Demon Authorized (14)
posted on 25 Jul 2009 17:31 by bleaf-me in demon-authorized
Title: Demon Authorized
Author: b.leaf
Staring: Dong Bang Shin Gi (SM Entertainment) / (C) b.leaf's Original Characters
Pairing: Yoonho/Jaejoong, Yoochun/Junsu
Genre: AU, Mystery, Thrillers, Horror ; !Against religion & beliefs (Christian Beware)
Rate: R
Warning: นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกเขียนขึ้นจากความพึงพอใจส่วนบุคคล และไม่มีเจตนาจะกล่าวพาดพิง กระทบกระทั่ง กลุ่มคนหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งทั้งสิ้น เนื้อหาเกี่ยวเนื่องถึงความสัมพันธ์แบบชายรักชาย ชื่อบุคคลหรือสถานที่หลายอย่างที่อ้างถึงเขียนขึ้นจากจินตนาการและอาจไม่มีอยู่จริง หากการอ่านนิยายเรื่องนี้ทำให้ท่านรู้สึกตะขิดตะข่วง ลำบากใจ ลำบากกาย ถือเป็นความทรมาน รับไม่ได้ ไม่ชอบ ขอความกรุณาปิดหน้านี้ลงอย่างสันติ ขอบคุณมากๆที่เข้ามาเยี่ยมเยียนบล็อกนี้ค่ะ ^^
- - -
14.
เทบินพยายามยึดมั่นหน้าที่เดียวของเขาเอาไว้ ซึ่งนั่นก็คือดูแลชองฮวา ระมัดระวังไม่ให้เขาออกนอกลู่นอกทางขณะอยู่ไกลสายตาผู้ใหญ่ เขาหวังว่าตนจะทำแค่เฝ้ามองความเป็นไปอยู่เงียบๆ ไม่ยื่นมือเข้าไปก้าวก่าย
ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นปกติเรียบร้อยดี แต่แล้วคืนนั้นเองที่เหตุการณ์กลับตาละปัด
ตอนนั้นเป็นเวลาเกือบห้าทุ่ม อีกหนึ่งชั่วโมงหอจะปิด ชองฮวาไม่ได้อยู่ที่ห้อง เทบินกำลังคิดจะเอาเสื้อผ้าไปซัก ตอนที่เห็นซองอูกยองย่องออกจากหอพักด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ
คืนนี้ฟ้าค่อนข้างปิด เมฆหนาโรยตัวบดบังแสงของจันทร์เสี้ยว อูกยองซ่อนใบหน้าเอาไว้ใต้เงาของปีกหมวก สวมเสื้อนอกมีฮู้ดสไตล์กีฬาสีเทา เขาเดินห่อตัว หลังโก่ง จังหวะการเดินขย่มธรณีอันเป็นเอกลักษณ์ และดูหันรีหันขวางมากเกินกว่าคนมาเดินเล่นชมจันทร์ทั่วไป
เทบินจึงตัดสินใจสะกดรอยเขา
อูกยองเดินลัดหอพักชายอาคารบีไปตามถนนเลียบสวนสาธารณะขนาดย่อม ผ่านเชิงไฟริมถนนดวงหนึ่งที่ชำรุดหมดสภาพส่องแสงติดๆ ดับๆ เหล่าแมลงเล่นไฟส่งเสียงบินหึ่ง
เทบินไม่ได้หมอบกายลงต่ำคลานแนบพื้น ไม่ได้อิงแผ่นหลังหลบข้างเสา หรือแม้แต่ทำอะไรที่ดูทุเรศลูกตาอย่างนั้น ในทางกลับกัน เขาแค่เพียงเดินล้วงกระเป๋าตามเป้าหมายไปเงียบๆ ควบคุมน้ำหนักฝีเท้าไม่ให้ดังจนเกินไป สายตาจับจ้อง เขาแวะหยุดกลางทางบ้างเพื่อรักษาระยะห่าง และเพื่อง่ายต่อการหาที่ซ่อนได้อย่างทันท่วงทีหากอีกฝ่ายเกิดเอะใจขึ้นมา
อูกยองไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่ากำลังถูกติดตาม
เขาเดินตัดสวนนั้น มุ่งหน้าลึกเข้าไปด้านในวิทยาลัย เทบินมองไปรอบๆ แต่ไม่เห็นใคร พื้นที่ตรงนี้เต็มไปด้วยเนินหญ้า ถูกปล่อยทิ้งให้รกร้างเตรียมการขยับขยาย พวกเขาออกมาไกลจากแหล่งชุมชนอิเดนเบิร์ชมากขึ้นทุกที
พอสุดทางเดิน บริเวณสุมทุมพุ่มไม้รกชัฏ อูกยองก็หยุด ก่อนจะหันขวับกลับมามอง เทบินรีบพรางตัวในเงามืด ขณะเฝ้าดูอูกยองค่อยๆ แหวกแนวไม้และเถาวัลย์เหล่านั้นอย่างลวกๆ เบื้องหลังมีกำแพงเก่าซึ่งถูกทลายจนเป็นโพรงขนาดใหญ่พอใช้ลอดซ่อนอยู่
เทบินเห็นกับตาว่าอูกยองหายออกไปนอกวิทยาลัยด้วยเส้นทางนั้น
