Demon Authorized (11)
posted on 13 Jul 2009 19:51 by bleaf-me in demon-authorized
Title: Demon Authorized
Author: b.leaf
Staring: Dong Bang Shin Gi (SM Entertainment) / (C) b.leaf's Original Characters
Pairing: Yoonho/Jaejoong, Yoochun/Junsu
Genre: AU, Mystery, Thrillers, Horror ; !Against religion & beliefs (Christian Beware)
Rate: R
Warning: นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกเขียนขึ้นจากความพึงพอใจส่วนบุคคล และไม่มีเจตนาจะกล่าวพาดพิง กระทบกระทั่ง กลุ่มคนหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งทั้งสิ้น เนื้อหาเกี่ยวเนื่องถึงความสัมพันธ์แบบชายรักชาย ชื่อบุคคลหรือสถานที่หลายอย่างที่อ้างถึงเขียนขึ้นจากจินตนาการและอาจไม่มีอยู่จริง หากการอ่านนิยายเรื่องนี้ทำให้ท่านรู้สึกตะขิดตะข่วง ลำบากใจ ลำบากกาย ถือเป็นความทรมาน รับไม่ได้ ไม่ชอบ ขอความกรุณาปิดหน้านี้ลงอย่างสันติ ขอบคุณมากๆที่เข้ามาเยี่ยมเยียนบล็อกนี้ค่ะ ^^
- - -
11.
“ไฟดับ!!”
เสียงหนึ่งตะโกน
ชินยางมักจะตะโกนคำนี้ทุกครั้งที่ไฟดับ แม้รู้ดีว่ามันช่างไร้สาระ หอพักทั้งหอมืดสนิท ทุกคนต้องรู้แน่นอนอยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เขาก็ตะโกน ราวกับมันเป็นเพื่อนคู่คิดเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่นอกจากความเงียบงันชวนขนหัวลุก ราวกับเสียงนี้จะได้ยินไปถึงส่วนกลาง ไม่ก็การไฟฟ้า
ยูชอนตื่นเพราะเสียงนั้น
จะว่าไปแล้วสามสิบนาทีก่อนหน้านี้ หลังจากล้มตัวลงบนเตียงอย่างหมดเรี่ยวแรง เขาพยายามข่มตาให้หลับ หากมันกลับกลายเป็นเรื่องยากพอๆ กับการยกภูเขาร็อคกี้ด้วยแม่แรงที่ซื้อจากร้านแฮนดี้มือสอง เขากึ่งหลับกึ่งตื่น จ้องมองความมืดดำในห้วงคิดขณะหลับตา รอยฟกช้ำที่เกิดจากการวิวาทครั้งแรกในรอบสิบปีเริ่มระบม มันกวนใจเขา
ยูชอนได้ยินเสียงประหลาด
เขาผงกศีรษะขึ้นจากหมอน พยายามเงี่ยหูฟังเสียงกรุ๊งกริ๊งอันไร้ที่มานั้น
“จินวอนหรือ?” เขาลองเรียกชื่อรูมเมท ทั้งที่รู้ทั้งรู้อยู่แล้วว่าเพื่อนร่วมห้องมีนัดกับแฟนสาวที่เรียนอยู่ต่างมหาลัยคืนนี้ และเขาจะนอนค้างกับเธอ
นาฬิกาดิจิตอลตรงหัวเตียงบอกเวลาตีสาม
ไม่มีทางเป็นจินวอน
เสียงกรุ๊งกริ่งคล้ายเสียงกระดิ่งหรือโลหะชิ้นบางกระทบกันดังขึ้นหนึ่งระลอกแล้วแผ่วหาย ยูชอนขมวดคิ้ว พลางยกมือขึ้นขยี้เปลือกตา ครั้นสายตาเริ่มคุ้นชินกับความมืด
เขาเห็นเงาหญิงสาวที่ข้างหน้าต่าง
แม้ไฟฟ้าจะดับทั้งตึก แต่ไฟถนนยังคงส่องแสงรำไร เขาไม่เห็นหน้าเธอ หากก็ค่อนข้างมั่นใจว่าเธอเป็นหญิงสาวผิวขาว ผมยาวสยาย เธอยืนหันหลังมองออกไปนอกระเบียง ทาบฝ่ามือเล็กบนกระจกหน้าต่างบานสูง มีกำไลเงินเส้นเล็กๆ มากมายสวมอยู่กับข้อมือบอบบางของเธอ มันกระทบกันกรุ๊งกริ๊ง...ส่งเสียงทุกครั้งที่เธอเคลื่อนไหว
ยูชอนถอนใจโล่งอก ก่อนจะค่อยๆ หลับตา พยายามนอนให้หลับอีกครั้ง
ว่าแต่...หญิงสาวหรือ?
ในหอพักชายตอนตีสามเนี่ยนะ?
ยูชอนผงะ รีบผุดกายขึ้นจากเตียง
เธอหายไปแล้ว...
หญิงสาวกับกำไลเงิน
เขาจำกำไลเหล่านั้นได้
“อึนนา?”
