Demon Authorized (13)
posted on 21 Jul 2009 09:09 by bleaf-me in demon-authorized
Title: Demon Authorized
Author: b.leaf
Staring: Dong Bang Shin Gi (SM Entertainment) / (C) b.leaf's Original Characters
Pairing: Yoonho/Jaejoong, Yoochun/Junsu
Genre: AU, Mystery, Thrillers, Horror ; !Against religion & beliefs (Christian Beware)
Rate: R
Warning: นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกเขียนขึ้นจากความพึงพอใจส่วนบุคคล และไม่มีเจตนาจะกล่าวพาดพิง กระทบกระทั่ง กลุ่มคนหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งทั้งสิ้น เนื้อหาเกี่ยวเนื่องถึงความสัมพันธ์แบบชายรักชาย ชื่อบุคคลหรือสถานที่หลายอย่างที่อ้างถึงเขียนขึ้นจากจินตนาการและอาจไม่มีอยู่จริง หากการอ่านนิยายเรื่องนี้ทำให้ท่านรู้สึกตะขิดตะข่วง ลำบากใจ ลำบากกาย ถือเป็นความทรมาน รับไม่ได้ ไม่ชอบ ขอความกรุณาปิดหน้านี้ลงอย่างสันติ ขอบคุณมากๆที่เข้ามาเยี่ยมเยียนบล็อกนี้ค่ะ ^^
- - -
13.
เมื่อถูกถามว่าคุณใช้เกณฑ์อะไรแบ่งแยกคนปกติกับคนโรคจิต คุณจะตอบว่าอย่างไร?
หากคุณเดินไปตามถนนแล้วพบใครคนหนึ่งพยายามใช้แขนเดินแทนขา คุณจะคิดว่าเขาบ้าหรือเพียงเพราะเขาแตกต่างจากคุณ
อาการทางจิตเกี่ยวพันกับปริมาณสารเคมีในสมองซึ่งแต่ละคนมีไม่เท่ากัน ไม่มีใครเข้าใจคนบ้า โปรดเชื่อเถิด แม้ว่าคุณจะเป็นจิตแพทย์ฝีมือเยี่ยม ร่ำเรียนโดยตรงมาด้านนี้ คุณก็ไม่ใช่คนที่สามารถเรียกตัวเองได้อย่างเต็มปากว่าเข้าใจคนบ้า นอกจากคุณเองก็เป็นบ้าเช่นกัน จิตแพทย์มีหน้าที่แค่รับฟังแล้วหาทางบำบัด ไม่ใช่ตัดสินว่าใครสักคนบ้าหรือไม่ ทำนองเดียวกับประโยคที่ว่า หากคนไข้ไม่ยอมรับการรักษา คุณจะฝืนใจจับเขาล่ามไว้แล้วรักษา...ได้หรือ?
แล้วยิ่งโดยเฉพาะถ้าหากว่าเขาไม่ได้บ้าล่ะ
เพียงแค่เขาอาจ ‘แตกต่าง’ จากคุณ
ยูชอนกดจุนซูให้คว่ำหน้าลงกับพื้นเตียง ก่อนพวกเขาจะร่วมรักกันอย่างบ้าคลั่ง
มือใหญ่ลูบไล้ผิวหนังเรียบลื่น ขณะย้ำกายเป็นจังหวะหนักหน่วง โซ่ที่ใช้ล่ามข้อเท้าจุนซูข้างหนึ่งไว้กับขาเตียงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเกม
ยูชอนไม่ได้บ้า
สาบานได้เลย เขาไม่เคยต้องการเห็นจุนซูเจ็บปวด ไม่เคยคิดทำร้ายจุนซู
เขาเพียงแค่ชอบความรู้สึกที่ได้เป็นผู้ควบคุม
ส่วนจุนซูนั้นชอบศึกษาสรีระ
กล้ามเนื้อแผ่นหลังเกร็งขืน หน้าท้องเขม็งเกลียว แผ่นอกแน่นกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจ เม็ดเหงื่อผุดพราวไหลระปลายผมและลูกกระเดือก ขณะที่ยูชอนปรนเปรอเขาต่างๆ นานา จุนซูจะทำแค่จดจำภาพนั้นไว้ ทุกความเคลื่อนไหว ทุกแนวโค้ง ร่องกระดูก ทุกสรรพางค์ซึ่งไม่ได้ราบเรียบอ่อนช้อย ทว่าทรงพลัง
นอกเหนือจากโจทย์ท้าทายยากๆ จุนซูยังชอบวาดผู้ชายเปลือย
บ่อยครั้งที่เพื่อนฝูงคนรู้จักเปิดสมุดสเก็ตช์ของเขาแล้วต้องผงะ ก่อนจะมองภาพวาดด้วยดินสอหรือบางครั้งก็ปากกาเหล่านั้น ภาพเรือนร่างผู้ชาย ไม่ก็ชายสองคนนัวเนียร่วมรักกันในท่วงท่าลีลาเกินบรรยาย สลับกับใบหน้าจิ้มลิ้มแสนไร้เดียงสาของคนวาดอย่างไม่เชื่อสายตา
เขาแทบไม่จำเป็นต้องอาศัยแบบวาดภาพ ทุกสิ่งทุกอย่างหลั่งไหลออกมาจากสมองล้วนๆ ไม่มีอะไรเกี่ยวพันกับแนวโน้มการเบี่ยงเบนทางเพศหรือสะท้อนปมด้อยในอดีตทั้งนั้น
จุนซูไม่ได้เป็นบ้า
เขาแค่รู้สึกว่ามันสวยงาม เป็นศิลปะบริสุทธิ์ เปิดเผย เป็นจุดศูนย์กลางของทุกสรรพสิ่ง
ร่างกายผู้ชายคือผลงานที่พระผู้เป็นเจ้าทรงปั้น ในขณะที่ผู้หญิงถูกสร้างขึ้นจากกระดูกซี่โครงซี่หนึ่งของอดัม จุนซูก็ชอบผู้หญิง ไม่ใช่ไม่ชอบ แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องไขว่คว้าให้ได้มา ส่วนหนึ่งอาจเป็นเรื่องของความรู้สึกเหยียดเพศเล็กๆ ที่ผู้ชายทุกคนล้วนมี แล้วแต่ว่ามีมากหรือน้อย ภาพผู้หญิงเปลือยสำหรับเขามีไว้ดูเฉยๆ เพื่อเติมเต็มความต้องการทางเพศ เพื่อศึกษา หรือเพื่อให้สำนึกถึงความเสียสละของเพศแม่ หากไม่ได้มีไว้เพื่อซึมซาบความงามในเชิงศิลป์
ศิลปินและนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่หลายคนในอดีตคิดเห็นไปในครรลองเดียวกัน
แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้บ้า
สำหรับจุนซู ชายหญิงร่วมรักถือเป็นเรื่องคาวโลกีย์ เพียงความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ การดิ้นรนเอาตัวรอด และความพยายามที่จะสืบเผ่าพันธุ์ โสโครก น่าขัน แต่ผู้ชายร่วมรักกลับกลายเป็นความงดงาม
ชายรักชายคือความรักที่ต้องกล้าได้กล้าเสีย
ณ จุดนี้ หากใครถามว่าเขาเป็นเกย์ไหม ขอตอบว่า ไม่
แต่ถ้าถามต่อว่าเขาชอบผู้ชายไหม จุนซูตอบว่า ชอบ
เขาบ้าหรือไม่?
