:: เปิดจองรวมเล่ม Can I Love You? ::

วันนี้ - 25 สิงหาคม 2551

 

 

Can I Love You? (28)

posted on 14 May 2008 09:06 by bleaf-me  in can-i-love-you

Title: CAN I LOVE YOU?
Author: b.leaf
Paring: Yunjae, Yoosu (Implied Minsu)
Genre: AU, Romance, Drama, Angst
Rate: PG-13

 

28. Paramnesia

 

นับแต่วินาทีแรกที่ปลายเท้าเหยียบย่างลงบนพื้นดิน ชางมินมองเห็นความวุ่นวาย ผู้คนเดินพลุกพล่าน เสียงพูดคุยระเบ็งเซ็งแซ่ ไม่มีอะไรแตกต่างกันเลยกับบรรยากาศยุ่งเหยิงและรีบเร่งของสนามบินที่โอ๊คแลนด์และของที่นี่ ทว่ากลิ่นอายนั้นแตกต่างกัน

ตลอดเวลากว่าสิบเจ็ดชั่วโมงบนนกเหล็กลำนั้น ท้องฟ้าและปุยเมฆสีขาวนอกหน้าต่างแลดูไม่เหมือนกัน แม้แต่ภาพสะท้อนบนบานกระจกก็ไม่เหมือนกัน เทียบกับขาไปและขากลับ

ขาไป เขายังเป็นแค่เด็กชายอายุสิบห้า ส่วนขากลับ เขาย่างสิบเก้าแล้ว

เมืองบ้าน...ก็ยังอบอุ่นเหลือเกิน

ชางมินหัวเราะกับตัวเองเบาๆ เมื่อนึกถึง เงยหน้าขึ้นกวาดสายตามองฝ่าฝูงชนที่เดินกันขวักไขว่ ไม่ต่างอะไรกับกำแพงโปร่งใสที่มีสีสัน เดินต่อมาอีกไม่กี่ก้าว ริมฝีปากบางที่มักนิ่งขึงก็จำต้องฉีกรอยยิ้มกว้างเมื่อมองเห็น

“ชางมิน!”

“แม่”

หญิงสาวซอยฝีเท้าตรงเข้ามาใกล้ เสียงส้นรองเท้าแหลมๆ กระทบพื้นอาคารเป็นจังหวะถี่ ไม่หวั่นแม้ไหล่เล็กๆ จะกระทบเข้ากับร่างของผู้คนที่เดินสวนทางจนทำเอาเซไปมา หล่อนสวมกอดผู้เป็นลูกชายแน่นทันทีที่เอื้อมถึง น้ำตาแห่งความยินดีปริ่มคลอ ใบหน้าเนียนสวยเริ่มมีร่องรอยแห่งความเหนื่อยล้าปรากฏบางๆ ชางมินกอดตอบแนบแน่นไม่แพ้กัน พลางคิดในใจว่าแม่ของเขายังคงสวยไม่สร่างซา

“เป็นยังไงบ้างลูก ตัวสูงขึ้นตั้งเยอะ อ้วนขึ้นด้วย” ดันอกออกเพื่อมองลูกชายให้เต็มตา จับหมุนซ้ายหมุนขวาสำรวจความเปลี่ยนแปลง แล้วสวมกอดอีกที ท่าทางของหล่อนทำให้อีกสามชีวิตที่ยืนอยู่เบื้องหลังระเบิดเสียงหัวเราะร่วน

“พอเถอะคุณ ลูกจะขาดใจตายเพราะคุณนั่นแหละผมว่า” ชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเทาดูภูมิฐานปรามทั้งที่ยังไม่หุบยิ้ม ยามเมื่อมอง เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งตรงหน้าดูหล่อเหลาเป็นพิเศษในสเวตเตอร์คอเต่าสีดำ สวมทับด้วยเสื้อสูทกับกางเกงยีนส์  สายตาที่อบอุ่นมองชางมินอย่างห่วงใย เขาเอื้อมมือไปตบบ่าลูกชายคนโตสองสามที

ถึงแม้จะไม่พูด ชางมินก็รู้ดีว่าพ่อคิดถึงเขามากแค่ไหน

“สวัสดีครับพ่อ” เขาทัก พลางส่งยิ้มเรียบๆ ให้

ผู้เป็นพ่อพยักหน้ารับด้วยท่าทีสุขุม เพียงเท่านี้ก็พอทำให้เดาได้ไม่ยากเลยว่า ชิมชางมินเติบโตขึ้นมาเหมือนใคร ในสายตาของชายวัยกลางคนเปี่ยมไปด้วยความปลาบปลื้มและภาคภูมิใจ เด็กหนุ่มคนตรงหน้าช่างสง่างามเหลือเกิน

“ราศีนักศึกษามหาลัยโซลจับเชียวนะ” หางเสียงใสๆ ของเด็กสาวสะบัดเชิงหยอกล้อ เธอพูดไปพร้อมกับใช้นิ้วพันปอยผมเปียของเธอเล่น “ตั้งแต่พี่ไป บ้านเราก็ครื้นเครงขึ้นเยอะ”

“ใช่ ครื้นเครงจนคิดถึงความน่าเบื่อของพี่เลยล่ะ” เด็กสาวอีกคนที่ตัวสูงกว่าหันไปพยักพเยิด

“ฉันขอแช่งให้เธอสองคนมีแฟนน่าเบื่อเหมือนฉัน” ชางมินตอกกลับหน้าตาย ยื่นมือไปแกล้งผลักไหล่เด็กสาวทั้งสองคน ก่อนที่ทั้งหมดจะหัวเราะขึ้นมาพร้อมกันอีกครั้ง

คุณนายชิมที่ดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษเปิดแขนเสื้อสูทแบบผู้หญิงของหล่อน ก้มมองนาฬิกา “นี่ก็ใกล้เที่ยงแล้ว เราไปหาอะไรทานกันเถอะจ้ะ”

เมื่อเห็นว่าท้องของทุกคนออกความเห็นพ้องต้องกัน จึงพากันทยอยเดินออกไปจากบริเวณ หญิงสาวกระชับกระเป๋าสะพายใบเล็กๆ ไว้แนบแขน ทำท่าจะเดินตามไป ทว่ากลับชะงักลงเมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติของชางมิน

เขากำลังชะเง้อหา...ใครบางคน

“หาใครอยู่จ๊ะ?” ผู้เป็นแม่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

ชางมินสะดุ้งเล็กน้อย หันมาสบตาหล่อน แววตาที่ฉายความเป็นห่วงเป็นใยอย่างชัดเจนนั้นทำให้เขายิ้มออกมาบางๆ ยังนึกภาพไม่ออกว่าเขาจะคิดถึงลินด์ซี่มากมายขนาดไหนตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่

“จุนซูล่ะครับ?” เด็กหนุ่มร่างสูงถามออกมาตามตรง

ถึงตรงนี้ คุณนายชิมทำสีหน้าลำบากใจ “เอ่อ...แม่ยังไม่เห็นเลยจ้ะ” หล่อนยิ้มแห้งๆ เมื่อรอยยิ้มเลือนลางบนใบหน้าคมสันนั้นหายวับไป ทำอะไรไม่ได้นอกจากยกมือขึ้นลูบแผ่นหลังปลอบโยน “หนูจุนซูอาจจะติดเรียนก็ได้นะจ๊ะ ไว้วันหลังเราค่อยไปหาเขากัน ดีไหม?”

ชางมินก้มหน้าลงมองมือทั้งสองของตนที่กุมกันไว้ เขาถอนหายใจ ก่อนจะรีบดึงมือออกจากกันทันทีเมื่อสัมผัสได้ว่าในอุ้งมือเย็นจัดและชุ่มเหงื่อ เขาไม่รู้ตัวว่าบีบมือตัวเองแบบนี้มานานเท่าไหร่ อาจจะตั้งแต่เท้าเหยียบพื้นสนามบิน หรืออาจจะตั้งแต่บนเครื่องบินก็เป็นได้

พฤติกรรมของคนที่กำลังหวาดกลัว...

เด็กหนุ่มกระตุกริมฝีปากยิ้มราบเรียบ กระชับหูจับกระเป๋าสัมภาระมั่น แม้สีหน้าของเขาจะดูสดใสขึ้น หากแต่ในมุมมองของคนเป็นแม่ หล่อนย่อมรู้แน่ว่าในตาคมดำสนิทคู่นั้นฉายแววร้าวรานเจ็บปวด

“ผมชักอยากเป็นนักเศรษฐศาสตร์แล้วสิครับแม่” เอ่ยออกมาอย่างเลื่อนลอย พลันลากกระเป๋าเดินตามเด็กสาวที่กำลังโบกมือเรียกอยู่สุดสายตา

คุณนายชิมถอนหายใจยาวเหยียด หล่อนเองก็ร้าวรานไม่ต่างกัน

 

.
.
.

 

“ชางมิน...ฮัลโหล?”

“.................”

“นี่...หลับแล้วหรือ?”

“.................”

“เฮ้อ...ช่างเถอะ งั้นฉันวางสายก่อนแล้วกัน ไว้พรุ่งนี้เจอกันที่โรงเรียนนะ”

“อ..อือ...”

“ฝันดีนะชางมิน”

“ฝันดี”

ตรู๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

“รักนายนะ จุนซู”

 

“จุดเริ่มต้นของเสียงดนตรี รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ มิตรภาพ ความรัก และอนาคต ล้วนเติบโตจากที่นี่”

เสียงดนตรี รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะดังสะท้อนบริเวณโถงหอประชุมอันกว้างขวาง เด็กหนุ่มร่างสูงสวมแว่นตาท่าทางเอาเรื่อง กรอกเสียงประกาศผ่านไมโครโฟนในมือ แม้จะมีเครื่องช่วยทุนแรงแต่ก็ยังไม่หยุดโก่งคอตะโกนเสียงดังลั่น

“น้องๆ ทุกคนหันไปหาคนที่นั่งแถวข้างๆ ยกมือขึ้นมาประสานกันไว้ แล้วถามชื่อกันซะครับ”

เสียงจากลำโพงขยายเสียงตัวใหญ่ที่ด้านหลังห้องประชุมราวกับพุ่งเข้ามากระแทกหลังแรงๆ เด็กชายร่างเล็กสะดุ้งน้อยๆ พลางถูฝ่ามือลงบนหน้าตัก ใบหน้าขาวใสงอง้ำลงทันทีเมื่อขยับกายแล้วพบว่าเหน็บชาบริโภคขาของเขาทั้งสองข้าง เนื่องจากนั่งในท่าขัดสมาธิอยู่เป็นเวลานาน แต่ก็จำใจต้องถัดก้นไปกับพื้น ขยับหันหน้าไปหา ‘คนที่นั่งแถวข้างๆ’ ตามที่รุ่นพี่ออกคำสั่ง

เด็กชายตัวเล็กถูมือบนหน้าตักอีกครั้ง ก่อนจะแบมือยกขึ้นประสานกับคนตรงหน้า ทันทีที่สายตาสบประสาน เขามอบรอยยิ้มสดใสให้อย่างเป็นมิตร รอยยิ้มนั้นช่างสว่างไสว มากเสียจนพอทำให้อีกฝ่ายจำต้องหลบตา

“ฉันชื่อคิมจุนซู นายชื่ออะไรหรือ?”

