Demon Authorized (7)
posted on 31 Jan 2009 16:52 by bleaf-me in demon-authorized
Title: Demon Authorized
Author: b.leaf
Staring: Dong Bang Shin Gi (SM Entertainment) / (C) b.leaf's Original Characters
Pairing: Yoonho/Jaejoong, Yoochun/Junsu
Genre: AU, Mystery, Thrillers, Horror ; !Against religion & beliefs (Christian Beware)
Rate: R
- - -
7.
ยุนโฮพยายามเคาะสนิม แล้วใช้สมองเบลอๆ ซึ่งเป็นผลพวงของนิสัยนอนดึก และไม่ชอบรับประทานอาหารเช้ามื้อสำคัญเป็นเวลาติดต่อกันนานเป็นสิบปี ครุ่นคิดว่าเขากำลังทำอะไรอยู่กันแน่ ชายหนุ่มไม่เข้าใจสักนิด หรือถ้าจะพูดให้หยาบคายกว่านั้นหน่อยก็ต้องบอกว่า เขาไม่เข้าใจเลย ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ ชีวิตวัยหนุ่มของเขายังมีเรื่องให้ต้องครุ่นคิดมากไม่พออีกหรือ เสียงอู้อี้ของเขากำลังร่ำร้องตัดพ้อไปถึงสวรรค์
ทัศนวิสัยต่อโลกใบนี้ของเขากำลังลดแคบลงเพราะการเอาแต่นั่งหรี่ตาจนเล็กเหลือเท่าก้านไม้ขีดที่ผลิตจากโรงงานแห่งเล็กๆ ซึ่งคงกำลังขาดสภาพคล่องจนเข้าขั้นวิกฤต ผิวหนังที่ก็ไม่ได้จะบอบบางอะไรอยู่แล้วถูกแสงแดดแรกเช้ายามสภาวะโอโซนในชั้นบรรยากาศมีไม่มากเท่าเมื่อสองสามร้อยปีก่อนเผาไหม้เสียจนแทบเกรียม ยุนโฮไม่เห็นหน้าตัวเอง แต่ก็พอจะจินตนาการได้ว่าใบหน้าของตนตอนนี้ยับยู่ยี่มากเพียงใด มันคงดูไม่จืดน้อยไปกว่าสีหน้าทหารสหรัฐฯ ในอิรักผู้อาลัยเมืองบ้าน หรือหน้าตาของหนอนผีเสื้อที่กำลังขะมักเขม้นแทะเล็มใบไม้
“บอกฉันหน่อยยูชอน” ยุนโฮพูดด้วยน้ำเสียงคล้ายคนที่ร่างกายขาดน้ำอย่างมาก ขณะพยายามยกหนังสือเล่มหนาขึ้นปกป้องตนเองจากแสงอาทิตย์ที่สาดเปรี้ยงเข้ามาแยงลูกตาอย่างไม่ปราณี “บอกฉันหน่อยว่าฉันมานั่งทำบ้าอะไรที่นี่”
ยูชอนที่นั่งยิ้มกริ่ม เผยผิวหน้าท้าแดดอย่างมั่นใจอยู่บนโต๊ะเล็คเชอร์ตัวใกล้ๆ ขมวดคิ้วทันทีเมื่อได้ยิน “ ‘นั่งทำบ้า’ หรือวะเพื่อน นั่นมันคำสบถนี่”
“บอกฉันทียูชอน ว่าฉันมานั่งทำห่าอะไรที่นี่” ยุนโฮแก้ ยูชอนหัวเราะชอบอกชอบใจใหญ่
“ท่านผู้มีอุปการะคุณโปรดทราบ ภูเขาหินยุนโฮเคลื่อนไหวแล้ว”
“ฉันต้องการคำอธิบายมากๆ เลยว่ะเพื่อน” ยุนโฮดูตัวเกร็งขึ้นอีก เหงื่อก็เริ่มผุดซึมตามขมับ เพราะถึงแม้เก้าอี้ตัวกลางแถวที่สิบสองนับจากด้านหน้าห้องบรรยายความจุสองร้อยที่นั่งนี้จะเป็นจุดศูนย์กลางจักรวาลตามหลักขงจื้อ และเป็นฮวงจุ้ยที่ช่วยเสริมดวงให้เขาได้ตามคัมภีร์สมัยราชวงศ์ถังจริงอย่างที่ยูชอนอวดอ้าง แต่ตราบใดที่ ณ ตรงนี้ยังเป็นตำแหน่งที่เครื่องปรับอากาศสองตัวสามัคคีกันประสานความเย็นลงมา ซ้ำร้ายยังเป็นจุดรวมแสงซึ่งส่องลอดจากหน้าต่างกรุกระจกบานเล็กเหนือมู่ลี่บานเกร็ดเป็นร้อยๆ บานนั้นเข้ามาจ่อหน้าเขาอยู่ได้อีก กว่าดาวประจำวันเกิดของเขาจะเคลื่อนไปเรียงตรงกับดาวประจำราศีแล้วช่วยเสริมดวงให้เขาได้ เขาคงเป็นไข้ตายกลายเป็นศพหน้าเขียวอยู่ในหลุมศพสักหลุมในสุสานเซ็นต์แคเธอดรอล
“บอกแล้วว่าให้เตรียมเสื้อกันหนาวมา”
ยุนโฮถอนหายเฮือกใหญ่ “มันจะง่ายกว่านั้นไหม ถ้าเราย้ายไปนั่งที่อื่น ห้องบรรยายนี้มีโต๊ะเล็กเชอร์สองร้อยตัวนะยูชอน และวิชานี้ก็คาดว่าจะมีคนทะลึ่งแบบนายลากเพื่อนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรมาลงเรียนรวมแล้วอย่างมากสุดไม่น่าเกินสามสิบคนล่ะ แค่ชื่อวิชาก็กินขาดแล้ว น่าเรียนมาก ห้องนี้มีที่เหลือพอให้เราเล่นขว้างจักรด้วยซ้ำ”
ยูชอนคว้าแว่นตาแฟชั่นขึ้นมา คือเป็นแว่นตามีกรอบหนาเหมือนแว่นสายตาทั่วไป ต่างกันอยู่ก็แต่ตรงที่มันไม่มีเลนส์ ใช้ใส่ก็เฉพาะเวลาที่อยากสร้างภาพ ไม่ได้ช่วยให้มุมมองในการมองโลกกว้างขึ้น หรือทำให้มีไอคิวสูงขึ้นจริงๆ แต่อย่างใด ยูชอนเคยสวมแว่นนี้เล่นละครเวทีเรื่อง Have a nice day Andy! ผลงานการเขียนบทของรุ่นพี่อิเดนเบิร์ชที่เรียนจบไปแล้วเมื่อราวๆ ยี่สิบกว่าปีก่อน และตอนนี้กำลังเดินเตะฝุ่นอยู่ฮอลลิวู้ด เป็นเรื่องราวของเด็กอัจฉริยะสติเฟื่องที่ชีวิตต้องมาล้มเหลวเพราะยาเสพติด
“คนเราเปลี่ยนเพราะอะไร ยุนโฮ” ยูชอนสวมบทพิธีกรรายการทอล์คโชว์ผู้เคร่งขรึม
“หือ?” ยุนโฮตั้งตัวไม่ติด
ยูชอนยังคงรักษาสีหน้าให้เรียบนิ่งได้ไม่มีวอกแว่ก “คนเราเปลี่ยนเพราะอะไร ยุนโฮ”
ยุนโฮหยุดคิดครู่หนึ่ง หากคุณรู้จักเขา น้อยครั้งมากๆ ที่คุณจะเห็นยุนโฮตอบคำถามโดยไม่คิดก่อน “คนเราเปลี่ยนเพราะของเดิมไม่ดี”
“ถูกต้องนะครับ!”