ไม่
เขาเพียงแค่คิดต่างจากคุณ
ร่างยูชอนกระตุก ดวงตาเลื่อนลอยไปยังที่ไกลแสนไกลเมื่อมาถึงจุดนั้น จุนซูรับรู้ได้ถึงทุกองศาความร้อนและความเป็นตัวตนของคนรักภายในกายเขา ยูชอนล้มตัวลงนอน พลางรั้งจุนซูมากอดไว้ เขาซุกจมูกตรงหลังคอ กลิ่นกายจุนซูหอมติดปลายจมูก
แล้วจุนซูก็เริ่มฮัมเพลงเบาๆ เสียงของเขาหวานจับใจ
ยูชอนไม่รู้ว่าใครจะคิดเหมือนเขาไหม หากทุกครั้งที่เขาได้มองดวงหน้าขาวใส จ้องให้ลึกลงไปในดวงตาซื่อๆ จุนซูคือสัญลักษณ์ของขุมพลัง
คุณดูเขาสิ
จ้องตาเขา
คุณเกลียดเขาลงได้อย่างไร?
ผิวกายเนียนใสละเอียดลื่นเหมือนน้ำนม ริมฝีปากน้อยขยับเอื้อนบทเพลง รอยยิ้มอันปลอบประโลมนี้ แม้ต้องจ่ายแพงแค่ไหนก็ซื้อเพิ่มอีกไม่ได้ เส้นผมสีน้ำตาลเป็นประกาย ตากลมๆ คู่นั้นไม่เคยโกหก รักคือรัก โกรธคือโกรธ พอใจ ไม่พอใจ อยากทำอะไรก็ทำ ทำเลยตรงนั้น เขาแสดงมันออกมา ความเป็นเด็กในตัวเขายังอุ่นอยู่ ดุจแสงแดดอันอ่อนโยนในฤดูร้อน สิ่งที่คุณสูญเสียไปแล้วสิ้น มันยังอยู่ในจิตใจเขา
เขายิ้มเหมือนเด็ก หัวเราะเหมือนเด็ก สดใส เยาว์วัย เขาไม่ทำร้ายคุณ หรือทำร้ายใคร
ป่วยการจะสรรเสริญเยินยอรูปลักษณ์สมบูรณ์แบบนี้อีกแล้ว จุนซูเป็นอะไรที่จับต้องได้ เกิดมาเพื่อให้รัก ให้เอ็นดู ถ้าคุณมองตาเขาแล้วไม่รักเขา
คุณบ้า
อันนี้ต้องบ้าแล้วจริงๆ เท่านั้น
คุณแค่อิจฉาเขา คุณจึงอคติต่อเขา ตามตรรกที่กล่าวอ้างอิงมาแล้วข้างต้น เหตุผลของคุณมันงี่เง่าเกินทำความเข้าใจ
จุนซูขยับขา และแล้วก็หยุดร้องเพลง
“พี่ยูชอนแกะโซ่ให้ผมได้ไหม” เขาเอ่ยในที่สุด
“อ๊ะ! ได้สิ” ยูชอนเพิ่งนึกขึ้นได้ จึงใช้ลูกกุญแจดอกน้อยที่เข้าชุดกันตรงหัวเตียงไขโซ่ออก เขาเพิ่งสั่งซื้อมันมาผ่านทางร้านค้าออนไลน์ชื่อว่า คิงกี้ทอย เมื่อไม่กี่วันมานี้ ท่าทางการไขจึงงกๆ เงิ่นๆ ไม่ฉับไวเหมือนตอนใส่
“ฉันทำนายเจ็บหรือเปล่า” เขาจูบหลังเท้าของคนรักอย่างหลงใหล ให้ตายเถอะ แม้แต่หลังเท้ายังเนื้อเนียนละเอียดนุ่มนิ่ม จุนซูไร้ที่ติไปเสียหมด
จุนซูหัวเราะคิก “ไม่เจ็บฮะ”
“ชอบไหมแบบนี้?”
