Can I Love You? (36)
posted on 31 Jul 2008 11:20 by bleaf-me in can-i-love-you
Title: CAN I LOVE YOU?
Author: b.leaf
Paring: Yunjae, Yoosu (Implied Minsu)
Genre: AU, Romance, Drama, Angst
Rate: PG-13
Angst หมายถึง ฟิคชั่นที่มีเนื้อหารุนแรงในแง่ของอารมณ์ บีบคั้นความรู้สึก อันอาจจะส่งผลก่อให้เกิดความสะเทือนใจ เกิดอาการหงุดหงิดงุ่นง่าน ไม่ได้ดั่งใจ ค้างคา เป็นอันตรายต่อสภาพจิตใจผู้อ่าน จึงเตือนมาให้ทราบ ณ ที่นี้
36. ยุนโฮคนที่สอง
ยูชอนกรอกตามองพ่อของเขาหย่อนกายนั่งลงบนเบาะข้างกาย พ่อใช้นิ้วก้อยที่สวมแหวนอยู่เขี่ยเส้นผมที่มีอยู่เพียงกระหรอมกระแหรมมาบังหน้าผากเถิกๆ กระชับเสื้อสูทให้เข้าที่ ลูบพุงยื่นๆ ของตัวเอง แล้วเปลี่ยนมาจับเน็คไท จนหลอกตัวเองได้สำเร็จว่าตนคงจะหล่อเทียบเท่านายแบบตามหน้าปกหนังสือแล้ว พ่อก็เอนกายพิงผนัง นั่งขึ้นอืดเหมือนศพที่จมน้ำตายมาแล้วประมาณสามวัน
ปาร์คแฮวอน พ่อของเขา ดูเผินๆ แล้วไม่มีอะไรคล้ายเขาสักอย่าง ยกเว้นก็แต่อวัยวะส่วนที่อยากจะมองข้าม ซึ่งถูกประณามว่าเป็นจุดด้อยในร่างกายทุกส่วนล้วนได้มาจากพ่อ
แฮวอนเป็นนักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ในแวดวงการค้าระหว่างประเทศของเกาหลี ตระกูลปาร์คสืบสานดำเนินธุรกิจเดินเรือและอู่ต่อเรือมาเกือบชั่วศตวรรษ เริ่มตั้งแต่ปู่ทวดหวดแหหวดอวนจับปลา รุ่นของพ่อเป็นรุ่นที่สี่ และเป็นช่วงที่ธุรกิจของครอบครัวดูเหมือนจะกำลังประสบความสำเร็จที่สุดเท่าที่ประวัติศาสตร์เคยมีมา
ณ วันนี้ แค่ผิวของยูชอนแตะแสงแดดยามเย็นริมหาดทะเลก็รู้สึกแสบระคายแล้ว
วิวัฒนาการของลูกผู้ดีตีนแดง...และชอบตะแคงตีนเดิน...