จู่ๆ ยูชอนก็ตะโกน ยุนโฮแทบหงายตกเก้าอี้
“และในกรณีนี้ ในเมื่อของเดิมมันดีอยู่แล้ว นายจะเปลี่ยนที่นั่งทำไมให้เมื่อยตูดวะ” ในที่สุดยูชอนก็ถอดแว่นงี่เง่าที่ไม่เข้ากับภาพลักษณ์เขาเลยนั่นออก ยุนโฮขยี้ตาเล็กน้อยเพื่อปรับอารมณ์ตามให้ทัน “ฟังฉันนะเพื่อนรัก เราคบกันมาสามปี เป็นสามปีที่หฤโหดแต่ก็สุขสุดๆ”
“อย่าพูดจาสองแง่สองง่าม ฉันอายเขา” ยุนโฮแทรก แต่ดูเหมือนยูชอนจะไม่ได้ยิน
“นายกับฉันตัวติดกันยิ่งกว่าภาพการสืบพันธุ์ของงูอนาคอนด้า นายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน ยุนโฮ เพราะอะไรฉันถึงจะไม่อยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้นาย”
“สิ่งที่ดีที่สุด...ไอ้ที่นั่งกลางทะเลทรายซาฮาร่าเนี่ยนะ เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว อีกไม่นานฉันคงเริ่มสั่นแล้วร้องครางว่าหนาวๆ รอให้ใครมาเปลื้องผ้ากอดถ่ายเทความอบอุ่นให้หรอก”
“แหม มีอารมณ์ขันจริง แต่ฟังฉันอธิบายก่อนสิเพื่อน” ยูชอนเริ่มเอาฝ่ามือลากไปมาในอากาศ “ที่นั่งเนี่ย เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เราจะใช้พิฆาตเอจากวิชานี้ แบบไม่ต้องพึ่งความมานะบากบั่นหรือความขยันอะไรที่เขาชอบพูดกันให้สวยหรูเลยแม้แต่น้อย เชื่อสิ ฉันคว้าเอมาสามตัวแล้วจากอาจารย์คนนี้ และก็ไม่เคยได้เอตัวอื่นจากอาจารย์คนไหน”
ยุนโฮตั้งใจฟังตาแป๋ว เหมือนเด็กอนุบาลที่กำลังฟังคุณครูอธิบายว่า หนูเกิดมาได้ยังไง?
“ฉันก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีแหละว่าเรามานั่งทำอะไรกันอยู่กลางแดด ในห้องบรรยายที่เปิดเครื่องปรับอากาศ ทรมานตัวเองแบบนี้แล้วจะทำให้เราได้เอจากวิชาเทพปกรณัมไอยคุปต์นี่หรือ นายช่วยอธิบายแบบข้ามขั้นตอนไปช่วงสรุปเลยได้ไหม แบบว่าไม่ต้องมีคำนำน่ะ”
“เอาล่ะๆ จะเล่าให้ฟังนะว่า ที่นี่...ที่ที่เราสองคนกำลังนั่งอยู่เนี่ย มันเป็นจุดตกกระทบของแสงรีเฟล็กซ์จากธรรมชาติที่ให้ผลได้มากกว่าสปอร์ตไลท์สามตัวในสตูดิโอถ่ายหนังอีกนะ การที่เรานั่งตรงนี้...” ยูชอนขยับเก้าอี้ให้ทำมุมสี่สิบห้าองศากับหน้าห้อง สะบัดผมหน้าให้ตกลงมาระบังแนวสายตานิดหน่อย “หันหน้าทำมุมสี่สิบห้าองศาแบบนี้...จะทำให้เราดูแจ่มยิ่งกว่า จู๊ด ลอว์ เวอร์ชั่นอัดโบลท็อกซ์อีกนะเว้ย”
“แล้ว?”
“แล้วอะไร นายไม่เคยรู้เลยหรือ คนเราจะหน้าตาดูดีที่สุดในมุมสี่สิบห้าองศานะ”
“อันนั้นฉันรู้ ถึงฉันจะไม่เคยพยายามทำ แต่ฉันไม่เห็นว่ามันจะมีอะไรเกี่ยวกับเกรดเลยนี่”
ถึงตรงนี้ ยูชอนก็ทำท่าถอนหายใจอย่างเหลืออดบ้าง “นายเป็นนักเรียนทุนจริงหรือเปล่าวะ ยุนโฮ ทำไมเข้าใจอะไรยากอย่างนี้” พ่อพระเอกละครเวทีทำเสียงจิ๊กจั๊กในลำคอ หันเก้าอี้กลับมาจ้องหน้ายุนโฮตรงๆ “ตอนฉันชวนนายลงเรียนวิชานี้ นายไม่ใช่หรอกหรือที่เอาแต่นั่งอ่านสรุปย่อกระบวนวิชาสามสิบกว่าหน้าจนจบ ในขณะที่ฉันไม่สนใจแม้แต่จะหยิบมันมาจากบอร์ดประกาศด้วยซ้ำ”
“ใช่ ฉันอ่าน”
“ก่อนนายเข้าคลาสวันนี้นายได้ดูตารางสอนหรือเปล่า”
“ดู แล้วไง?”