“ชอบฮะ”
เมื่ออยู่หอพักกับเฮจิน จุนซูจำเป็นต้องสวมเสื้อผ้า หากเมื่อไหร่ได้อยู่ลำพังกับยูชอน เขาแทบจะไม่ต้องฝืนอะไร เขาจึงนอนหงายบนพื้นเตียงนุ่มๆ ของโรงแรมห้าดาว ปล่อยกายให้เป็นอิสระ และเขาคิดว่าตนเองน่ามองที่สุดก็ตอนนี้
ยกเว้นก็แต่แผลเป็นน่ากลัวตรงร่องอก
“มันจางลงมากแล้ว” ยูชอนพูด เมื่อเห็นจุนซูยกมือขึ้นสัมผัสมันเบาๆ
มันกัดกินจิตใจเขา ยูชอนรู้
“ผมเกลียดมัน”
“นายสวยออก” ยูชอนก้มจูบแผลนั่น “ยิ่งมีแผลยิ่งสวย”
ยูชอนสังเกตเห็นรอยแดงเป็นจ้ำบนฝ่ามือจุนซู แผลช้ำบนหลังเท้าก็ยังเห็นอยู่ แต่ทำเป็นมองข้ามไป ที่จริงพวกเขาทะเลาะกันเรื่องนี้ไปแล้ว ยูชอนจะพยายามประคับประคองไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก
“ยังไม่หายอีกหรือ?”
จุนซูมองมือตัวเอง “เข้มขึ้นเรื่อยๆ ฮะ”
“เจ็บไหม?”
“ไม่เลยฮะ”
ยูชอนดูเพลียมาก จุนซูจึงปล่อยให้เขานอน ส่วนตัวเขาเองนั้นหยิบสมุดสเก็ตช์ปกหนังคู่ใจขึ้นมาขีดๆ เขียนๆ ภาพยูชอนได้สองสามภาพ ในที่สุดก็จำต้องพ่ายแพ้ให้แก่ความง่วงงุน ยอมคลานเข้าไปใต้ผ้าห่มแล้วหลับตาลงแต่โดยดี
เขาถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งตอนเกือบตีสาม เพราะความหนาวยะเยือกที่แผ่ซ่านมาจากปลายเท้าจรดศีรษะ จุนซูผงกศีรษะขึ้นจากหมอน ก่อนพบว่าผ้าห่มที่เคยใช้ห่อหุ้มร่างค่อยๆ ร่นลงไปกองตรงปลายเตียง
เขาคิดว่ายูชอนเป็นคนดึงจึงลุกขึ้นนั่ง เอื้อมมือไปเปิดโคมไฟ
ยูชอนยังคงนอนหลับสบายแม้ร่างกายจะเปลือยเปล่า
“พี่ยูชอน”
จุนซูลองเรียก ทว่ายูชอนไม่ขยับ เสียงลมหายใจของชายหนุ่มลึกและสม่ำเสมอ จุนซูอยากจะโน้มตัวไปจูบ ลูบหัว หรือทำอะไรสักอย่างก็ได้เพื่อให้เขารับรู้ว่ากำลังถูกรัก แต่ก็กลัวจะไปรบกวนอีกฝ่าย
ในยามหลับ ยูชอนไม่ใช่ปาร์คยูชอนผู้โด่งดัง คนที่ต้องดูดีแทบทุกองศาตลอดเวลา ยูชอนคือยูชอน และจุนซูรักยูชอนที่เป็นเช่นนี้
มีเส้นด้ายบางๆ ผูกมัดระหว่างเขากับยูชอนไว้ เส้นด้ายเส้นนี้เปราะบางมาก จะขาดผึงขึ้นมาเมื่อใดก็ได้ พวกเขาคบกันมาหกเดือนแล้ว ยาวนานเป็นประวัติการณ์เทียบกับที่ยูชอนเคยคบคนอื่น และทุกวินาทีที่พ้นผ่าน จุนซูกลัวว่าสักวันจะต้องเสียยูชอนไป
คนตัวเล็กดึงผ้าห่มมาห่มให้ถึงลำคอ ยูชอนจะได้ไม่ต้องตื่นขึ้นมาพร้อมๆ กับอาการเจ็บคอในตอนเช้า
เขากำลังมองใบหน้ายามหลับของคนรักอยู่ เมื่อไฟฟ้าในห้องเริ่มติดๆ ดับๆ กระทั่งดับวูบไป
และแล้วเขาก็ได้กลิ่นเหม็นไหม้ ฉุนจนแสบจมูก
ไฟทางเดินด้านนอกห้องยังสว่างอยู่ มีแสงเรืองๆ แผ่ลอดใต้ประตูห้องพักเข้ามา จุนซูมองเห็นมันได้จากตรงนี้ เขาขมวดคิ้วพลางครุ่นคิดอย่างเซ็งๆ ว่าเพราะอะไร เรื่องแปลกๆ จึงเกิดขึ้นกับเขาไม่รู้จบ เด็กหนุ่มเปิดและปิดโคมไฟใหม่อีกครั้ง เขาไม่ค่อยมีความรู้เรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าเท่าไหร่ หากก็พอเดาได้ว่าอาจจะเป็นอะไรที่พวกช่างเรียกกันว่าไฟช็อตหรือหลอดขาด
เขาไม่รู้หรอกว่ามันต่างกันตรงไหน
ช่างหัวมันเถอะ
จุนซูคลำไปในความมืด หยิบเสื้อยืดตัวใหญ่ขึ้นมาสวม ขณะสืบเท้าตรงไปยังห้องน้ำแล้วกดสวิตช์ไฟ
แปลก ไฟห้องน้ำก็ไม่ติด
กลิ่นเหม็นคละคลุ้งบีบให้เขาต้องย่นจมูก พอดีกับที่จุนซูได้ยินเสียงประหลาดดังขึ้น
ตอนนี้เขายืนอยู่หน้าประตูห้องน้ำซึ่งปิดสนิทอยู่ มือเล็กเอื้อมไปกุมลูกบิดประตูแล้วหมุน เสียงนั้นดังชัดเจนขึ้นอีก ที่จริงจุนซูจะหันหลังแล้วเดินไปที่เตียง ล้มตัวลงนอน ใช้หมอนปิดหูไว้ แสร้งทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ได้ แต่เขาไม่ทำ
เพราะจุนซูรู้ดีว่าถ้าทำเช่นนั้น มันจะไม่ยอมรามือ
ถ้ามันเคยตายอยู่ที่นี่ จุนซูก็อยากให้มันอยู่แต่ในนี้ ไม่ต้องการให้มันติดตามเขาไป เขาจึงติดสินใจหมุนลูกบิดและผลักประตู
เสียงนั่นดังมาจากอ่างอาบน้ำซึ่งมีม่านพลาสติกบดบังไว้ เป็นเสียงดังขลุกขลัก ม่านกั้นพลาสติกนั้นไหวเล็กน้อย
เขากลั้นใจ พยายามเพ่งมองเข้าไปในเงามืด
นับ หนึ่ง สอง สาม
แล้วกระชากม่านเปิด
ฟึ่บ!