ชินยางไชโยโห่ร้องเมื่อแสงสว่างกลับมาสู่หอพักของเขาอีกครั้ง แต่ยูชอนเลือกที่จะยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบและมืดมิดนี้ ปล่อยให้ผิวกายสัมผัสกับอณูอากาศเย็นวาบแล่นจรดกระดูกสันหลัง
โทรศัพท์ดัง ยูชอนผวา
ชายหนุ่มเอื้อมสุดแขนไปยังโต๊ะหัวเตียง คว้าโทรศัพท์มือถือที่สั่นสะเทือนและแผดเสียงร้องลั่น เขาอดไม่ได้ที่จะเอี้ยวตัวไปมองหน้าต่างบานนั้นอีกครั้งอย่างกลัวๆ กล้าๆ
ใจหนึ่งเขาอยากจะพบเธออีก หากอีกใจก็อยากให้เธอไปเสียให้พ้น
ยูชอนก้มลงดูหน้าจอโทรศัพท์ ปรากฏภาพใบหน้าขาวใสของเด็กหนุ่ม ดวงตาเรียวเล็ก นัยน์ตาใส ริมฝีปากแดง
เขากำลังชั่งใจว่าควรรับดีไหม
ไม่หรอก เขาไม่ควรรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วในเวลาแบบนี้
ทว่าเขาก็กดรับ
“อย่า” เขากรอกเสียงลงไป “อย่าพูดเรื่องผี ห้ามเลย เด็ดขาด”
ปลายสายเงียบไปพักใหญ่ “ผมขอโทษนะฮะ พี่ยูชอน”
“ไม่ ไม่ยกโทษ” เขาทำเสียงแข็ง แต่ริมฝีปากกลับยกยิ้มละไม
.
.
.
ลีวางแผ่นสไลด์ลงบนเครื่องโปรเจ็กเตอร์ด้วยลีลาพลิ้วไหวประดุจการรำพัด ลายหมึกบนแผ่นใสสะท้อนกับแสงไฟกำลังวัตต์สูงพอที่จะทำให้เห็นไรฝุ่นคลุ้งในอากาศ เกิดเป็นภาพฉายขนาดยักษ์บนจอสีขาว
ในห้องฉายวีดีทัศน์ที่ความเข้มแสงภายในถูกจำกัดไว้เพื่อความคมชัดของภาพ ทฤษฎีการตกกระทบของแสงแดดเทียบเท่าสปอร์ตไลท์สามตัวในสตูดิโอถ่ายหนังของยูชอนคงใช้ไม่ได้อีกต่อไป และนั่นทำให้เขาเซ็งสุดๆ
เสียงนุ่มทุ้มของลีจู่ๆ ก็ดังขึ้น ทำเอายูชอนผู้ซึ่งกำลังนั่งสะลึมสะลือท้าวคางอยู่นั้นแทบหน้าคะมำ
“นี่คือเทพีไอซิส เทพีแห่งความรัก” ท่านศาสตราจารย์อธิบาย พลางใช้ปากกาชี้ไปตามจุดต่างๆ ของภาพ “หญิงสาวกับรัดเกล้ารูปบัลลังก์ สองเขาสัตว์ และวงสุริยะอยู่ตรงกลาง เทพีไอซิสเป็นพระชายาของเทพโอซิริส และเป็นมารดาของเทพฮอรัส จึงมักพบรูปปั้นที่เทพีไอซิสทรงอุ้มร่างเทพฮอรัสเอาไว้บนตัก”
ยูชอนอ้าปากหาว ขณะเหลือบมองคนที่นั่งข้างกัน ยุนโฮยังคงทั้งจดและอัดเสียงคำบรรยายของลี สายตาเขามุ่งมั่นแน่วแน่มาก เป็นสายตาของนักฆ่ากระหายเลือดที่รอคอยจะพิฆาตเอจากวิชานี้
ยูชอนรู้จักยุนโฮมานาน เขาเป็นเด็กนักเรียนจากแถบชานเมืองที่สอบชิงทุนได้เข้ามาเรียนโรงเรียนดีๆ ยุนโฮหัวดีอยู่แล้ว แต่ก็ยังขยันมาก เขาเรียนหนักและช่วยกิจกรรมมากกว่านักเรียนทุนคนอื่นๆ อยู่สองถึงสามเท่าเสมอ ยุนโฮฉลาด แต่ก็ถ่อมตัว เพราะเขาไม่เคยคิดว่าตัวเองคือคนเก่ง ไม่ใช่คนที่ฉลาดเกินกว่าใครๆ จึงต้องพยายามให้มากขึ้นเพื่อรักษาทุนเอาไว้
ใช่...คนเราไม่ควรดูถูกความสามารถตัวเอง หากคนที่เอาแต่คิดว่าข้านี่ล่ะแน่สุด เก่งสุดแล้ว คนพวกนี้แหละจะไม่มีวันพัฒนาไปข้างหน้า
ส่วนชองฮวาน่ะหรือ...
