Can I Love You? (28)
posted on 14 May 2008 09:06 by bleaf-me in can-i-love-you
Title: CAN I LOVE YOU?
Author: b.leaf
Paring: Yunjae, Yoosu (Implied Minsu)
Genre: AU, Romance, Drama, Angst
Rate: PG-13
28. Paramnesia
นับแต่วินาทีแรกที่ปลายเท้าเหยียบย่างลงบนพื้นดิน ชางมินมองเห็นความวุ่นวาย ผู้คนเดินพลุกพล่าน เสียงพูดคุยระเบ็งเซ็งแซ่ ไม่มีอะไรแตกต่างกันเลยกับบรรยากาศยุ่งเหยิงและรีบเร่งของสนามบินที่โอ๊คแลนด์และของที่นี่ ทว่ากลิ่นอายนั้นแตกต่างกัน
ตลอดเวลากว่าสิบเจ็ดชั่วโมงบนนกเหล็กลำนั้น ท้องฟ้าและปุยเมฆสีขาวนอกหน้าต่างแลดูไม่เหมือนกัน แม้แต่ภาพสะท้อนบนบานกระจกก็ไม่เหมือนกัน เทียบกับขาไปและขากลับ
ขาไป เขายังเป็นแค่เด็กชายอายุสิบห้า ส่วนขากลับ เขาย่างสิบเก้าแล้ว
เมืองบ้าน...ก็ยังอบอุ่นเหลือเกิน
ชางมินหัวเราะกับตัวเองเบาๆ เมื่อนึกถึง เงยหน้าขึ้นกวาดสายตามองฝ่าฝูงชนที่เดินกันขวักไขว่ ไม่ต่างอะไรกับกำแพงโปร่งใสที่มีสีสัน เดินต่อมาอีกไม่กี่ก้าว ริมฝีปากบางที่มักนิ่งขึงก็จำต้องฉีกรอยยิ้มกว้างเมื่อมองเห็น
“ชางมิน!”
“แม่”
หญิงสาวซอยฝีเท้าตรงเข้ามาใกล้ เสียงส้นรองเท้าแหลมๆ กระทบพื้นอาคารเป็นจังหวะถี่ ไม่หวั่นแม้ไหล่เล็กๆ จะกระทบเข้ากับร่างของผู้คนที่เดินสวนทางจนทำเอาเซไปมา หล่อนสวมกอดผู้เป็นลูกชายแน่นทันทีที่เอื้อมถึง น้ำตาแห่งความยินดีปริ่มคลอ ใบหน้าเนียนสวยเริ่มมีร่องรอยแห่งความเหนื่อยล้าปรากฏบางๆ ชางมินกอดตอบแนบแน่นไม่แพ้กัน พลางคิดในใจว่าแม่ของเขายังคงสวยไม่สร่างซา
“เป็นยังไงบ้างลูก ตัวสูงขึ้นตั้งเยอะ อ้วนขึ้นด้วย” ดันอกออกเพื่อมองลูกชายให้เต็มตา จับหมุนซ้ายหมุนขวาสำรวจความเปลี่ยนแปลง แล้วสวมกอดอีกที ท่าทางของหล่อนทำให้อีกสามชีวิตที่ยืนอยู่เบื้องหลังระเบิดเสียงหัวเราะร่วน
“พอเถอะคุณ ลูกจะขาดใจตายเพราะคุณนั่นแหละผมว่า” ชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเทาดูภูมิฐานปรามทั้งที่ยังไม่หุบยิ้ม ยามเมื่อมอง เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งตรงหน้าดูหล่อเหลาเป็นพิเศษในสเวตเตอร์คอเต่าสีดำ สวมทับด้วยเสื้อสูทกับกางเกงยีนส์ สายตาที่อบอุ่นมองชางมินอย่างห่วงใย เขาเอื้อมมือไปตบบ่าลูกชายคนโตสองสามที
ถึงแม้จะไม่พูด ชางมินก็รู้ดีว่าพ่อคิดถึงเขามากแค่ไหน
“สวัสดีครับพ่อ” เขาทัก พลางส่งยิ้มเรียบๆ ให้
ผู้เป็นพ่อพยักหน้ารับด้วยท่าทีสุขุม เพียงเท่านี้ก็พอทำให้เดาได้ไม่ยากเลยว่า ชิมชางมินเติบโตขึ้นมาเหมือนใคร ในสายตาของชายวัยกลางคนเปี่ยมไปด้วยความปลาบปลื้มและภาคภูมิใจ เด็กหนุ่มคนตรงหน้าช่างสง่างามเหลือเกิน
“ราศีนักศึกษามหาลัยโซลจับเชียวนะ” หางเสียงใสๆ ของเด็กสาวสะบัดเชิงหยอกล้อ เธอพูดไปพร้อมกับใช้นิ้วพันปอยผมเปียของเธอเล่น “ตั้งแต่พี่ไป บ้านเราก็ครื้นเครงขึ้นเยอะ”
“ใช่ ครื้นเครงจนคิดถึงความน่าเบื่อของพี่เลยล่ะ” เด็กสาวอีกคนที่ตัวสูงกว่าหันไปพยักพเยิด
“ฉันขอแช่งให้เธอสองคนมีแฟนน่าเบื่อเหมือนฉัน” ชางมินตอกกลับหน้าตาย ยื่นมือไปแกล้งผลักไหล่เด็กสาวทั้งสองคน ก่อนที่ทั้งหมดจะหัวเราะขึ้นมาพร้อมกันอีกครั้ง
คุณนายชิมที่ดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษเปิดแขนเสื้อสูทแบบผู้หญิงของหล่อน ก้มมองนาฬิกา “นี่ก็ใกล้เที่ยงแล้ว เราไปหาอะไรทานกันเถอะจ้ะ”
เมื่อเห็นว่าท้องของทุกคนออกความเห็นพ้องต้องกัน จึงพากันทยอยเดินออกไปจากบริเวณ หญิงสาวกระชับกระเป๋าสะพายใบเล็กๆ ไว้แนบแขน ทำท่าจะเดินตามไป ทว่ากลับชะงักลงเมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติของชางมิน
เขากำลังชะเง้อหา...ใครบางคน
“หาใครอยู่จ๊ะ?” ผู้เป็นแม่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ชางมินสะดุ้งเล็กน้อย หันมาสบตาหล่อน แววตาที่ฉายความเป็นห่วงเป็นใยอย่างชัดเจนนั้นทำให้เขายิ้มออกมาบางๆ ยังนึกภาพไม่ออกว่าเขาจะคิดถึงลินด์ซี่มากมายขนาดไหนตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่
“จุนซูล่ะครับ?” เด็กหนุ่มร่างสูงถามออกมาตามตรง
ถึงตรงนี้ คุณนายชิมทำสีหน้าลำบากใจ “เอ่อ...แม่ยังไม่เห็นเลยจ้ะ” หล่อนยิ้มแห้งๆ เมื่อรอยยิ้มเลือนลางบนใบหน้าคมสันนั้นหายวับไป ทำอะไรไม่ได้นอกจากยกมือขึ้นลูบแผ่นหลังปลอบโยน “หนูจุนซูอาจจะติดเรียนก็ได้นะจ๊ะ ไว้วันหลังเราค่อยไปหาเขากัน ดีไหม?”
