Can I Love You? (30)
posted on 02 Jun 2008 11:13 by bleaf-me in can-i-love-you
Title: CAN I LOVE YOU?
Author: b.leaf
Paring: Yunjae, Yoosu (Implied Minsu)
Genre: AU, Romance, Drama, Angst
Rate: PG-13
30. เหมันต์
จุนซูเกาะขอบประตูที่ถูกเปิดอ้าค้างไว้ มองแผ่นหลังของยูชอนที่ดูนิ่งงันราวรูปสลัก แสงทองของพระอาทิตย์ยามเช้าตกกระทบลงบนหยดน้ำเล็กๆ ที่เกาะพราวบนผิวขาวสะอาด เส้นผมสั้นๆ สีน้ำตาลเข้มยุ่งเหยิง ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าดูพร่าเลือนและวูบไหวเมื่อพิจารณาด้วยสมองที่มึนตึงและสายตาที่ยังไม่ตื่นเต็มที่ มือเล็กกระชับขอบประตูมั่น พยุงตัวเองเดินไปหาคนที่ไม่รู้ในยามนี้จะกำลังมีสีหน้าเช่นไร
ร่างสูงนั่งก้มหน้าอยู่บนโซฟาตัวยาว กำหูโทรศัพท์ค้างไว้ตั้งแต่ก่อนเขาตื่น นัยน์ตาลึกล้ำทอประกายระยับคู่นั้นแลดูเลื่อนลอยเหลือเกิน ว่างเปล่า...ราวกับไม่ใช่ดวงตาคู่เดิม ของคนคนเดิมที่เขาเคยรู้จัก
“ครูยูชอน”
ยูชอนสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อเสียงหวานที่เคยคุ้นแล่นกระทบโสตประสาท เขาเพียงเหลือบมองจุนซูเล็กน้อย ก่อนจะเบือนหน้าหนีแกล้งเสมองไปทางอื่น
“ครูฮะ...”
เนื้อเสียงหวานใสที่ก้องกังวาน ฉุดให้หัวใจของเขาเพริดคิดไปถึงรสสัมผัสที่ยังคงติดตรึงอยู่บนผิวกาย ความหอมหวานที่แม้จะพยายามสลัดมันออกไปอย่างไรก็ยังไม่หมดลง ภาพแสนสวยที่ขยับไหวอยู่เบื้องหน้านั้น แม้จะพร่าเลือนไปบ้าง แต่ก็ยังจำได้เจนตา
เรือนร่างของจุนซู กลิ่นหอมของจุนซู
สุ้มเสียง...
แววตา...
ยูชอนรู้ เมื่อคืนเขาไม่ได้เมาสักนิด
“ไปอาบน้ำเก็บเสื้อผ้าเถอะ ผมจะออกไปธุระ บ่ายๆ จะมารับคุณไปส่งที่บ้าน”
“ครูยูชอน”
คำที่ใช้เรียกนำหน้าชื่ออย่างเทิดทูนมาตลอดเวลาหลายเดือน กลับกลายเป็นเพียงแค่คำหนึ่งคำที่ไร้ความหมายและชวนให้ละอายแก่ใจทุกครั้งที่ได้ฟัง ยูชอนวางหูโทรศัพท์กลับลงแป้น ก่อนจะพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นจากที่ที่เคยนั่ง แก้วนัยน์ตาสีเข้มเพ่งมองพื้นราวกับพยายามจะขจัดจุนซูออกไปจากสายตา
“อย่า” ชายหนุ่มตัดบทด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แม้ความจริงจะต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะเค้นเสียงผ่านลำคอที่แห้งผากและสากระคายราวกับมีเม็ดทรายอยู่ท่วมอก “อย่าเรียกผมอย่างนั้นอีก...ขอร้อง...”
.
.
.
เข้าใจแล้ว...งั้นหรือ?
ไม่มีทาง
บอกหัวใจตัวเองแล้วว่า...ยังไงก็ไม่เข้าใจ
ไม่มีเหตุผลมากพอที่จะทำให้เข้าใจ
จุนซูหย่อนกายลงในอ่าง เฝ้ามองผิวน้ำไหว เงี่ยฟังเสียงน้ำที่ไหลออกจากก๊อกแผ่วเบาลงทุกที
ล้นแล้วสินะ...
เขาได้แต่ทบทวนความรู้สึกตัวเอง ความอบอุ่นที่เคยโอบกอดร่างกาย ภาพร่างของสถานที่ที่อยากจะฝังกายไว้ตลอดไปในความฝันหายวับไปกับตา เหลือไว้เพียงซากปรักหักพังของสิ่งที่เคยสวยงามที่สุด ณ ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้นเอง
เขานั่งกอดเข่า ดวงตากลมใสแจ๋ว เหม่อมองไปข้างหน้าราวกับสามารถมองผ่านกำแพงหินอ่อนสีงาช้างนั้นไปได้ เขาไม่รับรู้สิ่งที่เห็น ไม่ได้ยินเสียงน้ำที่ค่อยๆ ล้นออกจากอ่างจนพื้นห้องนองไปด้วยน้ำ แม้แต่หัวใจก็ยังคงไม่อยากจะรับรู้อะไรทั้งนั้น
ไม่มีน้ำตาสักหยด เพราะไม่มีเรื่องเศร้า
แล้วอีกอย่าง... คิมจุนซูก็ไม่ใช่คนอ่อนแอ
ทั้งๆ ที่บอกตัวเองอย่างนั้น แต่แล้วทำไมเช้าวันนี้ถึงไม่สดใสอย่างที่เคยเป็น ไม่เหมือนเมื่อคืน ไม่เหมือนเมื่อวาน ไม่เหมือนทุกวัน
จุนซูซุกปลายจมูกที่เริ่มเรื่อสีแดงลงบนเข่า วักน้ำขึ้นลูบต้นขา รอยสีกลีบกุหลาบที่ปรากฏชัดบนผิวเนื้ออ่อนบางดูแปลกตาเมื่อมองเห็น เขาเริ่มสังเกตว่ามีมันอยู่เต็มไปหมด...