เสียงดีดปลอกปากกาแป๊กๆ ดังมาจากที่นั่งถัดจากยุนโฮ ยูชอนชะโงกมองตามต้นเสียงนั้น
ด้วยองค์ประกอบหลายๆ อย่างที่คล้ายคลึงกัน คนทั่วไปอาจคิดตัดสินได้ว่าว่าชองฮวาคงไม่ต่างอะไรกับยุนโฮ หากยูชอนรู้ว่าสองคนนี้ต่าง เป็นข้อแตกต่างเล็กๆ ที่นักเรียนทุนส่วนใหญ่ล้วนมีในตัวเอง จะเรียกว่าเอกลักษณ์ จุดบอด หรือตำหนิ อะไรก็ตามแต่
ชองฮวาเองก็เป็นนักเรียนทุน มิหนำซ้ำเท่าที่รู้ ก่อนได้รับทุนอิเดนเบิร์ช เขายังเป็นถึงนักศึกษาวิชากฎหมายของมหาวิทยาลัยรัฐระดับแนวหน้า ซึ่งขึ้นชื่อทั้งเรื่องเข้ายากและออกยาก แน่นอนล่ะว่าสมองเขาต้องไม่ใช่ธรรมดา ชองฮวาหัวไวมาก เขาจดจำคำบรรยายของอาจารย์ได้ละเอียดยิบ สามารถตอบคำถามได้ถูกต้องทุกครั้ง แล้วยังคารมการยิงมุกสดที่มักเรียนเสียงฮาจากเพื่อนๆ ได้อีกขรม ถึงกระนั้นเขาก็ไม่เคยอวดรู้ ชองฮวาอาจจะเหมือนยุนโฮในจุดนี้ ผิดอยู่ก็แต่ตรงที่นอกจากชองฮวาจะไม่เคยคิดว่าตนฉลาดแล้ว ซ้ำร้าย เขายังทำตัวเหมือนพวกห่วยแตก
ยูชอนเคยนึกว่าตัวเองเป็นพวกเกลียดการเรียนที่สุดแล้ว ทว่าอย่างน้อยเขาก็ยังมีวิชาโปรด ส่วนชองฮวานั้นไม่มีเลย เขาชอบคิดเสมอว่าโรงเรียนไม่ใช่ที่ที่เหมาะกับเขา
ยูชอนเห็นชองฮวานั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ หรือถ้าจะพูดให้ถูกควรเรียกว่า เขากำลังนั่งโดยใช้หลังแทนก้นเสียมากกว่า เขากำปากกาเอาไว้ในมือ พลางใช้นิ้วโป้งดีดขาปากกาจนเกิดเสียง สมุดจดที่ถูกกางเตรียมไว้ยังคงสะอาดหมดจด
เขามองจอภาพ เอาแต่จ้องรูปเทพีไอซิสกับร่างน้อยของเทพฮอรัสบนตักนิ่ง นัยน์ตาสีน้ำตาลไม่ได้ฉาบฉายแววตื่นตาตื่นใจอย่างที่คนอื่นรู้สึก ไม่ใช่ความอยากรู้อยากเห็นดั่งที่ควรจะเป็น
มันกลับเป็นอะไรที่มากกว่านั้น
เพียงแวบหนึ่งที่ยูชอนสังเกตได้ถึงประกายแดงซ่านในดวงตาเขา
“ตักของเทพีไอซิสนั้นคือบัลลังก์แรกที่ฮอรัส เทพแห่งท้องฟ้าได้นั่ง”
เมื่อลีกล่าว ตอนนั้นเองที่ชองฮวาผุดลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วเดินออกไปโดยไม่ปริปาก
ตอนที่ยุนโฮออกมาจากห้องวีดีทัศน์ด้วยถูกศาสตราจารย์ลีไหว้วานให้ช่วยเอาสรุปบทเรียนไปถ่ายเอกสารเผื่อเพื่อนๆ นั้น ชองฮวายังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะไม้หน้าตึกเรียนโดยมีบุหรี่คีบไว้ในมือ
“มีสองอย่างที่ฉันเรียนรู้เกี่ยวกับนายนับตั้งแต่เราเจอกัน” ยุนโฮอมยิ้มพูด “หนึ่งคือนายสูบบุหรี่จัดมาก และสองคือเวลาไหนนายไม่ได้สูบบุหรี่ นายจะต้องอมอมยิ้ม”
ชองฮวาหัวเราะ “ฉันพยายามเลิกอยู่น่ะ”
“เลิกบุหรี่น่ะหรือ?”