“เพราะฉะนั้นนายย่อมรู้ดีที่สุดว่าใครเป็นคนสอนวิชาที่มีชื่อเจ๋งๆ ที่แค่ฟังก็อยากขากถุยใส่อย่างเทพปกรณัมไอยคุปต์โบราณนี้”
“ศาสตราจารย์ลี”
“ถูกต้องนะคร้าบ!“ ยูชอนตะโกนอีกแล้ว แต่คราวนี้ยุนโฮตั้งรับทัน เก้าอี้เขาจึงไม่ค่อยเขยื้อนเท่าไหร่
“แล้วทำไม ศาสตราจารย์ลี---”
ยุนโฮกำลังจะตั้งคำถามต่อไป แต่เสียงของเขาก็กลับค่อยๆ จางลงจนหายไปเหมือนเพลงแทร็คสุดท้ายในอัลบั้มของนักร้องเพลงป๊อบเห่ยๆ ความหวั่นวิตกเริ่มเข้ามาเกาะกินใจเขาเมื่อคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบนั้นดังก้องอยู่ในหู จะต้องเล่นเกมยี่สิบถามกันต่อไปอีกทำไมให้เปลืองน้ำลายในเมื่อเขาเองก็รู้คำตอบนั้นดีอยู่แล้ว
คงเป็นเรื่องยากสักเล็กน้อยที่จะล่วงรู้เรื่องเร้นลับในซอกหลืบวิทยาลัยสำหรับนักศึกษาใหม่ของอิเดนเบิร์ช ทว่านั่นไม่ใช่ยุนโฮ เขาเรียนที่นี่มาสามปี ถึงจะไม่ใช่คนชอบสอดรู้สอดเห็นนัก แต่สำหรับบางเรื่อง แม้จะไม่อยากรู้แต่ก็สมควรรู้เอาไว้
เขารู้ว่าหอพักใดถูกลือว่ามีผีสิง เขารู้ว่าสาวๆ ในอิเดนเบิร์ชเชื่อว่าหากขอพรกับรูปปั้นเทพวีนัสอายุสี่ร้อยปีในตึกงานปั้นอาจมีสิทธิ์ได้สมหวังกับคนที่เราแอบชอบ เขารู้ว่าท่านอธิการบดีแท้จริงแล้วสวมวิก เขาพอรู้มาบ้างเหมือนกันว่าคนไหนแอบกิ๊กกับใคร แม้จะไม่ทันวันต่อวันเหมือนพวกเด็กหอใน แต่ก็นั่นล่ะน่า...เขารู้...
แล้วด้วยเหตุนี้ มีหรือที่เขาจะทำแสร้งเป็นไม่รู้ว่า ศาสตราจารย์ลี อาจารย์ประจำภาควิชาโบราณคดีท่านนี้ มีรสนิยมชื่นชอบบริโภคเด็กหนุ่มหน้าตาดีเป็นที่สุด!
เมื่อยูชอนจับปฏิกิริยาของยุนโฮได้เขาก็หัวเราะลงคออย่างภาคภูมิใจในความเจ้าเล่ห์ของตัวเอง “ด้วยเหตุนี้แหละเพื่อน เราสองคนถึงต้องทำตัวเป็น จู๊ด ลอว์ เวอร์ชั่นอัดโบลท็อกซ์”
“นี่มันบ้าชัดๆ นายถึงขนาดยอมเอาตัวเข้าแลกเลยหรือวะ ยูชอน” ยุนโฮถอยเก้าอี้กรูด มองเพื่อนด้วยสายตาอย่างคนหมดศรัทธา
“อย่า!” ยูชอนร้อง “อย่าถอยไปไกลแบบนี้ เห็นไหม แสงมันส่องลงมากระทบหน้าไม่เต็มที่”
โถ...นึกว่าจะ อย่า! อย่าเข้าใจฉันผิด!
“นายเรียนวิชาอื่นให้ได้เอโดยที่ไม่ต้องทำอะไรโง่ๆ แบบนี้ได้นะเพื่อน” เขาบอกเพื่อนด้วยน้ำเสียงไม่ต่างจากนักบุญ
ยูชอนหัวเราะ ขณะพยายามจัดเก้าอี้เล็คเชอร์ของยุนโฮให้เข้าที่ รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กสามขวบแบบนี้ทุกทีที่เพื่อนรักพยายามจะเทศนาเขา ชายหนุ่มกะเกณฑ์แสงเงา พอได้ที่แล้วจึงเผยรอยยิ้ม แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะว่า “นั่นมันนายต่างหากที่เรียนอะไรให้ได้เอก็ได้ ไม่ใช่ฉัน คิดดู ขนาดวิชาที่ฉันมั่นใจสุดๆ อย่างการแสดง ยังต้องกรองเจตเต้ จนขาแทบหักกว่าจะรอด สาอะไร... แล้วที่สำคัญนะ ฉันก็ไม่ได้เอาตัวเข้าแลกด้วยเว้ย แบบนี้เขาเรียกเอาตัวเข้าล่อ ถ้าให้ว่ากันตามเทคนิคอ่ะนะ”
“นายไม่ต้องเสียตัวแลกเกรดหรอกหรือ”
“ไม่ต้องเลยเพื่อน แค่รู้จักใช้ความหล่อเป็นอาวุธ หันสี่สิบห้าองศา จ้องตาศาสตราจารย์ เรียนรู้เรื่องมั่งไม่รู้เรื่องมั่งก็จ้องตาไป อย่ากลัวว่าเขาจะถามอะไรนาย ตอบไปเลย นายไม่เคยตอบผิด ห้ามหลบตาเด็ดขาด นายต้องหัดฝึกยิ้มหน้ากระจกด้วยว่ารอยยิ้มไหนของนายที่บาดใจสาวและเกย์เฒ่าที่สุด ยิ่งแดดส่องนาย นอกจากจะทำให้หน้านายสว่างเจิดจ้าแล้ว ตายังปรอยนิดๆ อีกด้วย พอศาสตราจารย์หันมานายก็แค่เก๊กหน้าให้ดูดีที่สุด ห้ามหาว ห้ามแคะขี้มูก ห้ามเอาลิ้นดุนฟัน เทคนิคสำคัญที่ถือว่าเป็นหัวใจเลยคือรู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี นายต้องหัดปรับตัวเองให้กลมกลืนไปกับธรรมชาติเหมือนกิ้งก่าแอฟริกา ไหลให้รอด เวลาศาสตราจารย์พยายามโน้มน้าว นายต้องไม่ปฏิเสธ แต่ก็ห้ามยอมเขาเด็ดขาด ไม่งั้นนายได้เสียพรหมจรรย์แลกเกรดจริงๆ แน่”
ยุนโฮพูดอะไรไม่ออก แค่จ้องหน้ายูชอนแบบอึ้งๆ ยูชอนกระหยิ่มยิ้มอย่างภาคภูมิใจ และไม่ว่าเมื่อไหร่ที่ยูชอนทำแบบนี้ ยุนโฮก็มักจะซ่อนอาการขนลุกไว้ไม่ได้ทุกที
“แค่นี้ก็โน่น...เอลอยมาแล้ว”
ยูชอนกับยุนโฮนั่งคุยกันขำๆ ระหว่างรอเวลาเรียน ซึ่งดูจะมียูชอนคนเดียวที่ขำออก นักศึกษาคนอื่นค่อยๆ ทยอยกันเข้ามาจับจองที่นั่ง ซึ่งอย่าหวังเลยว่าชาตินี้ ชาติหน้า หรืออีกสิบชาติต่อไป ที่นั่งว่างๆ เหล่านี้จะถูกเติมจนเต็ม
อีกสิบนาทีก่อนชั้นเรียนจะเริ่ม ยูชอนก็สังเกตเห็นใครคนหนึ่งผลักประตูเข้ามา ชายหนุ่มแกล้งพรวดพราดลุกขึ้นยืน แล้วชี้หน้าเธอคนนั้น
“เบซอนจี!”
