Demon Authorized (8)
posted on 03 Jun 2009 06:31 by bleaf-me in demon-authorized
Title: Demon Authorized
Author: b.leaf
Staring: Dong Bang Shin Gi (SM Entertainment) / (C) b.leaf's Original Characters
Pairing: Yoonho/Jaejoong, Yoochun/Junsu
Genre: AU, Mystery, Thrillers, Horror ; !Against religion & beliefs (Christian Beware)
Rate: R
- - -
8.
ชางมินรู้สึกหงุดหงิดเต็มกำลังก็ตอนที่เขาพยายามจะชอนมืออันทั้งใหญ่และหนาของตน ผ่านช่องว่างแคบๆ เข้าไปหยิบภาชนะกับข้าวเก่าออกมาจากเตาไมโครเวฟ ถุงมือกันความร้อนที่สวมอยู่ยิ่งดูเทอะทะเข้าไปใหญ่ และแม้เหล่านี้จะเป็นงานที่เขาจำใจต้องทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันอย่างเสียไม่ได้ ทว่าในใจเด็กหนุ่มกลับยังคงหมกมุ่นครุ่นคิด
งานในครัวนี่มันควรเป็นงานของผู้หญิงไม่ใช่หรอกเรอะ ?
พ่อของเขาสาละวนอยู่หน้าเตาเตรียมอาหาร ชายรูปร่างสันทัด ผิวคล้ำ สวมแว่นตา ในชุดผ้ากันเปื้อนลายสตรอเบอรี่ ช่างดูขัดหูขัดตาเสียไม่มี ส่วนน้องสาวสองคนกำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่ในห้องนั่งเล่น ไอ้รายการภาคค่ำประเภทเอาดารามาเต้นแข่งกัน แย่งผู้ชายกัน สักพักจากที่ทำขำๆ ก็เริ่มเอาจริง ดูเบาสมองและเบาปัญญาไปในคราวเดียวแบบนั้น เสียงหัวเราะคิกคักของเธอทั้งสองยังดังแว่วๆ
หลายคนบอกว่าลักษณะภายนอกของบ้านสามารถบ่งบอกนิสัยของเจ้าบ้านได้เป็นอย่างดี บ้านหลังนี้ที่ชางมินใช้อาศัยและเติบโตก็คงสามารถบ่งบอกได้ถึงความสบายๆ ตามใจผู้อยู่ ไม่เข้มงวด ไม่ตีกรอบบังคับ แต่ผู้อาศัยก็ยังเคร่งเครียดอยู่ดี บ้านของเขาเป็นบ้านเดี่ยว ปลูกขึ้นบนที่ดินส่วนตัว มีรั้วรอบขอบชิดกั้นเป็นสัดส่วน ปลูกต้นไม้เยอะ แต่ทำให้ยิ่งดูรกรุงด้วยความที่ต่างไม่มีเวลาดูแลจึงถูกปล่อยปะละเลย ตัวอาคารออกแบบเป็นรูปเหลี่ยมไร้โค้งมน ขรึม ส่วนการตกแต่งที่ไร้ระเบียบและสไตล์ ยกตัวอย่างเช่นประติมากรรมรูปนักคิดของ ออกุสท์ โรแดง ขนาดจำลอง ถูกวางเคียงคู่กับตุ๊กตาตาแป๊ะตกปลา คงบอกได้ถึงความ ‘ประหลาด’ ของสมาชิกในบ้านแต่ละคน
ทุกอย่างดูจะกลับตาละปัดในบ้านที่ผู้เป็นพ่อทำอาชีพพนักงานธนาคาร ส่วนแม่เป็นศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ งานของผู้หญิงจึงถูกเกี่ยงให้เป็นงานของผู้ชาย และงานของผู้ชายก็ยังต้องเป็นงานของผู้ชายอยู่ดี
ชางมินเป็นลูกชายคนโตและมีน้องสาวสองคนที่อายุไล่เลี่ยกัน เพราะต่างเห็นเขาเป็นศัตรู เด็กสาวทั้งสองจึงสนิทสนมกลมเกลียวกันมากอย่างออกนอกหน้า ยกเว้นก็แต่เวลาทำการบ้านฟิสิกส์
ขณะกำลังพยายามประคองถ้วยอาหารร้อนๆ มาวางเตรียมที่โต๊ะ เสียงพ่อถามเขา
“แม่ล่ะลูก?”
“อยู่ในห้องหนังสือมั้งครับ”
“อีกแล้วหรือ เดี๋ยวนี้เขาเอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องนั้นจนดึกจนดื่นนะ ลูกว่ามันแปลกๆ ไหม”
ชางมินขมวดคิ้วมองพ่ออย่างไม่เชื่อหู “พ่อว่าแม่แปลกไปเหรอครับ แล้วบ้านนี้มีใครเคยไม่แปลกบ้างครับพ่อ”
“แหมๆ ตลกนะเราน่ะ” พ่อหัวเราะอารมณ์ดี
ชางมินเบ้ปาก
“ไปเรียกแม่ลงมากินข้าวไป”
พ่อของเขาเป็นคนใจเย็น น้ำเสียงจึงฟังดูอบอุ่นทุกครั้ง ชางมินรักพ่อที่เป็นเช่นนี้ เหมือนที่เขารักน้าจีอึนที่ทั้งอ่อนโยนและอ่อนหวาน เป็นข้อดีที่หาแทบไม่เจอจากแม่ หากข้อเสียก็มีตรงที่ชางมินไม่เคยเกรงกลัวพ่อเลย ยังพยศใส่อยู่บ่อยครั้ง
“ไม่ให้สองคนในห้องนั่งเล่นไปเรียกล่ะครับ”
“น่า...” พ่อลากเสียงน่าสงสาร
เอาเถอะ คราวนี้ก็เหลือแค่งานเลือกชุดชั้นในให้น้องๆ เท่านั้นที่ยังไม่ได้ทำ !
