Can I Love You? (Outro)
posted on 23 Aug 2008 09:11 by bleaf-me in can-i-love-you
Title: CAN I LOVE YOU?
Author: b.leaf
Paring: Yunjae, Yoosu (Implied Minsu)
Genre: AU, Romance, Drama, Angst
Rate: PG-13
บทส่งท้าย
ยี่สิบแปดเดือนให้หลัง
มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา
มือบางของเด็กหนุ่มผมสีทองประกายน้ำตาลอ่อนพับปิดตำราเศรษฐศาสตร์เล่มโตตรงหน้าลง ทันทีที่เสียงปี๊บดังจากนาฬิกาข้อมือดิจิตอลที่สวมไว้ ร่างกายเล็กๆ แสนบอบบางผุดลุกขึ้นจากม้านั่ง พลันกล่าวกับเพื่อนชาวเอเชียของตนว่า
“ได้เวลาแล้ว ฉันต้องกลับก่อนนะ”
หนุ่มเอเชียสวมแว่นคนตรงหน้าละสายตาจากตัวหนังสือยุบยับบนหน้ากระดาษขึ้นสบตาคนตัวเล็ก ก่อนจะเผยรอยยิ้มบางๆ ที่แสนคุ้นเคยให้ ดวงตาคมเข้มสีดำใต้เลนส์แว่นสายตาฉาบประกายอ่อนโยน รับกับจมูกโด่งเป็นสัน และริมฝีปากตกมุมเป็นเอกลักษณ์
ชิมชางมินพยักหน้ารับช้าๆ
“ได้สิ เดี๋ยวฉันเดินไปส่งที่สถานีก็แล้วกัน”
สองร่างเดินเคียงกันก้าวลงขั้นบันไดสูงที่ทอดยาวตรงสู่เบื้องล่าง หน้าอาคารทรงเหลี่ยม สถาปัตยกรรมแบบผสมผสานของภาควิชาเศรษฐศาสตร์ ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดต้องใบหน้า แสงแดดสีส้มยามเย็นอาบไล้ผิวกายอย่างอ่อนโยน
ใช้เวลาไม่กี่นาทีเดินลัดเลาะมาตามถนนสายตะวันตกของมหาวิทยาลัย ผ่านประตูหน้าที่แสนโอ่อ่า กระทั่งมาถึงหน้าสถานีรถไฟใต้ดินที่ใกล้ที่สุด ชางมินจึงชะงักฝีเท้า
“อืม...งั้น...ฉันกลับหอก่อนนะ” เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นในที่สุด
“ขอบคุณมากนะ ชางมิน” อีกฝ่ายหันมาโบกไม้โบกมือ พลันเผยรอยยิ้มสดใสที่ขับกล่อมให้จิตวิญญาณของเขาเพริดไปราวกับได้รับการปลดปล่อย ล่องลอยไปกับความงดงามของเทวดาน้อยๆ เบื้องหน้า
...คิมจุนซู...
“ไม่เป็นไร กลับบ้านดีๆ ล่ะ อย่าลืมทำการบ้านนะ”
“บ๊ายบาย ชางมิน แล้วคืนนี้จะโทรหา”
“บาย”
ในช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เริ่มคล้อยลับหลังขอบฟ้าเช่นนี้ การจราจรบนถนนบรอดเวย์จึงค่อยๆ แน่นขนัด ผู้คนกระจายตัวกันอยู่หนาตารอบบริเวณ ชางมินโบกมือลา มอบรอยยิ้มให้เขาเป็นการส่งท้าย กระทั่งร่างสูงโปร่งของเด็กหนุ่มเดินกลับหลัง
ก่อนจะปล่อยให้เบื้องหลังของเพื่อนรักลับสายตาไปท่ามกลางกระแสผู้คน เมื่อนั้นเองที่จุนซูร้องเรียก
“เดี๋ยว ชางมิน!”
ชางมินหันกลับมาด้วยสีหน้าแปลกใจระคนสงสัย
“หืม?”
“เราเรียนที่นี่ด้วยกันมาสองปีกว่าแล้วนะ” จุนซูเปิดบท หากกระนั้นก็ยังไม่ช่วยคลายความสงสัยของชางมินให้กระจ่าง
เด็กหนุ่มคนตัวสูงกว่าเลิกคิ้ว “ใช่...สองปีกว่า”
“นายมีความสุขหรือ เศรษฐศาสตร์ไม่ใช่ความฝันของนายนี่หน่า”
ครานี้จุนซูกลับยิงตรงประเด็นจนชางมินแทบตั้งตัวไม่อยู่ เขาอ้ำอึ้งไปชั่วครู่ ความรู้สึกหลากหลายแผ่ซ่านปกคลุมจิตใจ จึงได้แต่จ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมใสคู่นั้น
“มีสิ ฉันมีความสุขมาก” ชางมินตอบ
คำตอบนั้นทำเอาคิ้วเรียวของจุนซูขมวดกันมุ่น “แล้วความฝันของนายล่ะ?”
“ฉันน่ะหรือ...ไม่มีความฝันหรอก” ชางมินแหงนหน้าขึ้นมองเบื้องบน มองยอดตึกสูงที่ตั้งตัวตรงยอดชี้ลู่กลีบเมฆ ราวกับพยายามจะป่ายปีนให้ถึงสวรรค์เหล่านั้น ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ ออกมา “แต่สิ่งเดียวที่ฉันหวังมาตลอดคือการได้อยู่ใกล้ๆ นาย”
ริมฝีปากสีเชอรี่คลี่รอยยิ้มอ่อนหวาน จุนซูเอื้อมมือไปแตะฝ่ามือโตๆ ของเพื่อนรักมากุมไว้ พลางใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยไล้เบาๆ กล่าวขอบคุณอย่างซึ้งใจ
“ขอบคุณนะ ชางมิน ขอบคุณจริงๆ”
.
