Can I Love You? (33)
posted on 02 Jul 2008 19:56 by bleaf-me in can-i-love-you
Title: CAN I LOVE YOU?
Author: b.leaf
Paring: Yunjae, Yoosu (Implied Minsu)
Genre: AU, Romance, Drama, Angst
Rate: PG-13
33. บาป
สาวใช้คนหนึ่งประคองถาดของว่างไว้ในอ้อมแขนอย่างระมัดระวัง ขณะที่เธอใช้อีกมือหนึ่งเคาะประตูห้องนอนของคุณหนูใหญ่ แล้วเอื้อมไปหมุนลูกบิด ก่อนพบว่าประตูบานเดียวในบ้านที่ไม่เคยถูกล็อกในเวลานี้กลับปิดตาย เธอรู้สึกแปลกใจ เพราะโดยปกติแล้วแจจุงไม่เคยล็อคห้องนอนหรือแม้แต่ห้องน้ำ มันเป็นกฎของบ้านซึ่งเป็นที่รู้กัน เผื่อในกรณีฉุกเฉิน คนงานทั้งหลายจะได้ช่วยคุณหนูไว้ได้ทันในยามโรคภัยรุมเร้าถามหา
เด็กสาวขมวดคิ้วมุ่น ก่อนลองเคาะอีกครั้ง
“คุณหนูขา”
เงียบอีก
เธอยักไหล่ แล้วตัดสินใจวางถาดขนมไว้หน้าประตู เดินบ่นอุบอิบจากไป
“ป้าเมียงยอ คุณแจจุงล็อคประตูห้องนอนแหละ ฉันจะเปิดเอาขนมเข้าไปให้ เรียกแล้วคุณหนูก็ไม่มาเปิด ไม่รู้ทำไมน่ะป้า เธอจะเป็นอะไรหรือเปล่าน่ะป้า” เธอจ้อไม่หยุดปากทันทีที่เจอหัวหน้าแม่บ้าน
เมียงยอมีสีหน้าไม่สะทกสะท้าน ปักดอกไม้ใส่แจกันอย่างคล่องแคล่ว “จะเป็นไรไปได้ยังไง คุณชายจองก็อยู่ด้วยข้างในนั้น”
“อ่า...จริงสิ...เอ๊ะ” เธอเบิกตาโตเมื่อนึกขึ้นได้ หันมองไปรอบๆ กายก็พบว่าสาวใช้คนอื่นๆ กำลังหัวเราะคิกคัก สาวใช้หน้าใสฉีดสีเลือดไต่คร้ามใบหน้า “สรุปว่าเขาเป็นอะไรกันน่ะป้า!”
เมียงยอหันไปถลึงตา “เรื่องเจ้านาย ขี้ข้าอย่าสอด!”
เสียงหัวเราะดังประสานกันภายในห้องโถงของเรือนหลังเล็กที่ปกติแสนเงียบเหงา
...
ยุนโฮชะงักการกระทำเมื่อได้ยินเสียงรัวประตู เขาหันไปมอง หากแจจุงกลับรั้งต้นคอของเขาไปประกบปากอีกครั้ง พลางจูบอย่างดูดดื่ม
เสื้อเชิ้ตของเขาวางพาดอยู่บนพนักเก้าอี้ เน็คไทของเขาหล่นกองอยู่บนพื้น ชุดสูทถูกถอดกองไว้อย่างสะเปะสะปะ ร่างของพวกเขาเปลือยเปล่า กอดก่ายกันและกัน เสียงลมหายใจประสานหนักหน่วง ยามเมื่อแจจุงขยับกายเบื้องใต้ร่างสูง ทุกสรรพางค์กายเสียดสีรับทุกสัมผัส ใบหน้าของแจจุงแดงก่ำ ตาปรอย ริมฝีปากเผยอหอบ ไอร้อนปะทุเร่า แต่ในขณะเดียวกันก็แสนอ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยรัก อยากให้ยุนโฮสัมผัสเขาเหมือนที่สัมผัสเธอ มีความสุขด้วยร่างของเขาเหมือนที่มีความสุขด้วยร่างของเธอ
ร่างบางนอนขดตัวอยู่ในอ้อมกอดคนรัก แนบแก้มบนแผงอกของเขา ฟังเสียงยุนโฮหายใจ
เมื่ออยู่ด้วยกันแล้ว แจจุงลืมเลือนทุกสิ่ง ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเป็นเวลาเนิ่นนานเท่าไรที่พวกเขาลอบคบกันอย่างนี้ เด็กในบ้านเริ่มพูดถึงความสัมพันธ์ของพวกเขาไปต่างๆ นานา แม้พวกเขาจะไม่ได้จงใจให้แจจุงรู้สึกไม่ดี หากก็เป็นเรื่องยากที่จะบังคับคำคนไม่เห็นลอยมาเข้าหู
ทั้งเขาและยุนโฮไม่เคยพูดถึงยองเอ ชื่อของเธอเปรียบเสมือนชื่อต้องห้าม ราวกับเป็นเรื่องน่าขยะแขยงที่ไม่ควรกล่าวถึงในวันมงคล ทั้งที่ทุกๆ การกระทำที่พวกเขาปฏิบัติต่อกันไม่ว่าเวลาไหน จะกอดกัน จูบกัน เอ่ยว่ารักกัน ใบหน้าของเธอก็มักจะลอยแทรกเข้ามาเสมือนภาพหลอนที่คอยย้ำเตือนตราบาปอยู่ร่ำไป
ลียองเอ...
