Can I Love You? (31)
posted on 13 Jun 2008 10:55 by bleaf-me in can-i-love-you
Title: CAN I LOVE YOU?
Author: b.leaf
Paring: Yunjae, Yoosu (Implied Minsu)
Genre: AU, Romance, Drama, Angst
Rate: PG-13
31. จม
จุนซูกำลังหงุดหงิดถึงขั้นสุด และในวันนี้ เขาสาบานกับตัวเองว่าต้องคุยกับยูชอนให้รู้เรื่อง
“คิมจุนซู”
เพียงแค่ปลายเท้าสัมผัสพื้นไม้อันมันวาวของบันไดขั้นสุดท้าย จุนซูก็เป็นอันต้องชะงัก ทุกความเคลื่อนไหวหยุดลงราวกับเวลาหยุดนิ่ง ทันทีที่สุ้มเสียงทรงอำนาจเอ่ยชื่อเขา จิตไร้สำนึกฉุดความทรงจำที่ชวนให้ฝ่ามือสั่นพร่า เมื่อคนที่ไม่เคยนึกว่าจะได้พานพบในเวลานี้ก้าวเข้ามายืนตรงหน้า
หล่อนเป็นหญิงร่างเพรียวบาง งามระหง สูงสง่า ดวงหน้าขาวสะอ้านเรียวได้รูปรับกับเครื่องหน้าอันละม้าย สดสะพรั่งเกินกว่าวัยจนแลดูน่าขนลุก เส้นผมสีดำสนิทหยิกขอดเป็นลอนเงางาม คิ้วโก่ง ผิวหน้าเต่งตึง หากผิวบริเวณลำคอและหลังมือเหี่ยวย่นไปตามกาลจนดูจอมปลอม หล่อนสวมชุดสูทสีแดงกับกระโปรงที่เข้าชุดกัน ยืนอย่างมั่นคงบนรองเท้าส้นสูงปลายส้นเล็กแหลม แม้ขณะนี้จะอยู่ในบ้านแล้ว รูปตากลมโต นัยน์ทอประกายสุกใสเหมือนดวงตาของแจจุง หางตาเชิดเรียวคล้ายจุนซู ทว่าแววตาแข็งกร้าวดุดันคู่นั้นกลับแตกต่าง
“คุณแม่” จุนซูรำพันเรียกเธอ
คิมมินจูเลิกคิ้ว ริมฝีปากเคลือบสีแดงมันวาววับคลี่รอยยิ้มมุมปาก หล่อนชี้ไม้ชี้มือสั่งให้สาวใช้นำกระเป๋าเดินทางใบโตข้างกายหลบไปให้พ้นๆ ก่อนเอ่ยถามว่า “จะไปไหนแต่เช้า?”
“ข้างนอกฮะ”
“รู้หรอกน่ะว่าข้างนอก แต่ข้างนอกน่ะที่ไหน?”
จุนซูไม่ได้ตอบ
“แจจุงล่ะ?”
“อยู่ในครัวมั้งฮะ”
“มั้งหรือ...เชอะ...”