ชางมินก้มหน้าลงมองมือทั้งสองของตนที่กุมกันไว้ เขาถอนหายใจ ก่อนจะรีบดึงมือออกจากกันทันทีเมื่อสัมผัสได้ว่าในอุ้งมือเย็นจัดและชุ่มเหงื่อ เขาไม่รู้ตัวว่าบีบมือตัวเองแบบนี้มานานเท่าไหร่ อาจจะตั้งแต่เท้าเหยียบพื้นสนามบิน หรืออาจจะตั้งแต่บนเครื่องบินก็เป็นได้
พฤติกรรมของคนที่กำลังหวาดกลัว...
เด็กหนุ่มกระตุกริมฝีปากยิ้มราบเรียบ กระชับหูจับกระเป๋าสัมภาระมั่น แม้สีหน้าของเขาจะดูสดใสขึ้น หากแต่ในมุมมองของคนเป็นแม่ หล่อนย่อมรู้แน่ว่าในตาคมดำสนิทคู่นั้นฉายแววร้าวรานเจ็บปวด
“ผมชักอยากเป็นนักเศรษฐศาสตร์แล้วสิครับแม่” เอ่ยออกมาอย่างเลื่อนลอย พลันลากกระเป๋าเดินตามเด็กสาวที่กำลังโบกมือเรียกอยู่สุดสายตา
คุณนายชิมถอนหายใจยาวเหยียด หล่อนเองก็ร้าวรานไม่ต่างกัน
.
.
.
“ชางมิน...ฮัลโหล?”
“.................”
“นี่...หลับแล้วหรือ?”
“.................”
“เฮ้อ...ช่างเถอะ งั้นฉันวางสายก่อนแล้วกัน ไว้พรุ่งนี้เจอกันที่โรงเรียนนะ”
“อ..อือ...”
“ฝันดีนะชางมิน”
“ฝันดี”
ตรู๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
“รักนายนะ จุนซู”
“จุดเริ่มต้นของเสียงดนตรี รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ มิตรภาพ ความรัก และอนาคต ล้วนเติบโตจากที่นี่”
เสียงดนตรี รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะดังสะท้อนบริเวณโถงหอประชุมอันกว้างขวาง เด็กหนุ่มร่างสูงสวมแว่นตาท่าทางเอาเรื่อง กรอกเสียงประกาศผ่านไมโครโฟนในมือ แม้จะมีเครื่องช่วยทุนแรงแต่ก็ยังไม่หยุดโก่งคอตะโกนเสียงดังลั่น
“น้องๆ ทุกคนหันไปหาคนที่นั่งแถวข้างๆ ยกมือขึ้นมาประสานกันไว้ แล้วถามชื่อกันซะครับ”
เสียงจากลำโพงขยายเสียงตัวใหญ่ที่ด้านหลังห้องประชุมราวกับพุ่งเข้ามากระแทกหลังแรงๆ เด็กชายร่างเล็กสะดุ้งน้อยๆ พลางถูฝ่ามือลงบนหน้าตัก ใบหน้าขาวใสงอง้ำลงทันทีเมื่อขยับกายแล้วพบว่าเหน็บชาบริโภคขาของเขาทั้งสองข้าง เนื่องจากนั่งในท่าขัดสมาธิอยู่เป็นเวลานาน แต่ก็จำใจต้องถัดก้นไปกับพื้น ขยับหันหน้าไปหา ‘คนที่นั่งแถวข้างๆ’ ตามที่รุ่นพี่ออกคำสั่ง
เด็กชายตัวเล็กถูมือบนหน้าตักอีกครั้ง ก่อนจะแบมือยกขึ้นประสานกับคนตรงหน้า ทันทีที่สายตาสบประสาน เขามอบรอยยิ้มสดใสให้อย่างเป็นมิตร รอยยิ้มนั้นช่างสว่างไสว มากเสียจนพอทำให้อีกฝ่ายจำต้องหลบตา
“ฉันชื่อคิมจุนซู นายชื่ออะไรหรือ?”
“ชางมิน...ชิมชางมิน”
เพียงสิ้นคำและยังไม่ทันที่จะอ้าปากพูดอะไรต่อ เสียงตะโกนของรุ่นพี่สวมแว่นก็แผดลั่นขึ้นอีกครั้ง
“น้องๆ ครับ! น้องๆ เชื่อในพรหมลิขิตไหม เชื่อในโชคชะตาไหมครับ เคยคิดไหมว่าการที่คนสองคนมาเจอกัน ทำความรู้จักกัน สนิทสนมกลมเกลียวกัน จนกระทั่งรักกันได้ในที่สุดเกิดขึ้นเพราะอะไร ประสานมือกันซะครับ แล้วค่อยๆ กำมือลง ต่อไปคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าของน้องตอนนี้จะเป็นบั๊ดดี้ของน้องไปตลอดระยะเวลาสามวันของการปฐมนิเทศ และพี่หวังว่ามือของน้องๆ จะกุมกันไว้อย่างนี้ตลอดไปแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ใกล้กัน”
I love you
ผมรักคุณ จำเอาไว้ว่าคำคำนี้
ผมมอบให้คุณตั้งแต่แรกเห็น...