ชางมินก้าวขึ้นบันไดทีละขั้นอย่างเบาฝีเท้าและเงียบเชียบ แสงสว่างจากดวงไฟสีส้มยังคงแผ่ลอดช่องว่างใต้บานประตูห้องหนังสือ ราวกับว่าในระยะหลังๆ มานี้นับจากลมหายใจสุดท้ายของปาร์คจุงอาถูกริดรอน แสงนี้ก็แทบไม่เคยดับลง
“แม่ ทานข้าวเหอะ” ชางมินเคาะประตู “แม่...”
ไม่มีสัญญาณตอบรับใดๆ นอกจากเสียงเคาะแป้นพิมพ์ก๊อกแก๊กแว่วในความเงียบงัน ชางมินถอนใจ ไม่รู้ว่าทำไมคนเป็นแม่ถึงยังคงเฝ้าโทษตัวเองสาหัสในเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ ราวกับว่าเสียงกรีดร้องโหยหวนของปาร์คจุงอาในค่ำคืนนั้นยังคงก้องดังอยู่ในหัวสมองเธอ และคงจะไม่มีวันล้างมันออกไปได้หมด
เป็นครั้งแรกในรอบยี่สิบปีที่ชิมเฮียวรินพยายามอย่างเต็มที่ในการสอดรู้เรื่องชาวบ้าน
หลังจากใช้ชื่อและรหัสประจำตัวอาจารย์ล็อคอินเข้าไปในฐานข้อมูลของฝ่ายกิจกรรมวิทยาลัย จนในที่สุดเธอก็ได้รายชื่อนักศึกษาที่มีส่วนร่วมในงานละครเวทีประจำปีอยู่ในมือ เธอใช้ปากกาวาดกราฟย่อลงในกระดาษอีกแผ่น พยายามค้นหาจุดเชื่อมโยงของเหยื่อแต่ละราย ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกันแต่อย่างใดนอกจากล้วนแล้วแต่เป็นเพศหญิง
เฮียวรินขยับแว่น ใช้ปลายนิ้วคลึงขมับเล็กน้อย ความรู้ทางคณิตศาสตร์ของเธอขึ้นสนิมเสียแล้ว...
เธอเชื่อว่าฆาตกรควรเป็นใครที่สามารถเข้าออกภายในวิทยาลัยได้ในยามวิกาฬโดยไม่เป็นที่น่าสงสัย แล้วยังต้องรู้จักจุดวางกล้องวงจรปิดทุกจุดเป็นอย่างดี เฮียวรินเลือกตัดกลุ่มศึกษาปีหนึ่งออกไป และจากสภาพศพทั้งสามศพ ผู้ที่ลงมือได้ควรเป็นใครที่มีความแข็งแรงทางร่างกายสูง สืบเนื่องจากคำพูดของสารวัตรคิมฮยอนซุคที่สันนิษฐานว่าฆาตกรฆ่าชเวอึนนา ปาร์คจุงอา และคิมโบกยองรายล่าสุด น่าจะเป็นคนคนเดียวกัน เธอจึงเลือกตัดความเป็นไปได้ที่ฆาตกรจะเป็นเพศหญิงออกไปอย่างหยาบๆ 80 เปอร์เซ็นต์
ไม่พบอะไรเลย...
แล้วถ้าหากคนร้ายไม่ใช่คนในกองละครกันเองล่ะ เพราะอะไรจึงมีจุดมุ่งหมายจำเพาะฆ่าเฉพาะคนในกอง ?
ยิ่งแล้วใหญ่...
วงจำกัดผู้ต้องสงสัยยังกว้างเกินไปอยู่ดี
เฮียวรินวางปากกาในมือลงอย่างอ่อนแรง ก่อนใช้มือทั้งสองนวดท้ายทอยคลายความเมื่อยล้า ความปวดเมื่อยนี้รุมเร้าเธออย่างหนักหน่วงมาหลายคืน ซึ่งเธอเองก็ไม่แน่ใจว่ามันเกิดจากอาการเกร็งของกล้ามเนื้อเพราะการนั่งท่าเดียวเป็นเวลานาน หรือเกิดจากความรู้สึกผิดที่เธอแบกเอาไว้บนบ่ากันแน่
.
.
.
“รุ่นพี่โซลกีคร้าบ อุปกรณ์หมดหลายอย่างแล้วนะคร้าบ” เด็กหนุ่มปีหนึ่งร่างหยองกรอดร้อง ขณะพยายามถ่ายเทน้ำหนักลงบนเท้าทั้งสองข้างให้สมดุลบนนั่งร้านไม้เก่าครำคร่า เขาจำต้องตะเบ็งเสียงให้ดังยิ่งขึ้นจนเอ็นขึ้นคอเพราะเสียงรบกวนจากเครื่องเลื่อยไม้
ผู้กำกับศิลป์ที่ยืนกอดอกอยู่เบื้องล่างเหลือบมองอย่างรำคาญ ก่อนจะเริ่มสอดส่ายสายตาไปทั่วบริเวณ
“แจจุง” โซลกีเรียก “เข้าเมืองไปซื้ออุปกรณ์มาหน่อยสิ ส่วนพวกนาย...ขาดเหลืออะไรก็บอกแจจุงแล้วกัน”
คิมแจจุงละสายตาจากถังสีที่โซลกีมอบหมายให้เขากับจุนซูช่วยผสม
“แต่ผมไม่มีรถนะครับรุ่นพี่”
“แท็กซี่สิจ๊ะ สโนไวท์ จะโบกรถไปก็ได้ หรือถ้าอยากเดินไปก็เชิญ”
คนที่ถูกเรียกอย่างประชดประชันว่า ‘สโนไวท์’ หันมาแลกสายตากับเพื่อนซี้ คิมจุนซู
“แล้วสีพวกนี้ล่ะฮะ” ฝ่ายเพื่อนซี้เป็นคนถาม
“เธอก็ทำต่อไปสิ”
จุนซูชี้หน้าอกตัวเอง “ผมหรือฮะ ผมนึกว่ารุ่นพี่ใช้ให้เราเข้าเมืองซะอีก”
“ฉันเข้าใจนะว่าเสียงเลื่อยไม้เนี่ยมันดังหนวกหู แต่ไม่คิดว่าจะทำให้เธอหูหนวกนะ จุนซู” โซลกีขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์ และเป็นสีหน้าที่ดูไม่สบอารมณ์มากเกินสถานการณ์ไปหน่อย “ฉันบอกให้แจจุงไป ไม่ใช่เธอ”
“แล้วรุ่นพี่จะให้แจจุงไปคนเดียวจริงๆ หรือฮะ” คนตัวเล็ก เสียงเล็ก ไม่ยอมรามือไปง่ายๆ
“จริง ! ไปคนเดียวได้ใช่ไหม แจจุง เพราะฉันมีงานที่ต้องให้จุนซูช่วยทางนี้อีก ฉันไม่คิดว่าเรื่องง่ายๆ แค่นี้เธอจะทำไม่ได้หรอกนะ”
“ฉันไปคนเดียวได้ ไม่เป็นไรหรอก” ร่างเพรียวยิ้มปลอบให้จุนซูคลายความไม่สบายใจ ก่อนจะหยัดกายขึ้นยืน ปลดผ้ากันเปื้อนออก
จุนซูแตะมือเขาเบาๆ “อย่าไปใส่ใจเลยนะ ยัยนี่มันบ้า ใครๆ ก็รู้”
“พึมพำอะไรน่ะ จุนซู” เสียงโซลกีแข็งกร้าวขึ้นมาทันใด
“อ๋อ...เปล่าฮะ แค่บอกแจจุงว่าอย่าไปไหนนานนักนะ พักนี้ยิ่งมีคนบ้าๆ ชอบเที่ยวไล่ฆ่าคนสวย...อยู่ด้วย...น่ะฮะ” พอลับหลังกลับกระซิบกระซาบอย่างเก็บกดว่า “หูดีซะอีก !”
