Demon Authorized (12)
posted on 16 Jul 2009 13:59 by bleaf-me in demon-authorized
Title: Demon Authorized
Author: b.leaf
Staring: Dong Bang Shin Gi (SM Entertainment) / (C) b.leaf's Original Characters
Pairing: Yoonho/Jaejoong, Yoochun/Junsu
Genre: AU, Mystery, Thrillers, Horror ; !Against religion & beliefs (Christian Beware)
Rate: R
Warning: นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกเขียนขึ้นจากความพึงพอใจส่วนบุคคล และไม่มีเจตนาจะกล่าวพาดพิง กระทบกระทั่ง กลุ่มคนหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งทั้งสิ้น เนื้อหาเกี่ยวเนื่องถึงความสัมพันธ์แบบชายรักชาย ชื่อบุคคลหรือสถานที่หลายอย่างที่อ้างถึงเขียนขึ้นจากจินตนาการและอาจไม่มีอยู่จริง หากการอ่านนิยายเรื่องนี้ทำให้ท่านรู้สึกตะขิดตะข่วง ลำบากใจ ลำบากกาย ถือเป็นความทรมาน รับไม่ได้ ไม่ชอบ ขอความกรุณาปิดหน้านี้ลงอย่างสันติ ขอบคุณมากๆที่เข้ามาเยี่ยมเยียนบล็อกนี้ค่ะ ^^
- - -
12.
ยุนดองฮวานเพิ่งกลับจากสนามซ้อมกีฬา ขณะหอพักใกล้ถึงเวลาปิด เขาเป็นคนเดียวที่ยังคงเดินอ้อยอิ่งอยู่ในล็อบบี้ สวมชุดวอร์มสีขาวปักตราอิเดนเบิร์ชสุดโก้ สะพายกระเป๋าเสื้อผ้านักกีฬารูปทรงกระบอกไว้บนไหล่
ยามเฝ้าประตูจ้องตามเขาด้วยสายตาดุดันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดามาก ยามหอชายแต่ละคนดุเป็นหมา ทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของสถานที่ประหนึ่งว่าข้านี่แหละคือผู้ที่ฉี่จองอาณาเขตแถบนี้ไว้ วิทยาลัยมอบหมายให้พวกเขาเฝ้าประตู และพวกเขาก็ทำหน้าที่เฝ้าประตูอย่างแข็งขัน คือถึงจะมีใครฆ่ากันตายบนตึก ยามพวกนี้ก็จะไม่ใส่ใจ ขอแค่ประตูยังไม่หายไปไหนก็เกินพอ
ดองฮวานขึ้นบันได ขณะยังคงรู้สึกว่ามีสายตาอาฆาตคู่หนึ่งจ้องตามหลัง หอพักชายทุกหอมีลิฟท์ แต่ดองฮวานชอบใช้บันไดมากกว่า เขาพักอยู่แค่ชั้นสองจึงวิ่งไปโดยพยายามหายใจแบบนักวิ่งมาราธอนเพื่อไม่ให้หอบ
กล้ามเนื้อตามตัวเขาอ่อนล้ามาก เส้นเลือดตรงน่องขาเขม็งเกลียวและปูดโปนทุกครั้งที่เขาย่ำเท้า ร่างกายเขาสูญเสียน้ำ เหงื่อกาฬโทรมกาย แต่จะแปลกไหมที่ดองฮวานชอบความรู้สึกนี้ เพื่อนหลายคนมองว่าเขาเป็นโรคจิตชนิดหนึ่ง เป็นพวกบ้ากล้าม บ้าพลัง เป็นผู้ชายประเภทไร้สมองหมดน้ำยา ไอ้นั่นเล็กใช้การไม่ไหว จึงพยายามพิสูจน์ตัวเองกับอะไรบางอย่างที่งี่เง่า ทว่าดองฮวานรู้จักตนเองดีกว่านั้น
กลไกต่างๆ ของมนุษย์เป็นเรื่องอัศจรรย์แต่ก็มีข้อจำกัด แม้คนเราจะมีจิตใจ มีความนึกคิดอันล้ำลึกแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่น หากผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์บ่งบอกไว้ชัดว่าเมื่อถูกใช้งานมากร่างกายของเราจะเข้าสู่ภาวะเสื่อมถอย และมีสภาพไม่ต่างอะไรกับตุ๊กตาผ้าอ่อนปวกเปียก สักวันเมื่อโลกถึงคราวกาลปาวสาน ดาวเคราะห์ดวงนี้หวนกลับไปสู่ยุคหิน มนุษย์ก็คงเป็นอีกเผ่าพันธุ์หนึ่งที่จำต้องสูญสิ้นไปเหมือนไดโนเสาร์
หากดองฮวานกลับคิดตรงข้าม เขาเชื่อเสมอว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตเดียวในโลกที่สามารถข้ามขีดจำกัดต่างๆ ได้ เมื่อศตวรรษที่สิบเก้า มนุษย์นามออร์วิลและวิลเบอร์ ไรท์ เริ่มคิดค้นวิธีที่จะบิน เราคิดค้นยาปฏิชีวนะและวัคซีนต่อต้านไวรัสจนสามารถเอาชนะโรคระบาดร้ายแรงในอดีต และแล้วเมื่อวิวัฒนาการก้าวหน้าขึ้นไปอีก มนุษย์สามารถพูดคุยกันผ่านสัญญาณที่มองไม่เห็นในอากาศ พวกเราต่อต้านแรงโน้มถ่วง ค้นพบวิธีสร้างระเบิดนิวเคลียร์ เราเริ่มโคลนนิ่งมนุษย์ และอีกหน่อยเราจะชนะความเจ็บไข้ ความเสื่อมถอยของสังขาร และความตาย
