Can I Love You? (40)
posted on 18 Aug 2008 22:41 by bleaf-me in can-i-love-you
Title: CAN I LOVE YOU?
Author: b.leaf
Paring: Yunjae, Yoosu (Implied Minsu)
Genre: AU, Romance, Drama, Angst
Rate: PG-13
40. ฟ้าสาง
ยูชอนทำตัวยืดยาด เอาแต่นั่งแช่อยู่กับม้านั่งยาวหลายชั่วอึดใจ กระทั่งเสียงหวานๆ ของประชาสัมพันธ์สาวเริ่มอ่านข้อความเตือนผู้โดยสารเที่ยวบินอินชอนสู่สนามบินจอห์น เอฟ เคเนดี้ นิวยอร์ค ให้เตรียมขึ้นเครื่องทวนเป็นครั้งที่สอง
ไม่ว่าจะพยายามเหนี่ยวรั้งเวลาไว้ให้ได้นานแค่ไหน เข็มนาฬิกาก็ยังคงเดินล่วงไปข้างหน้า ไม่เคยหยุด ถึงอย่างไร เขาก็จำต้องโบกมือลาเมืองบ้านไปยังที่อันไกลแสนไกลอีกครั้งอยู่ดี
ดวงตาสีเข้มใต้แว่นกันแดดสีชาปรายมองไปรอบๆ บริเวณสนามบินอินชอน ขณะนี้เป็นเวลาเกือบเที่ยงคืน หากผู้คนยังคงพลุกพล่าน ภาพของเด็กสาวหิ้วกระเป๋าพะรุงพะรังที่กำลังจมอยู่ในอ้อมกอดแห่งความอาลัยอาวรณ์ของผู้เป็นบิดามารดาทำให้เขาจำต้องเผยยิ้มเศร้าๆ ออกมา
ชายหนุ่มกระชับกระเป๋าสะพายขึ้นไหล่ ซุกมือลงไปใต้กระเป๋าเสื้อโค้ชยาว อากาศที่นี่หนาวกัดกินจิตใจเหลือเกิน เขาไม่มีทางแก้ไขอดีตได้ แต่บางที...ทางเดินซึ่งปูยาวไปภายหน้า แม้จะมีแสงทอลงมาเพียงริบหรี่ หากคงเป็นโอกาสที่ดีที่เขาจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่
“ดร.ปาร์ค”
เมื่อนั้นที่สุ้มเสียงไม่คุ้นหูฉุดร่างของเขาเอาไว้ ยูชอนยังไม่ทันก้าวไปไหน จำต้องหันกลับมามองผู้มาใหม่ด้วยสายตาเคลือบแคลง
“คุณ...”
“คุณจะไปจากจุนซูไม่ได้ จุนซูรักคุณ” โดยไม่ยอมเอ่ยคำแนะนำตัวหรือแม้แต่ทักทาย เด็กชายแปลกหน้าเปิดบททั้งที่น้ำเสียงยังเคล้าไว้ด้วยเสียงผ่อนลมหายใจหอบ ประโยคนั้นทำให้ยูชอนคลายความสงสัย ระลึกได้ทันทีว่าเขาเคยพบเด็กหนุ่มคนนี้ที่ไหนมาก่อน
“คุณเป็นเพื่อนจุนซูหรือ?” ยูชอนถาม ขณะแสร้งทำเป็นมองบอร์ดแสดงเที่ยวบินขาเข้าออกระหว่างประเทศ ซึ่งแท้จริงแล้วเขาเพียงหวาดกลัวแก่คำตอบที่จะได้รับ เขาไม่กล้าสบตาเด็กหนุ่มที่เคยยืนเคียงข้างอดีตลูกศิษย์ที่เขารักหมดใจ ในช่วงเวลาที่เขาพยายามผลักไสตัวเองออกไปให้ห่างจากชีวิตจุนซู
“ใช่ ผมเป็นเพื่อนเขา และเป็นได้แค่เพื่อนของเขา” ชิมชางมินประกาศอย่างขมขื่น “ดร.ปาร์ค ฟังนะ จริงอยู่เราไม่เคยรู้จักกัน และคุณอาจจะสงสัยถึงเจตนาของผม แต่ผมมาที่นี่เพียงเพื่อบอกให้คุณรู้เอาไว้ว่าการที่คุณพยายามหนีปัญหาอย่างนี้ มันไม่เคยช่วยให้อะไรดีขึ้น”
ยูชอนเลิกคิ้ว หันมาเขม่นมองเด็กหนุ่มร่างสูงตรงหน้า “คุณหมายความว่าไง?”