บรรยากาศเงียบสงัดในห้องส่วนตัวของร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์โบราณทำให้สมองของเขามึนตึง ยูชอนได้ยินเพียงเสียงไม้ไผ่กระทบขอบอ่างดินเป็นจังหวะนานๆ ครั้ง ไม่ก็เสียงเพลงโหยหวนที่บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีของญี่ปุ่นแว่วๆ มา เขาไม่มีอะไรทำ จึงนั่งมองเส้นผมซึ่งหลงเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยคล้ายเกรงใจเจ้าของศีรษะที่แทบไม่กระดิกเลยของพ่อ มีเส้นหนึ่งที่ชี้โด่เด่ เป็นผมหงอก เขานั่งมอง
ไม่มีเหตุผลเลย
“นี่พ่อ ผมต้องทำอะไรบ้างเนี่ย” ในที่สุด ยูชอนก็เอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงห้วนๆ
“ก็ไม่ต้องทำอะไร ทำตัวสบายๆ” ปาร์คแฮวอนพูดเสียงสูง เขายิ้มจนแก้มบวมๆ แดงสุกปลั่งคู่นั้นเกือบแตก “ดูตัวนะโว้ย ไม่ใช่วิเคราะห์ตลาดหุ้น”
ยูชอนฟังแล้วถอนหายใจเฮือก เริ่มรู้สึกปวดท้องมวนๆ อย่างไรพิลึก พ่อรินชาร้อนใส่ถ้วย แล้วซดดังซวบ ยูชอนนิ่วหน้าเล็กน้อยอย่างรังเกียจพฤติกรรมพ่อตัวเอง พ่อเองก็เหล่หางตามองเขาอย่างรังเกียจเช่นกัน
พ่อมักทำแบบนี้แทนคำพูดสุดซึ้งที่ว่า ‘พ่อรักแกนะยูชอน’ เสมอๆ
“ฉันไม่อยากเชื่อเลยจริงๆ ว่าแกจะยอมมา” แฮวอนเอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ
นึกย้อนไปเมื่อราวๆ ครึ่งปีก่อนที่เขารบเร้าหลายครั้งอยากให้ลูกชายคนโตรีบหาเมียดีๆ แล้วเป็นฝั่งเป็นฝา ทันทีที่เรียนจบเศรษฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยบอสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ลูกชายตัวดีก็ถึงกับปรอทแตก วีนแหลกบ้านแทบพังว่าต่อให้เอามีดมาจ่อคอก็ไม่มีวันยอมถูกคลุมถุงชน คิดแล้วก็ให้หัวร่อ ที่แล้วมาเขาไม่เคยกล้าขัดใจลูกชายคนนี้ เพราะไม่ว่าอย่างไร ถึงใครจะเสี้ยมสอนบทบาทความเป็นพ่อที่ดีว่าต้องรักลูกให้เท่าเทียม ทั้งยูชอนและยูฮวาน หากถึงอย่างไรแฮวอนก็ไม่อาจโกหกใจตัวเองได้ว่าเขาฝากความหวังส่วนใหญ่ไว้ที่ยูชอนมากกว่า รักและไว้วางใจยูชอนมากกว่ายูฮวานอยู่สองสามส่วน
เขาเลี้ยงยูชอนให้โตมาแบบเจ้าชาย เรียนโรงเรียนสำหรับเจ้าชาย เล่นกีฬาของเจ้าชาย ใช้ของใช้ สวมเสื้อผ้ายี่ห้อสำหรับเจ้าชาย อยากพูด อยากทำอะไร บ่าวไพร่ไม่อาจขัดได้ ยูชอนเกลียดประเพณีโบราณคร่ำครึเป็นที่สุด บางครั้งบางคราวประเพณีโบราณที่สำคัญๆ ยูชอนไม่อยากไปร่วมเขาก็ไม่เคยขัดได้ แต่ในวันนี้ ยูชอนกลับเป็นคนบอกเขาเองว่ายินดียอมไปเข้าพิธีดูตัวตามที่พ่อเคยขอร้องมาแล้ว
ยูชอนบอกว่าเขาโตแล้ว และพร้อมที่จะทำอะไรเพื่อให้พ่อสบายใจบ้าง
“ผมโตแล้ว” ยูชอนพูด ประโยคเดียวกับที่เขาพูดกับพ่อเมื่อเช้า
“หมายความว่ายังไง ที่ว่าโตแล้วน่ะ”
“มันเป็นความรับผิดชอบ เป็นสิ่งที่ถูกที่ควรที่สมควรจะเป็นไป” ไม่รู้ทำไม เขาถึงได้คิดถึงแต่ยุนโฮเมื่อพูดประโยคนี้ ในใจรู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
แฮวอนเลิกคิ้วเล็กน้อยอย่างไม่เชื่อหู
“ถ้าพ่อมีความสุข ผมก็สมควรทำ” ยูชอนถอนหายใจ ก่อนจะค่อยๆ เหยียดขาเข้าไปใต้โต๊ะไม้สไตล์ญี่ปุ่น หลังจากทนนั่งขัดสมาธิมาอยู่นานสองนาน “พ่อ ถามหน่อย ถ้ายูฮวานโตแล้ว พ่อจะหาเมียให้มันหรือจะให้มันหาเอง”
“แกถามอย่างนี้จะหาว่าฉันบังคับแก แต่ตามใจน้องใช่ไหม?” แฮวอนหัวเราะอารมณ์ดี ณ เวลานี้สีหน้าของชายวัยกลางคนระบายไปด้วยประกายแห่งความสุข หมดสิ้นความกังวลใจ “เออ ฉันจะให้มันหาเอง ฉันจะไม่บังคับให้มันมาเข้าพิธีดูตัว จะไม่ก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวหรืออะไรของมันทั้งสิ้น ถึงมันจะเรียนไม่จบ ไม่มีงานทำ แบมือของเงินฉันใช้ไปตลอดชีวิตฉันก็จะไม่ด่ามัน มันอยากจะไปกระโดดบันจี้จั๊มพ์ที่แกรนด์แคนยอนตอนอายุยี่สิบเจ็ดก็ปล่อยมันไป”
“ทำไมล่ะพ่อ พ่อรักลูกไม่เท่ากันหรือ?”