พูดคำสบถคำ พูดคำสบถอีกสองคำ ซึ่งไม่รู้พยายามจะสื่อถึงอะไรเหล่านี้ดูจะกลายเป็นหางเสียง หรือถ้อยคำติดปากของมินจูไปเสียแล้ว ฟังทีไรก็ชวนอารมณ์เสีย หากจุนซูกลับรู้สึกเฉยๆ กับน้ำเสียงซึ่งฟังดูคล้ายกำลังดูหมิ่นเหยียดหยามความรู้สึกคนอื่นอยู่ตลอดเวลาของคนเป็นแม่
ชินเสียแล้ว
ขณะที่มินจูทิ้งกายลงนั่งบนโซฟายาวกลางห้องโถง แจจุงก็วิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตกใจ จุนซูเข้าใจพี่ชายในทันทีว่าคงรู้สึกผวาไม่แพ้เขาเท่าไร เมื่อทราบข่าวการกลับมาของคนเป็นแม่
มินจูเหยียดขาเรียวสวยทิ้งสองข้างขึ้นพาดบนโต๊ะรับแขก พลางใช้มือบีบๆ นวดๆ คลายความเมื่อล้าซึ่งเกิดจากการนั่งเครื่องบินมาเป็นเวลากว่าสิบหกชั่วโมง
“แจจุง น้องแกกำลังจะออกไปข้างนอกแน่ะ รู้ไหมว่ามันกำลังจะไปไหน?” หล่อนมองลูกชายคนโตแวบหนึ่งด้วยหางตา บรรยากาศเงียบงันที่หล่อนก่อขึ้นชวนให้รู้สึกอยากวิ่งหนีไปให้ไกล หรือไม่ก็ต้องขอเวลาอาเจียน
แม่ที่ดีนำความเครียดเข้ามาสู่ครอบครัวเช่นนี้ทุกครั้ง
แจจุงหันไปสบตาจุนซู ก่อนจะหันกลับมาจ้องมองแม่ของตน แล้วส่ายหน้าช้าๆ
“หึ ฉันบอกให้แกดูแลน้อง แกไม่รู้แล้วใครจะรู้?”
ใบหน้าขาวซีดได้แต่ก้มหน้า กุมมือตัวเองอย่างจำนนต่อข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรม
“ฉันจะกลับมาก็ไม่มีใครรู้ จุนซูจะไปไหนก็ไม่มีใครรู้ ตาย ตาย บ้านนี้มีใครรู้อะไรกันบ้างเนี่ย ทุเรศจริง”
จุนซูอดไม่ได้ หันไปพูดกับสาวใช้คนหนึ่ง
“เชอะ...ทุเรศจริง”
นั่นล่ะ คิมจุนซู
มินจูเอนศีรษะพาดกับพนักโซฟา ค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงอย่างเหนื่อยล้า ยิ่งเวลาผ่านไป ยิ่งหล่อนแก่ตัวขึ้น ดวงตาสวยคมบาดใจก็ยิ่งงดงาม หญิงสาวก่ายเท้าขวาขึ้นบนเท้าซ้าย พลางตบฝ่ามือลงบนเบาะข้างกาย เรียกให้แจจุงนั่งลงเคียงข้างหล่อน
เมื่อแจจุงนั่ง หล่อนก็ฉวยมือของเขาขึ้นมา ทำเอาเขาถึงกับสะดุ้ง
“ชิ...บอบบางจริงนะแก” หล่อนประชด “ไม่จับก็ได้ เพราะขืนพ่อแกตรวจพบรอยนิ้วมือฉันบนตัวแก เขาคงฆ่าฉันตาย เชอะ”
‘เชอะ เชอะ เชอะ’ จุนซูได้แต่คิดในใจ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ชาติตระกูลและการศึกษาที่ดีก็ไม่สามารถเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ให้ใครได้
เวลาผ่านไปนานพักหนึ่ง มินจูผู้แม่ไม่ได้พูดอะไรขึ้นมาอีก แจจุงก็เอาแต่นิ่งเงียบไม่ขยับเขยื้อน จุนซูจึงสบโอกาสพูดขึ้นมาอีกครั้ง “คุณแม่ฮะ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวนะฮะ”
“แล้วแกคิดออกหรือยังล่ะว่ากำลังจะออกไปไหน?”
