Can I Love You? (27)
posted on 30 Apr 2008 21:09 by bleaf-me in can-i-love-you
Title: CAN I LOVE YOU?
Author: b.leaf
Paring: Yunjae, Yoosu (Implied Minsu)
Genre: AU, Romance, Drama, Angst
Rate: PG-13
27. กรง
ทันทีที่ยุนโฮใช้ไหล่แทนมือไม้ซึ่งหอบแฟ้มเอกสารพะรุงพะรังดันประตูบ้านเข้ามา เขาก็จำต้องผวาวาบด้วยไม่แน่ใจกับบุคคลที่ตัวเองเห็น
ร่างเพรียวบางในชุดสีขาวตลอดตัว ผู้มีเส้นผมสีดำสนิทยาวตรงเคลียบ่า ตัดกับผิวขาวละเอียดมากจนเกือบจะเป็นขาวซีดยืนอยู่เบื้องหน้า ทำให้มองผ่านเพียงแวบเดียวก็พลอยทำให้รู้สึกสั่นพร่าไปทั้งตัว
เสี้ยววินาทีหนึ่งที่จิตใต้สำนึกบอกเขาว่าคนตรงหน้านี้จะเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจากคิมแจจุง ทว่าในอีกเสี้ยววินาทีถัดมาที่ชายหนุ่มกระพริบตาถี่ๆ พยายามปลุกตัวเองให้ตื่นจากฝัน น้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของเธอก็ช่วยทำให้ทุกอย่างกระจ่างชัดขึ้น
“อ้าว ยุนโฮ กลับมาแล้วหรือคะ?” ยองเอเอ่ยทักด้วยรอยยิ้ม เครื่องหน้าที่คุ้นตาในวันนี้กลับแลดูแตกต่างไปจากทุกวันเพราะทรงผมยาวตรงสีดำขลับ
“อา...กลับมาแล้ว” ยุนโฮจ้องคนเป็นภรรยาตาไม่กระพริบ “คุณทำอะไรอยู่น่ะ?”
ยองเอกวาดตามองไปรอบๆ กาย ก่อนจะหยุดสายตาลงที่ตัวเองในที่สุด “กำลังลองชุดอยู่ค่ะ จะใส่ไปงานวันเกิดเพื่อน”
“ทำผมใหม่ด้วยหรือ?”
“ค่ะ” ริมฝีปากอิ่มสวยคลี่ยิ้มเจื่อน “ทำไมหรือคะ ดูไม่ดีงั้นใช่ไหม?”
“ม..ไม่นี่ ดูดีออก” ยุนโฮพยายามจะยิ้มปลอบใจเธอ แต่รอยยิ้มของเขาคงปรุงแต่งได้ไม่แนบเนียนเท่าไหร่ ยองเอจึงมีทีท่าขาดความมั่นใจมากยิ่งขึ้นหลายเท่า
หญิงสาวลูบฝ่ามือลงบนกระโปรง หันไปมองกระจกอย่างลุกลี้ลุกลนด้วยความกังวล “ไม่จริงหรอก คุณโกหกแน่ๆ เลย ใครๆ ก็บอกว่าฉันใส่สีขาวไม่ขึ้น”
“คิดมากน่า”
“ไม่ ต้องไม่สวยแน่ๆ ฉันคงดูเหมือนศพ”
“พูดอะไรอย่างนั้น”
“ไม่หรอก คุณดูสิ ไม่รู้ฉันคิดยังไงกันนะถึงเลือกทำผมสีนี้ ซื้อชุดสีนี้ มันไม่เข้ากับฉันสักนิดน่ะ” ยองเอเริ่มเดินพล่าน น้ำตาคลอเบ้า เธอดูคล้ายจะเริ่มควบคุมสติตัวเองไม่ได้ หญิงสาวทำท่าจะถอดชุดสวยๆ ที่สวมอยู่ออกเสียเดี๋ยวนั้น โชคดีที่ยุนโฮหยุดเธอไว้ได้เสียก่อน
“ไม่ต้องหรอก ยองเอ” เขารั้งเธอมากอดไว้ “คุณสวยมากๆ เลย”
“ไม่จริง คุณโกหก” เธอสะอื้น
“ผมพูดจริงนะ หรือถึงจะไม่ มันสำคัญยังไงกันล่ะ?”
“ก็ถ้าฉันดูไม่ดี ใครจะรักฉันล่ะคะ”
ประโยคนั้นทำให้ยุนโฮจำต้องถอนหายใจออกมาอย่างเวทนา ในใจท่วมท้นไปด้วยความรู้สึกเห็นอกเห็นใจอย่างสุดซึ้ง เขาอดจินตนาการไม่ได้ว่าตลอดชีวิตของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งต้องเติบโตขึ้นมาท่ามกลางสายตาของใครต่อใคร กระเป๋าที่ถือ รองเท้าที่ใส่ เสื้อผ้าข้าวของนอกกายที่เป็นเพียงเครื่องห่อหุ้มไม่อาจรอดพ้นสายตาสาธารณชน ทุกคนติดว่าต้องสวย รวย เก่ง เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เสียนอกจากความเพียบพร้อมสมบูรณ์แบบเช่นนั้น ภายในกรงทองที่ผู้เป็นพ่อแม่สร้างขึ้นมาล้อมกรอบคนเป็นลูกสาวด้วยความรัก และความไม่อยากจะสูญเสีย แท้จริงภายในคงกลวงโบ๋
“ผมรักคุณนะ ไม่ว่าจะยังไง เข้าใจไหม?”