“ไม่ใช่ ฉันรักเท่ากัน ฉันแค่เลี้ยงไม่เหมือนกัน” แฮวอนใช้มืออูมๆ ประคองถ้วยชาขึ้นซดอีก “คนอย่างเจ้ายูฮวานฝากความหวังไว้ที่มันได้หรือ ไอ้เจ้าบ้านี่มันขุนไม่ขึ้นแล้ว เหมือนหมูที่เป็นโรคกีบเปื่อยน่ะ มันอยากทำอะไรก็ปล่อยมัน ฉันเป็นแค่พ่อ มีหน้าที่เลี้ยงดูมัน ถึงมันจะเหลวแหลกโง่เง่าชีวิตบัดซบ ฉันก็ทำได้แค่คอยประคองไม่ให้มันล้ม พ่อน่ะ...ไม่เคยหวังอะไรจากลูกหรอก มีลูกก็เลี้ยงไป มีไปอย่างนั้นแหละ ให้ชีวิตได้รู้ซึ้งความหมายของความเป็นพ่อว่ามันลำบากสาหัสสากันแค่ไหน ได้แต่หวังว่าในอนาคตมันจะสำนึกได้เองว่าอะไรคือสิ่งที่มันทำพลาดไป ปล่อยให้มันคิดได้เองเมื่อสาย ถึงวันนั้นฉันจะไม่ถามมันด้วยซ้ำว่าเจ็บปวดไหม เตือนแล้วไม่ฟัง ให้มันไปสอนลูกมันต่อเอง”
ยูชอนยิ้ม “พ่อรักยูฮวานจริงๆ”
“ส่วนแก ยูชอน แกคือความหวังในชีวิตฉันนะ ตั้งแต่แกเกิดมา แกเป็นเหมือนแก้วสารพัดนึกของฉันเลย” ถึงตรงนี้ แววตาของพ่อก็แลดูช่างฝันและพราวประกายเหมือนมีดวงดาวสว่างสุกใสอยู่ภายในดวงตาสีดำสนิทนั้น ภาพใบหน้าที่แสนอิ่มเอมของพ่อสะกดให้ยูชอนนิ่งไป
“...................”
