Can I Love You? (37)
posted on 06 Aug 2008 15:34 by bleaf-me in can-i-love-you
Title: CAN I LOVE YOU?
Author: b.leaf
Paring: Yunjae, Yoosu (Implied Minsu)
Genre: AU, Romance, Drama, Angst
Rate: PG-13
Angst หมายถึง ฟิคชั่นที่มีเนื้อหารุนแรงในแง่ของอารมณ์ บีบคั้นความรู้สึก อันอาจจะส่งผลก่อให้เกิดความสะเทือนใจ เกิดอาการหงุดหงิดงุ่นง่าน ไม่ได้ดั่งใจ ค้างคา เป็นอันตรายต่อสภาพจิตใจผู้อ่าน จึงเตือนมาให้ทราบ ณ ที่นี้
37. เผย
เช้านี้ยองเอรู้สึกไม่ค่อยสดใส หญิงสาวยังคงรู้สึกวิงเวียนและอยากอาเจียนมากเป็นกำลังจนต้องยืนแขนท้าวค้ำฝาเครื่องซักผ้าเพื่อพยุงตัวเอง ขณะใช้ฝ่ามือเรียวค่อยๆ หย่อนเสื้อผ้าใช้แล้วในตะกร้าลงถังซัก
เธอตื่นเช้าผิดปกติจนยุนโฮรู้สึกเป็นห่วง เขาเฝ้ามองปฏิกิริยาเธออยู่ไกลๆ ด้วยรู้ดีว่าเมื่อคืนอาการเธอย่ำแย่จนไม่อาจข่มตาหลับลงได้ เมื่ออาบน้ำแต่งกายด้วยชุดทำงานจนเรียบร้อย เขาจึงตัดสินใจเดินมาหาเธอ สวมกอดเธอจากด้านหลัง
ยุนโฮค่อยๆ หลับตา ร่างกายของยองเอเปราะบางเหลือเกินภายในอ้อมกอดของเขา ผิวกายเย็นเฉียบ ผอมโซชวนให้ทรมานใจ เขาจูบเธอเบาๆ ที่แก้มซ้าย
“ไม่ทานข้าวหรือคะ” น้ำเสียงของเธอยังเหมือนกำลังแย้มยิ้ม
ยุนโฮไม่ตอบ เพียงแต่ถอนหายใจยาวเหยียด กระชับกอดคนเป็นภรรยาแน่นขึ้น
ยองเอยิ้มอยู่กับตัวเอง พลางวนมือในน้ำ ก่อนเอ่ยขึ้นว่า “ยุนโฮคะ คืนนั้น...ที่ฉันอาละวาดใส่คุณน่ะ ฉันขอโทษนะคะ”
ไม่รู้ทำไม ทุกคำพูดของเธอจึงมักทำให้เขาอยากร้องไห้เสมอ บางครั้งยุนโฮก็ไม่อยากทนทำตัวเข้มแข็ง เป็นหัวหน้าครอบครัวที่แกร่งกล้านัก เขาอยากจะร้องไห้ต่อหน้าเธอบ้าง และอยากบอกเธอต่อหน้าว่าเขาเสียใจ
เสียใจจนหัวใจแทบหลั่งเลือด...
“ช่างมันเถอะ อย่าคิดถึงมันเลย” ยุนโฮสูดลมหายใจอย่างติดขัด น้ำตารื้นเรื่อถึงคลองตา “ผมต่างหาก ไม่น่าเดินหนีเลย ผมน่าจะอยู่กับคุณ”
ยองเอหัวเราะ “คุณไม่ผิดหรอก ฉันงี่เง่า ฉันเป็นคนไล่คุณ”
“บอกแล้วไงว่าช่างมัน”
ยุนโฮจับมือเธอ แล้วยกขึ้นมาจูบ ตอนนั้นเองที่เขาเพิ่งสังเกตว่าฝ่ามือเรียวสวยที่แสนบอบบางคู่นี้ถลอกปอกเปิก ผิวหนังลอกเป็นขุย ราวกับได้ยินความคิดในสมองคนเป็นสามี ยองเอชิงพูดขึ้นก่อน
“น่าเกลียดจังเลย ฉันแพ้ผงซักฟอก”
“อย่าทำอีกเลย ยองเอ คุณไปพักผ่อนเถอะ” ยุนโฮอ้อนวอน
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันอยากทำ”
“ถ้าคุณไม่ต้องแต่งงานกับผม คุณคงมีชีวิตที่ดีกว่านี้”
“ฉันไม่ต้องแต่งงานกับคุณก็ได้ค่ะ แต่ฉันอยากแต่งงานกับคุณ” เธอยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่เบาบาง โรยแรง และลางเลือน ยุนโฮมองเงาสะท้อนของเธอในผิวน้ำที่กระเพื่อมน้อยๆ ขาดห้วง “ยุนโฮคะ?”