“ชางมิน...ชิมชางมิน”

เพียงสิ้นคำและยังไม่ทันที่จะอ้าปากพูดอะไรต่อ เสียงตะโกนของรุ่นพี่สวมแว่นก็แผดลั่นขึ้นอีกครั้ง

“น้องๆ ครับ! น้องๆ เชื่อในพรหมลิขิตไหม เชื่อในโชคชะตาไหมครับ เคยคิดไหมว่าการที่คนสองคนมาเจอกัน ทำความรู้จักกัน สนิทสนมกลมเกลียวกัน จนกระทั่งรักกันได้ในที่สุดเกิดขึ้นเพราะอะไร ประสานมือกันซะครับ แล้วค่อยๆ กำมือลง ต่อไปคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าของน้องตอนนี้จะเป็นบั๊ดดี้ของน้องไปตลอดระยะเวลาสามวันของการปฐมนิเทศ และพี่หวังว่ามือของน้องๆ จะกุมกันไว้อย่างนี้ตลอดไปแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ใกล้กัน”

 

I love you

ผมรักคุณ จำเอาไว้ว่าคำคำนี้

ผมมอบให้คุณตั้งแต่แรกเห็น...

 

ดวงตากลมสุกใสที่กระพริบปริบอยู่ตรงหน้านี่หรือ...พรหมลิขิต?

ไออุ่นซ่านผ่านผิวฝ่ามือซึ่งกำลังเย็นจัดนี่หรือ...โชคชะตา?

 

งดงามได้ถึงเพียงนี้เชียว?

 

.
.
.

 

เด็กชายร่างสูงทิ้งตัวลงบนพื้นหญ้าสีเขียวขจี เขาหรี่ดวงตาลงเล็กน้อย เมื่อแสงสีขาวสว่างจ้าของดวงอาทิตย์ที่ส่องลอดริ้วใบไม้ซึ่งแผ่กิ่งก้านปกคลุมหนาเล็ดลอดมากระทบสายตาได้ เน็คไทสีเลือดนกรูดปล่อยลงสบายๆ เสื้อเชิ้ตยับยู่ยี่ตัวในถูกดึงออกนอกกางเกง ชางมินนอนตีแปลงแผ่แขนขา สูดหายใจเข้าลึกๆ จนเต็มปอด แล้วผ่อนออกมาช้าๆ อย่างสบายอารมณ์

จุนซูวางกระเป๋าพิงต้นไม้ไว้ ก่อนจะย่อตัวลงนั่งชันเข่าใกล้ๆ กัน เขายกกระดานวาดภาพขึ้นมาหนุนเกยหน้าตัก ค้นดินสอจากกระเป๋าขึ้นมาเล็งความแหลมของปลายดินสอ เมื่อเห็นว่าพอดีแล้ว จึงจรดปลายลงบนแผ่นกระดาษ

สายลมโชยพัด ยอดไม้ไหวตีกันจนเกิดเสียงเสนาะหู จุนซูเงยหน้าขึ้นพิจารณาใบหน้าของชางมิน กระทั่งแย้มริมฝีปากยิ้มอย่างไร้เหตุผล

“ชางมิน ร้องเพลงให้ฟังหน่อยสิ” เสียงใสร้องขอ

คนตัวสูงกว่ายังคงพริ้มตาหลับ เขาไม่ได้พูดอะไรออกมามากไปกว่าเนื้อเพลงรักหวานจับใจ

“...I love you 사랑한다는
이말밖에는 해줄 말이 없네요...”

(ผมรักคุณ นอกจากคำว่ารัก ก็ไม่สามารถคิดหาคำใดมาอธิบายได้อีก)

“หยุดทำไม ร้องต่อสิ” จุนซูพูดเมื่อชางมินเงียบเสียง ปลายดินสอลากลายเส้นคมกริบ เขายังไม่ละมือออกจากงานศิลปะตรงหน้า

“นายวาดรูปฉันอยู่หรือเปล่า?” ชางมินค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้น ชำเลืองมองคนตัวเล็กด้านข้างที่ดูมีทีท่าขะมักเขม้นไม่น้อยแล้วก็อดยิ้มออกมาไม่ได้

“ไม่มีทาง” เด็กชายแลบลิ้น เส้นผมเส้นเล็กๆอาบแสงแดดจนกลายเป็นสีทอง “บอกแล้วไงว่าฉันไม่มีวันวาดรูปเหมือนของชางมินเด็ดขาด”

“ใจร้ายจัง” อีกฝ่ายพ้อ

“วาดชางมินน่ะ แค่วงกลม จุดสองจุด แล้วก็เส้นโค้งคว่ำลงเส้นนึงก็ได้แล้ว” จุนซูหัวเราะคิกคัก ก่อนจะก้มหน้าก้มตาขีดๆ เขียนๆ ต่อไป ชางมินเองก็เช่นกัน แม้จะรู้ตัวดีว่าโดนเพื่อนรักกัดเข้าให้เต็มปากเต็มคำ หากแต่การนอนมองงานศิลปะล้ำค่าตรงหน้านั้น น่าสนใจกว่าหลายต่อหลายเท่านัก

“…I love you 의미 없는 말이 됐지만 사랑해요...”

(ผมรักคุณ แม้ว่าคำคำนี้จะนิยามออกมาไม่ได้ หากแต่ผมก็รักคุณ)

 

.
.
.

 

“มาแล้วครับ”

ทันทีที่เขากระชากบานประตูจนเปิดออก ห่อของขวัญทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ที่บางแต่เรียบแข็งจึงถูกยื่นให้โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง “อ่ะนี่ ของขวัญวันเกิด แกะเลยสิชางมิน” เสียงใสๆ ของผู้ให้ดังตามมาเบื้องหลัง

เด็กหนุ่มร่างสูงมองเพื่อนรักอย่างงุนงง แต่ก็รีบแกะออกอย่างไม่รีรอให้เสียเวลา

“ภาพเหมือน...ของฉันหรือ...”

ผู้วาดไม่ได้ตอบ จุนซูยืนเอามือไพ่หลัง บิดตัวไปมา ใบหน้าหวานใสปรากฏรอยยิ้มภาคภูมิใจ

“นายวาดได้ยังไง ไม่ต้องดูแบบหรือ?”

“ไม่จำเป็นหรอก ฉันจำชางมินได้ทุกรายละเอียดนั่นล่ะ ขนาดองศาการตกมุมของริมฝีปากนาย ฉันยังจำได้ไม่มีพลาดซักองศาเลยนะ”

 

.
.
.

 

“จุนซู นายเป็นอะไรไป?”

“นายไม่ต้องมายุ่งกับฉันหรอก ออกไปให้พ้นเลย!”

“แต่เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่หรือ มีอะไรก็จะบอกฉันไม่ใช่หรือ นายเป็นคนสัญญาเองนี่”

“ฉันมันเป็นเพื่อนที่แย่! ทั้งๆ ที่ใครต่อใครก็รักนาย แต่ฉันอยากเก็บนายไว้คนเดียว”

“จุนซู”

“ฉันรักนายนะ ชางมิน”

“...................”

“นายเป็นเพื่อนคนเดียวที่ฉันมีรู้ไหม”

 

I love you

ผมรักคุณ จำเอาไว้ว่าคำคำนี้

ผมมอบให้คุณตั้งแต่แรกเห็น...

 

. . .

 

และหากวันใดที่เราได้พบกันอีกครั้ง

ผมสัญญา...

ว่าเราจะไม่ต้องจากกันไปอย่างง่ายดาย

และเจ็บปวดอย่างนี้...

 

- - -


ป๊อก!

“โอ้ย...ครูยูชอน...”

“ข้อหาเหม่อไม่เข้าเรื่อง” อาจารย์หนุ่มกระชับปากกากลับมาทัดไว้กับซอกนิ้วเหมือนเคย ก่อนจะยกมือขึ้นขยับกรอบแว่นสายตาให้เข้าที่ แล้วอ้าปากตั้งท่าจะร่ายคาถาสอบให้ผ่านพรมศีรษะลูกศิษย์ตัวดีต่อ ทว่าเสียงเล็กๆ ที่แสนคุ้นก็ร้องประท้วงขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน

“ผมหิวแล้วฮะ” จุนซูคลำท้องปอย พลางจ้องหน้าทำตาหวานขอความเห็นใจ แต่ดูคล้ายลูกไม้นี้จะใช้ไม่ได้กับยูชอนในเวลานี้เสียแล้ว

“แล้วทีเมื่อกี้ทำไมทานไม่หมด มัวแต่นั่งเหม่อ”

“ผมมีเรื่องต้องคิดนิดหน่อยนี่หน่า” เด็กชายเถียง

“เป็นเด็กเป็นเล็ก มีอะไรให้คิดนักหนา”

“ผมไม่ใช่เด็กแล้วนะฮะ”

“ก็ผู้ใหญ่เขาไม่เถียงครูบาอาจารย์กันหรอก” ยูชอนถอนหายใจยืดยาวอย่างเอือมระอากับนิสัยเอาแต่ใจของลูกศิษย์ที่ไม่รู้ว่าใครเสี้ยมสอนให้คิดว่าตัวเองโตแล้วคนนี้ ดูแก้มตุ่ยๆ กับปากยื่นๆ นั่นสิ เป็นอย่างนี้แล้วจะเรียก ‘โตเป็นหนุ่มแล้ว’ ได้อย่างไร

คนทั้งคู่ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีก เสียงเครื่องปรับอากาศร้องหึ่งๆ เป็นเสียงเดียวที่ยังคงดังอื้ออึงอยู่ในหู ยูชอนเหลือบตาขึ้นมองเด็กชายคนตรงหน้า

เขาเหม่ออีกแล้ว...