“นานๆ คุณแม่ถึงจะกลับมาที ก่อนหน้านี้ผมกับพี่จะทำอะไรอยู่ที่ไหน คุณแม่ก็ไม่ได้รับรู้ เรื่องนี้ไม่รู้อีกสักเรื่องก็คงจะไม่เป็นอะไรมั้งฮะ”
สิ้นคำ ไหล่บางของคิมมินจูก็กระตุกแรงราวกับถูกไฟช็อต หล่อนผุดกายขึ้นยืน ชี้หน้าจุนซูด้วยสีหน้าเดือดดาล
“นี่แก...” หล่อนสบถ
ไม่มีรอยยิ้ม เพราะเขาไม่สนุก รู้สึกได้ว่าก้อนเนื้อในอกซ้ายของตนกำลังกระหน่ำจังหวะรุนแรง เสียงความเคลื่อนไหวรอบตัวราวกับถูกดูดกลืนหายไป โสตประสาทด้านชา หลังจากเอ่ยถ้อยคำก้าวร้าว เป็นครั้งแรกที่คิมจุนซูที่แสนน่ารักจิกกัดคนอื่นด้วยวาทศิลป์ที่ไม่น่าเอ็นดูเหมือนดังเคย
จริงอยู่...แม่ของเขาน่ารำคาญ เขาไม่ชอบให้แม่มาจุ้นจ้าน แต่ในวันนี้เขากลับรู้สึกว่าตนเองเกลียดแม่ ชิงชังสิ่งที่หล่อนทำ รู้สึกว่าตนเองค่อยๆ เปลี่ยนไปอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
จุนซูไม่ฟังเสียงทัดทาน เดินจ้ำอ้าวไปที่ประตู เป็นจังหวะเดียวกับที่ชายหนุ่มร่างสูงผลุนผลันก้าวเท้าเข้ามาในตัวคฤหาสน์จนปะทะกับจุนซูอย่างแรง
กลิ่นหอมละมุนละไมของน้ำหอมยี่ห้อดังโชยติดปลายจมูก เป็นกลิ่มหอมที่คุ้นเคยและโอบอุ้ม จังหวะหัวใจกลับช้าลง หากหนักแน่นยิ่งขึ้น เขาไม่จำเป็นต้องเดินหนีไปไหน เพราะในเวลานี้ ปาร์คยูชอนกลับมาปรากฏกายขึ้นตรงหน้า
ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นภาพช้าในความรู้สึก เหมือนฉากรักโรแมนติกในละครน้ำเน่า ทว่าบรรยากาศกดดันที่ก่อตัวขึ้นดุจกำแพงสูงไร้จุดสิ้นสุดทำให้หลายๆ อย่างเป็นไปโดยที่ไม่อาจคิดฝัน
โดยไม่เอ่ยคำใด ยูชอนเดินผ่านหน้าเขาไป ราวกับไม่มีตัวตน
“สวัสดีครับคุณนายคิม” ยูชอนกล่าว พลางโค้งคำนับให้มินจูอย่างนอบน้อม ตามด้วยแจจุง “สวัสดีครับ คุณแจจุง”
เขายังคงเหมือนเดิม สูงสง่า ดูดี สะอาด ผิวขาวที่แลดูราวกับเปล่งประกายระยับ และท่วงท่าสง่างาม แม้ภาพลักษณ์สบายๆ ที่จุนซูเคยเห็นจนชินตาตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาจะถูกกลืนทับด้วยความภูมิฐานด้วยชุดสูทเต็มยศที่เขาสวมใส่ หากเขาก็ยังเหมือนเดิม น่าเสียดายที่แววตาเปี่ยมความอาธรณ์คู่นั้นถูกบดบังด้วยแว่นตากันแดดสีชา ทำให้จุนซูไม่อาจรู้ได้ว่าเขากำลังรู้สึกอย่างไร
ยูชอนชายหางตาแลเขาบ้างไหม?
ก็ไม่อาจรู้...