เขาเร่งกลับไปที่หอพัก ในใจนึกสงสัยว่ามีใครพอรู้เห็นพฤติกรรมประหลาดนี้บ้างไหม
แทอุงกับกึนซอกมีสีหน้าประหลาดใจ เมื่อเทบินผลักประตูห้องของพวกเขาเข้ามาโดยไม่ยอมเคาะก่อน
“เห็นอูกยองไหม?” เทบินยิงคำถาม
แทอุงที่กำลังใช้โทรศัพท์อยู่ยกมือขึ้นกุมปากกระบอก เขาแลกสายตากับกึนซอก ก่อนจะสั่นศีรษะ
“ไม่นี่”
* * *
“งั้นผมกลับก่อนนะครับ พี่ยุนโฮ ง่วงตาจะปิดแล้ว”
รุ่นน้องผู้ชายที่ทำหน้าที่ออกแบบระบบแสงกล่าวลา พลางอ้าปากหาววอด เสียงบี้ๆ ของเขาสะท้อนก้องในโรงละครอิเดนเบิร์ชอันปราศจากผู้คน
“ขอบใจมากๆ เลยนะ ฮักซู แล้วเจอกันพรุ่งนี้”
เสียงเหล็กลั่นอาดดังเวิ้งว้างตามมาเมื่อฮักซูดันประตูขนาดมหึมาบานนั้นให้ปิดลง
ก่อนยุนโฮจะหันมาพูดกับแจจุงว่า “ทีนี้ก็เหลือแค่เราสองคนแล้ว”
แจจุงอยู่ช่วยยุนโฮจัดการสถานที่จนวินาทีสุดท้าย พอยุนโฮพูด เขาก็ส่งยิ้มบางๆ ให้ ดวงตาสีนิลพราวเป็นประกาย มือขาวเคลื่อนไหวเนิบนาบ ยกขึ้นปัดปอยผมสีบลอนด์นั้นขึ้นทัดหู ผิวขาวสว่างช่วงลำคอถึงแนวไหล่เผยเบื้องใต้เสื้อกล้ามสีดำทับไว้ด้วยเสื้อนอกคอคว้านกว้างลึกยามที่เขาขยับกาย
ยุนโฮจ้องมองอย่างลืมตัว
“เครื่องใช้ไฟฟ้าพวกนี้จะให้เก็บที่ไหนดีครับรุ่นพี่?” แจจุงถาม “คงวางเอาไว้ข้างนอกไม่ได้นะครับ หายขึ้นมาจะยุ่ง”
ยุนโฮสะดุ้งตื่นจากภวังค์
“อา...เอ่อ...” ร่างสูงกว้านมองไปรอบๆ กระทั่งนึกอะไรขึ้นได้
ด้านหลังเวทีละครใกล้กับห้องควบคุมเสียงยังมีโรงเก็บเปียโนเก่าๆ อยู่ ยุนโฮใช้กุญแจของเขาสะเดาะกลอน ฝุ่นผงที่เคยจับตัวกันหนาฟุ้งกระจายทันทีที่เขาดึงโซ่ซึ่งใช้คล้องหูจับประตูออก เพราะเหล็กเริ่มเป็นสนิมทำให้ชายหนุ่มต้องออกแรงผลักมันเข้าไป
โคมไฟคริสตัลระย้าถูกเปิด แจจุงอ้าปากค้างเมื่อทัศนะเบื้องหลังประตูปิดตายเผยขึ้นต่อหน้า เขาค่อยๆ ก้าวเข้าไปภายในห้องทรงแปดเหลี่ยมขนาดย่อมมีกระจกเงาล้อมรอบอย่างระแวดระวัง ราวกับกลัวว่าพื้นสีเปลือกไข่นี้จะยุบยวบ พลางไล่สายตาขึ้นไปยังเพดานสลักเสลาลวดลายงามกลึงเกลา แสงไฟสีเหลืองนวลสะท้อนพื้นหินอ่อนจนกลายเป็นสีทอง กระจกเงาทั้งแปดสะท้อนภาพเขา
บนแท่นรูปวงกลมกลางห้องมีแกรนด์เปียโนสีขาวหลังหนึ่งตั้งอยู่
“สวยจังเลยครับ” แจจุงรำพัน ขณะใช้ปลายนิ้วสัมผัสผิวมันปลาบของแกรนด์เปียโน
“มันหมุนได้” ยุนโฮบอก
“อะไรนะครับ”
ยุนโฮไม่ตอบ แต่หันไปให้ความสนใจกับแผงควบคุมบางอย่าง
และแล้วแท่นวงกลมนั้นก็เริ่มหมุน
แจจุงตั้งตัวไม่ติดจึงเซเล็กน้อย “โอ๊ะ!” เขาหัวเราะออกมา
แจจุงท้าวแขน พลางยึดร่างขึ้นไปนั่งบนหลังเปียโน ยุนโฮเฝ้ามองแจจุง เขาชอบรอยยิ้มตื่นตาตื่นใจและแววตาคู่นั้น ชอบริมฝีปากสีแดงจัดที่ยื่นออกมาน้อยๆ ชอบเวลาฟันขาวขบกัดปลายลิ้นของตน
ตอนนั้นเองที่ยุนโฮรู้สึกได้ถึงสัมผัสอุ่นซาบกำจายบนมือเขา
ยุนโฮกลั้นหายใจ ยามที่แจจุงดึงเขาเข้ามาใกล้ ผูกสายตาไว้กับใบหน้าเขา ยุนโฮพยายามไม่จ้องตอบ มือเขาเริ่มสั่น ในอกร้อนผ่าว ได้ยินเสียงแจจุงหายใจรดริมหู
เขาไม่เคยคิดฝันถึงเรื่องนี้มาก่อน ไม่สิ...เขาฝัน ในทุกๆ ห้วงอารมณ์เร้น ทุกครั้งที่ช่วยตัวเอง แจจุงจะอยู่ตรงนั้น ยิ้มให้เขา มองตาเขา
แต่ไม่...เขาไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้นจริง
.
.
.
เพราะประตูโรงละครยังเปิดแง้มไว้ และเธอก็เห็นแสงไฟสว่างเรือง เด็กสาวจึงตัดสินใจกลับเข้าไปในนั้น
“มีใครอยู่ไหมคะ?”