“เปล่า เลิกจูปาจุ๊บ”
ชองฮวาฉีกยิ้มร่าจนตาหยี เป็นรอยยิ้มที่เปิดเผยและจริงใจ ยุนโฮชอบรอยยิ้มนี้ มันทำให้เขานึกถึงภาพของโอเอซิสกลางทะเลทรายอันแห้งผาก ใบหน้าได้รูปหล่อเหลาอย่างไม่ธรรมดา อย่างชองฮวาต้องเรียกว่าหาใครที่หล่อเหลาและมีเสน่ห์ยิ่งไปกว่านี้ไม่ได้ ชองฮวาไม่ใช่หนุ่มสำอาง ไม่ตามสมัยนิยม มีกระแสเป็นของตัวเอง ดื่มหนัก สูบจัด ทว่า...งดงาม หล่อแบบมีไสตล์ ไม่เคยปรุงแต่ง
จริงอยู่ที่สาวๆ ส่วนใหญ่มักจะคลั่งไคล้ผู้ชายที่สุภาพอย่างเขา หรือคนที่ดูสูงส่งสะอาดเนี้ยบไปทุกกระเบียดนิ้วแบบยูชอนมากกว่า หากแต่ในหมู่เพื่อนผู้ชายกลับต่างโหวตให้ชองฮวาเป็นชายในอุดมคติ ใครๆ ก็อยากเหมือนเขา อยากมีสีผมสีตาเหมือนเขา อยากมีรูปร่างอย่างเขา อยากแต่งตัวเลียนแบบเขา อยากยิ้มได้สวยแบบเขา อยากทะเล้นขี้เล่นแต่ก็น่ารักเหมือนเขา
“ไม่กลับเข้าไปหรือ?” ยุนโฮบุ่ยใบ้ไปทางห้องวีดีทัศน์
“ไม่ล่ะ ทนสายตาศาสตราจารย์ไม่ไหว”
คราวนี้ยุนโฮเป็นฝ่ายหัวเราะเสียงดังบ้าง “ก็อย่าไปมองตาเขาสิ ก้มหน้าก้มตาเรียนไป”
“ถ้าเขามองหน้าบ้างก็ดีว่ะ นี่เขาเอาแต่มองอย่างอื่น”
คนฟังได้แต่หัวเราะงอหาย
“ทำเป็นหัวเราะไป เขาก็ไม่มองหน้านายเหมือนกันนะ อย่าเพิ่งชะล่าใจล่ะ”
ความจริงแล้วมีเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ อีกหลายสิ่งที่ยุนโฮได้เรียนรู้ตั้งแต่รู้จักชองฮวา ซึ่งนอกเหนือจากความจริงทั้งหลายที่เอ่ยมาแล้วข้างต้น ในความสดใส เปิดเผย และจริงใจนั้น กลับยังมีจุดดำมืดน่าพิศวงบางอย่างซ่อนอยู่ในตัวเพื่อนใหม่คนนี้ ในขณะที่ชองฮวาพูดอะไรตลกๆ เพื่อให้เพื่อนๆ หัวเราะ จุดดำมืดนั้นมักจะปรากฏขึ้นในดวงตาเขา รอยยิ้มฝืดๆ ที่แลดูเสแสร้งผุดขึ้นมาชั่ววินาทีหนึ่ง ประกายความเหงาที่แสนขื่นขม
วูบเดียว...แล้วอันตรธานหาย...
ใครหลายคนอาจจะกำลังมีความสุขกับมุกตลกของเขาจนมองข้ามความรู้สึกนี้ไปได้ แต่ยุนโฮไม่เคยทำได้ บ่อยครั้งที่เขาหัวเราะ แล้วได้ยินเพียงเสียงหัวเราะของตัวเอง ก่อนที่จุดดำนั้นจะปรากฏ คล้ายกับกระสุนนัดหนึ่งที่พุ่งเข้าแทรกตรงกลางอกแล้วฝังใน จนเขาต้องรีบหยุดหัวเราะ เพราะความสุขทำให้เขาเจ็บปวด
ชองฮวามีความสุดขั้วอันขัดแย้งกันอยู่ในตัว
เขาเป็นคนตรงๆ หากหลายครั้งก็ดูมีความลับมากมายเหลือเกิน
“ทำไมนายถึงย้ายมานี่งั้นหรือ?” ยุนโฮถาม รอยยิ้มหายไปจากใบหน้าเขาแล้ว แต่ความอบอุ่นยังคงอยู่
ชองฮวาอัดควันบุหรี่เข้าปอด “ฉันเคยบอกนายแล้วนี่”
“ใช่ นายเคย ปัญหาครอบครัว”
“อืม” เขาหลบตายุนโฮในที่สุด
“นายอยากเล่าไหม คือฉันหมายถึง ถ้านายอยากเล่าก็เล่าได้นะ”
“ระบายความรู้สึกอะไรแบบนั้นน่ะหรือ”
“ใช่”
“เผื่อทำให้รู้สึกดีขึ้น”
“เผื่อว่า ใช่”
“แล้วพอฉันพูดจบ นายก็จะดึงฉันเข้าไปกอด”
ยุนโฮอยากหัวเราะ แต่ครั้งนี้เขาหัวเราะไม่ออก เพราะรู้ดีว่าถ้าหากหัวเราะออกไปก็จะอดรู้สึกละอายแก่ใจไม่ได้อีก จุดดำมืดในตาสีน้ำตาลนั้นยังคงหลอกหลอนเขา และครั้งนี้ก็ดูราวกับว่ามันขยายใหญ่ขึ้น