ดวงตากลมสุกใสที่กระพริบปริบอยู่ตรงหน้านี่หรือ...พรหมลิขิต?
ไออุ่นซ่านผ่านผิวฝ่ามือซึ่งกำลังเย็นจัดนี่หรือ...โชคชะตา?
งดงามได้ถึงเพียงนี้เชียว?
.
.
.
เด็กชายร่างสูงทิ้งตัวลงบนพื้นหญ้าสีเขียวขจี เขาหรี่ดวงตาลงเล็กน้อย เมื่อแสงสีขาวสว่างจ้าของดวงอาทิตย์ที่ส่องลอดริ้วใบไม้ซึ่งแผ่กิ่งก้านปกคลุมหนาเล็ดลอดมากระทบสายตาได้ เน็คไทสีเลือดนกรูดปล่อยลงสบายๆ เสื้อเชิ้ตยับยู่ยี่ตัวในถูกดึงออกนอกกางเกง ชางมินนอนตีแปลงแผ่แขนขา สูดหายใจเข้าลึกๆ จนเต็มปอด แล้วผ่อนออกมาช้าๆ อย่างสบายอารมณ์
จุนซูวางกระเป๋าพิงต้นไม้ไว้ ก่อนจะย่อตัวลงนั่งชันเข่าใกล้ๆ กัน เขายกกระดานวาดภาพขึ้นมาหนุนเกยหน้าตัก ค้นดินสอจากกระเป๋าขึ้นมาเล็งความแหลมของปลายดินสอ เมื่อเห็นว่าพอดีแล้ว จึงจรดปลายลงบนแผ่นกระดาษ
สายลมโชยพัด ยอดไม้ไหวตีกันจนเกิดเสียงเสนาะหู จุนซูเงยหน้าขึ้นพิจารณาใบหน้าของชางมิน กระทั่งแย้มริมฝีปากยิ้มอย่างไร้เหตุผล
“ชางมิน ร้องเพลงให้ฟังหน่อยสิ” เสียงใสร้องขอ
คนตัวสูงกว่ายังคงพริ้มตาหลับ เขาไม่ได้พูดอะไรออกมามากไปกว่าเนื้อเพลงรักหวานจับใจ
“...I love you 사랑한다는
이말밖에는 해줄 말이 없네요...”
(ผมรักคุณ นอกจากคำว่ารัก ก็ไม่สามารถคิดหาคำใดมาอธิบายได้อีก)
“หยุดทำไม ร้องต่อสิ” จุนซูพูดเมื่อชางมินเงียบเสียง ปลายดินสอลากลายเส้นคมกริบ เขายังไม่ละมือออกจากงานศิลปะตรงหน้า
“นายวาดรูปฉันอยู่หรือเปล่า?” ชางมินค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้น ชำเลืองมองคนตัวเล็กด้านข้างที่ดูมีทีท่าขะมักเขม้นไม่น้อยแล้วก็อดยิ้มออกมาไม่ได้
“ไม่มีทาง” เด็กชายแลบลิ้น เส้นผมเส้นเล็กๆอาบแสงแดดจนกลายเป็นสีทอง “บอกแล้วไงว่าฉันไม่มีวันวาดรูปเหมือนของชางมินเด็ดขาด”
“ใจร้ายจัง” อีกฝ่ายพ้อ
“วาดชางมินน่ะ แค่วงกลม จุดสองจุด แล้วก็เส้นโค้งคว่ำลงเส้นนึงก็ได้แล้ว” จุนซูหัวเราะคิกคัก ก่อนจะก้มหน้าก้มตาขีดๆ เขียนๆ ต่อไป ชางมินเองก็เช่นกัน แม้จะรู้ตัวดีว่าโดนเพื่อนรักกัดเข้าให้เต็มปากเต็มคำ หากแต่การนอนมองงานศิลปะล้ำค่าตรงหน้านั้น น่าสนใจกว่าหลายต่อหลายเท่านัก
“…I love you 의미 없는 말이 됐지만 사랑해요...”
(ผมรักคุณ แม้ว่าคำคำนี้จะนิยามออกมาไม่ได้ หากแต่ผมก็รักคุณ)
.
.
.
“มาแล้วครับ”
ทันทีที่เขากระชากบานประตูจนเปิดออก ห่อของขวัญทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ที่บางแต่เรียบแข็งจึงถูกยื่นให้โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง “อ่ะนี่ ของขวัญวันเกิด แกะเลยสิชางมิน” เสียงใสๆ ของผู้ให้ดังตามมาเบื้องหลัง
เด็กหนุ่มร่างสูงมองเพื่อนรักอย่างงุนงง แต่ก็รีบแกะออกอย่างไม่รีรอให้เสียเวลา
“ภาพเหมือน...ของฉันหรือ...”
ผู้วาดไม่ได้ตอบ จุนซูยืนเอามือไพ่หลัง บิดตัวไปมา ใบหน้าหวานใสปรากฏรอยยิ้มภาคภูมิใจ
“นายวาดได้ยังไง ไม่ต้องดูแบบหรือ?”
“ไม่จำเป็นหรอก ฉันจำชางมินได้ทุกรายละเอียดนั่นล่ะ ขนาดองศาการตกมุมของริมฝีปากนาย ฉันยังจำได้ไม่มีพลาดซักองศาเลยนะ”
.
.
.
“จุนซู นายเป็นอะไรไป?”
“นายไม่ต้องมายุ่งกับฉันหรอก ออกไปให้พ้นเลย!”
“แต่เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่หรือ มีอะไรก็จะบอกฉันไม่ใช่หรือ นายเป็นคนสัญญาเองนี่”
“ฉันมันเป็นเพื่อนที่แย่! ทั้งๆ ที่ใครต่อใครก็รักนาย แต่ฉันอยากเก็บนายไว้คนเดียว”
“จุนซู”
“ฉันรักนายนะ ชางมิน”
“...................”
“นายเป็นเพื่อนคนเดียวที่ฉันมีรู้ไหม”
I love you
ผมรักคุณ จำเอาไว้ว่าคำคำนี้
ผมมอบให้คุณตั้งแต่แรกเห็น...
. . .
และหากวันใดที่เราได้พบกันอีกครั้ง
ผมสัญญา...
ว่าเราจะไม่ต้องจากกันไปอย่างง่ายดาย
และเจ็บปวดอย่างนี้...