กลุ่มควันกลุ่มหนึ่งพุ่งใส่หน้าเขา จุนซูไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเห็นอะไร เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก พลังงานบางอย่างกระโจนปะทะร่างจนเขาหงายล้ม จุนซูพยายามขยับกาย แต่เขาทำไม่ได้
จู่ๆ มวลสารบางเบาก็เริ่มบีบตัวเข้าหากัน มันค่อยๆ ปรากฏขึ้นเป็นรูปร่าง ภาพใบหน้ามนุษย์ในความสลัวเลือนราง ผิวพรรณซีดเผือด จมูกบิดเบี้ยว ริมฝีปากเปื้อนเลือด และดวงตาเบิกโพลง
ชเวอึนนา
“ต้องการอะไร” จุนซูกัดฟัน
เธอเปล่งเสียงไม่ได้ เลือดเป็นลิ่มๆ ไหลทะลักจากปากเธอ หน้าเธออยู่ใกล้ปลายจมูกเขาไม่ถึงนิ้ว
“ไปให้พ้นนะ”
ร่างเล็กเบื้องใต้แรงกดทับมหาศาลพยายามไขว่คว้า หากแขนทั้งสองคล้ายถูกบังคับให้เคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงข้าม ตอนนั้นเองที่จุนซูรู้สึกแสบร้อนบาดแผลตรงฝ่ามือและหลังเท้า
“พี่ยูชอน!”
จุนซูตะโกน ทันทีที่ร่างกายกลับเป็นอิสระอีกครั้ง
ไฟห้องน้ำสว่าง ยูชอนยืนอยู่ตรงนั้น
“เกิดอะไรขึ้น จุนซู!”
ชเวอึนนาหายวับไปในพริบตา แต่ความรู้สึกของเธอยังคงห้อมล้อมจุนซูเอาไว้ เหมือนอสูรกายที่พรางตัวให้กลมกลืนหลบซ่อนอยู่ในความมืดมิด แล้วตามสะกิดเขาให้ตื่นจากฝันร้าย เพื่อมาเจอกับฝันที่เลวร้ายยิ่งกว่าอย่างไม่อาจห้ามปราม
.
.
.
ถ้าชองฮวาคือแบทแมน เทบินคือโรบิน ถ้าชองฮวาคือฮัน โซโล เทบินก็คือลุค สกายวอร์คเกอร์
ตอนชองฮวาอายุสามขวบ ส่วนเทบินสี่ขวบนั้น ก่อนไปเรียนทุกวัน เทบินจะคอยเป็นผู้ผูกเชือกรองเท้าให้ชองฮวา ครั้นพอชองฮวาได้สี่ขวบ และเทบินห้าขวบ ชองฮวาก็เริ่มที่จะไล่เตะก้นเทบิน
ชองฮวากำพร้าทั้งพ่อและแม่ตั้งแต่ยังเล็กมาก พ่อของเทบินเป็นผู้เลี้ยงดูเขา พวกเขาเติบโตมาด้วยกันในบ้านหลังเล็กๆ ทางตอนใต้ ชองฮวาเรียนเร็วกว่าเด็กที่อายุเท่ากันอยู่หนึ่งปี เทบินจะคอยดูแลเขา ช่วยเตือนให้เขาทำการบ้าน เตือนให้เขากินข้าว เตือนให้เขาหยุดเล่นแล้วรีบเข้านอน
ชองฮวาเป็นเด็กฉลาด เขามักจะมีความคิดล้ำหน้าคนอื่นอยู่หลายก้าวเกินกว่าใครจะคาดเดา มีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน และใช้ทุกวินาทีเตรียมพร้อม หมกมุ่น กระเหี้ยนกระหือรือที่จะทำมันให้ได้ เขาสูบบุหรี่จัด ทั้งยังดื่มเหล้าเยอะมาก เขาไม่เคยเดือดร้อนถึงแม้ตนเองจะต้องตาย ขอเพียงแค่ให้ทุกสิ่งที่เขาตั้งใจบรรลุเป้าหมาย เทบินต้องคอยเตือนให้เขาเพลาๆ ลงบ้าง
คนอย่างชองฮวางดงามเกินกว่าจะปล่อยให้ตายด้วยโรคน่าสมเพชอย่างมะเร็งปอดหรือพิษสุราเรื้อรัง
เขาไม่ได้เจอชองฮวาสามเดือนเต็มๆ ก่อนย้ายมาที่นี่ เทบินไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าเขาจะต้องเข้าเรียนดนตรีที่อิเดนเบิร์ช ที่นี่ไม่เคยอยู่ในสมองเขาเลยด้วยซ้ำ จริงอยู่...ดนตรีไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา เขาเติบโตมากับโบสถ์อยู่แล้ว แต่การใช้ชีวิตอยู่ในหอพัก คบกับเพื่อนนิสัยหลุดโลก ต้องเข้าไปเรียนอะไรที่รู้อยู่แล้ว ก็ยังเป็นเรื่องแปลกประหลาดสำหรับเขาอยู่ดี
เขาไม่ใช่คนชอบสังคม บางครั้งการอยู่ท่ามกลางผู้คนมากๆ ทำให้เขาประสาทกิน ที่จริงวันนี้เทบินสัญญากับพวกอูกยองว่าจะตามไปเข้าชั้นเรียนของดร.ชยอนอารา หากก็ตัดสินใจในวินาทีสุดท้ายที่จะแยกไปเรียนอย่างอื่น หรืออย่างน้อย เขาอาจจะยอมขาดเรียนเพื่อนอนนิ่งๆ ตามลำพังในห้องพัก คิดอะไรเรื่อยเปื่อย