ลำคอ หน้าอก หน้าท้อง น่องขา...
มากมายเหลือเกินบนร่างกายนี้
นัยน์ตากลมใสจับจ้อง เขาเอียงคอมองอย่างน่ารัก ผิดแต่ภาพสะท้อนในแววตาคู่นั้นที่แลดูร้าวรานและแหลกละเอียดยิ่งกว่าเศษแก้ว ปลายนิ้วที่กดลงไปบน ‘รอยแผล’ ราวกับอยากจะกำจัดมันทิ้งเสียให้หมด ยิ่งพยายามขัดมันออกด้วยใยอาบน้ำเนื้อหยาบ ก็ยิ่งรังแต่จะสร้างรอยแผลใหม่ที่แสบและมีเลือดไหลซิบ
จุนซูออกแรงขัดมากขึ้น ขัดจนผิวบอบบางถลอก
รอยแผลก็ยังไม่จางลงไป เหมือนภาพเก่าๆ ที่ดูจะยิ่งชัดเจนขึ้นในความทรงจำ
ประกายประหลาดในแววตาของยูชอน...ก่อนที่อาจารย์หนุ่มจะหลบตา เพียงแวบเดียวแต่เขาก็หลงรักมัน แววตาคู่นั้นปรากฏอย่างชัดเจนและยาวนานอีกครั้งเมื่อคืน ยูชอนมองเขาอย่างนั้น...ไม่ใช่เพราะรู้สึกเหมือนกันหรอกหรือ?
บอกหัวใจตัวเองแล้วว่ายังไงก็ไม่เข้าใจ
หรือเป็นหัวใจตัวเองกันแน่...ที่ไม่ยอมเข้าใจอะไรเลย
จุนซูกอบโกยลมหายใจเข้าปอด ก่อนจะดิ่งกายหายลงไปใต้น้ำ เขากลั้นหายใจยาวนาน... ได้แต่คิดเข้าข้างตัวเองว่า อย่างน้อยการลองตายไปเสียในช่วงระยะเวลาสั้นๆ อาจจะทำให้อะไรดีขึ้นมาบ้างก็ได้
.
.
.
“ใช่ค่ะ ทางเรายินดีมากที่จะได้ร่วมงานกับคนมีความสามารถอย่างด็อกเตอร์”
ผ่านไปหลายวินาที กว่าคำพูดง่ายๆ จะหลุดผ่านริมฝีปากอวบอิ่มของหญิงสาวตรงหน้า ยูชอนรู้สึกลำคอแห้งผากขณะพยายามกลืนน้ำลาย
ใจหนึ่ง...เขากลัวกับคำพูดของสาวสวยผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลของตลาดหลักทรัพย์
แต่อีกใจหนึ่ง...เขากลัวว่าอะไรสองอย่างจะหล่นตุบหลุดออกมาจากเสื้อสูทคอกว้างซึ่งถูกสวมใส่ไว้อย่างอิสระจนเกินงาม ทุกครั้งที่เจ้าหล่อนค้อมตัวลงเพื่อมองหน้าเขาผ่านช่องว่างของกรอบแว่นตาไร้กรอบทรงทันสมัยนั้นโดยไม่จำเป็น
“จริงหรือครับ?”
“เงียบไปนานสินะคะ” เธอเกาะปากกาลงบนพื้นโต๊ะกระจกเป็นจังหวะช้าๆ ฟังดูคล้ายกับระเบิดเวลาที่จวนเจียนจะระเบิด
“ครับ นานจนผมคิดว่าคงต้องผิดหวังซะแล้ว”
“ความจริงไม่ใช่แบบนั้นนะคะ ที่เราเงียบหายไป เราไม่ได้นิ่งนอนใจเรื่องด็อกเตอร์เลย”
“ยังไงหรือครับ?” ยูชอนเลิกคิ้วถาม
“เรากำลังรอตำแหน่งว่างค่ะ ตำแหน่งที่สมเกียรติสมฐานะของด็อกเตอร์”
“หมายความว่า...”
“ใช่ค่ะ เราเว้นตำแหน่งที่ปรึกษาและหัวหน้าฝ่ายวางแผนการลงทุนให้ว่างไว้สำหรับด็อกเตอร์ นั่นหมายความว่า...”
“ผมจะได้กลับไปทำงานที่อเมริกา”
“ใช่ค่ะ วอลสตรีท นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา”
ตลกดีนะ ว่าไหม...
.
.
.
โครม!
ชายหนุ่มมาดดีในชุดสูทมีราคากระแทกประตูรถปิดโครมดังราวฟ้าถล่ม หลังจากโยนเอกสารสำคัญเข้าไปที่เบาะหลังแล้ว
ปัง!