.
.
ขบวนรถไฟนำเขามาสู่ถนน 117 สายตะวันตก จุนซูไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจสักเท่าไหร่ ถึงแม้จะต้องรอขบวนรถไฟอยู่นานถึงสิบห้านาที วันนี้เขารู้สึกอารมณ์ดีมากเป็นพิเศษเสียด้วยซ้ำ เพราะคำพูดของชางมินที่เติมเต็มให้หัวใจของเขาอิ่มเอม ทำให้นึกย้อนไปถึงช่วงเวลาสองปีกว่าที่ชีวิตเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลวงอันไม่เคยคาดฝันถึงมาก่อน
สองปีมาแล้วที่พ่อของเขาหย่าขาดจากคิมมินจู สองปีที่จุนซูได้เลือกทางเดินให้แก่ตัวเองได้อย่างอิสระโดยไม่มีใครคอยบงการอยู่เบื้องหลัง สองปีที่แล้ว...เขาและเพื่อนรัก ชิมชางมิน ตัดสินใจจูงมือกันไปสมัครสอบทุนเรียนต่างประเทศ และนี่เป็นอีกครั้งที่พรหมลิขิตชักนำให้พวกเขาได้มีโอกาสเดินเคียงข้างกันจนถึงทุกวันนี้
สองปีที่แล้ว...ปาร์คยูชอนเปลี่ยนแปลงอนาคต เปลี่ยนมุมมองแก่โลกใบใหม่ของเขา และทำให้เขาได้เรียนรู้แก่การ เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยแท้จริง
บนฟุตบาธยังคงละลานตาไปด้วยภาพชายหญิงในชุดสูท ต่างมีโทรศัพท์มือถือแนบหู พูดคุยกันส่งเสียงระเบ็งเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณ แม้เวลาจะล่วงเลยมาจนป่านนี้ แต่ชีวิตพนักงานเงินเดือนก็ยังคงต้องดิ้นรนกันต่อไปเพื่อภรรยาและลูกตัวน้อยๆ ที่คงตั้งตารอคอยทานอาหารกับคุณพ่ออยู่ที่บ้าน จุนซูยิ้มให้พวกเขาตามประสาหนุ่มเอเชียนิสัยดี แม้พวกเขาจะไม่ใส่ใจยิ้มตอบแทนกลับมาบ้างก็ตาม ก่อนที่เด็กหนุ่มร่างเล็กจะผลักประตูกระจกเข้าไปในตัวอาคารเก่าแก่ขนาดใหญ่
ทันทีที่ย่างเท้าข้ามธรณีประตูเข้าไป เสียงตะโกนโหวกเหวกฟังดูสับสนน่าเวียนหัวก็ดังขึ้นจนอึงอื้อยิ่งกว่าด้านนอกหลายเท่า
ขอต้อนรับสู่วอลสตรีท นิวยอร์ค
ณ จุดที่จุนซูยืนอยู่ มุมมองที่เห็นจากแนวระเบียงชั้นลอยสู่เบื้องล่างคือภาพความวุ่นวายอันเปรียบได้ไม่ต่างจากสมรภูมิสงครามแบ่งแยกดินแดน เหล่าชายในชุดสูทบางคนมีสีหน้าสุขสมยินดีดุจขุนพลผู้ชนะศึก บางคนมีสีหน้าผิดหวัง นัยน์ตาฉาบแววความหมองหม่นดั่งแววตาของคนอาลัยรักเมืองเกิด บ้างร้องครวญคราง บ้างตะโกนโหวกเหวกโวยวาย หลากหลายปฏิกิริยาที่แสดงหลังจากตัวเลขสีเขียวและแดงวิ่งสลับวนเวียนกันบนบอร์ดประกาศราคาหุ้นที่ขึ้นลงไร้ความแน่นอน
จุนซูเคยเกลียดชังความไม่แน่นอนนี้
ทว่าในตอนนี้ เด็กหนุ่มกลับตระหนักแล้วด้วยใจว่าความไม่แน่นอนคือความจริงอีกรูปแบบหนึ่งที่คนทุกคนต้องเผชิญ และทำใจยอมรับให้ได้อย่างกล้าหาญ บางครั้งการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน แม้ผลที่ได้รับตามมาจะแสนเจ็บปวดรวดร้าว อาจจะทำให้รู้สึกราวกับว่าโลกทั้งโลกพังทลาย หากก็กลับกลายเป็นบทเรียนชั้นเลิศให้เราได้เรียนรู้ศึกษา ให้ได้คิดถึงอย่างภาคภูมิใจในภายภาคหน้าที่ได้มีโอกาสย้อนกลับมาระลึกถึงมัน
ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป
จริงอยู่...ไม่มีความจริงใดๆ ในโลกที่สวยสดงดงามน่าพิสมัย แต่ความจริงล้วนคือสิ่งที่เราปรารถนาจะศรัทธาไม่ใช่หรอกหรือ?
ความจริงเท่านั้นที่หยั่งยืนอยู่บนความไม่จีรัง ความจริงเท่านั้นที่ไม่มีวันตาย
...ไม่ใช่หรือ?