“บ้านนายอยู่ไหนหรือ?” เขารีบเปลี่ยนเรื่อง
“ทางใต้”
“ใต้ไหน?” ยุนโฮพยายามถามให้ลึกลงไปอีก แต่ความพยายามก็ไม่สัมฤทธิ์ผล
“ใต้น่ะ”
จุดสีดำไร้ที่สิ้นสุดนั้นหายไปแล้ว จู่ๆ มันก็หายวับไปดั่งเช่นทุกครั้ง ยุนโฮไม่ชอบเลย
ร่างสูงทรุดกายนั่งลงบนม้านั่ง ทอดสายตามองนกพิราบตัวอ้วนกำลังเอียงคอไซ้ปีก ลมเย็นยามเช้าพัดเอากลิ่นดอกไม้หอมกรุ่นถึงที่นี่ แม้ว่าบรรยากาศในห้องเรียนจะคร่ำเครียดเพียงใด แต่ทุกครั้งที่ได้สูดอากาศและชื่นชมกับความวิจิตรงดงามของวิทยาลัยแห่งนี้ ความเครียดและกดดันเหล่านั้นก็กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปสำหรับเหล่านักศึกษา อิเดนเบิร์ชเป็นสวรรค์ของคนคลั่งไคล้ในจิตวิญญาณของศิลปะ ทุกเศษดิน เศษหิน อิฐ ปูน เม็ดทราย ละอองเกสรดอกไม้ หรือแม้แต่อณูอากาศ ทุกอย่างประกอบรวมกันเป็นผลงานศิลปะชั้นเลิศ สุขสงบราวสรวงสวรรค์ รังรองรจิตประหนึ่งสวนของอิเดน
เดินในอิเดนเบิร์ชก็ให้อารมณ์เหมือนเดินในยุโรป คุณสามารถเดินเข้าไปในร้านกาแฟหรือภัตราคารของวิทยาลัย แอ๊บแบ๊วถ่ายรูปแล้วส่งให้เพื่อนดู โกหกว่าคุณไปเที่ยวยุโรปมา ใครๆ ก็เชื่อ แต่ระวังอย่าให้เขาถามถึงหอไอเฟลล่ะ วิวแบบนั้นคงต้องพึ่งโฟโต้ช็อปกันบ้าง
“ที่จริงแล้วบ้านฉันก็อยู่ไกลนะ” ยุนโฮบอก
“แล้วทำไมนายไม่พักหอในล่ะ?” ชองฮวาถาม
“ฉันกลัวคิดถึงแม่น่ะ” ยุนโฮกล้าพูดอย่างไม่อาย เพราะถึงแม้อิเดนเบิร์ชจะงดงามสักแค่ไหนก็คงไม่อาจทดแทนสิ่งที่เราจะพบเจอได้เฉพาะแต่ที่บ้านของเรา “แล้วนายล่ะ มาอยู่ที่นี่ไม่คิดถึงแม่บ้างหรือไง”
“ก็คงคิดถึงแหละ ถ้ามีซักคนล่ะก็นะ”
คำพูดนั้นทำเอายุนโฮหน้าเสียเมื่อได้รู้ว่าตัวเองงี่เง่าแค่ไหน “พระเจ้า ชองฮวา ฉันขอโทษ”
ชองฮวาโบกมือแบบไม่ใส่ใจ เขายิ้ม “ไม่เป็นไร”
รอยยิ้มนั้นแห้งผาก ตาสีน้ำตาล...ทั้งเจ็บแค้นและโหยหา... มันทำให้ยุนโฮอดหวนคิดทุกครั้งที่หลับตาไม่ได้ว่า เขา ไม่เป็นไร จริงๆ น่ะหรือ?
“รุ่นพี่ยุนโฮ!” เสียงใครคนหนึ่งดังขึ้นเบื้องหลัง เรียกให้ทั้งยุนโฮและชองฮวาตื่นจากห้วงคิดกับบรรยากาศเงียบงันในวังวนแห่งคำถามอันไร้ซึ่งคำตอบ
เจ้าของเสียงเดินตรงเข้ามา ยุนโฮเกือบต้องยกมือขึ้นขยี้ตาด้วยไม่แน่ใจในสิ่งที่เห็น
นั่นแจจุงยิ้มให้เขาหรือเปล่า?
ยิ้มร่าเลยทีเดียวล่ะ
จุนซูก็มากับเขาด้วย “พี่ยุนโฮอยู่ที่นี่เอง แจจุงตามหาซะทั่วเลยล่ะฮะ” คนตัวเล็กพูดกับยุนโฮ ก่อนหันไปดุเพื่อนรักด้วยซุ่มเสียงท่าทางที่เด็กอนุบาลสามขวบยังต้องกลัวจนตัวสั่น “เห็นไหม ฉันบอกว่าเขาเรียนอยู่ก็ไม่เชื่อ อ..อ๊ะ!”
จุนซูโยนกองหนังสือลงกลางโต๊ะดังโครมอย่างไม่สนใจหัวดำ...หรือแม้แต่คนหัวส้ม เจ้าของเส้นผมสีน้ำตาลประกายทองในชุดเสื้อยืดแขนยาวสีขาวทับด้วยสเวตเตอร์ไหมพรมสีครีมกับกางเกงผ้าเนื้อหนาเพิ่งจะสังเกตเห็นเพื่อนใหม่ก็เมื่อคราวที่เขาสะดุ้งเสียจนทำบุหรี่หลุดมือ
หนังสือเป็นตั้งๆ กระแทกลงบนมือข้างหนึ่งของชองฮวา!