“ผมรู้...ว่าทำไมคุณถึงตัดสินใจไปได้ง่ายดายอย่างนี้” ชางมินพยายามสะกดกลั้นแววตาที่แสดงถึงความไม่เต็มใจของเขา ปลายเสียงของเด็กหนุ่มเริ่มสั่นเครือ “ไม่ใช่เพราะพวกคุณรักกันไม่ได้ แต่มันเป็นเพราะคุณไม่กล้ารักต่างหาก หึ...” เขาแค่นหัวเราะหยัน “คนอย่างคุณ...คนที่มีทุกอย่างเพียบพร้อมอย่างคุณหวาดกลัวอะไรงั้นหรือ?”
“...................”
“ถ้าไม่รู้ผมจะบอกให้ คนอย่างคุณกลัวเหลือเกินกับกรอบของจารีต อะไรก็ตามที่จะทำให้หน้าตาคุณเสื่อมเสีย คุณหวาดกลัวเพียงเพราะอำนาจเงินและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของสังคม คุณไม่เคยคำนึงถึงสิ่งที่ต้องแลกต้องเสีย ไม่เคยคำนึงถึงคนข้างหลัง จุนซูรักคุณสุดหัวใจ เขากล้าป่าวประกาศว่าเขารักคุณแค่ไหน ทั้งที่มันเป็นเรื่องผิดบาปน่าละอายไม่ใช่หรือ แล้วคุณล่ะ...คุณเป็นผู้ใหญ่ประเภทไหน?”
“คุณต้องการอะไรกันแน่?”
ชางมินสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะผ่อนออกมา ทุกครั้งที่เขาเฝ้าคิดถึงเหตุผลที่ทำให้เขาต้องมายืนอยู่ตรงนี้แล้วก็พลอยให้รู้สึกเจ็บปวดหัวใจนัก เขากัดฟัน เม้มริมฝีปากตนเองแน่น ฝ่ามือที่กำจนเป็นกำปั้นสั่นระริก
“ผมเป็นคนที่ยืนอยู่ตรงนี้เมื่อสี่ปีก่อน” ชางมินชี้มือไปยังทางลำเลียงผู้โดยสาร “ผมตัดสินใจเดินหนีไป แล้ววันนี้ผมได้อะไรเป็นของขวัญตอบแทนความขี้ขลาดของตัวเองรู้ไหม?”
“...................”
“วันนี้ผมแพ้คุณ” ประกายน้ำตาในดวงตาคมเข้มของเด็กหนุ่มรื้นระยับ ขณะที่เขาเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “ผมไม่เคยชนะคุณ ทั้งๆ ที่โอกาสนั้นเป็นของผม จุนซูที่เคยเป็นของผม เขาไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว!”
ยูชอนเบือนหน้าหนีภาพน้ำตาลูกผู้ชายที่ค่อยๆ รินไหลจากแอ่งตาของเด็กหนุ่ม
เขาไม่อยากสนใจ...ไม่อยากรับรู้อะไรเกี่ยวกับคิมจุนซูอีก
“คุณไม่ใช่คนโง่ ดร.ปาร์ค ผมหวังว่าคุณจะไม่ยอมทิ้งความสุขอีกครึ่งชีวิตของตัวเองเอาไว้ที่นี่แน่”
“ผมเสียใจ” ยูชอนละล่ำละลักออกมาในที่สุด คำพูดที่เอ่ยขึ้นอย่างหนักแน่นนั้นทำเอาชางมินชะงักงัน “แต่ผมต้องไป มันสายเกินกว่าจะแก้ไขอะไรแล้ว”
หัวใจของเขาราวกับถูกเหยียบย่ำ ยามเฝ้ามองเบื้องหลังของปาร์คยูชอนค่อยๆ เดินลับไป ชางมินไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้ รู้สึกเจ็บร้าวไปทั้งภายใน สิ่งเดียวที่ทำได้คือค่อยๆ ทรุดกายลงช้าๆ เค้นน้ำเสียงแห้งผากผ่านลำคอที่เริ่มเจ็บปร่า
“คุณมันขี้แพ้ ปาร์คยูชอน ถ้าคุณเดินไปอีกก้าวคุณจะไม่มีวันได้จุนซูคืน ผมสาบาน...ผมจะทำให้เขารักผม ผมจะทำให้เขาลืมคุณ!”
เจ็บปวดที่สุดคือความจริงที่เขาไม่อาจทำได้อย่างปากว่า
เขาไม่มีวันทำให้จุนซูรักเขาได้ ไม่มีวันกลับเข้าไปแทนที่ปาร์คยูชอนในใจของจุนซูได้อีก
“ปาร์คยูชอน...คุณทำลายชีวิตจุนซู!”
.
.
.
ผมนี่แหละเป็นคนฆ่าลียองอิล
พี่ชายแท้ๆ ของยองเอ
...ผมฆ่าเขาเอง...