“จุนซู”

ตาคู่น้อยกระหวัดกลับมาตามเสียงเรียก

“เธอจะไม่เสียใจหรือถ้าสอบไม่ผ่าน?” ยูชอนตั้งคำถาม น้ำเสียงและแววตาจริงจังสะกดให้จุนซูนิ่งคิดไปได้ชั่วครู่หนึ่ง

ทว่าจุนซูส่ายหน้าตอบอย่างมั่นอกมั่นใจ “ไม่เสียใจฮะ”

“เธอไม่กลัวคุณแม่เสียใจหรือไง?”

“ไม่กลัวฮะ” เขายังตอบชัดถ้อยชัดคำดังเดิม

ยูชอนจ้องหน้าจุนซูเขม็ง ตั้งคำถามไม่ลดละ “แล้วเธอกลัวครูเสียใจหรือเปล่า?”

“...อ.....ฮะ” ถึงตรงนี้ จุนซูเสียศูนย์ ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ยูชอนถึงรู้จุดอ่อนของเขาไปเสียหมด

“งั้นตั้งใจสิ เหลือเวลาอีกไม่มากแล้วนะ”

“ฮะ”

ร่างเล็กอ้อมแอ้มตอบ เขาเหยียดหลังพิงพนักเก้าอี้ เพ่งสายตากลับลงไปจดจ่ออยู่กับตำราเศรษฐศาสตร์เล่มหนาเทอะทะตรงหน้า ความเงียบกลับเข้ามาห้อมล้อมพวกเขาเอาไว้อีกหน หากแต่ก็อยู่ได้ไม่นานนัก

“จุนซู เธอไม่ได้หิวจริงๆ ใช่ไหม?”

คำถามของยูชอนทำเอาจุนซูสะดุ้งเฮือก

“ครูยูชอนรู้ได้ยังไงฮะ?”

“ก็ครูไม่ได้ยินเสียงก็อตซิลล่าในท้องเธอเลยนี่หน่า” เขาทำตลกหน้าตาย ผิดจากจุนซูที่แค่ได้ฟังก็หัวเราะลั่น

“ครูยูชอนเคยได้ยินเสียงก็อตซิลล่าในท้องผมด้วยหรือ ไม่นะ ผมไม่ได้เลี้ยงมันไว้”

“เคยสิ ในท้องเธอก็มี”

“งั้นหรือฮะ”

“อืม...”

แล้วเสียงหัวใจของผมล่ะ

ครูเคยได้ยินบ้างไหม?

 

- - -

 

เลขานุการสาวอุทานเสียงหลง พลางผงะศีรษะถอยเมื่อกองเอกสารกองใหญ่ถูกวางโครมลงตรงหน้า หล่อนเบิกดวงตากลมๆ กว้างขึ้นอย่างประหลาดใจ มองชายหนุ่มในชุดสูทที่คุ้นหน้ากันดี ยืนมอบยิ้มอารมณ์ดีอย่างที่ไม่ได้เห็นมานานให้

“อ..อะไรกันคะผู้จัดการ?” หล่อนถามด้วยความไม่แน่ใจ ริมฝีปากอิ่มเอิบที่ถูกฉาบไว้ใต้ลิปสติกเนื้อมันวาวยื่นเล็กน้อยเมื่อครุ่นคิดถึงเวลาว่างของตนที่กำลังจะหมดลงเร็วกกว่ากำหนด

“ผมเคลียร์ทั้งหมดนี่เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ ยังไงฝากเลขาชยอนช่วยตรวจทานอีกที แล้วก็ฝากเอาไปให้ท่านประธานแทนผมด้วยแล้วกันนะครับ” ยุนโฮอมยิ้มตอบ สีหน้าสบายอกสบายใจของเขายิ่งเพิ่มพูนความใคร่รู้ของหล่อนมากขึ้นไปอีก

“อ้าว แล้วผู้จัดการจะไปไหนหรือคะ?” ทำคิ้วสูงข้างต่ำข้าง พลางพ้อเบาๆ อย่างอดไม่ได้ “แล้วอีกอย่าง เอกสารพวกนี้ไม่ได้รีบใช้อะไรซักหน่อยนี่หน่า”

ยุนโฮแอบหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้าของเลขาฯ คนสนิท “พอดีผมมีธุระส่วนตัวนิดหน่อยน่ะครับ ยังไงถ้ามีใครติดต่ออะไรเข้ามาก็ฝากคุณรับเรื่องไว้ก่อนแล้วกัน แล้วพรุ่งนี้ผมจะรีบเข้าออฟฟิศแต่เช้า”

“หมายความว่าผู้จัดการจะไม่รับโทรศัพท์มือถือด้วยใช่ไหมล่ะคะ?” หล่อนดักคออย่างรู้ทัน

“คือ...”

“ค่า ค่า รับทราบแล้วค่ะ ก็ดีเหมือนกันนะคะ ผู้จัดการจองทำงานหนักมาตลอดเลย ให้รางวัลตัวเองบ้างเถอะค่ะ” หล่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ยิ้มให้เขาอย่างจริงใจ “กลับบ้านดีๆ นะคะ พรุ่งนี้เจอกันค่ะ”

สีหน้าเรียบนิ่งเศร้าหมองที่หายไป นัยน์ตาคู่เดิมอันแลดูแสนอ่อนโยนคู่นั้นไร้ซึ่งแววความกังวลใจเหมือนเคย พลอยทำให้หล่อนมีความสุขไปด้วยเมื่อเห็นรอยยิ้มเขินๆของยุนโฮ ชยอนซอลจินรีบรับคำ ยกมือขึ้นขยับกรอบแว่นสายตาที่เสริมให้หล่อนยิ่งดูน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นนั้นให้เข้าที่ ปากสวยแย้มยิ้มอำลาผู้เป็นเจ้านาย ก่อนจะหอบแฟ้มเอกสารเหล่านั้นเดินหายเข้าไปในห้องถ่ายเอกสาร จัดการตามคำสั่งของยุนโฮ

ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ ราวกับเป็นการถ่ายเทความหนักอกหนักใจออกไป แล้วสูดอากาศรับความผ่อนคลายเข้ามาแทน เขารูดกระชับเน็คไทสีอ่อนกับปกเสื้อเชิ้ตสีดำด้านในให้เรียบร้อย เป็นจังหวะเดียวกับที่ปลายนิ้วเกี่ยวสัมผัสเข้ากับเนื้อเรียบลื่นของโลหะชั้นดีเข้าโดยบังเอิญ

เขาไม่รู้ตัวว่าเผลอยิ้มอยู่กับตัวเองนานเท่าไหร่ รู้เพียงแต่รู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาด

 

- - -

 

หนังสือเล่มน้อยคงยิ้มระรื่นได้ เมื่อมันได้รับความสนใจจากเจ้านายถึงสองคนในเวลาเดียวกัน สายตาที่ละเลียดสัมผัสตัวอักษรงามหมดจดทีละตัวอย่างตั้งใจ แก้วนัยน์ตาคู่สวยกรอกไปมาพร้อมเพรียงกันราวกับนัดหมาย จดจ่อกับหน้านวนิยายเล่มไม่หนานักเล่มนี้อยู่นานสองนาน ไม่มีวอกแวก

ยุนโฮสอดแขนโอบรอบเอวเล็กของแจจุงจากเบื้องหลัง พลางเกยปลายคางเรียวได้รูปนั้นลงกับไหล่ กระนั้นแล้วสายตาก็ยังไม่มีสักแวบเดียวที่ละออกไปจากหน้ากระดาษสีนวลตรงหน้า

โศกนาฏกรรมรักในเนื้อหาตรึงเขาเอาไว้ได้เนิ่นนานกว่าที่คิดมากนัก ยุนโฮลืมเวลา ลืมลมที่พัดพาความหนาวยะเยือกมาให้ แม้แต่ความมืดที่ค่อยๆ เริ่มกลืนกินพระอาทิตย์สีส้มทีละน้อยก็ยังไม่ถูกเก็บเอามาใส่ใจ เขามักนิ่วหน้าเวลาไม่ชอบใจการกระทำของตัวละครนัก เผลอรัดร่างบางในอ้อมแขนแน่นขึ้นเมื่อรู้สึกสะเทือนในอารมณ์ และซุกปลายจมูกลงบนไหล่บอบบางยามขอบตารื้นน้ำ

โหดร้ายเกินไป...ชายหนุ่มอดคิดไม่ได้

จวบจนอักษรตัวสุดท้ายผ่านตา และหนังสือเล่มนั้นถูกแจจุงพับปิดลงอย่างน่าเสียดาย เขาได้ยินเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ของคนรัก แจจุงยกมือขึ้นปาดคราบน้ำตา ยุนโฮสะดุ้ง รีบแสร้งทำเป็นแกล้งป้องปากหาววอดใหญ่

เมื่อลืมตาขึ้นก็พบว่าเป็นดั่งคาด ดวงตากลมโตเบิกกระพริบปริบๆ จ้องมองเขาอย่างพินิจพิจารณา ยุนโฮรีบใช้หลังมือขยี้ตา ยังไม่ทันเรียนรู้ว่าการแสดงละครตบตาไม่ใช่วิชาถนัดของเขาเอาเสียเลย

“มองอะไรครับ ผมไม่ได้ร้องไห้สักหน่อย”

แจจุงหรี่ตา เอื้อมมือไปสัมผัสแก้มเนียนซึ่งกำลังชื้นน้ำของยุนโฮเบาๆ ก่อนจะกระตุกยิ้มทันทีเมื่อได้ยินเสียงสูดหายใจฟุดฟิด

“ยิ้มอะไร คุณหัวเราะเยาะผมหรือ?”