“สวัสดีค่ะ ดร.ปาร์ค ไปไงมาไงคะเนี่ย?” แววตากราดเกรี้ยวของมินจูถูกแทนที่ด้วยหน้ากากแห่งความเอื้ออารีย์ หล่อนกลายเป็นคนละคนยามเมื่อเขาเอ่ยทัก
“โชคดีจังครับที่บังเอิญมาเจอคุณนาย ผมมีเรื่องอยากจะคุยด้วยน่ะครับ” ยูชอนเข้าเรื่องอย่างไม่อยากให้เสียเวลา หรือถ้าจะว่ากันตามตรง...เขาไม่อยากอยู่ที่นี่นาน
“ได้ค่ะ ไม่มีปัญหา” มินจูยิ้มด้วยรอยยิ้มนักธุรกิจ “เชิญดร.นั่งก่อนนะคะ”
หากเขาปฏิเสธ “ไม่ดีกว่าครับ เดี๋ยวผมต้องไปแล้ว”
มินจูเลิกคิ้วอย่างสงสัย แต่ยูชอนไม่ปล่อยให้เธอถามซ้ำ
“คือว่าตลาดหลักทรัพย์ติดต่อผมมาแล้ว พวกเขาต้องการให้ผมไปทำงานด้วย”
“หมายความว่า...”
“ผมหมายถึงงานประจำน่ะครับ ผมจึงมาลาคุณนาย ต่อจากนี้ถ้าหากว่าเกิดอะไรผิดพลาด แปลว่าผมทำหน้าที่ได้ไม่ดีก็ขอให้คุณนายจ้างครูพิเศษคนใหม่ให้กับคุณหนูเล็กได้เลยนะครับ”
จุนซูเบิกตาโพลง จ้องหน้ายูชอนอย่างพยายามขอคำตอบ แต่ดวงตาคู่นั้นที่เขาหลงรักหมดหัวใจก็ไม่หันมาสบตาให้กำลังใจอีก เขาได้ยินเสียงเศษแก้วถูกบดละเอียดกับพื้นอันเย็นเหยียบ
เสียงนั้นคงเป็นเสียงหัวใจที่แตกสลายของเขาเอง
“ผมรู้สึกเป็นเกียรติ แล้วก็ขอบคุณคุณนายมากที่ไว้วางใจเลือกผม ผมต้องขอโทษมากๆ จริงๆ ที่ทำได้ไม่ดีเท่าที่คุณนายไว้ใจ”
“พูดอะไรอย่างนั้นคะดร.ปาร์ค ไว้ผลสอบออกมาก่อนค่อยขอโทษขอโพยกันดีกว่าค่ะ แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้นก็ไม่ได้ผิดที่ดร.หรอกนะคะ มันเป็นเพราะลูกชายฉันมันโง่เอง โง่ทั้งคนโตคนเล็ก โง่ทุกคน” หล่อนกระแทกเสียงว่ากระทบ
ยูชอนแค่นหัวเราะฝืดเฝื่อน “ไม่หรอกครับ”
ความรู้สึกร้อนรื้นขึ้นมาถึงดวงตา จุนซูรู้สึกเจ็บปวดเหลือเกิน ไม่เหมือนทุกครั้งที่เขาต้องปวดร้าวเพราะคำดูถูกของผู้เป็นแม่ แต่ปวดร้าวเพราะคำพูดที่คนเป็นอาจารย์ช่วยออกรับมันฟังดูไม่จริงใจ ไม่แยแส เบื่อหน่าย หมดรัก หมดความห่วงใย หมดสิ้น แม้แต่ความรู้สึกดีๆ ระหว่างศิษย์กับอาจารย์
“ครูฮะ ผมมีเรื่องอยากจะคุยกับครู เป็นเรื่องสำคัญ ผมขอเวลาครูสักเดี๋ยวได้ไหมฮะ?” ถึงแม้การเค้นเสียงผ่านลำคอจะเป็นเรื่องยากเย็นพอๆ กับการพยายามใช้มีดเฉือนเนื้อตัวเองออกมาทีละนิดในยามนี้ หากจุนซูก็เอ่ยมันออกมาในที่สุด
ยูชอนไม่พูด ไม่หันมามอง เขาทำเหมือนไม่ได้ยิน ทำเหมือนจุนซูเป็นเพียงไรฝุ่นที่มีค่าเพียงแค่ไว้ให้เหยียบย่ำ
“เสียมารยาท จุนซู ดร.ปาร์คมีธุระต้องไปทำต่อ” ผู้เป็นแม่ตะหวาดลั่น แจจุงพยายามปรามหล่อน หากก็โดนสะบัดมือทิ้งอย่างไร้เยื่อใยอีกคน “ต้องขอโทษด้วยนะคะดร. ลูกชายฉันไม่รู้จักกาลเทศะ”
ยูชอนยิ้มบางๆ “งั้นผมขอตัวนะครับคุณนายคิม”
“เชิญค่ะ ขออนุญาตไม่ส่งนะคะ”
“ครูฮะ...”