- - -
ป๊อก!
“โอ้ย...ครูยูชอน...”
“ข้อหาเหม่อไม่เข้าเรื่อง” อาจารย์หนุ่มกระชับปากกากลับมาทัดไว้กับซอกนิ้วเหมือนเคย ก่อนจะยกมือขึ้นขยับกรอบแว่นสายตาให้เข้าที่ แล้วอ้าปากตั้งท่าจะร่ายคาถาสอบให้ผ่านพรมศีรษะลูกศิษย์ตัวดีต่อ ทว่าเสียงเล็กๆ ที่แสนคุ้นก็ร้องประท้วงขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
“ผมหิวแล้วฮะ” จุนซูคลำท้องปอย พลางจ้องหน้าทำตาหวานขอความเห็นใจ แต่ดูคล้ายลูกไม้นี้จะใช้ไม่ได้กับยูชอนในเวลานี้เสียแล้ว
“แล้วทีเมื่อกี้ทำไมทานไม่หมด มัวแต่นั่งเหม่อ”
“ผมมีเรื่องต้องคิดนิดหน่อยนี่หน่า” เด็กชายเถียง
“เป็นเด็กเป็นเล็ก มีอะไรให้คิดนักหนา”
“ผมไม่ใช่เด็กแล้วนะฮะ”
“ก็ผู้ใหญ่เขาไม่เถียงครูบาอาจารย์กันหรอก” ยูชอนถอนหายใจยืดยาวอย่างเอือมระอากับนิสัยเอาแต่ใจของลูกศิษย์ที่ไม่รู้ว่าใครเสี้ยมสอนให้คิดว่าตัวเองโตแล้วคนนี้ ดูแก้มตุ่ยๆ กับปากยื่นๆ นั่นสิ เป็นอย่างนี้แล้วจะเรียก ‘โตเป็นหนุ่มแล้ว’ ได้อย่างไร
คนทั้งคู่ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีก เสียงเครื่องปรับอากาศร้องหึ่งๆ เป็นเสียงเดียวที่ยังคงดังอื้ออึงอยู่ในหู ยูชอนเหลือบตาขึ้นมองเด็กชายคนตรงหน้า
เขาเหม่ออีกแล้ว...
“จุนซู”
ตาคู่น้อยกระหวัดกลับมาตามเสียงเรียก
“เธอจะไม่เสียใจหรือถ้าสอบไม่ผ่าน?” ยูชอนตั้งคำถาม น้ำเสียงและแววตาจริงจังสะกดให้จุนซูนิ่งคิดไปได้ชั่วครู่หนึ่ง
ทว่าจุนซูส่ายหน้าตอบอย่างมั่นอกมั่นใจ “ไม่เสียใจฮะ”
“เธอไม่กลัวคุณแม่เสียใจหรือไง?”
“ไม่กลัวฮะ” เขายังตอบชัดถ้อยชัดคำดังเดิม
ยูชอนจ้องหน้าจุนซูเขม็ง ตั้งคำถามไม่ลดละ “แล้วเธอกลัวครูเสียใจหรือเปล่า?”
“...อ.....ฮะ” ถึงตรงนี้ จุนซูเสียศูนย์ ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ยูชอนถึงรู้จุดอ่อนของเขาไปเสียหมด
“งั้นตั้งใจสิ เหลือเวลาอีกไม่มากแล้วนะ”
“ฮะ”
ร่างเล็กอ้อมแอ้มตอบ เขาเหยียดหลังพิงพนักเก้าอี้ เพ่งสายตากลับลงไปจดจ่ออยู่กับตำราเศรษฐศาสตร์เล่มหนาเทอะทะตรงหน้า ความเงียบกลับเข้ามาห้อมล้อมพวกเขาเอาไว้อีกหน หากแต่ก็อยู่ได้ไม่นานนัก
“จุนซู เธอไม่ได้หิวจริงๆ ใช่ไหม?”
คำถามของยูชอนทำเอาจุนซูสะดุ้งเฮือก
“ครูยูชอนรู้ได้ยังไงฮะ?”
“ก็ครูไม่ได้ยินเสียงก็อตซิลล่าในท้องเธอเลยนี่หน่า” เขาทำตลกหน้าตาย ผิดจากจุนซูที่แค่ได้ฟังก็หัวเราะลั่น
“ครูยูชอนเคยได้ยินเสียงก็อตซิลล่าในท้องผมด้วยหรือ ไม่นะ ผมไม่ได้เลี้ยงมันไว้”
“เคยสิ ในท้องเธอก็มี”
“งั้นหรือฮะ”
“อืม...”
แล้วเสียงหัวใจของผมล่ะ
ครูเคยได้ยินบ้างไหม?
- - -
เลขานุการสาวอุทานเสียงหลง พลางผงะศีรษะถอยเมื่อกองเอกสารกองใหญ่ถูกวางโครมลงตรงหน้า หล่อนเบิกดวงตากลมๆ กว้างขึ้นอย่างประหลาดใจ มองชายหนุ่มในชุดสูทที่คุ้นหน้ากันดี ยืนมอบยิ้มอารมณ์ดีอย่างที่ไม่ได้เห็นมานานให้
“อ..อะไรกันคะผู้จัดการ?” หล่อนถามด้วยความไม่แน่ใจ ริมฝีปากอิ่มเอิบที่ถูกฉาบไว้ใต้ลิปสติกเนื้อมันวาวยื่นเล็กน้อยเมื่อครุ่นคิดถึงเวลาว่างของตนที่กำลังจะหมดลงเร็วกกว่ากำหนด
“ผมเคลียร์ทั้งหมดนี่เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ ยังไงฝากเลขาชยอนช่วยตรวจทานอีกที แล้วก็ฝากเอาไปให้ท่านประธานแทนผมด้วยแล้วกันนะครับ” ยุนโฮอมยิ้มตอบ สีหน้าสบายอกสบายใจของเขายิ่งเพิ่มพูนความใคร่รู้ของหล่อนมากขึ้นไปอีก
“อ้าว แล้วผู้จัดการจะไปไหนหรือคะ?” ทำคิ้วสูงข้างต่ำข้าง พลางพ้อเบาๆ อย่างอดไม่ได้ “แล้วอีกอย่าง เอกสารพวกนี้ไม่ได้รีบใช้อะไรซักหน่อยนี่หน่า”
ยุนโฮแอบหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้าของเลขาฯ คนสนิท “พอดีผมมีธุระส่วนตัวนิดหน่อยน่ะครับ ยังไงถ้ามีใครติดต่ออะไรเข้ามาก็ฝากคุณรับเรื่องไว้ก่อนแล้วกัน แล้วพรุ่งนี้ผมจะรีบเข้าออฟฟิศแต่เช้า”
“หมายความว่าผู้จัดการจะไม่รับโทรศัพท์มือถือด้วยใช่ไหมล่ะคะ?” หล่อนดักคออย่างรู้ทัน
“คือ...”