หน้าหวานๆ ส่ายไปมาปฏิเสธ ผิดแต่ยิ่งแย้มรอยยิ้มกว้างขวางเมื่อจ้องตากันใกล้ชิด ปลายจมูกได้รูปที่ไล้คลอเคลียไม่ห่างทำให้หัวใจหวามไหว หากอบอุ่นไปถึงข้างใน ยุนโฮสงบปากไม่ต่อล้อต่อเถียงอีก แจจุงเองก็นิ่งเขินเอียงคอมองเขาอย่างน่ารัก แววตาที่ใช้มองกัน...บอกความจริงใจในทุกถ้อยคำที่ร่างสูงเคยเอื้อนเอ่ย

“ผมรักคุณ แจจุง รักจนแทบบ้าอยู่แล้ว” เสียงทุ้มกระซิบแผ่วที่ริมหู แนบใบหน้าสัมผัสผิวเนียนละเอียดอย่างรักใคร่ ยุนโฮไม่ผละห่างจากร่างกายนุ่มนิ่มเคล้ากลิ่นหอมยวนใจของแจจุงเลย นับตั้งแต่ปลายเท้าเหยียบย่างข้ามธรณีประตูเข้ามาภายในห้องนอนสีขาวนี้

เขารักแจจุง...รักมากจนแทบบ้า...

ความรู้สึกอึดอัดที่บีบคั้น อัดอั้นอย่างไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ หายใจแทบไม่เป็นจังหวะทุกครั้งที่แจจุงอยู่ใกล้ หัวใจของเขาเบาหวิว ทว่าก็กลับรู้สึกผ่อนคลายและเป็นสุขใจมากมายในเวลาเดียวกัน

เขารักนัยน์ตาสีนิลระยับแลดูซื่อใสแต่แสนลุ่มลึก หลงใหลมันจนอยากจะดิ่งกายหายเข้าไปในแอ่งหลุมสีดำสนิททุกครั้งที่จ้องมอง เขารักริมฝีปากนุ่มหวานละมุน รักเส้นผมอวลกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่เรียบลื่นดั่งแพรไหมชั้นดี รักผิวกายขาวผ่องพรรณ บอบบางเสียจนหวาดกลัวว่าจะแตกสลายหายไปในอ้อมกอดหนักแน่นของเขา แจจุงสวยงามเกินกว่าจะห้ามหัวใจไม่ให้สะท้านไหวทุกครั้งที่ได้สัมผัส

งามเสียจนบางครั้งยุนโฮอดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่าผู้ชายคนนี้เกิดมาเพื่อให้เขาได้รัก

เพื่อเขาคนเดียว...

ทั้งคู่เอนกายลงบนพื้นเตียงสีบริสุทธิ์ กลิ่นกุหลาบแดงในแก้วใสโอบกอดคนทั้งสองไว้ท่ามกลางสายลมต้นฤดู ดวงตาเชื่อมฉ่ำของแจจุงมีพลังมากพอที่จะทำให้ยุนโฮยอมสลัดทิ้งทุกอย่าง เขาจูบเบาๆ ที่ริมฝีปากซึ่งเผยอน้อยๆ แจจุงพริ้มดวงตา รับความอ่อนโยนของชายหนุ่มไว้ได้ทั้งหมด

ความนุ่มนวล อ่อนโยน และความอบอุ่นที่เขาเฝ้าซึมซับสะสมเอาไว้จนแทบล้นออกจากใจ แจจุงเองก็รักยุนโฮมากมายเหลือเกิน เขาไม่ได้ต้องการจะแทนที่ใคร ไม่อยากแก่งแย่งแข่งขัน ไม่ต้องการจะครอบครองยุนโฮไว้เป็นของเขา หากขอเพียงแค่ได้เห็นหน้าค่าตากันบ้าง ได้คิดถึง ได้สัมผัส ได้โอบกอดบ้างนานๆ ครั้ง เขาก็ไม่เคยหวังจะได้อะไรมากไปกว่านี้

“ถ้าความรักจบได้เหมือนในนิยายหมดก็ดีสินะ” ยุนโฮพูด ก่อนจะยิ้มบางๆ เมื่อแจจุงเลิกคิ้วมองอย่างสงสัย “ถึงบางเรื่องจะสุข บางเรื่องก็ทุกข์ แต่ยังจบในเล่ม ได้เก็บไว้อ่านซ้ำ คนอ่านจำได้ ไม่ใช่พอตายก็หายวับไป” เขานิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะว่าต่อไป “ถ้าผมได้เป็นพระเอกนิยายซักเรื่องล่ะก็...”

แจจุงยิ้มอ่อนหวาน นัยน์ตาแลดูราวกับไม่เชื่อหูที่ได้ยินคนรักพูดอะไรทำนองนี้ แต่ก็พยักหน้าตอบรับช้าๆ

“งั้นเรื่องของเราสองคนก็คงคล้ายๆ นิยายเรื่องนึงเหมือนกัน” แจจุงเลิกคิ้ว กลัวใจยุนโฮเหลือเกิน ผิดกับยุนโฮที่หัวเราะร่วน “เรื่องทรามวัยกับไอ้ตูบน่ะ”

แม้จะยังมองไม่เห็นรูปเงาของความเป็นนิรันดร์เหมือนในนิยาย แค่เพียงเศษเสี้ยวนาทีหลังเลิกงาน แค่ช่วงเวลาเล็กๆที่ดำเนินผ่านไปในแต่ละวัน แค่ได้กกกอดมอบไออุ่นแก่กันและกัน จ้องตากันลึกซึ้ง สื่อสารภาษากาย ใช้หัวใจพร่ำคำรัก เท่านั้นก็เพียงพอ

 

ก๊อกๆๆ!

 

เสียงเคาะประตูดังแหวกความเงียบขึ้นโดยไม่ทันให้ได้ตั้งตัว ทำให้คนทั้งสองที่กำลังกอดซบกัน แตะริมฝีปากแลกจูบหวานซึ้งจำต้องผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว ยุนโฮกระโจนออกมานั่งหย่อนขาได้ไกลถึงปลายเตียง ส่วนแจจุงรีบจัดคอเสื้อให้ดูเรียบร้อยอยู่ตรงที่ที่เขาเคยนั่ง

ไม่ทันไร...ประตูบานนั้นก็ถูกแง้มเปิดออก สาวใช้ร่างผอมบาง หน้าตาไม่สะสวยนักแต่สะอาดหมดจดน่ามองส่งยิ้มเข้ามาก่อน เธอค้อมตัวเดินท่าทางเรียบร้อย พยายามประคองแก้วน้ำทรงสูงซึ่งบรรจุน้ำสะอาดไว้เต็มบนถาดไม้เล็กๆ ในมือ

“ยาก่อนอาหารค่ะ คุณแจจุง” เธอเรียนอย่างสุภาพ ยิ้มให้ยุนโฮครั้งหนึ่ง ก่อนจะเดินตรงเข้ามาแล้วนำถาดไม้นั่นวางไว้กับโต๊ะไม้หอมใกล้กับเตียง

ยุนโฮชะเง้อมองวัตถุในถาด พลางเบิกตาโพลง เขาครางเบาๆ อย่างคาดไม่ถึง “โห...ทานยาเยอะขนาดนี้เชียวหรือครับ?”

สาวใช้หัวเราะ ไม่ลังเลที่จะเปิดปากเล่าอย่างภาคภูมิใจในเรื่องที่ไม่น่าจะภูมิใจตรงไหน “คุณแจจุงแพ้โน่นแพ้นี่ ป่วยง่ายแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้วล่ะค่ะ ลุงมินคนสวนเก่าแก่ของตระกูลคิมเล่าว่าตอนคุณหนูเกิดใหม่ๆ นี่ตัวเล็กนิดเดียว แถมยังต้องเข้าตู้อบด้วย ไม่ยอมร้องไห้ หมอตีจนเหนื่อยถึงได้ร้อง ครั้งแรกที่ได้ยินเสียงคุณแจจุงนะคะ คุณท่านกระโดดจนตัวลอยเชียวล่ะค่ะ หลังจากนั้นก็เลยทะนุถนอมคุณแจจุงยิ่งกว่าไข่ในหินซะอีก คุณท่านรักคุณหนูทั้งสองคนมากเลยนะคะ มากจนดิฉันเองยังอดชื่นชมไม่ได้ จะมีพ่อที่ไหนทุ่มเททำทุกอย่างเพื่อลูกได้แบบนี้อีกไหมหนอ”

ปากเธอว่าไปพลาง มือไม้ก็สาละวนอยู่กับการจัดยาไปพลาง หัวเราะคิกคักอยู่กับตัวเองโดยไม่ทันสังเกตเห็นรอยยิ้มเจื่อนๆ ของผู้ฟังอย่างยุนโฮ ชายหนุ่มกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ลอบชำเลืองมองสีหน้าของแจจุงก็พบว่าร่างบางเอาแต่ก้มหน้านิ่ง ดวงตาเลื่อนลอย ยุนโฮเอื้อมไปกุมมือแจจุงไว้แล้วไล้เบาๆ ใต้ผ้าห่ม แจจุงแสร้งปั้นหน้าภูมิใจตามสาวใช้ ฝืนยิ้มให้เขาสบายใจ หากแต่ยุนโฮรู้สึกว่ารอยยิ้มนั้นช่างจืดชืดและปวดร้าว

“เอ่อ...” สาวใช้ชะงักเมื่อเงยหน้าขึ้นสบสายตาผู้ฟังแล้ววังเวงใจอย่างไม่มีเหตุผล ยุนโฮกระพริบตาปริบ สายตาที่ใช้มองเธอราวกับกำลังวอนขออย่างสุภาพว่า ให้เงียบปากไปเสีย ใครบอกกันว่าเขาอยากจะฟัง เธอหยัดกายขึ้นยืนบิดมือไปมา พูดพลางยิ้มอายๆ “เอ่อ...แล้วก็...ป้าเมียงยอเชิญคุณชายจองทานอาหารเย็นด้วยกันน่ะค่ะ”

“แต่ว่า...” ยุนโฮอยากตอบตกลงในทันที แต่ยังนึกเกรงใจยองเอที่คงจะกำลังตระเตรียมอาหารเย็นไว้สำหรับเขาแล้ว

“แล้วยังกำชับมาว่าห้ามปฏิเสธเพราะเตรียมสำรับไว้ให้เรียบร้อยแล้ว”

ยุนโฮนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบตกลงไปเมื่อแจจุงบีบมือขอร้องอีกแรง

“ครับ แต่ต้องขอโทรบอกคนที่บ้านก่อนนะครับ”

“ไม่มีปัญหาค่ะ ใช้โทรศัพท์บ้านนี้ได้เลยทุกเครื่องนะคะ ไม่ต้องเกรงใจ”

“ขอบคุณมากนะครับ”

“งั้นดิฉันขอตัวก่อนดีกว่าค่ะ คุณแจจุงอย่าลืมทานยานะคะ” ร่างผอมบางโค้งคำนับให้แจจุงทีหนึ่ง ให้ยุนโฮทีหนึ่ง กระทั่งค่อยๆ ถอยฉากพ้นกรอบประตูไปในที่สุด

เสียงปิดประตูดังขึ้นตามมา ยุนโฮปรนลมหายหายใจยาวเหยียด ก่อนหันไปยิ้มบางๆ ให้แจจุง

“คุณพ่อของคุณดูจะรักคุณมากเลยนะ” สาบานได้ว่าเขาไม่ได้มีเจตนาพูดประชด แจจุงเองก็ไม่รู้ว่ามีอีกคนที่ล่วงรู้ความลับเกี่ยวกับตัวเขา ร่างบางสะดุ้งตัวสั่นทันทีที่ยุนโฮเอ่ยคำว่า ‘คุณพ่อ’

ยุนโฮกระชับฝ่ามือแน่นขึ้นอีก รั้งตัวแจจุงเข้ามาใกล้ “เรื่องบางเรื่อง...ลืมมันไปบ้างก็ดีเหมือนกันนะแจจุง”

แม้จะจ้องยุนโฮอย่างคลางแคลงใจ แต่เขาก็ยอมให้ร่างสูงโอบกอดเขาไว้ได้ตามแต่ใจปรารถนา อะไรบางอย่างบอกแจจุงให้นึกสงสัยว่ายุนโฮรู้เรื่องทุกอย่าง ไม่ว่าจะด้วยทางใด แต่อีกใจก็เลือกที่จะลืมมันไปเสีย

จะรู้ได้ยังไง จะต้องให้ยุนโฮรู้ไปอีกทำไม ตราบใดที่ผู้ชายคนนี้ยังคงรักและยอมรับในความไม่เพียบพร้อมของเขา ชีวิตที่เคยจมปลักอยู่กับอดีตที่แสนโหดร้าย ตั้งแต่ยุนโฮเดินเข้ามา ความว่างเปล่าที่เคยมีก็ถูกเติมเต็ม แต่งแต้มสีสันจนสดสวย แจจุงบอกตัวเองเสมอว่าวันวานไม่สำคัญสำหรับเขาอีกแล้ว เพราะยุนโฮคือวันพรุ่งนี้ ยุนโฮคืออนาคตที่เขามี และตราบใดที่ยุนโฮยังคงยืนยันจะอยู่เคียงข้างกันเช่นนี้ ก็ไม่มีอะไรที่เขาจะต้องกลัว

 

- - -

 

ยูชอนลืมตาโพลงในความมืดสงัดของราตรีอันเย็นเยียบ แสงไฟนับล้านเบื้องล่างฉายลอดช่องแคบระหว่างผ้าม่านสีทึมเข้ามาภายใน สร้างกระแสวูบไหวเป็นริ้วบนเพดานอันว่างเปล่า แรงกดดันทำให้เขาไม่สามารถข่มตานอนได้จนสนิท พรุ่งนี้ก็เป็นวันที่จุนซูจะต้องลงสนามสอบแล้ว ยูชอนรู้สึกกระวนกระวายใจราวกับเป็นฝ่ายต้องเข้าสอบเองอย่างไรอย่างนั้น

จุนซู...

คิดแล้วอดไม่ได้ที่จะใช้ข้อศอกช่วยยันกายให้ลุกขึ้นจากที่ที่เคยนอน แต่เมื่อชะเง้อมองข้ามหมอนข้างที่กั้นกลางอยู่ ก็กลับพบเพียงพื้นเตียงที่ยับย่นและความว่างเปล่าเท่านั้นเอง

แง้มบานประตูให้เปิดออกเบาๆ แสงสลัวด้านนอกก็ส่องกระทบม่านตา ยูชอนหรี่เปลือกตาลงเล็กน้อยจนเมื่อสายตาเคยชิน จึงสามารถมองเห็นภาพแผ่นหลังบางบนเก้าอี้ตัวเดิมนั้น ภาพตรงหน้าพร่าเลือนเหลือเกิน พร่าเลือนจนยากจะปักใจเชื่อว่าไม่ใช่ความฝัน ยูชอนยิ้มเศร้าอย่างช่วยไม่ได้

รอยยิ้มเศร้าๆ...

ร้องไห้ออกมายังจะดีเสียกว่า

เขากลับหลังหัน เดินหายเข้าไปในห้องนอนอีกครั้ง ก่อนจะกลับออกมาพร้อมกับผ้าห่มผืนย่อม เดินเข้าไปใกล้ยิ่งขึ้น พยายามบังคับฝีเท้า แม้แต่เสียงการเต้นของหัวใจให้เพลาเสียง เขาคลี่มัน คลุมลงบนไหล่เล็กให้ความอบอุ่น

พินิจพิจารณาจุนซูที่ฟุบหลับอยู่กับโต๊ะ คาหนังสือเศรษฐศาสตร์เล่มเดิมอย่างเหนื่อยล้า เส้นผมสีน้ำตาลทองตกระใบหน้าและแก้มใสเรื่อสีเลือด ทว่าก็ยังไม่สามารถบดบังความน่ารักของเขาได้อยู่ดี ริมฝีปากคู่นั้นแยกออกจากกันเล็กน้อย ผ่อนลมหายใจออกมาแผ่วเบา ยูชอนจินตนาการไปถึงนัยน์ตากลมสุกใส...ที่แลดูไร้เดียงสาเสียจนเขาหลงรัก

เขาวางฝ่ามือลงบนศีรษะเล็กๆ นั่น ลูบผมจุนซูเบาๆ อย่างทะนุถนอม ไม่รู้ว่าเพราะอะไร...ทุกครั้งที่เขาเฝ้ามองจุนซูอยู่เพียงข้างเดียวเช่นในตอนนี้ ก็ราวกับความรักที่เคยมีอยู่มันเพิ่มพูนขึ้นทุกขณะ

ทุกครั้งที่บอกตัวเองว่าไม่มีวันเป็นไปได้ ทุกครั้งที่บอกตัวเองให้ตัดใจ เขารักจุนซูมากขึ้น...ลึกขึ้น...และเจนจัดยิ่งขึ้นนักหนา

ยูชอนค้อมตัวลง เลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้ยิ่งขึ้น ก่อนจะแตะริมฝีปากลงบนหน้าผากของจุนซูเบาๆ

“ต้องทำให้ได้นะ จุนซู” เขาอวยพร “อย่าต้องจากกันไป...อย่างไม่ได้เป็นทั้งคนรัก หรือไม่ได้เป็นแม้กระทั่งครูกับลูกศิษย์เลย”

แม้จะเป็นเพียงความทรงจำในระยะเวลาอันสั้น แม้อีกสิบปีข้างหน้า จุนซูจะเดินกลับมาหาเขาในฐานะลูกศิษย์ แต่สำหรับเขา...จุนซูจะยังเป็นคนที่เขาเคยรัก หรืออาจจะยังคงรักเสมอไป

“ครูรักเธอ”

ร้องไห้ออกมายังจะดีเสียกว่า...

ดีกว่าจะต้องรู้สึกสุขใจ ในเวลาที่ภายในทรมานเพียงนี้

 

To be continued...

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry


โอยยยยยยย

อยากจะร้องไห้จริงๆ เศร้ายามเช้าเลยค่ะ

เฮ้ออออ มันอัดอั้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก

รอวันที่ทุกอย่างจะกระจ่าง

และรอวันที่พี่ตองจะสนใจรวมเล่มอีก ฮ่าๆๆ

นี่ถ้าเป็นคิมแจจุงในเรื่องสงสัยน้องคงเลิกเจอหน้ายุนโฮไปเลย -*- เครียดอ่ะ มันกดดันได้อารมณ์จริงๆค่ะ

รออ่านเดือนหน้าต่อไป T^T

#1 By Franc (124.121.125.52) on 2008-05-14 09:36

อ่า ความรักช่างวดงาม และเจ็บปวดจิงๆ

#2 By kamuichan (202.28.180.202) on 2008-05-14 11:01

โฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ........

มันเศร้าเกินไป

#3 By NooN (203.144.197.2) on 2008-05-14 11:13

ตราบใดที่ยุนโฮยังคงยืนอยู่เคียงข้างอย่างนี้ งั้นเหรอ

แล้วถ้าเค้าทิ้งไปล่ะ

แจจุงจะเป็นยังไง

ยิ่งรักมากก็ยิ่งเศร้ามากจริงๆ

เฮ้อ...

พี่ตองสู้ๆ นะคะ เป็นกำลังใจให้เสมอ

#4 By คิมแชยอน on 2008-05-14 12:40

โฮ....ความรักที่สวยงามและอบอุ่นของแจประทับใจฉากบนเตียงมากๆเลยค่ะ แค่อ่านหนังสือด้วยกันยังรู้สึกอบอุ่นได้ขนาดนี้ พี่ตองเก่งจริงๆ แต่แอบมาตบท้ายด้วยความเศร้าชวนอึดอัดของคุณพี่ชอง งือ. . . .ชองอย่าทำร้ายแจจุงเลยนะสงสารแจ....

น้องมินผู้น่าสงสาร อดคิดไม่ได้ว่าบทแอบรักเข้าขั้นกดดันตัวเองแบบนี้ช่างเหมาะกับน้องจริงๆ sad smile ไม่ได้ไม่รักน้องแต่คิดว่ามินเป็นคนที่แสดงสีหน้าเจ็บปวดออกมาแล้วแบบว่าดูดี(ไปเห็นตอนไหน) ไม่อยากให้มินเจ็บเลย แต่คุณครูปาร์กกะคุณหนูจุนซูก็เหมาะกันจนไม่รู้จะปั้นใจแบ่งใจเอียงไปให้ใครดี งื้อ....