“เพราะแกคือความหวังไง ฉันถึงอยากให้แกได้แต่สิ่งที่ดีๆ มีชีวิตที่ดี ไม่อยากให้แกต้องพบเจอกับความเจ็บปวด แกมีศักยภาพที่จะก้าวต่อไปได้ไกลกว่าฉัน แกจะประสบความสำเร็จ แกจะไม่ต้องล้มลุกคลุกคลานเหมือนที่ฉันต้องเจอมาในอดีต ยูชอน แกมีพร้อมทุกอย่างแล้ว จริงอยู่ ฉันเป็นแค่พ่อ ฉันบังคับจิตใจแกไม่ได้ เหมือนพ่อนกแม่นกที่เลี้ยงลูกจนปีกกล้าขาแข็ง ไม่มีสิทธิ์จะตีกรอบห้ามไม่ให้แกออกนอกลู่นอกทาง สิ่งที่ฉันทำได้ก็แค่พลิกแผ่นดินตามหาสิ่งที่ดีที่สุดไว้รอแก อยู่ที่แกจะเลือกคว้าสิ่งไหนไว้กับตัวเอง”
ยูชอนรู้สึกว่าในอกเต็มตื้อ น้ำตารื้นขึ้นมาถึงคลองตาอันเริ่มร้อนผ่าว แต่เขาก็สะกดกลั้นไว้
“ในโลกนี้มีพ่อเป็นล้านๆ คน แต่ละคนมีวิธีเลี้ยงลูกไม่เหมือนกัน เหมือนกันอย่างเดียวในความเป็นพ่อคือรักลูกสุดหัวใจ ลูกชายน่ะ ไม่เข้าใจพ่อหรอก จนกว่าจะได้เป็นพ่อเสียเอง วันนั้นลูกชายถึงจะรักพ่อและรู้สึกบูชาพ่ออย่างแท้จริง”
“ผมรักพ่ออยู่แล้ว ไม่ต้องรอให้ได้เป็นพ่อคนหรอก” ยูชอนเถียง
แฮวอนหัวเราะ “พูดไปเถอะ แกยังไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ หรอก”
คราวนี้ยูชอนกลับเถียงไม่ออกอีก เพราะสิ่งที่พ่อพูดเป็นความจริงที่ไม่สามารถปฏิเสธได้
“พ่อ พ่อจำยุนโฮได้ไหม?”
“ยุนโฮหรือ จำได้สิ ยุนโฮสุดหล่อใช่ไหม ตอนนี้เป็นยังไงบ้างล่ะ ไม่เห็นมาหาฉันบ้างเลย”
“มันแต่งงานแล้ว”
“อ้าวหรือ!?”
“อือฮึ แต่งมาได้ห้าเดือนแล้ว มันเป็นผู้ชายที่โคตรประเสริฐเลยพ่อว่าไหม?”
“ใช่ๆ ฉันจำได้ที่แกเคยเล่าว่ายุนโฮเคยโดนทัณฑ์บนเพราะรับผิดแทนพวกแกที่ขว้างลูกเบสบอลถูกกระจกห้องผอ.แตกเป็นเสี่ยง”
“นั่นแหละ ยุนโฮ...เจ็บปวดก็เจ็บคนเดียว อดทนเพื่อคนอื่นเสมอ ทำเพื่อพ่อ ทำเพื่อน้อง ทำเพื่อเพื่อน ทำเพื่อคนอื่นจนลืมไปแล้วว่าตัวเองเป็นใคร” ยูชอนขยับกาย ถดขากลับมาขัดสมาธิไว้หลวมๆ อีกครั้ง ใช้มือทั้งสองข้างท้าวกายเอาไว้กับพื้นเสื่อญี่ปุ่น เมื่อเขาเอ่ยปาก ในใจก็รู้สึกเจ็บจี๊ดๆ ขึ้นมาอีกแล้ว “มีแต่ยุนโฮเท่านั้นแหละ ที่ทำทั้งหมดนี่ได้น่ะ”
เวลาผ่านไปประมาณสิบห้านาที พ่อลูกคุยกันหลายเรื่องอย่างที่ไม่ได้คุยกันมานาน กระทั่งประตูฉากเลื่อนสไตล์ญี่ปุ่นนั่นถูกเลื่อนให้เปิดออก ประกายสะท้อนจากแหวนเพชรเม็ดโตบนนิ้วนางข้างสาดแวบเข้าตามาก่อนอื่นใด ก่อนที่หญิงวัยกลางคน เจ้าของทรงผมตีกระบังสูง แต่งกายด้วยชุดผ้าไหมทั้งชุดจะก้าวตามเข้ามา
รอยยิ้มที่ดูนิ่งแข็งเหมือนเพิ่งโขลกออกมาจากแบบพิมพ์ปูนปลาสเตอร์ระบายไว้บนใบหน้าของหล่อน คุณนายซอง เจ้าของธุรกิจร้านเพชร ผู้ที่นิตยสารสังคมและแวดวงธุรกิจของเกาหลีจัดอันดับให้เป็นนักธุรกิจหญิงที่ประสบความสำเร็จที่สุดในปีนี้ กล่าวทักทายเสียงแหลม
“สวัสดีค่า ท่านปาร์ค” หล่อนยื่นมือมาจับมือพ่อเขาเขย่า
ยูชอนย่นหน้า
ทำไมต้อง ‘ท่านปาร์ค’ ด้วยนะ
“รอนานไหมคะ?”