เธอตะโกน ทว่าไร้วี่แววใครขานตอบ นอกจากเสียงของเธอเองที่สะท้อนในความเงียบวังเวง
โจจูมินยืนละล้าละลังอยู่ตรงนั้นสักครู่ ระหว่างพยายามชั่งน้ำหนักหัวใจตนเองว่าควรทำอย่างไรดี ลมราตรีพัดหวีดหวิวทำให้เธอกลัวเจียนบ้า อากาศร้อนชื้น เมฆฝนเริ่มตั้งเค้า อีกไม่นานฝนคงจะตก
เธอลืมกล้องถ่ายรูปเอาไว้
ใช่ กล้องดิจิตอลที่บันทึกภาพถ่ายในทุกๆ อิริยาบถของปาร์คยูชอนไว้จนเต็ม คงไม่สวยแน่หากใครคนอื่นเจอมันเข้า
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จูมินก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เธอก้าวเข้าไป วางกระเป๋าถือของเธอไว้บนโต๊ะใกล้ๆ กัน คุกเข่าลง แล้วสอดส่ายสายตามองหา ทั้งใต้โต๊ะ ใต้เก้าอี้
ในตอนนั้น จูมินรู้สึกถึงสายตาที่จับจ้องมาทางด้านหลัง เธอหันขวับไปมอง แต่ก็ไม่เห็นใคร
“ขอโทษค่ะ มีใครอยู่ไหมคะ”
ครู่หนึ่ง เธอหยุดฟัง ตั้งใจแยกแยะเสียงลม เสียงกิ่งไม้เสียดสีกัน เสียงหัวใจเธอเต้นไม่เป็นส่ำ และเสียงความเคลื่อนไหวของอะไรบางอย่างอันน่าพิศวง
เงียบ
ความเงียบงันจนน่ากลัวนั้นรื้อฟื้นแต่ความทรงจำร้ายๆ บรรยากาศกระอักกระอ่วน เรื่องไม่ดีที่เคยเกิดขึ้นในนี้ จูมินยังคงรู้สึกได้ถึงกลิ่นคาวเลือด เสียงกรีดร้องอย่างโหยหวนของหญิงสาว ทุกครั้งที่คิดถึง เธอห้ามใจไม่ให้เหลือบมองไปยังสัญลักษณ์มหากางเขนเหนือเวทีไม่ได้
ต้องเร่งมือแล้ว
เธอไม่อยากอยู่ที่นี่นาน แต่คงปล่อยให้ใครบังเอิญพบกล้องนี่ก่อนหน้าเธอไม่ได้เช่นกัน
ตอนนี้เหลือแต่ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้านักแสดงด้านหลังเวทีเท่านั้นที่ยังไม่ได้ลองค้นดู เธอจึงเริ่มออกวิ่ง พื้นรองเท้าผ้าใบกระทบพื้นเป็นจังหวะ พยายามหลับหูหลับตา ไม่สนใจเสียงสะท้อนแปลกๆ ที่แทรกขึ้นมาระหว่างเสียงฝีเท้าเธอตลอดโถงทางเดิน
เธอไม่ได้อยู่คนเดียว
ประตูเล็กๆ ซ่อนไว้หลังผ้าม่านสีแดงเลือดหมู เธอดิ่งไปที่นั่น ทันใดนั้นเองที่ลมพายุโหมกรรโชก กระจกหน้าต่างรอบโรงละครลั่นเอี๊ยดอ๊าด แสงไฟกระพริบปลาบ จูมินยกมือขึ้นปิดหู เมื่อโสตประสาทรับรู้ได้ถึงเสียงกระซิบแหบปร่ากำลังเรียกชื่อเธอ
เปรี้ยง!!
สายฟ้าสีเงินวาววับพาดตัดเวิ้งเมฆ แสงของมันสว่างวาบ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงระเบิดสะเทือนเลือนลั่น ประตูโรงละครเปิดผาง พอดีกับที่สายตาของเด็กสาวจับได้กับเงาดำอันไร้ซึ่งรูปร่างตายตัวคืบคลานเข้ามา
จูมินประสานมือกันไว้ระหว่างอก หยาดน้ำตาไหลพรากอย่างควบคุมไว้ไม่อยู่ “ข้าแต่อารักขาเทวดา พระเป็นเจ้าทรงกรุณามอบข้าพเจ้าไว้ในอารักขาของท่าน โปรดส่องสว่างพิทักษ์รักษา และคุ้มครองข้าพเจ้าตามทางความรอด ณ คืนนี้ด้วยเทอญ อ..อา...”
เธอเหลือบสายตาขึ้นไปยังทิศเหนือเวทีละคร ทว่าสิ่งที่เห็นกลับทำให้เธอต้องกรีดร้อง ตะปูซึ่งตอกยึดไม้กางเขนจู่ๆ ก็กระดอนหลุด และแล้วมหากางเขนอันเป็นที่สักการะก็ดิ่งกลับหัว
“ไม่นะ...ไม่!!”
.
.
.
ขณะหลับ คิมจุนซูรู้สึกเหมือนร่างกายถูกกดทับจนไม่อาจขยับเขยื้อนได้
เขาเบิกดวงตาโพลงในความมืด พยายามไขว่คว้าหาอากาศหายใจ ทัศนะเบื้องหน้าพร่าเลือนคล้ายคนกึ่งหลับกึ่งตื่น แต่จุนซูรู้ดีว่าเขาไม่ได้ฝันไป น้ำหนักมหาศาลนั่นบีบจนร่างกายเขาเกร็งขึง เส้นเลือดทุกเส้นตรงลำคอปูดชัด พื้นเตียงยุบลงเป็นรอยเดียวกับร่างเขา ขณะเหล็กโครงเตียงลั่นอาด
เขาเปล่งเสียง แต่ปากไม่ยอมขยับ เขาพยายามขืนแรงนั่น ทว่าร่างกายไม่ตอบสนอง
กว่าสามนาที...สามนาทีที่เพลงอันแสนไพเราะดูจะสั้นเกินไป หากสามนาทีในขุมนรกของเขายาวนานราวชั่วชีวิต จุนซูผุดกายขึ้นจากเตียง กวาดตามองไปรอบๆ อย่างหวาดผวา
ชเวอึนนายืนอยู่ตรงนั้น
เบื้องหลังเตียงนอนอันรกรุงรังของลีเฮจิน
จุนซูกลัวสุดใจ เขาคว้าโทรศัพท์มือถือ ก่อนผลักประตูห้อง วิ่งอย่างสุดกำลังไปตามโถงทางเดินของหอพัก ในขณะกดโทรศัพท์หายูชอน
น้ำตาเขาเริ่มไหล จากหนึ่งเม็ด เป็นสอง จากสอง เป็นสาม
เสียงสัญญาณโทรศัพท์ว่างอยู่ตอนที่จุนซูวิ่งลงไปตามบันไดหนีไฟ เขาทนไม่ไหวแล้ว ชเวอึนนาต้องการอะไร เขาไม่เคยรู้จักหรือสนิทสนมกับเธอมาก่อน ไม่เข้าใจเลย ทำไมเธอจึงพยายามทำร้าย
ไม่ไหว เขาจะบ้าตายอยู่แล้ว
ในที่สุดจุนซูก็พาตัวเองมาถึงชั้นล็อบบี้ แต่ก่อนที่เขาจะหนีไปได้ไกลกว่านั้น จู่ๆ ร่างโชกเลือดของชเวอึนนาก็ปรากฏขึ้นขวางเบื้องหน้าเอาไว้ จุนซูตั้งใจจะวิ่งผ่านเธอไป หากเขาทำไม่ได้
แข้งขาของเขาไม่ยอมฟังคำสั่ง
ชเวอึนนาอ้าปาก จุนซูได้ยินเสียง มันไม่ใช่ซุ่มเสียงที่ดังออกจากริมฝีปากบิดเบี้ยวของวิญญาณสาว ทว่าเป็นเสียงที่ดังสะท้อนอยู่ในหัวสมองของเขาเอง
...ช่วยสิ! ช่วย! ทำไมไม่ช่วย!!...