รอยยิ้มเล็กๆ เผยขึ้นบนใบหน้าขาวใสน่ารักจนถึงขั้นเรียกได้ว่าสวยสะพรั่งแล้วก็ว่าได้ในเวลานี้ เมื่อตาคู่น้อยกวาดมองไปจนทั่ว กระทั่งพบเป้าหมาย
ชายหนุ่มร่างสูงในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวปล่อยชาย แขนยาวถูกพับขึ้นมารั้งข้อศอก เน็คไทถูกคลายไว้หลวมๆ เขายืนด้วยท่วงท่าสบายๆ หากแววตาคมกริบใต้เลนส์แว่นสายตาไร้กรอบคู่นั้นเฉียบคมและดุดัน ใบหน้าหล่อเหลาได้รูปขาวสะอ้านอย่างลูกผู้ดีนั้นซับเหงื่อน้อยๆ แม้ผมเผ้าสีน้ำตาลเข้มจะดูยุ่งเหยิงไปบ้าง แต่ก็ไม่อาจบดบังหรือทำให้ความงดงามสมชายชาตรีของเขาลดหลั่นลงได้
โบรกเกอร์หนุ่มกำลังยืนเถียงจนคอขึ้นเอ็นกับชายวัยกลางคนในชุดสูทสีดำเรียบร้อยผู้ซึ่งได้แต่อ้าปากแล้วหุบ...อ้าปากแล้วหุบ...ไม่ทันกล่าวแย้งสิ่งใด เรียกให้จุนซูที่ได้แต่ยืนมองภาพนั้นอยู่ในระยะไกลเปล่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ กับตนเอง
“มิสเตอร์ปาร์ค” เสียงเรียกสำเนียงอเมริกาของใครคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง ฉุดให้ปาร์คยูชอนตื่นขึ้นจากห้วงอารมณ์แห่งโทสะ เขายอมไว้ชีวิตชายวัยกลางคนคนตรงหน้าที่ใกล้จะขาดใจตายด้วยทะเลน้ำลายของเขาท่วมมิดเหนือศีรษะ ไม่ก็โรคเส้นเลือดในสมองแตก
ชายหนุ่มหันไปถามคนด้านหลังเป็นภาษาอังกฤษ “มีอะไร?”
พนักงานหนุ่มหน้าละอ่อนในชุดฟิตพอดีตัวเปรี๊ยะ ดูเผินๆ แล้วไม่ต่างจากนักร้องวง เดอะไฮฟ์ส บุ้ยใบ้ไปยังระเบียงชั้นลอย
เมื่อนั้นเองที่ยูชอนเห็นเขา...
คิมจุนซูกำลังส่งยิ้ม โบกมือให้เขาอย่างร่าเริง ปลอบประโลมความเดือดดาลหงุดหงิดใจที่เกิดขึ้นจากภาวะกดดันในเวลางานของเขาให้มลายหาย
ริมฝีปากอิ่มของชายหนุ่มค่อยๆ คลี่ยิ้ม พลางโบกมือให้กับจุนซูด้วยเช่นกัน
.
.
.
ใครหลายคนเคยกล่าวเอาไว้ว่าเป็นธรรมดาที่เวลาแห่งความสุขมักจะผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ทว่ายูชอนกลับไม่รู้สึกเช่นนั้น
สำหรับเขาและจุนซู...ช่วงเวลาสองปีที่พวกเขาได้ใช้ชีวิตร่วมกันในอพาร์ตเม้นต์หรูย่านแมนฮัตตัน วันเวลาในแต่ละวันกลับค่อยๆ ดำเนินไปอย่างเชื่องช้าและรวดเร็วในอัตราสมดุล หลายคนมองความรักของพวกเขาว่าเป็นคู่รักที่รักกันอย่างกระท่อนกระแท่น หาความแน่นอนไม่ได้ แต่แท้จริงแล้วความมั่นคงคือการที่พวกเขาไม่เคยต้องเผชิญหน้ากับความสุขสั้นๆ เพียงพ้นผ่านไปอย่างผิวเผินจนชวนให้เบื่อหน่าย และไม่เคยต้องแบกรับกับความทุกข์เข็ญแสนอึดอัดที่ต้องพบหน้ากันยาวนานนัก ด้วยอาจเป็นเพราะช่วงวัยที่ห่างกันเกือบสิบปี การจะมีปากเสียงกันบ้าง ปะทะคารมเพราะความเห็นที่ไม่ลงรอยในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ บ้างจึงเป็นของธรรมดา
ขมบ้าง เปรี้ยวบ้างในรสรัก หากทันใดที่พระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า ความรักก็มักจะกลับมาหวานชื่นใหม่
มันเป็นเช่นนี้เสมอ...นับตั้งแต่วันนั้นที่ยูชอนตัดสินใจหันหลังกลับมาเพื่อเผชิญหน้า และยอมรับจุนซูไม่ใช่เพียงในฐานะลูกศิษย์ หากเป็นในฐานะคนคนหนึ่งซึ่งเป็นทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับเขา
แสงไฟสีส้มอมเหลืองในห้องรับแขกสว่างพรึบ ทันทีที่คนทั้งสองก้าวเข้ามาภายใน ยูชอนถอดเสื้อสูทพาดไว้กับพนักเก้าอี้ ขณะที่นัยน์ตากรอกมองไปตามความเคลื่อนไหวที่แสนมีเอกลักษณ์ของจุนซู