พี่ตองสู้ๆนะคะ ขอบคุณสำหรับ can i 28 ค่ะ

#5 By ari (58.8.146.173) on 2008-05-14 13:26

เจ็บปวด......

เจ็บปวดเหลือเกิน..

ทุกครั้งที่เปิดบล็อกพี่..

รู้สึกว่าน้ำตาก็แทบจะไหลแล้ว

แต่ก็ยังอ่านต่อไป

เหมือนความรู้สึกที่ไม่มีวันสิ้นสุด..

ไม่มีวันสิ้นสุด..จริงๆ

#6 By Kyokoong on 2008-05-14 13:40

น้ำตาจะไหล ไหงความรักของคนทั้งคู่มันถึงได้ทรมานน่าอึดอัดเยี่ยงนี้อ่า คนอ่านจะขาดใจตายแทน โอ๊ย คนเขียนจะทรมานคนอ่านไปอีกนานเท่าไหร่ค่ะ อิฉัน อ่านทีไรจะกลั้นใจตายแทนแจกับยุนให้ได้ โฮ เศร้าได้อีก (เขียนได้สนุกมากค่ะจะติดตามอ่านต่อไป)

#7 By (124.120.143.30) on 2008-05-14 13:46

ความรักนี่เข้าใจยากจริงๆเลยนะคะ...

ไม่รู้จะเม้นท์อะไรอีกแล้วจริงๆ ...

#8 By 맀★김눈 on 2008-05-14 14:18

เศร้ามากมายอ่ะค่ะ
สงสารทุกคนเลย
เมื่อไหร่ทุกอย่างจะลงตัวซะทีน๊า

#9 By yj lover (58.8.91.227) on 2008-05-14 15:13

โฮกกก
เศร้ามากมายเลยค่า
อิอิ
มาอัพต่อเร็วๆน้าค่ะ
รออยู่ confused smile

#10 By (124.121.90.22) on 2008-05-14 15:49

ตอนนี้มีทุกรสจริงๆค่ะ
ชอบตอนที่ยุนอยู่กับแจจังเลย
แต่ปาร์คกับจุนซูนี่เริ่มรวดร้าวแล้วว
ส่วนชางมินสงสารสุดใจ
สู้ๆนะคะพี่ตอง

#11 By ZenShi (125.25.240.238) on 2008-05-14 17:59

เพิ่งมาเจอฟิคเรื่องนี้ค่ะ
อ่านไป บีบคั้นหัวใจมากเรย
ฟิคเรื่องนี้มานมากกว่าความเศร้าจิงๆ
เป็นอารายที่บรรยายไม่ถูกเรยค่ะ
แต่งฟิคเก่งมากๆเรย ชื่นชมจิงๆค่ะ
ทุกคนน่าสงสารมากๆเรย
อ่านไปตอนนี้ยังเดาอนาคตของแต่ละคนไม่ออกเรย
เหมือนอ่านไปก้อเดินอยู่บนทางเดินมืดๆอ่า
เศร้ามากจิงๆ

#12 By jbeam (118.173.227.163) on 2008-05-14 18:01

,,, มีความสุขก้อพอแล้วเนอะ แจจ๋า ,,,

^^"

>_____<

Happi!

#13 By rainbow (61.91.32.74) on 2008-05-14 19:45

หลังจากสั่งหนังสือของคุณก็แทบไม่มีเวลาเข้าบอร์ดอีกเลย
พอมาเปิดเจอว่าคุณมาต่อเรื่องcanชั้นตกใจและดีใจมากๆเลยหล่ะ เพราะเป็นฟิกชั่นเรื่องแรกที่ทำให้ชั้นร้องไห้เสียมากมายเป็นวรรคเป็นเวรและตอนที่คุณบอกว่าจะไม่แต่งต่อในตอนนั้นใจหายวาบเลย
ขอบคุณที่กลับมาต่อเรื่องนี้นะคะ ชั้นไม่รู้ว่เพราะอะไรคุณถึงกลับมาให้ฟิกเรื่องนี้โลดแล่นอีกครั้ง
แต่ความรู้สึกลึกๆของชั้นขอบคุณเหลือเกินที่ทำให้ตัวละครเหล่านั้นกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
ไฟท์ติ้งนะคะ
อาจจะไม่มีเวลามาเข้าบอร์ดบ่อยๆเพราะต้องทำงานที่ไม่เป็นเวลา แต่จะติดตามคุณต่อไปเรื่อยๆนะคะ

#14 By sai (117.47.95.172) on 2008-05-14 20:16

อ่า !!!

เศร้า โฮกกกกกกกกกก

แต่ไม่เข้าใจว่าทามมาย ยุน ถึงได้เปนถึงเพียงนี้อ่า

อยุ่กะแจ แต้ยังคืดถึง ยองเออีก

สงสารใครดีเนี่ย น่าสงสารไปหมด

แบบว่าอยากอ่าน เอิ่ม แบบ.....5555+ ของคุณครูมากมายอ่ะ

ฮ๋า ๆๆๆ

...want want...

ฮ่า ๆๆๆๆๆ

มาต่อไว ๆ น๊าคร๊า.....

#15 By ..ZosazisT.. on 2008-05-14 20:17

แล้วเสียงหัวใจของผมล่ะ

ครูเคยได้ยินบ้างไหม?

ชอบประโยคนี้จริงๆ มันให้ความรู้สึกเศร้าจริงๆ
เศร้าแบบต้องกล้ำกลืนไว้เคนเดียว
ลุ้นกะคู่นี้จริงๆ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะสมหวังสักที

#16 By minnie (58.8.125.81) on 2008-05-14 20:20

ยุนโฮนายดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นนะ แลดูมีความสุขดีเมื่อได้ทำตามที่หัวใจตัวเองต้องการ ทำงานเยอะๆแล้วเอาเวลาที่เหลือมาเติมกำลังใจให้ตัวเองล่ะ แจจ๋าจะได้พลอยดูมีชีวิตชีวามีน้ำมีนวลขึ้นมาบ้าง นายมีความสุขแจจ๋าก็มีความสุข แล้วก็โทรไปบอกเมียด้วยล่ะว่ามีธุระเมียจะได้ไม่รอเก้อ

สงสารนุ้งมิน ออร่าความเศร้า หม่นในหัวใจแพร่กระจายให้คุณแม่ได้รู้สึกเห็นใจลูกชายหัวแก้วคนนี้ได้ดีเลยทีเดียว เฮ้อโชคชะตาเล่นตลกกะจม.นี่เนอะ แล้วตอนนี้นุ้งเองก็ต้องเตรียมตัวสอบด้วยอ่ะ อีกอย่างตอนนี้มาอยู่ใกล้ชิดครูปาร์คแบบนี้แต่ดูเหมือนว่ามันช่างห่างใกล้กันจริงๆ สงสารนะ คนเป็นเด็กก็ไม่กล้าพูดอะไรออกไป คนเป็นผู้ใหญ่ยิ่งแล้วให้ก็มันสวมบทบาทครูกะลูกศิษย์หนิใครจะกล้าริก้าวข้ามเส้นนั้นไปได้ ถ้าหัวใจมันไม่ได้เรียกร้องอยากจะฝ่าฟันอุปสรรคนั้นไปจริง คงต้องรอเวลาอ่ะนะว่าเมื่อไหร่ ไม่ใครก็ใครคงทนไม่ได้กับสภาวะน่าอึดอัดแบบนี้คงกล้าที่จะพูดความในใจออกมาบ้างให้อีกคนได้รู้ก็ยังดี

#17 By m_econ (124.121.118.129) on 2008-05-14 20:38

สงสารน้องมินอ่ะ ตอนที่อ่านนะ ดันเปิดเพลงที่น้องมินร้องใน rising sun showcase พอดีเลย เศร้าได้อีก เฮ้อๆๆๆ แต่คราวนี้ก็เหมือนว่าหมีจะมาหาแจจ๋าเต็มตัวป่าวเอ่ย แต่ถึงยังไง ก็สงสารยองเอ แจจ๋า อยู่ดี ทุกอย่างอยู่ที่มะหมีคนเดียวแท้ๆๆๆ ความสุขของทั้งสองคนที่รักหมีนั่นน่ะสักวันจะได้เป็นความสุขที่แท้จริงมั๊ยนะ สู้ สู้ คร้าบบบบบบ จะเป็นกำลังใจให้เสมอ

#18 By BloomminT (58.8.168.211) on 2008-05-14 20:54

น้องมินกลับมาแล้ว พร้อมกับอะไรๆที่อาจจะเปลี่ยนไป
เข้มแข็งเข้าไว้น๊า

จุนซูจะสอบแล้ว หลังจากนี้จะยังไงล่ะเนี่ย
โฮฮฮฮฮฮ ครูยูชอนนนน บอกๆกันไปเล้ยยยย

พี่ตองอย่าหายไปนานน๊า 555

#19 By Piggie on 2008-05-14 21:18

อะไรจะเศร้ามากมายขนาดนี้
ตอนนี้เราเองก็กำลังเศร้าอยู่ เลยอินจัด
ขอให้ยูซอนยอมเปิดใจบ้างเถอะ
เพื่อคนที่เธอรัก เเล้วก็ตัวเอง เวลาเหลือน้อยเเล้ว ชางมินก็กลับมาเเล้วด้วย
เเอบขอเเซว เเล้วถ้าปาร์คเป็นหมอผีอ่า จะเป็นด้วยเปล่า

เข้ามาให้กำลังใจทุกวันเลยอ่า
เเต่ก็ไม่เจอ 555

#20 By marked (58.8.35.73) on 2008-05-14 21:25

จะรู้ได้ยังไง จะต้องให้ยุนโฮรู้ไปอีกทำไม ตราบใดที่ผู้ชายคนนี้ยังคงรักและยอมรับในความไม่เพียบพร้อมของเขา ชีวิตที่เคยจมปลักอยู่กับอดีตที่แสนโหดร้าย ตั้งแต่ยุนโฮเดินเข้ามา ความว่างเปล่าที่เคยมีก็ถูกเติมเต็ม แต่งแต้มสีสันจนสดสวย แจจุงบอกตัวเองเสมอว่าวันวานไม่สำคัญสำหรับเขาอีกแล้ว เพราะยุนโฮคือวันพรุ่งนี้ ยุนโฮคืออนาคตที่เขามี และตราบใดที่ยุนโฮยังคงยืนยันจะอยู่เคียงข้างกันเช่นนี้ ก็ไม่มีอะไรที่เขาจะต้องกลัว


ถ้า จอง ยุนโฮ คิดได้แบบนี้บ้าง เรื่องราวที่แสนเศร้าและเจ็บปวด

อาจไม่ต้องเกิดขึ้นเลยก้เป็นได้....