ยองเอเป็นหญิงสาวที่แสนดี ตั้งแต่ได้มีโอกาสพบกันโดยบังเอิญครานั้น เธอก็มักจะถามถึงแจจุงอยู่ร่ำไป เธอรู้ว่ายุนโฮรักแจจุง เธอรู้ว่าแจจุงคือเพื่อนรักของยุนโฮ และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้เธอเองก็รักแจจุงด้วย เธอดีกับแจจุงมาก มักจะฝากความคิดถึงมา ฝากขนมอร่อยๆ ไม่ก็ของสวยๆ งามๆ จากต่างประเทศมาให้
พูดได้เลยว่าแจจุงรู้สึกขอบคุณยองเอ เขาเองก็รักเธอ รู้สึกขอบคุณเธอ
รู้สึกผิดต่อเธอ...
เขารู้ตัวดีว่าพักนี้เขาเอาแต่ใจมากไป และยุนโฮจะต้องทนลำบากใจมากที่ต้องโกหกยองเอ แต่ประตูนรก...เมื่อลองเอาขาหย่อนลงไปที่ปากหลุมครึ่งหนึ่งก็ไม่อาจดึงกลับได้ คนทำผิดจะมีนรกคอยติดตาม ต้องเวียนว่ายชดใช้สิ่งที่ก่อไปจนชั่วกัปกัลป์
ฟังดูน่ากลัวเกินไป...
แต่กับเขามันก็ไม่ต่างกัน
ทุกครั้งที่มีความสุข แจจุงรู้สึกว่าตัวเองกำลังจมดิ่งลงไปในนรก โดยที่สองมือของเขาฉุดยุนโฮกับยองเอลงมาพร้อมๆ กันด้วย
‘มาที่นี่...ยองเอรู้หรือเปล่า?’
เวลาผ่านไปนานมากแล้ว พวกเขาทำอย่างนี้ด้วยกันมาหลายต่อหลายครั้ง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่แจจุงตัดสินใจถาม เขาใช้ปลายนิ้วลากอักษรบนไหล่ยุนโฮ
ร่างสูงฉวยมือแจจุงหมับ เมื่อจับใจความได้ว่าอีกฝ่ายพยายามจะบอกอะไร
“ทำไมต้องถามแบบนี้ด้วย”
แจจุงใจเสียเมื่อเห็นสีหน้าที่ฉายแววไม่สบอารมณ์ของยุนโฮ เขากอดคนรักแน่น จูบเขาซ้ำๆ แทนคำขอโทษ
ยุนโฮถอนหายใจ ลูบมือลงบนศีรษะของแจจุงเพื่อปลอบโยน
“รู้สิ” เขาโกหก “เธอรู้”
‘คุณบอกเธอไปว่าอะไร?’
“มาหาเพื่อน” โกหก...ซ้ำแล้วซ้ำเล่า “—ที่รักมาก”
เมื่อได้ฟัง ริมฝีปากสีกลีบกุหลาบก็คลี่ยิ้มอย่างเบิกบานด้วยความโล่งใจ เขาซบหน้าลงบนไหล่ยุนโฮ กอดเขาอีกครั้ง และอยากให้เป็นเช่นนี้ตลอดไป
ตราบใดที่ยองเอยังไม่รู้เรื่องนี้ คำว่าตลอดไปของเขาก็ดูจะเป็นรูปธรรมขึ้นมาทุกที
แจจุงคิด
คนที่แสนสวยงามในอ้อมแขนคิดฝันไป โดยไม่เคยรับรู้เลยว่า ยิ่งฝันอันเป็นนิรันดร์ของเขาคืบใกล้เข้ามามากเท่าไร หยดน้ำตาที่เจิ่งนองของยุนโฮก็ยิ่งเพิ่มจนแทบล้นหัวใจมากขึ้นเท่านั้น
ยุนโฮกัดริมฝีปากตัวเองเพื่อสะกดกลั้นความเจ็บปวดที่จู่ๆ ก็แล่นรื้นขึ้นมาเกาะกุมจิตใจเขาโดยไร้สาเหตุ กระชับกอดแจจุงไว้ข้างกาย พยายามข่มตาให้หลับ
“อย่าห่วงไปเลยนะ” เขากระซิบ
ไม่มีใครรู้ว่าตั้งแต่บาปกรรมนี้ถูกก่อขึ้น เขาก็ไม่อาจข่มตาให้หลับสนิทได้อีกเลย
...