สิ่งที่ดองฮวานทำอยู่นี้ก็เพื่อพิสูจน์ว่ามนุษย์ไม่ใช่สิ่งของ หรือแม้แต่เป็นเพียงสัตว์ชนิดหนึ่ง
ทุกครั้งที่ได้ออกกำลังกาย ดองฮวานจะหักโหมทำ เขาชอบให้เหงื่อตนเองไหลออกมาเป็นน้ำ ชอบความรู้สึกที่ก้อนเนื้อในอกเต้นระรัว ชอบตอนกล้ามเนื้อยึดเกร็ง ชอบความเจ็บปวดที่ไหลบ่าตามมาเป็นระรอก สมองของเขาปรอดโปร่งเมื่อได้ทำสิ่งเหล่านั้น เหมือนได้มองเห็นแสงขาวโพลนที่มักจะสว่างวาบขึ้นในสมองผู้ชายหลังถึงจุดสุดยอด
เมื่อมาถึงชั้นสอง ดองฮวานตั้งต้นวิ่งเหยาะๆ ไปตามโถงทางเดินอันว่างเปล่า ผ่านประตูห้องพักแต่ละบานซึ่งขนาบอยู่สองข้างทาง เขาได้ยินเสียงดนตรี บางห้องมีเสียงหัวเราะ เสียงบรรยายสารคดีสัตว์โลกบ้าง เสียงด่าทอกันบ้าง และบางห้องก็เงียบกริบ กระทั่งผ่านหน้าห้องของซึงฮุนกับอินซอง ดองฮวานถึงได้หยุดแวะฟังเสียงครางอึงอล
เขาแอบนึกขันอยู่ในใจเมื่อได้ยินอินซองอ้อนวอนให้ซึงฮุนหยุด แต่เสียงครวญอย่างเสกสมอารมณ์หมายของเขาเองนั่นแหละที่ไม่ยอมหยุด แล้วกิจกรรมหรรษาก็จะดำเนินไปเช่นนั้นจนถึงรุ่งเช้า ให้ซึงฮุนมาโอดครวญกับเพื่อนข้างห้องหลังจากถูกรุมประณามว่า ‘เฮ้ย ขอโทษทีว่ะ แฟนฉันไม่รู้เป็นอะไร คึกอย่างกับตุ๊กตากระต่ายใส่ถ่านอัลคาไลน์ยังไงยังงั้น’
แอบฟังอยู่อีกครู่หนึ่งก็ผละออกมา เมื่อเห็นว่าครั้งนี้ก็คงจะเป็นเหมือนเช่นทุกครั้ง ชายหนุ่มร่างบึกบึนเงื้อกำปั้นขึ้นหมายเคาะห้องของตน พอดีกับที่เขาได้ยินเสียงพูดของชองเทบิน ซุ่มเสียงที่พอได้ฟังแล้วเชื่อเถอะว่าไม่มีทางลืมได้ลง
ทั้งยังใบหน้าขาวสวยกับดวงตาสีฟ้าใสนั่น
เทบินเป็นคนเงียบๆ เงียบจนน่ากลัว สีหน้าไม่แสดงอารมณ์ แต่ดูเย้ายวนอย่างประหลาด ใครๆ ก็คลั่งไคล้เขา ครั้นก็ลือกันให้แซดว่าอย่าไปทำรุ่มร่ามกับเทบินเข้าล่ะ หัวอาจขาดได้ กับดองฮวานเองก็เถอะ ถึงแม้จะเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน แต่เทบินก็ไม่ใช่คนที่ใครจะเข้าไปคลุกคลีตีโมงด้วยง่ายๆ เขามีโลกส่วนตัวที่ไม่ยอมให้ใครสัมผัสได้ถึง เหมือนมีเกราะโปร่งแสงบางๆ ห้อมล้อมอยู่
ดองฮวานยิ้มมุมปาก
เขาอยากฟังเสียงนั้นกรีดร้องสักที
ดองฮวานละความคิดที่จะเข้าห้องของตน แนบใบหูกับประตูห้องตรงข้ามเพื่อฟังเสียงเทบิน
“למה אתה לא לישון? אתה צריך לנוח”
(ทำไมยังไม่นอน นายต้องพักผ่อนบ้างนะ)
เสียงนั้นพูดบางอย่างที่ดองฮวานฟังไม่เข้าใจ สังเกตจากสำเนียงแล้วคงเป็นภาษาโบราณที่ใช้กันในช่วงก่อนคริสตกาลเลยทีเดียว
“האם אתה יודע שאנחנו מבלים25שנות חיינו ישן”
(นายไม่รู้หรือว่าชีวิตคนเราหมดเวลาไปกับการนอนเฉลี่ยแล้วตั้งยี่สิบห้าปีเชียวนะ)
นี่เสียงชองฮวา
“על מה אתה חושב?”
(คิดอะไรอยู่งั้นหรือ?)
“פגשתי ילד בשםKim Junsu הוא אמר שהוא ראה אותנו”
(ฉันเจอคนคนนึง ชื่อคิมจุนซู เขาบอกว่าเขาเห็นเรา)
"מה?"
(ว่าไงนะ?)
"הוא ראה אותך"
(เขาเห็นนาย)
“זה נראה כאילו יש לנו יותר מדי עדים אל תשכח כיChangminילד”
(ดูเหมือนว่าเราจะมีพยานรู้เห็นมากเกินไปแล้วนะ อย่าลืมเด็กที่ชื่อชางมินอะไรนั่นอีกล่ะ)
“אני יהיה לנסות לתקן את הדברים”
(ฉันจะทำให้มันดีขึ้น)
“ ניסית לעבוד על דבריםChung-hwa רק תן לי לעזור לך”
(นายจะทำให้มันเลวลงน่ะสิ ชองฮวา ให้ฉันช่วยนายเถอะ)
“זה לא העסק שלך”
(นี่มันไม่ใช่ธุระของนาย)
“אתה נמצא העסק שלי,אח”
(แต่นายเป็นธุระของฉันว่ะ น้องชาย)
.
.
.