หญิงสาวผิวซีดเผือด หุ่นเตี้ยตัน หน้าตาก็งั้นๆ ไว้ผมหน้าม้า ดูมีสีหน้าหลากหลายอารมณ์เมื่อพบว่าเจ้าของเสียงเป็นใคร เธอชี้หน้ายูชอนกลับ พยายามจะกรีดร้อง แต่ไม่ใช่ด้วยความคลั่งไคล้แน่นอน ข้อนี้ยุนโฮมั่นใจ
“ยี๊...ไอ้บ้า...ไอ้บ้าปั๊คยูชอน!”
ยุนโฮเดาว่าเธอน่าจะหมายถึง ปั๊ค ที่เป็นชื่อสายพันธุ์สุนัข เขาต้องใช้ความพยายามมากเลยทีเดียวกลั้นไม่ให้ตัวเองหัวเราะ คู่กัดของยูชอนแต่ละคนมีความคิดสร้างสรรค์กันทั้งนั้น
ยูชอนทำหน้ายียวนใส่เธอ เธอด่าเขากลับสองสามคำ แต่เมื่อเห็นว่ายูชอนยังคงทำหน้าเป็น ไม่สะทกสะท้านกับคำด่า ซอนจีก็กระทืบเท้าปังๆ ไปนั่งลงที่โต๊ะแถวหน้าสุดอย่างเหลืออด ท่าทางของเธอทำให้ยูชอนหัวเราะสะอกสะใจ แล้วเขาก็ดูจะพอใจแค่นั้นจริงๆ
“เธอดูจะไม่ชอบหน้านายมากๆ เลยนะ” ยุนโฮพูด “ใครหรือ?“
“ไม่ใช่ไม่ชอบธรรมดา แต่เกลียดเข้ากระดูกเลยล่ะ ยัยบ้านั่นน่ะ ชื่อเบซอนจี คณะโบราณคดีเอกตำนานความเชื่อกรีกโบราณ ฉันเรียนกับเธอมาสามเทอมแล้ว วิชาของศาสตราจารย์ลีเนี่ย ยัยนี่ดูจะมีความหลังฝังใจกับวิชาเทพนี่สุดๆ แบบว่า...เอาจริงเอาจังมาก“
“แล้วนายไปทำอะไรให้เธอล่ะ เธอถึงได้เกลียดนายขนาดนี้”
“ไม่ได้ทำอะไรเลย” ยูชอนลากเสียง “ถ้าจะโทษควรไปโทษศาสตราจารย์ลีโน่น ใครๆ ก็รู้ว่าศาสตราจารย์ไม่ชอบผู้หญิง ต่อให้เรียนเก่งขนาดไหนก็ไม่เคยได้เอจากแกหรอก ซึ่งยัยซอนจีก็เป็นอีกคนที่เรียนวิชานี้เก่งโคตรแต่อย่างดีก็ได้แค่บีบวก ส่วนฉันที่เรียนไม่รู้เรื่อง งานก็ไม่ส่ง เข้าเรียนมั่งไม่เข้ามั่ง เอก็ลอยละลิ่วมาจากฟากฟ้า ยัยนี่เลยเกลียดฉันเข้าไส้”
ยุนโฮหน้าเศร้า ยามที่เขามองยูชอนขว้างยางลบถูกศีรษะซอนจี เธอหันมาทำท่าทางฮึดฮัดใส่
เมื่อหกสิบห้าล้านปีก่อน ดาวเคราะห์ดวงนี้ถูกพุ่งชนด้วยกองทัพอุกาบาตรและดาวหาง แรงอัดและการระเบิดก่อให้เกิดสภาวะฤดูหนาวนิวเคลียร์ขึ้นบนโลก ไดโนเสาร์ตาย พืชตาย สิ่งมีชีวิตในยุคดึกดำบรรพ์ตายหมด อย่างน้อยก็ตามที่สันนิษฐานกัน หากสิ่งที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นคือไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหน คุณก็ไม่อาจปฏิเสธได้หรอกว่าอคติของมนุษย์ การเหยียดเพศ เหยียดสีผิวจะยังคงอยู่และยากจะขจัดออกไปได้ เหมือนรอยสนิมที่เกรอะกรังอยู่ก้นหม้อ
คุณรู้ว่าฮิตเลอร์เลวเพราะอะไร แต่คุณก็ปฏิบัติแทบจะไม่แตกต่างกัน เพียงแต่มีคำแก้ต่างให้ตัวเองที่สวยหรูกว่านิดหน่อยเท่านั้น
มนุษย์เรานี่มันยังไงกันนะ?
