Can I Love You? (32)
posted on 16 Jun 2008 10:54 by bleaf-me in can-i-love-you
Title: CAN I LOVE YOU?
Author: b.leaf
Paring: Yunjae, Yoosu (Implied Minsu)
Genre: AU, Romance, Drama, Angst
Rate: PG-13
32. ตัด
แท้จริงแล้วยี่สิบสี่ชั่วโมงช่างแสนสั้น แต่เด็กชายกลับรู้สึกว่านานชั่วกัปกัลป์ เมื่อตารางเรียนช่วงสุดสัปดาห์ว่างเปล่า อาจารย์ฮวังคงหมดวิชาจะสอนนอกจากเพลงอกหักห่วยๆ ที่เขาจะไม่อยากจะเล่น ส่วนยูชอนนั้นก็หายตัวไปราวกับไม่เคยมีตัวตน
เป็นเวลากว่าสามสัปดาห์แล้วที่อาจารย์หนุ่มปล่อยให้สัญญาณโทรศัพท์ว่างเมื่อเขาโทรไป ไม่เคยอยู่บ้าน ไม่เคยติดต่อกลับมา และนี่เป็นครั้งแรกที่จุนซูรู้สึกว่ายูชอนทำตัวได้งี่เง่าสมชื่อฝรั่งเห่ยๆ ของเขา
เขาไม่ได้คุยกับแจจุงเรื่องนี้ เขาพยายามโทรศัพท์ทางไกลหาชางมินที่นิวซีแลนด์ถึงสองครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ ชางมินดูจะเป็นอีกคนที่มีซากหลงเหลือแต่เพียงขี้เถ้าให้ดูต่างหน้าในความทรงจำ
จุนซูทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างรถยนต์ เช้าวันนี้คุณลุงกวานทำหน้าที่ขับรถไปส่งคุณหนูเล็กที่สถาบันกวดวิชาเหมือนเช่นทุกวัน แต่การจราจรที่คับคั่งทำให้การเดินทางไม่สะดวกรวดเร็วดังเคยๆ รถติดกันจ้าละหวั่นอยู่บริเวณถนนสายธุรกิจซึ่งถูกใช้เป็นทางผ่าน เสียงแตรรถดังสนั่นหวั่นไหวในชั่วโมงเร่งด่วน
“ลุงกวาน ฉันลงตรงนี้ดีกว่า” หลังจากพลิกข้อมือดูนาฬิกาอยู่หลายตลบ ในที่สุดจุนซูก็ทนรอไม่ไหว
คุณลุงกวานมีสีหน้าลำบากใจ “เอ่อ จะดีหรือครับคุณหนู มันไกลอยู่นา”
“ไม่ไกลหรอก เดินไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ถึง” โดยไม่ทันฟังเสียงทัดทานของผู้สูงวัยกว่า จุนซูเปิดประตูรถได้ก็กระโดดแผล่วลงจากรถไปอย่างรวดเร็ว
ด้านหน้าอาคารที่มีโครงสร้างโปร่งสูงเสียดฟ้าบุด้วยกระจกมีเสียงพูดคุยก้องสะท้อนระเบ็งเซ็งแซ่ ที่ตึกบริษัทบริหารการเงินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโซลมีชายชุดสูทเดินสวนทางกันขวักไขว่ พวกเขาดูจะมีหน้าตาท่าทางเหมือนกันไปหมด คือผอม สูง ใบหน้าเคร่งขรึม สวมสูทสีดำ เน็คไทตึงเปรี๊ยะ และดูจะรีบเร่งเสียเหลือเกิน พวกเขาหิ้วกระเป๋าเอกสารคล้ายๆ กัน ปากขยับสนทนากับอุปกรณ์ไร้สายที่ติดไว้ข้างหูเหมือนคนบ้าที่กำลังพูดกับเพื่อนใหม่ในจินตนาการ ขณะไม่ปล่อยสายตาให้ว่าง จรดไว้กับคอมพิวเตอร์ปาล์มทอปตรวจสอบราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นพุ่งลงไม่คงที่เสมือนระรอกคลื่นในทะเล