T_______________________T


ชอบเรื่องนี้มากเลยค่ะ >< เศร้า แต่มันดูมีมิติมากเลยยย

เชียร์(ยุยง) รวมเล่มๆๆๆๆๆ หุหุ

#21 By PURE (117.47.181.238) on 2008-05-14 23:08

ถึงตอนนี้ยุนโฮจะมาหาแจจุงเหมือนเดิมแล้วแต่ก็ยังไม่ได้อยู่ด้วยกันแค่สองคนอยู่ดี ต้องกลับไปอยู่กับคนที่บ้านเหมือนเดิม...เศร้าจนพูดไม่ออก
เครียดดดดดดจร๊งงงงงงง...ทำไมมันเศร้าได้ทุกคู่สิน่า

#22 By silverfox (203.144.221.254) on 2008-05-15 07:43

ชอง ยุนโฮ ที่ทำอยู่เนื่ยเรียกว่ารักรึ แต่ทำไมเหมือน
แค่นายต้องการครอบครองแจเท่านั้น เก็บไว้เบื้องลึก
อยากมาก้อมา มาแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ ไม่เปิดเผย
ไม่ยกย่องออกหน้าออกตา กลัวเมียจะรู้ กลัวตัวเองจะพัง
นายมันน่ารังเกียจจริง ๆ คอยเอาเปรียบแจตลอดเวลา
เอาเปรียบหัวใจของแจที่รักและเทิดทูนนายที่สุด ฉวยโอกาสตักตวงความสุขจากแจ พออยากมีความสุข
ก้อแอบเมียมาหา เสร็จแล้วก้อกลับไป ทิ้งแจไว้ข้างหลัง
ถึงแม้แจจะมักน้อย แค่ได้อยู่ใกล้ ๆ ก้อพอใจแล้ว
แต่ยังไงซะ คงไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ไม่เจ็บปวดเมื่อมองตามหลังคนที่รักเดินจากไป อยากเห็นแจจ๋าเข้มแข็งกว่านี้
อย่าเปลืองตัวกะคนที่เค้าไม่เห็นค่าความรักของเรา เฮ้อ

#23 By yj on 2008-05-15 10:16

ยุนแจรักกันดีจังอ่ะ
เชียร์ให้ไม่มีใครต้องเสียใจมากไปกว่านี้เน้ >_<

"ความรัก"
ไม่จำเป็นต้องจบลงที่การแต่งงาน
หรือการใช้ชีวิตคู่ในบ้านหลังเดียวกันหรอกนะคะ

ชอบคู่หลักมาก ๆ เลยค่ะตอนนี้
เชียร์ยุนแจเต็มที่
ความรักรูปแบบนี้ไม่ค่อยได้อ่านในฟิคไหนเลยอ่ะ

ยูซูก็อย่าน้อยหน้าน๊า~
เชียร์เหมือนกัน

#24 By LilacGalx on 2008-05-15 12:44

이렇게 아프게 너무 쉽게 헤어질 사랑하진 마요
อี-ร็อค-เค อา-พือ-เก นอ-มู ชวีบ-เก เฮ-ออ-จิน ซา-รัง-ฮา-จิน มา-โย
ถ้าต่างคนต่างเจ็บ จากกันไปง่ายๆ ได้โปรด...อย่ามารักกันเลย


ใครจะเป็นคนรับปาบนะ?
ยุนโฮ แจจุง ยองเอ หรือ ลูกของยองเอ

(ถ้าแจจุงเป็นผู้หญิงได้มีเด็ก สร้างบ้าน(เล็ก)สมใจแน่เลย ยุนโฮเอ้ย...)

ยูชอนหรือชางมิน ?
จุนซูจะทำยังไงนะ เฮ้อ...

#25 By Y___Y (203.152.39.110) on 2008-05-15 13:12

โฮกกกกกกกกกกกกกกกกก


เฮ้อออออออออออออออออ


จาเศร้าไปไหนคับพี่น้อง


จาเริ่มอ่านแต่ละทีต้องทำใจเปนพักอ่ะ


หู๊


ปล.เปนกาลังใจให้คนแต่งสู้ๆ

#26 By NooN (118.172.133.143) on 2008-05-15 13:38

อ้าก ครูรักเทอ ครูรักเทอ ครูรักเทอออออออออออออออออออ

ฮืออออออออ อยากให้น้องได้ยินคำนี้เจงๆ ฮือออ

อะไรมันจะเศร้าสลดได้ปานนี้หนอออออ

เฮ้ออ ยุนแจก้อเส้า

มิกเซ๊ยก้อเส้า

สงสารสุดคือชางมินนนนนนนนนนน

แง้

#27 By ... (58.10.15.19) on 2008-05-15 18:35


โนคอมเม้นแฮะ
แต่แอบหนักใจค่ะ

สู้ๆนะคะพี่ตอง big smile
รออ่านอยู่เสมอคร่ะ

#28 By ❤ hirosuiiz [nusui_jaeho] on 2008-05-15 18:39

เนื้อเรื่อง ก็เป้นไปตามพี่ตองกำหนดแล้วกันค่ะ

แต่ชอบไตล์การเขียนแบบนี้ของพี่เป็นที่สุด
เน้นบรรยาย มีไอ้จุดๆ 3 จุดเนี่ยยิ่งชอบ ..
ที่สำคัญ มันยาว อ่านแล้วไม่ขาด ลงสวย ในแต่ละพาร์ท

เรื่องมันมีน้ำหนักมากขึ้นจริงๆนะค่ะ แต่...ก็ ไม่รู้สิ 55+ ชอบอะไรที่มันลอยๆ ฟุ้งๆ มากกว่ามันให้ความรู้สึกแบบ คิดอารมณ์ตามตัวละครได้ทัน โดยไม่ต้องมีจุดกำเนิดก็เข้าใจได้

( พี่ตองบอก : อะไรของมัน ) ฮ่าๆ

จะตามอ่านแล้วกันค่ะ
ยุนโฮรักยองเอขึ้นเนอะ .. ถึงจะรักแจจุงมากกว่าก็เหอะ อยากให้ยองเอรู้ความจริงจัง สะใจดี สะใจยุนโฮน่ะ .. คนที่ถูกกดดันมาทั้งชีวิต มันต้องมีจุดหนึ่งสิพีค แต่เมื่อไหร่จะพีค(-*-) หรือไม่พีค ใช้ชีวิตรักแบบ หลบๆ แบบนี้ไปตลอด ไม่ได้ลำบากนิ สบายด้วย (สบายยุนโฮน่ะนะ) sad smile ไม่รู้แฮะ...แต่สงสัย ยุนโฮมันมีดีอะไรนักหนานะ ทำไม๊ ทำไม มีแต่คนฝากชีวิตไว้ให้

อบอุ่น อ่อนโยน ใจดี นี่สเปคเลยนะ แต่เห็นยุนโฮเอ่อ...ไม่เอาแล้วกัน 55+ อบอุ่น อ่อนโยน ใจดี แต่ไม่จริงใจ ไม่ได้ทำด้วยใจจริง ก็...เก็บไว้เถอะ ถ้าจะแจก ก็ให้เฉพาะคนที่สำคัญ

ทำแบบครูยูชอน

ในมุมมองเรา ปาร์คดูอบอุ่นกว่ายุนอีกนะ...เป็นความอบอุ่นที่จริงใจ มากด้วย...

เพื่ออนาคตของคนที่เรารัก ที่ทนสอน เจียนจะบ้า
ไม่ใช่แค่ก็รัก แค่อยากอยู่ใกล้ แค่ให้ตัวเองได้ปลดปล่อย อีกฝ่าย ช่างเค้าเถอะ จะตายก็ช่าง รู้แค่เค้ารักเราถวายหัว พอและ (กุ)สบายใจ...

แต่ปาร์ครักอยากเห็นเค้าได้ดี...รักอยากเห็นเค้าประสบความสำเร็จ ถึงตัวเองจะเจ็บ จะปวด ไม่เป็นไร ครูทนได้เพื่อเธอ แบบนี้เลย...แต่มันเกินขอบของรักแบบ ศิษย์อาจารย์ออกมา ..

ปล. เห็นคอมเม้นนึงบอก ลองให้แจจุงเป็นผู้หญิง
( แต่แค่บรรยายก็เหมือนแล้วนะ แค่มีเด็กไม่ได้แค่นั้น ) ถ้าแจจุงเป็นผู้หญิงการกระทำแบบนี้ก็นะ ศีลธรรม จารีต ประเพณี กฎหมาย เอาไรล่ะ ผิดหมดเลย เอ้อ... เอาเหอะ ใครบอกควารักไม่มีเพศ ไม่มีความผิด ขอเถียง เห็นมีอยู่ชัดๆเลยล่ะ !

ขออีกนิด มีพระรองต่อจากยุนไหมคะ ? อย่างถ้าปาร์คไป ก็มีชางมิน แล้วถ้าแบบ ยุน มีใครมาแทนได้ไหมคะ เอาแบบรักแจจุงสุดๆ รักที่บริสุทธิ์

เกลียดที่พูดว่า แจจุงเกิดมาให้รักมัน เป็นของมันคนเดียวอ่ะ ป๊ะแกสิ .. แน่จริง เอ็งก็เป็นของแจจุจงคนเดียวบ้างสิ(ว่ะ)

เอาแบบ ฮัวหลาง ยองเจ เทซก มีแถมให้แจจุงไหมคะ ?