ฟ้ามืดแล้ว
และแล้วในที่สุด...ฝนก็ตก...
ตกลงมาอีกครั้งทั้งที่ไม่ใช่ฤดูกาล แจจุงรู้สึกยินดียิ่งนักที่ได้กลิ่นน้ำฝน กลิ่นดินธรรมชาติที่โชยคลุ้งไปจนทั่วบริเวณตลบเอากลิ่นดอกไม้ในสวนกลับมาด้วย
ยุนโฮที่กำลังยืนผูกเน็คไทอยู่หน้ากระจกถึงกับชะงักการกระทำ ยืนอึ้ง มองสายฝนที่ร่วงลงจากหลังคา
“เฮ้ย ฝนตก”
ใช่ ตกหนักเสียด้วย ยุนโฮ
‘อยู่ด้วยกันนะ’
แจจุงสวมกอดเขาจากด้านหลัง เขย่งปลายเท้าเพื่อจุมพิตเขาที่หลังคอ
ยุนโฮลอบถอนหายใจเบาๆ หากบนใบหน้ายังมีรอยยิ้ม เขารู้สึกเอ็นดูแจจุง คนคนนี้มีความสามารถพิเศษในการทำสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควรให้ดูน่ามองอยู่เสมอ
“โธ่...แจจุง ผมไม่มีข้ออ้างแล้ว” ยุนโฮลากเสียง
‘แต่ผมอยากให้คุณอยู่’
เอาแต่ใจไปเรื่อย
ยุนโฮขยับปมเน็คไทเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันมาสบตาแจจุงตรงๆ จ้องมองใบหน้าที่แสนงามงด ยามเมื่อผ่านการทำรัก ปรางแก้มเนียนสวยคู่นี้จะแดงเรื่อดุจผลไม้ที่สุกปลั่ง น่ารักจนอดไม่ได้ที่จะรั้งตัวเข้ามาจูบซ้ำ
“คุณรู้ไหมว่าเธอไม่เคยถามเลยนะว่าผมหายไปไหน”
แจจุงยักไหล่ จูงยุนโฮไปที่เตียง แล้วนั่งลง
‘แค่ครั้งเดียว’
ดื้อที่สุดในโลก...
ยุนโฮสูดหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนจะถอนใจออกมาแรงๆ ในที่สุดก็ต้องยอมจำนน ทรุดกายนั่งลง แล้วเอนกายลงบนเตียง
“ก็ได้ แล้วช่วยคิดหาข้อแก้ตัวด้วยนะ”
ทั้งคู่กอดซบกัน ยุนโฮลูบแขนแจจุงจนกระทั่งผล็อยหลับไป
เมียงยอไขประตูห้องเข้ามาในกลางดึกคืนนั้นด้วยเห็นจากด้านนอกคฤหาสน์ว่าห้องนอนของคุณหนูยังคงเปิดไฟสว่างอยู่
หญิงชรามองเห็นภาพคนสองคนที่กอดประคองกันจนหลับ มีความสุขอยู่ในโลกแห่งความฝันที่ไม่อาจฉุดตัวเองให้ตื่น แล้วให้รู้สึกสลดใจ
หล่อนเดินเหยาะแหยะไปปิดไฟที่หัวเตียง สะบัดผ้าห่มขึ้นห่มให้คนทั้งสอง ลูบเส้นผมของแจจุงเบาๆ แล้วลูบศีรษะยุนโฮด้วยฝ่ามือเหี่ยวย่นที่สั่นเทา ก่อนจะเผยรอยยิ้มเศร้าๆ ออกมา
.
.
.