ร่างในอ้อมกอดพยักหน้าเบาๆ
“ผมเข้าใจคุณนะ ยองเอ” ยุนโฮใช้ฝ่ามือลูบแผ่นหลังเธอเบาๆ ปลอบโยนอย่างนุ่มนวล "แต่ต่อให้คุณสวยกว่านี้ ผมก็คงจะไม่รักคุณ ถ้ามันไม่ใช่ตัวคุณ”
มันคงจะดีกว่านี้อีกมากโข หากเขาจะสามารถปลอบเธอด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นยิ่งกว่านี้
.
.
.
ยองเอค่อยๆ แง้มบานประตูห้องนอนให้ปิดลงจนสนิท พลางสอดส่ายสายตาท่ามกลางความมืดที่โรยตัวอยู่โดยรอบ สายลมยามค่ำคืนกลางดึกเช่นนี้เงียบเชียบชวนให้กายหนาวสั่น ทั่วบริเวณถูกครอบคลุมด้วยความมืดสงัด คงจะมีแต่แสงไฟสีนวลที่แผ่ลอดออกมาจากช่องแคบใต้ประตูบานตรงข้ามกันนี้เท่านั้นกระมังที่ยังคงไม่ถูกดับไป เธออดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อเป็นไปตามที่คิด เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมา ไม่มีอะไรแปลกใหม่ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
หญิงสาวประคองแก้วทรงสูงใบใหญ่ซึ่งบรรจุนมสดอุ่นๆ ไว้อยู่เต็ม มองมันอย่างใช้ความคิดอยู่ครู่ใหญ่จึงตัดสินใจหมุนลูกบิดประตู ภาพที่ปรากฏชัดต่อสายตาย้ำการกระทำซ้ำซาก ชวนให้เธอรู้สึกอัดอั้นในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก
ชายหนุ่มคนตรงหน้ายังคงนั่งหันหลังให้เธออยู่บนเก้าอี้สำนักงานตัวใหญ่ หน้ากองเอกสารกองสูงท่วมศีรษะ ในมุมหนึ่งของห้องทำงานเล็กๆ อับแสงถูกฉาบไว้เพียงแสงสว่างจากโคมไฟตั้งโต๊ะและเงาวูบวาบสีขาวแสบตาจากจอคอมพิวเตอร์ นาฬิกาดิจิตอลเครื่องเดิมบอกเวลาเกือบเช้ามืดแล้ว แต่มันก็ไม่ได้ถูกเก็บเอามาใส่ใจ ยุนโฮยังคงทำงานหามรุ่งหามค่ำโดยไม่ปริปากบ่น
ภาพแผ่นหลังกว้างอันแสนคุ้นเคยเจนจัดในห้วงคำนึง
เขาหันหลังให้เธออยู่แทบจะตลอดเวลา
ยุนโฮเพ่งสมาธิ จมอยู่กับตัวหนังสือยิบตาที่ปรากฏอยู่บนแผ่นกระดาษตรงหน้าจนไม่ทันสังเกตการมาถึงของใครอีกคน ร่างสูงสะดุ้งน้อยๆ เมื่อยองเอเอื้อมมือไปสัมผัสบนไหล่ พร้อมๆ กับที่เธอวางแก้วนมสดลงบนพื้นที่ว่างของโต๊ะทำงาน ยุนโฮยิ้มให้เธออย่างเคยชิน ผิดจากรอยยิ้มที่ยองเอมอบตอบกลับมานั้นดูเศร้าจับใจ
“ทำไมยังไม่นอนอีกคะ คุณโหมงานจนผอมแทบแย่ยังไม่พอ แล้วนี่ยังจะอดนอนอีก ใจคอคุณจะไม่สงสารเลยหรือถ้าฉันต้องทนเป็นหม้ายเพราะสามีรักงานมากกว่า” เสียงหวานเอ่ย พลางทำหน้าง้ำหยอกล้อ เสริมให้ยองเอยิ่งดูน่ารัก ทว่าชายหนุ่มไม่อาจสัมผัสถึงแววความน้อยเนื้อต่ำใจที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงนั้น
ยุนโฮหัวเราะ ก่อนจะละจากกองเอกสารตรงหน้ามาสบตาเธอตรงๆ “โธ่คุณ...ผมเคยพูดหรือว่ารักงานมากกว่าคุณ” เขารวบเอวบอบบางนั้นเข้ามากระชับกอดจากทางด้านหลัง พลางจัดให้เธอนั่งลงบนตัก เกยปลายคางเรียวออเซาะบนบ่าเล็ก “ผมแค่อยากจะจัดการให้มันจบๆ ไป”
“แต่ฉันห่วงคุณนี่คะ”
“ผมไม่เป็นไร แค่นี้สบายมาก”
คำพูดของเขาพอจะทำให้สีหน้าของเธอแลดูสดใสขึ้นได้ ยองเอลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ ยามเมื่อไล้ปลายนิ้วไปบนใบหน้าที่เริ่มซูบผอมของชายตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยปากย้ำในที่สิ่งเธอยากให้ยุนโฮจดจำให้ขึ้นใจตลอดเวลาอีกสักครั้ง
“ยุนโฮคะ ฉันอยากจะอยู่ที่นี่ตลอดไปจริงๆ นะ บ้านน่ะ ฉันไม่ต้องการหรอก”
“ทำไมล่ะ ผมคิดว่าคุณจะคุ้นเคยกับบ้านมากกว่าอพาร์ตเม้นท์ซะอีก ผมอยากให้คุณอยู่สบาย ไม่รู้สินะ” ยุนโฮแค่นหัวเราะ “คุณไม่ควรต้องมากัดก้อนเกลือกินกับผมเลยนี่”
ยองเอยิ้มอ่อนโยนไปถึงดวงตา “ถ้าบ้านที่คุณพูดถึง มันหมายถึงบ้านหลังโตๆ ที่มีคนอยู่แค่สองสามคนอย่างที่ฉันเคยอยู่ตั้งแต่เด็กล่ะก็ ฉันยอมกัดก้อนเกลือกินดีกว่าค่ะ”
“แล้วลูกของเราล่ะ คุณไม่คิดว่าเขาควรจะได้รับแต่สิ่งดีๆ เลยหรือ?”