สิบห้าปีก่อน
ผมกับลียองอิลเคยรู้จักกัน เขาเป็นรุ่นพี่ร่วมสถาบันของผม แก่กว่าผมสามปี ลียองอิลเป็นเด็กหนุ่มที่ฉลาดเฉลียว มีความเป็นผู้นำสูง ใครๆ ก็ชื่นชอบเขา ด้วยความที่เป็นเด็กกิจกรรมเหมือนกัน โรงเรียนจึงไว้วางใจมอบหมายงานให้เราทำร่วมกันอยู่เรื่อยๆ
ผมไม่ชอบหน้าเขา
เราไม่เชิงเป็นคู่ปรับ แต่ทุกครั้งที่อยู่ใกล้กันก็มักจะเกิดบรรยากาศที่ไม่น่าพิสมัยเอาเสียเลย จริงอยู่...เขาไม่เคยทำอะไรให้ผม ผมเองก็ไม่เคยเห็นเขาอยู่ในสายตา เราไม่เคยยุ่มย่ามก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของกันและกัน พ่อแม่ของเราไม่ใช่ทั้งมิตรและศัตรู ตระกูลลีและตระกูลคิมไม่มีส่วนได้ส่วนเสียหรือผลประโยชน์ทางด้านธุรกิจต่อกัน เรื่องหน้าที่รับผิดชอบต่องานของโรงเรียนเพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือหัวข้อให้เราสนทนาปราศรัย
แต่ผมเกลียดเขา
ไม่รู้เพราะอะไร...ผมเกลียดประกายบางอย่างในดวงตาคู่นั้นที่เขาใช้มองมา ผมเกลียดทุกครั้งที่เขาใช้ถ้อยคำหยอกเอินที่ดูหมิ่นเกียรติกันจนเกินงาม ผมเกลียดความหยิ่งยโสถือตนของเขา
ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งให้รู้สึกขยะแขยง สะอิดสะเอียน
เฝ้าภาวนาทุกวันว่าเมื่อไหร่เขาจะตาย...ตายไปเสียให้พ้นๆ จากชีวิตผมเสียที...
คืนหนึ่งในฤดูร้อน หลังจากงานโรงเรียนที่ได้รับผิดชอบประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ สมาชิกสภากรรมการนักเรียน และผู้รับผิดชอบโครงการทุกคนต่างพากันไปสังสรรค์ เวลานั้นดึกดื่นค่อนคืนแล้ว ผมเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านพักตากอากาศของพ่อที่เจจู สถานที่ที่ผมเคยรักมันที่สุด
เพื่อนรุ่นพี่ร่วมกลุ่มส่งตัวแทนมาชวนผมออกไปที่ชายหาด แต่พอผมรู้ว่าลียองอิลก็อยู่ที่นั่นด้วยจึงตอบปฏิเสธ
“แจจุง ไม่ไปด้วยกันหรือ ทุกคนอยู่ที่นั่นหมดนะ อึนเฮก็อยู่ จองวอนก็อยู่ ยองอิลก็อยู่เหมือนกันนะ”
“ผมขอตัวดีกว่าครับรุ่นพี่ วันนี้รู้สึกเพลียๆ”
“จะดีหรือ ยองอิลอยากให้นายไปด้วยนะ”
“อย่าเลยดีกว่าครับ ผมไปจะหมดสนุกกันซะเปล่า”
ผมคงแสดงอาการมากจนเกินไป ทั้งสุ้มเสียงและแววตา นั่นทำให้เขาไม่พอใจผม
อย่างน้อยผมก็เคยคิดว่าสาเหตุของเรื่องราวทั้งหมดนี้เป็นเพราะเขาเองก็เกลียดผมไม่น้อยไปกว่ากัน
. . .
ภาพร่างกายผอมเพรียวของเด็กหนุ่มปรากฏเป็นเงาเลือนรางอยู่เบื้องหลังผืนผ้าม่านเนื้อบาง ซึ่งกำลังสะบัดพลิ้วไปตามแรงลมทะเลยามราตรี ใบหน้าขาวสะอ้านเกลี้ยงเกลาขาวเหมือนหิมะถูกอาบไล้ไว้ด้วยแสงสีนวลของดวงจันทร์ในคืนเพ็ญ แม้บนท้องฟ้าสีดำจะกลาดเกลื่อนไปด้วยดาวเต็มฟ้า แสงสีขาวสะท้อนเกลียวคลื่นซัดหาฝั่งจนเกิดประกาย หากคงเป็นเรื่องยากจะหาสิ่งใดที่สวยงามน่าจับต้องมากยิ่งไปกว่าคิมแจจุงได้
แจจุงยืนเกาะขอบระเบียงห้องทำงานของพ่อบนชั้นสองของบ้านพักตากอากาศ สูดหายใจรับลมบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด ฝ่าเท้าเปลือยเปล่าสัมผัสความเย็นเยียบของพื้นหินอ่อน
รอบกายเงียบงันจนถึงขั้นวังเวง เวิ้งว้าง ไร้จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด
แกร๊ก!