“ค่า ค่า รับทราบแล้วค่ะ ก็ดีเหมือนกันนะคะ ผู้จัดการจองทำงานหนักมาตลอดเลย ให้รางวัลตัวเองบ้างเถอะค่ะ” หล่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ยิ้มให้เขาอย่างจริงใจ “กลับบ้านดีๆ นะคะ พรุ่งนี้เจอกันค่ะ”
สีหน้าเรียบนิ่งเศร้าหมองที่หายไป นัยน์ตาคู่เดิมอันแลดูแสนอ่อนโยนคู่นั้นไร้ซึ่งแววความกังวลใจเหมือนเคย พลอยทำให้หล่อนมีความสุขไปด้วยเมื่อเห็นรอยยิ้มเขินๆของยุนโฮ ชยอนซอลจินรีบรับคำ ยกมือขึ้นขยับกรอบแว่นสายตาที่เสริมให้หล่อนยิ่งดูน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นนั้นให้เข้าที่ ปากสวยแย้มยิ้มอำลาผู้เป็นเจ้านาย ก่อนจะหอบแฟ้มเอกสารเหล่านั้นเดินหายเข้าไปในห้องถ่ายเอกสาร จัดการตามคำสั่งของยุนโฮ
ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ ราวกับเป็นการถ่ายเทความหนักอกหนักใจออกไป แล้วสูดอากาศรับความผ่อนคลายเข้ามาแทน เขารูดกระชับเน็คไทสีอ่อนกับปกเสื้อเชิ้ตสีดำด้านในให้เรียบร้อย เป็นจังหวะเดียวกับที่ปลายนิ้วเกี่ยวสัมผัสเข้ากับเนื้อเรียบลื่นของโลหะชั้นดีเข้าโดยบังเอิญ
เขาไม่รู้ตัวว่าเผลอยิ้มอยู่กับตัวเองนานเท่าไหร่ รู้เพียงแต่รู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาด
- - -
หนังสือเล่มน้อยคงยิ้มระรื่นได้ เมื่อมันได้รับความสนใจจากเจ้านายถึงสองคนในเวลาเดียวกัน สายตาที่ละเลียดสัมผัสตัวอักษรงามหมดจดทีละตัวอย่างตั้งใจ แก้วนัยน์ตาคู่สวยกรอกไปมาพร้อมเพรียงกันราวกับนัดหมาย จดจ่อกับหน้านวนิยายเล่มไม่หนานักเล่มนี้อยู่นานสองนาน ไม่มีวอกแวก
ยุนโฮสอดแขนโอบรอบเอวเล็กของแจจุงจากเบื้องหลัง พลางเกยปลายคางเรียวได้รูปนั้นลงกับไหล่ กระนั้นแล้วสายตาก็ยังไม่มีสักแวบเดียวที่ละออกไปจากหน้ากระดาษสีนวลตรงหน้า
โศกนาฏกรรมรักในเนื้อหาตรึงเขาเอาไว้ได้เนิ่นนานกว่าที่คิดมากนัก ยุนโฮลืมเวลา ลืมลมที่พัดพาความหนาวยะเยือกมาให้ แม้แต่ความมืดที่ค่อยๆ เริ่มกลืนกินพระอาทิตย์สีส้มทีละน้อยก็ยังไม่ถูกเก็บเอามาใส่ใจ เขามักนิ่วหน้าเวลาไม่ชอบใจการกระทำของตัวละครนัก เผลอรัดร่างบางในอ้อมแขนแน่นขึ้นเมื่อรู้สึกสะเทือนในอารมณ์ และซุกปลายจมูกลงบนไหล่บอบบางยามขอบตารื้นน้ำ
โหดร้ายเกินไป...ชายหนุ่มอดคิดไม่ได้
จวบจนอักษรตัวสุดท้ายผ่านตา และหนังสือเล่มนั้นถูกแจจุงพับปิดลงอย่างน่าเสียดาย เขาได้ยินเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ของคนรัก แจจุงยกมือขึ้นปาดคราบน้ำตา ยุนโฮสะดุ้ง รีบแสร้งทำเป็นแกล้งป้องปากหาววอดใหญ่
เมื่อลืมตาขึ้นก็พบว่าเป็นดั่งคาด ดวงตากลมโตเบิกกระพริบปริบๆ จ้องมองเขาอย่างพินิจพิจารณา ยุนโฮรีบใช้หลังมือขยี้ตา ยังไม่ทันเรียนรู้ว่าการแสดงละครตบตาไม่ใช่วิชาถนัดของเขาเอาเสียเลย
“มองอะไรครับ ผมไม่ได้ร้องไห้สักหน่อย”
แจจุงหรี่ตา เอื้อมมือไปสัมผัสแก้มเนียนซึ่งกำลังชื้นน้ำของยุนโฮเบาๆ ก่อนจะกระตุกยิ้มทันทีเมื่อได้ยินเสียงสูดหายใจฟุดฟิด
“ยิ้มอะไร คุณหัวเราะเยาะผมหรือ?”