“คุณจะมีลูกสักกี่คนกันคะ?” เธอหัวเราะให้กับความเกินเหตุของเขา ก่อนเสียงจะค่อยๆ เบาลงราวกระซิบ “ที่สำคัญ...ก็ยังไม่รู้เลยว่าจะมีได้ไหม”
“ต้องมีได้สิ ทำไมจะมีไม่ได้ล่ะ” เขาแทรกขึ้นมาแทบจะในทันที
ยองเออ้ำอึ้ง รอยยิ้มสดใสที่เคยมีค่อยๆ จางหายไปทีละนิด “คุณก็รู้นี่คะ ว่าฉัน...”
“ทำไม คุณก็แข็งแรงดีนี่”
“นี่คุณกำลังช่วยฉันหลอกตัวเองอยู่นะคะ ยุนโฮ”
“เรามีเวลาเหลืออีกทั้งชีวิตนะ อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ดีกว่า” เขาแตะมือลงบริเวณท้องน้อยของเธอด้วยมือที่สั่นเทาเล็กๆ เส้นผมอ่อนนุ่มยาวสลวยของยองเออวลกลิ่นหอมน่าหลงใหล นัยน์ตากลมโตหลุบต่ำด้วยความขวยเขิน ความมืดสลัวย้อมลูกแก้วประกายน้ำตาลสวยแลคล้ายสีดำสนิทล้ำลึก ปรางแก้มเนียนสะอาดใสในยามนี้เรื่อสีเลือดฝาด จนยุนโฮอดไม่ได้ที่จะก้มลงฉวยจูบเบาๆ บนผิวนวล เขาบีบมือยองเอแน่น ค่อยๆ หลับตา รั้งตัวเธอให้เข้ามาแนบชิดกว่าที่เคย
“ฉันรักคุณเหลือเกินค่ะ”
ยุนโฮเงียบไปนานจนความง่วงงุนที่มีอยู่กลับมาครอบงำหญิงสาวอีกครั้ง เธอป้องปากหาววอดหนึ่ง ก่อนจะขยับหันกลับไปมองเจ้าของอ้อมกอดนี้ และเมื่อพบว่าเขายังคงอมยิ้ม ทำตาใส เธอถึงได้ยิ้มออก
“คิดว่าคุณหลับไปแล้ว” หญิงสาวกระเซ้า เธอกุมมือเขาไว้
“เปล่านี่ ผมยังไม่ง่วงเลย”
“คุณนอนวันละสองชั่วโมง”
“แค่นั้นก็พอแล้ว” ยุนโฮตอบอย่างจริงใจ แล้วคลายอ้อมแขนออกในที่สุด
“ถ้าอย่างนั้นเชิญโต้รุ่งคนเดียวเถอะนะคะ ฉันไม่ไหวแล้ว ขอตัวไปนอนก่อน” ยองเอหยัดกายลุกขึ้น พลางยกมือขยี้ตา ดูก็รู้ว่าเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันกับการทำหน้าที่หุ้นส่วนใหญ่ของบริษัท ลูกสาวที่น่ารักของพ่อแม่ และภรรยาที่ดีให้กับเขา
ยุนโฮยกแก้วนมสดที่เคยอุ่นขึ้นซดจนพร่องไปนิด “ครับ ขอบคุณนะสำหรับ...” ดื่มโชว์อีกอึกใหญ่ แล้วยิ้มพอให้อีกฝ่ายชื่นใจได้อีกครั้ง
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก ฉันแค่สงสารน่ะ” ยองเอหัวเราะเมื่อสังเกตเห็น เธอใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยคราบนุ่มละมุนที่ริมฝีปากหยักได้รูปของเขาออกเบาๆ “ราตรีสวัสดิ์ค่ะ” ก้มจูบที่หน้าผากเป็นการทิ้งท้าย กระทั่งลากขาพาสติที่เบลอเต็มทีผละหายไป
“ราตรีสวัสดิ์” ยุนโฮกระซิบ เป็นถ้อยคำที่เปรยออกมาพร้อมๆ กับเสียงถอดถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน
คล้อยหลังยองเอไป รอยยิ้มที่เคยประดับไว้บนใบหน้าก็พลันหายวับไปด้วยจนสิ้น ยุนโฮยกฝ่ามือเย็นเฉียบทั้งสองข้างขึ้นทาบใบหน้า กดปลายนิ้วทั้งสิบลงบนศีรษะแรงๆ เพื่อคลายความมึนตึง หวังให้สัมผัสนี้จี้ลึกลงไปถึงเส้นประสาททุกเส้นที่ใกล้ระเบิดเต็มที
ยองเอจะรู้หรือเปล่าว่าแท้จริงเขาง่วงแทบแย่ ร่างกายแทบผุพัง ข้าวปลาไม่เป็นอันตกถึงท้องเพราะกระเพาะไม่รับอาหาร แถมยังพยายามบีบคั้นคายเอาแต่น้ำย่อยขมๆ ออกมา เครียดจนประสาทกิน จนบางทีเขาเคยคิดอยากตายไปให้พ้นๆ เสียด้วยซ้ำ
ทั้งหมดทั้งมวลไม่ใช่ต้องการจะทรมานตัวเอง ทว่ายุนโฮต้านทานมันไม่ได้ หากให้อยู่เฉยๆ คงต้องบ้าแน่ จึงพยายามหาทางออกด้วยการโหมงานหนัก แต่นั่นก็ช่วยได้เพียงแค่ต่อชีวิตเส็งเครงนี้ไปได้อีกวัน
ยุนโฮหยุดคิดไม่ได้ ลำพังแค่ภาระหน้าที่และหนี้สินที่ติดตัวพัลวันของตัวเองจะยังเอาไม่รอด หากเขาไม่สามารถสลัดภาพของคิมแจจุงออกไปได้สิ้น ตั้งแต่วันนั้น วันที่เขาเหยียบย่างเข้าไปรับรู้เรื่องราวที่ถูกเก็บซ่อนไว้อย่างลับๆ ในคฤหาสน์ตระกูลคิม แม้จะลืมไปได้ชั่ววูบ หากภาพยองเอในชุดสีขาวบริสุทธิ์นั้นก็ปลุกมันขึ้นมาใหม่
เอาแต่คิด...ซ้ำไปซ้ำมา...