ที่โถงชั้นล่างของอาคารบริษัทลีคอสเมติกคอร์ปอร์เรชั่น ไม่มีพนักงานประจำอยู่ที่โต๊ะประชาสัมพันธ์เลยสักคน อย่างน้อยก็เท่าที่เห็น กระทั่งจู่ๆ เด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มซึ่งคล้องป้ายเด็กฝึกงานไว้ที่คอวิ่งหอบฮั่กๆ เข้ามาส่งสัญญาณ “พี่คะ คุณหนูยองเอมาค่ะ” สาวสวยทั้งห้าก็โผล่หัวพรวดๆ ขึ้นมาจากหลังเค้าท์เตอร์ราวกับดอกเห็ด บางคนรีบกวาดเก็บเครื่องสำอางที่นำมาลองแต่งเล่นใส่กระเป๋า ทั้งๆ ที่ทาลิปสติกไปได้แค่ครึ่งริมฝีปาก สินค้าทดลองของบริษัทเป็นลาภอันประเสริฐของพนักงาน บางคนพยายามกลืนขนมชิ้นโตกว่าปากลงคอ เพื่อทำลายหลักฐานที่จะใช้กล่าวหาในคดีลักลอบรับประทานอาหารระหว่างปฏิบัติหน้าที่
“สวัสดีค่ะ คุณหนูยองเอ” ห้าสาวประสานเสียงเจื้อยแจ้วเหมือนเคยๆ ชุดเครื่องแบบที่ถูกออกแบบอย่างพิถีพิถันช่วยเสริมให้พนักงานประชาสัมพันธ์มีสง่าราศีไม่แพ้แอร์โฮสเตสบนเครื่องบิน
เธอทั้งห้ามีหน้าตาสะสวยเหมือนกัน แม้จะเป็นคนที่มีอายุมากที่สุด หรือคนที่มีรูปร่างอวบท้วมที่สุดก็มีรูปหน้าที่สวยงามบาดใจ มีรอยยิ้มพิมพ์ใจมอบให้แขกผู้มาเยือนเหมือนกัน หากใครจะรู้ว่าลับหลังเบื้องใต้เงาเค้าท์เตอร์สูงที่บดบัง พวกเธอจะนินทาแขกหรือแม้กระทั่งเจ้านายว่าอย่างไรบ้าง จากประสบการณ์ตรง ประชาสัมพันธ์สาวแสนสวยหาที่ใจดีจริงๆ นั้นแสนยาก พวกเธอไม่ว่าที่ไหนล้วนแต่มีแรงปรารถนา ศรัทธา และจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือเกลียดงานที่ทำอยู่ และใช้ทุกชั่ววินาทีเพื่อมองหาลู่ทางสู่งานใหม่ที่มีอนาคตสดใสกว่า
“สวัสดีค่ะทุกคน สวัสดีค่ะ โจโจ้ซัง” ยองเอเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ เธอหันไปแซวสาวลิปสติกครึ่งปากอย่างอารมณ์ดี เล่นเอาคนถูกแซวอายม้วน “ฉันมาหาคุณพ่อน่ะค่ะ ท่านอยู่ไหมคะ?”
“สักครู่นะคะ คุณหนู” สาวร่างเพรียวหุ่นเหมือนนางแบบทำท่าตะเบะ ก่อนจะไสเก้าอี้ติดล้อไปยังโทรศัพท์
“คราวหน้าคุณหนูโทรมาก่อนก็ได้นะคะ ไม่เห็นต้องลำบากมาเสี่ยงดวงเอาเลย” คนหัวหน้าพูด
“ไม่ลำบากหรอกค่ะ พอดีนัดทานข้าวกับยุนโฮด้วย”
ความน่ารักและแสนใจดีของยองเอทำให้สาวๆ หันมองหน้ากันอย่างลังเล
“มีอะไรกันหรือคะ?” หญิงสาวผู้เจ้านายไม่อาจเก็บงำความสงสัยไว้ได้
โจโจ้ซังทำอิดออดสักพัก ก่อนโน้มตัวมาใกล้ๆ ป้องปากกระซิบกระซาบ “ก่อนคุณหนูมา เรากำลังคุยเรื่องผู้จัดการจองอยู่พอดีเลยค่ะ”
“แต่เราไม่ได้นินทาเจ้านายนะคะ เราแค่คุยกันเฉยๆ” สาวหุ่นนางแบบปิดปากกระบอกโทรศัพท์เพื่อออกตัว ก่อนจะกลับไปสนทนากับปลายสายใหม่
“แต่มันเป็นเหตุการณ์สุดวิสัยอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน” คนหัวหน้าพยักเพยิด ก่อนจะหันมาส่งสายตาขอความเห็นใจ “ดิฉันว่าคุณหนูอย่ารู้เลยดีกว่านะคะ”
“เอ...อะไรกันคะเนี่ย?” ยองเอชักหน้าเสีย
“คืองี้ค่ะคุณหนู” สาวเล็บยาวเฟื้อยเพ้นท์สีอะครีลิกโพล่งขึ้นมา “เมื่อวันเสาร์ดิฉันเห็นผู้จัดการจองเดินจูงมือกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ห้างแถวๆ เซ็นทรัลซิตี้”
“ต๊าย นังนี่ พูดออกไปได้ยังไงยะ ให้คุณหนูรู้ไม่ได้นะ!” คนเป็นหัวหน้ากรีดร้อง แต่ก็ดูเหมือนจะกรีดร้องออกมาเพื่อเพิ่มความสมจริงเฉยๆ
ยองเอยิ้มค้าง แต่รอยยิ้มนั้นเริ่มแห้งลงเหมือนหน้าดินที่ถูกฝนชะ
แม่เล็บอะครีลิกเริ่มลงรายละเอียด “ผู้หญิงนะคะ สูงประมาณนี้” เธอยกมือขึ้นเหนือหัว “ผิวขาวๆ ผมสีดำ ยาวประมาณนี้” ทำขีดๆ ที่คออีก “แต่เห็นไม่ชัดเท่าไหร่นะคะ”
“ใช่ยุนโฮจริงๆ หรือคะ?” ยองเอมีสีหน้าลังเล “ฉันว่าคงไม่ใช่...”
