร?” ชางมินอ่านออกเสียง ก่อนจะคลิกเม้าส์ลงไป
กระทู้นี้มีจำนวนการตอบเพียงโพสต์เดียวสั้นๆ เขาลากสายตาผ่านๆ จนได้ความว่า
“กงจักรวิญญาณ เครื่องหมายดาวห้าแฉกประดับไว้ด้วยแร่อะนิมัส คือ เครื่องรางของพ่อมดหมอผีทางตอนใต้ในแถบละตินอเมริกา เชื่อกันว่าเป็นเครื่องรางที่ได้จากการแลกวิญญาณแก่ยมทูต ผู้ที่สวมจะมีอำนาจเหนือความตาย หากการได้มานั้นต้องแลกด้วยการสังเวยชีวิตมนุษย์และพิธีกรรมโบราณ เครื่องรางชนิดนี้ถูกพบเห็นเป็นครั้งสุดท้ายในศตวรรษที่สิบสี่และหายสาปสูญไป ไม่มีใครพบประวัติพิธีกรรมการสังเวยกงจักรวิญญาณอีกเลยนับแต่นั้น”
มีข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า ‘กงจักรวิญญาณ’ นี้น้อยมากๆ แต่ชางมินก็พอรู้แล้วว่ามันเป็นของไม่พึงประสงค์
To be continued...

ตอนนี้อ่านแล้วก็งงนิดๆ แต่พอจะเข้าใจ??
สรุปแล้วใครเป็นคนทำกันเนี่ย.....
เรื่องนี้ซับซ้อนสุดๆเลย ตัวละครก็เยอะมาก 5555
แต่ก็สนุกโคดดด
ชางมินสู้ๆนะ....หาคนร้ายให้ได้ อุอุ
#1 By KT.dangerous (124.121.148.89) on 2009-08-04 01:51