เขาไม่เคยลืมได้ แม้จะใช้ความพยายามสักเท่าไร
และไม่ว่าแม้จะพยายามหลอกหัวใจตัวเองด้วยวิถีทางใด ก็ไม่อาจหักใจตัดรักจากคิมแจจุงได้เสียที
.
.
.
ยุนโฮเหยียบคันเร่งจนแทบมิดอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ปล่อยให้ยานพาหนะคู่ชีพนำพาเขาไปยังที่ที่เขาจากมา เวลาผ่านไปเท่าใดไม่อาจนับ จนในที่สุดทัศนียภาพอันศิวิไลซ์ก็ค่อยๆ เลือนหายไป เหลือเพียงแต่วิวทิวทัศน์ธรรมชาติรอบกาย ที่นำพาความทรงจำเก่าๆ ให้หวนคืน
เสียงยางรถยนต์บดหินกรวดก้องในโสตประสาท กระทั่งรถจอดสนิทลงหน้าบ้านทรงโบราณซึ่งให้ความรู้สึกชาตินิยมจนออกจะโรคจิต และเมื่อยุนโฮเปิดประตู แล้วเยี่ยมศีรษะออกไป เขาก็พบคนเป็นแม่ส่งยิ้มมาให้ด้วยความยินดี
ฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้ม เสียงฝูงนกแผดเสียงร้องอันหาฟังไม่ได้ง่ายๆ ในเมืองใหญ่ดังแว่วมาในความเงียบงัน ยุนโฮนั่งบนพื้น สอดขาเข้าไปใต้โต๊ะไม้เตี้ยๆ ตรงข้ามกับแม่บังเกิดเกล้า พลางจิบน้ำชา รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกเมื่อได้กลับมาที่นี่ในเวลาเช่นนี้
หลังจากพูดคุยเรื่องสัพเพเหระ นินทาลูกเพื่อน เลยไปถึงสาวข้างบ้านผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่จนหนำใจ ในที่สุดคุณนายจองก็เปิดประเด็นสู่เรื่องที่ทำให้ยุนโฮจำต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อถูกถามถึง
“ที่บ้านเป็นยังไงบ้างลูก?” หญิงวัยกลางคนลดเสียงลงโดยอัตโนมัติ ซึ่งยุนโฮก็ไม่แน่ใจนักว่าทำไมเวลาพวกผู้หญิงจับกลุ่มคุยกัน จะต้องเปิดประโยคด้วยน้ำเสียงเบาหวิวราวกับกลัวว่าใครจะมาได้ยินอย่างนี้
“ก็ดีครับแม่”
“แล้วเรื่องมีน้องล่ะ?”
“คุมอยู่ครับ ช่วงนี้งานผมยุ่งๆ ต้องหอบกลับมาทำที่บ้าน แบ่งเวลาไม่ค่อยได้เลย”
“ให้ความสำคัญกับเมียหน่อยนะ ยุนโฮ เรื่องงานมันกลายเป็นเรื่องรองไปแล้วแหละตอนนี้”
“แต่เงินยังสำคัญอยู่นะครับแม่ ผมกำลังวางแผนจะซื้อบ้านให้ยองเอ แต่ดูเงินเก็บแล้วไม่ไหว”
“เรื่องอย่างนี้ต้องใช้เวลาปรับตัว ไม่ใช่ตัวคนเดียวกระเป๋าเดียวต่อไปแล้วนี่นะ” คุณนายจองพูดพลางยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบ หากเสียงหนึ่งที่ดังโพล่งขึ้นมาก็กลับทำให้หล่อนแทบสำลัก
“บ่นอะไรอีกล่ะ!”