“อ..หืมม์?”
“ไปทานข้าวเถอะค่ะ สายแล้วนะ”
“อ่า...ครับ”
ยองเอหยิบเสื้อเชิ้ตสีเทาเข้มของยุนโฮหย่อนลงถัง ก่อนจะปล่อยมันจากมือ เธอยกเสื้อขึ้นแตะชิดปลายจมูกอย่างเคยชิน หากอะไรบางอย่างที่ทำให้เธอต้องชะงักการกระทำ
“ยุนโฮคะ”
“ครับ?”
“คุณเปลี่ยนน้ำหอมหรือ?” เธอถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ความนิ่ง ความเยือกเย็นที่น่าหวั่นใจ
ยุนโฮหยุดคิดชั่วอึดใจ ก่อนจะส่ายหน้า “ไม่นี่”
ยองเอยิ้ม “กลิ่นเหมือนแจจุงเลยนะคะ” พลางปล่อยเสื้อ แล้วกดมันให้จมลงในถังซักผ้า
ยุนโฮตัวชา ณ เวลานั้น รู้สึกราวกับว่าถูกฉุดวิญญาณออกจากร่างไปอย่างสิ้นเชิง
“ยุนโฮคะ”
“อ..อะไรหรือ?”
“ขอโทษนะคะ เมื่อคืนฉันแอบใช้โทรศัพท์คุณโทรหาเพื่อน”
ภายในโพรงอกร้อนระอุ หัวใจรัวพล่านจังหวะ
“ม..ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่” ยุนโฮเอ่ยตะกุกตะกัก
“อย่าโกรธนะคะ” เธอหันมามอบรอยยิ้มอ่อนหวาน เป็นรอยยิ้มที่ยุนโฮคิดว่าหากเธอไม่ยิ้ม แล้วทำหน้าบูดบึ้งตึงตังใส่ยังจะชวนให้รู้สึกดียิ่งกว่า
เขาผุดลุกขึ้นจากที่นี่เคยนั่ง ช้อนตกกระทบจานกระเบื้อง ชายหนุ่มเดินผลุบหายเข้าไปในห้องน้ำโดยไม่บอกไม่กล่าว ทันทีที่ลับสายตาเธอ เขาคว้าโทรศัพท์มือถือตัวเองขึ้นมากดดู
“...ข้อความเข้า...”
03:49 PM
“...ผมอยากพูดคำพูดที่เห็นแก่ตัวว่าไม่ให้คุณไป มีปากแต่พูดไม่ได้ มันเจ็บปวดเหลือเกิน ผมรักคุณนะ...”
จาก แจจุง
.
.
.
“แจจุง”
สุ้มเสียงอันสั่นพร่าของยุนโฮถูกเล่นจากเทปเครื่องรับฝากข้อความ
“ผมกลัวว่า...” เสียงสูดลมหายใจ “เธออาจจะรู้เรื่องของเราแล้ว”
สัญญาณถูกตัด หวีดร้องดังโหยหวน ก่อนที่ข้อความเพียงสั้นๆ ข้อความนั้นจะฝังรากลงในหัวสมอง แจจุงไม่สามารถปัดป้องมันออกไปให้พ้นตัวได้
ตราบาป...เติบโตจนออกผลแล้ว...