“ไม่นานเลยครับ” แฮวอนโกหกหน้าด้านๆ ทั้งๆ ที่ยูชอนรู้สึกว่าแมงมุมเริ่มขึ้นมาชักใยบนไหล่เขาแล้ว
“อ่า แนะนำก่อนเลย คนนี้กงจูค่ะ ลูกสาวดิฉัน” คุณนายซองผายมือไปด้านหลัง เป็นสัญญาณบอกว่าการรอคอยอันยาวนานของยูชอนได้สิ้นสุดลงแล้ว หญิงสาวผู้มาใหม่เดินพ้นกรอบประตูออกมาด้วยสีหน้าขวยเขิน
ซองกงจู สวยสมคำล่ำลือ
“โอ้ หนูกงจู สวัสดีๆ กงจูแปลว่าเจ้าหญิงใช่ไหม เหมาะจริงๆ” แฮวอนจัดแจงตบเบาะให้หญิงทั้งสองคนนั่งลง เพียงไม่นานจากนั้นพนักงานในชุดกิโมโนจึงเริ่มทยอยนำอาหารมาเสิร์ฟอย่างรู้งาน
เธอนั่งอยู่ตรงข้ามยูชอน ทำให้เขามีโอกาสถือวิสาสะมองสำรวจเธออย่างถนัดถนี่ ซองกงจูเป็นหญิงสาวร่างเล็ก อายุอานามประมาณยี่สิบห้า เธอสวยแบบไร้ที่ติสมชื่อเจ้าหญิง คือผิวกายผ่องพรรณ ขาวใสดุจมีน้ำหล่อเลี้ยง ดวงตากลมโต
ริมฝีปากบางแต่มีหยักเหมือนกำลังยกยิ้ม ผมหน้าม้าสีน้ำตาลแดงปล่อยยาวตรงเลยกลางหลัง เป็นทรงผมที่ทำพอเป็นพิธีอย่างให้รู้ว่ามีสตางค์ทำเหมือนสาวสวยจากตระกูลผู้มั่งคั่งทั่วไป เป็นคนมีแก้มจึงทำให้แลดูเด็กกว่าอายุจริง สำรวมกริยาจนบางทีดูเชื่องช้า แต่ก็งดงามอ่อนช้อยเหมือนนักบัลเล่ต์ การเคลื่อนไหวแบบนี้ทำให้ผู้หญิงเรียบร้อยดูเซ็กซี่ขึ้นได้โดยไม่รู้ตัว
โดยรูปลักษณ์แล้ว...เขาชอบผู้หญิงแบบนี้
เหมือนพ่อจะรับรู้ได้ถึงสิ่งที่เขาคิดจึงเอื้อมมือมาตบไหล่ดังป้าบ ปาร์คแฮวอนหัวเราะเสียงดังลั่นเหมือนตัวโกงในภาพยนตร์หักเหลี่ยมเจ้าพ่อยุคเก่า
“โอ้โห หนูกงจูเรียนจบการโรงแรมจากเอสเอชเอ็มเอสเชียวหรือนี่ อย่างนี้ก็ทำอาหารอร่อยสิ”
“ค่ะ เจ้าตัวเขาชอบด้วย” นางซองใช้ฝ่ามือที่ประดับด้วยโคตรเพชรเม็ดงามลูบศีรษะลูกสาว “เดี๋ยวก็คงมอบหมายให้ดูแลกิจการโรงแรมของพ่อเขาไปเสียเลย”
กงจูเงยหน้าขึ้นยิ้มรับคำชม แต่เมื่อสายตาประสานกับยูชอน เธอก็ก้มหน้าหลบตาอีก
ยูชอนเริ่มเอาตะเกียบเขี่ยจาน