“ไม่นะ ไม่!!”
เสียงกรีดร้องน่าพรั่นพรึงที่สำรอกออกมาจากลำคอนั้นชัดเจนว่าเป็นเสียงผู้หญิง อีกเสียงหนึ่งที่ไม่ใช่เสียงของจุนซู
เขาเห็นยามหอพักวิ่งตรงมาเป็นภาพสุดท้าย ก่อนที่สติสัมปชัญญะจะดับวูบ
.
.
.
มันตามเธอมา
จูมินออกวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต พื้นที่ด้านหลังเวทีมืดมิดและเงียบสนิท แต่เธอกลับระลึกได้อย่างมีหวังถึงประกายริบหรี่จากแสงสีเหลืองนวล
ต้องมีสิ ต้องมีใครสักคนอยู่ที่นี่ ใครสักคนที่จะช่วยเธอได้
เธอวิ่งไปยังห้องควบคุมเสียง ก่อนออกแรงผลักประตู
ตึง!
ประตูล็อค
เด็กสาวลุกลี้ลุกลนดึงแม่กุญแจ ทั้งที่รู้อยู่ว่าเป็นวิธีที่ไม่ฉลาดเลย
“ไอ้ปีศาจ กลับนรกของแกไปซะ” เสียงเธอแผดลอดจากริมฝีปากอันสั่นระริก
ประตู ประตู
เธอกวาดสายตาไปรอบๆ ความกลัวซ่านซึมทุกอณูเลือดในกาย เธอเห็นประตูอีกบาน ประตูที่เคยถูกปิดตาย ห้องเก็บเปียโนเก่าที่นักศึกษาอิเดนเบิร์ชรุ่นต่อรุ่นลือต่อๆ กันมาว่าเคยมีคนตายในนั้น เธอโผตัวไปจับหูจับประตูด้วยมือทั้งสองข้างแล้วออกแรงกระชาก
น่าเศร้าที่ประตูนั้นถูกล็อคจากด้านใน
.
.
.
แจจุงยึดชายเสื้อยืดชุ่มเหงื่อของยุนโฮไว้ ค่อยๆ ดึงเขาเข้ามาใกล้ ก่อนเป็นฝ่ายจูบหยั่งเชิงเขาก่อน ริมฝีปากนุ่มแตะเบาๆ บนปากเขา ยุนโฮหลับตาแน่น ขณะปล่อยให้แจจุงสอดปลายลิ้นเข้ามารุกล้ำ พลางสอดฝ่ามือลูบไล้หน้าท้องแกร่งที่กำลังเกร็งขืนต่อสัมผัสหวาม ในคราวแรกยุนโฮยังดูต่อต้าน สมองของเขามึนตึง ความคิดขีดเส้นบางๆ กั้นระหว่างความต้องการและสำนึกรู้ผิดชอบชั่วดี
ทรมานเหลือเกิน
“มันแย่มากขนาดนั้นเลยหรือครับ?”
ยุนโฮมองแจจุงด้วยสีหน้าของหนุ่มคาทอลิกผู้ไม่รู้ประสีประสา หากแจจุงกลับรู้สึกว่าดวงตาคมกริบทอประกายคู่นั้นเซ็กซี่บาดใจ
“ผมต้องการรุ่นพี่” แจจุงเสียงกระเซ่า ตาปรอย “พี่ยุนโฮ”
แจจุงค่อยๆ แยกเรียวขาสวยคู่นั้นออกจากกัน รั้งสะโพกของยุนโฮเข้ามาใกล้ ยุนโฮรับรู้ได้ถึงความตึงเครียดภายในกาย แผ่นอกเขาเริ่มสะท้อนหายใจหอบ หัวใจเต้นเป็นจังหวะหนักหน่วง
แจจุงจูบเขาที่ลำคอ มือสวยไต่ไปตามแนวไหล่ ก่อนแทรกลงลูบไล้กลุ่มผมสีน้ำตาล เม็ดเหงื่อที่เริ่มผุดซึมบนดวงหน้าขาวสะท้อนแสงไฟเป็นประกายเจิดจ้า ริมฝีปากสีกลีบกุหลาบอ่อนนุ่มของคนที่ปกติไม่ค่อยพูดค่อยจาซุกซนกว่าที่เขาเคยคิดนัก
ยุนโฮหลับตาลง ปล่อยหัวใจให้เพริดไปกับสัมผัสลึกซึ้งอวลกลิ่นอายเสน่หา แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็ดูคล้ายจะเริ่มต้นจากจุดนั้น
.
.
.
เธอต้องซ่อนตัว
ตรงข้ามกับที่ที่จูมินยืนอยู่มีช่องลมเล็กๆ เด็กสาวก้มตัวลง ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีอยู่กระชากฝาตะแกรง อะลูมิเนียมเนื้อบางบาดปลายนิ้วเธอจนเป็นแผล ทว่าเธอไม่ยอมแพ้จนตะแกรงหลุดติดมือ
เธอไม่รีรอที่จะคลานเข้าไป
ตลอดความยาวของช่องลมเก่าที่ลดเลี้ยวเคี้ยวคดแทบไม่มีอากาศหลงเหลือให้หายใจ กระทั่งจูมินมองเห็นแสงที่ปลายทาง เสียงกระซิบเรียกชื่อเธอดังขึ้นเรื่อยๆ
อย่านะ อย่าหันกลับไป
เธอบอกตัวเอง เข่าทั้งสองข้างถลอกปอกเปิก แต่เธอไม่สนใจ เธอคลานไป คลานไป มุ่งหน้าสู่แสงสว่างนั้น
ณ ปลายทางอีกฟากหนึ่งของช่องลมปรากฏห้องโล่งๆ อันเต็มไปด้วยหยากไย่ ผนังไม้เก่าชื้นอวลกลิ่นเหม็นอับ อีกด้านกรุหน้าต่างกระจกใสสูงโปร่งกั้นระหว่างห้องนี้กับอีกห้องหนึ่งซึ่งแลดูคล้ายห้องเก็บเปียโนเก่า
แสงไฟในนั้นสว่างจ้า
เธอเห็นยุนโฮ...ยุนโฮกับรุ่นน้องปีหนึ่ง...