มันเป็นเหตุผลที่ทำให้แจจุงมาที่นี่ ยามรักษาความปลอดภัยของบริษัทลีคอสเมติกคอร์เปอเรชั่นเปิดประตูต้อนรับเขาด้วยรอยยิ้ม แต่เขาค้อมศีรษะให้รปภ.ผู้ใจดีแทนคำขอบคุณ หากไม่มีกะจิตกะใจจะยิ้มตอบ
การติดต่อสอบถามข้อมูลในองค์กรธุรกิจขนาดยักษ์เป็นสิ่งที่คุกอันแสนหรูหรานามว่าคฤหาสน์ตระกูลคิมไม่เคยสอนสั่ง ล็อบบี้บริษัทใหญ่โถงโอ่อ่า ผู้คนพลุกพล่านแสนสับสน เขามายังสถานที่แห่งนี้เป็นครั้งแรก และไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นตรงไหน ร่างเพรียวหยุดยืนมองซ้ายมองขวา กรอกดวงตากลมโตสีนิลอันแฝงแววความหวั่นเกรงไว้อย่างชัดเจนไปรอบกาย หัวใจสั่นระรัว
เป็นห่วงยุนโฮเหลือเกิน
แจจุงเลื่อนฝ่ามือขึ้นกอบกุมจี้เพชรรูปหัวใจที่สวมใส่ไว้โดยไม่รู้ตัว
เอาล่ะ...
ถึงอย่างไรวันนี้ต้องได้คุยกัน
ชายหนุ่มสาวเท้าไปยังเค้าท์เตอร์ประชาสัมพันธ์เป็นที่แรก พนักงานประชาสัมพันธ์สาวห้าคนนั่งประจำที่ แต่สายตาไม่ได้จับอยู่ที่การงานของตน บางคนแอบคุยโทรศัพท์มือถือ บ้างจับกลุ่มคุยนินทาเรื่องชาวบ้าน บางคนกำลังทาเล็บ
แจจุงหยิบกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งที่ถูกวางตระเตรียมไว้พร้อมแล้ว และใช้ปากกาหัวแร้งจรดเขียนข้อความ
เมื่อเขียนแล้ว แจจุงยื่นมันไปตรงหน้าประชาสัมพันธ์สาวคนที่กำลังทาเล็บอย่างขะมักเขม้น เธอสะดุ้งนิดๆ เงยหน้าขึ้น ก่อนจะรีบผุดลุก ใช้มือลูบกระโปรงให้เรียบร้อย
“ลีคอสคอร์ป สวัสดีค่ะ!”
‘ขอโทษครับ ต้องการพบจองยุนโฮ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ผมต้องติดต่อที่ไหน’
สาวเล็บสวยอ่านข้อความแล้วฉีกยิ้มเผล่ “สักครู่นะคะ” ว่าแล้วก็นั่งลงบนเก้าอี้สำนักงาน ไสล้อไปยังโทรศัพท์ ใช้นิ้วที่แสนกรีดกรายจิ้มๆ กดๆ ตัวเลขสองสามปุ่มบนตัวเครื่อง เหน็บหูฟังไว้ระหว่างหูและไหล่ ในขณะที่ปากก็เป่าเล็บไปด้วย
แจจุงเห็นเธอพูดกับปลายสายเพียงสองสามประโยคสั้นๆ ก่อนจะวางสาย เล็บสวยไสเก้าอี้กลับมาอย่างคล่องแคล่ว ฉีกยิ้มอีกที เอ่ยว่า “ผู้จัดการจองติดประชุมอยู่นะคะ ไม่ทราบว่าใครต้องการพบคะ?”
แจจุงยิ้มบางๆ ให้เธอ หยิบกระดาษแผ่นใหม่ แล้วเขียนลงไป
‘เพื่อนครับ’
เล็บสวยขมวดคิ้ว ทันทีที่ได้อ่าน เธอเงยหน้าขึ้นมองแจจุงด้วยแววตาสำรวจตรวจตรา พลางครุ่นคิด
“เอ...คุณเคยมาที่นี่หรือเปล่าคะ ดิฉันรู้สึกคุ้นหน้าคุณจัง”
แจจุงส่ายหน้า
“เอ...” เธอย่นจมูก
แจจุงยิ้มให้เธออย่างเข้าอกเข้าใจ ก่อนจะยกมือขึ้นลูบลำคอ ส่ายหน้า แล้วยิ้มอีกครั้ง
ประชาสัมพันธ์คนสวยมีสีหน้าสลดลงในทันที
“อ่า...ขอโทษจริงๆ นะคะ อืม...เมื่อครู่เลขาของผู้จัดการจองบอกว่าตามกำหนดการอีกประมาณสิบนาทีผู้จัดการถึงจะออกจากห้องประชุมนะคะ ไม่ทราบว่า...”