โซลกีเหยียดริมฝีปาก “ถ้างั้นก็แยกย้ายไปทำงานกันได้แล้ว”
แจจุงนึกขันในใจกับท่าทีที่ออกจะมากเกินไปหน่อยของโซลกีที่มีให้เขา ความขุ่นข้องหมองใจ และบรรยากาศมืดครึ้ม อึดอัด ชวนกดดัน ทุกครั้งที่เธอมองหน้าเขา ทั้งหมดทั้งมวลเริ่มต้นตั้งแต่วินาทีแรกที่เขาตัดสินใจเดินเข้าไปหยิบยื่นมิตรภาพให้ผู้ชายที่ชื่อ จองยุนโฮ
“ความจริงให้แจจุงไปกับฉันก็ได้นะ ฉันมีรถ”
เสียงนุ่มๆ ของจองยุนโฮดังขึ้นเบื้องหลังหญิงสาว ร่างสูงยืนเอามือไพล่หลัง แววตาเห็นอกเห็นใจบ่งชัดว่าเฝ้าฟังบทสนทนานี้อยู่ตั้งแต่แรก
โซลกีชำเลืองมองเขาสลับกับแจจุง ในใจร้อนจนแทบจะลุกเป็นไฟ ตาเธอลุกโพลงราวสาร์นขู่อาฆาตว่าถ้าเธอยอมไป ฉันจะฉีกอกเธอซะ จะเฉือนเนื้อเอาเกลือทา แล้วจะใช้เทียนไขแปดหุนลนใบหน้าสวยๆ ของเธอให้เละเป็นศพ
แจจุงทำได้แต่ยิ้ม
มันน่าขัน แต่บางครั้งเขาก็รู้สึกสะใจ
ผู้หญิงคนนี้ช่างน่าสมเพช...
“ต้องรบกวนแล้วนะครับ รุ่นพี่ยุนโฮ”
.
.
.
เขาเพิ่งจะเริ่มแน่ใจว่าจองยุนโฮแอบมีใจให้ก็คราวนี้
เมื่อวินาทีที่สองมือสัมผัสกันโดยบังเอิญยามแจจุงพยายามปัดหน้ากากแอร์ออกไปให้พ้นตัว ยุนโฮรีบชักมือกลับราวกับผิวขาวนุ่มละมุนนี้เป็นของร้อน
“ขอโทษนะ
“ไม่เป็นไรครับ” แจจุงไม่มีท่าทีขัดเขิน ต่างจากเจ้าของรถที่ลุกลี้ลุกลนจนหาสายรัดเข็มขัดนิรภัยแทบไม่เจอ
“กลิ่นมันอาจจะเก่าไปสักหน่อย รถก็อายุมากแล้ว”
“ถ้าไม่เก่าแล้วจะขึ้นแท่นรถคลาสสิคได้ยังไงล่ะครับ” แจจุงกล่าวยิ้มๆ เป็นรอยยิ้มที่ยุนโฮไม่กล้าจ้องตรงๆ เพราะทุกครั้งที่ได้มองก็ยากจะถอนสายตา ดวงตากลมโตสีดำสนิทคู่นั้นดั่งแอ่งลึกอันมีแรงดึงดูดมหาศาลที่จะทำให้เขายิ่งดำดิ่งจนไม่อาจถอนตัว
ยุนโฮขับมุ่งหน้าเข้าตัวเมืองที่อยู่ห่างออกไปราวสี่สิบนาทีด้วยความเร็ว 70 ไมล์ต่อชั่วโมง จนในที่สุดภาพร้านรวงต่างๆ ที่เปิดเรียงขนาบสองข้างทางก็เริ่มปรากฏแน่น แจจุงทบทวนรายการสิ่งของที่ต้องซื้อในกระดาษอีกครั้ง ลายมือขยุกขยุยทำให้ต้องใช้สมาธิมากในการแกะความหมาย
ตอนนั้นเองที่แจจุงได้ยินเสียงล้อยางเบรคครูดกับผิวคอนกรีตและเสียงแตรดังสนั่น ยุนโฮหยุดรถกระทันหันจนศีรษะด้านหน้าโขกกับพวงมาลัย
เสียงแตรนั่นดังจากรถที่เขานั่งอยู่นี่เอง...
“รุ่นพี่ ! เป็นอะไรหรือเปล่าครับ !”
“โอย...” ที่ใต้ไรผมเริ่มมีเลือดไหลซึม
“หยุดรถทำไมครับ วิ่งมาเร็วๆ แบบนี้มันอันตราย” ร่างเพรียวรีบกุลีกุจอกดผ้าเช็ดหน้าลงบนปากแผล ทว่าคนเจ็บกลับปัดป้องอย่างไม่ใส่ใจกับความเจ็บปวด
“ลาบาดอร์…”
“ค..ครับ?”