.
.
.
แจจุงเปลือยกายอยู่ แผ่นหลังเปียกชุ่มบดเบียดอยู่กับผิวมันปลาบของแกรนด์เปียโน ความเสียวซ่านอาบไล้ร่างเขาจนทั่วสรรพางค์เมื่อยุนโฮเริ่มขยับสะโพก แจจุงช่างแสนเย้ายวน หอมหวาน เรือนร่างเพรียวสวยตอบรับทุกสัมผัส แต่ไม่เคยอ่อนข้อยอมเป็นผู้ตามอย่างจำนน
ยอดอกสีชมพูตึงเน้น แจจุงหอบหายใจ แผ่นหลังโค้งแอ่นขึ้นสนองรสรัก เบียดกายประสานจังหวะเร้ากระชั้นถี่ขึ้น
กระทั่งยุนโฮได้ยินเสียงบานกระจกลั่น
เขาชะงักการกระทำ สายตาจับไว้ที่กระจกเงาบานหนึ่ง แต่ไม่เห็นอะไรนอกจากภาพสะท้อนของเขาเอง
“ได้ยินเสียงอะไรไหม” เขาถามแจจุง
แจจุงยังคงสาละวนอยู่กับหน้าอกและซอกคอของยุนโฮ “ช่างหัวมันเถอะครับ”
“จะดีหรือ มันแปลกนะ เหมือนมันดังจากอีกด้านหนึ่งของกระจก”
แจจุงประคองใบหน้ายุนโฮให้จ้องตาเขา พลางยิ้มยั่ว
“บอกว่าช่างมันไงครับ”
.
.
.
“พี่ยุนโฮ! พี่ยุนโฮคะ!!” จูมินทุบกระจกอย่างบ้าคลั่ง “ช่วยฉันด้วย ช่วยด้วย!!”
ตอนนั้นเองที่เธอรู้สึกถึงแรงฉุดลากตรงข้อขา จูมินล้มคว่ำ ศีรษะฟาดแรงๆ กับพื้นอิฐ เงาดำคืบกรายเข้ามา มันค่อยๆ กลืนกินร่างเธอ รอยกงเล็บกรีดยาวบนเสื้อผ้าจนขาดเป็นริ้ว
เด็กสาวกรีดร้องโหยหวน
โลหิตจากกายสาดกระเซ็นเปรอะผืนกระจกใส ทาบซ้อนกับภาพสองร่างที่กอดก่ายร่วมรักกันอย่างเสกสม
* * *
ฝนลงเม็ดแล้ว
ชางมินรู้สึกว่าสภาพเขาตอนนี้คงไม่ต่างอะไรกับป้าแก่ๆ ตอนที่เขายืนถือกระเป๋าของชิมเฮียวริน ผู้เป็นแม่อยู่ลำพังอย่างเดียวดายที่ชั้นล่างของตึกประวัติศาสตร์และโบราณคดี บรรยากาศอึมครึมประสานเสียงฟ้าร้อง ลมพัดกรูเข้ามาในตัวตึกก่อให้เกิดเสียงหวีดหวิวชวนสยอง ประหนึ่งเสียงหญิงสาวกำลังร่ำไห้ ดังออกมาจากห้องน้ำหญิงจุดที่ปาร์คจุงอาถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม
เด็กหนุ่มร่างสูงหงายข้อมือขึ้นดูนาฬิกา มันบอกว่าเวลาได้ล่วงเลยเข้าสู่วันใหม่แล้ว
หลังจากกำชับนักกำชับหนาให้เขายืนรออยู่ที่นี่ แม่ของเขาก็ไม่รู้หายไปไหน เขาลองโทรหาเธอสองครั้ง ครั้งแรกเธอตัดสัญญาณ ส่วนครั้งที่สองเธอปิดเครื่องหนี ชางมินคิดออกไปตามหาเธอ แต่ฝนกลับเริ่มตกหนาเม็ดขึ้นทุกขณะ เขาจนปัญญา จึงได้แต่ยืนรอคอยอย่างไร้จุดหมาย
แม่ของเขาเป็นผู้หญิงที่ไร้ซึ่งความอ่อนโยน คร่ำเครียด น่าเบื่อ หากเขาก็รักแม่ สภาพการณ์ในอิเดนเบิร์ชตอนนี้ไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย ชางมินเป็นห่วงเธอเหลือเกิน
เขากำลังยืนแกว่งขา เตะกรวดหินไปเรื่อยเปื่อย ขณะเหม่อมองไปในเงามืดเบื้องใต้ประตูซุ้มโค้งของอาคาร แล้วฟ้าก็แล่บปลาบ
วินาทีนั้นเองที่เขาเห็นชายสวมเสื้อโค้ช
ชางมินผงะ เขาเพ่งมองอย่างไม่ละสายตา คราวนี้เขาจะไม่ปล่อยให้ชายปริศนาผู้นี้รอดไปได้
ระยะแรก ชางมินเบียดกายซ่อนตัวเบื้องหลังกำแพงใกล้ๆ โดยแอบชะโงกมองชายผู้นั้นเป็นระยะ ชายผู้นั้นสาวเท้าเร็วๆ ไปตามทางเดิน ก่อนเลี้ยวหายลงบันไดเตี้ยๆ ชางมินจึงตามไป
เขาออกวิ่ง กระทั่งโผล่ไปยังทางเชื่อมระหว่างตึกซึ่งปกคลุมด้วยหลังคาแก้ว พื้นที่บริเวณนี้มืดมาก ชางมินยังคงเห็นชายสวมเสื้อโค้ชเคลื่อนไหวอยู่รำไร ทว่าไม่ชัดเจนเท่าที่ควร
ให้ตายเถอะ คนอะไรจะเคลื่อนไหวได้เร็วปานนั้น ชางมินไม่ใช่คนเชื่องช้าเลย แต่ชายคนนั้นนำเขาอยู่หลายก้าว ชางมินสาวเท้าตาม เสียงพื้นรองเท้าของเขาปะทะกับพื้นจนเกิดเสียงดังเกินควร
ชายคนนั้นชะงักเล็กน้อย ก่อนเขาจะหันมา ชางมินรีบกระโจนหลบหลังพุ่มไม้
แต่นั่นอาจจะช้าเกินไป
ชายคนนั้นเห็นเขาเข้าให้แล้ว