“วันนี้เรียนเป็นไงบ้าง?” เขาถามขึ้นในที่สุด
จุนซูบิดตัวร้องครวญคราง “เหนื่อยมากเลยฮะ วิชาอะไรไม่รู้ ปวดประสาท การบ้านก็เยอะเต็มไปหมดเลย”
ท่าทางไม่รู้จักโตของคนรักชวนให้ยูชอนหัวเราะ “ไหน...ขอดูหน่อยซิ” เขากล่าว ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟายาวกลางห้อง ตบมือตบไม้บนที่ว่างข้างกาย ส่งสัญญาณให้จุนซูนั่งลงใกล้ๆ
ทันทีที่จุนซูหอบหนังสือเล่มหนาเตอะสองสามเล่มไว้ในอ้อมแขนเดินมานั่งลงข้างๆ ยูชอนก็รวบร่างเล็กๆ นั้นมาจัดให้นั่งซ้อนตัก โอบกอดเขาไว้ ซุกจมูกโด่งรั้งลงกับซอกคอขาว สูดกลิ่นอายหอมละมุนคล้ายกลิ่นแป้งเด็กบนผิวเนียนละเอียดนุ่มนิ่มไปทั้งกาย นิ่งเงียบเพื่อฟังเสียงเล็กๆ นั้นจ้อไม่หยุด
“ดร.ฮอบส์ เพื่อนร่วมรุ่นครูยูชอนนั่นแหละ สอนไม่รู้เรื่อง” จุนซูกรีดปลายนิ้วเรียวสวยดุจมือของนักเปียโนนั้นไปตามหน้าหนังสือ “โชคดีนะเนี่ยที่ผมมีติวเตอร์ส่วนตัวเป็นถึงดร.ปาร์ค ไม่งั้นล่ะก็ไม่มีทางเรียนสู้ชางมินได้แน่ๆ ชางมินเป็นพวกอัจฉริยะฮะ ก็เหมือนดร.ฮอบส์นั่นแหละ เขาว่าพวกจีเนียสเนี่ยคุยกันรู้เรื่อง แล้วก็จริงซะด้วย...ทั้งห้องก็ดูจะมีชางมินคนเดียวที่ฟังดร.ฮอบส์เข้าใจ นอกนั้นก็ได้แต่นั่งกระพริบตาปริบๆ รอให้หมดชั่วโมงเรียน”
“หายใจทันไหมเนี่ย” ยูชอนหัวเราะ แม้จะนึกขันแต่ก็อดรู้สึกเอ็นดูจุนซูไม่ได้ จึงกระชับกอดเขาให้แน่นกว่าเก่า จุนซูในอ้อมแขนเขาตัวเล็ก ให้ความรู้สึกยิ่งบอบบาง ยิ่งอยากปกป้องดูแล เขารักเด็กผู้ชายคนนี้เหลือเกิน “เธอก็จีเนียสใช่ย่อยนะ ไม่งั้นจะสอบได้ที่หนึ่งตลอดแบบนี้หรือ”
จุนซูส่ายหน้า “ผมได้ที่หนึ่งก็เฉพาะวิชาเอกเท่านั้นแหละฮะ รวมๆ แล้วยังไงๆ ชางมินก็มีคะแนนสูงสุดตลอด ชางมินน่ะ” ทำท่าเครื่องหมายคำพูด “อัจฉริยะ”
“งั้นก็แปลว่าเธอเก่งเศรษฐศาสตร์กว่าชางมินน่ะสิ”
“แน่นอนฮะ” เขาเอ่ย พลางเอนศีรษะซบลงกับไหล่กว้างของยูชอน “ผมรักเศรษฐศาสตร์”
มีความหลังมากมายให้หวนย้อนนึกถึง ยูชอนจุดรอยยิ้มเล็กๆ ขึ้นบนใบหน้า
“ปีนี้เธออายุเท่าไหร่แล้ว จุนซู?”
“ยี่สิบเอ็ดฮะ”
“ยี่สิบเอ็ดหรือ?” ยูชอนตาโต
“ใช่ ผมยี่สิบเอ็ดแล้ว ส่วนครูยูชอนก็กำลังจะสามสิบอยู่อีกไม่กี่วันนี้”
“จริงหรือ...” ยูชอนครางเบาๆ เคล้าเสียงถอนหายใจยาวเหยียด “แต่ผู้ชายช่วงอายุสามสิบเนี่ย เขาบอกว่าเป็นช่วงวัยที่หล่อที่สุดเลยนะ”
“ไม่ใช่ เขาบอกว่าเป็นช่วงวัยแห่งการวางรากฐานชีวิตให้มั่นคงต่างหาก” จุนซูเถียง ขณะกวาดสายตาไปรอบๆ ห้อง ก่อนจะสะดุดลงที่กองจดหมายกองหนึ่งบนโต๊ะ
ยูชอนขยับกายเล็กน้อย เมื่อเห็นจุนซูเงียบไป แววตาของเขาจับนิ่งอยู่กับภาพจดหมายเหล่านั้นราวกับกลัวว่ามันจะลุกขึ้นมากวัดแกว่งดาบ กระทั่งเสียงที่แสนคุ้นหูกล่าวขึ้นว่า
“มหาวิทยาลัยพวกนั้นอุตส่าห์ส่งจดหมายมาเชิญครูยูชอนไปเป็นอาจารย์พิเศษเป็นสิบๆ ฉบับ ครูไม่คิดจะเปิดอ่านบ้างหรือฮะ?”
ยูชอนปรายสายตาไปที่กองจดหมายหัวข้อสนทนานั้นเพียงแวบเดียว ก่อนถอนใจออกมา “ไม่ล่ะ ขี้เกียจอ่าน เพราะถึงยังไงครูก็ไม่ตอบตกลงอยู่ดี”
“แต่ถ้าครูยูชอนเป็นอาจารย์ให้มหาวิทยาลัยดังๆ พวกนี้ ก็จะทำให้ภาพลักษณ์ของครูน่าเชื่อถือมากขึ้นไม่ใช่หรือฮะ?”