ยุนโฮติดอยู่ในที่ที่ทั้งมืดและแคบ
เขามองไม่เห็นอะไร หรือแม้แต่ได้ยินเสียงใด นอกจากเสียงลมหายใจที่ทั้งลึกและยาวนานของตนเอง
ไฟฉายเจ้ากรรมจู่ๆ ก็เกิดขี้เกียจทำงานขึ้นมาเสียดื้อๆ ยุนโฮใช้อุ้งมือเคาะกระบอกไฟซ้ำๆ เหมือนอย่างที่ตัวเอกในหนังสยองขวัญชอบทำ เขาไม่รู้หรอกว่ามันช่วยอะไรได้ แต่วิธีนี้ก็ดูจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเท่าที่มีอยู่
แขนเขาติด เหงื่อไหลชุ่มแผ่นหลังจนเสื้อผ้าแนบลำตัว ยุนโฮไม่รู้ว่าตนควรจะจัดระเบียบร่างกายอย่างไรในช่องว่างกั้นด้วยไม้กระดานด้านหลังเวที ซึ่งแคบและมืดพอๆ กับคุกใต้ดินสำหรับใช้ทรมานนักโทษสงคราม เขาพยายามเคลื่อนไหว เสี้ยนไม้เริ่มทิ่มตามเนื้อตัวเขา ตะปูเกี่ยวเสื้อผ้าเขา
ให้ตายเถอะสวรรค์ เขาแค่อยากได้โทรโข่งคืน
เมื่อวานอูกยองเป็นคนขนอุปกรณ์มาเก็บ อูกยองเป็นคนตัวเล็ก คงไม่ใช่เรื่องยากอะไรสำหรับเขาที่จะแทรกตัวหรือแม้แต่เล่นกายกรรมในช่องแคบๆ นี้ หลังจากชเวอึนนา ผู้กำกับละครเวทีคนเก่า กับคิมโบกยอง ผู้รับบทเลดี้แมคเบธ ถูกพบเป็นศพอยู่ภายในบริเวณโรงละคร ข่าวลือเรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติเกี่ยวกับพวกเธอก็เริ่มแพร่สะพัด แม้ยังไม่มีใครเห็นวิญญาณพวกเธอจริงๆ แต่ก็กลัวกันจนหัวหด ด้วยเหตุนี้เวลาใครถูกสั่งให้นำอุปกรณ์ไปเก็บ พวกเขาจะทำตัวมักง่ายเหมือนอย่างที่อูกยองกำลังทำอยู่ คือโยนๆ มันไปส่งเดชแบบผักชีโรยหน้า แค่พอเวลาใครเดินเข้ามาในโรงละครตอนเช้าจะไม่เห็นสิ่งอันไม่พึงประสงค์ ซึ่งเบื้องหลังนั้นอาจมีขยะกองผะเนินถูกซ่อนไว้ใต้เวทีให้ภารโรงเฒ่ามาตามเก็บกวาด
ยุนโฮรู้สึกได้ว่ามีฝุ่นผงเป็นตันๆ เข้าไปยัดในโพรงจมูก เขาจึงพยายามหายใจเข้าทางปาก และพ่นลมหายใจออกทางจมูกแรงๆ แบบสุนัขที่เป็นหวัด ตอนนี้เขาออกจะสมเพชตัวเองอยู่ไม่น้อย เขาลองเปิดไฟฉายอีกครั้ง
ไม่ติดเลย
หลอดไฟคงขาด
ตอนนี้ยุนโฮตระหนักแล้วว่าการดูหนังมากไปไม่ได้ช่วยอะไรเขา เหมือนๆ กับที่การศึกษาซึ่งอวดอ้างมาเสียสวยหรูไม่เคยช่วยอะไรพระเอกหนังสยองขวัญได้เหมือนกัน
ชายหนุ่มขยับร่างกายสูงใหญ่ของตนไปด้านข้าง เขาเตะกล่องอุปกรณ์เข้าอย่างจังถึงสองครั้ง หากยังไม่เข็ดหลาบ ยุนโฮรอเวลาให้สายตาของเขาปรับชินกับความมืด แต่ความหวังนั้นก็ดูจะลางเลือนเต็มที เมื่อในขณะนี้เขามองไม่เห็นแม้แต่มือตัวเอง
เขาถอนใจอย่างหมดหวัง ก่อนตัดสินใจจะถอยกลับ
ตอนนั้นเองที่เขาได้ยินเสียงฝีเท้า
เขากลั้นหายใจ เงี่ยหูฟังจังหวะการเดินเนิบนานนั้นอย่างจนปัญญา มันใกล้เข้ามา และไม่มีทีท่าจะหยุด เขาจึงลองพลิกตัวไปด้านข้าง
ไม่ไหว ไหล่ติดอีก
หนังสยองขวัญหลายๆ เรื่องพิสูจน์ความจริงแห่งสันชาตญาณมนุษย์ว่า เวลาคนเรากำลังกลัวมักจะทำอะไรโง่ๆ หลายครั้งที่เราอดหัวเราะไม่ได้กับการกรีดร้องโหยหวนที่ไม่มีวี่แววสิ้นสุด หญิงสาวที่วิ่งหนีฆาตกรโรคจิตหัวซุกหัวซุนจนเสื้อผ้าหลุดไปทีละชิ้น ยุนโฮเคยครุ่นคิดว่ามันจะเป็นไปได้หรือที่ความหวาดหวั่นเพียงชั่วอึดใจจะริดรอนสติปัญญาที่เคยมีอยู่ไปจนสิ้น หากตอนนี้เขาว่าเขาเริ่มจะเข้าใจ
สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์อาจจะดูเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ใจ ทหารเดนตายในสงครามเวียดนามที่จำเป็นต้องกินเนื้อมนุษย์เพื่อความอยู่รอด คนที่ติดอยู่ใต้ซากตึกเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์เป็นเวลาหลายๆ วันแล้วยังคงหายใจได้อยู่ พวกเขาทำได้อย่างไร จิตใจอันเข้มแข็งงั้นหรือ ความโหยหาที่จะได้เจอหน้าครอบครัวอีกครั้งหรือ
ใช่ มันอาจเป็นส่วนหนึ่ง แต่เป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ เล็กมากยิ่งกว่าขี้เล็บ
แท้จริงแล้วสัญชาตญาณมนุษย์คือความเห็นแก่ตัวต่างหาก คนเราทุกคนกลัวตาย และนั่นคือใจความสำคัญที่ผลักดันให้คนเราทำอะไรที่ไม่น่าเชื่อว่าจะทำ
ด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ ยุนโฮจึงเริ่มทำตัวเป็นพระเอกหนังสยองขวัญห่วยแตกนั่น คือเขาเคาะกระบอกไฟฉายแรงๆ ซ้ำๆ อีก หวังให้มันติด เพราะความมืดทำให้เขาขวัญกระเจิง การถูกบีบให้มองไม่เห็นจุดต่อมจินตนาการอันน่าพิศวงขึ้น คล้ายการหยอดเมล็ดพันธุ์แห่งความกลัวลงไปในดิน เฝ้ารอมันค่อยๆ เติบโต
เสียงฝีเท้าหยุดลงในที่สุด เสียงลมหายใจฟืดฟาดดังขึ้นแทนที่
ที่สำคัญมันอยู่ใกล้แค่ริมหู
ซวยแล้ว
ยุนโฮกระทุ้งก้นกระบอกไฟฉายกับผนัง กดปุ่มเปิดปิดการทำงานซ้ำๆ อย่างร้อนรน ครั้งนี้เขาไม่แน่ใจว่าตนต้องการให้ไฟติดหรือเพื่อแค่อย่างน้อยจะมีใครสักคนข้างนอกได้ยินว่าเขาติดอยู่ในนี้ ตัวเขาเริ่มสั่นสะท้านอย่างควบคุมไว้ไม่อยู่ ภายในโพรงอกรู้สึกได้ถึงความร้อนระอุอันเกิดจากจังหวะการกระหน่ำเต้นของหัวใจตนเอง ไม่ว่าเจ้าของลมหายใจโรคจิตนี้จะเป็นคนหรือผี เขาก็ชนะแล้ว
ยุนโฮกลัวสุดชีวิต
ติดสิ ติดสิ ติดสิ !
ทันใดนั้น ฝ่ามือหนึ่งพุ่งตรงเข้าจับข้อแขนเขา ยุนโฮสะดุ้งโหยง ก่อนแสงจ้าของไฟฉายกระบอกเดิมจะสว่างวาบ
“แจจุง!”
คิมแจจุงหยีตาเมื่อถูกแสงจากไฟฉายส่องเข้าตรงๆ ที่หน้า
“พระเจ้า ฉันนึกว่าจะโดนปาดคอตายอยู่ในนี้ซะแล้ว”
แจจุงหัวเราะ “รุ่นพี่เข้ามาทำอะไรในนี้หรือครับ?”