เมื่อนั่นเองที่เสียงกลอนประตูถูกลั่นทำให้ไหล่บางกระตุกสั่นด้วยความตื่นตระหนก เจ้าของใบหน้าหวานสวยกว่าเด็กสาวตะโกนถามออกไป
“นั่นใคร พ่อหรือครับ?”
เงาดำตะคุ่มปรากฏอยู่ ณ อีกฟากหนึ่งของผ้าม่าน แจจุงพยายามหรี่ดวงตามองฝ่าความมืดนั้น
“พ่อครับ”
“ฉันเอง แจจุง” เงาดำนั้นส่งเสียงที่ฟังแล้วไม่ให้ความรู้สึกคุ้นเคย หากกลับกลายเป็นความรู้สึกหวาดหวั่นเกรงกลัวที่จะได้ยินอยู่ทุกขณะจิตเสียมากกว่า
“รุ่นพี่ยองอิล” สายลมพัดผืนผ้าม่านให้ปลิวสะบัด บุคคลที่เห็นอยู่ตรงหน้าทำให้กายทั้งกายของแจจุงรู้สึกเย็นวาบ ลมหายใจขาดห้วง “รุ่นพี่...รุ่นพี่เข้ามาได้ยังไง...”
ลียองอิลไม่สนใจตอบคำถาม ใบหน้าของเขาแดงก่ำ ดวงตาปรอยน้ำ ขอบตาแดงซ่าน ร่างกายโงนเงนเหมือนคนไม่ได้สติ ทันทีที่เขาขยับปากพูด กลิ่นแอลกอฮอล์ก็โชยคลุ้ง
“เพราะอะไร ทำไมนายทำเหมือนไม่เคยเห็นฉันอยู่ในสายตา” เขาพึมพำเหมือนคนบ้า “รังเกียจฉันมากนักหรือ คิมแจจุง?”
“ผมไม่อยากคุยเรื่องนี้ รุ่นพี่เมามากแล้ว เชิญออกไปเถอะครับ”
“ไม่ ฉันไม่ไป แค่อยากรู้เท่านั้น นายมีปัญหาอะไรนักหนา ถึงได้ทำเหมือนเห็นฉันเป็นกองขยะที่น่าขยะแขยง ฉันรักนายมาตลอดนะ แจจุง”
หัวใจของเขาเต้นรัวแรง ลมหายใจผ่อนเข้าออกถี่และหนักหน่วงจนร้อนไปทั้งร่าง ส่ายศีรษะช้าๆ อย่างไม่เชื่อหู แจจุงค่อยๆ ถดกายถอยไปจนแผ่นหลังสัมผัสความเย็นซ่านของขอบระเบียง
“อย่าหนีอีกเลย ฉันสาบาน...จะไม่มีวันปล่อยนายไป...ไม่มีวัน!”
มือแกร่งเอื้อมรั้งคอเสื้อ กระชากร่างเพรียวแสนบอบบางของเด็กหนุ่มเข้าประกบริมฝีปาก แจจุงรับรู้ได้ถึงรสเลือดในโพรงปากอวลกลิ่นคาวชวนสำลัก ท่ามกลางแรงลมที่พัดกระหน่ำยังไม่ปราณีปราศรัย เขาพยายามส่งเสียงร้อง หากทุกคำพูดถูกกลืนหายลงไปในลำคอ ยากจะเปล่งออกมาได้
ลียองอิลเหวี่ยงแจจุงเข้าไปด้านใน ก่อนที่ผู้ถูกคุกคามจะสามารถผุดลุกขึ้นตั้งตัวหนีได้ ร่างกายใหญ่โตของอีกฝ่ายก็โถมทับลงมา กดหัวไหล่บางลงกับโต๊ะไม้สักขนาดใหญ่ มือหนาฉีกทึ้งปลดเปลื้องเสื้อผ้าของแจจุง แขนเรียวพยายามปัดป้อง กวาดสิ่งของบนโต๊ะร่วงกราว
“ปล่อยฉันนะ!” ร่างบางกรีดร้อง
หากในห้องห้องนี้บุผนังเก็บเสียงอย่างดี
แจจุงตระหนักแล้ว เขาไม่มีวันถอยหนี หรือแม้แต่ร้องขอความช่วยเหลือได้
ฝ่ามือคลำสะเปะสะปะไปรอบกาย กระทั่งคว้าปากกาหัวแร้งได้ด้ามหนึ่ง กำมันแน่นด้วยฝ่ามือสั่นริก
แจจุงใช้ปักมันลงไปกลางลูกตาซ้ายของลียองอิล!
“อ๊ากกกกกกกกกก!!”