ชายสวมเสื้อโค้ชออกวิ่ง ชางมินไล่ตามอย่างไม่ลดละ เขาไม่ใยดีเรื่องการทิ้งระยะห่างอีกแล้ว ตอนนี้ต้องพยายามเข้าใกล้ชายคนนั้นให้มากที่สุด
ถึงแม้ชางมินจะไม่ชอบออกกำลังกายนัก แต่เขาก็ไม่ใช่คนห่วยแตกเรื่องกีฬา ในคาบวิชากรีฑา ทุกครั้งที่อาจารย์เป่านกหวีดแล้วสั่งให้ออกวิ่ง ด้วยช่วงขาที่ยาวและลำตัวเพรียวลม ชางมินจะวิ่งนำโด่ง แล้วชนะในอันดับดีเยี่ยมเสมอ หากนั่นก็เฉพาะเมื่อมีเกรดงามๆ มาล่อ ชางมินในตอนนี้ไม่มีความมุ่งมั่นและหิวกระหายการเอาชนะเหมือนชางมินในสนามกรีฑา ปอดของเขาเรียกร้องหาอากาศหายใจ แผ่นอกสะท้อนไหวจนปวดไปทั้งชายโครง
เมื่อมาถึงทางแยก ชายผู้นั้นก็วิ่งออกจากทางเดินซุ้มกระจก ย่ำไปตามพื้นหญ้าเฉอะแฉะ ชางมินตามไป เม็ดฝนพร่างพรำหนักข้อขึ้น ภาพเบื้องหน้าค่อยๆ พร่าเลือนไปทุกที แผ่นหลังของชายสวมเสื้อโค้ชเริ่มถูกหมอกหนากลืนหาย
พอสุดทาง ชายคนนั้นก็เลี้ยวขวาอีกครั้ง
ชางมินปรนลมหายใจออกทางริมฝีปาก พยายามควบคุมจังหวะการหายใจให้เป็นระบบกว่านี้ แล้วเร่งฝีเท้า พอสุดทาง ชางมินก็เลี้ยวตาม
แต่เขาหายไปแล้ว
ทางเดินปูด้วยอิฐสีแดงลาดยาวไปยังตึกคณะดุริยางคศาสตร์ ชางมินกวาดสายตามองรอบๆ หากไม่เห็นวี่แววชายผู้นั้น
ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะทำพลาด
“ให้ตายเถอะ” เขาท้าวฝ่ามือลงบนเข่าทั้งสองข้าง พลางหอบหายใจหนักๆ
ไม่มีทางที่จู่ๆ คนเราจะหายวับไปกับสายลมและไอหมอกเหมือนไม่เคยมีตัวตนได้แน่ๆ ชางมินสะบัดใบหน้าไล่เม็ดฝนที่ไหลเข้าตา มองซ้ายมองขวา ไม่แน่ว่าชายสวมเสื้อโค้ชอาจจะยังซ่อนตัวอยู่แถวนี้
ชางมินจึงออกอุบาย หันกลับหลัง ทำท่าจะถอดใจ
เขาก้าวเท้าไปได้สามก้าว ก่อนที่ประสาทการมองเห็นที่หางตาจะจับภาพเงาวูบไหวได้เบื้องหลัง
ชางมินหันขวับกลับไปทันควัน เขาเห็นชายคนนั้นมุดออกมาจากแนวไม้รกทึบแล้ววิ่งขึ้นไปยังตึกดุริยางคศาสตร์
ชางมินตามอีก เขาเหยียบใบไม้ใบหนึ่งเข้าจนเกือบลื่นถลา หากยังทรงตัวไว้ได้ ตอนนี้เขาเข้ามาอยู่ในตัวตึกแล้ว มีไฟเพียงไม่กี่ดวงถูกเปิดเอาไว้พอสว่างรำไร ชางมินแนบกายหลบเบื้องหลังเสาสลักทรงกลม หยุดพักหายใจสักพัก
เพียงอึดใจหนึ่ง ก่อนเขาจะเสี่ยงชะโงกศีรษะออกไปมอง
ชายคนนั้นยืนอยู่หน้าตู้ล็อคเกอร์ กำลังทำอะไรบางอย่างที่ชางมินมองเห็นไม่ถนัด เขาอยู่ในมุมอับเกินไป เขาต้องก้าวออกไปให้พ้นเสามากกว่านี้ถ้าจะเห็น ซึ่งก็เกรงว่านั่นจะเป็นการเผยที่ซ่อนให้อีกฝ่าย
ขณะกำลังครุ่นคิดถึงสิ่งที่ต้องทำต่อไปนั้น จู่ๆ โทรศัพท์มือถือของเขาก็แผดเสียงดัง !
ชายสวมเสื้อโค้ชหันขวับมาจ้องเขม็ง ชางมินรีบหดกายกลับเข้ามาเบื้องหลังเสาหิน มือควานหาปุ่มกดปิดโทรศัพท์
ความเงียบงันกลับมาครอบครองพื้นที่นี้อีกครั้ง ตอนที่ชางมินตัดสินใจลองโผล่ศีรษะออกไปใหม่
ทว่าคราวนี้ชายสวมเสื้อโค้ชหายตัวไปชนิดไร้ซึ่งวี่แวว
ชายคนนั้นรู้ตัวแล้วว่ากำลังถูกตาม เขาจะระมัดระวังตัวเองเพิ่มขึ้นอีก เพราะเหตุนี้ ชางมินจึงตระหนักดี...เขาจะไม่มีโอกาสอีกเป็นครั้งที่สอง
“เวรเอ้ย”
เด็กหนุ่มเดินไปสำรวจยังล็อคเกอร์นั้น เป็นล็อคเกอร์เหล็กขนาดใหญ่ที่ซอยออกเป็นซองเล็กๆ ไว้สำหรับบริการนักศึกษา ล็อคเกอร์ที่ชายสวมเสื้อโค้ชแวะมาคือซองเกือบสุดท้าย ชางมินลองดึงดู มันล็อคอยู่
ชางมินเปิดกระเป๋าสะพายของตัวเองออกดูว่ามีอะไรพอช่วยได้บ้าง ก่อนเจอคลิปหนีบกระดาษ เขาเอามันมาดัดให้เป็นเส้นตรงๆ เหมือนในหนัง แล้วลองใช้ไขดู แต่คลิปหนีบกระดาษกลับหักคากุญแจตู้
“โธ่โว้ย”
ชางมินโมโห ใช้กำปั้นทุบประตูล็อคเกอร์ แต่แล้วประตูล็อคเกอร์กลับเปิดออกเองอย่างง่ายดาย !