“ลาบาดอร์สีดำ วิ่งตัดหน้า ฉันไม่ได้ชนมันใช่ไหม !?”
“ให้ตายเถอะ รุ่นพี่ !”
ยุนโฮไม่สนใจเสียงทัดทาน ใช้อุ้งมือตนเองกดปากแผลปริแตกตรงศีรษะไว้ เขาชะโงกตัวออกไปด้านหน้ารถ กวาดสายตาหาเจ้าลาบาดอร์สีดำตัวนั้น เสี้ยวลมหายใจหนึ่งเขารู้สึกโล่งใจที่ยังเห็นมันเดินวนเวียนอย่างหวาดผวาอยู่กลางถนน ดวงตาสีทองหงอยเหงาของมันยังจำติดตา หากก็เพียงชั่วเสี้ยวขณะเดียวเท่านั้น
รถกระบะอีกคันวิ่งสวนมาด้วยความเร็วสูงหอบร่างของเจ้าลาบาดอร์ตัวนั้นไปกับตา !
“พระเจ้า !”
ร่างโตๆ หล่นลงพื้นดังผลั่ก รถกระบะคันนั้นชลอความเร็วลงเล็กน้อย หากก็ขับจากไปในที่สุด ยุนโฮไม่เสียเวลาคิดรีบผลุนผลันพุ่งลงจากรถ
“ที่ปลอกคอมีที่อยู่เจ้าของด้วย” ยุนโฮร้อง “609 ถนนสายเดียวกัน”
“หลังนี้ครับรุ่นพี่” แจจุงรัวประตูร้านขายอุปกรณ์ทำขนมอบร้านหนึ่ง กระทั่งหญิงชราคนหนึ่งออกมาเปิดประตูด้วยสีหน้ามีน้ำโห
“อะไร !?” ยายแก่จมูกงองุ้มตะหวาด
“หมาคุณถูกรถชน”
“แกชนหมาฉันเรอะ !” หล่อนไม่มีท่าทีวิตกกังวลใดๆ เมื่อทราบข่าวร้าย ในทางกลับกัน ในแววตายังราวกับมีตัวอักษรฉายชัดถึงเจตนาขึ้นมาว่า จ่ายค่าเสียหายมาซะดีๆ !
“ผมเปล่าชน แต่อีกคัน...”
“รถกระบะ ฮยุนได สีแดง !” ยุนโฮตะโกนมาจากอีกฟากหนึ่งของถนน
ยายแม่มดทำท่าเคี้ยวฟันปลอม แววตาไม่เป็นมิตรเสียจนแจจุงกลัวว่าหล่อนจะกำลังร่ายคาถาเสกเขาให้กลายเป็นกบ
“ช่างมัน” หญิงชราเอ่ยในที่สุด “มันขี้โรค สักวันก็ต้องตายอยู่แล้ว” พูดจบพลันกระแทกประตูใส่หน้า
ถึงแม้ใจจริงแจจุงจะอยากพังประตูเข้าไปจิกหัวหงอกๆ ของหล่อน หากจิตสำนึกก็กลับเตือนให้ทำได้เพียงสาปแช่งหล่อนให้ตายไวๆ อยู่ในใจ
หล่อนคงเหมาะเป็นคนไร้ค่าที่จำต้องถูกลูกหลานปล่อยให้แห้งตายอย่างเดียวดายในบั้นปลายชีวิตแล้วกระมัง
“แจจุง ! ช่วยฉันพาเจ้านี่ขึ้นรถหน่อย !” คงจะมีผู้ชายคนนี้คนเดียวเท่านั้นที่ไม่ยอมถอดใจ ยุนโฮประคองร่างโตๆ ขนสีดำขลับนั้นขึ้นไว้ในอ้อมแขน ไม่พะวงแม้เลือดสุนัขเกรอะกรังจะทำเสื้อสีขาวของเขาเป็นรอยเลอะตลอดไป ไม่หวั่นแม้เบาะรถสีครีมเป็นเงาที่เพิ่งใช้เงินก้นถุงก้อนสุดท้ายแลกมาต้องหมองหม่น
แจจุงรีบเปิดประตูที่นั่งด้านหลังให้ยุนโฮ เสียงร้องครวญครางของเจ้าหมาตัวนั้นช่างน่าเวทนา แต่คงไม่มากไปกว่ารอยน้ำตาที่ไหลอาบใบหน้าของมัน
“ถ้ามันขี้โรคแล้วปล่อยมันตายไปซะก็คงดีกว่า แต่นี่มันไม่ตายน่ะสิ” ยุนโฮพึมพำอย่างแค้นเคือง ส่วนแจจุงทำได้แค่ถอนใจให้แก่ความจอมปลอมของสิ่งมีชีวิตที่เรียกตัวเองว่า ‘มนุษย์’
เราทุกคนคงเคยเห็น...สุนัขที่ถูกรถชนกลายเป็นศพอยู่ข้างทาง มันอาจจะดูไร้ชีวิตไม่มีลมหายใจแล้ว และถึงอย่างไรมันก็เป็นแค่หมา เราคงจะทำได้ดีที่สุดแค่หันมองแล้วเบือนหน้าหนี แต่จะมีใครไหมที่จะมานั่งหมกมุ่นครุ่นคิดอย่างจริงจังบ้างว่าสิ่งที่เห็นเกิดขึ้นเพราะอะไร และมันนำพามาซึ่งสิ่งใด
นี่เป็นครั้งแรกที่แจจุงได้เห็นใกล้ๆ ว่าสภาพสุนัขที่ถูกรถชนเป็นอย่างไร มันไม่ได้ใกล้เคียงกับภาพคนถูกรถพุ่งชนในหนัง ไม่ได้งดงามขนาดนั้น ภาพร่างที่ลอยละลิ่วไร้ทิศทางกระทั่งตกลงสู่พื้นถนน มันยังไม่ตายในทันที แต่รอแร่หายใจแผ่ว โลหิตซึมออกทางปาก ตา จมูก มันยืนไม่ได้ ร้องให้ใครช่วยไม่ได้ ได้แต่ครวญครางอย่างเจ็บปวด รอคอยให้รถคันต่อไปขับมาเหยียบซ้ำให้ตายๆ ไปเสียทีจะได้ไม่ต้องทนทุกทรมาน
ถามจริงๆ ว่าคุณเบื่อหรือยังกับสิ่งที่ตัวคุณอ้างถึงอย่างสวยหรู…
สิทธิมนุษยชนงั้นหรือ ?