“เวรเอ้ย!” ยูชอนอุทาน พลางสะบัดมือด้วยความเจ็บปวด ไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่ากับอีแค่การเอามือตบหลังคารถยุโรปเกรดพอใช้เพียงเพื่ออยากระบายอารมณ์เท่านั้น เจ้าเพื่อนยากราคาหลายล้านจะตอบแทนเขาจนระบมขนาดนี้
ไม่รู้เพราะอะไร ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏอยู่รอบกายถึงได้ดูแสนน่ารำคาญ ขัดหูขัดตา เกะกะขวางทางไปเสียหมด แสงแดดงี่เง่านี่แยงตาเป็นบ้า ก้อนเมฆหน้าตากวนประสาท แม้แต่ลมที่พัดก็หน้าด้านเหลือเกิน...
ปาร์คยูชอนในยามหงุดหงิดเช่นนี้ สภาพก็ดูแล้วไม่ต่างอะไรจากผู้ชายงี่เง่าที่กำลังฟาดงวงฟาดงา พาลจนสามารถเตะหมา ต่อยรถ ล้มถังขยะตามรายทาง หรือแสดงพฤติกรรมอะไรก็ตามที่บ่งบอกถึงความไร้การศึกษา ด้อยจิตสำนึก และมารยาทสังคมโดยสิ้นเชิง
“นรก!” เขาสบถเสียดัง “ทำกูได้นะมึง”
ทันทีที่เหลือบตามองล้อแม็คเงาวับลายเก๋ถูกล็อค พร้อมใบสั่งที่ถูกแปะหราเหน็บไว้กับที่ปัดน้ำฝนอย่างโดดเด่น แม้ประสบการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นจะคอยเตือนเขา แต่ความอัดอั้นที่ติดค้างอยู่ในใจก็ทำให้ชายหนุ่มไม่รีรอที่จะเหวี่ยงเท้าเตะล้อรถซ้ำ บันดาลโทสะไปอีกที
“เจ็บตีนชิ๊บ...”
แหงล่ะ...
ยูชอนเอนหลังพิงรถ ก่อนจะค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งบนพื้นถนน เขาแลดูแก่ขึ้นหลายปีเพียงชั่วเวลาไม่ถึงชั่วโมง คำพูดของฝ่ายบุคคลสาวตลาดหลักทรัพย์ที่เพิ่งผ่านหูมาเมื่อครู่ก็ยังคงดังก้องกังวานอยู่ในหัว
เธอไม่มีพิษภัย ข่าวที่หล่อนนำมาบอกก็เป็นเรื่องที่เขารอคอยจะฟังมาตลอด เธอและตลาดหลักทรัพย์ยื่นข้อเสนอที่ดีเยี่ยมให้กับเขา ทางออกที่สวยงาม มีบานประตูที่แสนรุ่งเรืองให้เลือกเปิด มีความเจริญก้าวหน้ารออยู่
วันนี้ควรจะเป็นวันที่ดีที่สุดอีกวันหนึ่งในชีวิตของเขา
แต่...จุนซู?
เรื่องของจุนซูยังคงรบกวนเขาอยู่ตลอดเวลา
คำว่ารักของจุนซู การกระทำของเขา
ช่างน่ารังเกียจ...
“นายพูดถูกยุนโฮ คนอย่างฉัน...จะเป็นครูได้ยังไง” เสียงพูดเคล้าลมหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อยระบายออกจากริมฝีปากเขา “อาชีพที่มีแต่ให้โดยไม่หวังผลกำไรน่ะ มันไม่ใช่ฉันสักนิด”
.
.
.
บรรยากาศระหว่างขาไปและขากลับแตกต่างกันนัก เสียงพยากรณ์อากาศสาวกำลังรายงานสภาพอากาศจากวิทยุรถยนต์คันเดิมอย่างไม่มีติดขัด
ปีนี้... หิมะจะตกหนักกว่าปีที่แล้ว
อากาศก็จะหนาวขึ้นกว่าเก่าเป็นเท่าตัว
จุนซูนั่งฟังเพลินๆ พลางกระชับเสื้อกันหนาวตัวโปรดให้ตัวเองอุ่นขึ้น กอดแน่นเสียจนดูคล้ายกับกำลังกอดตัวเองเสียมากกว่า
ยูชอนมีสีหน้าเคร่งเครียด สายตาจับจ้องอยู่แต่เส้นทางเบื้องหน้า เขาเงียบจนทำให้ภายในห้องโดยสารของพาหนะคันงามนี้ราวกับไร้อากาศหายใจ
เด็กชายเหลือบมองคุณครูของเขาครั้งหนึ่ง มองด้วยความรู้สึกที่ท่วมท้นจนไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ ถึงแม้เขาจะยังไม่รู้เลยว่าเพราะอะไร แต่สัญชาตญานที่มีสั่งให้เขามอง... มองใบหน้าได้รูปของผู้ชายที่เขารัก ผู้ซึ่งคงจะไม่มีวันมองกลับมา มองราวกับว่าเขาจะไม่มีสิทธิ์ได้มองมันอีกแล้ว
เสียงหวานเจื้อยแจ้วไม่มีอีกแล้ว ราวกับถูกความหนาวเย็นสูบหายไป ประกายที่มีชีวิตภายในดวงตาซุกซนคู่นั้นก็หายไปด้วยเช่นกัน
เพราะการจราจรในวันนี้ไม่ติดขัดนัก เพียงไม่นาน รถยุโรปที่แสนคุ้นตาก็จอดเทียบลงหน้าคฤหาสน์ จุนซูเหลือบมองชายหนุ่มคนข้างๆ อย่างกังขา เมื่อพบว่าเขาเลือกที่จะหยุดรถห่างจากประตูรั้วคฤหาสน์ในระยะสามเมตร
“ครูไม่คิดจะเข้าไปหรอกหรือฮะ?” จุนซูติดสินใจถาม และไม่กลัวที่จะทำในสิ่งที่ยูชอนเคยขอไว้ว่าอย่าทำ
ผู้ถูกถามไม่หันมาสบตา “ไม่หรอก เสร็จธุระของผมแล้ว” เสียงกระโปรงหลังรถเด้งเปิดดังตามมา ในขณะที่ยูชอนรีบเบือนหน้าหันไปมองอีกทาง โดยแอบมองภาพสะท้อนที่แสนเลือนรางบนบานกระจก
เพียงแค่นั้น...ก็ราวกับโลกทั้งโลกเงียบสงัด ราวกับทุกสิ่งทุกอย่างพังทลายลงมา สมองของจุนซูว่างเปล่าดั่งถูกทุบด้วยของแข็งอย่างแรง เด็กชายค่อยๆ แค่นยิ้มบางเบาที่ริมฝีปาก ไม่มีน้ำตา ไม่มีแม้แต่แววของความอ่อนแอบนดวงหน้าขาวใสนั้น
เขาไม่เข้าใจหรอก...ไม่มีวัน
เขาจะทำเป็นไม่เข้าใจ...ในสิ่งที่แท้จริงกลับเข้าใจมันอย่างถ่องแท้แล้ว...