นึกไม่ถึงว่าคนเราจะยึดติดกับความไม่แน่นอนได้ถึงเพียงนี้
จุนซูเดินล้วงกระเป๋า ไม่คิดจะเงยหน้าขึ้นมองอนาคตของเขาที่แม่วาดฝันอยากให้เป็น
ทันใดนั้นเองที่เสียงนุ่มทุ้มอันแสนคุ้นหูดังแว่วอยู่ใกล้หู เป็นเสียงที่ก้องอยู่ราวกับมันถูกกระซิบผ่านเปลือกหอยมาสู่โสตประสาท จุนซูรู้สึกนิ่งชาไปทั้งร่าง ดวงตากลมใสกรอกตามภาพที่เคลื่อนไหวช้าลงเรื่อยๆ เบื้องหน้า
ร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มผิวขาวสะอ้านตัดกับชุดสูทสีดำที่เขาสวมใส่เดินอย่างผึ่งผาย กำลังผายมือเชื้อเชิญชายสูงวัยร่างท้วม เจ้าของศีรษะขาวโพลนเข้าไปยังตัวอาคาร เขามีรูปหน้าได้รูป หล่อเหลาแปลกตายากหาใครเหมือน แว่นสายตาไร้กรอบทำให้เขาดูฉลาดเฉลียวยิ่งขึ้นภายใต้รูปลักษณ์ที่แสร้งปั้นให้นอบน้อมถ่อมตนเพื่อลูกค้า แต่แววตาคู่นั้นฉายแววร้ายกาจราวกับเหยี่ยวผู้หิวโซกำลังจ้องจับกระต่ายกระเป๋าหนัก
ไม่รู้ว่าสวรรค์ส่งหรือนรกสั่งอย่างไรที่ทำให้จุนซูตัดสินใจตะโกนออกไปเสียงดังขนาดนั้น
“ครูยูชอน!”
ทุกอย่างราวกับถูกหยุดไว้ด้วยความเย็นเยียบ ทุกสายตาหันมาจ้องมองที่เขาด้วยแววตาเคลือบแคลงสงสัยเป็นตาเดียว
“ครูฮะ เรามีเรื่องต้องคุยกันนะ” ความร้อนระอุรื้นขึ้นมาถึงคลองตา จุนซูมือสั่น หากขาไม่อาจก้าว
ยูชอนลังเล ขณะที่กระต่ายกระเป๋าหนักด้านข้างเองก็หันไปมองหน้าเขา
“เอ่อ...ผมขอเวลาสักครู่นะครับท่าน” ยูชอนเอ่ยกับท่านกระต่าย เมื่อเขาโบกไม้โบกมือวางท่าอนุญาตราวกับเป็นเจ้าชีวิต ยูชอนก็ผละออกมา
ทันทีที่มาถึงตัว ยูชอนกัดฟัน ดุจุนซูด้วยน้ำเสียงลอดไรฟันที่แสร้งทำให้ฟังดูน่ากลัวมากจนเกินไป
“กลับไปก่อน คุณจะทำให้ผมเดือดร้อน”
“แต่ผมมีเรื่องสำคัญต้องพูดกับครู” จุนซูยืนยันหนักแน่น
“เอาไว้คุยทีหลัง”
ว่าแล้วก็กลับหลังหันเดินจากไป ปล่อยจุนซูที่ยิ่งอึ้งยืนแข็งเป็นหิน เวลาไม่กี่วินาทีที่ได้สนทนากันจบลงเพียงแค่นั้น ไม่มีความหมายอะไรเลย
“ใครหรือครับด็อกเตอร์?” คุณกระต่ายแก้มแดงเป็นพวงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะตามประสาคนรวยอารมณ์ดี
ยูชอนโค้งให้เขาปลกๆ สองสามที ก่อนตอบว่า “ขอโทษด้วยนะครับท่าน พอดีว่านั่นหลานชายน่ะครับ”
จุนซูตระหนักแล้วในวันนี้เองว่าเพราะอะไร แววตาของคนหูหนวกตาบอดถึงได้มีประกาย เปี่ยมไปด้วยความหวัง และความปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้มากกว่าเขา
.
.
.