“ใช่สิคะคุณหนู” เล็บอะครีลิกมั่นอกมั่นใจ เธอย้ำเป็นคำตอบสุดท้าย “มองไม่เห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นไม่เป็นไร แต่หล่อๆ อย่างผู้จัดการจองน่ะใครจะจำผิดกันคะ ถึงยืนห่างกันสักสองกิโลก็ไม่มีพลาดค่ะ -- โอ้ย! นังบ้า ตีฉันทำไมยะ”
โจโจ้ซังวาดมือฟาดลงที่ไหล่เล็บอะครีลิกจนต้องร้องโอดโอย
“คุณหนูยองเออย่าไปฟังนังปากหมานี่เลยค่ะ ผู้จัดการจองจะทำอย่างนั้นทำไม เขามีการศึกษานะ แต่งงานแล้วด้วย แถมเมียก็สวยอีกต่างหาก โธ่...อีโง่!”
ยองเอย่นหน้าเมื่อได้ยินคำว่า ‘อีโง่’ ที่โจโจ้ซังตะโกนออกมาด้วยเสียงแหลมปรี๊ดติดเพดาน
“ขอบคุณทุกคนมากนะคะที่บอกฉัน แต่ฉันคิดว่าคงไม่ใช่ยุนโฮ”
“คุณหนูลองตะล่อมๆ หน่อยก็ดีนะคะ ผู้จัดการจองก็เสน่ห์แรงน้อยซะเมื่อไหร่” คนเป็นหัวหน้าเสนอแนะอย่างผู้มีประสบการณ์ทางโลกสูงกว่า แต่ประสบการณ์เรื่องชีวิตคู่ยังคงเป็นศูนย์
“ค่ะ แล้วฉันจะลองถามดู” ยองเอยิ้มอ่อนหวานให้พวกเธอ
“คุณหนูคะ ท่านประธานอยู่ที่ออฟฟิศค่ะ” สาวหุ่นนางแบบรายงาน
“โอเคค่ะ งั้นฉันขอตัวก่อนนะคะทุกคน ไว้คุยกันใหม่”
“บ๊ายบายค่ะ คุณหนู” ประชาสัมพันธ์สาวทั้งห้าประสานเสียงบอกลา มองยองเอเดินโบกมือให้ ก่อนหายลับเข้าไปในลิฟท์
ทันทีที่ลับหลังเจ้านาย ห้าสาวก็ผลุบกลับเข้าไปด้านหลังเค้าท์เตอร์ทันที คนเป็นหัวหน้าหยิกหูแม่เล็บอะครีลิกจนต้องร้องกรี๊ดอีกครั้ง
“นี่! ยัยแพะภูเขา รู้อะไรก็หัดเก็บไว้บ้างเหอะ เห็นครอบครัวเขาร้าวฉานแล้วมีความสุขหรือไงกันยะ”
“ใช่ๆ แล้วที่สำคัญ นั่นอาจจะไม่ใช่ผู้จัดการจองก็ได้นะ” โจโจ้ซังสนับสนุน
สาวฝึกงานหลังจากที่เงียบมานานได้ทีรีบพูดขึ้น “หนูว่าไม่ใช่ผู้จัดการจองหรอกค่ะพี่ๆ ผู้จัดการจองเป็นคนดีจะตายนะคะ”
“แต่ฉันว่าเขาดูจริงจังเกินไป” หุ่นนางแบบค้าน
“อะไรกันเธอ ฉันว่าเขาน่ารักดีออก ใช่มะ ป้า” อะครีลิกเถียง พลางขอความเห็นจากหัวหน้า
“ฉันว่าเขาเซ็กซี่...”