“จุนซู หุบปาก!”
ความพยายามครั้งสุดท้ายของจุนซูไม่เป็นผล ท้ายที่สุดแล้วเขาก็จำต้องมองดูยูชอนเดินลับสายตาไปโดยไม่อาจรั้งไว้ได้ มือเล็กกำแน่นจนกายทั้งกายพลอยไหวสั่น รู้สึกชิงชังมารดาเหลือใจ
“คุณแม่ไม่รู้อะไรเงียบไปเลยดีกว่า” เด็กชายกัดริมฝีปาก แววตากราดเกรี้ยว “คุณแม่ไม่มีสิทธิ์บงการชีวิตผมกับพี่แจจุง คุณแม่ไม่ใช่แม่แท้ๆ ของพวกเราด้วยซ้ำไป!”
.
.
.
การกลับมาโดยไม่บอกไม่กล่าวของแม่ทำให้ในใจของแจจุงรู้สึกหวาดหวั่น แม่กับน้องชายปะทะกันอย่างรุนแรง พูดจาด่าว่ากันต่างๆ นานา จนในที่สุดความอดทนของแม่ก็ขาดผึง หล่อนจากไปแล้วพร้อมกับกระเป๋าเดินทางใบเดิม ทันทีที่ตะวันกล่าวทักทายท้องฟ้าในยามรุ่งสาง
ความก้าวร้าวของจุนซูเสมือนการบีบโลกทั้งใบให้แบนบี้ กระทั่งโลกใบนี้ไม่สามารถหมุนต่อไปได้ บรรยากาศภายในคฤหาสน์ไม่เหมือนเดิม จืดชืด เศร้าหมอง มีแต่ความอาดูร เพราะความสดใสเพียงหนึ่งเดียวในบ้านค่อยๆ เหี่ยวเฉา เหมือนเถาไม้เน่าๆ ที่ตรากตรำกลางแดดกลางฝนจนหมดสภาพไปตามกาล
โชคดีที่ในวันนี้เขามียุนโฮอยู่เป็นเพื่อน
ทุกครั้งที่เขาได้ใช้เวลาอยู่กับยุนโฮในย่านศูนย์การค้าที่แสนวุ่นวายแห่งนี้ เข็มนาฬิกาก็ราวกับสามารถย้อนเวลากลับไปได้ทุกครั้ง ทุกสิ่งทุกอย่างเคลื่อนไหวเชื่องช้า ทั้งที่ในความเป็นจริงกลับตรงข้าม แจจุงมีความสุข อุ้งมือของเขาอบอุ่นเพราะมียุนโฮคอยจูง โอบไหล่กัน ไปดูหนังด้วยกัน เมื่อเขาหนาว ยุนโฮก็อยู่เคียงข้าง คอยเป่ามือคลายความหนาวเหน็บนั้นให้
พวกเขากอดกันบ่อยมาก แทบจะกอดกันตลอดเวลา กอดกันอย่างเปิดเผย และไม่แคร์สายตาใครต่อใคร บ่อยครั้งที่ยุนโฮไปจัดการชำระค่าสินค้าอยู่หน้าเค้าเตอร์ แล้วแจจุงก็เดินเข้าไปกอดหมับ กอดแบบแนบแน่นจนแทบจะเรียกได้ว่านัวเนีย กอดกันในร้านหนังสือ กอดกันในร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า กอดกันในร้านอาหาร กอดกันในร้านลีคอสเมติกสาขาย่อย
ราวกับเป็นการเติมเต็มความรู้สึกที่ขาดหาย
เขามีความสุข แม้ความสุขนี้จะมีรากฐานอยู่บนความขื่นขม หากก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่คนอย่างเขาจะเรียกร้องได้ เพราะตั้งแต่วันที่ยุนโฮเดินมาเพื่อสารภาพแก่เขาว่าเขาคงต้องเลือก และยุนโฮเลือกที่จะไปจากเขา เขาพยายามเหนี่ยวรั้งทุกวิถีทางให้ยุนโฮอยู่