จุนซูพูดได้ตรงประเด็น
ตลอดสองเกือบสามปีมานี้ ยูชอนทำงานเป็นผู้ให้คำปรึกษาด้านการเงินและโบรกเกอร์ชาวเอเชียที่ทำรายได้ในอเมริกาเป็นอันดับต้นๆ คนแรกในประวัติศาสตร์ ทุกคนล้วนปฏิเสธไม่ได้ว่าการจะประสบความสำเร็จในสายอาชีพนี้ได้นั้นเป็นเรื่องยาก เพราะมีการแข่งขันกันสูง และภาพลักษณ์หน้าตาเป็นเรื่องสำคัญเป็นอันดับแรกๆ ด้วยความที่เกิดในชาติตระกูลที่ดีเป็นทุนเดิม รวมถึงการถูกเลี้ยงดูประคบประหงมจนได้รับการศึกษาที่เรียกได้ว่าเป็นเลิศ ส่งผลให้ยูชอนก้าวหน้าในสายอาชีพของเขาอย่างรวดเร็ว มีมหาวิทยาลัยดังๆ ทั้งของรัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและนอกประเทศส่งเทียบเชิญเขาไปเป็นวิทยากรและอาจารย์พิเศษ ซึ่งหากเขาตอบตกลงก็จะช่วยเสริมให้ภาพลักษณ์ยิ่งดูน่าเชื่อถือ ทำให้ยอดขายของเขาพุ่งสูงขึ้นได้อีกหลายร้อยเท่า หากกระนั้นจุนซูก็ยังคงไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมยูชอน ผู้ซึ่งหิวกระหายความเจริญก้าวหน้าจนถึงขั้นประสาทจึงยังยืนกรานปฏิเสธ
ชายหนุ่มยิ้มให้คนตรงหน้าอย่างรู้สึกเอ็นดู ใช้ฝ่ามือลูบศีรษะเขาแผ่วเบา เบื้องใต้ใบหน้าน่ารักที่แสนไร้เดียงสา จุนซูฉลาดเป็นกรด
“จะสำคัญอะไร ก็แค่เศษเงินเพิ่มขึ้นมาอีกไม่สองก็สามร้อยเหรียญ แล้วอีกอย่าง...” ยูชอนหยุดนิ่งลงครู่หนึ่ง เพื่อมองใบหน้าของจุนซูให้ถนัดตา “ก็เพราะว่าครูมีลูกศิษย์แค่คนเดียวน่ะสิ”
มือหนารั้งท้ายทอยของคนตรงหน้าเข้ามาประกบริมฝีปาก ปล่อยให้แสงจันทร์ที่เริ่มทาบฉายแผ่นฟ้าอาบไล้ร่างกาย โอบอุ้มไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งรัก ท่ามกลางความเงียบสงบของราตรี ยูชอนตระหนักดีว่าชีวิตนี้ของเขา ไม่มีสิ่งใดมีค่าและจำเป็นมากไปกว่าความหอมหวานนี้
.
.
.
ช่วงเวลาเดียวกัน
ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลี
“ปักลงไปเลยค่ะ”
“ตรงนี้เลยหรือครับ?”
“ใช่ค่ะ ตรงนี้เลย”
ซอเมียงยอเผลอกลั้นหายใจอยู่หลายวินาที ยามเมื่อหล่อนเพ่งสายตารวมทั้งสมาธิทั้งหมดที่มีไปที่ดอกกุหลาบในมือชายหนุ่ม เขาค่อยๆ หย่อนมันลงในแจกันทรงสูงด้วยท่าทีเก้ๆ กังๆ หาความมั่นคงไม่ได้ ดอกกุหลาบขาวดอกนั้นหล่นตุบลงจากมือเขา โงนเงนอยู่อย่างหมิ่นเหม่ตรงขอบแจกันสองสามรอบคล้ายลูกบาสเก็ตบอลจะลงห่วงแหล่มิลงแหล่ ก่อนจะร่วงจากที่ที่มันสมควรอยู่ในที่สุด
“โธ่โถ คุณชายจอง กลัวแจกันเจ็บหรือไงกันคะ บอกให้ปักลงไปเลย...ปักลงไป...”