‘ผมรอได้ครับ’
“ถ้าอย่างนั้น เชิญคุณนั่งรอทางด้านนั้นก่อนนะคะ ผู้จัดการออกจากห้องประชุมเมื่อไหร่ ดิฉันจะแจ้งให้ทราบนะคะ”
‘ขอบคุณครับ’
แจจุงกำลังจะทรุดกายนั่งลงบนโซฟายาวที่ถูกจัดไว้อย่างเป็นสัดเป็นส่วน หากถูกเสียงที่แสนคุ้นหูฉุดไว้เสียก่อน พร้อมๆ กับที่ฝ่ามือเรียวนุ่มนิ่มของใครคนหนึ่งจะเอื้อมมาจับข้อแขนของเขาเอาไว้
ที่แล้วๆ มามีแต่คนทักว่าเขาเป็นคนเนื้อบาง สัมผัสอะไรนิดหน่อยก็ช้ำก็แตก เจ็บง่าย แต่แรงบีบจากฝ่ามือที่คงจะบอบบางไม่แพ้เขาครั้งนี้กลับทำให้รู้สึกเจ็บปลาบยิ่งกว่าความรู้สึกไหนๆ
สุ้มเสียงเสนาะกังวานหวานหู ไม่ว่าใครได้ฟังก็เป็นอันต้องหลงรัก
เสียงนี้...เสียงของลียองเอ...
“แจจุง!” ดวงตาสีเข้มเหลื่อมน้ำตาลคู่นั้นเบิกกว้างเมื่อพบว่าเป็นแจจุงจริงดังคาด ยองเอยิ้มทักอย่างยินดี “แจจุงจริงๆ ด้วย มาหายุนโฮหรือคะ?”
แจจุงหายใจหนักหน่วง ลมหายใจกระชั้นจังหวะถี่ เขาพยายามจะไม่แสดงพิรุจ หากว่าพบว่าเป็นเรื่องยากเย็นยิ่งกว่าการเปล่งเสียง
ประสาทหูตึงตื้อเหมือนจมอยู่ใต้น้ำ สัญญาณความเคลื่อนไหวรอบกายฟังดูคล้ายฟิล์มหนังเก่าครำคร่าใกล้ชำรุด แววตาที่ยองเอจ้องมองมากดดันให้แข้งขาแทบสิ้นไร้เรี่ยวแรง
แววตาของหญิงสาวกับต่างหูมุก
แววตาที่บ่งบอกว่าเธอรู้ดีถึงความกลวงโบ๋ เงาดำมืดในจิตใจเขา
รอยยิ้มกว้างขวางค่อยๆ เลือนหายจากใบหน้าหวานสวยของเธอ กลายเป็นรอยยิ้มบางๆ ที่แสนเยือกเย็นเมื่อเธอสังเกตเห็น ริมฝีปากฉาบสีชมพูวาววับขยับเอ่ย
“อืม...สร้อยของแจจุง สวยจังเลยนะคะ”
“...................”
“เหมือนสร้อยของยุนโฮ...เหมือนจนน่าตกใจ...”
แจจุงกลัวจนอยากจะกรีดร้อง
หากไร้ซึ่งสุ้มเสียง
มีเพียงหยาดน้ำตาที่พรั่งพรูออกมาเองโดยไม่อาจต้านทาน
.
.
.
ทันทีที่ยุนโฮก้าวเท้าออกจากห้องประชุม เลขาชยอนก็วิ่งตรงรี่เข้ามาหา
“ผู้จัดการคะ ที่ล็อบบี้แจ้งขึ้นมาว่ามีเพื่อนขอพบผู้จัดการค่ะ”
ยุนโฮเลิกคิ้ว มือยังคงสาละวนอยู่กับรายงานในมือ “อืม ผมยังไม่ว่างนะ แจ้งชื่อไว้หรือเปล่าว่าใคร?”