ชองฮวาลูบปลายนิ้วบนริมฝีปากตนเอง เขาไม่ได้โกรธหรอก แต่เจ็บ...มากโว้ย
แจจุงหัวเราะแหะๆ
จุนซูปากเบะ
“ข..ขอโทษนะฮะ รุ่นพี่!” จุนแหกปาก รีบบีบๆ นวดๆ แขนผู้รับเคราะห์
“ไม่เป็นไร เจ็บนิดเดียว เหมือนถูกทุบด้วยค้อนปอนด์” ชองฮวาย้อน
แค่นวดไม่พอ จุนซูยังช่วยเป่าเพี้ยงให้ด้วย “โอ๊ย ผมขอโทษนะฮะพี่ ขอโทษจริงๆ”
ท่าทางของจุนซูทำเอายุนโฮกับแจจุงพลอยหัวเราะ
“จุนซู แจจุง นี่ชองฮวา เพื่อนฉัน” ยุนโฮแนะนำ แล้วชองฮวาซึ่งนั่งหันหลังให้คนทั้งสองอยู่ก็หันมาสบตา
แจจุงกับจุนซูใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีระลึกใบหน้าคมคายนี้ ก่อนที่เขาทั้งสองจะแทบยกมือขึ้นชี้หน้า
“แฟนโบกยอง” แจจุงพูด
“วันแมดไนท์” จุนซูช่วยเพิ่มข้อมูลราวกับกำลังเล่นเกมยี่สิบคำถาม
“หน้าโรงละคร” ชองฮวาช่วย “ใช่แล้ว ฉันเอง”
ฮูเร่...แจ๊คพ็อตแตก...
ชองฮวาผสานสายตากับยุนโฮ “ฉันนี่ชักดังใหญ่แล้วว่ะ”
ยุนโฮส่ายหน้า กึ่งหัวเราะกึ่งระอาใจ ก่อนแตะแขนแจจุงเป็นเชิงเชิญให้นั่ง
“ชองฮวา คนนี้แจจุง” เขาเอ่ย
ชองฮวาพูดแบบไม่มีเสียงกับยุนโฮ “กิ๊กหรือ?”
คนถูกกล่าวหาขมวดคิ้วแล้วส่ายหน้า ไม่วายสนองลูกบ้าพูดแบบไม่มีเสียงกลับไป “เปล่า”
“น่ารักว่ะ”
ยุนโฮหัวเราะ แต่คราวนี้มีเสียงแล้ว
แจจุงยิ้มให้ชองฮวา ริมฝีปากสีแดงกุหลาบตัดกับผิวขาวเหมือนหิมะ เสื้อยืดสีเทาสวมทับด้วยแจ็คเก็ตมีฮู้ดลายขวางเทาสลับดำ เป็นภาพที่น่าดูจริงๆ “ยินดีที่ได้รู้จักครับ” พวกเขาสัมผัสมือกันและกัน
“ส่วนคนนี้ จุนซู”
“จุนซู-ยูชอนน่ะหรือ?” ชองฮวาถามย้ำ
“ใช่ จุนซู-ยูชอนนั่นแหละ”
“ว้าว”
“เราเคยเจอกันสองครั้งแล้วฮะ” จุนซูบอก
ชองฮวานึก แต่นึกยังไงก็นึกไม่ออก “โทษทีนะ ฉันจำไม่ได้”
“ผมเคยเห็นรุ่นพี่ แต่รุ่นพี่ไม่เคยเห็นผมหรอกฮะ ครั้งแรกที่โรงละคร ครั้งที่สองที่ส่วนกลาง หน้าห้องธุรการ รุ่นพี่คือคนที่แบบวาดภาพของผมรอ”
ชองฮวาย่นคิ้ว “แบบวาดภาพงั้นหรือ?”
“ใช่ฮะ รุ่นพี่เดินออกมา ถือแฟ้มเล่มหนาๆ อันหนึ่ง”
“นายเห็นหรือ?”
จุนซูยิ้มกว้างจนตาหยี ใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารักบาดใจ “ฮะ”
“อ..อ๋อ...ฉันกับเพื่อน...หน้าห้องธุรการ...”