ยุนโฮรักเขา สงสารเขา อย่างน้อยก็ในตอนนี้
ชัยชนะเล็กๆ ที่ไม่อาจใช้อ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ
แจจุงรู้ดี...เขาสำนึกในใจเสมอว่า ณ เวลานี้ เขาอยู่ในฐานะอะไร
ฟ้าเบื้องบนโปร่งสวย เมื่อพวกเขาพากันเดินออกจากร้านหนังสือ แจจุงซื้อหนังสือติดมือมาสามเล่ม สองในสามเป็นหนังสือสอนภาษา ส่วนอีกเล่มเป็นหนังสือนิยายแนวสืบสวนสอบสวนที่ยุนโฮออกความเห็นว่าปกเหมือนหนังสือนิยายกำลังภายในมากกว่า
ร่างสูงกอบกุมมือบางพาเดินแทรกตัวผ่านบานประตูกระจกเลื่อนอัตโนมัติ ไม่มีใครหยุดรอหรือหลีกทาง ท่ามกลางผู้คนคลาคล่ำ ทันทีที่พาตัวเองหลุดออกมาได้ราวกับผลุบมายังโลกใบใหม่ ตอนนั้นเองที่ยุนโฮเกือบชนเข้ากับใครบางคน
“อ้าว ยุนโฮ” เสียงที่แสนคุ้นเคยเอ่ยทัก
“เฮ้ย ยูชอน”
ดวงตาสีเข้มทอประกายใต้เลนส์แว่นสายตาเหลือบมองร่างบางที่ข้างกายคนเป็นเพื่อน ก่อนยิ้มทักทายอย่างสุภาพ ผิดจากแจจุงที่พอเห็นยูชอนก็กลับมีสายตาหวาดระแวงขึ้นมาทันที
เจ้าของใบหน้าหวานละม้ายกับใบหน้าของจุนซู ต่างกันตรงแววความมาดมั่นอันห่างไกลกันอยู่โขเบียดกายหลบหลังยุนโฮ หาเกราะป้องกันตัวราวกับเด็กชายขี้ขโมยผู้คอยแต่หวาดระแวงว่าใครจะจับได้ว่าตนทำผิด ร่างของแจจุงดูเหมือนเล็กนิดเดียวเมื่อเขาซุกอยู่ข้างยุนโฮพลางกอดแขนเขาแน่น
ยูชอนกระตุกยิ้มน้อยๆ พลางเอ่ยกับยุนโฮว่า “ไง มีความสุขจริงนะ”
“ก็ตามมีตามเกิด” ยุนโฮตอบ รอยยิ้มหล่อเหลายังคงมีระบายอยู่บนใบหน้า เป็นรอยยิ้มที่ดูมั่นใจและไม่เคยกลัวเกรงกับอนาคต รอยยิ้มที่แทบจะกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของยุนโฮไปแล้ว ตั้งแต่เกิดมายูชอนยังไม่เคยเห็นใครที่ยิ้มแบบนี้แล้วจะยังดูดีและสุภาพอยู่ได้เท่ายุนโฮ หากยูชอนกลับรู้สึกอยู่ลึกๆ ในใจอย่างไม่มีเหตุผลว่าในบรรดาเจ้าของรอยยิ้มเช่นนี้ ยุนโฮคงเป็นคนเดียวที่เบื้องใต้หน้ากากนั้นว่างเปล่า กลวงโบ๋ ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ไม่มีอะไรที่แน่นอนซ่อนอยู่เลย
“เออ ยุนโฮ ฉันมีอะไรจะคุยด้วยหน่อยว่ะ”
ยุนโฮทำท่าครุ่นคิด “ส่วนตัวมากไหม?”