ลีคอสคอร์ปยินดีต้อนรับค่ะ
.
.
.
“กลับมาแล้ว”
ยุนโฮกลับบ้านเสียดึกดื่น แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น ทุกครั้งที่เขาผลักประตูบ้านเข้าไปก็มักจะพบรอยยิ้มของยองเอรอต้อนรับอยู่เป็นสิ่งแรกเสมอ เธอช่วยเขาถอดเสื้อสูท เอากระเป๋าไปเก็บให้ นำน้ำเย็นๆ มาเสิร์ฟ
“เหนื่อยไหมคะ?” รอยยิ้มอ่อนหวานกับคำถามเดิมๆ บางครั้งก็ไม่ได้ช่วยให้หายเหนื่อย แต่หัวใจกลับรู้สึกผ่อนคลายอย่างประหลาดที่ได้รับรู้ว่ามีคนคอยเป็นห่วง
คนเราเกิดมาก็แค่นี้
“ไง วันนี้เป็นไงบ้าง?” ยุนโฮถามคนเป็นภรรยา ที่จริงเขาอยากจะรั้งเธอมากอดเพราะกลิ่นหอมของสบู่ที่โชยฟุ้งจากกายของเธอ แต่ก็เลิกล้มความตั้งใจด้วยไม่แน่ใจกับปริมาณเหงื่อที่สะสมอยู่ในเสื้อตัวเอง
“เหมือนเดิมแหละค่ะ” ยองเอเอียงคอ กรอกตาขณะตอบ “แต่พักนี้ไม่รู้เป็นอะไร เมื่อยๆ เพลียๆ อยากอาเจียนบ่อยมาก ตั้งแต่กลับมาจากยุโรปแล้ว”
“อืม ดูแลตัวเองบ้างนะ ว่างๆ ก็ไปหาหมอ พรุ่งนี้ผมมารับดีไหม?”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ รบกวนคุณเปล่าๆ ไว้ฉันจะโทรให้เพื่อนพาไปดีกว่า เพื่อนฉันที่พ่อเขาเป็นเจ้าของโรงพยาบาลน่ะค่ะ”
“อา เอางั้นก็ได้” ยุนโฮเออออ ยองเอมีเพื่อนฝูงอยู่ทุกทั่วมุมโลกนั่นแหละ
ยองเอเก็บถุงเท้าของยุนโฮใส่เครื่องซักผ้าแล้วกดตั้งเวลาปั่น เธอหัวเราะอย่างนึกขันเล็กน้อย เมื่อเห็นยุนโฮพยายามอ่านหนังสือพิมพ์ซึ่งวางอยู่บนโต๊ะรับแขกด้วยการค้อมตัวแล้วเอียงหัวดูยากลำบาก แทนที่จะยกหนังสือขึ้นมากางอ่าน
“ทานอะไรมาหรือยังคะ?” เธอถามสามี
ยุนโฮสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อถูกถาม แค่พูดถึงอาหารในเวลาที่กระเพาะอัดแน่นไปด้วยกับข้าวอร่อยๆ ฝีมือเมียงยอก็ทำให้เขานึกขยาด ไม่อยากกินอะไรไปอีกหลายวัน หากครั้นจะว่าเอาตามตรงก็กลัวยองเอเสียใจ
“คือ...ผมรู้สึกแน่นๆ ท้องยังไงไม่รู้สิ กินอะไรไม่ค่อยลงเลย” ชายหนุ่มลูบท้องตัวเองปอย “ผมขอทานนิดเดียวแล้วกันนะ”
ยองเอฉีกยิ้มอย่างดีใจเมื่อได้ฟัง “ไม่เป็นไรค่ะ แค่คุณทานฉันก็ดีใจแล้ว รอเดี๋ยวนะคะ ฉันจะอุ่นกับข้าวให้”
ยุนโฮเฝ้ามองยองเอง่วนอยู่ในครัว และนี่เป็นอีกครั้งที่ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีบางอย่างแล่นเข้ามาทำร้ายจิตใจ เธอดีกับเขามาโดยตลอด รักเขามากเหลือเกิน อะไรกันนะที่ทำให้หลายๆ เปลี่ยนไปไม่เหมือนเมื่อก่อน?