เลขาชยอนทำท่าครุ่นคิด “ไม่ได้แจ้งค่ะ บอกแค่ว่าเป็นเพื่อน”
ยุนโฮโบกมือ ทำท่าจะเดินไปแล้ว หากเลขาชยอนไม่เพิ่มเติมเสียก่อน
“แต่ประชาสัมพันธ์ด้านล่างเม้าท์กันว่าเขา...” เธอลูบๆ ตรงลำคอ “เขาไม่พูดน่ะค่ะ”
ประตูลิฟท์ค่อยๆ เลื่อนเปิดยังไม่สนิทดี ยุนโฮก็รีบแทรกกายเบียดผ่านหนุ่มสาวในชุดสูทบนลิฟท์ออกมายังล็อบบี้ แม้ในเวลาพักเที่ยงเช่นนี้ พื้นที่ชั้นล็อบบี้จะแน่นขนัดไปด้วยเหล่าบรรดาพนักงาน หากภาพแรกที่ยุนโฮมองเห็นกลับกลายเป็นแจจุงที่กำลังร่ำไห้
ร่างบางไม่ได้ทรุดกายลงคร่ำครวญเหมือนตัวละครที่แสนน่าสมเพชในละครน้ำเน่า แจจุงยืนหยัด หากน้ำตากลับไหลพรากเปรอะแก้มเนียน ผู้คนหลายสิบล้อมอยู่ แอบลอบมองดูอย่างสอดรู้ บ้างป้องปากวิพากษ์วิจารณ์
แจจุงกำลังเผอิญหน้ากับยองเอ
กำลังเผชิญหน้ากับความเป็นจริงแสนโหดร้ายแต่เพียงลำพัง
มีความจริงไม่กี่อย่างที่เหมือนดังจินตนาการ...
โทสะปะทุพลุ่งพล่านในอกราวกับด้ายเส้นสุดท้ายขาดผึง ยุนโฮวิ่งปราดเข้าไปท่ามกลางกลุ่มคนที่มุงดู สติสัมปชัญญะมืดมัวเหมือนมีหมอกหนาปกคลุม และบีบบังคับให้เขาลงมือทำในสิ่งที่ไม่เคยคิดกล้าทำมาก่อนแม้เพียงสักครั้งในชาตินี้
เขาดึงแจจุงมากอดประคองไว้ แล้วผลักไสยองเอ...อย่างรุนแรง
“ถอยไป!” เสียงห้าวตะหวาดกร้าว ดวงตาลุกโพลง “คุณทำอะไรเขา!?”
แจจุงพยายามรั้งยุนโฮ หากเขาไม่ฟัง
“เขาไม่เกี่ยว ผมผิดเอง ผมเองที่โกหกคุณ ถ้าอยากจะโทษก็โทษผม อย่ายุ่งกับเขา!”
หญิงสาวนิ่งขึงเป็นรูปปั้น มองภาพตรงหน้าด้วยแววตาระลึกรู้แล้วในทุกๆ สิ่ง จิ๊กซอว์ที่เธอเคยเก็บมันไว้ในกล่องซึ่งถูกปิดผนึกอย่างแน่นหนาในเบื้องลึกของหัวใจ ประกอบกันขึ้นเป็นรูปร่างขึ้นทีละนิดจนชัดเจน
ที่แล้วมา เธอไม่เคยคิดสงสัยยุนโฮ ไม่เพียงไม่คิดสงสัย เธอไม่กล้าแม้แต่จะคิด ยุนโฮเป็นทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับเธอ คือของขวัญอันแสนล้ำค่าที่พระเจ้าประทาน
สำหรับแจจุง เขาเป็นเพื่อนที่ยองเอรู้สึกขอบคุณเสมอ แจจุงรับฟังความทุกข์ของเธอ ถึงแม้จะไม่สามารถเอ่ยคำปลอบใจ แต่ฝ่ามือของแจจุงที่กอบกุมมือของเธอในวันที่รู้สึกเหน็บหนาว แจจุงเป็นเพื่อนแท้ในจำนวนเพื่อนที่มีแต่ความเสแสร้งไร้ความจริงใจ
แต่นี่อะไร...
ทุกอย่างกลับตาละปัด
วัวสันหลังหวะ...สารภาพทุกอย่างออกมาเอง...
พังทลาย
ทิ่มแทงเธออย่างเจ็บแสบ...แสนสาหัส...