ข้างในนั้นมีเสื้อโค้ชซุกอยู่ ชางมินลองรื้อดู ใต้เสื้อเจอมีดพกกับขวดเล็กๆ ใช้บรรจุของเหลวข้นขลั่กสีแดงฉาน
เลือด...
เลือดงั้นหรือ?
ชางมินนิ่วหน้า
เขาเอื้อมแขนลึกลงไปอีก ด้านในมีกองหนังสือ ชางมินลองหยิบมาเปิดดู เป็นหนังสือภาษาประหลาดที่เขาอ่านไม่ออก เขาอยากรู้ว่าหนังสือเรื่องนี้เขียนเกี่ยวกับอะไร แต่ถ้าหากเขาขโมยไปทั้งหมดอาจทำให้ชายสวมเสื้อโค้ชไหวตัวทัน
เขาจึงฉีกเนื้อในหนังสือออกมาจำนวนหนึ่ง แล้วเก็บส่วนที่เหลือกลับเข้าที่ พยายามจัดทุกอย่างให้คล้ายเดิมที่สุด แล้วปิดประตูล็อคเกอร์
ถึงจะเปียกปอนไปทั้งกาย แต่อย่างน้อยครั้งนี้ก็ไม่ถึงกับคว้าน้ำเหลว
* * *
คิมฮยอนซุคทรุดตัวลงใกล้ศพ ก่อนใช้มือซึ่งหุ้มไว้ด้วยถุงมือยางรัดกุมนั้นจับใบหน้าของโจจูมินให้หันไปอีกด้านเพื่อพิจารณา
“ขากรรไกรเธอหัก” เขาพูด
“ขากรรไกรหักหรือครับ?” ตำรวจหนุ่มหวีผมเรียบแปล้ถามย้ำ
“ใช่ หัก ถูกง้างขากรรไกรจนปากฉีกถึงรูหู ถ้านี่คือสิ่งที่นายต้องการจะฟังล่ะก็นะ”
ตำรวจหนุ่มกลืนน้ำลายดังเอื๊อก ก่อนก้มหน้าก้มตาจดสิ่งที่ได้ฟังมาแต่โดยดีโดยไม่ปริปาก
“ผลชันสูตรว่าไงบ้าง” ฮยอนซุคถาม พลางใช้ปลายนิ้วลูบคาง สีหน้าเคร่งขรึม
ตำรวจหนุ่มพลิกเอกสารในมือไปมา พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ผู้ตายชื่อโจจูมินครับ อายุยี่สิบปี เป็นนักศึกษาคณะภาษาศาสตร์ชั้นปีที่สอง สาเหตุการตายน่าจะเป็นเพราะเธอสูญเสียเลือดไปมากจากบาดแผลฉีกขาดหลายแห่ง แพทย์ชันสูตรพบรอยแผลแปลกๆ บนตัวเธอเต็มไปหมด”
“รอยแปลกๆ หรือ หมายความว่าไง?”
“สารวัตรดูนี่สิครับ”
ตำรวจหนุ่มชี้ชวนให้ฮยอนซุคดูรอยขีดข่วนบนผิวหนังเธอ รอยสลักเป็นตัวอักษรพิศดารกับสัญลักษณ์บางอย่างที่แลดูคล้ายกับรูปดวงดาว ใบหน้าอันไร้ชีวิตของโจจูมินบิดเบี้ยว ดวงตาเบิกโพลงทั้งสองข้าง ฮยอนซุคอดถอนหายใจออกมาเบาๆ ไม่ได้เมื่อสายตาเหลือบเห็นแผลฉกรรจ์ตรงหว่างอกเธอที่ถูกแหวกออกจนเห็นอวัยวะภายใน
“เหมือนฝีมือของพวกคลั่งศาสนา” ฮยอนซุคกล่าว “คล้ายกับศพที่ตำรวจท้องถิ่นเคยพบในแถบทุรกันดารเมื่อหลายสิบปีก่อน”
“นอกจากนี้เรายังพบเสื้อผ้าเปื้อนเลือดในถังขยะหลังโรงละครกับรอยนิ้วมือที่ไม่ใช่รอยนิ้วมือของผู้ตายด้วยครับ แต่รอยจางมาก ขาดๆ หายๆ เหมือนคนร้ายพยายามจะลบ แต่รีบจนลบออกไม่หมด คงต้องใช้เวลานานสักหน่อยเพื่อหาว่าเป็นรอยนิ้วมือของใครครับ”
“ดีมาก สืบต่อไป”
ฮยอนซุคเดินดูรอบๆ ที่เกิดเหตุ เส้นเลือดตรงขมับของเขาบิดเป็นเกลียว ยามที่เขามองผ่านบานกระจกใสไปยังอีกห้องหนึ่ง ณ ฝั่งตรงข้าม มีคราบเลือดของโจจูมินบนแผ่นกระจกเยอะมาก เหมือนก่อนตายเธอพยายามตะเกียกตะกาย
เพราะอะไร?
“นี่ห้องอะไร” ฮยอนซุคชี้ไปยังห้องเก็บเปียโน
“ดูเหมือนจะเป็นห้องเก็บเสียงนะครับ” ตำรวจหนุ่มใช้หลังมือเคาะกระจก เขาเงี่ยหูฟังเพียงเล็กน้อย ก่อนจะร้องอ๋อ “นี่คือกระจกที่มองเห็นได้ด้านเดียวครับสารวัตร”
ฮยอนซุคเลิกคิ้ว “เหมือนแบบที่ใช้ในห้องสอบปากคำน่ะหรือ”
“ใช่ครับสารวัตร”
ฮยอนซุคตรวจดูรอยเลือดอีกครั้ง มีเลือดกองใหญ่สาดกระจายอยู่กลางห้อง และลากเป็นทางไปยังกระจก ทั้งยังรอยฝ่ามือป่ายปัดบนกระจกด้วย
“แสดงว่าตอนเกิดเหตุต้องมีคนอยู่ในนั้นแน่”
ขณะฮยอนซุคปล่อยให้ความคิดต่างๆ วิ่งพล่านในหัว จู่ๆ ตำรวจหนุ่มผมเรียบแปล้ก็พูดขึ้น
“โชคดีนะครับเนี่ยที่ลูกชายสารวัตรพบศพแล้วสายตรงมาหาสารวัตรเลย พวกเราถึงทำงานกันได้ทันที ไม่งั้นคงพลาดอะไรดีๆ ไปเยอะ”
สารวัตรคิมฮยอนซุคกระตุกยิ้มเหี้ยมเกรียม “โชคดีหรือโชคร้าย เดี๋ยวค่อยว่ากัน”
.