“ขอบคุณฮะ ครู”
.
.
.
ร่างที่ทั้งเล็กและบอบบางของยองเอคล้ายจะหักล้มลงได้ทุกขณะยามที่เธอพยายามยกตะกร้าผ้าใบเบ้อเริ่มด้วยสองแขน หญิงสาวใช้หลังดันประตู และดูจะใช้แรงโน้มถ่วงของโลกในการถลันไปด้านหน้า ทุลักทุเลเสียจนยุนโฮซึ่งกำลังนั่งรับประทานอาหารเช้าง่ายๆ ต้องรี่เข้ามาช่วย
“ทำไมต้องซักเองด้วยล่ะ ยองเอ น่าจะส่งร้านซักเสียให้หมดนะผมว่า” ยุนโฮแนะ พลางจัดการเทผ้าใช้แล้วทั้งหมดลงในถัง
“ก็มันแพงนี่คะ” ถึงแม้จะเล่นเอาถึงกับต้องปาดเหงื่อ หากยองเอก็ยังดื้อ
“มันแพงไม่เท่าเศษหนึ่งส่วนร้อยของค่ารองเท้าคุณหรอกครับ”
“ประชดหรือคะ?” หญิงสาวทำปากยื่น พ้อคนเป็นสามีอย่างน่ารัก “สมัยที่คุณอยู่คนเดียว คุณก็ซักเองไม่ใช่หรือคะ เรื่องแค่นี้ฉันทำเองได้ก็ควรช่วยคุณประหยัดนะ”
ยุนโฮมองดูคนที่ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาจัดการกับเสื้อผ้าอย่างไม่ทะมัดทะแมงนัก แล้วให้ยิ้มเอ็นดู มากกว่าความรู้สึกอื่นใด เขารู้สึกขอบคุณเธออย่างเหลือล้น
หนังสือสอนทำอาหาร นิตยสารแม่บ้านต่างๆ ที่วางกองอยู่เกลื่อนบ้านตอนนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นความพยายามของยองเอผู้ซึ่งอยากจะเป็นภรรยาที่เพียบพร้อมสำหรับเขา ถึงมันจะยากหน่อยก็เถอะ ยองเอเป็นผู้หญิงเก่ง เป็นนักวางแผนการตลาดและผู้บริหารการเงินที่ชาญฉลาด เธอจึงต้องใช้เวลาปรับตัวกับงานแม่บ้าน ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งแปลกใหม่และท้าทายที่สุดในชีวิต
กว่าหกปีแล้วนะที่เธอยืนเคียงข้างเขา ไม่ว่าเขาพยายามจะทำอะไร
เขาเลวนักใช่ไหม...ที่ยืนยันจะอยู่ดูแลเธอ?
“อื้ม นี่ ยุนโฮคะ เห็นนี่หรือยังคะ บนเค้าท์เตอร์น่ะ?”
“อะไรหรือ?”
“แผ่นพับโฆษณางานการกุศลที่ฉันกับเพื่อนช่วยกันรับผิดชอบอยู่น่ะค่ะ เป็นโรงเรียนสอนภาษามือให้กับคนพิการหรือเด็กที่บกพร่องเรื่องพวกนี้ คุณว่าเป็นไงบ้างคะ?”
ยุนโฮก้มลงมองแผ่นพับสไตล์เก๋ไก๋กองหนึ่งบนเค้าเตอร์เครื่องดื่มตามที่ยองเอบอก เขาหยิบมันมาฉบับหนึ่ง พิจารณาดูรายละเอียดแล้วน่าสนใจมาก
ยองเอกดปุ่มตั้งเวลาเครื่องซักผ้าเรียบร้อยแล้วจึงเอนกายพิง ก่อนพูดต่อ “ฉันตามตัวได้ทั้งครูเก่งๆ แล้วก็จิตแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรงเลยนะคะ คุณหมอจาง เพื่อนคุณแม่ฉันน่ะค่ะ คุณจำได้ไหม?”