แม้การแหงนหน้ามองสัญญาณไฟบอกหมายเลขชั้นบนแผงควบคุมลิฟท์จะไม่ช่วยให้การเคลื่อนย้ายมวลสารรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเคย แต่ยูชอนก็ยังจ้องมองมัน ไม่มีเหตุผลที่ต้องมองนอกจากจะช่วยให้รับรู้ความสูงของฝ่าเท้าที่อยู่ไกลห่างพื้นโลก หากเขาก็ยังเพ่งสมาธิไปที่มัน
หรือแท้จริงแล้ว เขาเพียงแค่อาจจะอยากรู้ว่าตัวเองอยู่สูงกว่าพื้นโลกสักแค่ไหนจริงๆ ก็ได้
เสียงกริ่งดังเมื่อสัญญาณไฟหยุดกระพริบบนตัวเลขห้าสิบเอ็ด ก่อนประตูลิฟท์จะค่อยๆ เลื่อนเปิดออก ชายหนุ่มพาดเสื้อสูทที่ถูกถอดออกอย่างลวกๆ ไว้บนบ่า มือหนึ่งค้นหาคีย์การ์ดจากกระเป๋าอย่างทุลักทุเล เสียงส้นรองเท้าหนังราคาแพงสะท้อนก้องภายในโถงทางเดินที่ว่างเปล่า
แสงไฟสีส้มอมเหลืองสะท้อนบนพื้นหินอ่อนวาววับเบื้องใต้ให้เห็นภาพของตนเป็นเงาดำ เงาดำๆ ที่ไม่รูปหล่อ ไม่สง่า ไม่ดูฉลาดเฉลียว ยูชอนไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเงานี้เป็นของเขาหรือเปล่า ทุกๆ อย่างที่สวยงามในโลกก็ล้วนมีเงาเช่นกัน เงาของมันก็ดำมืดเช่นนี้เหมือนกัน ทำไมจะต้องสนใจด้วยว่าขยะแตกต่างจากเพชรอย่างไร
เขาตั้งคำถามในใจ
หากงวดนี้เขากลับไม่ต้องการคำตอบ
ทันทีที่เดินเลี้ยวผ่านมุมล็อบบี้ ทางเดินที่ทอดยาวนำไปสู่ห้องพัก ยูชอนก็กลับต้องชะงักฝีเท้า ลมหายใจขาดห้วงไปช่วงหนึ่ง
จุนซูยืนอยู่ตรงหน้าประตูอพาร์ตเม้นท์ที่ปิดสนิท เด็กชายร่างเล็กสวมเครื่องแบบนักเรียน มือทั้งสองกำหูหิ้วกระเป๋าเอาไว้แน่น เขายืนก้มหน้า เส้นผมสีน้ำตาลอมทองยาวคลอเคลียปรางแก้มใส แววตาของเขาไม่มีเป้าหมายหรือแม้แต่จุดสิ้นสุด
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าชัดเจนจนน่าตกใจ ยูชอนกลืนน้ำลาย พยายามคลายความสากระคายและเหนียวหนืดในลำคอให้จางหาย หากก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น
ร่างสูงก้าวฝีเท้าอีกครั้ง ง่วนอยู่กับคีย์การ์ดในมือ ใช้มันแตะเข้ากับแผงแม่เหล็กหน้าประตูจนเกิดเสียงคลิก โดยไม่มองความเป็นไปรอบข้าง โดยไม่เอ่ยคำทักทายคนคุ้นเคย เขาสาวเท้าเดินผ่านหน้าเด็กชายเข้าไปในห้อง
จุนซูเริ่มขยับเขยื้อน ดวงตาเรียวเล็กเสมองเข้าไปภายในห้องพักที่เขาเคยมาอาศัย สถานที่ที่ทำให้เขามีความสุขอย่างล้นเหลือ หากชั่วข้ามคืนก็สลายหายไป ข้าวของเครื่องใช้มากมายถูกแพ็คด้วยกล่องและห่อพลาสติกเตรียมเคลื่อนย้าย ทุกอย่างติดป้ายและบาร์โค้ดของบริษัทขนส่ง
“ขอโทษนะ สำหรับเรื่องคืนนั้น”
ในที่สุด ยูชอนก็ยอมปริปาก เขาเอ่ยทั้งที่ไม่ยอมหันกลับมาสบตา เสียงนั้นเป็นดังเสียงเรียกที่ฉุดให้แววตาอันไร้จุดหมายของจุนซูหวนกลับมายังโลกใบนี้อีกครั้ง
“ขอโทษทำไมฮะ เรื่องนั้น?” จุนซูสูดหายใจเข้าลึก ความรู้สึกเริ่มพรั่งพรู “ถ้าหากครูมีเรื่องจะขอโทษ มันก็ต้องไม่ใช่เรื่องนี้ ครูหนีหน้าผมทำไมฮะ วันนี้ครูไล่ผมต่อหน้าคนอื่นได้ยังไง?”