“อ๋อ” ยองเอพยักหน้าช้าๆ ด้วยเข้าใจทุกอย่าง “เพื่อนที่แสนดีของฉัน สามีที่น่าเทิดทูนของฉัน รวมหัวกันหักหลังฉันหรือ”
หยาดน้ำตากลิ้งตกจากหางตาเพียงหนึ่งหยด แต่ความปวดร้าวที่ลุกลามเกาะกุมจิตใจดุจดังมะเร็งร้าย มันทำลายหัวใจจนป่นปี้ เธอมองหน้าแจจุง พิจารณาใบหน้าหวานๆ ที่แสนไร้เดียงสา ดวงตาลุ่มลึก และความบริสุทธิ์ที่ทำให้เธอรู้สึกเอ็นดูเขาตั้งแต่แรกเห็น
จอมปลอม...น่าทุเรศ...
เบนเป้าสายตาไปที่ยุนโฮ แค่นยิ้มให้เขาอย่างยากเย็น
“คุณหลอกฉันได้นานขนาดนี้ ทำไมล่ะคะ ทำไมไม่ทนเก็บเอาไว้ตลอดไป ให้ฉันอยู่รักคุณต่อไป ให้ฉันมีความสุขอยู่บนความโง่เขลาของฉันเอง ส่วนคุณก็ตายไปพร้อมกับความลับนี้...ไม่ได้หรือคะ?”
ณ เวลานี้ ยุนโฮรู้แล้วว่าเขาทำพลาดมหันต์ แม้จะรู้สึกเบาใจในคราเดียวกัน เมื่อบาปที่เฝ้าเก็บซ่อนเอาไว้ถูกถอดออกจากอก แต่ความจริงที่แสนโหดร้ายกลับกำลังซ้ำเติมอย่างสาหัส
ยองเอจ้องมองแจจุงอีกครั้ง ส่ายหน้า แล้วเอ่ยทิ้งท้ายเพียงว่า
“คุณสวยเกินไป แจจุง ทำไมฉันไม่เคยสังเกตนะ”
แจจุงร้องไห้หนัก อยากจะเหนี่ยวรั้งยองเอมากอดไว้ อยากจะเอ่ยขอโทษเธอจากใจ เขาไม่ต้องการให้ทุกอย่างจบลงเช่นนี้ แต่เธอผงะถอยหนีไปก้าวหนึ่ง แล้วเดินจากไปทันที
แจจุงพยายามสะกดกลั้นน้ำตา กายทั้งกายสั่นพร่า ภาพฝันที่เขาวาดไว้ ฉากนิยายสวยหรูที่เคยคิดว่าจะสามารถจบลงได้อย่างงดงาม...ล้มครืนลงต่อหน้าต่อตา เขาไม่กล้าสบตายุนโฮ ไม่กล้าสบตาใครๆ โดยที่ยุนโฮเองก็ไม่คิดจะรั้งเขาไว้ แจจุงผละจากไปโดยไม่เหลียวกลับมา
.
.
.