ชองฮวากำลังเตรียมตัวไปเรียน ขณะเทบินนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียง มองดูญาติผู้น้องของตนสวมใส่เสื้อผ้าด้วยท่าทางทะมัดทะแมงอย่างน่าเหลือเชื่อ ทั้งที่ยังคงอมอมยิ้มอยู่ในปาก อีกมือหนึ่งดึงเสื้อ สลับกับอีกมือที่คอยจับก้านอมยิ้ม
เทบินดูแล้วปวดกะโหลก
“แอบมองกล้ามท้องฉันอยู่ล่ะสิ” ชองฮวาพูด ลิ้นเขากลายเป็นสีแดงเหมือนอมยิ้มนั่น “จะดูก็ได้นะ ไม่หวง”
มัดกล้ามหน้าท้องชองฮวาต้องขอบอกว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ลำดับที่แปดของโลก ไม่มีใครมีกล้ามท้องที่สวยเกินไปกว่านี้ ผิวกายเขาสะอาด สะดือก็สวย เอวคอดกำลังพอดี ดูแข็งแรง เทบินไม่อยากจะพูดว่าแท้จริงแล้วก็มองๆ อยู่จึงเพียงแค่ชูนิ้วกลางให้
ชองฮวาหัวเราะ
“พูดบ้างก็ได้ พี่ชาย ปลดปล่อยซะบ้าง ด่าฉันเจ็บๆ ซักทีสิ”
“ด่าไปก็สงสารปาก” เทบินพูด
“แน่ใจนะว่าจะไม่ไปด้วยกัน”
“ไม่ล่ะ”
“ตามใจ”
“นายจะไปกับพวกอูกยองใช่ไหม?”
“อาจจะไปกับยูชอน”
เทบินขมวดคิ้ว “คิดจะทำอะไรกันแน่”
“เปล่านี่ ก็แค่คบเพื่อน”
“อย่าโกหกฉันนะ”
ชองฮวายิ้ม
เทบินถอนหายใจ พลางล้มตัวลงนอน บรรยากาศวันนี้อึมครึมแปลกๆ ตอนนี้เขาไม่มีกะใจจะนั่งจับเท็จใครแล้ว
“ดร.ชยอนอาราสวยจริงหรือเปล่า?” เทบินถาม
“สวย”
“สวยแค่ไหน?”
“สวยตาค้าง สวยเหมือนดารา”
“ดาราคนไหนล่ะ?”
ชองฮวาหยุดคิด ก่อนจะยักไหล่ “ไม่รู้ว่ะ”
.
.
.
“ฟ่านปิงปิง” ยูชอนลงความคิดเห็น “เหมือนฟ่านปิงปิง”
“ฟ่านปิงปิงผสมเมแกน ฟ็อกซ์” ชางมินช่วยเสริม
ยุนโฮฟังแล้วย่นหน้า “ทำไมผสมข้ามเผ่าพันธุ์ปานนั้น”
“ก็หน้าสวยหวานประมาณ ฟ่านปิงปิง แต่เอ็กซ์แตกแบบ เมแกน ฟ็อกซ์ ไง” ความเห็นของชางมินถือเป็นอันว่าเห็นภาพที่สุด
ด้วยจำนวนนักเรียนท่วมท้น ชั้นเรียนวิชาภาษาอราบิคในชีวิตประจำวัน หนึ่งในกระบวนวิชาเลือกในกิจกรรมวิชาการจึงจำต้องย้ายที่เรียนมายังหอประชุมสภานักศึกษาอย่างช่วยไม่ได้
ห้องประชุมรูปครึ่งวงกลมขนาดหนึ่งชั้นครึ่งภายในหนึ่งตัวอาคาร ความจุราวๆ สี่หรืออาจจะถึงห้าร้อยที่นั่ง ยุนโฮ ยูชอน ชองฮวา และชางมิน ผู้สามารถใช้ความเป็นลูกคณบดีเนียนทำตัวประหนึ่งนักศึกษาอิเดนเบิร์ช นั่งอยู่ในแถวที่แปดนับจากด้านหน้า ยูชอนเอาแต่คุยกับชางมิน ส่วนชองฮวานั้นนั่งเอาขาเกยโต๊ะผู้แทนสภาอันศักดิ์สิทธิ์ท่าทางกึ่งหลับกึ่งตื่น ยุนโฮดูจะเป็นคนเดียวในกลุ่มที่ยังสนใจสิ่งที่ดร.ชยอนพูด
“หลายคนคงสงสัยใช่ไหมคะว่าทำไมอาจารย์ถึงสนใจเรียนภาษาอราบิค”
เสียงหวานรื่นหูของเธอสามารถสะกดบรรดานักศึกษาชายได้อยู่หมัด
“ภาษาอราบิคเป็นภาษาโบราณ เป็นรากฐานของภาษาเก่าแก่อีกหลายๆ ภาษาที่ผู้ศึกษาพระคำภีร์สมควรจะรู้ไว้เหมือนกับภาษาฮิบรูและซิรีแอค สมัยเรียนโบราณคดีอาจารย์ลงวิชาเลือกอราบิคเพื่อศึกษาอักษรภาพ การตีความ และคำสอนของศาสนาอิสลามค่ะ มันช่วยได้มากเหมือนกันนะ ปัจจุบันนี้น่าจะมีคนสักราวๆ สองร้อยห้าสิบล้านกว่าคนที่พูดภาษาอราบิคเป็นภาษาแรก เชื่อได้เลยว่านักเรียนที่ตัดสินใจลงเรียนวิชานี้คงจะสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้เวลาเดินทางท่องเที่ยวนะคะ”