“แค่เกิดมาเป็นผู้หญิงก็ผิดแล้ว” ยูชอนว่า “โชคร้ายที่คนที่เรียนวิชานี้ ส่วนใหญ่แล้วเป็นผู้หญิงกับเด็กเนิร์ดหน้าตาเขรอะสิว ซึ่งพวกเขาก็ดูจะพอใจกับเกรดบีบวก ไม่เหมือนยัยบ้าซอนจีหรอกที่คอยแต่อยากจะเอาชนะคนอื่น พยายามจะพิสูจน์ตัวเองบ้าบอ นายไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดเลย ยุนโฮ นายผิดอะไรที่ตัวเองมีพร้อม สมอง หน้าตา พรสวรรค์ และเป็นเพศชาย คนตัดสินมันไม่ใช่ตัวนายแต่เป็นศาสตราจารย์ลี นายแค่รู้จักพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส”
ถึงยูชอนจะพยายามชักแม่น้ำทั้งห้ามาหว่านล้อม แต่สีหน้ายุนโฮก็ไม่ได้ดูดีขึ้นเลยสักนิดเดียว
“นายนี่เก่งเรื่องหาเหตุผลมาแก้ต่างให้ตัวเองจริงนะ”
“ก็ยังดีกว่านายที่ชอบเอาแต่โทษตัวเองเรื่อยเปื่อย ชีวิตนายยังทุกข์มากไม่พออีกหรือวะเพื่อน”
ยูชอนเอื้อมมือไปตบไหล่ ยุนโฮดูเหมือนจะยิ้มได้จริงๆ ก็ตอนนี้
ไม่กี่อึดใจถัดมา ศาสตราจารย์ลีผู้เป็นที่โจษจันก็ปรากฏตัว
ชายอายุราวห้าสิบกว่าๆ ผู้มีเส้นผมตัดสั้นเรียบร้อยสีดอกเลาทั้งศีรษะ และสีผิวสีน้ำตาลแดงไม่สม่ำเสมออย่างผิวแทนที่ได้จากการอาบแดด เขาเป็นคนร่างสูงและมีรูปร่างที่ดีมาก อกยังผึ่งผาย กล้ามแขนแน่นปึ้กไม่แพ้ชายหนุ่มที่รู้จักดูแลรักษาสัดส่วน ใบหน้าแม้จะมีริ้วรอยแห่งวัยให้เห็นเป็นรอยลึก แต่ก็นับว่าเขายังดูหนุ่มอยู่มากเทียบกับชายวัยเดียวกัน ดวงตาของเขาเป็นประกายแจ่มใสตามประสาชายวัยกลางคนตอนปลายผู้ยังมีหัวใจเป็นเด็ก ประกายนัยน์ตาของเขาแลดูสวนทางกับกฎของกาลเวลา เช้านี้เขาสวมเสื้อสเวตเตอร์คอเต่าสีดำทับด้วยเสื้อสูทสีเทา ดูเนี้ยบมากจนเกินไป
“ศาสตราจารย์ลี อรุณสวัสดิ์ค่ะ” เบซอนจีร้องทักทันทีที่เห็นศาสตราจารย์เดินเข้ามา ทว่าลีกลับทำราวกับเธอเป็นเพียงฝุ่นผงในอากาศที่เขาไม่อยากใส่ใจ เขาทำเป็นไม่เห็นเธอ วางกระเป๋าเอกสารของตัวเองลงบนโต๊ะ แล้วนั่งลงด้วยสีหน้าเรียบนิ่งที่สุด
แต่เมื่อยูชอนทักบ้างเท่านั้นแหละ
“ศาสตราจารย์ลี อรุณสวัสดิ์ครับ”
“ยูว...ชอออน” ไม่ผิด เขาออกเสียงว่า ยูว...ชอออน แล้วรอยยิ้มที่สดใสเสียยิ่งกว่าสีหน้าของพรีเซ็นเตอร์โฆษณาน้ำอัดลมยี่ห้อดังก็ฉายชัดบนใบหน้าเขา
แรง...
คำเดียวเท่านั้นที่บอกได้...แรง!
วันแรกของบทเรียนเทพปกรณัมไอยคุปต์โบราณดำเนินไปด้วยบรรยากาศน่าผ่อนคลายเป็นพักๆ กระตือรือร้นเป็นเป็นพักๆ และน่าเบื่อเป็นพักๆ ตัวแปรขึ้นอยู่กับนักเรียนที่ศาสตราจารย์ลีสบตา เขาจะดูมีสีหน้าสดชื่นมากแตกต่างไปจากภาพศาสตราจารย์ภาควิชาโบราณคดีผู้เคร่งขรึมทันทีที่สบตากับยูชอน แววตาจะแฝงไว้ด้วยความเอ็นดูและอ่อนโยนจนน่าขนลุกทันทีที่สบตายุนโฮ แววตาเปี่ยมไปด้วยปณิธาณแห่งการเป็นครู ผู้ยินดีจะมอบความรู้ให้เด็กๆ ทุกคนโดยไม่แบ่งแยกชั้นวรรณะทุกครั้งที่สบตาเด็กหนุ่มคนอื่นๆ ในห้อง ก่อนจะเปลี่ยนใบหน้าเป็นก้อนอิฐที่ถูกวางตากแดดตากฝนบนลานกว้างหน้าบ้านได้ไวมาก เมื่อสบตากับซอนจีและเพื่อนนักเรียนหญิงคนอื่นๆ ศาสตราจารย์ลีเริ่มต้นการเรียนการสอนด้วยการขานชื่อนักศึกษาก่อน แล้วค่อยเริ่มด้วยคำถามสบายๆ วัดความรู้พื้นฐาน มีนักเรียนสิริรวมแล้วทั้งสิ้น 28 คนในชั้นเรียนนี้
“เอาล่ะ เมื่อผมพูดถึงความเชื่อเกี่ยวเทพเจ้าในตะวันออก คุณจะนึกถึงอะไร ลองบอกมาคนละข้อ” ชายวัยกลางคนกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มเหมือนดีเจรายการเพลงป๊อบร็อคยุค 80
เบซอนจีเป็นคนแรกที่ยกมืออย่างมั่นใจ และท่าทางของเธอสามารถอธิบายความหมายของคำว่า ยกมือ ได้ขัดเจนที่สุด คือลุกขึ้นยืนตัวตรง และยกแขนขวาขึ้นสุดจนต้นแขนแนบหู
“เทพเจ้าอทุมเป็นเทพเจ้าองค์แรกของอียิปต์ค่ะ เทพเจ้าอนูบิสเป็นเทพแห่งความตาย เทพเจ้าอามุนเป็นเทพที่มีอำนาจสูงสุดในมวลหมู่เทพของอียิปต์ เทพเจ้าฮอรัสเป็นเทพแห่งท้องฟ้า เทพีไอสิสเป็นเทพเจ้าแห่งเวทย์มนต์ เทพเจ้าโอซีริสเป็นเทพเจ้าแห่งโลกหน้า ซึ่งพระองค์เป็นพระสวามีของเทพีไอสิส และเป็นพระบิดาของเทพอนูบิสและฮอรัส เทพเจ้า---”
“พอๆๆๆ ผมรู้แล้ว ผมกำลังจะสอน” ศาสตราจารย์ลียกมือขึ้นปราม แล้วตวัดหลังมือเป็นเชิงให้ซอนจีนั่งเสีย เขารำคาญเต็มที “ผมบอกให้คุณบอกมาหนึ่งชื่อเท่านั้นนะ”
ซอนจีนั่งลงอย่างไม่ค่อยเต็มใจ ปากขยับว่า ‘อะไรวะ’ แต่ไม่ออกเสียง ซึ่งศาสตราจารย์ลีไม่มีวันสังเกตเห็น เพราะเขาขจัดเธอพ้นไปจากแนวสายตาแล้วด้วยเวลาไม่ถึงวินาที ศาสตราจารย์เบนความสนใจมายังยูชอน ผู้ซึ่งยังไม่ทันไรก็หันมาเอาจริงเอาจังอยู่กับการเล่นเกมในโทรศัพท์มือถือเสียแล้ว
ตามสูตร แววตาของลีเปลี่ยนไปพราวประกายทันทีที่เอ่ยชื่อยูชอน “แล้วคุณล่ะ ยูชอน?”