ยูชอนส่ายหน้า พลางถอนหายใจ ก่อนจะหันมาเผชิญสายตาคาดคั้น จุนซูคาดว่าจะได้เห็นสีหน้าอันแสดงถึงความสำนึกผิดมากกว่านี้ หากก็ต้องผิดหวัง แววตาของยูชอนว่างเปล่า ใบหน้าหล่อเหลาเรียบนิ่งจนน่าตกใจ
“ผมไม่เสียใจกับสิ่งที่ทำกับคุณวันนี้ แต่เรื่องคืนนั้น ผมยอมรับว่าเสียใจ ถ้าผมย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะไม่ทำให้มันเกิด” ชายหนุ่มเลียริมฝีปากซึ่งกำลังแห้งแตก รู้สึกว่าหัวใจเต้นช้าและหนึบเนิบเข้าไปทุกขณะ “ตลาดหลักทรัพย์ติดต่อผมให้กลับไป หน้าที่การงานของผมกำลังเติบโต ผมเป็นนักบริหารการเงิน ซึ่งคุณเองก็รู้ดีว่าหน้าตาสำคัญกว่าความถูกต้อง คุณต้องเข้าใจและเห็นใจด้วยว่าเรื่องนี้จะกระทบต่อหน้าที่การงานของผม”
ราวกับถูกตบหน้า จุนซูรู้สึกว่าเลือดในกายกำลังแข็งตัว เขาห้ามมือให้หยุดสั่นไม่ได้ หยาดน้ำตาร้อนผ่าวเอ่อเครือที่คลองตาแดงก่ำ เด็กชายพยายามกัดริมฝีปากล่างกลั้นไม่ให้มันสั่น
“ผมคิดว่าครูรักผมเสียอีก” เขาเอ่ยปากอย่างยากลำบาก
“เรารักกันไม่ได้” ไม่มีแล้ว สายตาที่มองมาอย่างรักใคร่และเอื้ออาทรณ์
จุนซูแค่นยิ้ม หากแววตาแข็งกร้าว นอกเหนือจากความเศร้าเสียใจ ความคับแค้นใจมีอำนาจบีบคั้นยิ่งกว่า
“แล้วถ้าผมจ้างให้ครูอยู่กับผมต่อ ครูจะอยู่ใช่ไหม ผมให้ได้มากกว่าที่ตลาดหลักทรัพย์ให้ครู”
เพี๊ยะ!!!
เสียง...
เสียงอะไรน่ะ?
จุนซูเบิกตาโพลง ยามเสียงเสียงหนึ่งลั่นแหวกอากาศ มือข้างซ้ายของเขากระตุกขึ้นมาลูบไล้ที่ข้างแก้มตามสัญชาตญาณ หลังจากเวลาผ่านไปหลายวินาที ความรู้สึกแสบราวจึงได้เข้ามารุมเร้า ปรางแก้มขาวนวลเนียนในเวลานี้ระบายไปด้วยจุดแดงๆ ที่กระจายตัว เส้นเลือดสีแดงอมม่วงยิ่งปรากฏให้เห็นได้ชัดใต้ผิวเนื้อบอบบาง เจ็บร้าวยิ่งกว่าความรู้สึกใดๆ ทรมานยิ่งกว่าฤทธิ์ไม้เรียวของเมียงยอ
เพราะยิ่งกว่าเจ็บที่กาย ใจเจ็บยิ่งกว่า
ยูชอนกำมือตัวเองแน่น มือข้างที่ความแสบซ่านแผ่สะท้านไปทั่วไม่แพ้กัน นัยน์ตาสีเข้มสั่นระริกและรื้นน้ำ ความรักที่เคยมีให้ ไม่อาจใช้มันดับโทสะที่ครอบงำได้ เขากัดฟันจนกรามลั่นกรอด
“ไปให้พ้น”
น้ำตาหยดน้อยเริ่มรินไหลอาบแก้มของจุนซู
“ฉันบอกว่าไปให้พ้น!”