มันร้องโหยหวน ดิ้นพล่านเหมือนปลาที่ถูกทุบ
โดยไม่รู้ตัว...แจจุงใช้อาวุธในมือจ้วงซ้ำลงไปที่คอหอยจนมิดด้าม โลหิตข้นขลั่กสีแดงฉาดสาดกระเซ็นไปทั่วห้อง แปดเปื้อนร่างกายของเขา ดวงตาของ
ลียองอิลเบิกโพลง แววความเคียดแค้นแผดเผาจ้องมอง
“จ...แจ...จุง...”
เอ็นกล้ามเนื้อทั่วร่างกระตุกสองสามครั้ง ก่อนเขาสิ้นใจ
ราวกับสมองถูกราดด้วยสีขาว ภาพที่เคลื่อนไหวเบื้องหน้าขาดห้วงไม่ชัดเจนเหมือนโทรทัศน์ที่รับสัญญาณขัดข้อง แจจุงผลักร่างของลียองอิลออกไปให้พ้นตัว น้ำตารินไหลตกจากดวงตาคู่สวยหยดแล้วหยดเล่า
เมื่อนั้นเองที่บานประตูถูกไขจากด้านนอก ก่อนจะเปิดออกผาง
พ่อของเขาอยู่ที่นั่น
“แจจุง...แจจุง!”
แจจุงพูดอะไรไม่ออก เขาสะอื้นไห้จนตัวสั่น ขดกายถอยไปจนติดมุมห้อง ฟันซี่เล็กๆ กัดริมฝีปากตนเองจนชุ่มเลือด ดวงตากลมโตเหม่อมองไปยังที่ไร้จุดสิ้นสุด
พ่อตรงเข้ามาโอบกอดเขา ลูบศีรษะเขาอย่างรักใคร่ ด้วยประจักษ์ต่อเหตุการณ์ทั้งหมด กระซิบถ้อยคำเดิมซ้ำๆ ตรงริมหูว่า
“ไม่เป็นไรนะลูก ใจเย็นๆ มันไม่มีอะไรเกิดขึ้น...ลืมมันเสียนะ...ลืมมันเสีย...”
. . .
พ่อจัดการทุกอย่าง ตั้งแต่ล้างเลือดบนตัวผม ทำลายหลักฐานความเสียหายในห้อง ลบรอยนิ้วมือ ไปจนถึงการอำพรางสภาพการตายของลียองอิลให้ดูเหมือนเป็นอุบัติเหตุทางรถยนต์
ผมกลัวมาก กลัวที่สุดในชีวิต เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันคาดฝัน... สมองสั่งการให้ลบภาพความทรงจำอันเลวร้ายเหล่านั้นออกทันที ผมบอกตัวเองซ้ำๆ ว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีเพียงเสียงนี้วนเวียนอยู่ในหัว
ผมเป็นคนบริสุทธิ์...ผมไม่เคยทำอะไรผิด...
และผมเชื่ออย่างนั้นมาตลอด
. . .
“คุณชายจอง”
“แจจุงล่ะครับ?”
“คุณแจจุงเพิ่งออกไปเมื่อสักครู่นี้เองค่ะ ไม่ได้บอกด้วยว่าจะไปไหน”
ครั้นฝ่าเท้าเหยียบย่างพ้นเขตรั้วบ้านตระกูลคิม ยุนโฮไม่มีวี่แววจะชะลอฝีเท้า ชายหนุ่มเผลอขยำจดหมายในมืออย่างไม่รู้ตัว ทันทีที่สาวใช้ในบ้านรายงานเขาด้วยสีหน้าขาดความมั่นใจ
ลมหายใจขาดห้วง...
รู้สึกแสบร้าวไปทั่วอกซ้ายราวหัวใจถูกริดรอน
. . .
กระทั่งคืนนั้น...
ผมแอบได้ยินคุณพ่อสั่งฆ่าใครคนหนึ่ง ด้วยไม่รู้ว่าในค่ำคืนที่บ้านพักชายทะเลนั้น พ่อยังละเลยหลักฐานชิ้นสำคัญไว้ในที่เกิดเหตุอีกอย่างหนึ่งโดยไม่รู้
คนคนนั้นคือแม่บ้านฮัน หัวหน้าแม่บ้านของตระกูลคิมในตอนนั้น พยานปากสำคัญที่ล่วงรู้ความลับของพ่อ หล่อนเห็นเหตุการณ์ในช่วงหลัง ขณะที่พ่อปล่อยให้รถยนต์ไม่ติดป้ายทะเบียนถอยร่นทับร่างของลียองอิลจนแหลกละเอียด
หล่อนคิดว่าพ่อฆ่าเขา
และแน่นอนว่า...ผมเองก็คิดเช่นนั้นด้วย...
. . .
เขาหยุดหอบ สายตากว้านหาไปทั่วบริเวณตัวเมืองที่ผู้คนเดินกันพลุกพล่านขวักไขว่ เบื้องหน้านั้น รถยนต์แล่นผ่านไปด้วยความเร็วบนถนนสีเทาเข้มคล้ายควันหนา เฝ้ามองหาแผ่นหลังบางในชุดขาวที่แสนคุ้นตา
แต่ไม่มี...ไม่มีเลย...