หน้าหวานๆ ส่ายไปมาปฏิเสธ ผิดแต่ยิ่งแย้มรอยยิ้มกว้างขวางเมื่อจ้องตากันใกล้ชิด ปลายจมูกได้รูปที่ไล้คลอเคลียไม่ห่างทำให้หัวใจหวามไหว หากอบอุ่นไปถึงข้างใน ยุนโฮสงบปากไม่ต่อล้อต่อเถียงอีก แจจุงเองก็นิ่งเขินเอียงคอมองเขาอย่างน่ารัก แววตาที่ใช้มองกัน...บอกความจริงใจในทุกถ้อยคำที่ร่างสูงเคยเอื้อนเอ่ย
“ผมรักคุณ แจจุง รักจนแทบบ้าอยู่แล้ว” เสียงทุ้มกระซิบแผ่วที่ริมหู แนบใบหน้าสัมผัสผิวเนียนละเอียดอย่างรักใคร่ ยุนโฮไม่ผละห่างจากร่างกายนุ่มนิ่มเคล้ากลิ่นหอมยวนใจของแจจุงเลย นับตั้งแต่ปลายเท้าเหยียบย่างข้ามธรณีประตูเข้ามาภายในห้องนอนสีขาวนี้
เขารักแจจุง...รักมากจนแทบบ้า...
ความรู้สึกอึดอัดที่บีบคั้น อัดอั้นอย่างไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ หายใจแทบไม่เป็นจังหวะทุกครั้งที่แจจุงอยู่ใกล้ หัวใจของเขาเบาหวิว ทว่าก็กลับรู้สึกผ่อนคลายและเป็นสุขใจมากมายในเวลาเดียวกัน
เขารักนัยน์ตาสีนิลระยับแลดูซื่อใสแต่แสนลุ่มลึก หลงใหลมันจนอยากจะดิ่งกายหายเข้าไปในแอ่งหลุมสีดำสนิททุกครั้งที่จ้องมอง เขารักริมฝีปากนุ่มหวานละมุน รักเส้นผมอวลกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่เรียบลื่นดั่งแพรไหมชั้นดี รักผิวกายขาวผ่องพรรณ บอบบางเสียจนหวาดกลัวว่าจะแตกสลายหายไปในอ้อมกอดหนักแน่นของเขา แจจุงสวยงามเกินกว่าจะห้ามหัวใจไม่ให้สะท้านไหวทุกครั้งที่ได้สัมผัส
งามเสียจนบางครั้งยุนโฮอดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่าผู้ชายคนนี้เกิดมาเพื่อให้เขาได้รัก
เพื่อเขาคนเดียว...
ทั้งคู่เอนกายลงบนพื้นเตียงสีบริสุทธิ์ กลิ่นกุหลาบแดงในแก้วใสโอบกอดคนทั้งสองไว้ท่ามกลางสายลมต้นฤดู ดวงตาเชื่อมฉ่ำของแจจุงมีพลังมากพอที่จะทำให้ยุนโฮยอมสลัดทิ้งทุกอย่าง เขาจูบเบาๆ ที่ริมฝีปากซึ่งเผยอน้อยๆ แจจุงพริ้มดวงตา รับความอ่อนโยนของชายหนุ่มไว้ได้ทั้งหมด
ความนุ่มนวล อ่อนโยน และความอบอุ่นที่เขาเฝ้าซึมซับสะสมเอาไว้จนแทบล้นออกจากใจ แจจุงเองก็รักยุนโฮมากมายเหลือเกิน เขาไม่ได้ต้องการจะแทนที่ใคร ไม่อยากแก่งแย่งแข่งขัน ไม่ต้องการจะครอบครองยุนโฮไว้เป็นของเขา หากขอเพียงแค่ได้เห็นหน้าค่าตากันบ้าง ได้คิดถึง ได้สัมผัส ได้โอบกอดบ้างนานๆ ครั้ง เขาก็ไม่เคยหวังจะได้อะไรมากไปกว่านี้
“ถ้าความรักจบได้เหมือนในนิยายหมดก็ดีสินะ” ยุนโฮพูด ก่อนจะยิ้มบางๆ เมื่อแจจุงเลิกคิ้วมองอย่างสงสัย “ถึงบางเรื่องจะสุข บางเรื่องก็ทุกข์ แต่ยังจบในเล่ม ได้เก็บไว้อ่านซ้ำ คนอ่านจำได้ ไม่ใช่พอตายก็หายวับไป” เขานิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะว่าต่อไป “ถ้าผมได้เป็นพระเอกนิยายซักเรื่องล่ะก็...”
แจจุงยิ้มอ่อนหวาน นัยน์ตาแลดูราวกับไม่เชื่อหูที่ได้ยินคนรักพูดอะไรทำนองนี้ แต่ก็พยักหน้าตอบรับช้าๆ
“งั้นเรื่องของเราสองคนก็คงคล้ายๆ นิยายเรื่องนึงเหมือนกัน” แจจุงเลิกคิ้ว กลัวใจยุนโฮเหลือเกิน ผิดกับยุนโฮที่หัวเราะร่วน “เรื่องทรามวัยกับไอ้ตูบน่ะ”
แม้จะยังมองไม่เห็นรูปเงาของความเป็นนิรันดร์เหมือนในนิยาย แค่เพียงเศษเสี้ยวนาทีหลังเลิกงาน แค่ช่วงเวลาเล็กๆที่ดำเนินผ่านไปในแต่ละวัน แค่ได้กกกอดมอบไออุ่นแก่กันและกัน จ้องตากันลึกซึ้ง สื่อสารภาษากาย ใช้หัวใจพร่ำคำรัก เท่านั้นก็เพียงพอ
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูดังแหวกความเงียบขึ้นโดยไม่ทันให้ได้ตั้งตัว ทำให้คนทั้งสองที่กำลังกอดซบกัน แตะริมฝีปากแลกจูบหวานซึ้งจำต้องผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว ยุนโฮกระโจนออกมานั่งหย่อนขาได้ไกลถึงปลายเตียง ส่วนแจจุงรีบจัดคอเสื้อให้ดูเรียบร้อยอยู่ตรงที่ที่เขาเคยนั่ง
ไม่ทันไร...ประตูบานนั้นก็ถูกแง้มเปิดออก สาวใช้ร่างผอมบาง หน้าตาไม่สะสวยนักแต่สะอาดหมดจดน่ามองส่งยิ้มเข้ามาก่อน เธอค้อมตัวเดินท่าทางเรียบร้อย พยายามประคองแก้วน้ำทรงสูงซึ่งบรรจุน้ำสะอาดไว้เต็มบนถาดไม้เล็กๆ ในมือ
“ยาก่อนอาหารค่ะ คุณแจจุง” เธอเรียนอย่างสุภาพ ยิ้มให้ยุนโฮครั้งหนึ่ง ก่อนจะเดินตรงเข้ามาแล้วนำถาดไม้นั่นวางไว้กับโต๊ะไม้หอมใกล้กับเตียง
ยุนโฮชะเง้อมองวัตถุในถาด พลางเบิกตาโพลง เขาครางเบาๆ อย่างคาดไม่ถึง “โห...ทานยาเยอะขนาดนี้เชียวหรือครับ?”