ยูชอนมองหน้ายุนโฮสลับกับแจจุง ก่อนเหลือบเห็นมือของคนสองคนที่กระชับจับกันแน่น ภาพนั้นทำให้เขาจำต้องยิ้มเศร้าๆ ออกมาในที่สุด
“คือฉัน—ฉันต้องกลับอเมริกาว่ะ” ยูชอนสารภาพ “ทำงานที่นี่อีกแค่เดือนกว่าก็ต้องไปแล้ว”
“อ้าว งั้นก็ดีสิ นายอยากกลับไปอยู่แล้วนี่”
ยุนโฮยิ้มยินดี แต่แจจุงกลับเบิกตาโตอย่างไม่เชื่อหู ร่างบางกระตุกแขนเสื้อของยุนโฮ พลางจ้องหน้าคนรักด้วยแววตาตื่นตระหนก
‘จุนซู?’
“เอ่อ...แล้วจุนซูรู้เรื่องนี้แล้วหรือ?” ยุนโฮเป็นฝ่ายถามแทน
สีหน้าของยูชอนแลดูหมองเศร้าลงไปทันที
“รู้สิ...รู้อยู่แล้วล่ะ”
.
.
.
‘ช่วยบอกเพื่อนคุณหน่อยได้ไหมว่าจุนซูอยากเจอเขามาก’
ยุนโฮรับกระดาษแผ่นนั้นจากมือแจจุง มองมันเพียงผ่านๆ บอกไม่ถูกว่าตอนนี้ตนเองกำลังรู้สึกอย่างไร รอบกายมืดมิด มีเพียงแสงสลัวจากโคมไฟหัวเตียงที่พอจะทำให้มองเห็นความเป็นไป
พระอาทิตย์ตกลับขอบฟ้าไปนานแล้ว เมื่อเขากลับมาถึงอพาร์ตเม้นท์ ทันทีที่มาถึง แจจุงก็เดินตรงดิ่งไปยังประตูกระจก เลื่อนมันให้เปิด แล้วก้าวออกไปยืนเกาะขอบระเบียง ภาพเด็กๆ กำลังเล่นกันอย่างสนุกสนานในสนามหญ้าด้านล่างยังคงมีให้เห็น
เขาถอดเสื้อนอกออก พาดมันไว้กับพนักเก้าอี้ ก่อนเดินเข้าไปยืนเคียงข้าง
ลมราตรีในฤดูหนาวเย็นยะเยือก พัดผ้าม่านและเส้นผมสีดำสนิทปลิวไสว ร่างกายบอบบางของแจจุงถูกห่อหุ้มด้วยอาภรณ์ที่มักจะมีขนาดใหญ่เกินตัวหนึ่งถึงสองเบอร์ ขากางเกงยีนส์ยาวลากพื้น ปลายนิ้วเรียวเล็กยิ่งแลดูเปราะบางราวแขนขาของตุ๊กตาแก้วภายใต้แขนเสื้อไหมพรมสีขาวใหญ่เทอะทะ
เขาโอบแขนรอบเอวของแจจุง กอดร่างเพรียวจากด้านหลัง จ้องมองเด็กๆ เหล่านั้น ทำให้หวนนึกถึงตัวเขากับน้องสาวในวัยเยาว์ ใบหน้าเปล่งปลั่งที่แสดงถึงพลังชีวิตอันล้นท้น แววตาเป็นประกาย และรอยยิ้มส่องสว่างปราศจากความหม่นหมอง