ยูชอนสะดุ้ง รีบยัดโทรศัพท์มือถือกลับเข้ากระเป๋า เขาลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีเก้ๆ กังๆ สีหน้างุนงง เมื่อครู่เขาไม่ได้ฟังคำถามด้วยซ้ำ จึงเอียงหูไปทางยุนโฮ
“เทพเจ้าตะวันออก” ยุนโฮกัดฟันกระซิบ
ยูชอนไม่แม้แต่จะหยุดคิดสักนิด “ทงบังชินกิครับ” ฉะฉานมาก
เสียงหัวเราะฮือระงม ซอนจีปรายสายตามาทางยูชอนแล้วกระตุกยิ้มเย้ยหยัน หากความภาคภูมิใจในชัยชนะของเธอคงอยู่ได้เพียงไม่นาน เมื่อคำพูดของศาสตราจารย์ลีทำให้ห้องทั้งห้องกลับมาเงียบสงัด
“ขี้เล่นมาก...น่ารัก”
เป็นอีกครั้งที่เบซอนจีต้องขยับปากว่า ‘อะไรวะ’ โดยปราศจากสุ้มเสียง
การถามตอบดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง กระทั่งถูกขัดจังหวะด้วยเสียงลั่นของประตูที่ถูกผลักเข้ามา ผู้มาใหม่ดูจะไม่รู้มาก่อนอย่างที่คนอื่นๆ รู้ดีว่าประตูห้องบรรยายนี้เก่ามากแล้ว หากถูกผลักเปิดเข้ามาโดยไม่ผ่อนแรงจะส่งเสียงเอี๊ยดเสียดหู และแผ่นโลหะผสมเนื้อบางที่พองตัวเพราะความชื้นจะลั่นดังปังคล้ายเสียงลูกปืน ทุกสายตาในห้องบรรยายหันไปจับรวมที่เขาเป็นตาเดียว
เขาคนนี้เปล่งประกาย เป็นความหล่อเหลาที่สาวๆ ต้องยืนตะลึงแล้วหันไปซุบซิบกัน เป็นความหล่อเหลาที่ผู้ชายคนอื่นต้องอิจฉา ยุนโฮคิดว่าเขาคุ้นหน้าชายคนนี้ แต่ไม่แน่ใจเท่าไรนัก ผู้ชายที่มีผิวขาวออกเหลืองผ่อง เส้นผมสีส้มเข้มจนดูคล้ายน้ำตาลแดงที่อ่อนมากๆ เมื่ออยู่ในร่มถูกตัดสั้นพอประมาณ ไม่ได้ยาวเหมือนที่ใครคาดหวังจะเห็นจากนักร้องวงร็อคใต้ดินอันเป็นตำนาน แล้วก็ไม่ได้สั้นกุดเรียบร้อยเหมือนทหารเกณฑ์ ดวงตาของเขามีสีที่แปลกตายามสะท้อนกับแสง
ทองอำพัน...นัยน์ตาเขาเป็นสีทองอำพัน
ห้องทั้งห้องกลับเงียบกริบอีกครั้ง ยุนโฮกับยูชอนหันมองหน้ากัน
“เอ่อ...MM3729? ” เขาพูด ตากวาดมองรอบๆ อย่างลังเล
ศาสตราจารย์ลีเองก็ดูเหมือนจะหัวใจวายเฉียบพลันไปเสียแล้ว เขายืนนิ่งเหมือนรูปปั้นอยู่อย่างนั้นประมาณสามสิบวินาที ก่อนที่สติจะกลับมาเข้ารูปเข้ารอย “ใช่ เทพปกรณัมไอยคุปต์” ศาสตราจารย์ย้ำ
เครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้าแรงสูงเคลื่อนที่ซึ่งมีผมสีส้มก้มลงดูรายละเอียดในตารางสอนให้แน่ใจ ก่อนจะโค้งให้ลีครั้งหนึ่ง กล่าว “ขอโทษครับ” แล้วเดินเข้ามา
ยูชอนหันไปกระซิบกระซาบกับยุนโฮ “คนนี้แฟนโบกยองนี่ ใช่หรือเปล่า”
“ก็เพิ่งเคยเห็นหน้าชัดๆ”
ยูชอนดีดนิ้วแล้วทำเสียงซี่...กวักมือเรียกให้หนุ่มผมส้มหันมา “มานั่งนี่สิ” เขาชี้ไปที่เก้าอี้ด้านหลังยุนโฮ “ไม่ๆ อีกแถวนึง ข้างหลังนี่”
“ทำไมไม่ให้เขามานั่งด้วยกัน” ยุนโฮอดสงสัยไม่ได้
“นั่งตรงนั้นแสงไม่สวย” ยูชอนยักคิ้ว
ชายหนุ่มที่เพิ่งมาใหม่วางกระเป๋าสะพายลงบนเก้าอี้เล็คเชอร์ด้านหลังยุนโฮ จะว่าไปแล้วเก้าอี้ตัวนี้อยู่ด้านหลังทั้งยุนโฮและยูชอน เยื้องกันนิดหน่อย
“ไง พวก จำตารางเรียนผิดหรือ” ยูชอนเอ่ยทักทายอย่างเป็นกันเอง ยูชอนเป็นแบบนี้เสมอ สนิทกับคนเร็วแต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่เขาจริงใจจะสนิทด้วย
หนุ่มผมส้มได้ยินแล้วหัวเราะเบาๆ “ตื่นสายน่ะ เมื่อคืนเมาแอ๋”
ทั้งสามหัวเราะ ยุนโฮกำลังจะพูดบ้าง ถ้าไม่ถูกศาสตราจารย์ลีขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
“คุณคือ?” เขาถามผู้มาใหม่ มองเด็กหนุ่มราวกับว่านี่คือสิ่งมีชีวิตแรกบนโลกสีน้ำเงินที่เขาเคยพบเห็นและอยากจะลองพิสูจน์
ผมส้มยืนนิ่งราวกับลืมชื่อตัวเองไปแล้วชั่วขณะ ไม่บอกก็รู้ว่าเมื่อคืนเมาหัวราน้ำมาจริงๆ “เอ่อ...ฮัวชองฮวาครับ”
“ฮวาหรือ?” ลีกวาดตาหารายชื่อในแผ่นกระดาษ “ฮวาชองฮวา”
“ฮัว...ชองฮวาครับ ฮัวภาษาจีนแปลว่าดอกไม้ แต่ถ้าอาจารย์จะเรียกฮวาชองฮวาก็ไม่เป็นไร ครูคนไหนก็อ่านชื่อผมผิดมาตั้งแต่อนุบาลแล้ว ผมรับได้”
ศาสตราจารย์ลียิ้มมุมปากแบบน่าขนลุกอีก “เป็นคนจีนหรือ?”