เขาไม่ได้คิดถึงเธอบ่อยๆ ดังเช่นที่ผ่านมา ไม่คำนึงอยู่ตลอดเวลาว่าเธอจะรู้สึกอย่างไรที่เขามักหายตัวไปบ่อยๆ โดยไม่บอกไม่กล่าว และเธอเองก็ไม่เคยถามเซ้าซี้ อย่างน้อยก็ทุกครั้งที่อยู่กับแจจุง ทุกคนจะทำเป็นลืมว่ายองเอมีตัวตนอยู่ในโลก เธอเฝ้ารอเขากลับบ้าน ทว่าทุกๆ ครั้งที่เขาอยู่กับเธอในใจกลับยังคิดถึงแจจุงอยู่
มันไม่ยุติธรรมสำหรับเธอ
อาหารหน้าตาน่าทานถูกวางลงตรงหน้า ยุนโฮรู้สึกแปลกใจที่ยองเอจัดสำรับสำหรับคนคนเดียวแทนที่จะเป็นสอง
“อ้าว แล้วคุณไม่ทานด้วยกันหรือ?”
“ไม่ล่ะคะ ฉันแอบทานไปก่อนแล้ว หิวแถมเพลียมากๆ เลยรอไม่ไหว” ยองเอลูบท้องตัวเองปอย พลางส่งยิ้มแหย “ขอโทษนะคะ”
“ขอโทษทำไมกัน คราวหลังถ้าคุณหิวก็ทานก่อนได้เลยนะ ไม่ต้องรอผม”
“ค่ะ” เธอยิ้มอีกครั้ง แม้แต่เวลาที่กำลังเหน็ดเหนื่อย รอยยิ้มของเธอก็ไม่เคยเลือนหายไปจากสายตา
คนทั้งสองปล่อยให้ความเงียบเข้ามาครอบครองบริเวณ ไม่มีเสียงเด็กๆ กำลังเล่นสนุกยังสนามเด็กเล่น เพราะในเวลานี้มืดค่ำเกินไป จะมีก็แต่เสียงช้อนกระทบชามนานๆ ครั้งเท่านั้นที่ดังให้ได้ยิน
ยองเอนั่งท้าวคางมองคนเป็นสามี อันที่จริงเธอรักเขามากกว่าสิ่งใด รักมากเกินจะรู้สึกตะขิดตะข่วงสงสัยในพฤติกรรมของเขา หากคำนินทาของประชาสัมพันธ์ห้าสาวยังกลับวนเวียนอยู่ในหัว ยองเอก็เหมือนผู้หญิงทั่วไป แม้จะไม่คิดอะไรไปในทางร้ายๆ แต่นิสัยอยากรู้ก็กลับไม่ชอบให้มีเรื่องค้างคาติดอยู่ในสมอง กระทั่งในที่สุดจึงโพล่งถามออกไป
“ยุนโฮคะ คุณคบใครอยู่นอกจากฉันหรือเปล่าคะ?”
เคร้ง!!
ยุนโฮชะงัก เสียงช้อนตกกระทบถ้วยเซรามิกส์
“เอ่อ...คือวันนี้ห้าสาวบอกฉันว่าเห็นคุณเดินจูงมืออยู่กับผู้หญิงคนหนึ่งแถวเซ็นทรัลซิตี้ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานี้น่ะค่ะ”
เสียงของเธอค่อยๆ แผ่วเบาจนหายไปในลำคอ ห้องเริ่มเงียบ...เงียบจนน่าหวั่นใจ ยุนโฮพยายามจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีอ่อนของเธอ ค้นหานัยยะในคำถามนั้น ไม่แน่ใจว่าเธอหมายความเช่นนั้นจริงๆ
“เปล่านี่” เขาตอบ ด้วยนัยน์ตาที่สั่นหลุกหลิกอย่างไม่รู้ตัว แต่เธอผู้แสนดีกลับมองไม่เห็น
หรือแกล้งทำเป็นไม่เห็น?
ไม่อาจรู้...
ยองเอตบโต๊ะดังป้าบ “เห็นไหม จริงๆ ด้วย ฉันก็คิดอยู่แล้วล่ะว่าไม่ใช่คุณหรอก” กล่าวด้วยสุ้มเสียงหวานหูกลั้วเสียงหัวเราะอย่างไม่มีเสแสร้ง “ทานข้าวต่อเถอะค่ะ”
เหมือนพายุห่าใหญ่ที่พัดโถมมาแล้วผ่านไปอย่างว่องไว ยุนโฮแทบตั้งตัวไม่ติด
“จบแล้วหรือ?”
“เอ๋?”