. . .
พ่อพาผมไปที่ทะเล พยายามเค้นความจริงจากปากว่าผมรู้อะไรบ้างและขู่ผมว่าห้ามปริปากแพร่งพรายความจริง
ความจริงที่ล้วนมีผมเป็นต้นเหตุ
ผมจำเหตุการณ์คืนนั้นไม่ได้จึงด่าทอพ่อสารพัด พ่อตบผมเต็มแรงหนึ่งฉาด ก่อนจะผละจากไป ปล่อยให้คนของพ่อทำร้าย กักตัวผมไว้เกือบสัปดาห์ ซ้อมผมจนเจ็บสาหัส
ความทรงจำอันแสนเลือนราง
ไม่ใช่...คนพวกนั้นไม่ใช่คนของพ่อ...
แต่เป็นคนของคุณแม่
ทุกอย่างที่พ่อทำ...เพียงต้องการปกป้องผมเท่านั้น...
คิมมินจูต่างหากที่ต้องการเห็นผมตาย เธอคนเดียวที่ปรารถนาทุกสิ่งที่เป็นของตระกูลคิม ทุกอย่างที่คิมมินกยองสมควรได้รับ เธออยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดนี่...
. . .
สัญญาณไฟจราจร ในที่สุดก็เปลี่ยนเป็นสีเขียว ณ จุดตัดของถนน ขณะที่โลกกำลังหมุนไปอย่างเชื่องช้าเหมือนภาพฝัน เมื่อนั้นเองที่สายตาของเขาจับได้กับเรือนร่างที่แสนคุ้นตา
หากทว่าเจ้าของร่างนั้นไม่ได้สวมชุดขาวตลอดตัวอีกต่อไป
เส้นผมสีดำขลับเหมือนแพรไหมยาวเคลียไหล่ ตัดกับผิวสีขาวซีดราวหิมะ เสื้อไหมพรมแขนยาวสีดำกับกางเกงผ้าสีเทา ทำให้ภาพที่ปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ อยู่เบื้องหน้าแลดูคล้ายภาพขาวดำบนฟิล์มหนัง
. . .
ยุนโฮที่รัก
สิบห้าปีฟังดูเป็นช่วงเวลาแสนสั้นที่มักจะผ่านพ้นช่วงชีวิตคนเราไปในชั่วพริบตา แต่สำหรับผม...สิบห้าปีเคลื่อนไปอย่างช้าๆ เหมือนตกนรกชั่วกัปกัลป์
แม้ไม่ตาย แต่ก็อยู่เหมือนตาย
ทุกเช้าที่แสงอาทิตย์สาดกระทบเปลือกตา ผมได้แต่เฝ้าภาวนาขอให้ทุกอย่างเป็นเพียงแค่ฝัน หากคำอ้อนวอนที่ไร้ซึ่งสุ้มเสียง พระผู้เป็นเจ้าไม่แม้แต่จะปรายสายตามาสดับรับรู้ความทุกข์ทรมานของคนบาปเช่นผม
ผมไม่กล้าหยิบเสื้อสีขาวขึ้นมาใส่ ไม่มีความกล้าที่จะสู้หน้าเงาของตัวเองในกระจก สารภาพตามตรงว่าผมไม่กล้าแม้แต่จะสู้หน้าคุณ ผมทนแบกรับความรู้สึกผิดบาปนี้ต่อไปอีกไม่ไหว
. . .
“แจจุง!”
ด้วยเสียงเพรียกของหัวใจที่แทบขาดสะบั้น ยุนโฮรวบรวมกำลังตะโกนออกไป ร่างนั้นชะงักฝีเท้า ท่ามกลางกระแสผู้คนที่หลั่งไหล กาลเวลาคล้ายหยุดนิ่ง
. . .
คนอย่างผมหรือสมควรจะได้รับสิ่งนี้...ความสุขทั้งชีวิต...ความรักจากคุณ ความรักจากทุกๆ คน ในขณะที่ลียองเอต้องทนทุกข์ทรมาน
ควรหรือ...ที่เราสองคนจะเสวยสุขด้วยกันในตอนจบได้เหมือนในนิยาย
. . .
“ขอร้อง...”
ยุนโฮแทบคุกเข่าลงอ้อนวอน หยาดน้ำตารินไหล สุ้มเสียงอันแหบพร่าเปล่งผ่านลำคออย่างยากลำบาก
“คุณจะไปอย่างนี้ไม่ได้”
. . .
ยุนโฮที่รัก...