ยุนโฮชอบวิธีการสอนของดร.ชยอนมากตรงที่เธอเองนั้นรู้ดีว่าวิชาที่เธอสอนออกจะเจาะจงเฉพาะกลุ่มไปสักหน่อย อราบิคเป็นภาษาเก่าแก่และยาก ปัจจุบันใช้กันเฉพาะในตะวันออกกลาง นักศึกษาอิเดนเบิร์ชทั่วไปคงไม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน นอกเสียจากอยากจะเรียนจบไปสมัครเป็นซีไอเอประจำอิรัก เธอจึงสอนแต่ในสิ่งที่นักเรียนอยากรู้จริงๆ เป็นต้นว่า สวัสดีในภาษาอราบิคพูดว่าอย่างไร หรือขอโทษครับ ห้องน้ำอยู่ทางไหนพูดว่าอย่างไรทำนองนี้
“อาจารย์คงจะไม่สอนเจาะจงลงไปที่เรื่องของไวยากรณ์มากนัก เพราะมันยาก แถมยังต้องใช้เวลาศึกษานานๆ ดังนั้นถ้านักศึกษาคนไหนสนใจเรียนวิชานี้แบบเต็มรูปแบบ ศาสตราจารย์อับดุลราฮิม ฮัจจาร์ ภาควิชาภาษาศาสตร์เปิดสอนวิชานี้อยู่นะคะ”
“โอ๊ย ใครจะเรียน” ชางมินปากร้าย แต่ก็พูดเรื่องจริง
“ก่อนอื่น เรามาลองสำรวจกันก่อนนะคะว่านักศึกษาในห้องนี้มีความรู้เรื่องภาษาอราบิคแค่ไหน เริ่มจาก...คนนั้นก่อนเลย ใช่จ้ะ ลุกขึ้นยืนหน่อยนะ” ชยอนอาราเรียกเด็กผู้ชายร่างสูงโย่งทำผมทรงอัฟโฟรให้ยืนขึ้น ห้องทั้งห้องเงียบกริบ แม้แต่ยูชอนที่จ้อไม่หยุดปากก็ยังต้องหยุดฟัง
“พอรู้จักประโยคง่ายๆ ในภาษาอราบิคสักประโยคไหมคะ?”
“มาร์ฮาบา” อัฟโฟรบอก
อาจารย์คนสวยยิ้มพอใจ “มาร์ฮาบา แปลว่า สวัสดี เก่งมากค่ะ ไปเรียนมาจากไหนเนี่ย?”
อัฟโฟรเกาคาง “ลีโอนาโดครับ”
“หืม?”
“ลีโอนาโด ดิคาปริโอ บอดี้ออฟลายส์”
เพื่อนๆ อัฟโฟรโห่ร้องเป่าปาก
ชยอนอาราหัวเราะ “โอเคๆ เซียนหนังสินะ นั่งลงได้แล้วจ้ะ”
อัฟโฟรโค้งสี่ทิศด้วยท่าทางของนักมายากลอย่างสง่างาม
ด็อกเตอร์สาวเริ่มสอดส่ายสายตามองหาเหยื่อรายใหม่ และในที่สุดเธอก็จงใจเลือกคนที่ดูจะไม่สนใจฟังเธอมากที่สุด “คนนั้นจ้ะ”
ยูชอนตาเหลือก ยกนิ้วชี้จิ้มหน้าอกตัวเอง “ผมหรือครับ?”
“ไม่ใช่ค่ะ หัวส้มน่ะ”
ยูชอนร่ำๆ จะถอนใจ พลันหันไปสะกิดชองฮวา “เขาเรียกนายน่ะ โชคดีนะเพื่อน”
ชองฮวายืนขึ้น ชางมินตั้งใจฟังเขา
“ประโยคภาษาอราบิคง่ายๆ สักประโยคซิคะ” อาราทวนคำถาม
“อานา มอกรามา ฟีค”
เงียบสนิท
ชยอนอาราก็ดูคล้ายจะอึ้งๆ ไปพักใหญ่ ก่อนจะ “โอเคค่ะ เก่งมาก นั่งลงได้แล้วค่ะ”
“อ้าว อาจารย์คร้าบ ทำไมไม่แปลด้วยล่ะคร้าบ ประโยคนี้ลีโอนาโดไม่เคยพูดนะคร้าบ” อัฟโฟรประท้วง
ริมฝีปากอิ่มสวยสีชมพูของหญิงสาวคลี่รอยยิ้มหวานหยด เธอส่ายหน้าแบบจนใจ แล้วเอ่ยว่า “อานา มอกรามา ฟีค แปลว่า ผมตกหลุมรักคุณ”
เสียงโห่เฮจากบรรดานักศึกษาชายกึกก้องหอประชุม ชองฮวายักคิ้ว
ชางมินเอื้อมมือไปตบไหล่เพื่อนผู้พี่ มองเขาอย่างชื่นชมระคนทึ่ง ชองฮวามักสร้างความประหลาดใจเช่นนี้เสมอ
ตั้งแต่วันแรกที่ได้สัมผัสมือกับชองฮวา พวกเขาก็กลายเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน ไม่มีพิรุธใดๆ ส่อเค้าออกมาให้เห็นอีกนับจากวันนั้น และชางมินก็ได้เรียนรู้ว่าชองฮวาคือคนนิสัยดีมากๆ คนหนึ่ง ยุนโฮกับยูชอนเชื่อใจเขามาก แต่หลายครั้งชองฮวาก็ยังดูมีความลับมากเกินไป
ชางมินยังไม่ลืมเหตุการณ์หน้าโรงละครในวันที่ตำรวจพบศพคิมโบกยอง
คงดีกว่านี้ถ้าชองฮวายอมบอกอะไรเขาบ้าง เป็นต้นว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นใคร มาจากไหน และกำลังพยายามทำอะไรที่นี่
ชางมินจะจับตาดูเขา
อย่างน้อยก็เพื่อมิตรภาพและความไว้ใจ
.