“เอ่อ...พ่อ...สวัสดีครับ” ยุนโฮเอ่ย เมื่อเงยหน้าขึ้นสบสายตาที่แลดูโมโหโทโสอยู่ตลอดเวลาของคนเป็นพ่อ
จองซึงฮุน กระทืบเท้าปังๆ เข้ามาในห้องรับแขกของบ้าน เส้นผมที่เริ่มแซมแทรกด้วยสีขาวอมเทาทำให้เขาแลดูชราลงไปมากนับแต่ครั้งสุดท้ายที่ยุนโฮได้ทันสังเกต
“จะทำเป็นเฉไฉอีกล่ะสิ จำไว้นะ ถ้าแกทำให้หนูยองเอเขาเสียใจ แกกับฉันไม่ต้องมานับญาติกัน!” ยังไม่ทันถามไถ่อะไร ปากของบิดาก็เอ็ดตะโรด่าว่าไปก่อนแล้ว
“โธ่คุณ ลูกอุตส่าห์มาเยี่ยมนะ” คนเป็นภรรยาปราม แต่ก็ดูจะไม่ช่วยอะไรนัก
“คงจะทำอะไรให้หนูยองเอเขาไม่พอใจจนทะเลาะกันมาล่ะสิ ถ้าไม่เดือดร้อนมันไม่โผล่หัวมาหรอก” น้ำเสียงของเขาเย้ยหยัน “หัดเจียมกะลาหัวไว้ซะบ้างนะว่าเธอเป็นใคร แล้วแกเป็นใคร แกมีวันนี้ได้ก็เพราะหนูยองเอเขาแท้ๆ เลยรู้ไหม อย่าหยิ่งทะนงนักนะว่าที่ประสบความสำเร็จเป็นเจ้าคนนายคนเขาได้เพราะความสามารถของตัวเองน่ะ ฮึ! น้ำเน่า! เชื่อสิว่าถ้าฉันไม่หาเมียดีๆ อย่างนี้ให้แก ป่านนี้ก็ยังเป็นแค่เสมียนนั่งพิมพ์ดีดก๊อกๆ แก๊กๆ อยู่นั่นแหละ สำเหนียกไว้ด้วย!”
“คุณคะ หยุดพูดเถอะค่ะ!”
แม่ของเขากรีดร้อง ทว่ายุนโฮทำได้แค่นั่งก้มหน้านิ่งเหมือนเช่นทุกครั้ง ปิดปาก แล้วเปิดหูรับฟัง ‘คำสั่งสอน’ ของคนเป็นพ่อ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกที่เขาถูกถ้อยคำถากถางเหยียบย่ำเช่นนี้ทำร้าย เขาเกือบจะยอมรับว่าตัวเองเคยชิน หรืออาจเป็นด้านชา หาก ณ เวลานี้ ยุนโฮกลับไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าคำพูดของพ่อเมื่อครู่ มันทำให้เขารู้สึกเสียใจมากแค่ไหน
“พ่อ!” จู่ๆ เสียงเล็กๆ ของสาวน้อยก็แผดดังขึ้นท่ามกลางวงสนทนา จีเฮที่ไม่รู้โผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ยืนท้าวสะเอวว่าฉอดๆ “นี่เมื่อไหร่พ่อจะเลิกทำตัวทุเรศๆ แบบนี้ซักทีน่ะ”
“จีเฮ! นี่แกกล้าพูดแบบนี้กับฉันเรอะ”
จีเฮเบ้ปาก ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ด้วยแววตาและท่าทางของเด็กสาวไม่มีทีท่ากลัวเกรง เคารพ หรือแม้แต่ให้เกียรติคนเป็นพ่อเลยสักนิด “ฉันไม่ใช่พี่ยุนโฮนะที่จะได้ทำเป็นไม่ถือสาเวลาถูกพ่อโขกสับอย่างนี้ ที่แล้วๆ มาฉันก็พยายามคิดว่าฟังหมามันเห่าโฮ่งๆ ไปวันๆ น่ะนะ แต่ถึงขั้นนี้แล้วฉันทนไม่ได้ พ่อไม่รู้หรือไงว่าเราอยู่กันสบายทุกวันนี้เพราะโชคดีมีพี่หาเลี้ยงน่ะ พ่อควรจะดีกับพี่ให้มากนะ”
“เหอะ! ฉันมีบำเหน็จบำนาญ ไม่มีมันฉันก็อยู่ได้” ซึงฮุนประกาศก้อง
“บำเหน็จบำนาญเหรอ อ๋อ...ฉันลืมไปว่าพ่อยังมีทรัพย์สมบัติที่ขายลูกชายแลกมาด้วยนะ” จีเฮแสร้งทำท่าปิดปากมองอย่างเหยียดหยาม ส่วนยุนโฮได้แต่นั่งก้มหน้างุดถอดถอนหายใจ ขณะที่ฟังเด็กสาวถอนหงอกพ่อตัวเองไม่ยั้ง “เจ้ายศเจ้าอย่างแถมบ้าสมบัติอย่างพ่อ ลำพังแค่เงินบำนาญก็อยู่ไม่รอดหรอก อยากจะบอก หนี้สินบานตะไท!”
ซึงฮุนชี้หน้า หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ “เอ๊ะ จีเฮ แกถือดียังไงหืม!?”
“ฉันไม่ได้ถือดี ฉันแค่พูดความจริง พี่เลี้ยงฉันมา ทำงานหาเงินงกๆ ส่งฉันเรียน ตามโปะหนี้โปะสินให้พ่อ ถ้าฉันต้องเลือกระหว่างพี่กับพ่อ ฉันก็เลือกอยู่ข้างพี่แหละ!”
“หยุดได้แล้วจีเฮ!” ไม่วายคุณนายจองต้องเข้ามาห้ามทัพ แต่กลับโดนตอกหน้าหงายหมอแทบไม่รับเย็บ
“แม่ก็เหมือนกัน เพชรพลอยก็อย่าบ้ามันให้มาก ตายไปก็เอาไปด้วยไม่ได้!”