( พี่ตองบอก : อะไรของเมิ-งเนี่ย )

55+

#29 By Tiddee on 2008-05-15 20:27

^
^
^
เม้นข้างบนยาวมั่ก ชอบอ่านเม้นด้วยค่ะอิอิ

ตอนนี้ ยุนแจ อารมณ์แบบ ถอนตัวโงหัวไม่ขึ้นแล้ว
ตั้งใจทำสิ่งที่ไม่ถูกจนกลายเป็นกิจวัตรแล้วสินะ
สิ่งไม่ถูกต้องที่ว่า คือการลักลอบมาหาแจจ๋า
ก่อนหน้านี้ ทั้งคู่ยังพอยับยั้งชั่งใจได้อยู่บ้าง
ตั้งแต่แจจ๋าไปเจอยองเอคราวนั้น
เสียศูนย์ไปเลย จากเดิมที่เข้มแข็งได้แล้ว
แถมยังเป็นเรื่องเป็นราวตามมาให้ยุนโฮเสียศูนย์อีกคน
โอ้ย ปวดหนึบในหัวใจเลยทีเดียว
จริงอย่างที่บางเม้นว่า
ต้องมีจุดพีคของยุนโฮมันสักวัน
ไอ้จุดพีคนี่แหละ ทำให้ยุนเลือกแจจ๋าจนได้
อารมณ์แบบว่า กรง กรอบประเพณีพ่อแม่บ้าบอไร
ตรูไม่สนแล้ว ตรูจะรักของตรู
เมือ่ไหร่จะถึงวันนั้นเฮอะยุน
ชั้นกลับใจมาเชียแกได้หลายตอนแล้วนะ
แต่นี่มันชักจะรีรอยืดยาดนานเกินไปแล้ว

สุดท้าย
Yes!!! Yoonho is back.
555 ยุนโฮตัดผมแล้ว
ขอแสดงความยินดีกับแม่ยกหมีทุกท่าน

#30 By แจจ๋า (222.123.194.176) on 2008-05-15 21:44

ทั้งๆที่ยุนแจหวาน แต่แอบเศร้ายังไงไม่รู้อ่ะ
แจจุงดูมีความสุขมาก ทั้งๆที่น่าจะรู้นะว่า ความสุขแบบนี้มันไม่มีทางยั่งยืนได้อยู่แล้ว
กลัวว่าแจจุงจะต้องเสียใจอีกรอบ
แล้วคราวนี้ แจจุงอาจจะลุกขึ้นยืนด้วยตัวเองไม่ได้อีกเลย

ปาร์คกะเซียเนี่ย ขอเห๊อะ
พูดกันซักที ความสุขอยู่ตรงหน้าแล้วนะ
ทำไมไม่คว้าไว้ล่ะ!

#31 By kura-x (58.9.78.12) on 2008-05-15 22:21

รักมากแค่ไหน แต่ถ้ามันผิด มันก็ไม่สมควรอยู่ดี


ผิดแบบไหน ผิดยังไง ก็รู้อยู่ รู้อยู่แก่ใจ

ยุนโฮทำได้ยังไงนะ
มีความสุขกับอีกคน ทั้งๆที่มีอีกคนข้างหลังกำลังร้องไห้
มีความสุขกับอีกคน ทั้งๆที่มีคนต้องรับผิดชอบอยู่ข้างหลัง

เม้นดูดีไปแล้ว ขอเม้นในฐานะ เมียงยอ 2

ยุนโฮไม่มีทางทิ้งยองเอง่ายๆ ยองเอยังมีผลประโยชน์อยู่ ยังต้องมีลูกให้ ยังต้องสร้างครอบครัวหักๆพังๆ ยังต้องทำเงินให้ ยังต้องเป็นตุ๊กตาให้ดูต่างหน้าเล่น โอ้ยมากมาย... มีค่าในสายตายุนโฮจะตายชัก ใครจะกล้าทิ้งล่ะ ?

ทิ้งแจจุงนี่ไม่รู้ ก็ทิ้งมาตั้งนานแล้วจะกลับมาเก็บแล้วทิ้งอีก ก็...คงบอกตัวเอง ไม่เป็นไรของตายเดี๋ยวกลับไปหาได้~


ยูชอน ชางมิน
จะเป็น เมื่อเค้ามาชั้นจะไป หรือเปล่า?

อย่าทำร้ายจุนซูเป็นพอ

#32 By 2jaejoong on 2008-05-15 23:21

อ่า.......

เศร้าจับจิตค่า...ยูชอนนี่ของเรา แงๆๆๆๆ
เมื่อไหร่จะรู้ใจกันและกันเนี่ย...คนอ่านจาไม่ไหวแล้วววว

มินนี่ก็อีกคน...อ่า....เศร้าๆๆๆ

อัพตอนต่อไปไวๆนะคะ

#33 By My~Junsu (202.149.24.129) on 2008-05-16 11:27

การู้จักของชางมินกับจุนซูมันดูเหมือนเป็นพรหมลิขิตให้ได้มาเป็นเพื่อนกันดีจัง
แต่บางทีการที่คนทุกคนมาพบกันไม่ว่าจะด้วยสถานการณ์ยังไง
มันก็เป็นเหมือนพรหมลิขิตอยู่แล้วล่ะโน๊ะ

เพลงI Love Youฟังแล้วเข้ากับสิ่งที่ชางมินเจออยู่จิงๆ
อยากรู้จังว่าถ้าชางมินได้เจอจุนนี่แล้วจะเกิดอะไรขึ้น
จะไม่มีการจากลากันอย่างง่ายดาย
ชางมินจะไม่ปล่อยจุนนี่ไปง่ายๆ
แต่จุนนี่ก็รักครูยูชอนไปแล้วอ่ะ
เจ็บปวดอีกแล้ว ... ไม่อยากจะคิด โฮฮฮฮ~

ช่วงนี้กลายเป็นว่าหมีสละเวลามาหาแจหลังเลิกงาน
ทำตัวเหมือนคนมีกิ๊กเลยแฮะ
แจจุงเรื่องนี้มีความคิดเป็นแบบมิสโคเรียมาเองเลย
ชั้นไม่หวังอะไรมาก ขอแค่ได้ใกล้ชิด ไม่หวังได้เค้ามาเป็นของตัวเอง
นางเอกตัวจริง โฮ๊ะๆ
แต่มีลางสังหรณ์ว่ายังไงซะ ... ซักวันเรื่องก็ต้องแดงอยู่ดี
แล้วก็มีคนเจ็บปวดได้อีก โฮฮฮ~(ได้อีก)

ดูเหมือนมิคจะรู้จุดอ่อนของจุนนี่ไปซะหมด
รู้ไส้รู้พุงกันหมดละ แต่ไม่ยักกะรู้ใจของกันและกัน
จุนนี่ฮึดสู้มาฟิตอ่านหนังสือรอบดึกเพื่อคุณครูยูชอน
หุหุ น่ารักจัง อยากให้รางวัล มามะๆเค้าจุ๊บที ฮ่าๆๆ(ไม่เกี่ยวละ แกน่ะ ==")
ไม่รู้ว่าจุนนี่ได้ยินรึป่าวที่มิคบอกว่า "ครูรักเธอ"
แต่ถึงได้ยิน จุนนี่ก็อาจจะคิดว่ามันไม่ใช่ความรักแบบนั้นก็ได้
เฮ้อ ... เศร้า

สู้ๆค่ะพี่ตอง งานโหมเหรอคะ
สู้ตาย ไฟท์ติ้งค่ะ Q(^w^)V

#34 By B*Witch (203.153.171.27) on 2008-05-16 11:30

มีแต่คนเม้นยาวๆ^^

can i love u?
ไม่มีอะไรจะเหมาะไปกว่านี้อีกแล้ว

ความรักระหว่างเพื่อน ระหว่างครูกับศิษย์ ระหว่างคนที่มีเจ้าของแล้ว

T_______________T

ชอบจังค่ะ แต่งออกมาได้ซึ้งกินใจมาก
เหมือนเนื้อเรื่องไม่ได้ดำเนินไปไหน
แต่มันสวยงามจนอยากจะอ่านซ้ำๆหลายๆรอบ

คู่ยุนแจ

ทำไมมีแต่คนด่ายุน?
เราเข้าใจนะ มันผิดที่ยุนกับแจเจอกันช้าไปตะหาก
เราว่ายุนมีความพยามแล้วก็กดดันมากสุดแล้วอะ
มากกว่าแจหลายเท่า ทั้งเรื่องครอบครัว การงาน ความรัก
ทั้งหมดมันทำให้ก้าวพลาดไปไมได้เลย
เราว่ายุนยอมนะถ้าจะประกาศให้ทุกคนรู้ไปเลยว่ารักแจ
แต่ว่าสุดท้ายมันก็ต้องเจ็บกันหมด ยองเอที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราว พ่อแม่ เจ้านาย ทุกคนจะเสียใจ ผิดหวัง
ตอนนี้เหมือนยุนรับทุกอย่างอยู่คนเดียว
ถึงความรักจากแจจะสวยงาม มากมายแค่ไหน
แต่มันก็ทำให้ยุนไปจากแจไม่ได้
สุดท้ายคนที่เจ็บที่สุดก็คือยุน

เราเชียร์ยุนนะ


คู่ยูซู อันนี้ขอเม้นเรย ชอบมากกกกกกกก
เราอ่านยุนแจข้ามๆ แต่ขอบอกว่ายูซูนี่อินมากกกกกก

มันเป็นความรู้สึกที่อึดอัด อายุก็ต่าง ฐานะก็ต่าง
เหมือนมีกำแพงที่กั้นอยู่ แล้วจะพูดคำว่ารักออกมาง่ายๆได้ยังไง

“อย่าต้องจากกันไป...อย่างไม่ได้เป็นทั้งคนรัก หรือไม่ได้เป็นแม้กระทั่งครูกับลูกศิษย์เลย”


อันนี้จึ่กมาก อ่านแล้วขนลุกน้ำตาจะไหล
แบบแล้วทำไมต้องจากกัน มันใจหายแว๊บๆ

“ครูรักเธอ”

ร้องไห้ออกมายังจะดีเสียกว่า...

ดีกว่าจะต้องรู้สึกสุขใจ ในเวลาที่ภายในทรมานเพียงนี้



T_______________________T

พูดออกมาสิปาร์ค

บอกว่า ครูรักเธอ ในฐานะคนรัก

อย่าทำให้น้องเข้าใจผิดอีกเลย*


พี่ตองมาต่อด่วนๆนะคะ

^^ ไฟท์ติ้งงงงงงง~


*



#35 By riko* (124.120.246.88) on 2008-05-16 14:29