สาวใช้หัวเราะ ไม่ลังเลที่จะเปิดปากเล่าอย่างภาคภูมิใจในเรื่องที่ไม่น่าจะภูมิใจตรงไหน “คุณแจจุงแพ้โน่นแพ้นี่ ป่วยง่ายแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้วล่ะค่ะ ลุงมินคนสวนเก่าแก่ของตระกูลคิมเล่าว่าตอนคุณหนูเกิดใหม่ๆ นี่ตัวเล็กนิดเดียว แถมยังต้องเข้าตู้อบด้วย ไม่ยอมร้องไห้ หมอตีจนเหนื่อยถึงได้ร้อง ครั้งแรกที่ได้ยินเสียงคุณแจจุงนะคะ คุณท่านกระโดดจนตัวลอยเชียวล่ะค่ะ หลังจากนั้นก็เลยทะนุถนอมคุณแจจุงยิ่งกว่าไข่ในหินซะอีก คุณท่านรักคุณหนูทั้งสองคนมากเลยนะคะ มากจนดิฉันเองยังอดชื่นชมไม่ได้ จะมีพ่อที่ไหนทุ่มเททำทุกอย่างเพื่อลูกได้แบบนี้อีกไหมหนอ”
ปากเธอว่าไปพลาง มือไม้ก็สาละวนอยู่กับการจัดยาไปพลาง หัวเราะคิกคักอยู่กับตัวเองโดยไม่ทันสังเกตเห็นรอยยิ้มเจื่อนๆ ของผู้ฟังอย่างยุนโฮ ชายหนุ่มกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ลอบชำเลืองมองสีหน้าของแจจุงก็พบว่าร่างบางเอาแต่ก้มหน้านิ่ง ดวงตาเลื่อนลอย ยุนโฮเอื้อมไปกุมมือแจจุงไว้แล้วไล้เบาๆ ใต้ผ้าห่ม แจจุงแสร้งปั้นหน้าภูมิใจตามสาวใช้ ฝืนยิ้มให้เขาสบายใจ หากแต่ยุนโฮรู้สึกว่ารอยยิ้มนั้นช่างจืดชืดและปวดร้าว
“เอ่อ...” สาวใช้ชะงักเมื่อเงยหน้าขึ้นสบสายตาผู้ฟังแล้ววังเวงใจอย่างไม่มีเหตุผล ยุนโฮกระพริบตาปริบ สายตาที่ใช้มองเธอราวกับกำลังวอนขออย่างสุภาพว่า ให้เงียบปากไปเสีย ใครบอกกันว่าเขาอยากจะฟัง เธอหยัดกายขึ้นยืนบิดมือไปมา พูดพลางยิ้มอายๆ “เอ่อ...แล้วก็...ป้าเมียงยอเชิญคุณชายจองทานอาหารเย็นด้วยกันน่ะค่ะ”
“แต่ว่า...” ยุนโฮอยากตอบตกลงในทันที แต่ยังนึกเกรงใจยองเอที่คงจะกำลังตระเตรียมอาหารเย็นไว้สำหรับเขาแล้ว
“แล้วยังกำชับมาว่าห้ามปฏิเสธเพราะเตรียมสำรับไว้ให้เรียบร้อยแล้ว”
ยุนโฮนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบตกลงไปเมื่อแจจุงบีบมือขอร้องอีกแรง
“ครับ แต่ต้องขอโทรบอกคนที่บ้านก่อนนะครับ”
“ไม่มีปัญหาค่ะ ใช้โทรศัพท์บ้านนี้ได้เลยทุกเครื่องนะคะ ไม่ต้องเกรงใจ”
“ขอบคุณมากนะครับ”
“งั้นดิฉันขอตัวก่อนดีกว่าค่ะ คุณแจจุงอย่าลืมทานยานะคะ” ร่างผอมบางโค้งคำนับให้แจจุงทีหนึ่ง ให้ยุนโฮทีหนึ่ง กระทั่งค่อยๆ ถอยฉากพ้นกรอบประตูไปในที่สุด
เสียงปิดประตูดังขึ้นตามมา ยุนโฮปรนลมหายหายใจยาวเหยียด ก่อนหันไปยิ้มบางๆ ให้แจจุง
“คุณพ่อของคุณดูจะรักคุณมากเลยนะ” สาบานได้ว่าเขาไม่ได้มีเจตนาพูดประชด แจจุงเองก็ไม่รู้ว่ามีอีกคนที่ล่วงรู้ความลับเกี่ยวกับตัวเขา ร่างบางสะดุ้งตัวสั่นทันทีที่ยุนโฮเอ่ยคำว่า ‘คุณพ่อ’
ยุนโฮกระชับฝ่ามือแน่นขึ้นอีก รั้งตัวแจจุงเข้ามาใกล้ “เรื่องบางเรื่อง...ลืมมันไปบ้างก็ดีเหมือนกันนะแจจุง”
แม้จะจ้องยุนโฮอย่างคลางแคลงใจ แต่เขาก็ยอมให้ร่างสูงโอบกอดเขาไว้ได้ตามแต่ใจปรารถนา อะไรบางอย่างบอกแจจุงให้นึกสงสัยว่ายุนโฮรู้เรื่องทุกอย่าง ไม่ว่าจะด้วยทางใด แต่อีกใจก็เลือกที่จะลืมมันไปเสีย
จะรู้ได้ยังไง จะต้องให้ยุนโฮรู้ไปอีกทำไม ตราบใดที่ผู้ชายคนนี้ยังคงรักและยอมรับในความไม่เพียบพร้อมของเขา ชีวิตที่เคยจมปลักอยู่กับอดีตที่แสนโหดร้าย ตั้งแต่ยุนโฮเดินเข้ามา ความว่างเปล่าที่เคยมีก็ถูกเติมเต็ม แต่งแต้มสีสันจนสดสวย แจจุงบอกตัวเองเสมอว่าวันวานไม่สำคัญสำหรับเขาอีกแล้ว เพราะยุนโฮคือวันพรุ่งนี้ ยุนโฮคืออนาคตที่เขามี และตราบใดที่ยุนโฮยังคงยืนยันจะอยู่เคียงข้างกันเช่นนี้ ก็ไม่มีอะไรที่เขาจะต้องกลัว
- - -
ยูชอนลืมตาโพลงในความมืดสงัดของราตรีอันเย็นเยียบ แสงไฟนับล้านเบื้องล่างฉายลอดช่องแคบระหว่างผ้าม่านสีทึมเข้ามาภายใน สร้างกระแสวูบไหวเป็นริ้วบนเพดานอันว่างเปล่า แรงกดดันทำให้เขาไม่สามารถข่มตานอนได้จนสนิท พรุ่งนี้ก็เป็นวันที่จุนซูจะต้องลงสนามสอบแล้ว ยูชอนรู้สึกกระวนกระวายใจราวกับเป็นฝ่ายต้องเข้าสอบเองอย่างไรอย่างนั้น
จุนซู...