“รักกันดีนักก็ไปอยู่กับมันเลยเซ่!” จองซึงฮุนชักเหลืออด
“ก็รอให้ไล่อยู่เหมือนกันแหละย่ะ ตาแก่เอ้ย!”
“จีเฮ!”
ไม่ทันขาดคำ จีเฮก็สะบัดกระโปรงสั้น เดินกระทืบเท้าปึงปังขึ้นบ้านไป ท่าเดินเช่นนี้ของเธอดูแล้วไม่ผิดแผกแตกต่างแต่อย่างใดกับคนเป็นพ่อเลยทีเดียว
.
.
.
ร่างสูงทิ้งกายนั่งลงบนพื้นระเบียงไม้เตี้ยๆ หลังบ้าน แหงนหน้ามองดาวที่สว่างพร่างฟ้า ในใจไม่ได้รู้สึกเป็นสุขหรือทุกข์ เพียงแต่รู้สึกเหี่ยวเฉาและไร้ค่า
หลังจากเหตุการณ์ปะทะคารมณ์กันอย่างรุนแรงของคนในบ้านเมื่อเย็น ยุนโฮก็เกิดอยากเปลี่ยนใจไม่นอนค้างอย่างที่บอกยองเอไว้แล้วแต่แรกเสียดื้อๆ หากจนแล้วจนรอดก็ไม่อาจปฏิเสธได้
แม่อยากให้เขาอยู่ น้องสาวก็คิดถึงเขา ทำไงได้
“พี่คะ” เสียงใสๆ ของคนเป็นน้องสาวจู่ๆ ก็ดังขึ้นเบื้องหลัง เรียกให้ยุนโฮละสายตาจากฟากฟ้ามายังดวงหน้าที่งดงามไม่แพ้ทะเลดาว จีเฮหย่อนกายนั่งลงเคียงข้างพี่ชายสุดที่รัก “มีความสุขกับชีวิตแต่งงานหรือเปล่า?”
ยุนโฮเหมือนกำลังสะลักคำตอบของตัวเองจนไม่สามารถเปล่งเสียงมันออกจากคอได้ ยิ่งไปกว่านั้น มันกลับทำให้ยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นอีกเมื่อไม่สามารถคิดหาคำตอบที่ดีและเหมาะสมให้กับน้องสาว เขาได้แต่มองใบหน้าอันแสนอ่อนเยาว์และเปี่ยมไปด้วยพลังของเธอด้วยรอยยิ้มเศร้าๆ
จีเฮมองรอยยิ้มนั่นแล้วก็ให้หมองใจ เธอขยับกายเข้าไปใกล้ๆ พี่ชาย ก่อนเอียงหัวซบไหล่กว้าง
“ขอบคุณนะคะพี่ ขอบคุณที่อดทนให้ฉันเหยียบบ่า เพื่อปีนออกจากกรอบโตๆ กรอบนี้”
“พี่รักเธอนะ” ยุนโฮพูด...
ประโยคที่ทำให้จีเฮน้ำตาไหลออกมาในที่สุด
.
.
.
ฝนตกอีกแล้ว...
ท้องฟ้ากำลังร่ำไห้...
คุณใช่ไหม...ที่เป็นผู้หลั่งสายฝนแห่งหยาดน้ำตาเหล่านี้
ร้องไห้ทำไมครับคนดี...
คุณลืมแล้วหรือว่าผมรักคุณ
ภาพแผ่นหลังที่คุ้นตาปรากฏอยู่ห่างไกล พร่าเลือน สั่นไหว ราวกับภาพลวงตากลางทะเลทรายอันร้อนระอุ แจจุงสะดุ้งตื่นจากห้วงนิทรา เพราะสัมผัสอุ่นที่เขาโหยหาประทับแผ่วเบาตรงข้างแก้ม เขากระพริบเปลือกตา ปรับสายตาให้ชินกับแสงแดดที่ส่องลอดกลีบเมฆหนาทาบฉายใบหน้าขาวซีด ฝันร้ายที่เหมือนจริงและยาวนาน ทำให้เขาตื่นสายกว่าแต่ก่อนมากนัก
“แจจุง”
ฝันซ้อนฝันหรอกหรือ...
น้ำเสียงอบอุ่นนั้น เหมือนในความฝันไม่มีผิด แจจุงหยัดกายขึ้นนั่งบนเตียงนอน กวาดตามองโดยรอบ
“แจจุง”
พอดีเถอะ ตื่นเสียที...
สัมผัสของมือหนา คุ้นเคยยิ่งกว่าสายฝนที่ยังคงตกอยู่ไม่หยุดหย่อน อากาศเย็นชื้นวังเวง หรือแม้แต่แสงอาทิตย์รำไร...
“แจ...”
ใบหน้าคมคายและดวงตาเรียวรีซึ่งทอประกายไหวระริกตรงหน้า แจจุงยกมือขึ้นสัมผัสและพบว่าจับต้องได้จริงๆ ใบหน้าหวานขมวดคิ้วนิ่วหน้าด้วยเริ่มไม่แน่ใจ มือแกร่งประคองมือบอบบางทั้งสองข้างไว้แนบแก้ม ก่อนจะกดจูบลงบนฝ่ามือนั้น
พลังบางอย่างบีบให้ร่างบางสะท้านสั่น จี้เพชรรูปหัวใจที่แกว่งไหวอยู่ตรงหน้าเข้าคู่กับจี้เพชรของเขาไม่มีผิด ชายหนุ่มเจ้าของสร้อยเงินเส้นนั้นยิ้มให้เขาอย่างยากลำบาก เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความรู้สึกสำนึกอยู่ล้นปรี่
...ยุนโฮ...