ยุนโฮอดคิดไม่ได้ว่าวัยเด็กของเขาถูกช่วงชิงไปตั้งแต่เมื่อไหร่ สิ่งเดียวที่คอยย้ำเตือนในความทรงจำคือช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นช่างแสนสั้น เขาไม่อยากให้จีเฮต้องมีชีวิตเหมือนอย่างเขา อยากให้เธอมีความสุขอย่างที่เด็กสาวที่แสนสดใสคนหนึ่งสมควรจะมี
แจจุงเองก็คงคิดไม่ต่างกัน
ยี่สิบสองนาฬิกา
ร่างบางพยายามเบิกตา ดวงตากลมโตกรอกไปมาท่ามกลางความมืดสงัด พิจารณาตามเงาของรถยนต์ที่แล่นขวักไขว่สะท้อนแสงไฟเบื้องนอกเข้ามาตกกระทบ หากเปลือกตาเจ้ากรรมไม่ยอมฟังคำสั่ง รังแต่จะปิดตัวเองลงอยู่ร่ำไป
ริมฝีปากสีแดงสดเผยอน้อยๆ ระบายลมหายใจไม่หยุดหย่อน สองมือต่างขนาดกุมกันไว้หลวมๆ ขณะยุนโฮจูบซับน้ำตาร่างบางสม่ำเสมอ เขาปลอบโยนด้วยถ้อยคำกระซิบแผ่วเบาที่ริมหู แจจุงฝังร่างของตนบนเตียง ที่ที่เคยเป็นของยองเอ โดยมีร่างกายแข็งแรงทาบทับอยู่แนบสนิท ขณะที่ยุนโฮย้ำจังหวะรัก เนื้อกายของเขาสั่นระริก ความรู้สึกเสกสมและหวานหวั่นเคล้าคลอกันอย่างหวานซึ้ง
สวรรค์กับนรกอยู่ใกล้กันเพียงชั่วอึดใจ
ไม่รู้ทำไม แจจุงถึงได้กำลังร้องไห้
เพียงแค่เสียงลมโชยพัดใบหญ้าแผ่วเบาก็กลับให้เขาสะดุ้ง
“ชู่วว์...” เสียงทุ้มปลอบโยน ฝ่ามือหนาลูบไล้เส้นผมของเขาอย่างทะนุถนอม “ผมบอกแล้วไงว่าเธอไปปารีส ยังไม่กลับมาหรอก”
แจจุงกระชับกอดร่างเบื้องบนแนบแน่นยิ่งขึ้น มองฝ่าหยาดน้ำที่ซึมพราวอยู่บนแพรขนตา เขาเห็นรอยยิ้มของอีกฝ่ายที่ทุกครั้งที่มองเห็น มันเปรียบเสมือนคำเชิญชวนให้เขาเอ่ยคำรัก
“...................”
หากการเปล่งเสียงมันง่ายดายยิ่งกว่านี้
ยุนโฮยิ้มอบอุ่น จูบแจจุงเบาๆ ที่ขมับ
“ไม่ต้องพูดหรอก ผมได้ยินแล้ว”
To be continued...

...ขอให้ยองเอ มาเห็นทีเถอะ สาธุ~~~
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ครอบครัว ยุนแจ ไม่ต่างกันเลย
ปาร์คตลกและ ชางมินอยู่ไหน จุนซูแย่แล้วววว
อ่านแบบงง เม้นอย่างงง
พี่ต้องสู้ๆ~
#1 By Tiddee on 2008-06-13 11:22