“หาของน่ะ ให้ตายเถอะ หัวใจจะวาย” ยุนโฮเอาแต่สบถพร่ำเพรื่อ ถ้าแม่เขามาได้ยินเข้าคงไม่ชอบใจแน่
“ผมอยู่ข้างนอก พอดีได้ยินเสียง ตอนแรกนึกว่าหนูซะอีก”
“เป็นหนูที่ตัวใหญ่มากเลย แขนฉันติดเนี่ย ทุเรศตัวเองจริงๆ” เผลอสบถอีกแล้ว
คนทั้งสองได้แต่หัวเราะใส่กันเหมือนคนบ้า ยุนโฮทั้งอายทั้งประหม่าต่อหน้าแจจุง สภาพเขาตอนนี้คงดูไม่จืด
“รุ่นพี่หาอะไรอยู่หรือครับ?” แจจุงถาม
“โทรโข่งน่ะ” ยุนโฮบอก
“ผมขอไฟฉายนะ” แจจุงหยิบไฟฉายจากมือเขา แล้วใช้มันส่องทาง ตอนนี้ไฟฉายเฮงซวยนั้นก็ดูจะใช้การได้ดีราวกับไม่เคยเกเรมาก่อน
หนอย...ไฟฉายเจ้าชู้
“ขอโทษนะครับรุ่นพี่” แจจุงยิ้มให้เขา เป็นยิ้มที่สว่างไสวดุจแสงแดดในเวลาเช้า ร่างบางแทรกตัวเบียดเขาโดยหันหลังให้ ค่อยๆ ก้าวไปด้านข้างเหมือนอย่างที่เขาพยายามทำแต่ไม่สำเร็จนั่น แจจุงไม่ใช่คนร่างเล็ก ทว่าแบบบาง เขาสามารถเคลื่อนไหวในนี้ได้ดีกว่าเขาร้อยเท่า
แจจุงมุดลอดใต้แขนข้างหนึ่งมายืนอยู่แนบอกเขา ยุนโฮได้กลิ่นเส้นผมหอมยวนใจ ผิวกายพวกเขาเบียดกัน ยุนโฮกัดลิ้น พยายามอดกลั้นไม่ให้ตัวเองส่งเสียงแปลกๆ ออกไป แล้วแจจุงก็ค่อยๆ ทรุดกายลงต่ำ เอื้อมมือข้างหนึ่งไปคว้าโทรโข่งมาให้
ยุนโฮแทบลืมหายใจ ในใจเรียกร้องหาพระเจ้า
“ได้แล้วครับ”
แจจุงหันมาเพียงเสี้ยวหน้า ยุนโฮหลับตาปี๋เมื่อริมฝีปากเขาสัมผัสผิวนุ่มละมุนของแจจุงเข้าโดยบังเอิญ แจจุงหยุดยืนอยู่ตรงนั้น ไม่ยอมขยับไปไหนสักที แม้ในนี้จะทั้งร้อนทั้งเหม็น เวลาคล้ายกับถูกกดปุ่มแช่แข็ง ในที่สุดแจจุงก็ดับไฟฉาย
ความมืดคืบกรายเข้ามา น่าแปลกที่ยุนโฮยังคงมองเห็นใบหน้าหวานหยดเหมือนตุ๊กตาเด็กผู้หญิงนี้ เขารู้ได้เองว่านัยน์ตาสีดำสนิทนั้นกำลังจ้องมองเขา ด้วยริมฝีปากสีแดงเผยอเล็กน้อย ลมหายใจผะแผ่ว ยุนโฮเฝ้ามองแจจุงมานานมากเหลือเกิน นานจนเขาสามารถจดจำทั่วทั้งร่างกายนี้ได้ขึ้นใจ นานมากพอที่ถึงแม้จะมองไม่เห็นแต่เขาก็จินตนาการถึงความงดงามในแบบฉบับคิมแจจุงได้ เขาเห็นรอยสักรูปปีกนางฟ้าถึงมันจะถูกซ่อนอยู่เบื้องใต้เสื้อผ้า และเขาเห็นมันกระทั่งในฝัน
มือเรียวสวยเคลื่อนไหวในความมืด ยกขึ้นประคองท้ายทอยเขาเอาไว้ แล้วความอุ่นชื้นก็ประทับลงตรงปลายคาง
เขาได้ยินเสียงแจจุงหัวเราะแว่ว เป็นเสียงที่เบามากๆ แต่เขาก็ยังได้ยิน
เขารู้ด้วยว่าแจจุงจงใจจูบเขา เพียงแค่หาปากไม่เจอเท่านั้น
“ออกไปจากนี่กันเถอะครับ”
ยุนโฮไม่ได้พูดอะไร บอกตรงๆ ว่าเขาพูดไม่ออก จึงได้แต่ถัดกายไปด้านข้างในทิศทางที่เขาเข้ามา เสี้ยนไม้ตำแขนเขาอีก ทว่าคราวนี้เขาไม่รู้สึกเจ็บเลย
.
.
.
มันไม่ใช่เรื่องของความรับผิดชอบ ไม่เกี่ยวกับภาระหน้าที่ซึ่งต้องแบกรับ หรืออะไรที่ฟังดูแล้วระรื่นหูอย่างนั้น สิ่งที่เธอกำลังทำอยู่เป็นเรื่องของจิตใจล้วนๆ
ไม่เคยมีหมอดูคนไหนทักว่าในอนาคตเธอจะเติบโตขึ้นมาเป็นโจรลักเล็กขโมยน้อย ตัวเธอเองก็รู้ว่าไม่มีวัน ก่อนนี้บอนนี่กับไคลด์ก็อาจจะคิดเหมือนเธอ
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ ศาสตราจารย์ชิม วันนี้มาทำงานแต่เช้าเลยนะคะ” เสียงใสๆ ของลูกจ้างสาวแต่งกายเรียบร้อยร้องทักเมื่อเธอผลักประตูห้องระเบียนเข้ามา เฮียวรินใจสั่นเล็กน้อย หากก็ตั้งสติ พยายามส่งยิ้มแบบไม่มีพิรุธให้กับลูกจ้างสาว
“อรุณสวัสดิ์จ้ะ”
“มีอะไรให้ฉันช่วยไหมคะ ศาสตราจารย์”
“ว่าจะมาขอรายชื่อนักเรียนหน่อยจ้ะ”
“คณะอะไรคะ?”