“อาฮะ”
“นั่นแหละ คุณหมอจางก็อยู่ในโครงการนี้ด้วยนะคะ”
“เยี่ยมไปเลย”
“ดีใจจังนะ ที่ได้ทำโครงการนี้น่ะ”
ยุนโฮยิ้มยามที่ได้เห็นแววตาอันเป็นประกายของเธอ “ผมก็ดีใจกับคุณนะ คุณใจดีอย่างนี้เสมอเลย” จริงอย่างว่า นี่ไม่ใช่งานการกุศลงานแรกที่ยองเอหยิบจับ เธอชอบช่วยเหลือคนอื่น ชอบทำในสิ่งดีๆ ชนิดที่แตกต่างเหลือเกินกับสาวไฮโซคนอื่นที่ทำงานการกุศลเพียงเพื่อเอาหน้า ยองเอทำสิ่งเหล่านี้ด้วยความจริงใจมาโดยตลอด “ผมภูมิใจในตัวคุณนะ ยองเอ”
ริมฝีปากสวยคลี่รอยยิ้มบางเบายามได้ฟัง เธอก้มหน้ามองปลายเท้าที่ลากเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าบนพื้นกระเบื้อง “คุณรู้ไหมคะ ฉันคิดถึงแจจุงตลอดเวลาที่ทำโครงการนี้เลย”
“...................”
“ถ้าเรารับรู้ความต้องการของพวกเขาได้ก็ดีสินะ”
“อืม...ยองเอ ผมสายแล้วล่ะ ขอตัวไปทำงานก่อนนะ” ยุนโฮเริ่มต้นที่จะเก็บจานชามทั้งที่ยังรับประทานอาหารไม่ครบสำรับเช่นทุกวัน
“อ..อ้าว...จะไปแล้วหรือคะ?”
“อื้ม วันนี้มีประชุมเช้าน่ะ” ร่างสูงสวมเสื้อสูท กระชับเน็คไทให้เข้าที่ ก่อนจะยิ้มให้ภรรยาผ่านเงาสะท้อนในกระจก “ส่วนแผ่นพับนี่ ผมยืมไปอ่านที่บริษัทนะ” เขาคว้าแผ่นพับที่ว่านั่นใส่กระเป๋าในเสื้อ แล้วโน้มตัวลงจูบแก้มยองเอก่อนผละออกไป
.
.
.
แม้ท้องฟ้าในเวลานี้จะเปิดกว้างสดใส ลมฤดูหนาวเริ่มพัดเอื่อย แต่เขากลับรู้สึกได้ถึงกลิ่นหอมของน้ำฝน
แจจุงนึกท้าทายให้หิมะตกลงมา เฝ้าฝันว่าในวันที่เมืองทั้งเมืองจะถูกพรมด้วยละอองน้ำเย็นเฉียบและห่มด้วยเกล็ดละอองของหิมะสีขาวในฤดูหนาวปีนี้ เขาจะมียุนโฮคอยกอดมอบความอบอุ่นให้
ยุนโฮ...
สายลม หยาดฝน แสงแดด ยอดไม้ หุบผา ผ้าห่ม
ยุนโฮของเขา
ร่างบางนั่งขดตัวอยู่บนเก้าอี้หวายด้านนอกระเบียงหินอ่อน ห่มกายไว้ภายใต้ผ้าห่มเนื้อหนาราคาแพงที่ไม่เคยทำให้รู้สึกดีขึ้นเลยสักครั้ง
แจจุงรักสายฝน รักความฉ่ำเย็นของหยดน้ำ รักกลิ่นหอมของไอดิน เขาชอบมองใบอ่อนผลิใบบนยอดไม้ในฤดูใบไม้ผลิ ชอบสีสันของมันในฤดูใบไม้ร่วง แสงแดดอ่อนๆ ที่ส่องสะท้อนผืนน้ำจนเป็นประกายในฤดูร้อน ทว่าเขาเกลียดชังฤดูหนาว
เช่นในยามนี้ ขณะที่เขานั่งฟังเสียงลมหนาวที่พัดแรงขึ้นทุกขณะแล่นกระทบหน้าต่าง ทอดสายตามองต้นไม้ที่ผลัดใบจนหมดปราศจากสีเขียวสดชื่น ลำต้นของมันมีสีดำสนิท กิ่งก้านหยิกงอไม่น่าดู ลมหายใจที่พวยพุ่งผ่านริมฝีปากพร้อมๆ กับไอควันสีขาวยิ่งทำให้รู้สึกแสบร้าวทุกครั้งที่สูดอากาศเข้าปอด บีบบังคับให้จำต้องโก่งตัวไอแห้งๆ ออกมาชุดใหญ่
มือเรียวยกขึ้นป้องปาก แจจุงยิ่งดูทรมานแม้ในขณะที่ร่างกายพยายามจะขับสิ่งที่เป็นอันตรายออกจากปอด แต่ก็ไม่สามารถขับเสียงออกมาได้ มีเพียงลมหายใจที่พุ่งแรง คล้ายกับคนที่กำลังหอบหนัก น้ำตารื้นปริ่มคลองตาแดงก่ำ...แทบขาดใจ
เขาชิงชังฤดูหนาว...
แต่ในปีนี้ เขาจะไม่หวั่นกลัว
“แจจุง! แจจุง...แจ...”