“เหมือนแม่จะมีเชื้อจีนมั้งครับ แต่พ่ออาจจะเป็นอิตาเลี่ยน สังเกตจากตากลมๆ สีฟ้าน้ำทะเลของผม ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจ”
เสียงสาวๆ หัวเราะคิกคักๆ ยูชอนป้องปากพูดกับยุนโฮ
“หมอนี่แสบ”
ยุนโฮพยักหน้าเห็นด้วย
“ชื่อผมอาจจะอยู่เป็นชื่อสุดท้ายน่ะครับ” ชองฮวาบอกลี และในที่สุดลีก็เจอชื่อเขาจนได้
“คุณเพิ่งย้ายมาหรือ?”
“ครับ”
“เด็กทุนซะด้วย แบบนี้ก็เก่งน่ะสิ”
“อาจจะไม่ใช่วิชานี้ครับ ฝากตัวด้วยนะเพื่อนๆ” ชองฮวาโค้งสี่ทิศ เพื่อนๆ ปรบมือให้เขา
ศาสตราจารย์ลีนั่งลง แล้วเริ่มขีดๆ เขียนๆ ลงในแฟ้มประวัตินักศึกษาของเขาอีกครั้ง ห้องเรียนจึงเริ่มเซ็งแซ่ไปด้วยเสียงพูดคุย
“คิดยังไงลงเรียนวิชานี้เนี่ย” ยูชอนถามชองฮวา
“พอดีว่าเพิ่งมาใหม่เลยลงเรียนไม่ทันคนอื่น วิชาดีๆ ก็เต็มไปหมดแล้ว” ชองฮวาผู้ซึ่งกำลังนั่งขยี้ตาและหาวไปพร้อมๆ กันตอบ
ยูชอนฟังแล้วเผยยิ้มมีเลศนัย “วิชานี้แหละดี”
“ดีจริงอ่ะ เห็นรุ่นพี่บอกว่าวิชานี้หินสุดๆ”
“ดีสำหรับนายแน่ เชื่อฉัน” ยูชอนตบไหล่เขา “ฉันชื่อปาร์คยูชอน ยินดีที่ได้รู้จักนะเพื่อน” ก่อนจะหันไปนั่งทำมุมสี่สิบห้าองศากับหน้าห้องต่อ
“ฉัน จองยุนโฮ ยินดีที่ได้รู้จักนะ ชองฮวา” ยุนโฮยิ้มให้อย่างเป็นมิตร และยิ้มกว้างขึ้นอีกเมื่อชองฮวาทำท่าตะเบ๊ะตอบ
กว่าศาสตราจารย์ลีจะยอมปล่อยนักเรียนออกจากห้องได้เวลาก็ล่วงเลยไปกว่าสิบเอ็ดโมง โดยที่บทเรียนยังไม่คืบหน้าไปมากกว่าการอธิบายจุดประสงค์การเรียนรู้ให้ได้ทราบกัน ยุนโฮกับยูชอนชวนชองฮวามาทานข้าวเที่ยงด้วยกันที่โรงอาหารกลาง เพราะเที่ยงวันนี้มีการแสดงโฟล์คซองเปิดหมวกเพื่อหาทุนการศึกษาของเหล่านักเรียนทุนคณะดนตรี เสียงเครื่องดนตรีและเมโลดี้หวานรื่นหูจึงช่วยขับกล่อมให้บรรยากาศวุ่นวายของโรงอาหารไม่ถึงขั้นเลวร้ายอย่างที่มักจะเป็น
“เดี๋ยวนะ สรุปว่านายย้ายมาจากมหาลัยโซล มหาลัยระดับแนวหน้าติดหนึ่งในสามของประเทศเนี่ยนะ” ยูชอนแทบไม่เชื่อหูตัวเองเมื่อได้รู้ปูมหลังของเพื่อนใหม่ ขณะกำลังจัดแจงวางถาดอาหารและสัมภาระของตนเองลงบนโต๊ะไม้ขนาดหกคนนั่ง พวกเขาทั้งสามก็ยังคงคุยกันติดลม
“ฉันว่าถ้านายไม่ชอบดนตรีมากก็บ้าเอามากๆ เลยล่ะ” ยุนโฮกล่าวพร้อมด้วยรอยยิ้มอบอุ่นที่ได้รับการจดทะเบียนสิทธิบัตรอย่างเป็นทางการแล้ว “ถ้าฉันเก่งพอจะสอบเข้าเอสเอ็นยูได้ ให้ตายยังไงก็ไม่ยอมลาออกทั้งๆ ที่อีกเทอมเดียวก็จะเรียนจบปีสามแล้วแบบนี้แน่”
“หรือว่านายโดนไล่ออก!? ”
“เปล่า” ชองฮวาโบกมือ สีหน้าเรียบนิ่ง “ปัญหาครอบครัวน่ะ แบบว่าต้องระหกระเหินไปคนละทิศละทาง”
มีนักศึกษาที่นำสเปรย์สีเขียวสะท้อนแสงมาพ่นบนร่างกายว่า ‘กองทุนพี่ช่วยน้องเรียน‘ ถือกล่องบริจาคเดินผ่านมา ทั้งยุนโฮและชองฮวาหย่อนเงินใส่ลงไปในกล่องนั้นเป็นจำนวนที่พอจะนำไปซื้อบะหมี่ชั้นดีทานได้ถึงสองชาม ส่วนยูชอนทำเป็นมองไม่เห็น แปลกดีเหมือนกัน
“แล้วนายเรียนอะไรที่นั่นงั้นหรือ ที่เอสเอ็นยูน่ะ”
“กฎหมาย”
ยูชอนกับยุนโฮแลกสายตากัน
“ทำไม พวกนายมองฉันอย่างกับฉันเพิ่งมาจากดาวอังคารงั้นแหละ”
“นายนี่มัน...” ยูชอนชี้หน้าชองฮวา “บ้าสุดๆ ไปเลยว่ะ”
ยุนโฮแกะซองตะเกียบแล้วแบ่งตะเกียบออกเป็นสองซี่ เขาหักแบ่งมันได้เฉียบขาดมาก ทั้งสองซี่เรียบเท่ากันเป๊ะ ไม่มีบิดเบี้ยว ไม่มีส่วนโค้งเกิน ไม่มีแม้แต่รอยเสี้ยนไม้แตกเป็นขุย และนี่ถือว่าเป็นความสามารถพิเศษเฉพาะบุคคล ชางมินมาถึงตอนที่ยูชอนกับชองฮวากำลังวิเคราะห์เชิงสรรเสริญกับความสามารถพิเศษนี้
“พี่ยุนโฮ! พี่ยูชอน! พี่...” ชางมินชะงักคำพูดเมื่อสังเกตเห็นชองฮวา