“บัลเล่ต์ปีสองจ้ะ”
“ได้เลยค่ะ ศาสตราจารย์ รอฉันสักครู่นะคะ”
สายตาเธอไม่ได้จับอยู่ที่คู่สนทนา แต่กวาดมองเข้าไปภายใน พื้นที่ห้องระเบียนส่วนกลางของวิทยาลัยใหญ่โตเกินกว่าที่ใครๆ จะคาดเดา ชั้นเก็บเอกสารขนาดยักษ์สูงจากพื้นจรดเพดานโปร่ง ถูกแยกเก็บเป็นแถวแนวซับซ้อน เฮียวรินเกือบเข้าใจแล้วว่าเพราะอะไรการรับสมัครเจ้าหน้าที่แผนกนี้จึงจำต้องมีการสอบคัดเลือกเข้มงวดกว่าแผนกอื่น
ลูกจ้างสาวเดินเลี้ยวจากเค้าท์เตอร์ไปในห้องที่มีป้ายติดหราว่า ‘เฉพาะเจ้าหน้าที่’ ก่อนจะกลับออกมาพร้อมกับพวงกุญแจพวงใหญ่ที่ไม่ได้ใช้ห้อยกุญแจ แต่เก็บรวมคีย์การ์ดหลายใบเอาไว้
เฮียวรินไม่ได้สอนนักศึกษาบัลเล่ต์ชั้นปีที่สอง
จริงอยู่ที่วิชาประวัติศาสตร์พื้นฐานเป็นวิชาบังคับสำหรับนักเรียนทุกคนที่นี่ แต่เฮียวรินนั้นสอนประวัติศาสตร์ชั้นสูงกว่านั้น เธอจะสอนนักศึกษาปีสามถึงสี่เสียเป็นส่วนใหญ่ บางปีเธออาจได้สอนเด็กปีหนึ่งบ้าง แต่เฉพาะปีไหนที่โชคร้ายสุดๆ เท่านั้น
แล้วเธอมาที่ห้องระเบียนส่วนกลางเพียงเพื่อขอรายชื่อนักศึกษาวิชาที่เธอไม่ได้สอนทำไมน่ะหรือ?
เหตุผลเดียวกับบอนนี่และไคลด์นั่นแหละ
ใช่ เธอมาขโมย
เจ้าหน้าที่สาวเดินนำเธอไป ขณะสาละวนอยู่กับการหาคีย์การ์ดที่ต้องการ เฮียวรินสอดส่องว่ามีกล้องวงวรปิดอยู่ตรงไหนบ้าง และมันปรากฏอยู่ทุกที่ที่เธอเดินผ่าน หูตาเป็นสับปะรด
กระทั่งคนทั้งคู่มาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าชั้นเก็บเอกสาร ลูกจ้างสาวจึงใช้คีย์การ์ดใบหนึ่งรูด แล้วเหล็กกั้นทางเดินที่เรามักเห็นตามทางเข้าห้องสมุดก็ยอมหมุนเปิดให้พวกเธอผ่าน เหล็กกั้นเตี้ยๆ จะว่าไปแล้วแค่เพียงกระโดดข้ามก็สามารถผ่านเข้าไปได้ง่ายๆ หากจุดประสงค์ของการติดตั้งระบบเซ็นเซอร์นี้มีขึ้นเพื่อตรวจจับมากกว่าป้องกัน อย่างน้อยก็เพื่อรายงานผลต่อหน่วยรักษาความปลอดภัยว่ามีเหตุการณ์สุ่มเสี่ยงถึงความไม่ปลอดภัยของข้อมูลเกิดขึ้นโดยคนนอกหรือไม่ อย่างไร ที่ไหน และเมื่อไหร่
เจ้าหน้าที่สาวกำลังหารายชื่อนักศึกษาให้เธอ ณ จุดนี้ เฮียวรินเห็นสิ่งที่เธอต้องการแล้ว
ไม่ไกลจากเธอมีห้องนิรภัยอยู่ เป็นห้องกรุกระจกซึ่งเต็มไปด้วยกล้องวงจรปิด มีข้อมูลหลายอย่างที่ทางผู้ปกครอง นักศึกษา รวมถึงตัววิทยาลัยเองต้องการเก็บเป็นความลับ เช่นประวัติการติดสินบน การรับเงินบริจาค และการทำสัญญาทางธุรกิจภายในสถานศึกษา ระบบการรักษาความปลอดภัยในห้องนี้จึงค่อนข้างแน่นหนากว่าที่อื่น เฮียวรินเคยเข้ามาแถวนี้เมื่อราวๆ ยี่สิบปีก่อน สมัยยังเป็นอาจารย์ฝึกสอน ตอนนั้นเธอถูกอาจารย์พี่เลี้ยงไหว้วานให้มาเอารายชื่อนักศึกษาวิชาบัลเล่ต์ปีสองเช่นนี้
เธอสบโอกาสแล้ว
“อืม หนูจ๊ะ ฉันลืมบอกไปว่าเมื่อกี้ศาสตราจารย์ยางเรียกหาเธอแน่ะ” เฮียวรินพูด
“เอ๋ เรียกฉันหรือคะ” ลูกจ้างมีท่าทีลุกลนขึ้นมาทันทีเมื่อรู้ว่าอาจารย์หัวหน้าแผนกทะเบียนกำลังตามหาตัวเธอ
“รีบไปเข้านะ ท่าทางเขาอารมณ์ไม่ค่อยดีด้วย” เฮียวรินกระตุ้น
“ตายแล้ว ฉันต้องไปทำอะไรไม่ถูกใจท่านอีกแน่เลยค่ะ งั้นฉันขอตัวก่อนนะคะศาสตราจารย์ เดี๋ยวฉันมานะคะ” ว่าแล้วเธอก็วิ่งหายลับไป
เฮียวรินรู้ว่าเธอมีเวลาไม่นาน กล้องวงจรปิดจะจับภาพเธอในทุกอิริยาบถไว้ได้ ดังนั้นทุกการกระทำจำเป็นต้องว่องไว และพยายามให้ไร้แววพิรุธที่สุด
หญิงสาวคว้าคีย์การ์ดของลูกจ้างสาวขึ้นมา ตั้งใจค้นหาใบที่ใช่ รูดผิดครั้งเดียวหมายถึงหายนะ เธอจำเป็นต้องอ่านรหัสกุญแจให้แน่ใจ
เธอเลือกคีย์การ์ดใบสีทอง รหัสเดียวกับเลขห้องนิรภัย เธอสูดหายใจเข้าลึก ข่มหัวใจให้เต้นช้าลง ก่อนจะรูดการ์ด หน้าจอแผงนิรภัยปรากฏช่องให้เธอใส่รหัสสี่หลัก
เวรล่ะสิ
เฮียวหยิบถุงมือออกมาจากกระเป๋าสะพายพลางครุ่นคิด
เอาวะ ตายเป็นตาย
เธอตัดสินใจกดเลข 1 8 9 และ 7
คอมพิวเตอร์กำลังประมวลผล
เสียงโลหะขนาดยักษ์ลั่น ก่อนเสียงปี๊บยาวนานจะดัง
ประตูเปิด
หนึ่งแปดเก้าเจ็ดคือคริสตศักราชที่อิเดนเบิร์ชก่อตั้ง
“ง่ายไปไหม” เฮียวรินปรามาส
ศาสตราจารย์สาวก้าวเข้าไปในห้องอย่างว่องไว เธอสะกดใจตัวเองไม่ให้แหงนขึ้นมองกล้องวงจรปิด ตอนนี้คงมียามอย่างน้อยสองคนกำลังจับจ้องพฤติกรรมของเธออยู่ การมีเจ้าหน้าที่เข้ามาพร้อมเธอด้วยนับว่าปลอดภัยมาก หากเธอต้องคิดหาคำโกหกดีๆ ไว้เผื่อสถานการณ์เกิดพลิกผันด้วย
ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที ตอนนี้เธอได้แฟ้มประวัติของชเวอึนนา ปาร์คจุงอา และคิมโบกยองมาอยู่ในมือ เฮียวรินรีบออกจากห้องนิรภัย ใช้รองเท้าข้างหนึ่งของตนขวางประตูไม่ให้ปิด เธอนำพวงกุญแจกลับไปวางที่เดิม ที่ที่ลูกจ้างสาวลืมมันไว้ แล้วหอบแฟ้มเหล่านั้นไว้กับอก เดินตรงไปยังห้องถ่ายเอกสาร
ลูกจ้างสาวกลับมาถึงเมื่อเฮียวรินกำลังจะไป พวกเธอเดินสวนกัน
“อ้าว ศาสตราจารย์ ได้ของแล้วหรือคะ?”