สิทธิมนุษยชนจะมีค่าอะไร ตราบใดที่มนุษย์เรายังคงคิดว่าตนคือสิ่งมีชีวิตเดียวที่มีค่าบนโลกใบนี้
.
.
.
เจ้าลาบาดอร์สีดำถูกส่งถึงมือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาลสัตว์เซนต์แมรี่ในขณะที่ยังมีลมหายใจ
ยุนโฮทรุดกายลงบนม้านั่งอย่างอ่อนแรง พลางถอนหายใจยาวเหยียด แม้ใบหน้าจะคลายความกระวนกระวายลงไปบ้างแล้ว แต่แจจุงสังเกตได้ว่านัยน์ตาของเขายังเศร้า ยังแลดูเหนื่อยเหลือเกิน
“รุ่นพี่ทำดีที่สุดแล้วล่ะครับ ผมยังไม่เคยเห็นใครทุ่มเทได้ขนาดนี้เลย”
“ฉันไม่อยากต้องรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตน่ะ” ยุนโฮยิ้มอบอุ่น
แจจุงยิ้มตอบ
ผู้ชายคนนี้ชักจะทำให้เขาทึ่งเสียแล้ว
เป็นเวลาเกือบสี่ชั่วโมงที่เขานั่งกุมมือยุนโฮอยู่อย่างนั้นไม่ขยับไปไหน นานๆ ครั้งถึงจะส่งยิ้มให้ปลอบใจกัน นานๆ ครั้งถึงจะถามไถ่กันว่ายังสบายดีอยู่ใช่ไหม กระทั่งประตูกระจกห้องฉุกเฉินถูกผลักเปิดออก
หญิงสาวร่างเล็กผิวขาวนวลเนียนในชุดกราวน์เดินตรงมา รอยยิ้มผุดผาดเปล่งประกายชัดขึ้นเมื่อเธอถอดผ้าปิดปากออกให้พ้นใบหน้าสวยใสที่ถูกล้อมกรอบด้วยเส้นผมสีน้ำตาลอมแดงดัดเป็นลอน ดวงตากลมๆ ของเธอแลดูเหมือนกำลังอมยิ้มอยู่ตลอด ริมฝีปากฉาบสีโอรสและเมคอัพโทนน้ำตาลแดงยิ่งเสริมให้เธอดูเป็นคนเอาจริงเอาจัง ดูฉลาด
“คุณหมอโอ สวัสดีครับ”
แจจุงออกจะแปลกใจสักเล็กน้อยที่ยุนโฮเอ่ยทักทายเธออย่างสนิทสนม
“สวัสดีจ้ะ ยุนโฮ นี่ไปรบที่อิรักมาหรือไง เลือดอาบเชียวนะ”
“อย่าเพิ่งแซวสิครับหมอ คนยิ่งเครียดๆ” ยุนโฮพ้อ
“เครียดอะไรกัน เจ้าลาบาดอร์ดวงแข็งจะตายไปนะ ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้วล่ะจ้ะ” คุณหมอโอคนสวยพูดด้วยน้ำเสียงไม่ต่างจากเล่านิทาน รอยยิ้มสดใสของเธอทำให้แม้แต่แจจุงยังพลอยอดยิ้มตามไปด้วยไม่ได้
“จริงหรือครับหมอ ! โหย...เชื่อไหมว่าถ้าหมอออกมาจากห้องผ่าตัดช้ากว่านี้ ผมคงเริ่มตะกายข้างฝา”
“จริงซิ ! อาการพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่คงต้องขอให้พักที่นี่รอดูอาการหน่อยนะ โชคดีของเจ้าตูบตัวนี้นะเนี่ยที่ไปเจอยุนโฮเข้าน่ะ ไม่งั้นคงไม่รอดแน่ๆ” คุณหมอหันมายิ้มหวานให้แจจุง “ว่าแต่ใครเป็นเจ้าของเจ้าตาเหงาตัวนี้ล่ะจ๊ะ?”
“เผอิญเราเกือบชนเขาน่ะครับ แต่เบรคทัน รถอีกคันเลยชนเข้า เจ้าของเขาก็ไม่ใยดี” แจจุงตอบ
“แย่จังเลยน้า คนสมัยนี้เนี่ย” หมอโอเป่าลมจากปากจนผมหน้ากระจุย “ยังไงก็...ไม่ต้องห่วงเรื่องค่ารักษานะ คราวนี้หมอออกให้ยุนโฮเอง”
“อ้าว ได้ไงครับหมอ” ยุนโฮโวย
“ก็นี่เพิ่งเปิดเทอมมาไม่ทันไรเอง ยุนโฮคงต้องใช้เงินใช่ไหมล่ะ เอาเป็นว่าหยวนๆ แล้วกันนะ”
แจจุงได้เป็นงงอีกระรอก
“ขอบคุณมากๆ เลยนะครับหมอโอ งั้นวันนี้ผมลากลับก่อนนะครับ แผลที่หัวนี่เล่นเอามึน” ยุนโฮหัวเราะแหะๆ ก่อนโค้งให้เธอ “แล้วผมจะเข้ามาดูเจ้าลาบาดอร์นี่วันหลัง”
“เดี๋ยวสิ ยุนโฮ จะรีบไปไหนล่ะจ๊ะ หมออยากให้เธอได้เจอใครคนหนึ่งก่อนนะ”
เอาล่ะ ! ในที่สุด... คลื่นความงงระลอกใหญ่สุดๆ ก็ถาโถมเข้ามาใส่คิมแจจุงจนเกือบจม
คุณหมอโอพาพวกเขามายังแผนกรับเลี้ยงสัตว์ชั่วคราวของโรงพยาบาล ทันทีที่เดินก้าวพ้นธรณีประตู เสียงเห่าอย่างอารมณ์ดีของบรรดาเจ้าตูบก็ดังอื้ออึง ทว่ามีสุนัขตัวหนึ่งที่กระโดดโลดเต้นยกใหญ่ทันทีที่เห็นยุนโฮ
“บีเกิ้ล !”