คิดแล้วอดไม่ได้ที่จะใช้ข้อศอกช่วยยันกายให้ลุกขึ้นจากที่ที่เคยนอน แต่เมื่อชะเง้อมองข้ามหมอนข้างที่กั้นกลางอยู่ ก็กลับพบเพียงพื้นเตียงที่ยับย่นและความว่างเปล่าเท่านั้นเอง
แง้มบานประตูให้เปิดออกเบาๆ แสงสลัวด้านนอกก็ส่องกระทบม่านตา ยูชอนหรี่เปลือกตาลงเล็กน้อยจนเมื่อสายตาเคยชิน จึงสามารถมองเห็นภาพแผ่นหลังบางบนเก้าอี้ตัวเดิมนั้น ภาพตรงหน้าพร่าเลือนเหลือเกิน พร่าเลือนจนยากจะปักใจเชื่อว่าไม่ใช่ความฝัน ยูชอนยิ้มเศร้าอย่างช่วยไม่ได้
รอยยิ้มเศร้าๆ...
ร้องไห้ออกมายังจะดีเสียกว่า
เขากลับหลังหัน เดินหายเข้าไปในห้องนอนอีกครั้ง ก่อนจะกลับออกมาพร้อมกับผ้าห่มผืนย่อม เดินเข้าไปใกล้ยิ่งขึ้น พยายามบังคับฝีเท้า แม้แต่เสียงการเต้นของหัวใจให้เพลาเสียง เขาคลี่มัน คลุมลงบนไหล่เล็กให้ความอบอุ่น
พินิจพิจารณาจุนซูที่ฟุบหลับอยู่กับโต๊ะ คาหนังสือเศรษฐศาสตร์เล่มเดิมอย่างเหนื่อยล้า เส้นผมสีน้ำตาลทองตกระใบหน้าและแก้มใสเรื่อสีเลือด ทว่าก็ยังไม่สามารถบดบังความน่ารักของเขาได้อยู่ดี ริมฝีปากคู่นั้นแยกออกจากกันเล็กน้อย ผ่อนลมหายใจออกมาแผ่วเบา ยูชอนจินตนาการไปถึงนัยน์ตากลมสุกใส...ที่แลดูไร้เดียงสาเสียจนเขาหลงรัก
เขาวางฝ่ามือลงบนศีรษะเล็กๆ นั่น ลูบผมจุนซูเบาๆ อย่างทะนุถนอม ไม่รู้ว่าเพราะอะไร...ทุกครั้งที่เขาเฝ้ามองจุนซูอยู่เพียงข้างเดียวเช่นในตอนนี้ ก็ราวกับความรักที่เคยมีอยู่มันเพิ่มพูนขึ้นทุกขณะ
ทุกครั้งที่บอกตัวเองว่าไม่มีวันเป็นไปได้ ทุกครั้งที่บอกตัวเองให้ตัดใจ เขารักจุนซูมากขึ้น...ลึกขึ้น...และเจนจัดยิ่งขึ้นนักหนา
ยูชอนค้อมตัวลง เลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้ยิ่งขึ้น ก่อนจะแตะริมฝีปากลงบนหน้าผากของจุนซูเบาๆ
“ต้องทำให้ได้นะ จุนซู” เขาอวยพร “อย่าต้องจากกันไป...อย่างไม่ได้เป็นทั้งคนรัก หรือไม่ได้เป็นแม้กระทั่งครูกับลูกศิษย์เลย”
แม้จะเป็นเพียงความทรงจำในระยะเวลาอันสั้น แม้อีกสิบปีข้างหน้า จุนซูจะเดินกลับมาหาเขาในฐานะลูกศิษย์ แต่สำหรับเขา...จุนซูจะยังเป็นคนที่เขาเคยรัก หรืออาจจะยังคงรักเสมอไป
“ครูรักเธอ”
ร้องไห้ออกมายังจะดีเสียกว่า...
ดีกว่าจะต้องรู้สึกสุขใจ ในเวลาที่ภายในทรมานเพียงนี้
To be continued...

ไม่ได้ไม่รักน้องแต่คิดว่ามินเป็นคนที่แสดงสีหน้าเจ็บปวดออกมาแล้วแบบว่าดูดี(ไปเห็นตอนไหน) ไม่อยากให้มินเจ็บเลย แต่คุณครูปาร์กกะคุณหนูจุนซูก็เหมาะกันจนไม่รู้จะปั้นใจแบ่งใจเอียงไปให้ใครดี งื้อ....
โอยยยยยยย
อยากจะร้องไห้จริงๆ เศร้ายามเช้าเลยค่ะ
เฮ้ออออ มันอัดอั้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก
รอวันที่ทุกอย่างจะกระจ่าง
และรอวันที่พี่ตองจะสนใจรวมเล่มอีก ฮ่าๆๆ
นี่ถ้าเป็นคิมแจจุงในเรื่องสงสัยน้องคงเลิกเจอหน้ายุนโฮไปเลย -*- เครียดอ่ะ มันกดดันได้อารมณ์จริงๆค่ะ
รออ่านเดือนหน้าต่อไป T^T
#1 By Franc (124.121.125.52) on 2008-05-14 09:36