“เรียบร้อยแล้วจ้ะ ขอบคุณมากนะ”
“ยินดีค่ะ ฉันก็ต้องขอบคุณศาสตราจารย์มากเลยที่บอกเรื่องศาสตราจารย์ยาง”
“เอ๋?”
“ท่านไม่พอใจฉันจริงๆ ด้วยค่ะ”
“งั้นหรือ เสียใจด้วยนะ”
“เฮ้อ โดนสวดแต่เช้าเลย”
อันนี้ไม่ได้อยู่ในแผนแฮะ
.
.
.
ใกล้ๆ กับบริเวณส่วนกลางค่อนไปทางด้านหน้าวิทยาลัย อิเดนเบิร์ชมีสะพานข้ามแม่น้ำที่งดงามแห่งหนึ่ง ชื่อว่าสะพานเชอรูบิม
เชอรูบิมเป็นเทวทูตผู้มีปีกอันทรงสง่าตามความเชื่อของชาวโรมันคาทอลิก ซึ่งเอเซคิเอลได้นิยามไว้ว่าคือสิ่งมีชีวิตที่มีรูปลักษณ์ของสัตว์สี่ชนิด อันได้แก่ราชสีห์ พญาโค วิหกอินทรี และมนุษย์ เล่าขานกันว่าเชอรูบิมมีร่างกายและฝ่ามือเช่นมนุษย์ มีเท้าเหมือนวัว และมีสี่ปีก สองปีบนกางผงาดไว้เหนือเพื่อปกปักษ์บัลลังค์ของพระผู้ทรงฤทธิ์ อีกสองปีกล่างใช้ปกปิดตัวเอง เชอรูบิมคือสัญลักษณ์แห่งสติปัญญา นอกจากนี้เชอรูบิมยังถูกรังสรรไว้ในผลงานศิลปะอีกมากมาย สะพานนี้ก็เช่นกัน
สะพานเชอรูบิมขึ้นชื่อเรื่องความโรแมนติก ในเวลาเย็นตะวันใกล้ตกดินจะเห็นนักศึกษาวิชาถ่ายภาพมากมายมาตั้งกล้องถ่ายรูปท้าทายแสงและเงาของผืนน้ำ
ยุนโฮนั่งอยู่บนราวสะพานหินฉลุลายงดงาม สะพานนี้มีอายุอานามเทียบเท่าวิทยาลัยศิลป์อิเดนเบิร์ช มันทำให้ยุนโฮวาดภาพไม่ออกว่าคนในสมัยนั้นใช้เครื่องมืออะไรแกะสลักลวดลายบนหินได้ละเอียดอ่อนช้อยถึงเพียงนี้
เขาถือกล้องวีดีโอไว้ในมือ เป็นเอชดีแฮนดี้แคมที่เขาเก็บหอมรอมริบซื้อ วิทยาลัยไม่มีกองทุนสะสมไว้เพื่อสนับสนุนกล้องวีดีโอให้นักศึกษาเอกภาพยนตร์ทุกคน พวกเขาจึงต้องขวนขวายกันเอง โดยเฉพาะกับนักเรียนทุนชนบทจนๆ อย่างเขา ยุนโฮรักกล้องตัวนี้มาก แม้ว่ามันจะไม่ใช่กล้องที่มีฟังก์ชั่นเลิศหรู หากมันก็แลกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงงานของเขา ผนวกกับความรักจากแม่และคุณพ่อคริสโตเฟอร์ ตอนปีหนึ่งยุนโฮทำงานพิเศษที่ร้านคอฟฟี่ช็อปของวิทยาลัย ทำงานในโรงอาหาร เก็บกวาดห้องสมุด แล้วเขายังช่วยปลูกต้นไม้รอบๆ โบสถ์เซ็นต์แคเธอดรอล แม่ช่วยออกเงินซื้อกล้องให้เขากึ่งหนึ่ง คุณพ่อคริสโตเฟอร์อีกกึ่ง เล่นเอาทั้งคู่หมดตัวไปพักใหญ่เลย
เขาเปิดกล้อง กดหน้าจอสำหรับช่วยมองบานเล็กๆ ให้หงายออกมา แล้วภาพของคนสวยกับเส้นผมสีสวีดิชบลอนด์ก็ปรากฏตรงหน้า
เจ้าของดวงตาสวย ผิวสวย คิ้วสวย จมูกสวย ยิ้มเขินๆ เมื่อรู้ว่าถูกแอบบันทึกพฤติกรรม มือขาวยกขึ้นปัดหน้ากล้อง ทัศนวิสัยไหววูบหนึ่ง
“ไม่เอาครับ” เขาพูดไปพลาง จัดปอยผมหน้าของตนเองไปพลาง
ยุนโฮกล่าว “ไม่คิดจะช่วยกันหน่อยหรือ ฉันกำลังทำหนังสั้นอยู่นะ”
“หนังเกี่ยวกับอะไรครับ?” ฟันขาวขบริมฝีปากแดงของตนเอง
“สโนไวท์”
“สโนไวท์หรือครับ” เขาหัวเราะเสียงใส
“ฉันแค่อยากรู้ว่าสโนไวท์คนนี้จะยอมกัดแอ๊ปเปิ้ลไหม?”