จองยุนโฮหันมาแยกเขี้ยวยิ้มปะเหลาะ พลันส่งเสียงหัวเราะแหะๆ
“ขอโทษครับป้า”
เมียงยอมองใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มแล้วให้ใจอ่อน ยิ้มตอบเขาอย่างรู้สึกเอ็นดู
“ช่างเถอะค่ะ มาค่ะ ป้าทำเองดีกว่า คุณชายจองเนี่ยน้า...หัดทำมาสองปีกว่าแล้วแต่ก็ยังจัดดอกไม้ไม่ได้เรื่องเลย”
“แต่ผมทำกับข้าวเก่งแล้วนะครับป้า” เถียงด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม ขณะช่วยหญิงชราตัดหนามกุหลาบออกจากก้าน
ผู้สูงวัยกว่าหัวเราะอารมณ์ดี “จริงสิ ทำอร่อยด้วยนะ”
“แต่ผมก็ยังคิดถึงรสมือของเขาอยู่ดี”
ลมเย็นสงัดพัดวาบเข้ามาแทรกกลางระหว่างคนทั้งสอง ห้องทั้งห้องเงียบงัน เมียงยอชะงักลมหายใจขาดห้วง ยามที่หล่อนเห็นชายหนุ่มค่อยๆ ปรายสายตาซึ่งฉาบไว้ด้วยแววความอาลัยคู่นั้นไปยังบันไดวนกลางเรือน ราวกับอำนาจความห่วงหาในดวงตาจะสามารถเนรมิตบุคคลที่ตนอยากพบหน้าให้ปรากฏขึ้นมาได้ หญิงชราเจ้าของเส้นผมสีขาวแกมเทาผ่อนลมหายใจออก รอยยิ้มเศร้าๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าซูบผอมอันเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น
“ไม่เคยโผล่หน้ามา หายตัวไปแต่เงียบๆ มีแต่จดหมายส่งข่าวแค่สองสามฉบับเท่านั้น” เมียงยอเอ่ยขึ้นลอยๆ ด้วยรู้ข้อกังขาในใจชายหนุ่มดี
ยุนโฮหันขวับกลับมาสบตาเมียงยอ กระพริบตาถี่ๆ แม้จะยากลำบากหากเขาก็พยายามปั้นรอยยิ้มที่แสนจริงใจและเปิดเผย “เราถูกทิ้งแล้วสินะครับป้า”
เมียงยอหัวเราะจนสุ้มเสียงที่เริ่มแหบพร่าทว่าหนักแน่นนั้นสะท้อนก้องภายในโถงคฤหาสน์ตระกูลคิม
สองปีก่อน ท่ามกลางเสียงกรีดร้องและเสียงแตรรถดังระงม รถยนต์ที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูงหยุดชะงักลงอย่างทันท่วงทีห่างจากร่างของเขาเพียงไม่กี่เซนติเมตร ยุนโฮรอดมาได้อย่างหวุดหวิดโดยไม่มีร่างกายส่วนใดบอบช้ำเสียหาย หากแจจุงก็ยังคงเดินจากเขาไปอย่างไม่หวนกลับมา
ยุนโฮไม่ได้เป็นพนักงานของบริษัทลีคอสเมติกคอร์เปอเรชั่นอีกต่อไปแล้ว เขายื่นใบลาออกทันทีที่เซ็นเอกสารหย่าขาดจากลียองเอเสร็จเรียบร้อย ชายหนุ่มกลับกลายมาเป็นหนุ่มโสดอีกครั้ง และใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายอาศัยอยู่กับจองจีฮเย ผู้เป็นน้องสาว ซึ่งย้ายเข้ามาเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยในเมืองหลวง เด็กสาวที่แสนน่ารักสดใสยิ่งเปี่ยมพลังสมวัยยามที่เธอได้เลือกเรียนในสาขาที่เธอรัก ได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระนอกกรอบ ภายใต้การดูแลเอาใจใส่อย่างรักใคร่ของผู้เป็นพี่ชาย ได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างตามแต่ใจเธอต้องการ ยุนโฮไม่มีกฎเกณฑ์ให้เธอ มีแต่ความรักและความเข้าใจไม่รู้หมด
เขาเคยพบลียองเอโดยบังเอิญครั้งหนึ่งที่ย่านศูนย์การค้าใจกลางเมืองราวหนึ่งเดือนก่อน เธอมีใบหน้าที่อิ่มเอิบและงดงามไม่เปลี่ยน ทั้งยังดูจะยิ่งสวยขึ้นๆ ทุกวี่วันดังที่เห็นในข่าวแวดวงสังคมตามหน้าหนังสือพิมพ์ เขาเห็นเธอเดินควงกับชายท่าทางภูมิฐานอายุสี่สิบปี ยุนโฮจำได้ทันทีว่าเขาคือทายาทมหาเศรษฐีผู้มั่งคั่ง เจ้าของกิจการแปรรูปน้ำมันและพลังงานในรูปแบบของก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียแปซิฟิก ชายคนนี้ได้รับการโหวตให้ติดหนึ่งในห้าสิบหนุ่มโสดในฝันของเกาหลี
สง่างาม ร่ำรวย เพียบพร้อม เหมาะสมกับลียองเอเป็นที่สุด
วันนั้น ยองเอเพียงแค่ส่งยิ้มบางๆ ให้เขาในระยะไกล หากไม่ได้เข้ามาทัก ซึ่งยุนโฮคิดว่านั่นก็สมควรแล้ว เธอกำลังจะมีพิธีแต่งงานที่ยิ่งใหญ่สมเกียรติในต้นปีหน้า โดยไม่ได้เป็นหนึ่งในรายชื่อผู้ได้รับเชิญ ยุนโฮทำได้เพียงแต่อวยพรให้เธอโชคดีอยู่ในใจ
ขณะนี้ยุนโฮยังว่างงาน หากได้ใช้เวลาว่างให้ผ่านพ้นไปอย่างไม่เปล่าประโยชน์ด้วยการเรียนต่อในระดับปริญญาโทตามที่ยูชอนแนะนำจนกระทั่งสำเร็จการศึกษา
เขาอยู่ต่อมาไม่ได้ด้วยความรู้สึกร้าวราน แต่อยู่ด้วยความหวังว่าสักวันจะได้เจอแจจุงอีกครั้ง ชายหนุ่มจึงยังคงแวะเวียนมาเยี่ยมเยือนคฤหาสน์ตระกูลคิมอยู่ทุกวี่วันช่วงพักเที่ยงและหลังเลิกเรียน อยู่เป็นเพื่อนคุยคลายเหงาให้กับซอเมียงยอ ได้หัดทำอะไรแปลกใหม่ เมียงยอรักเอ็นดูเขามากไม่ต่างจากที่หล่อนเคยคอยดูแลทะนุถนอม คิมแจจุงมากว่ายี่สิบเจ็ดปี เพราะยุนโฮคือคนที่คุณหนูของหล่อนรักหมดใจ หล่อนจึงทุ่มหัวใจทั้งหมดที่เหลือเพื่อรักเขาเหมือนลูกหลาน อยากดูแลปรนนิบัติยุนโฮชดใช้ให้กับความเจ้ากี้เจ้าการของหล่อนที่พลอยทำให้อนาคตอันควรจะรุ่งโรจน์ของยุนโฮต้องพังทลาย
เมียงยอยังคงโทษตัวเองมาตลอดจนถึงบัดนี้
“เออ ป้าเมียงยอครับ ลืมไปเลยว่ามีข่าวดีมาบอกป้า” คำพูดเคล้าน้ำเสียงกลั้วหัวเราะของเขาเรียกให้หล่อนหันไป “คือบริษัทที่ผมเคยเล่าให้ป้าฟังว่าไปสัมภาษณ์งานไว้ เขาติดต่อกลับมาแล้วนะครับ”
“จริงหรือคะ!? โถ...คุณชายของป้า ป้าดีใจจริงๆ” หญิงชราเอื้อมจับมือเขามากุมไว้บนหน้าตัก นัยน์ตาอันเริ่มฝ้าฟางรื้นประกายน้ำตาแห่งความปีติ “ตำแหน่งอะไรคะ สมกับความน่ารักของคุณชายของป้าไหม?”