เมื่อบทสนทนาดูจะเริ่มขรุขระ ยุนโฮจึงช่วยเข้ามากอบกู้สถานการณ์ “เออ นี่ ชางมิน นี่เพื่อนใหม่ฉัน ชองฮวา เราเรียนเทพปกรณัมไอยคุปต์ด้วยกันน่ะ ส่วนชองฮวา นี่ชางมิน เป็นลูกพี่ลูกน้องฉัน เขาเป็นลูกชายศาสตราจารย์ชิมเฮียวริน”
“ยินดีที่ได้เจอ ชางมิน” ชองฮวาเอื้อมมือไป
หากชางมินครุ่นคิด
“เฮ้ย” ยุนโฮกระตุกชายเสื้อคนที่ได้ชื่อเป็นน้องชาย แล้วชางมินก็ดูเหมือนจะเพิ่งได้สติ
“ผมว่าเราเคยเจอกันแล้วนะครับ” ชางมินพูด
คิ้วเรียวขมวดจนเกือบจะชิดกัน ชองฮวาชักมือกลับแล้วยักไหล่ “เหรอ แต่ฉันว่าฉันไม่เคยเจอนายนะ เท่าที่รู้”
“เมื่อวานนี้ ที่โรงละคร”
ถึงแม้เมื่อวานชายคนนี้จะสวมฮู้ดปิดหน้าไปกว่าครึ่ง หากชางมินก็ยังมั่นใจว่าเขาไม่มีทางจำผิด ทั้งสีผิว สีผม ส่วนสูง สัดส่วนเทียบระหว่างศีรษะกับแนวไหล่ ริมฝีปากแบบนี้ รูปคางที่เรียวรับกับแนวกรามและโหนกแก้ม สมองของเขาเริ่มวาดภาพทดแทนโครงสร้างทางกายภาพที่หายไป สมองของเราทุกคนมีความสามารถนี้ ไม่จำเป็นต้องฝึกฝนเลย หากคุณเป็นคนช่างสังเกตพอ
และแน่นอนว่าชิมชางมินเป็นคนช่างสังเกต
“เออใช่!” อยู่ๆ ยูชอนก็อุทาน “เกือบลืมไปเลย ว่าจะถามอยู่หลายทีแล้ว สรุปนายเป็นแฟนน้องโบกยองหรือวะ ชองฮวา”
เหมือนเวลาจะหยุดหมุนแล้วค่อยๆ เดินถอยหลัง บรรยากาศที่เคยสับสนวุ่นวายกลับค่อยๆ เคลื่อนไหวช้าลง และติดขัดเหมือนภาพยนตร์ที่ถูกฉายจากฟิล์มเก่าๆ ชองฮวามองหน้ายุนโฮ สลับกับยูชอน แล้วจึงหันกลับไปหาชางมิน
“โบกยองไหน?”
ดูเป็นธรรมชาติมาก เกือบตบตาทุกคนได้แล้ว แต่ยังดูตั้งตัวไม่ค่อยติดเท่าไหร่ คล้ายๆ สมองของเขายังเสียศูนย์เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ ชางมินถอนหายใจกับตัวเองน้อยๆ ผู้ชายคนนี้รู้ดีแต่แรกว่าคิมโบกยองเป็นใคร แต่ก็ยังพยายามเล่นละคร...เพราะอะไร?
“คิมโบกยอง นางเอกละครเวทีที่ตายในห้องใต้ถุนเมื่อวันก่อนไง นายจำไม่ได้หรือ” ยูชอนพยายามช่วยให้เขานึกออก
ชองฮวานิ่งไปอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะ... “อ๋อ เปล่า ฉันไม่ใช่แฟนเธอ ถึงเธอจะสวย และถึงฉันจะอยาก”
“แต่เมื่อวานนาย---”
“ใช่ ฉันรู้ เมื่อวานมันบ้ามาก แต่ฉันจำเป็นต้องเข้าไปในโรงละครน่ะ”
“เข้าไปทำไมหรือครับ” ชางมินไม่รีรอให้อีกฝ่ายมีโอกาสปะรูโหว่
“ฉันลืมของเอาไว้”
เยี่ยม ตาแทบไม่กลอกไปทางซ้ายเลย หากก็มีบ้าง...แค่เสี้ยววินาที
“ลืมของไว้หรือ เอ... แต่พี่ชองฮวาไม่ได้ทำงานกับคณะละครนี่ครับ”
“อันที่จริง เป็นของเพื่อนฉันน่ะ เพื่อนฉันลืมไว้ เป็นของสำคัญ”
มีอะไรบางอย่างอยู่ในแววตาเขา อะไรบางอย่างที่ชางมินไม่อาจสลัดมันหลุดออกไปจากใจได้โดยง่าย อะไรบางอย่างที่ยุนโฮกับยูชอนไม่คิดจะใส่ใจ พวกเขาเพียงแค่ร้องอ๋อออกมาดังๆ ราวกับคำถามโลกแตกทั้งร้อยแปดสิบคำถามล้วนถูกไข ราวกับชิ้นส่วนที่ขาดหายไปของจิ๊กซอว์ถูกค้นเจอ แล้วทุกอย่างก็ดำเนินต่อไปเหมือนที่เคยเป็นมา
หากแม้แต่ว่า...
ชางมินพยายามฉุดตัวเองขึ้นจากห้วงความคิด ห้วงลึกที่ก้นบ่อไม่เคยตื้นลง มีแต่จะลึกขึ้นและด่ำดิ่ง เขาไม่อาจสลัดมันหลุดออกไปจากใจ
“อ้อ! ขอโทษนะครับพี่ชองฮวา” เขายื่นมือไปหาชองฮวา รอยยิ้มสดใสของเด็กหนุ่มวัยสิบแปดระบายชัดบนใบหน้า “ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ”
หากแม้แต่เพียงว่า ยุนโฮและยูชอนจะเห็นในสิ่งที่เขาเห็น
สิ่งที่ฮัวชองฮวาทำ
To be continued...
ปล. พี่เอส~ 555+

อยากแปะ อยากชิงเมนท์แรก(เกรียน)อยากตอบ อยากกรี๊ด อยาก everything!!!
ตองก้ารีเทิร์น ตองก้าคืนชีพพพพ
(แต่ทางนี้ไม่คืนชีพถี แว้ก = =; )
ว้ากกกกกกกกกก ดังๆหนึ่งที๊
ปล.เกรียนหนึ่งเมนท์จ้ะ ไว้เจอกันเต็มรูปแบบอีกทีนะจ๊ะ (เจอกันเดือนหน้า....มั้ง XD; )
#1 By เอส ♥ YS ! on 2009-01-31 17:08