.
.
เฮียวรินไม่รู้หรอกว่าตัวเธอหวังจะได้พบกับอะไร แต่เธอก็ขโมยมันมาแล้ว
แฟ้มเอกสารเล่มไม่บางไม่หนานักสามเล่มวางกองอยู่ตรงหน้าเธอ สามสิบนาทีผ่านไป เธอได้แต่นั่งมองมันพลางทอดถอนหายใจแบบคนที่ยังมีความละอายต่อบาป
บ้าน่ะ
จะมัวเกรงใจอะไรอยู่อีก เธอแค่พยายามจะช่วย
เธอบอกขอโทษคนตายทั้งสามในใจ ก่อนพลิกเปิดแฟ้มประวัติ
แฟ้มเหล่านี้บ่งบอกรายละเอียดเกี่ยวกับนักศึกษาแต่ละคนไว้หมด ประวัติการศึกษา เกรดเฉลี่ย วันเดือนปีเกิด กรุ๊ปเลือด ทั้งเรื่องที่ทางครอบครัวไม่ต้องการให้แพร่งพราย
แฟ้มนี้เล่าว่าสามปีที่แล้ว ชเวอึนนาเข้าศึกษาต่อระดับชั้นอุดมศึกษา คณะศิลปะการแสดงเอกกำกับละครเวที วิทยาลัยอิเดนเบิร์ชด้วยทุนนักเรียนกิจกรรมดีเด่นจากโรงเรียนหญิงล้วนมีชื่อ พ่อแม่ของเธอทำธุรกิจการค้ามีรายได้มั่นคง เธอทำกิจกรรมเพื่อวิทยาลัยมากมาย กำกับละครเวทีประจำปีสองเรื่อง ไม่นับรวมโครงการเล็กน้อยยิบย่อยรายชื่อยาวเป็นหางว่าว เธอได้รับรางวัลนักเรียนดีเด่นสาขาส่งเสริมกิจกรรม ผลการเรียนของชเวอึนนาสามปีซ้อนอยู่ในระดับดาวทองหรือดีเยี่ยม
ปาร์คจุงอาเกิดวันที่สิบเจ็ดสิงหาคม ราศีสิงห์ อายุสิบเก้าปี เธอเป็นโรคภูมิแพ้ บิดาทำธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ ในขณะที่มารดาเป็นผู้บริหารระดับสูงของสายการบินระดับประเทศ พ่อแม่เธอบริจาคเงินช่วยเหลือกิจการภายในต่อปีเป็นเงินเจ็ดหลัก เธอกับพี่ชายเข้าเรียนในอิเดนเบิร์ชได้โดยไม่จำเป็นต้องสอบวัดพื้นฐานด้านศิลปะ เทอมที่แล้วจุงอาทำเรื่องขออนุญาตและผ่อนผันในการติดตั้งอ่างน้ำร้อนในหอพักหญิง ขอปรับเปลี่ยนฝ้าเพดาน เปลี่ยนลูกกรงระเบียง และเพิ่มทีวีพลาสม่า ทางวิทยาลัยอนุญาตให้เธอทำตามนั้น
เฮียวรินใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้คลึงดั้งจมูกตนเองเบาๆ คลายความมึนตึง
ส่วนคิมโบกยองเป็นนักศึกษาเอกเดียวกับปาร์คจุงอา เป็นนักเรียนทุนบัลเล่ต์จาก สคูลออฟอเมริกันบัลเล่ต์ อันเกรียงไกร เธอเป็นชาวเกาหลี สัญชาติอเมริกัน ประวัติการศึกษาในชั้นก่อนๆ ของเธอล้วนอยู่ที่นั่น เด็กสาวเกิดจากคู่สามีภรรยาต้นตระกูลผู้ดีเก่า ผลการเรียนวิชาบัลเล่ต์ของเธออยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม แต่วิชาอื่นๆ ยังกระท่อนกระแท่นเอาแน่เอานอนไม่ได้ เมื่อต้นเทอมครอบครัวของเธอร่วมสมทบทุนโครงการบูรณะอนุเสาวรีย์และโบสถ์เซ็นต์อิเดนเบิร์ชเป็นจำนวนเงินหลายล้านวอน เฮียวรินหมายถึง...หลายๆ หลายๆ ล้านวอน...ส่งผลให้เธอได้รับบทเลดี้แมคเบธคู่กับปาร์คยูชอนในละครเวทีประจำปี
ไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ ระหว่างเด็กสาวสามคน สิ่งที่ดูคล้ายคลึงและเห็นบ่อยที่สุดในแฟ้มทั้งสามเล่มนี้นอกจากตัวเลขเงินบริจาคแล้ว ก็เห็นจะมีแต่ชื่อ ปาร์คยูชอน
ชเวอึนนากำกับละครเวทีที่มีปาร์คยูชอนเป็นพระเอกเกือบสิบเรื่อง คิมโบกยองเล่นละครประกบเขา และปาร์คจุงอาใช้เส้นสายเพื่อให้ได้ทำงานในตำแหน่งผู้ดูแลนักแสดงนำ
อะไรนะ?