ยุนโฮจับภาพดวงตากลมโตกับขนตางอนเหล่านั้น ผิวหน้าเนียนใสไร้จุดบกพร่อง เขาชอบเหลือเกินเวลาอีกฝ่ายยิ้มกว้างจนเห็นฟัน รอยยิ้มนั้นไม่ถูกซ่อนไว้จากเขาอีกต่อไป
“แล้วแต่ว่าใครเป็นคนส่งแอ๊ปเปิ้ลครับ”
ยุนโฮส่งแอ๊ปเปิ้ลสุกผลสีแดงฉ่ำให้เขา เขายังหัวเราะอยู่ขณะรับมันไป
“แล้วสโนไวท์คนนี้จะถามคำถามอะไรกับกระจกวิเศษล่ะ?”
“กระจกวิเศษจงบอกข้าเถิดใครงามเลิศในปฐพี”
“ถามเหมือนแม่มดเลยหรือ?”
“ใช่”
ยุนโฮยิ้มให้เขาผ่านเลนส์กล้อง “แล้วกระจกวิเศษจะตอบว่ายังไงล่ะ?”
“ตอบว่าเจ้าชายสิครับ” เขาบอก “เพราะสโนไวท์จะกัดแอ๊ปเปิ้ลก็ต่อเมื่อเจ้าชายเป็นคนส่ง” แล้วเขาก็กัดแอ๊ปเปิ้ลคำโตๆ
“แล้วสโนไวท์ไม่กลัวจะหลับไปชั่วนิรันดร์หรือ?”
“ถึงสโนไวท์จะโง่ แต่ก็คงหลับฝันดี”
แจจุงทำให้หัวใจเขาสะท้าน ยุนโฮรักสโนไวท์
ยุนโฮปิดกล้องแล้ววางมันลงบนตัก ลมเย็นพัดปะทะใบหน้าเขา ชายหนุ่มรู้สึกได้ว่ามีสายตาหลายคู่กำลังจับจ้องมองดู แล้วคนพวกนั้นก็หันไปซุบซิบกัน บางคนยิ้มๆ ให้เขาเหมือนรู้อะไร
แจจุงไม่ใช่คนโด่งดังในอิเดนเบิร์ช เขาเป็นนักเรียนธรรมดาผู้ซึ่งมีศัพท์เฉพาะที่รู้กันวงในเรียกว่าเด็กกลางกราฟ บุคคลที่ไม่มีตัวตน เป็นคนหนึ่งในจำพวกที่โหนรถบัสไฟฟ้า ไม่ใช่เทวดานางฟ้าที่จะเช่ารถกอล์ฟขับ ไม่ใช่พวกพี่เบิ้มที่ใครต่อใครสรรเสริญ ไม่ใช่เด็กทุนที่เหล่าคณาจารย์รักใคร่ ผลการเรียนเขางั้นๆ ประวัติการทำกิจกรรมก็งั้นๆ หากตัดเคิร์ฟคงอยู่ที่เกรดเฉลี่ยกลางๆ เขามาเรียนในตอนเช้าแล้วกลับบ้านในตอนเย็น เขาไม่แยแสสังคม ใครจะดังใครจะดับก็ไม่เกี่ยวกับเขา เขาสนแค่เฉพาะจุนซูกับตัวเขาเองเท่านั้นก็พอ
ในทางกลับกัน เป็นยุนโฮต่างหากที่ทุกคนจับตามอง เขาคือนักเรียนทุนชนบทที่มีผลการเรียนเป็นอันดับหนึ่งของคณะ ติดอันดับต้นๆ ของวิทยาลัย เขาเป็นเพื่อนซี้ที่สุดของดาวเด่นอย่างยูชอน หนังสั้นของเขาเคยได้รับรางวัล เขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่อาจารย์คัดเลือกให้ไปศึกษาดูงานที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ ซันแดนซ์ ชิคาโก้ และปูซาน ชื่อของเขาปรากฏอยู่บนบอร์ดเชิดชูเกียรติคุณ เคยมีรูปเล็กๆ ของเขาลงในหน้าท้ายๆ ของหนังสือพิมพ์อิเดนเบิร์ชทรีบูน เป็นประเด็นพูดคุยในหอหญิง ใครๆ ก็สนใจหากเขาจะเดินกับใคร คบกับใคร
ตอนนี้คนพวกนั้นคงมีเรื่องให้ลือต่อๆ กันไปอีกไม่รู้จบ เป็นต้นว่า ตัวตนแท้จริงของหนุ่มนิรนามที่จองยุนโฮคบหาอยู่...เขาเป็นเอเลี่ยนหรือไม่ !?
ตะวันกำลังจะลับขอบฟ้า โคมไฟเสาอัลลอยแนวริมเชิงสะพานถูกเปิด
“ฉันคงต้องกลับแล้ว” ยุนโฮพูดขึ้น “ต้องไปรับเจ้าลาบาดอร์กลับบ้าน”
แจจุงเบิกตาโต “มันหายดีแล้วหรือครับ”
“ใช่ หมอโอบอกฉัน มันอาจเดินได้ไม่ดีเหมือนก่อน แต่ก็โชคดีมากที่รอดตาย เพราะนายแท้ๆ เลยนะ แจจุง”
“ไม่ใช่สักหน่อย เพราะรุ่นพี่ต่างหาก”
ยุนโฮจากไปแล้ว แจจุงนั่งอยู่เพียงลำพังบนขอบสะพาน เฝ้าฟังเสียงน้ำไหล แจจุงไม่ค่อยได้มีเวลาชื่นชมความงามในรั้ววิทยาลัยมากนัก พ่อเคยบอกว่าเขาเป็นพวกหัวขบถ ไม่เคยอินังขังขอบกับสิ่งใด ทิฐิสูง หยิ่งผยองพองขน และพ่อทำนายว่าความเห็นแก่ตัวของเขาจะทำให้เขาพลาดสิ่งดีๆ
นี่เป็นครั้งแรกที่เขายอมรับว่าพ่อพูดถูก
วิวพระอาทิตย์ลับเบื้องหลังขอบฟ้าสวยงามเหลือเกิน แจจุงคงไม่มีวันได้เห็นหากไม่ยอมเปิดดวงตาให้กว้าง แล้วเริ่มมองอะไรๆ ให้ไกลจากตัวเอง
นกพิราบสีขาวตัวหนึ่งบินมาเกาะตรงไหล่เขา มันเริ่มจิกกินผลแอ๊ปเปิ้ลในมือ
แจจุงปล่อยให้มันกินตามสบาย เพราะมั่นใจว่าถ้าเป็นยุนโฮ ยุนโฮจะทำเช่นนี้
.
.
.