สุนัขพันธุ์บีเกิ้ลหูตูบยาว ตาแป๋ว สีขาวน้ำตาล กำลังตะกายที่นอนรูปกล่องกระจกซึ่งด้านบนเปิดโล่งเป็นคอก แม้ว่าท่าทางของมันจะแลดูเก้กังเพราะขาหลังทั้งสองข้างถูกแทนที่ด้วยล้อเล็กๆ คล้ายล้อรถเข็น ดามเชื่อมตลอดลำตัวถึงส่วนขาซึ่งในเวลานี้ถูกตัดหายไป
ขณะเฝ้ามองยุนโฮหยอกล้อกับเจ้าบีเกิ้ล แจจุงเอ่ยถามหมอโอ “เกิดอะไรขึ้นกับมันหรือครับ?”
“เจ้าตัวนี้ถูกเด็กอายุ 5-6 ขวบที่เป็นเจ้าของโยนตกลงจากที่สูงจนกระดูกสันหลังหักจ้ะ” เธอเล่าช้าๆ “มันเป็นอัมพาต แต่เจ้าของไม่คิดทำอะไรเลยนอกจากปล่อยมันเดินลากขาหลังสองข้างจนขาเป็นแผลเหวอะหวะ ติดเชื้อเรื้อรัง ยุนโฮเป็นคนพามันมาที่โรงพยาบาลและออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้ แรกๆ มีแต่คนคิดว่ามันคงไม่รอด จนตอนนี้ก็เป็นอย่างที่เห็น เจ้านี่ร่าเริงมากๆ เลยล่ะ”
สัตวแพทย์สาวหยุดคำพูดไปสักครู่ เพื่อลอบถอนหายใจ
“ที่นี่เป็นสถานรับเลี้ยงชั่วคราวจ้ะ สัตว์เลี้ยงใครป่วยหลังรักษาหายแล้วก็จะถูกส่งมาที่นี่ รอเจ้าของมารับ แต่ส่วนใหญ่เขาก็ไม่ค่อยมารับกัน ดังนั้นถ้าใครสนใจรับอุปการะตัวไหนก็มาทำเรื่องขอไปได้เลยนะ สนใจรับไปเลี้ยงสักตัวไหมจ๊ะ?” คุณหมอสาวกระเซ้าถาม
“โอย...คงไม่ได้จริงๆ ครับ พอดีว่าพ่อผมเขาไม่ค่อยชอบสัตว์เลี้ยง” แจจุงไม่ได้โกหกเลยสักนิด เมื่อครั้งเขาอายุได้สิบขวบ เขาพยายามนำงูมาเลี้ยงในบ้าน ทว่าโดนพ่อสวดยับ...
“น่าเสียดายเนอะ น้องหมาพันธุ์แพงๆ ทั้งนั้น” บนใบหน้าขาวกระจ่างของเธอยังระบายรอยยิ้มใจดี “ยุนโฮเขาเป็นคนดีมากๆ เลยนะ มีน้องหมาหลายตัวที่นี่ที่ยุนโฮเป็นคนพามาและรับไปดูแล”
“หมอครับ...ไม่ต้องเล่าหรอก” ยุนโฮฟังแล้วเขิน แต่หมอโอเหมือนจะไม่สนใจฟัง
“ยุนโฮเอาเงินทุนการศึกษาของตัวเองมาช่วยรักษาหมาแมวที่นี่ จนหมอเองยังสงสารเลยล่ะจ้ะ ตอนนี้หมอก็เลยต้องช่วยออกค่าพยาบาลเพราะกลัวยุนโฮจะไม่มีเงินเรียน น้องหมาพวกนี้ถึงจะราคาแพง ใครๆ ก็อยากเลี้ยง แต่พอมันมีสภาพไม่สมบูรณ์แบบนี้ก็ไม่มีใครต้องการแล้ว สุดท้ายก็ยุนโฮอีกนั่นแหละที่ต้องรับไปเลี้ยงเป็นภาระอีก ใช่ไหมจ๊ะ ยุนโฮ ตอนนี้เลี้ยงไว้กี่ตัวแล้วล่ะ?”
“หมาสอง แมวสิบเอ็ดครับ” ยุนโฮว่า “แถมหมาตัวนึงกำลังท้องโตอยู่”
“โห ! พิการทั้งนั้นด้วยนะ” หมอโอสะกิดแจจุง พลางป้องปากกระซิบอย่างขี้เล่น “ฮีโร่ประจำเมืองเลยล่ะ”
“อย่าพูดไปครับหมอ เดี๋ยวแจจุงได้เห็นผมเป็นไอ้งั่งกันพอดี”
สิ่งที่พูดไป คงเพราะยุนโฮไม่อาจได้ยินความคิดของเขา หรือแม้แต่ทันสังเกตแววตาที่เปลี่ยนแปลงไป แจจุงอาจจะไม่ใช่คนรักสุนัขถึงขั้นเอามากอดจูบ แล้วให้เรียกแทนตัวเองว่าพ่อ แต่สำหรับคนคนหนึ่งที่ยอมทุ่มเทลำบากเพื่อชีวิตเล็กๆ อีกหลายชีวิตนั้นก็ยังเป็นเรื่องน่าประทับใจสำหรับเขาอยู่ดี
เจ้าบีเกิ้ลติดล้อเห่าโฮ่งๆ อยู่ที่เบาะหลังบีเอ็มดับเบิลยูสีดำ แค่ได้ขึ้นมาก็เริ่มวางท่าเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ เสียงหัวเราะของยุนโฮกับแจจุงประสานกันเป็นถ้วงทำนองเดียว เมื่อบรรยากาศความตึงเครียดคลี่คลาย
กว่าจะพากันกลับถึงอิเดนเบิร์ชก็พลบค่ำแล้ว แจจุงจึงขอตัวกลับ
“แน่ใจนะว่าจะไม่ให้ฉันไปส่ง”
“ไม่เป็นไรจริงๆ ครับ ผมกลับเองดีกว่า” แจจุงโบกมือลา “ขอบคุณมากๆ เลยนะครับรุ่นพี่ เชื่อได้เลยว่าวันนี้จะเป็นวันที่ผมจำไปตลอด”
ยุนโฮยิ้ม “แล้วเจอกันนะ”
“ครับ บ๊ายบาย เจ้าติดล้อ” แจจุงลูบหัวเจ้าตัวเล็กบนเบาะหลัง
ยุนโฮสตาร์ทรถ ขณะที่แจจุงเริ่มออกเดินไปเกือบสิบก้าว กระทั่งนึกอะไรขึ้นได้
“รุ่นพี่ยุนโฮ ผมว่า...เราลืมอะไรไปอย่างนะครับ”
“เราลืมซื้ออุปกรณ์” ยุนโฮถอนใจ
.