.
.
.
บนพื้นถนนที่ชื้นแฉะและเย็นเยียบ สุดแต่สองเท้าจะพาย่ำไปได้ หัวใจแหลกละเอียด รักแรกพังทลาย จุนซูรู้สึกราวกับว่าโลกนี้กำลังมาถึงจุดสิ้นสุด
หยาดน้ำตาพรั่งพรู แสบซ่านไปทั้งโพรงจมูก ลมหายใจไม่ถูกระบาย เสมือนแทบขาดใจ
สองเท้าก้าวไป แต่หัวใจกลับหยุดเต้น
หัวใจ...มันแหลกเหลวไปเสียแล้ว...
ไม่เหมือนในละคร ฝนไม่ได้ตก ท้องฟ้าไม่ได้หม่นหมอง ทุกอย่างตรงข้าม ดวงจันทร์ทอแสง ดาวระยิบระยับพร่างพราย ลมเย็นพัดปะทะร่างกายอย่างอ่อนโยน ไม่มีอะไรเลวร้ายเหมือนในมิวสิควีดีโอเพลงอกหัก ไม่มีรถแล่นเฉียดให้น้ำกระเด็นมาเปรอะกาย เขาไม่ได้ชกกระจกจนแตก ไม่ได้ร้องแหกปากโวยวายถามฟ้าว่าทำไม เสียงร่ำไห้ของเขาแทบไม่มี มีแต่น้ำตา
น้ำตาไม่รู้หมด
ไม่มีแม้แต่เหตุผลสวยหรู
เธอดีเกินไป หรือ เพราะฉันรักเธอมากไปจึงทำร้ายเธอ
ไม่ใช่อย่างนั้นเลย
ง่ายๆ นิดเดียว มันก็แค่ไม่รัก ก็แค่ผ่านมาแล้วผ่านไป
นั่นล่ะ เหตุผลที่สมควร...
ผลั่ก!!!
“...ฮึก...”
ร่างเล็กโอดครวญ เมื่อปะทะเข้ากับใครคนหนึ่งโดยบังเอิญ ด้วยแรงวิ่งที่ไม่ยอมชลอทำให้เขาเซไปหลายก้าวกระทั่งล้มลง มือบางที่ใช้ท้าวร่างสัมผัสความเย็นยะเยือกของพื้นถนน ครูดจนผิวเนื้อบางส่วนถลอกเสียหาย
“ข...ขอโทษครับคุณ!” คู่กรณีร้องอย่างตื่นตระหนก ถ้อยคำของเขาขาดห้วงและบี้แบนเมื่อถูกอากาศหนาว ราวกับเสียงที่พูดผ่านโทรศัพท์ซึ่งสัญญาณขัดข้อง
เสียงนั้นช่างแสนคุ้นหู
“ชางมิน”
“จ..จุนซู...?”