แดดยามสายทอประกายแหวกม่านหมอกหนาฉายคาดผ่านใบหน้าคมคายนั้น จนแลดูคล้ายกับว่าร่างของเขาหายวับไปราวกับความฝัน ทว่ากระแสลมที่หอบพัดเอากลิ่นหอมสดชื่นของไอดินชุ่มฝนหยอกเย้าผิวกาย เสียงนกร้อง เสียงหยดน้ำ ทุกความเคลื่อนไหวรอบตัว บีบบังคับให้ต้องยอมจำนนต่อความจริงที่ว่า...นี่ไม่ใช่ฝัน
ฝ่ามือผอมที่เคยยกขึ้นลูบสัมผัสใบหน้าเขาสั่นระริก ก่อนที่มันจะร่วงลงบนตักอย่างสิ้นไร้เรี่ยวแรง แจจุงกัดริมฝีปากตัวเองแน่น พยายามถามหัวใจตัวเองว่าควรจะรู้สึกอย่างไร เมื่อคนที่กำลังนั่งอยู่ต่อหน้านี้คือ ยุนโฮ ไม่ใช่เพียงภาพลวงตาอย่างที่เคยเป็น
ยุนโฮก้มวงหน้าซูบผอม หรุบดวงตาหลีกหนีการสบประสาน นิ่งนานจนเสียงหายใจของคนทั้งสองแทบกลายเป็นจังหวะเดียวกัน กระทั่งชายหนุ่มรวบรวมความกล้า ผ่อนลมหายใจออกมา ก่อนเงยหน้าขึ้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตสีดำสนิทที่กำลังรอคอยอย่างจดจ่อ
ดวงตากลมโตที่เขารัก...กำลังไหวระริกด้วยหยาดน้ำตาเอ่อเครือในแอ่งตาแดงก่ำ
“ผมคิดถึงคุณ”
เสียงจากปากของเขาแหบพร่าและไร้ซึ่งน้ำหนัก ราวกับเป็นการเปิดประตูกั้นหยดน้ำตาที่แทบจะเหือดหายไปแล้วจนสิ้น ให้กลับพรูทะลักอาบปรางค์แก้มขาวอย่างควบคุมไม่อยู่อีก แจจุงกดเรียวเล็บจิกปลายทั้งสิบกับเนื้อผ้าแพรนุ่มลื่นของกางเกงนอนที่สวม กำมือแน่นจนพาให้ไหล่บางพลอยสั่นสะท้านไหวแรงไปด้วย
ยุนโฮรู้สึกเจ็บปวด เขาเฝ้าโทษตัวเองอยู่เสมอกับร้อยพันคำพูดที่ไม่เคยเป็นจริง การกระทำโง่ๆ ที่ไม่เคยช่วยให้อะไรดีขึ้น หรือคำสัญญามากมายซึ่งไม่เคยรักษาได้ แจจุงสมควรจะรังเกียจเขา ไม่เว้นแม้กระทั่งในวินาทีนี้...ในขณะที่เข็มนาฬิกากำลังเดินต่อไปข้างหน้า มันไม่มีวันตีถอยกลับหลัง...เขารู้ดี
และเขารู้...สิ่งเดียวที่เขาไม่เคยโกหกแจจุง สิ่งเดียวที่ไม่เคยโกหกตัวเอง ยามที่เขาหยั่งลึกลงไป มองภาพที่ส่ายไหวไม่ชัดเจนนั้นในแววตาของคนตรงหน้า ตัวตนอันแข็งแกร่งนักหนาที่มักพังทลายจนไม่เหลือชิ้นดีต่อหน้าแจจุง จุดเล็กๆ ไร้สีสัน หากสว่างเหลือเกินในหัวใจ
เขารักแจจุงอย่างไม่มีโป้ปด
ยังคงรัก...ไม่เคยลดน้อยลง...
“ผม...” ยุนโฮสูดหายใจ เงยหน้าขึ้น พยายามห้ามน้ำตาไม่ให้ไหล ทว่านั่นยิ่งทำให้สุ้มเสียงแหบห้าวของเขาสั่นเครือ “ผมอยากจะทิ้งคุณ ผมอยากจะลืมคุณ อยากลบทุกความทรงจำที่เกี่ยวกับคุณ อยากจะไปให้พ้นจากชีวิตคุณ อยากแก้ไขอดีต...ไม่ให้ต้องรู้จักคุณ ผมพยายามแล้ว...แต่ผม...ทำไม่ได้”
ชายหนุ่มปิดดวงตาลง ขับให้ม่านน้ำตาที่หล่อเลี้ยงจนเกือบล้นนั่นหยดลงช้าๆ “มันเจ็บ...และผมรู้...รู้ว่าถ้าหากผมยังดึงดันที่จะทำ ชีวิตผมจะไม่มีค่าอะไรอีก”
โดยไม่ต้องเอ่ยคำขยายความใดให้มากกว่านี้ ทั้งคู่โผเข้าหาไออุ่นจากอ้อมกอดของกันและกันราวกับมีแรงดึงดูดมหาศาล สองร่างแนบสนิทเนิ่นนาน แต่ที่มากกว่านั้นคือหยาดน้ำตาไหลพรากเป็นสาย แจจุงกระชับอ้อมแขน รั้งร่างสูงให้เข้าใกล้ขึ้นอีก แนบใบหน้ากับบ่ากว้าง พร้อมปล่อยโฮออกมาอย่างไม่เก้อเขิน
ยุนโฮฝังปลายจมูกกับไหล่แคบ อวลกลิ่นหอมจากกายที่ช่วยเยียวยาหัวใจได้เสมอ ก่อนจะร่ำคำเบาๆ
“ผมไม่ควรมาที่นี่เลย ไม่ควรเอาหน้ามาให้คุณเห็นอีก แต่ถ้าผมไม่มา...ก็ยังไม่รู้ว่าจะแบกความรู้สึกผิดผ่านวันพรุ่งนี้ไปได้ยังไง คุณเข้าใจผมใช่ไหม?”