เพราะหากยุนโฮคือหิมะ เขาก็จะมอบหัวใจให้กับมัน
“แจจุง มานั่งทำอะไรตรงนี้ เข้าข้างในเถอะ” ภาพใบหน้าที่ค่อยๆ ปรากฏหลังม่านน้ำตาและน้ำเสียงอ่อนโยน ทำให้แจจุงยิ้มได้ ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านจากฝ่ามือของยุนโฮ ราวกับทำให้ใบไม้แตกใบอ่อน ราวกับทำให้ดอกไม้ผลิบานได้กลางหิมะ
แจจุงยิ้มหวานทักทายทั้งๆ ที่แก้ม ตา จมูกแดงไปหมด ก่อนจะถูกยุนโฮรวบตัวไปกอดไว้ใต้เสื้อโค้ชเนื้อหนาอุ่นไอจากเนื้อกายและกลิ่นหอมอุ่นๆ ของยุนโฮ ร่างบางแนบแก้มลงบนแผ่นอกคนรัก แนบใกล้อย่างอยากให้สัมผัสกันได้ทั้งร่างกายแทนคำบอกรัก
ดวงตากลมโตสีดำสนิทจ้องนิ่งที่เน็คไทสีเลือดนก และปกเสื้อเชิ้ตสีดำมียี่ห้อของยุนโฮ แจจุงจับมันเล่น พลางนึกในใจว่า จองยองเอ ช่างมีรสนิยมในการเลือกเสื้อผ้าไม่ใช่น้อย
“อย่าเฉไฉ ยังไม่ตอบผมเลย มานั่งทำอะไรตรงนี้?” ยุนโฮตะปบฝ่ามือนุ่มนิ่มนั้นเอาไว้ พลางถามเมื่อแจจุงไม่มีทีท่าจะขยับกายลุกเข้าไปนั่งด้านในคฤหาสน์ดั่งคำชักชวนแกมสั่ง อำนาจของเขาไม่เคยใช้ได้กับแจจุงเลยซักครั้ง
‘กลิ่นฝน’
คนน่ารักใช้วิธีลากเส้นเขียนอักษรบนผิวกายชายหนุ่ม
ยุนโฮถอนหายใจยาวเหยียดเมื่อจับใจความได้ ส่ายใบหน้าหล่อเหลาอย่างเชื่องช้าด้วยความระอาใจ ก็เพราะไอ้กลิ่นฝนงี่เง่าที่คุณชายคิมอุปทานไปเองอย่างเช่นทุกครั้งนี่ไม่ใช่หรอกหรือ สาเหตุของหวัดเรื้อรังที่ยังไม่ยอมหายขาดเสียที
“หน้าหนาวแล้วนะแจจุง ฝนไม่ตกหรอก”
‘กลิ่นฝนจริงๆ’
มือบางขีดเขียนอีกครั้ง แต่งวดนี้ยุนโฮสัมผัสได้ว่าแรงกดอ่อนลง แถมขอบตาแดงก่ำตรงหน้าก็เริ่มรื้นน้ำขึ้นมา
“เป็นพยากรณ์อากาศหรือ กรมอุตุบอกว่าหิมะจะตกนะ ไม่เอาแล้ว เข้าบ้านเถอะ ผมไม่อยากเห็นคุณป่วยไปมากกว่านี้”
คราวนี้เป็นแจจุงบ้างที่ถอนใจอย่างเอือมระอา อ้อมแขนบางคลายออกจากร่างสูงใหญ่ของคนรัก เขาดึงผ้าพันคอขึ้นมาปิดปาก กระชับผ้าห่ม ก่อนจะแหงนหน้ามองฟ้าหาฝนต่อไป
ไม่ใช่ไม่เชื่อ ไม่ใช่เห็นว่าเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ยุนโฮไม่อยากเห็นแจจุงเป็นแบบนี้ วันนี้ที่เหมือนกับเมื่อวานยิ่งทำให้แจจุงซีดเซียว ความคิดเรื่อยเปื่อยที่ผุดขึ้นมาในสมองทุกวี่วันนั้นทำให้แจจุงยิ่งทรุดโทรม แค่นั่งนิ่งๆ คิดอะไรไปเรื่อยๆ
เวลาที่เหลืออยู่ ตายแล้วไปไหน ความทรงจำที่ต้องสูญเสีย ชาติหน้ามีจริงไหม พระเจ้า...ซาตาน...สวรรค์...นรก...บ้าบอคอแตก...
นั่งรอคอยสายฝน แหงนมองท้องฟ้า เหล่านี้ทำให้เกิดคำถามและความไม่เข้าใจขึ้นมากมายในใจเขา ไม่เข้าใจเลยว่าคนที่ผุดผ่องและงดงามอย่างนี้เพราะเหตุใดถึงต้องทนทุกข์ ทนอยู่กับโรคร้าย ความสิ้นหวัง ความฝันที่เหลือแต่โครงกระดูกและชีวิตที่แทบจะกลายเป็นเถ้าธุลี
แจจุงอยู่เพื่อตาย...ไปวันๆ...
แจจุงจะรับรู้หรือเปล่าว่าหากโลกใบนี้ไม่มีคิมแจจุงอีกแล้ว จองยุนโฮจะทนอยู่ต่อไปได้อย่างไร?”
“โธ่...แจจุง รักตัวเองบ้างได้ไหม” มือหนายกขึ้นลูบแก้มเนียนเบาๆ เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง มองแจจุงด้วยความรัก “วันนี้ผมอุตส่าห์รีบหนีงานมาหานะ มีอะไรมาให้ดูด้วย”
พูดถึงตรงนี้ ตาคู่สวยก็เบิกกว้างขึ้น แจจุงมองกลับมาอย่างสงสัย ก่อนที่แผ่นกระดาษหน้าตาคล้ายแผ่นพับโฆษณาการท่องเที่ยวจะถูกยัดใส่มือ
“ไปเรียนภาษามือกันนะ ผมกับคุณ ดูแล้วผมน่าจะใช้เวลาว่างเสาร์-อาทิตย์เรียนได้”
รอยยิ้มที่มีทั้งสุขปนเศร้าฉายบนใบหน้าเรียวของชายหนุ่ม
“บางครั้งผมอยากจะเข้าใจคุณ บางครั้งก็อยากจะตอบคุณอย่างที่คุณอยากฟัง ผมอยากจะให้ในสิ่งที่คุณต้องการ ผมอยากรู้ว่าคุณรู้สึกยังไง ไม่ใช่ว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้มันไม่ดีหรอกนะ แต่ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเอาเปรียบคุณยังไงก็ไม่รู้ ถ้าเราไปเรียนด้วยกัน บางที...เรา...แจจุง...”