ไม่รู้ว่าเพราะรอยยิ้มนั้นหรือสิ่งใดที่ทำให้ชองฮวามองเขาด้วยนัยน์ตาเคลือบแคลง
ยุนโฮละสายตาจากบทสนทนาระหว่างชองฮวากับจุนซู ก่อนจะพบว่าแจจุงกับมองเขาอยู่ นัยน์ตากลมโตสีดำสนิทแน่วนิ่งเริ่มขยับเมื่อรู้ว่าถูกมองตอบ ราวกับเพิ่งตื่นจากภวังค์อันชวนฝัน แจจุงพยายามปั้นยิ้มแก้เก้อ แต่ก็ทำไม่สำเร็จ
“อืม ว่าแต่นายตามหาฉันมีเรื่องอะไรงั้นหรือ?” ยุนโฮพูดกับเขา
แจจุงอ้ำอึ้งไปพักหนึ่ง ก่อนเอ่ย “คือผมจะเอานี่มาให้น่ะครับ” มือเรียวส่งวัตถุรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าซึ่งถูกห่อไว้ด้วยกระดาษสีน้ำตาลแดงให้
ยุนโฮรับมาแกะดู
เป็นภาพวาดของเขานั่นเอง
“ส่งแล้วหรือ คะแนนเป็นไงบ้าง” ยุนโฮถาม ขณะลูบฝ่ามือลงบนกรอบรูปนั้นอย่างถนอม
“บีบวกเองครับ”
“เห็นไหม บอกแล้วว่าวาดหล่อเกินจริงไป นายต้องวาดภาพเหมือนสิ” ถ้อยคำติดจะพ้อ แต่ถ้อยทีบ่งชัดว่าไม่ใช่เลย สายตายุนโฮดูปลาบปลื้มใจมากกว่าที่แจจุงอุตส่าห์มอบของขวัญนี้ให้เขา เขายิ้มให้ยุนโฮในรูปราวกับคนเพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก
จุนซูมองยุนโฮสลับกับสีหน้าเพื่อนรัก เขาอดใจให้ยิ้มไปด้วยไม่ได้ หมู่นี้แจจุงยิ้มบ่อยขึ้น และจุนซูชอบให้อะไรๆ เป็นไปเช่นนี้ ยูชอนเคยบ่นว่ายุนโฮน่าจะเข้าไปทำความรู้จักกับแจจุงเสียตั้งนานแล้ว ไม่เช่นนั้นตอนนี้ทั้งสองคงกำลังรักกันอยู่เหมือนอย่างที่ยูชอนกับจุนซูเป็น น่าเสียดายเวลา แต่จุนซูกลับไม่คิดเช่นนั้น
ก่อนนี้เขาเคยคิดสงสัยว่าทำไมคนเราต้องพยายามขวนขวายแต่ในสิ่งที่แปลกพิศดาร ทั้งที่ความจริงมันแสนจะเรียบง่ายและเป็นไปได้
นั่นอาจเป็นเพราะคนเราสมัยนี้ใช้ชีวิตอยู่แต่กับความฝันและคำลวง
ความเป็นจริงอาจจะโหดร้ายเกินไปกว่าที่พวกเขาจะยอมรับ และสิ่งที่ธรรมดาแต่แสนเป็นไปได้จึงถูกรังเกียจผลักไส ยกตัวอย่างเช่นโรมิโอกับจูเลียตที่เกิดมาคู่กันอยู่แล้ว คู่แท้ตายตัวที่แยกกันไม่ออก เรื่องเล่าเพ้อฝันสุดคลาสสิคอันแสนน่าเบื่อ
คนเราเบื่อ ทั้งที่มันคือสิ่งที่แสนจะเรียบง่ายและเป็นไปได้
ทุกย่างก้าวของจองยุนโฮกับคิมแจจุงก็เช่นกัน...
แค่หกเดือนมันไม่สายเกินไปหรอกเทียบกับสิ่งนี้ สิ่งที่ทั้งมั่นคงและยั่งยืนกว่า เหมือนทุกสิ่งทุกอย่างได้ถูกใครบนฟ้ากำหนดมาแล้ว
แล้วเขาก็ยิ้มให้ชองฮวา
ชองฮวายังจ้องจุนซูตาแทบไม่กระพริบ รอยยิ้มหนึ่งถูกจุดขึ้นที่มุมปาก
หนุ่มผมสีส้มส่งจูปาจุ๊บในกระเป๋าให้จุนซูหนึ่งอัน
“ยินดีที่ได้รู้จักนะ จุนซู”
จุนซูจ้องตาเขาและอะไรในนั้นก็ทำให้เขาเคลือบแคลงบางอย่างเช่นกัน
.
.
.
โจจูมินกำลังพยายามถ่ายรูปยูชอนด้วยโทรศัพท์มือถือ
ชายหนุ่มร่างผอมสูงกับผิวขาวสว่างยืนอยู่ด้านหน้าเวที บทละครที่ถูกม้วนจนยับอยู่ในมือเขา นานๆ ครั้งยูชอนจะวาดมือไปมา แล้วขยับปากเอ่ยอะไรบางอย่าง การเคลื่อนไหวของเขาเป็นอิสระ สีหน้าของเขาก็เช่นกัน มันสะท้อนทุกสิ่งที่โลกใบนี้พึงมีได้แต่ในมโนภาพ
เด็กสาวกดปุ่มซูมเข้าจนสุดเกินกว่าคุณภาพกล้องจะอำนวยแล้วกดซูมออก บางครั้งก็ทำเสียงจิ๊กจั๊กอย่างรำคาญใจ ดูคล้ายว่าเป้าหมายจะอยู่ไกลเกินไป ภาพที่ต้องการถ่ายจึงไม่สมบูรณ์ถูกใจเธอสักที
จูมินลองใหม่ เธอลองตะแคงโทรศัพท์ ใช่แล้ว...ภาพยูชอนดูจะใกล้เข้ามา...คมขึ้น...ชัดขึ้น...
แต่แล้ว...ภาพนั้นก็หายวับไป!
“แมรี่ ป๊อบปิ้นส์ไปไหนเสียล่ะ?”