น้ำตาไหลอย่างยากที่จะสกัดกลั้นไว้ได้อีกต่อไป ราวกับเขื่อนกั้นน้ำที่พังทลาย ราวกับท้องฟ้าแตกรอยร้าวเทน้ำฝนห่าใหญ่ให้ตกลงมา จุนซูโผเข้ากอดคนตรงหน้าที่ถึงแม้ดูเพียงผิวเผินจะแลเปลี่ยนไปบ้าง แต่ต่อให้ตายแล้วตายอีกสักกี่ครั้งเขาก็จะไม่มีวันจำผิดไป
“จุนซู เกิดอะไรขึ้น?” ทั้งที่จริงชางมินมีอะไรอยากถามตั้งมากมาย แต่คำถามนี้เป็นคำถามแรกที่หลุดออกจากปาก
“ฉันไม่อยากกลับบ้าน ชางมิน ฮึก...” จุนซูตัวสั่นอยู่ในอ้อมแขน เปลือกตาไม่ยอมเปิด เอาแต่ซุกหน้าอยู่กับอกเขาเหมือนนกน้อยที่ขดกายอยู่ในรังของแม่ในฤดูหนาว
“อ..จุนซู...” เด็กหนุ่มร่างสูงใช้ผ้าพันคอของตนโอบไหล่เล็กนั่นเอาไว้ จุนซูเติบโตขึ้นจนเขาแทบจำไม่ได้ เพื่อนเก่าคนนี้แลดูไม่เหมือนในรูปที่เคยส่งให้
จุนซูช่างงดงาม
มีถ้อยคำมากกมายติดค้างในใจ แต่ทั้งหมดทั้งมวลติดอยู่แต่ริมฝีปาก เขาพูดอะไรไม่ออก
“ว..หวัดดี...”
.
.
.
ชางมินประคองจุนซูมาที่บ้านของเขา ทันทีที่กลับมาถึง แม่ก็รีบวิ่งรี่มาเปิดประตูให้
คุณนายชิมผูกผ้ากันเปื้อนไว้ที่เอว ในมือยังถือกระบวยตักอาหารเมื่อหล่อนเปิดประตู หล่อนดูมีทีท่าเบิกบานใจมากที่ได้เห็นจุนซูอยู่ตรงนั้น หากแต่สีหน้าและแววตาเหม่อลอยของร่างเล็กกลับทำให้หล่อนเศร้าหมองลงได้ในชั่ววินาที
หล่อนกำชับให้ชางมินพาจุนซูไปพักผ่อน ส่วนเรื่องของว่างที่จะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นได้หล่อนจะเป็นฝ่ายจัดการ น้องสาวทั้งสองของชางมินเข้ามาช่วยจัดหาที่นอนห้องหับให้แขกผู้มาเยือนพัก พ่อของชางมินกอดต้อนรับจุนซูด้วยความคิดถึง ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าที่นี่ที่ไหนกัน และอะไรทำให้เขาห่างหายไปจากสถานที่ที่แสนอบอุ่นแห่งนี้ ตั้งแต่ชางมินจากไป
จุนซูเอนกายลงบนเตียงของชางมิน ซีกที่เคยเป็นที่ประจำของเขา กรอกสายตาที่พร่าพรายตามความเคลื่อนไหวของชางมิน ทุกครั้งที่เขากระพริบตา ยังคงรู้สึกถึงความตึงด้านของคราบน้ำตาที่แห้งกรัง ดวงตาคมเข้มของเพื่อนรักกำลังจ้องกลับมาเช่นกัน
เขาลองใช้เวลาเพ่งพิจใบหน้าของชางมินให้ชัด รูปหน้าคมสันที่ประกอบกันด้วยเครื่องหน้ารูปทรงแปลกตาหากพออยู่รวมกันแล้วแสนลงตัว ตาโต คิ้วเข้ม ริมฝีปากตกมุม สันจมูกโด่งรับกับปลายจมูกที่เรียวแหลมเหมือนภาพวาด เขาเปลี่ยนไป ในทางกลับกันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน เขายังเหมือนเดิม แต่ก็ไม่เหมือนเดิม
“นายกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“พักหนึ่งแล้วล่ะ” ชางมินนั่งค้อมกาย วางข้อศอกทั้งสองบนหัวเข่า เอาแต่มองมือของตัวเอง เขาสูดหายใจช้าๆ แต่หนักหน่วง ราวกับกำลังรวบรวมคำพูด ห้องทั้งห้องเงียบสงัด แสงไฟจากหลอดไฟวัตต์ต่ำแลดูริบหรี่ไม่นิ่งนอนเหมือนแสงเทียน
“นายเป็นยังไง---”
“ฉันรักนาย”
พวกเขาพูดออกมาแทบจะพร้อมเพรียงกัน สองเสียงที่ซ้อนทับ ทำให้ถ้อยคำที่ถูกส่งผ่านริมฝีปากยากที่จะแน่ใจได้ว่าอะไรเป็นอะไร หากพลังบางอย่างที่กดดันให้จุนซูชะงักงัน
“ฉันรักนาย จุนซู” เป็นครั้งแรกที่ชางมินยอมสบตา “ฉันกลับมาเพื่อบอก”
จุนซูหรี่ตา พยายามเพ่งมองผ่านเงามืดที่โรยตัวอยู่โดยรอบ ภาพของชางมินค่อยๆ ชัดขึ้นๆ ราวกับภาพขุนเขาที่ปรากฏเบื้องหลังเมฆหมอกบนเขาสูง
“รักแบบไหน?” จุนซูถาม
“รักแบบที่ไม่ควรจะรัก”
“รักแบบเพื่อนหรือ รักแบบพี่รักน้อง รักแบบครูกับลูกศิษย์หรือ” เสียงนั้งแฝงไว้ด้วยแววความขมขื่นอย่างที่สุด
“รักแบบที่ฉันรักนาย ฉันรักนาย จุนซู”
ชางมินเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะทรุดกายนั่งลงเคียงข้างจุนซู เพื่อที่จะจ้องให้ลึกเข้าไปในดวงตาเล็กๆ คู่นั้น แล้วบอกว่าเขารู้สึกเช่นไร แม้คำพูดของเขาจะขาดห้วงตะกุกตะกัก แต่ก็หนักแน่นเหลือเกิน ชางมินสัมผัสปลายนิ้วลงบนปรางแก้มขาว ไล้สัมผัสเบาๆ อย่างทะนุถนอม เขามองดวงหน้าที่แสนน่ารักของจุนซูด้วยแววตาที่ไม่เคยคิดว่าชาตินี้จะกล้าใช้มอง
“แล้วทำไมถึงหนีฉันไป” น้ำตาหยดหนึ่ง กลิ้งตกจากคลองตาของจุนซู “ทำไมถึงปล่อยให้ฉันต้องตกอยู่ในสภาพแบบนี้ ทำไมล่ะ ชางมิน”
สองแขนรั้งคนที่ตัวเล็กกว่าเข้ามาแนบอก โอบกอดด้วยความรัก ปล่อยให้น้ำตาของจุนซูรินไหลลงบนบ่า ฟังเสียงกระซิบพร่ำอย่างคนที่หัวใจแหลกสลาย
“มาบอกว่ารักอะไรเอาป่านนี้...”
จุนซูที่แสนบอบบางร่างสั่นเทา เขาไม่อาจห้ามน้ำตา ชางมินค่อยๆ จูบเขาที่ริมฝีปากนิ่ม แผ่วเบาราวกับเกรงว่าเนื้อกายที่อ่อนปวกเปียกนี้จะแตกหักคามือ เขาประคองใบหน้าของอีกฝ่ายไว้ด้วยมือเดียว ทุกส่วนสัดที่ประกอบออกมาเป็นคิมจุนซูแลดูเล็กนิดเดียวเหมือนชิ้นส่วนของตุ๊กตา ดวงตา จมูก ริมฝีปาก ลำคอ แขน ขา ใบหู หรือแม้แต่ปลายลิ้นที่ค่อยๆ ชำแรกเข้ามาสัมผัสในโพรงปากร้อน
จุนซูจูบตอบ พลางค่อยๆ เอนกายนอนราบลงกับพื้นเตียง รั้งร่างสูงใหญ่ของชางมินเข้ามาทาบทับ โอบกอดแลกไออุ่น แล้วปล่อยให้ดวงจันทร์เฝ้ามองพวกเขาร่วมรัก
เด็กน้อย...
เจ้ายังเยาว์นัก
To be continued...

พี่ตองทำส้มน้ำตาคลออีกแระ แต่ก็ชอบนะ
ฟิกทรมานจิตใจแบบนี้อ่ะ 5555+
รอตอนต่อไปคะ
#1 By /*/*S+o+M*/*/ on 2008-06-16 11:26