ผมขอโทษที่จำเป็นต้องหลบหายไปแต่เงียบๆ ตั้งแต่วันแรกที่เราพบ กระทั่งวันนี้ ภาพของคุณยังคงชัดเจนเหลือเกินในความทรงจำ และคงเป็นเรื่องยากเช่นเดียวกับการพยายามขจัดตราบาปในใจผม
ผมรักคุณเหลือเกิน...ยุนโฮ...รักมากเกินกว่าจะยอมดึงคุณให้ตกต่ำไปกับผม เพียงเพราะปมอดีตเลวทรามที่ผมไม่อาจลืมเลือนได้
. . .
“ผมหย่ากับเธอแล้ว อย่าทิ้งผมไป ได้โปรด...อยู่กับผม...ผมไม่เหลือใครแล้ว”
คิมแจจุงหันกลับมาเพียงเสี้ยวหน้า เพียงส่ายหน้าช้าๆ แล้วมอบรอยยิ้มบางที่ถูกกลั่นออกมาจากหัวใจอันแห้งผาก ก่อนย่างเท้าลงบนถนน วิ่งฝ่าฝูงชนไป
. . .
ณ เวลานี้...ผมคงต้องขอลาไปก่อน...
แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราเจอกันอีกครั้ง แล้วยังรักกันอยู่
ตอนนั้น...ผมหวังว่าเราคงจะรักกันได้
. . .
ยุนโฮไม่รั้งรอที่จะวิ่งตาม สติสัมปชัญญะหยุดลอย หยาดน้ำตาพรั่งพรูอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่นาน...เขาก็พบตัวเองยืนอยู่เพียงลำพังตรงกลางถนน ประจวบเหมาะกับที่สัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนสีอีกครั้ง
ใครหลายคนส่งเสียงกรีดร้องดังโหยหวน พร้อมๆ กับเสียงล้อยางบดพื้นถนนดังเอี๊ยดลั่นเสียงสะท้อนก้องในโสตประสาทที่มึนตึง
“ย..ยุนโฮ!!”
เอี๊ยดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!
ได้ยินหรือเปล่า?
หัวใจของผม...มันกำลังร้องเพลง...
บอกว่ารัก...รักคุณเหลือเกิน
รักคุณสุดหัวใจ
นั่นเสียงคุณ?
เสียงคุณใช่ไหม?
เสียงของคุณ...เพราะจังนะ...
อยากฟัง...อีกสักครั้ง...
...ผมรักคุณ...
ยังรัก...รักได้ใช่ไหม?
.
.
.
‘ในโลกใบนี้ มีความจริงเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้นที่เหมือนอย่างจินตนาการ’
เสียงของเพื่อนรัก ก้องสะท้อนอยู่ในหู
‘โอกาส...เป็นของเรา มีไว้เพื่อไขว่คว้า แต่นายก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าทางเลือกไม่ได้มีไว้สำหรับทุกคน’
ยูชอนค่อยๆ หลับตาลง ปล่อยให้ลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศเป่าลูบไล้ใบหน้า ปล่อยจิตใจให้ล่องลอย ให้คำพูดของยุนโฮซึมลึกลงในห้วงความคิด
‘คนที่จะอยู่รอดได้คือคนที่กล้ายอมรับ และเรียนรู้ที่จะยืนหยัดอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงเท่านั้น’
‘นายเป็นอย่างนี้เสมอ’
เขาได้ยินเสียงตนเองร่ำรำพัน ดวงตาเจือน้ำหล่อเลี้ยงของตนเองในภาพซ้อนของความทรงจำในอดีตฉาบฉายแววปวดร้าวทรมาน
‘สมัยเรียนเกรดแปด นายจำได้ไหม ที่ฉันกับพวกห้องจีเล่นเบสบอลกันแล้วเผลอทำกระจกห้องผอ.แตก นายนั่งเก็บเงินค่าสวัสดิการชมรมอยู่ข้างสนามแท้ๆ แต่ก็ยังรับผิดแทนพวกเรา’
รอยยิ้มของยุนโฮที่มีมอบให้เขาในเวลานั้น ยังคงจดจำได้จนถึงบัดนี้
‘แล้วนายล่ะ ยูชอน เปลี่ยนไปบ้างไหม?’
‘...................’
‘นายกล้ารับผิดแล้วหรือยัง?’
‘...................’
‘นายเกิดมาโชคดี ยูชอน มีทั้งทางเลือก ทั้งโอกาสที่จะทำทุกอย่างได้ดั่งใจ ฉันขอให้นายเลือกสิ่งที่ดีที่สุดในกับตัวเอง อย่าทนแบกความรู้สึกผิด แล้วคิดว่าสักวันมันจะเลือนหายไป...เพราะมันจะไม่มีวันหายไปจากชีวิตนายได้เลย’
. . .
ชางมินไม่อาจก้าวขาไปที่ไหน นอกเสียจากปล่อยให้หยาดน้ำตาหลั่งรินอาบใบหน้า เมื่อจุนซูมาถึง
“ครูยูชอน!”