ตั้งแต่เหตุการณ์นั้น กระทั่งกลับถึงบ้าน น้ำตาก็ยังคงไม่หยุดไหล
แจจุงไม่ได้เข้ามาในห้องทำงานของพ่อเนิ่นนานแล้ว ทั้งที่แต่ก่อนชอบที่จะใช้เวลาว่างในห้องห้องนี้ เขาชอบนั่งบนตักพ่อ รักที่จะเอนกายแล้วปล่อยหัวเองให้ผล็อยหลับไปในอ้อมกอดที่แสนอบอุ่นและปลอดภัย พ่อไม่กลับมาเยี่ยมเยือนที่คฤหาสน์แห่งนี้เป็นเวลากว่าสิบห้าปีแล้ว
ร่างเพรียวใช้หลังมือปาดน้ำตา ก่อนจะทรุดกายนั่งลงบนเก้าอี้บุนวมพนักสูงทรงออฟฟิศที่ให้ความรู้สึกมีอำนาจ เก้าอี้ตัวโปรดของพ่อ เบื้องหลังโต๊ะไม้สักขนาดใหญ่ซึ่งได้รับการทำความสะอาดดูแลเป็นอย่างดี ราวกับคนที่นี่คอยนับวันรอวันที่พ่อจะกลับมายังที่แห่งนี้อีกครั้ง
ในความหวาดหวั่น น่าแปลกใจที่แจจุงคิดถึงพ่อ คิดถึงรอยยิ้มของพ่อ คิดถึงความอบอุ่นในดวงตาของพ่อ เขาเคยคิดว่าในโลกใบนี้ ไม่มีใครรักเขาเท่าที่พ่อรัก หากความรู้สึกร้ายๆ ก็ยังคงทิ่มแทง ไม่สามารถขจัดได้ ฝังรากลึกอันเน่าเปื่อยในความทรงจำ
เขาลูบฝ่ามือลงบนเนื้อเรียบๆ ของไม้สักที่ขัดจนขึ้นเงา มนต์ขลังของไม้ที่มีอายุทำให้เนื้อไม้นี้มีกลิ่นหอมติดจมูกที่เป็นเอกลักษณ์ แจจุงแนบแก้มลง สูดกลิ่นอายของวันวาน ปล่อยให้น้ำตาไหลออกจากตาช้าๆ
ภาวนาให้น้ำตาหมดลงไปเสียที
เขาบังเอิญเหลือบไปเห็นนิตยสารเก่าๆ บนโต๊ะทำงานของพ่อ เป็นนิตยสารข่าวสังคมฉบับเมื่อสิบกว่าปีก่อน เก่าจนหน้าหนังสือซีดสีจนกรอบ บ่งบอกได้ดีว่านานแค่ไหนที่พ่อห่างหายไปจากบ้าน
แจจุงเปิดไปทีละหน้า...ละหน้า...ละหน้า...เขาไม่มีความกล้าหาญที่จะหวนนึกย้อนถึงอดีตอย่างนี้มานานแล้วเช่นกัน
กระทั่งรูปภาพรูปหนึ่งทำให้เขาชะงัก
ที่มุมขวาของหน้าหนังสือ ปรากฏภาพถ่ายของเด็กหญิงและชายคู่หนึ่ง
คนหนึ่งเป็นเด็กหนุ่มร่างสูง ผมตัดสั้น นัยน์ตาดุดันมาดมั่น แต่ด้วยรูปหน้าที่นุ่มนวลคล้ายใบหน้าผู้หญิงจึงทำให้ดวงตาน่ากลัวดูอ่อนโยนลง ส่วนเด็กหญิงผมยาวมัดเป็นเปียน่ารัก สวมชุดเครื่องแบบนักเรียนโรงเรียนลูกผู้ดีหญิงล้วน อายุอานามเธอคงราวๆ สิบสองปี สดสะพรั่ง งดงาม หน้าตาของเด็กชายหญิงทั้งสองละม้ายคล้ายกัน แม้คนที่คาดว่าเป็นพี่ชายจะไม่ถึงกับเรียกได้ว่าหล่อเหลา ผิดจากน้องสาวที่สวยใส แต่ก็ดูดีสมฐานะ
รูปใบเดียว...กวนตะกอนความทรงจำให้คลุ้งขึ้นเหมือนลูกโป่งที่ถูกตะบันจนแตกโผละ เมื่อภาพยนตร์แสนเศร้าที่เขาอยากลืมทันทีที่ดูจบพรั่งพรูฉายภาพในสมองที่เคยว่างเปล่า
ความเจ็บปวดที่แอบเร้นไว้ ณ จุดลึกที่สุดของจิตสำนึกเริ่มเผย
ทันทีที่นึกได้ น้ำตาของเขาไหลราวกับสายน้ำ
ทันทีที่นึกได้...แจจุงได้ยินเสียงกรีดร้องอย่างทุกข์ทรมานของตนเองเมื่อสิบห้าปีก่อน ดังกึกก้องอยู่ในโสตประสาท
To be continued...
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
ประชาสัมพันธ์นิดส์ ^^
ไนซ์ Loveyoochun เปิดสั่งจองรวมเล่มฟิคพิคแล้วนะคะ ไปจองกันเถอะ~
[ เปิดจอง TVXQ! : Pleasant Mamoir of Fic-Pic ]

คนในรูปคือ อดีตคือ...
#1 By iion (124.121.1.81) on 2008-08-06 16:01