ยุนโฮเริ่มที่จะร่ายจุดประสงค์อย่างสดใส สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่แผ่นพับของสถานศึกษานั้น ผิดแต่ผู้ฟังที่เงียบนิ่งไปนานแล้ว และเมื่อเงยหน้าขึ้นมาสบตาอีกที ร่างสูงก็พบว่ามีหยดน้ำเล็กๆ กำลังกลิ้งตกจากแอ่งตา แล้วรินเรื่อยลงบนใบหน้าหวานสวยที่เขาแสนรัก
‘ผมไม่เรียน’
ครั้งนี้ แจจุงเลือกเขียนลงบนกระดาษหน้าหนึ่งของพ็อกเก็ตบุ๊คที่อ่านค้างไว้ด้วยมือที่สั่นเทา
‘ผมไม่ได้พิการสักหน่อย’
ยุนโฮรวบมือเล็กที่แสนเย็นเฉียบเอาไว้ แกะเรียวนิ้วที่กดแน่นบนด้ามปากกาให้คลายออก รู้สึกเห็นใจอย่างลึกซึ้ง เป็นความจริงที่แม้ว่าแจจุงจะรู้สึกเหนื่อยกับการพยายามจะพูดอีกครั้ง แต่ในตอนนี้เขาก็ยังไม่หมดหวัง เขาไม่ต้องการให้ใครมองเขาเป็นคนไร้ศักยภาพ
แจจุงเรียนจบม.ปลายมาหลายปีแล้วโดยการเรียนทางไปรษณีย์ หากทุกวันนี้เขาก็ยังคงอ่านหนังสือเรียนอยู่ ด้วยเพราะรู้ตัวดีว่าคงไม่มีโอกาสได้เรียนอีกแล้วจึงกลัวจะลืมความรู้ที่ได้เรียนมา บางครั้งแจจุงก็ช่วยจุนซูทำการบ้านบ้าง ให้จุนซูสอนบ้าง ตรวจรายงานของจุนซูบ้าง
แจจุงเตรียมพร้อมที่จะกลับมาเป็นคนเดิมอีกครั้ง ตั้งแต่มียุนโฮ...
‘ผมเหนื่อยเหลือเกินแล้ว’
“ขอโทษแจจุง เราจะไม่คุยเรื่องนี้กันอีก”
.
.
.
ร่างสูงพลิกตัวไปด้านข้าง พลางเอาหน้าแนบหมอน ยิ่งพยายามจะข่มตาหลับมากเท่าไหร่ก็รังแต่จะยิ่งทำให้มันเป็นเรื่องยากมากขึ้นเท่านั้น
สุ้มเสียงคุ้นหูยังคงเพรียกหา เสียงที่คงมีได้แค่เพียงในจินตนาการของเขา
เสียงของแจจุง
แววตาอันอัดแน่นไปด้วยความทุกข์ ความทรมานที่เขาได้เคยก้าวเท้าเข้าไปสัมผัสเช่นฝันร้าย หยาดน้ำตาที่พรั่งพรูไม่มีวันหมด หยาดน้ำที่แสนเย็นเยียบราวกับอาบพรมร่างกายเขาจนหนาวสั่น ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถสลัดออกไปจากสมอง
อยากช่วย แต่ก็ยากเหลือเกินแล้วที่จะแก้ไขอดีต
อยากอยู่เพื่อปกป้อง อยากสัมผัสมือที่แสนบอบบางคู่นั้นเอาไว้เสมอ ทั้งยามหลับ ยามตื่น แม้ในฝันร้าย หากก็สายเกินไปเสียแล้ว
สิ่งที่ดีที่สุดที่เขาจะเป็นได้เพื่อแจจุงคือคนในอนาคตเท่านั้น
อนาคตที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมาถึงเสียที
“นอนไม่หลับหรือคะ?” เสียงหวานที่ดังขึ้นใกล้ๆ ช่วยฉุดชายหนุ่มขึ้นมาจากห้วงความคิด ยุนโฮพลิกตัวกลับไปด้านตรงข้าม เอื้อมแขนโอบร่างเพรียวบางของเจ้าของเสียงนั้นเข้ามากอดไว้แนบกาย
“รู้สึกแย่จัง” เสียงทุ้มที่ครือเครือเล็กน้อยกระซิบในความมืด หญิงสาวได้ฟังพลันอมยิ้ม กระชับกอดตอบสามีอย่างห่วงใย
“ฉันอยู่ข้างคุณนะคะ”
“ผมรู้...”
“ฉันว่าพักนี้คุณดื่มกาแฟมากไปแล้วนะ”
“นั่นสิ แทบจะดื่มแทนน้ำเลย”
“ลดลงหน่อยดีไหม?”