.
.
จองจีอึนลูบศีรษะลูกชายที่เอนซบตรงตักอย่างรักใคร่ไปพลาง สายตาเฝ้ามองเจ้าติดล้อที่วิ่งสำรวจบ้านอย่างสนุกสนานไปพลาง หูเธอเองก็รับฟังเรื่องราวที่ลูกชายเล่าอันทำให้เธอเผลออมยิ้มภาคภูมิใจ จะมีใครจินตนาการออกไหมว่าเธอรักเด็กผู้ชายคนนี้มากเพียงใด
เด็กผู้ชายตัวโตๆ คนนี้ที่เธอเลี้ยงเขามาลำพัง ตั้งแต่กายเล็กเกินกว่าฝ่ามือไม่เท่าไหร่ กระทั่งเติบโตจนหัวใจใหญ่เท่ากำปั้น เขาทั้งรูปหล่อ อ่อนโยน เป็นคนดีไม่ต่างจากเทวดา และเขาทำให้เธอรู้สึกเสมอว่าถึงแม้เธอจะยากจน ปราศจากเงินทองของใช้หรูหรา แต่เธอก็ยังจะเป็นคนที่แสนมีค่าของสิ่งมีชีวิตอันแสนมหัศจรรย์ผู้นี้
“เราต้องคอยถอดคอยใส่ล้อให้เจ้าติดล้อ ต่อจากนี้ก็คงต้องลำบากหน่อยนะครับแม่ ขอโทษนะครับที่เอาแต่เรื่องปวดหัวมาให้แม่ตลอดเลย”
จีอึนก้มมองนัยน์ตาเป็นประกายของลูกรัก เธอยิ้มให้เขา “ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ เราสัญญากันแล้วนี่นาว่าถึงต้องลำบากก็จะลำบากด้วยกัน”
“ผมรักแม่นะครับ”
“แม่ก็รักยุนโฮจ้ะ” ไม่รู้ทำไม ทุกครั้งที่ได้พูดประโยคนี้ ความรู้สึกถึงมักเต็มตื้น น้ำตารื้นเขิน “ที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้างจ๊ะ?”
ยุนโฮดูมีสีหน้าไม่สบายใจขึ้นมาทันทีที่ผู้เป็นแม่ถามถึงเรื่องที่โรงเรียน
“ไม่รู้สิครับแม่ บางที...ผมอาจจะไม่ใช่คนเก่งอย่างที่ใครๆ คาดหวัง”
“ยุนโฮ ฟังแม่นะลูก” เธอประคองกอดเขาอย่างหวงแหน “แม่รู้ว่าลูกรักของแม่เป็นคนดี เหมือนอย่างที่พระผู้เป็นเจ้าย่อมรู้ พระองค์จะทรงสถิตย์เคียงข้างลูกนะจ๊ะ”
แม่ก้มจูบเขาที่หว่างคิ้วเป็นเวลาเดียวกับที่ความเหน็ดเหนื่อยทางกายและความบอบช้ำทางใจถูกขจัดหาย ยุนโฮกุมมือแม่เอาไว้ และบางที...สิ่งที่เขาเฝ้ารอมาตลอดวันอาจจะเป็นสิ่งธรรมดาแสนเรียบง่ายนี้
.
.
.
23:49 น.
ในห้องพักนักศึกษาอันมืดสลัวยังปรากฏแสงเรืองๆ จากจอมอนิเตอร์
KillerzX: นี่ เธอทำอะไรอยู่?
SundayRose92: ความลับ
KillerzX: วันนี้เห็นพี่ยูชอนหรือเปล่า?
SundayRose92: เห็นสิ ก็ฉันดูเขาอยู่
KillerzX: ฉันไม่เจอเขาที่โรงอาหาร
SundayRose92: วันนี้เขาอยู่ที่โรงละครตลอด
KillerzX: เหรอ...มีรูปไหม?
SundayRose92: แป๊บ
Calculating File…………MCBETH1623.jpg (458KB/JPEG)
Transfering………………………….…100%...........................
KillerzX: เธอตามเขาอยู่ใช่ไหม?
SundayRose92: ใช่ ตามอยู่ตลอด
KillerzX: ………………………………
KillerzX was changed him/her status to offline.
ใช่ ตามอยู่ตลอด...