“น่าอิจฉาคุณนายจริงๆ เลย มีลูกสาวทั้งสวยทั้งเก่งอย่างนี้ ลูกชายผมนี่นะ เรียนจบมาตั้งหลายปีแล้วไม่ว่าจะฉุดจะลากยังไง๊...ยังไงก็ไม่ยอมช่วยงานที่บ้าน” แฮวอนหัวเราะดังขึ้นอีก
“คนหนุ่มไฟแรงน่ะค่ะ ปล่อยเขาเถอะ” คุณนายซองหัวเราะเสียงสูง
ฮา ฮา ฮา
ยูชอนได้แต่แสยะยิ้ม
อาหารมากมายบนโต๊ะค่อยๆ ถูกจัดการจนพร่องไปทีละอย่าง คนอื่นคีบทานทีละน้อย ดูจะมีแต่ยูชอนที่นั่งตั้งหน้าตั้งตาทานอย่างจริงจัง แฮวอนรอจนกระทั่งยูชอนวางตะเกียบแล้วดื่มน้ำ สบโอกาสจึงเอ่ยว่า “เออ นี่ ยูชอน พอดีว่าคุณนายซองเพิ่งเปิดร้านเพชรสาขาใหม่อยู่แถวนี้พอดี เดี๋ยวฉันกับคุณนายจะไปดูด้วยกันหน่อย แกอยู่คุยกับน้องเขานะ”
ตามสูตร...ยูชอนพยายามสะกดกลั้นไม่ให้ตัวเองยักไหล่
“ครับ” เขาปั้นยิ้มที่คิดว่าหล่อที่สุดในชีวิตให้คุณนายซอง
เสียงประตูเลื่อนงับปิด ขณะนี้ เขาอยู่กับกงจูตามลำพัง
“กงจูครับ” ลับหลังผู้ปกครอง โดยไม่ยอมปล่อยให้ห้องเงียบนานเกินไป ทันทีที่ยูชอนเหลือบไปเห็นเนื้อวัวในจานอาหาร เขาพยักเพยิด พลางยิงคำถาม “คุณคิดยังไงกับการเปิดการค้าเสรีเนื้อวัวระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีหรือ?”
“อ..เอ่อ...” หญิงสาวดูเหมือนจะช็อคไป เมื่อได้ฟังสิ่งที่ไม่มีใครหน้าไหนในโลกกล้าคิดว่ายูชอนจะใช้เป็นบทเปิดการสนทนา
ยูชอนจ้องเธอเขม็งด้วยแววตาคาดหวังกับคำตอบ นั่นยิ่งทำให้กงจูรู้สึกเกร็ง
“คือฉัน...ฉันว่าก็ดีนะคะ”
ยูชอนหรี่ตา ชายหนุ่มขยับกายเล็กน้อยอย่างอึดอัด “เนี่ย ผมว่าถ้าเราคบกัน เราน่าจะมีการวางแผนการออมให้ดีนะคุณว่าไหม เพราะตอนนี้เอ็นพีแอลมาสูงลิบเลย”
กงจูเงยหน้าขึ้นสบตาเขา เธอเลิกคิ้วเล็กน้อย
“ว่าแต่...คุณคิดยังไงกับอัตราเอ็นพีแอลช่วงนี้อ่ะ?”
กงจูทำสีหน้าคล้ายใกล้จะร้องไห้ เธอกำมือตัวเองบนหน้าตักแล้วแบ กำแล้วแบ...กำแล้วแบ...
“ฉัน...คือฉัน...ฉันไม่รู้จริงๆ ค่ะ”
ยูชอนถอนหายใจเสียงดังฟืด
“จบ”
.
.
.