“คุณก็อย่าชงให้อร่อยนักสิ”
ยุนโฮพูดทั้งที่กำลังหลับตา ส่วนยองเอเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ เธอได้แต่จินตนาการสีหน้าของสามีในเวลานี้ ใบหน้ายามหลับที่แสนน่ารักของยุนโฮ ยังคงเป็นสิ่งที่เธอเลือกที่จะมองไปตลอดชีวิต
หญิงสาวขยับกายเข้ามาชิดมากขึ้นอีก ซุกใบหน้าลงกับแผ่นอกกว้าง แสงจันทร์นุ่มละมุนกำลังอาบไล้ ความอุ่นพอดีจากฮีตเตอร์ เสียงหายใจเป็นจังหวะสม่ำเสมอของยุนโฮเป็นดั่งดนตรีที่แสนไพเราะ ยองเอรู้สึกเป็นสุขทุกครั้งที่รับรู้ว่าเธอเป็นหญิงสาวที่โชคดีแค่ไหนที่มีสิทธิ์ได้ฟังมัน
“วันนี้ไปหาหมอมาเป็นยังไงบ้าง?” เสียงเดิมที่คุ้นหูจู่ๆ ก็ดังขึ้นหลังจากเงียบไปนาน ยองเอหัวเราะเบาๆ เมื่อสัมผัสถึงแรงสั่นสะเทือนบนหน้าอกที่เธอแนบอิง ยามที่ยุนโฮเปล่งเสียงพูด
“ดีค่ะ คุณหมอบอกว่าฉันแข็งแรงพร้อมที่จะมีเด็ก”
“งั้นหรือ...ดีจัง...” ยุนโฮถอนใจ ทุกครั้งที่เขากอดยองเอและเธอกอดตอบเขา เขารู้สึกได้ถึงความร้อนรุ่มอย่างประหลาด ความสุขเล็กๆ ก่อขึ้นภายใน แม้จะแตกต่างจากอุ่นไอเบาบางจากร่างที่แสนเปราะบางของแจจุง แต่ก็สามารถเติมเต็มความรู้สึกที่เขาโหยหาได้เสมอมา
เนื้อกายนุ่มนิ่มไปทุกส่วนสัดของยองเอกำลังตอบสนองเขา เมื่อเขาจูบเธอเบาๆ ที่หน้าผาก ทาบฝ่ามือลงบนหัวไหล่กลมกลึงของเธอ
เธอเองก็ต้องการเขา
“ที่ผ่านมาผมไม่ค่อยมีเวลาให้คุณเลยนะ อะไรก็ไม่พร้อมสักอย่างน่ะ”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันเข้าใจ”
“ขอบคุณนะยองเอ”
“หืม?”
“ขอบคุณที่เข้าใจผม”
“มันเป็นหน้าที่ของฉันอยู่แล้วไม่ใช่หรือคะ ในเมื่อฉันเลือกที่จะอยู่ข้างคุณไปตลอดชีวิต ฉันยอมรับว่าบางทีฉันก็ไม่เข้าใจคุณนักหรอก แต่ฉันรักคุณ มันก็แค่นั้น”
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกระหว่างเธอกับเขา หากแต่เป็นครั้งแรกที่ยุนโฮลืมเลือนทุกสิ่ง
ร่างเล็กบอบบางถูกพลิกลงให้นอนแนบกับพื้นเตียงนุ่ม แสงสีเงินนวลตาที่ทาบฉายใบหน้าหวานสวยของหญิงสาว ยุนโฮจ้องมองรอยยิ้มบริสุทธิ์นั้นราวกับไม่เคยเห็นมาก่อน
.
.
.
แสงเรืองๆ จากโคมไฟหัวเตียงปลุกเขาให้ตื่นขึ้นอีกครั้งกลางดึก และทันทีที่ลืมตา สิ่งแรกที่เห็นคือเรือนร่างงดงามซึ่งกำลังเปลือยเปล่าของยองเอ เธอหันมายิ้มให้เขาอย่างขวยเขิน แววตาของเธอเอ่อล้นไปด้วยความสุข ช่างเป็นแววตาที่ผิดกับแจจุงอย่างลิบลับ
“ยุนโฮคะ”
“ครับ?”
“ฉันลืมบอกคุณว่าเพื่อนฉันชวนไปเที่ยวปารีสสักอาทิตย์ คุณจะว่าไงคะ?”
“เอ่อ...ผมมีงานค้างน่ะ คิดว่าคงไม่ค่อยดีเท่าไหร่ถ้าจะพักตอนนี้”
“ว้า...เสียดายจัง”
“คุณไปเถอะนะ คุณเองก็น่าจะได้พัก”
“จริงหรือคะ ขอบคุณค่ะ!” หญิงสาวยิ้มร่าเหมือนเด็กๆ เอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์มือถือจากหัวเตียงมากด
ระหว่างที่รอสาย ยุนโฮก็พูดขึ้น
“เอ่อ...ยองเอ ขอโทษนะ”
“ขอโทษ? ขอโทษเรื่องอะไรคะ?”
“คือ...ผมลืมตัว...”
“อ๋อ” ไม่รู้ทำไม เมื่อนึกขึ้นได้ถึงต้องหน้าแดง “ช่างเถอะค่ะ ฉันก็คิดว่ามันถึงเวลาแล้วนะ”
“เวลา?”
“ถึงคุณจะอยาก แต่ฉันไม่อยากมีลูกตอนแก่หรอกนะคะ”
“อ๋อ ลูก”
ลูกหรือ?
ตลกสิ้นดี
To be continued...

นอกใจแจหรอเนี่ย
#1 By yunjae4u on 2008-06-02 11:36