นั่นคือข้อความสุดท้ายที่โจจูมินพิมพ์ลงไปในหน้าต่างสนทนา คู่สนทนาแปลกหน้าทิ้งเคอร์เซอร์ให้กระพริบอยู่อย่างนั้นนานกว่าสิบห้านาที ก่อนจะออฟไลน์ไป
จูมินขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่ค่อยพอใจนัก แต่เพียงประเดี๋ยวเดียวเธอก็ปล่อยให้ข้อความที่สนทนากับคนแปลกหน้าเหล่านั้น ตกตะกอนกลายเป็นเพียงความทรงจำสั้นๆ ที่เธอคงจะลืมจนสิ้นภายในอีกไม่กี่นาทีถัดไป
เด็กสาวคลิกแอดเดรสบาร์บนหน้าต่างโปรแกรมอินเตอร์เน็ต แล้วพิมพ์ www.eica.edu ลงไป เพียงไม่นาน ภาพหน้าจอหลักของเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของวิทยาลัยศิลปะอิเดนเบิร์ชก็ปรากฏ เธอคลิกคำว่า Webboard ตรงมุมขวาบนของหน้าจอ คลิกต่อไปยังห้องย่อยอีกสองสามครั้ง จนพบกระทู้ที่เธอต้องการ
‘Yoochun Park Maniac ชมรมคนคลั่งปาร์คยูชอน’
ในโลกแห่งความเป็นจริงโจจูมินอาจเป็นคนไร้ซึ่งตัวตนในสายตาใคร ทว่าในถิ่นของเธอนี้ทุกอย่างกลับตรงข้าม ไม่มีใครไม่รู้จัก SundayRose92 โดยเฉพาะในกลุ่มผู้คลั่งไคล้ปาร์คยูชอน ดาวเด่นประจำวิทยาลัย เธอเปรียบเป็นดั่งเจ้าเผ่าที่ไม่ว่าชื่อนี้จะไปโผล่ ณ จุดใดในเว็บบอร์ดก็มักจะมีสัญลักษณ์แทนตัวและลายเซ็นรูปปาร์คยูชอนติดตามไปด้วย
ถึงแม้จะไม่ใช่เฉพาะปาร์คยูชอนเท่านั้นที่มีกระทู้แสดงความชื่นชอบจากแฟนๆ ภายในรั้ววิทยาลัยเช่นนี้ ทว่าทั้งดาวดังดาวดับทุกคนในอิเดนเบิร์ชล้วนมีกระทู้เช่นนี้หมด ชเวอึนนา คิมโบกยอง หรือแม้แต่ยุนดองฮวาน นักกีฬาอเมริกันฟุตบอล หากคุณก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ‘ชมรมคนคลั่งปาร์คยูชอน’ เป็นมหาอำนาจที่สุด กระทู้ถูกแอคทีฟในหน้าแรกชนิดวันต่อวัน ความคิดเห็นถูกโพสกว่าสองร้อยความเห็นต่อชั่วโมง
เด็กสาวยกมือขึ้นขยับแว่นสายตา ดวงตาของเธอเริ่มพร่าเพราะรังสีจากสนามแม่เหล็ก เธอขะมักเขม้นอัพโหลดรูปภาพแอบถ่ายมากมายขึ้นกระดานสนทนา ทั้งหมดทั้งมวลเป็นภาพทุกอิริยาบถของยูชอนในวันนี้
จูมินเป็นตัวตั้งตัวตีในกระทู้ ถึงแม้ชมรมคนคลั่งปาร์คยูชอนจะถูกก่อตั้งมากว่าสามปีแล้ว และบัญชีชื่อ SundayRose92 ก็เพิ่งถูกสร้างเมื่อสองปีก่อนเท่านั้น ไม่รู้ทำอีท่าไหน แต่ด้วยเวลาเพียงไม่นาน จูมินก็สามารถตีซี้ผู้ดูแลกระทู้คนก่อน กระทั่งถูกเลื่อนให้เป็นผู้ดูแลกระทู้ในที่สุด ส่วนชื่อของผู้ดูแลคนก่อนก็ค่อยๆ หายไปจากวงการ... เธออาจจะเรียนจบจากที่นี่ไปแล้ว หรืออาจจะเลิกเล่นอินเตอร์เน็ตเพราะเหลือทนกับนิสัยทรามๆ ของประชากรบางกลุ่มในโลกไซเบอร์
ใครจะสนล่ะ?
มีข้อความส่วนตัวมาถึงเธอเฉลี่ยวันละเกือบห้าสิบฉบับ จูมินต้องคลิกรับคำเชิญเป็นเพื่อนจากคนแปลกหน้าหลายต่อหลายคน แล้วยังต้องคอยสนทนาออนไลน์กับเขาเหล่านั้นทุกครั้งที่ว่าง แต่จูมินก็ชื่นชอบมัน ในตอนนี้ จากเด็กสาวท่าทางแปลกๆ ธรรมดาๆ คนหนึ่งกลับมีตัวตนขึ้นมา ถึงแม้จะเป็นเพียงภายในนามของ SundayRose92 และในชีวิตจริงโจจูมินก็ยังจะเป็นเพียงเด็กสาวคณะภาษาศาสตร์คนหนึ่งที่เวลาใครเห็นเธอก็จะต้องพูดออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า ยัยนี่ใครวะเนี่ย?
รูปภาพไฟล์สุดท้ายกำลังถูกลำเลียงขึ้นเซิร์ฟเวอร์ แต่แล้วจู่ๆ ไฟหน้าจอก็กระชาก คอมพิวเตอร์ดับวูบ
เธอได้กลิ่นเหม็นไหม้...
“บ้าเอ้ย !” เด็กสาวสบถอย่างมีน้ำโห ก่อนก้มลงไปดูใต้โต๊ะ ควันสีขาวพลุ่งขึ้นจากปลั๊กไฟที่ถูกเตะหลุดออกจากเต้ารับ
ในจังหวะที่เธอเอื้อมไปขยับสายไฟนั้นเองที่เงาดำปราศจากรูปร่างอันตายตัววิ่งพาดผ่านเบื้องหลังเธอไวๆ ลมเย็นวูบไหววาบจรดกระดูกสันหลัง !
เด็กสาวรีบผุดกายขึ้นมองรอบตัว
ไม่มีใครนอกจากกลิ่นไหม้และหมู่ควัน...
To be continued...
- - -
AN: หายไปนานเลยตั้งแต่ตอน 7 ก็ยุ่งบ้างอะไรบ้าง ต่อจากนี้จะพยายามไม่หายไปไหนนานให้ต้องทวงกันอีกนะคะ :)
ปล. ขอบคุณพี่ตาลด้วยนะที่คอยเชียร์ คอยเตือนตลอด แต่เราก็ไม่ยอมทำอะไรซักที คิดถึง *กอดๆ*

เป็นกำลังใจให้คุณตองนะจ๊ะ
ตามเข้ามาอ่านต่อค่ะ
สนุกมาก ตอนนี้ก็ยังลุ้นระทึกต่อไป
แอบชอบคุณแม่ของชางมินจัง เป็นผู้หญิงที่เท่มาก
#1 By ...alfalfa... on 2009-06-03 09:55