เฮียวรินสั่นศีรษะ
ฆ่ากันแย่งผู้ชายนี่...งี่เง่าเกินไปล่ะมั้ง...
เธอลากสายตาพิจารณาตัวหนังสือเล็กๆ บนหน้ากระดาษอีกครั้ง กระทั่งไปสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างที่แสนผิวเผินเลื่อนลอย หากกลับทำให้เธอสั่นไปทั้งร่างอย่างไร้เหตุผล
ประชากรเกาหลีเกือบห้าสิบเปอร์เซ็นต์ที่ไม่นับถือโดยตรงต่อศาสนาใด เป็นพุทธ ขงจื๊อ ชอนโดเกียว และอิสลามเฉลี่ยกันไปประมาณสามสิบเปอร์เซ็นต์ ที่เหลือยี่สิบกว่าเปอร์เซ็นต์เป็นคริสตศาสนิกชน
ปาร์คจุงอาและคิมโบกยองนับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ ชเวอึนนาถือคริสต์คาทอลิกเคร่งครัด
จู่ๆ ความคิดเฮียวรินก็เริ่มทำงาน
หญิงพรหมจรรย์ผู้มีศรัทธางั้นหรือ?
“ไม่นะ”
ศาสตราจารย์สาวแทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่สมองเธอเริ่มฉายภาพให้เห็น
To be continued...
:)
)

)กับน้องกันเลยทีเดียว แต่จุนจังชอบซะงั้น จุนจังมาโซอ่ะ
ระทึกทั้งกับยูซูและผีอึนนา ซึ่งเจ๊ยังคงพูดไม่ได้เหมือนเดิม
(มาบ่อยมาก แต่ก็ยังไม่สามารถจัดการกับเลือดตัวเองได้ ^^")
ปล่อยยูซูให้มีความสุขแบบแตกต่างไว้ตรงนั้น
แต่เรามามีความสุข+สะใจกับ...
"จุนซูเป็นอะไรที่จับต้องได้ เกิดมาเพื่อให้รัก ให้เอ็นดู ถ้าคุณมองตาเขาแล้วไม่รักเขา
คุณบ้า
อันนี้ต้องบ้าแล้วจริงๆ เท่านั้น
คุณแค่อิจฉาเขา คุณจึงอคติต่อเขา ตามตรรกที่กล่าวอ้างอิงมาแล้วข้างต้น เหตุผลของคุณมันงี่เง่าเกินทำความเข้าใจ"
โดนใจมากที่สุด หมัดเด็ดพุ่งใส่ "คนบ้า" เต็มๆ
สะใจๆ อยากเมลล์ไปให้คนบ้าคนนั้นให้อ่านมากมาย
555+
(เรารู้เรื่องกันเท่านี้นะ เหยียบไว้ๆ)
ตอนท้ายลุ้น กับจุนซูมาก
เจ๊อึนนานมาระยะประชิด กับจุนซูที่อยู่ในสภาพแต่งกายไม่เรียบร้อย
(อิจฉา.... แป่ว!!)
โชคดีที่ปาร์คตื่นมา ขอบคุณมาก กรูนึกว่าพี่แกจะตื่นมาอีกทีตอนเช้าเจอจุนซูหัวใจหยุดเต้นอยู่ในห้องน้ำ
^^" ปาร์คจ๋า ที่หลังเอาโซ่ แส้ กุญแจมือผูกติดกันไว้ตอนนอนด้วยก็ดีนะ
จุนซูประสบภัย พี่จะได้ตื่นหรือรับรู้บ้าง
(ถอนหายใจยาว...ย้าวยาว)
จบจากจุนซูน่ารัก ก็มาเจอชองฮวาน่าฟัด
(ชองฮวาถีบแสกหน้าด้วยท่าฟลามิงโก้)
“อานา มอกรามา ฟีค”
กรี๊ดกร๊าดๆๆ อาจารย์ค่ะอาจารย์ทนได้อย่างไร
เป็นดิฉันคงกรี๊ดสลบ ให้ได้ขายขี้หน้านักเรียนเต็มห้องนั้นแล้ว
น่ารักได้อีกนะ ชองฮวา
ว่าแต่ตกลงชองฮวานี่เกือบใช้เจมส์บอนด์แล้วนะ
พูดได้ทุกภาษา ขาดแต่รถบีเอ็มแปลงร่างได้เท่านั้นเอง
(เมิงจะอ้างถึงเจมส์บอนด์หรือ ทรานสฟอร์มเมอร์ไม่ทราบ)
ตอนนี้แม่-ลูกตระกูลชิมดูจะเป็นเพียงไม่กี่คนที่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
ชางมินแม้จะคลายสงสัยชองฮวาไปได้นิดหน่อย
แต่ก็ไม่ได้ประมาทเสียทีเดียว
ส่วนศ.ชิมก็เหมือนเจออะไรบ้างอย่างเข้าแล้ว
ตอนต่อไปท่าทางจะเริ่มสนุก
เพราะหลายคนเริ่มมีข้อมูลประหลาดๆอยู่ในมือ
รอคอยตอนต่อไปอย่างจดจ่อ
เป็นกำลังใจให้น้องเสมอ ... จุ๊บุๆ
#1 By bonychaos (58.8.197.2) on 2009-07-21 09:33