.
.
ไม่ช้าไม่นาน พยานผู้พบศพก็ถูกนำตัวมา
“สารวัตรครับ เด็กสองคนนี้อ้างว่าเป็นคนที่อยู่ในห้องเก็บเปียโนครับ”
ฮยอนซุครู้อยู่แล้วว่าเขาต้องเจอกับใคร อย่างน้อยก็หนึ่งในสองคนนั้น เขาพับเก็บไฟแช็คในมือ พูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“ดึกดื่นค่อนคืนทำไมไม่กลับบ้าน เข้าไปสุมหัวทำอะไรในนั้น”
ยุนโฮมีสีหน้าสำนึกผิดอย่างเห็นได้ชัด เขายืนก้มหน้า เม้มริมฝีปากจนสนิท ผิดจากแจจุงที่ไร้ซึ่งวี่แววความหวั่นเกรงใดๆ เพราะแจจุงรู้ว่ายุนโฮไม่พูดโกหก เขาจึงตอบแทนให้
“รุ่นพี่แค่ช่วยผมยกอุปกรณ์ไปเก็บ”
ฮยอนซุคประหวัดสายตามองใบหน้าหวานของผู้เป็นลูกชาย “กลับบ้านไปเลยแกน่ะ” ชายวัยกลางคนควักกุญแจรถประจำตำแหน่งของตัวเองให้
หากแจจุงยังยึกยัก
ฮยอนซุคเสียงเข้มขึ้นอีก “ขับรถฉันไปนี่แหละ กลับไปเดี๋ยวนี้”
หลังจากแจจุงกระฟัดกระเฟียดกลับไปแล้ว ฮยอนซุคก็เอาแต่จ้องยุนโฮเขม็ง สายตาคาดคั้นกดดันนั้นทำเอาผู้อ่อนวัยกว่าแทบหายใจไม่ออก
“ทีนี้ตอบได้หรือยังว่าเข้าไปทำอะไรในนั้น”
“............................”
“ได้ ไม่ตอบก็ได้” ฮยอนซุคลูบฝ่ามือลงบนเสื้อสูทสีน้ำตาลของตน “แล้วพวกเธอเจอศพได้ยังไง”
เวลาพูด แววตาของยุนโฮปราศจากเล่ห์เหลี่ยมใดๆ “ผมกลับออกมาจากห้องเก็บเปียโน พอดีเห็นกระเป๋าถือของผู้หญิงวางอยู่ข้างนอก เลยออกเดินหาครับ”
“เธอรู้จักผู้ตายดีแค่ไหน?”
“เธอเป็นรุ่นน้องครับ เพิ่งเข้ามารับช่วงงานดูแลนักแสดงแทนปาร์คจุงอา ผมไม่ค่อยสนิทกับเธอ”
“แล้วสนิทกับไอ้ตัวดีตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“อ..อะไรนะครับ?” คำถามของฮยอนซุคเล่นเอายุนโฮแทบตั้งตัวไม่ติด
บอกตรงๆ ฮยอนซุคไม่ถูกชะตาเจ้าหนุ่มหน้าหล่อนี่เลย
To be continued...
AN: 31 ก.ค.นี้ บล็อกนี้ก็จะอายุครบ 3 ปีแล้ว ขอบคุณทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านฟิคกัน ^^
(ก็ตั้งสามปีมาแล้ว เมื่อไหร่จขบ.จะไปเกิดซักทีล่ะ)

)
บอกตามตรงนะค่ะพี่ไรเตอร์
อึ้ง และไม่รู้จะพูดอะไรดีเหตุการณืที่เกิดขึ้นมันสับสนก็จริงแต่ว่า บรรยายได้ดีมากๆ
เห็นภาพตามแล้วก็รู้สึกขนลุกเลยอ่า
โธ่ๆ โจจูมินถูกฆ่าซะแล้ว
แล้วแบบว่าเงื่อนงำผุดขึ้นมาอีกเพียบ
ยังไม่เคีลยร์เลยแต่ละเรื่อง
ทำไมต้องฆ่าด้วยอ่าไม่เข้าใจเลย
สยดสยองแทน
แอร๊กก นึกภาพตามแล้วน่ากลัวมากๆ
ช๊อตที่ชางมินตามบุคคลที่น่าสงสัยเป็นอะไรที่ลุ้นระทึกมากๆ โฮก ไม่เคยอ่านฟิคเรื่องไหนแล้วประทับใจเท่านี้เลยจริงๆ บรรยากาศยุนแจมันให้หลายรอบแล้วนะ
แต่พาร์ทนี้คิมแจขอรุกเอง
โฮก ก จบไว้แค่นั้นเพราะต่อจากนี้เรื่องคงเข้มข้นขึ้นไปอีก กลายเป็นว่าแจจุงกับยุนโฮเป็นคนพบศพแล้วพ่อแจจุงก็เป็นเจ้าของคดี แล้ว ว แล้วคุณพ่อก็ไม่ชอบยุนโฮซะด้วย วร๊าก กมันจะเป็นยังไงต่อไปล่ะนี้ อ่านแล้วลุ้นมากๆเลยอ่า
ว่าแต่..อึนนาเธอต้องการอะไรกันแน่แกล้งจุนจังตลอดเลย ฮือๆ หรือว่าเธอต้องการความช่วยเหลือจากจุนซู..??
แง่ว ยิ่งอ่านยิ่งน่าติดตามไม่อยากให้ถึงบรรทัดสุดท้ายเลยจริงๆ
ป.ล. อัพต่อไวๆนะค่ะ ชอบมากๆ
#1 By ZeNsE .dAyZ on 2009-07-25 20:01