ยูชอนนั่งอยู่บนรถคันหรู ที่มีคุณลุงคนขับรถซึ่งทำงานกับตระกูลปาร์คมาเกือบยี่สิบปีเป็นคนขับ ขณะที่เขากำลังเหม่อมองออกไปนอกกระจกรถ สำรวจพื้นถนนที่เฉอะแฉะไปด้วยคราบของทะเลหิมะ ทอประกายสะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามบ่ายแก่ๆ พ่อก็ถามเขา
“เป็นไงบ้างวันนี้ หนูกงจู...ถูกใจแกไหม?”
ทันทีที่ได้ยินชื่อกงจู ยูชอนก็เป็นอันต้องถอนหายใจออกมาอีกครั้ง
“สวยดี แต่โง่ไปหน่อย”
“เฮ้ย ทำไมแกพูดอย่างนั้น” แฮวอนเบิกตาโพลง “หนูกงจูเนี่ยนะโง่ บ้าหรือ เธอเรียนเก่งจะตายไป”
“ก็ผมถามเธอแค่คำถามง่ายๆ” ยูชอนหันกลับมาชูนิ้วก้อย “ง่ายแค่เนี้ยะ เธอยังตอบผมไม่ได้เลย ลูกศิษย์ผมอยู่แค่ม.ปลายยังตอบได้ฉะฉาน”
“หืม...แกมีลูกศิษย์ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
คำถามของพ่อทำให้เขาชะงักงันไป ด้วยฉุกคิดได้ ตระหนักแก่ใจตัวเองว่าทุกคำพูด ทุกท่าทาง ทุกการตัดสินที่เขาใช้กับกงจูไปทั้งหมดในวันนี้ล้วนมีคิมจุนซูเป็นเกณฑ์ตัดสิน เป็นตัวเปรียบเทียบความชอบพอทั้งนั้น
ทำไม...
ทั้งที่ยอมทิ้งทุกอย่างแล้ว แต่เขายังคงคิดถึงแต่จุนซู...
ยูชอนทำท่าอึกอัก แฮวอนจึงโบกไม้โบกมือ
“ช่างมันเถอะ แกไม่ชอบฉันก็ไม่ได้บังคับ”
“ไม่ พ่อ ไม่เป็นไร ไว้พ่อหามาใหม่แล้วกัน แต่คนนี้ผมไม่เอาล่ะ”
ปาร์คแฮวอนขมวดคิ้ว มองหน้าลูกชายอย่างพินิจพิจารณา จับแก้มเอียงซ้ายเอียงขวา แล้วใช้หลังมือแตะหน้าผากวัดไข้
“แกไม่สบายหรือเปล่า?”
ยูชอนส่ายหน้าน้อยๆ ก่อนจะบ่ายหน้าเสมองออกไปยังนอกหน้าต่างอีกครั้ง เขาเห็นเงาของตัวเองสะท้อนอยู่บนกระจก เป็นเงาที่แสนเลือนรางแต่ก็ยังพอจับเค้าความเป็นตัวตนนั้นได้
เงาในกระจกยังคงเป็นเขา
ภาพร่างที่สะท้อนในดวงตาคู่เดิมคู่นี้ก็ยังคงเป็นคิมจุนซู
To be continued...
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
วันนี้วันเกิดครบรอบ 2 ปีบล็อกนี้
ขอบคุณสำหรับ 200,000+HITS ^^
ไนซ์ Loveyoochun เปิดสั่งจองรวมเล่มฟิคพิคแล้วนะคะ ไปจองกันเถอะ~
[ เปิดจอง TVXQ! : Pleasant Mamoir of Fic-Pic ]

เดี๋ยวมี Can I ภาค 2 ยุ่งเลย ปวดใจตาย ...
ชอบมากๆๆๆคะตอนนี้ ชอบตาปาร์คตอบสุดๆไปเลย
อย่าเลย
แล้วยูชอนเค้าคิดยังไงของเขากันเนี่ย รักน้องจุนแต่ดันไปดูตัว โอ๊ย อิปร้าปวดเฮด...
แล้วยุนโฮล่ะเป็นยังงัยบ้างแล้วช่วงนี้... มึน ๆ
จะติดตามอ่านต่อไปค้า ลุ้นจนตัวโก่งไปหมดแย้ว
#1 By nananaang (124.120.145.232) on 2008-07-31 12:02