“คุณน่าจะซักผมให้ละเอียดกว่านี้นะ”
“เอ้...คุณนี่แปลกจัง จะให้ฉันซักอะไรอีกล่ะคะ ให้ถามคุณว่าเวลาเท่านั้นเท่านี้คุณกำลังทำอะไรอยู่ที่ไหน กับใคร อย่างไร และทำไมหรือคะ ต้องให้ยื่นรายงานตารางชีวิตประจำวันแบบละเอียดถี่ยิบพร้อมรูปประกอบเหมือนรายงานการประชุม หรือคอยเช็คโทรศัพท์มือถือของคุณอะไรอย่างนี้น่ะหรือ...” ยองเอโบกไม้โบกมือ “ฉันไม่ทำหรอกค่ะ ที่ถามออกไปก็แค่อยากทำให้มันชัดเจนเท่านั้น ฉันไม่เคยนึกติดค้างสงสัยในตัวคุณอยู่แล้วล่ะค่ะ”
ยุนโฮแค่นยิ้ม “ดูคุณมั่นใจจังเลย”
“แหงล่ะ” ยองเอทำท่าชี้นิ้วเหมือนพิธีกรรายการเกมโชว์ภาคค่ำ
“คุณไม่กลัวบ้างเลยหรือ?”
“เอ...กลัวหรือคะ ฉันต้องกลัวอะไรกันล่ะ”
“ไม่กลัวว่าผู้ชายคนนั้นจะเป็นผมจริงๆ บ้างหรือไง”
ยองเอส่ายหน้า พลางหัวเราะเบาๆ ด้วยนึกขันกับเรื่องไร้สาระ “ฉันคบกับคุณมาหลายปี คุณเป็นคนยังไงฉันรู้ดี ตั้งแต่วันแรกที่เรารู้จักกัน คุณเคยเป็นอย่างไร ตอนนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น แล้วจะให้ฉันกลัวอะไรอีก” หญิงสาวเลื่อนมือขึ้นมาโอบท่อนแขนคล้ายกำลังกอดตัวเองเอาไว้ “ถ้าวันไหน คุณเกิดเปลี่ยนไปจากที่เคยเป็น ฉันก็คงต้องทำใจยอมรับ เพราะอะไรหรือใครที่สามารถทำให้คุณเปลี่ยนแปลงไป ทำให้คุณหมดรักฉันได้ คนอย่างฉันคงไม่มีกำลังมากพอที่จะดึงคุณกลับมาได้อีกต่อไปแล้ว”
เงียบ…
เงียบมากจนไม่อาจแน่ใจว่าโลกนี้ยังคงหมุน
หรือหัวใจดวงนี้ยังคงเต้นอยู่
ยุนโฮเอื้อมมือไปกุมมือเล็กๆ ของเธอเอาไว้ มือซ้ายที่สวมแหวนแต่งงาน บอบบาง ผุดผ่อง และแสนบริสุทธิ์
“มันจะไม่มีวันนั้นหรอก ยองเอ”
นัยน์ตากลมโตสีน้ำตาลที่เคยหลุบลงต่ำคู่นั้น ช้อนขึ้นสบตาคนเป็นสามี อัญมณีคู่สวยพราวประกายความหวังล้นปรี่ “ฉันเชื่อค่ะ”
“ใช่ เชื่อเถอะ ถึงแม้จะต้องตาย ผมจะไม่มีวันทิ้งคุณไปไหน ผมสัญญา”
นกน้อยในกรงทองที่แสนบอบบาง สูงส่ง น่าทะนุถนอม
กว่านายพรานจะสามารถเชยชมนกน้อยได้ ต้องเหนื่อยสายตัวแทบขาด บุกป่าฝ่าพงหนามทิ่มแทงที่ทำให้ร่างกายบอบช้ำเจ็บปวดกว่าจะไปถึงยอดเขา เพื่อครอบครองนกน้อยตัวเล็กๆ
นกน้อยที่กระพือปีกอยู่ในกรง เกิดในกรง โตในกรง และคงต้องตายอยู่ในกรง
นกน้อยไม่รู้จักโลกใบนี้เลย
นายพรานคือสมบัติล้ำค่าเพียงสิ่งเดียวที่นกน้อยรักใคร่
ยองเอจ้องมองคนตรงหน้า ความสุขค่อยๆ พรั่งพรูสื่อทางสายตา จนบัดนี้เธอไม่อาจคะเนค่าความรักที่เธอมีต่อผู้ชายคนนี้ เธอเองก็ปฏิญาณอยู่ในใจ
ว่าถึงแม้นกน้อยจะต้องตาย...เธอก็จะขอตายในกำมือของนายพราน
To be continued...

#1 By 2*1 (118.172.206.84) on 2008-07-02 20:20