จูมินสะดุ้งพลันหันไปมอง ยูชอนยืนอยู่ข้างหลังเธอแล้ว
เขาชี้ไปยังหน้าจอแล็ปท็อปของจูมินที่เปิดค้างไว้ บนแถบแสดงชื่อเบราเซอร์จั่วหัวว่า ‘ชมรมคนคลั่งปาร์คยูชอน’
“แมรี่ ป๊อบปินส์ที่เป็นคนเริ่มนี่น่ะ”
หัวใจเธอแทบวายเมื่อยูชอนตั้งต้นที่จะเลื่อนสกอล์บาร์ขึ้นๆ ลงๆ จูมินอึกอัก “รุ่นพี่รู้จักเธอด้วยหรือคะ?”
“ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวหรอก รู้แต่ชื่อน่ะ เธอเป็นคนแรกที่สร้างกระทู้แฟนคลับให้ฉัน” ยูชอนเอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “เราเคยอีเมล์คุยกันสองสามครั้ง ฉันตอบเธอแค่ใช่กับไม่ใช่”
“แล้วตอนนี้...รุ่นพี่ยังเข้ามาดูกระทู้นี้อยู่บ้างไหมคะ?” เธอถามอีก แต่แสร้งเสมองไปทางอื่น ราวกับพยายามแสดงตัวอย่างออกนอกหน้าว่า ฉันไม่ได้ใส่ใจนักหรอกนะ ว่านายจะดูหรือไม่ดู
ว่าแล้วเธอก็น่าจะยักไหล่สักหน่อย
“ก็มีบ้าง นานๆ ครั้ง ฉันเป็นพวกชอบค้นชื่อตัวเองในกูเกิ้ลน่ะ รู้แล้วก็เหยียบไว้ล่ะ”
จูมินอยากจะกรี๊ด แต่เธอต้องอดกลั้นไว้ “รุ่นพี่น่าจะทิ้งข้อความอะไรไว้บ้างนะคะ ฉันว่าแฟนๆ รุ่นพี่คงดีใจ”
“เธอก็แฟนคลับฉันเหมือนกันหรือ?”
“เอ่อ” เธอภาวนาทุกลมหายใจเข้าออก ขอไม่ให้ยูชอนเห็นสิ่งใดที่เชื่อมโยงระหว่างซันเดย์โรสกับตัวเธอ ขณะขยับริมฝีปากที่เกือบจะเม้มติดกันจนสนิทอย่างยากลำบากว่า “เปล่าหรอกค่ะ”
“พอเข้าใจ หลายคนก็จิ้มเข้ามาแค่เพราะอยากรู้ว่านี่มันกระทู้บ้าอะไรถึงได้แอคทีฟทุกวี่วัน” ยูชอนพูด “บางครั้งการมีตัวตนขึ้นมาก็เหมือนกับสิงโตในรถละครสัตว์ที่รอให้คนแห่มาชี้ชวนกันดู”
“แต่รุ่นพี่ไม่ใช่อะไรที่ใครจะแค่มาชี้ชวนกันดูเอาสนุกนะคะ”
ยูชอนเลิกคิ้ว “เหรอ ยังไงล่ะ?”
“รุ่นพี่เป็นดาวนะคะ ใครๆ ก็ต้องอิจฉาทั้งนั้นแหละค่ะ”
ยูชอนยิ้มพอใจกับคำพูดนั้น “ฉันก็ว่างั้นแหละ”
To be continued...
ปล. รักเจ๊ ฮิฮิ :P

)
แต่ในรูปลักษณ์ที่ต่างจากที่จุนซูเห็นอยู่ลิบโลก
อึนนาแอบโปรปาร์คอ่ะ มาหายูชอบซะงามเชียว ไปหาน้องจุนซูสภาพยับยวบกว่ามาก 555
แต่ไม่เป็นไร
ถึงจุนซูเจออึนนานในสภาพศพบนปกหนังสือ 191
แต่เจอชองฮวาในสภาพนาบแบบปกหนังสือ GM!
ชองฮวาน่ารักมว้ากกก
ไม่ว่าจะเป็นกริยา คำพูด หรืออะไรก็ตาม
ชอบตอนที่ชองฮวาเอาจูปาจุ๊บให้จุนซูอ่ะ
น่ารักที่สุด เป็นซีนการพบกัน (อย่างเป็นทางการ)ที่เรารอคอย
ส่วนยุนแจก็ยังน่ารักกันได้อีก
ตอนนี้เราเจอเห็นคู่ที่สมกันมากมาย 2 คู่พร้อมกันเรย 5555
(หมายเหตุ 2 คู่ที่ว่าจะเป็นใครคู่ใครขอละไว้ในฐานที่เข้าใจนะ)
คราวนี้มีการกลับมาอีกครั้งของจูมินที่รอดมาได้จากลางอาฆาตคราวที่แล้ว
ยังคงเน้นย้ำว่าเขามีพฤติกรรมน่ากลัวจริงจัง
ยูชอนยังกล้าเดินไปคุยกับมันเนอะ
เกิดมันควบคุมตัวเองไม่ได้ กระโดดขย้ำปาร์คขึ้นมา
..อูย งานนี้เละเป็นเต้าหู้ชัวร์
ตอนนี้เราชอบมากเลย
(ตอนอื่นก็ชอบมาก แต่ตอนนี้เราชอบมากเป็นพิเศษ)
เป็นกำลังใจให้น้องเสมอนะ
รักน้องเหมือนกัล ^^
#1 By bonychaos (125.24.116.154) on 2009-07-13 20:22