ยุนโฮขับไปรับเจ้าลาบาดอร์กลับบ้าน เจ้าลาบาดอร์ยังมีเฝือกใส่ไว้ที่ขาหน้า มันจึงเดินเป๋ๆ หมอโอบอกว่ากระดูกขาของมันแหลกเหลวจากแรงกระแทก มันอาจต้องเดินกะเผลกเช่นนี้ไปตลอดชีวิต
“ผมจะเรียกมันว่าเจ้าเป๋” ยุนโฮประกาศ
จองจีอึนฟังแล้วขมวดคิ้วมุ่น “ไม่น่ารักเลย เอาปมด้อยของมันมาตั้งชื่อได้ยังไงกัน แบบนี้มันไม่ถูกเพื่อนล้อแย่หรือ”
“ผมเอาจุดเด่นมาตั้งชื่อต่างหากครับแม่” ร่างสูงกอดแม่ เกยคางบนไหล่เธอ ออเซาะ “เรามีเจ้าตาเดียวแล้ว มีเจ้าขี้เรื้อนแล้ว มีเจ้าติดล้อแล้ว ตัวนี้ก็ชื่อเจ้าเป๋แล้วกัน”
“งั้นแม่เรียกยุนโฮว่าตาตี่บ้างดีไหมหืม?”
“อะไรกันครับแม่ แบบนี้เขาเรียกตาเซ็กซี่ต่างหาก ต่งตี่อะไรที่ไหน ไม่มีซะหรอก”
เธอตีก้นลูกชาย “พูดมากจัง ไปเลยๆ ไปนอนได้แล้ว”
ยุนโฮจูบราตรีสวัสดิ์แม่ ก่อนวิ่งหายขึ้นบันไดไป
เจ้าเป๋ล้มตัวลงนอนหมอบบนพื้นระเบียงหน้าบ้าน ขนของมันเป็นเงาวาวสีดำขลับ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มข้างหนึ่ง สีน้ำตาลอ่อนข้างหนึ่งยังไม่ปิดสนิท มันจ้องมองเข้าไปในความมืดท่ามกลางสายลมแห่งราตรี
คืนเดียวกันนั้นเองที่ยุนโฮสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึกเพราะเสียงเห่าของเจ้าเป๋ แล้วเขาก็ไม่อาจข่มตาให้หลับได้อีก เจ้าเป๋เห่าทั้งคืน เสียงเห่าของมันพาลทำให้เจ้าติดล้อ เจ้าตาเดียว และเจ้าขี้เรื้อนเห่าหอนตามๆ กันไปด้วย แมวในบ้านเองก็คงอยู่ไม่เป็นสุข พวกมันวิ่งพล่าน ยุนโฮทนนอนต่อไปไม่ได้
เขาคว้าเสื้อคลุม จากนั้นก็เดินลงบันได เขาแหวกผ้าม่านมองผ่านบานกระจกเพียงเพื่อสำรวจว่าเกิดอะไรขึ้นด้านนอก
เขาเห็นเจ้าเป๋
มันนั่งจ้องไปที่สุมทุมพุ่มไม้พลางเห่า ไม่ได้เห่าหยอกหรือเห่าชวนเล่น หากทว่าส่งเสียงขู่ฮึ่มแฮ่ในลำคอก่อนจะเห่า ยุนโฮแปลกใจกับปฏิกิริยาของมันจึงมองตามแนวสายตามันไป
ตอนนั้นเองที่ชายหนุ่มคิดว่าเขาเห็นดวงตาสีแดงเหมือนเปลวเพลิงจ้องตอบมาในความมืดนั้น
ยุนโฮผงะ รีบดึงม่านปิด เขาเดินกลับไปที่ห้องนอนของตน นั่งลงหน้าจอคอมพิวเตอร์ ขุดงานต่างๆ ที่ยังคั่งค้างขึ้นมาทำ
กว่าเสียงเห่าหอนของบรรดาสุนัขจะสิ้นสุดก็รุ่งเช้า
To be continued...
♫ Don't make me wait, honey ♫ Don't make me say it out loud~ ♫ (เพลงธีมยุนโฮ 555+)

)
(อีโมแสดงความหื่นของคนอ่านเอง 555 มีใช่น้องแจ)
อาจารย์ชิมช่างเป็นหญิงที่มุ่งมั่นที่จะหาความจริงมากเลย นับถือ เอาใจช่วยอาจารย์นะ
555+
ขอเตือนเทบินระวังตัวด่วน
ตาบ้านี่ท่าทางจะมีร่างกายสมบูรณ์พอจะปีนเข้ามาทางหน้าต่างได้สบายๆ
บทสนทนาระหว่างเทบินและชองฮวาดูน่าสงสัยมากมาย
โดยเฉพาะตรงที่ว่า
"แต่นายเป็นธุระของฉันว่ะ น้องชาย" กรี๊ดกร๊าดๆ
(น้องบอก กรูไม่ได้ต้องกาารให้เมิงจริงจังกับหัวข้อนั้น)
แต่ที่กรี๊ดที่สุดคือ ยุนแจ!!!!
อ่านไป ฟังเพลงธีมของยุนโฮไป
กรูนี่อยากจะเข้าไปยุแยงแจจุงให้กระทำการเปรี้ยวให้มากกว่านี้
555+
เด็กคนนี้น่ารักจริงๆ
ไม่ต้องให้ป้าๆมานั่งวิจารณ์ว่าหนูมีใจให้เขาหรือเปล่า
สุดยอด! อยากจะโอนเงินให้เป็นรางวัลเลยทีเดียว
(นั่งยิ้มมีความสุขไปได้อีก 1 วัน)
มีอีกๆ อยากบอกว่าตอนแรกที่ยุนโฮติดอยู่หลังเวที (ติดนี่ ติดจริงๆ ติดแหงกเลย)
เราตื่นเต้นกับยุนโฮมากเลย
แต่พอรู้ว่าเป็นแจจุงที่จองยุนโฮต้องเผชิญหน้า (ระยะประชิด)
....เราตื่นเต้นมากกว่าเดิมอีก 555+
ซีนสโนไวท์กับเจ้าชายก็น่ารักมากๆๆ
ต้องยืมคำพูดของเพื่อนมาใช้เลย ...
"งามสมกันจริงๆ" (ยิ้มทั้งน้ำตา)
กลับเข้าสู่โหมดจริงจัง
เรารู้สึกทึ่งกับเจ๊ชิม แม่ชางมินมากมาย
แกเป็นคนจริงจัง และจริงใจ
ไม่แก้ตัว เน้นแก้ปัญหา
ถ้าปีนี้แกลงสส. ชั้นจะเลือกแก นับถือมากมาย
ปิดท้ายที่ซีนยุนโฮประสานตากับไอ้ตาแดง
เราขนลุกซู่เลย
แต่ผู้ชายอย่างจองยุนโฮแค่ "ผงะ รีบดึงม่านปิด เขาเดินกลับไปที่ห้องนอนของตน นั่งลงหน้าจอคอมพิวเตอร์ ขุดงานต่างๆ ที่ยังคั่งค้างขึ้นมาทำ"
นับถือชายคนนี้ไม่ต่างจากศ.ชิม
ขอบคุณน้องมากที่แต่งฟิคดีๆให้อ่าน
เป็นกำลังใจให้เช่นเดิมนะตะเอง ^^
เราเชื่อมั่นในตัวเธอเสมอ
#1 By bonychaos (58.11.64.141) on 2009-07-16 14:41