บนแก้มเนียนของเด็กชายปรากฏไว้ด้วยคราบน้ำตา บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวเกินทานได้ มือเล็กแปะป่ายกระจกใสซึ่งกั้นไว้ระหว่างทางลำเลียงผู้โดยสารขาออก ร้องเรียกหาคนเป็นอาจารย์ที่ตนรักหมดหัวใจ
เงาแห่งอดีตกรีดรอยแผลเป็นเล็กๆ หากลึกล้ำฝังราก ทำให้ชางมินจำต้องเบือนหน้าหนีสิ่งที่เคยปรากฏตรงหน้าสายตาเช่นนี้ไม่ผิดกันมาแล้วเมื่อสามเกือบสี่ปีก่อน
มนุษย์คือเหยื่อความขลาดเขลาโง่งม
สิ่งมีชีวิตเดียวในโลกที่หวาดกลัวอยู่กับความผันแปร ไม่จีรัง จนต้องทนตรมทุกข์ เวียนว่ายอยู่ในบ่วงแห่งความเจ็บปวด...ทรมาน...
ประชาสัมพันธ์ประกาศเครื่องโบอิ้ง ๗๗๗ ลอยขึ้นจากพื้นดินได้อย่างปลอดภัย ใจทั้งใจแหลกสลาย แข้งขาอ่อนยวบยาบไร้เรี่ยวแรง จุนซูค่อยๆ ปล่อยให้ตัวเองทรุดกายลงกับพื้นอันเย็นเยียบเบื้องล่าง ท่ามกลางสายตาผู้คนที่สัญจรผ่านเส้นทางแออัด
“ครูยูชอน...ฮึก......ครูฮะ...”
ทันใดนั้นท่ามกลางฝูงชนสับสน ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อโค้ชยาวกลับปรากฏตัวขึ้นเบื้องหลังความเคลื่อนไหวอันระส่ำระสายนั่น
ปาร์คยูชอนยืนอยู่ตรงนั้น
“ยกโทษให้ครูเถอะนะ” เขาเอ่ยมันออกมา “ครูรักเธอ”
.
.
.
เฝ้าฟังเสียงระลอกคลื่นซัดหาฝั่ง แจจุงนั่งกอดเข่าอยู่บนชายหาดซึ่งทอดตัวยาวไปตามแนวทะเล หน้าบ้านพักตากอากาศของคนเป็นพ่อ เหม่อมองท้องฟ้าอันค่อยๆ ถูกสีส้มของแสงอาทิตย์ยามเย็นทาบทา
“แจจุง”
เสียงของพ่อดังขึ้นเบื้องหลัง เรียกสติของเขาให้หลุดออกจากห้วงภวังค์ พ่อทรุดกายลงคุกเข่า เอื้อมมือมาแตะไหล่บางของเขาไว้
“พ่อนัดหมอที่เยอรมันได้แล้วนะลูก พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางกัน”
แจจุงหันกลับไปเพียงเสี้ยวหน้า พยักหน้าช้าๆ บนดวงหน้าขาวซีดเซียวเผยรอยยิ้มที่แสนฝืดเฝื่อนออกมาเพียงบางเบา เขาปล่อยให้ลมทะเลพัดต้องผิวกาย พัดเส้นผมสีดำสนิทนั้นให้พลิ้วสะบัด เฝ้ามองฟองสีขาวของเกลียวคลื่นไหลลู่อาบปลายเท้าช้าๆ
พ่อโอบไหล่เขา ในขณะที่มือเรียวบางเอื้อมรั้งมือของคนเป็นพ่อมากุมไว้ จับให้แบ แล้ววางทาบลงไปบนผิวนุ่มละมุนของพื้นทราย รอให้น้ำทะเลซัดขึ้นมาอีกครั้ง
ให้น้ำทะเล...รักษาแผลใจ...
คิมแจจุงเอื้อนเอ่ยอย่างยากลำบาก ในลำคออันเหือดแห้งผ่อนออกมาเป็นลมหายใจยาวนาน ก่อนที่ปลายเสียงสั่นพร่าจะเปล่งตามมา
“...พ...พ่อ.......”
น้ำตารื้นเอ่อขึ้นจนเต็มคลองตาของชายวัยกลางคน เขารวบร่างกายบอบบางของคนเป็นลูกชายมากอดเอาไว้แน่น ร่ำไห้ออกมา
“แจจุง...แจจุงลูกพ่อ...”

ทุกคนล้วนเคยทำผิด
ในที่สุดปาร์คก็ยอมรับความจริงแล้ว
แล้วแจจะพูดได้แล้ว ใช่ป่ะ
เพิ่งเข้ามาอ่านครั้งแรก รวดเดียวเลย
สนุกมากมาย
แต่แอบสงสารน้องมินอ่ะ
#1 By pandanarak (202.91.19.204) on 2008-08-18 23:05