ยุนโฮฟังคำเยินยอนั่นแล้วหัวเราะเบาๆ “ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดครับ”
“ไม่มีผู้จัดการจองคนเดิมแล้วสินะคะ”
ยุนโฮกระชับมือหล่อนแล้วพยักหน้าช้าๆ ยิ้ม พลางเอ่ยว่า
“ใช่ครับ ไม่มีผู้จัดการจองอีกต่อไปแล้ว”
.
.
.
เวลาผ่านมาเนิ่นนานจนยุนโฮแทบจดจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่เขาได้สวมชุดสูทเต็มยศเช่นนี้นั้นเมื่อไหร่ เช้าวันนี้ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดคนใหม่จึงรู้สึกขัดเขินนิดๆ
เคเจกรุ๊ป เป็นองค์กรกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ อาคารสำนักงานใหญ่ เคเจจี-เรียลพรอปเพอร์ตี้ ในยามนี้ไม่ว่าจะมองไปทางไหนจึงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา ยุนโฮกวาดตามองไปรอบๆ สถานที่อันแสนโอ่อ่าที่ให้บรรยากาศคล้ายคลึง ทว่าในความรู้สึกกลับยิ่งใหญ่กว่าลีคอสคอร์ปเปอร์เรชั่นหลายสิบเท่า โดยพยายามสะกดไม่ให้ตัวเองร้องคำว่า โอ้โห ออกมา ห้องโถงรองรับของที่นี่ยิ่งใหญ่จนทำให้ยุนโฮรู้สึกว่าตัวเองหดเหลือตัวนิดเดียว แสงไฟสีนวลที่ทำให้ทั้งพื้นหินอ่อนสีงาช้าง โคมไฟระย้า แม้กระทั่งราวบันไดเปล่งสีทองระยับ พนักงานต้อนรับที่เค้าเตอร์และพนักงานรักษาความปลอดภัยผู้ถูกฝึกปรือมาอย่างดี ปฏิบัติราวกับเขาเป็นเจ้าชายจากเมืองอันไกลโพ้น
ทางเดินขึ้นลงและบันไดเลื่อนถูกดีไซน์ให้ทันสมัยบนร่องรอยแห่งศิลปะปรากฏลดลั่นกันมา บ่งบอกถึงรสนิยมที่คุณจะสามารถพบได้ในบ้านทุกหลังและสินค้าทุกชิ้นที่ซื้อสรรหาจากเคเจ ลิฟท์ที่พาเขาขึ้นไปยังชั้นสิบแปดเป็นลิฟท์แก้วสวยงาม เมื่อมองลงมาที่ด้านล่างจะเห็นลานน้ำพุซึ่งกำลังพลุกพล่านไปด้วยกลุ่มคนในชุดสูท ตั้งตรงกับหลังคากระจกใสโปร่งทรงโดมสูงสุดตา ทุกอย่างเป็นสีทองอร่ามแต่ไม่ลืมชีวิตชีวาของต้นไม้ที่มีประดับอยู่ภายใน กำแพงด้านข้างก่อขึ้นด้วยหินสีแดงดูเก่าแก่แบบมีสไตล์ กับภาพวาดสีน้ำมันขนาดมหึมาด้วยฝีมือของจิตรกรระดับโลก
เมื่อย่ำเท้ามาถึงหน้าประตูห้องทำงานของตน ยุนโฮก็หยุดชะงักด้วยป้ายชื่อสีทองคำหรูหราสลักคำว่า ‘จองยุนโฮ – ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด’ แขวนติดไว้ตรงหน้าประตูไม้โอ๊คขัดเงาหน้าห้อง คิ้วเรียวของชายหนุ่มขมวดชิดกันแทบจะในทันที
เขาเพิ่งมาทำงานที่นี่เป็นวันแรก หากทุกสิ่งทุกอย่างก็ดูจะเตรียมพร้อมไว้แล้วทุกสิ่ง พนักงานด้านหน้าคอยต้อนรับเขาอย่างเป็นมิตร หลายคนยิ้มให้และทักทายราวกับรู้จักกันมาแล้วเนิ่นนาน พนักงานในสังกัดมีการต่อแถวยืนรอรับ ทั้งยังติดป้ายแสดงความยินดีแก่เขาแล้วด้วย จากประสบการณ์ทำงานที่เคยผ่านมาก่อนหน้านี้ นับเป็นเรื่องน่าแปลกใจจริงๆ
ยุนโฮสูดหายใจเข้าลึกๆ พลางกำลูกบิดประตูไว้แน่น ผ่อนลมหายใจออก ก่อนจะออกแรงบิดแล้วผลักประตูเข้าไป เมื่อนั้นเองที่เขารู้สึกว่าตนเองเผลอกลั้นหายใจนิดๆ ด้วยความตื่นตา ห้องทำงานส่วนตัว...และเหมาะสมจะใช้คำว่า ‘ห้องทำงานส่วนตัว’ จริงๆ ห้องนี้กว้างขวางชนิดสามารถใช้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมนันทนาการขนาดย่อมได้สบาย พื้นห้องปูพรมอย่างดี กระจกหน้าต่างใสกรุล้อมไว้โดยรอบ เผยให้เห็นวิวสวยๆ ของเมืองหลวง โต๊ะไม้ขนาดใหญ่ไม่ต่างจากโต๊ะผู้บริหารตั้งอยู่กลางห้อง อุปกรณ์อำนวยความสะดวกพร้อมสรรพครบครัน
ยุนโฮส่ายศีรษะน้อยๆ ก่อนจำต้องก้าวถอยหลังออกไป เพื่อเบิ่งตาดูป้ายชื่อหน้าห้องให้ถนัดถนี่อีกสักทีป้องกันความผิดพลาด
ไม่ผิด...
นี่ห้องของเขา
ชายหนุ่มค่อยๆ เดินก้าวเข้าไปอย่างช้าๆ ราวกับกลัวว่าแผ่นดินจะทรุดยวบลงไป วางกระเป๋าทำงานลงบนโต๊ะไม้หรูหรา ความรู้สึกปลาบปลื้มดีใจและตื่นตกใจระคนกัน ทันใดนั้นเองที่เก้าอี้สำนักงานทรงพนักสูงซึ่งหันหลังอยู่หันขวับมา
ร่างกายของเขาชาไปทั้งร่างอย่างไม่อาจขยับเขยื้อนได้
“จ..แจจุง?”
ใช่...ยุนโฮ...นายนี่มันโง่จริงๆ...
ที่นี่คือ เคเจกรุ๊ป หรือ คิมจุนแจกรุ๊ป เรียลพรอปเพอร์ตี้ บริษัทอสังหาริมทรัพย์อันโด่งดังซึ่งถูกตั้งชื่อตามเจ้าของบริษัทคนแรก นายคิมจุนแจ คุณปู่ของคิมแจจุง
เขาจำคนตรงหน้าได้แน่ ถึงแม้เขาจะแลดูเป็นผู้ชายที่เข้มแข็ง สง่า และมีความสุข แตกต่างไปจากที่เคยรู้จัก
“สวัสดีครับ ผมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารของที่นี่” แววตาเป็นประกาย คิมแจจุงเอ่ยทักพนักงานคนใหม่ด้วยเสียงของเขา
เสียงที่ไม่ต่างจากระฆังสวรรค์
“ผมมารอคุณ”
ยุนโฮจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีดำสนิทคู่นั้น ดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยแววแห่งความสุขและอิ่มเอม ใบหน้าที่คุ้นตาอย่างที่ไม่สามารถเรียกได้เต็มปากว่าคุ้นงดงามเสมือนเทวดา ผิวพรรณขาวผ่องน่าทะนุถนอม เส้นผมสีดำขลับลื่นละมุนเหมือนเส้นไหม ร่างกายบอบบางนั้นที่เคยเป็นของเขาทั้งกาย
ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ นั้น
เขาเข้าใจมันทั้งหมด...
“ผมว่าตอนนี้...” ริมฝีปากบางที่เคยเม้มสนิทค่อยๆ คลายจนเผยเป็นรอยยิ้ม “เราคงรักกันได้แล้ว”
THE END.
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
AN: เราลงฟิคชั่นเรื่องนี้ครั้งแรกที่บล็อกของเรา (ไม่ใช่บล็อกนี้)
เช็คดูแล้วก็เมื่อตั้งแต่วันที่ 19 เดือน 5 ปี 2006 แน่ะ
ตอนนั้นมีคนตามอ่านอยู่สิริรวมแล้ว 5 คน (3 ใน 5 เป็นหน้าม้าโดยทั้งสิ้น 555)
มีความทรงจำดีๆ มากมาย
จบแล้วเราก็ใจหายเหมือนกันนะเนี่ย (แต่ก็จงจบมันเสียเถอะ)
ยังไงก็...ขอบคุณมากๆ เลยนะคะ! ^___^
หมายเหตุ: ประโยคสุดท้ายนั่น ยุนโฮเป็นคนพูดล่ะเน้อ >_<
[ เปิดจองรวมเล่ม Can I Love You? ]

ตอนจบชอบยูซูมากๆๆๆๆๆๆอ่ะ
"ก็เพราะว่าครูมีลูกศิษย์แค่คนเดียวน่ะสิ”
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
หวานได้อีกกกกกกกก
แต่ยุนแจแบบว่า......สั้นง่ะ แง้วววว~
อยากได้มากกว่านี้อ่ะ
เหมือนอยู่ๆก็จบเลยแฮะ แต่จบแล้วก็ดีค่ะ รู้สึกโล่งงงงงงง
รอเรื่องใหม่ค่า~
#51 By Ai Shiyorin ^^ on 2008-08-24 14:13