ท้ายเสียงกดต่ำและเบาลงเรื่อยๆ ความหวาดกลัวในน้ำเสียงนั่นช่างบีบหัวใจ แจจุงอดไม่ได้ที่จะกระชับกอดให้แน่นยิ่งขึ้น ฟังยุนโฮกล่าวต่ออย่างตั้งใจ
ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึก แล้วผ่อนออกมาเบาๆ “ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมได้แต่คิดว่าจะทำยังไงต่อไปกับชีวิต จะห้ามความรู้สึกของตัวเองได้ยังไง โลกแห่งความจริงกับโลกแห่งความฝันมันไม่มีอะไรเหมือนกันเลยนะ แจจุง แม้ใครต่อใครจะพร่ำสอนให้เราเชื่อในความจริงก็เถอะ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ผมจะไม่มีวันได้สัมผัสคุณ เทียบกับตอนนี้ที่ผมได้กอดคุณ...ผมไม่อยากตื่นจากฝันเลย”
ยุนโฮคลี่ริมฝีปากยิ้มบางๆ ทั้งน้ำตา ห้องทั้งห้องเงียบสงัด แม้แต่ลมก็ราวกับหยุดพัดลงไปด้วย ยุนโฮคลายกอด กุมไหล่มนแล้วดันออกเพื่อประสานสายตา
“ผมอยากจะรักคุณตลอดไป แจจุง แต่...ฮึก...”
เสียงสะอื้นของเขาทำให้แจจุงต้องกัดริมฝีปากตัวเอง
“ผมจะไม่ขออะไรจากคุณอีกแล้ว” เจ้าของฝ่ามืออุ่นกุมแก้มขาวพลางลูบเบาๆ อย่างรักใคร่ ปลายนิ้วหัวแม่เมื่อไกล่ขจัดคราบน้ำตาออกไป “ไม่ขอโทษ หรือขอให้คุณเข้าใจ แต่ผมอยากจะให้คุณรู้ไว้ มันอาจจะนับได้ไม่ถ้วนแล้วกับสิ่งที่ผมหลอกลวงคุณ คุณอาจจะขยะแขยงคนอย่างผม คำพูดของผม แต่ทุกครั้งที่ผมบอกว่าผมรักคุณ ผมห่วงคุณ ผมคิดถึงคุณ ผมพูดมันออกมาพร้อมๆ กับที่ใจผมรู้สึก ความรู้สึกของผม...ไม่เคยโกหกคุณนะ”
แจจุงหลับตาลง พลางพยักหน้าช้าๆ
“และสิ่งสุดท้ายที่ผมอยากขอจากคุณ...กลับมาเป็นคนเดิม...คนเดียวกับที่ผมเคยรู้จัก...ได้ไหม?”
‘คุณไม่จำเป็นต้องรักผม หรือแม้แต่ทำอะไรเพื่อผมอีกแล้ว
แค่อยู่กับผมอย่างตอนนี้ แล้วผมจะเป็นคนรักคุณเอง’
อีกครั้งที่ริมฝีปากสัมผัสกัน ซ่านไออุ่น แทนคำตอบ คำมั่น คำสัญญา ความเจ็บปวดที่แฝงลึกอยู่ภายใน ความผิดบาป ไม่มีอะไรมากไปกว่าความรักที่หวนคืน
แจจุงยิ้มทั้งน้ำตา แม้จะรู้สึกสุขสมปรารถนามากเพียงใด แต่ก็อดรู้สึกเจ็บปวดไปพร้อมๆ กันไม่ได้ยามนึกถึงอนาคต เขาไม่อาจจินตนาการว่าคนที่จำต้องทนแบกรับความรู้สึกผิดบาปอันมหาศาลมากมายนี้ไว้เพียงคนเดียวอย่างยุนโฮจะต้องทนทุกข์ทรมานเพียงใด เขาควรจะลืมยุนโฮและปล่อยคนที่เขารักไปมีชีวิตที่ดี ทว่าไม่...แจจุงไม่อาจต่อต้านมันได้ ทุกลมหายใจเขาอยากสัมผัสยุนโฮ อยากครอบครอง อยากอยู่ใกล้
หลายครั้งหลายคราที่เขาสังเกตเห็นร่างสูงจ้องมองโทรศัพท์มือถือของตนด้วยแววตาที่สั่นไหว ราวกับกลัวเกรงว่ามันจะดังขึ้นมา
‘คุณมาช้าจัง ช้าจนผมกลัวว่าคุณจะไม่กลับมาอีก’
“ผมมีหลายอย่างต้องสะสางก่อน ขอโทษนะ”
‘ผมคิดว่าจริงๆ แล้วคุณไม่อยากมาด้วยซ้ำ’
“ไม่ใช่นะ ผมอยากมา แต่...ผมต้องใช้เวลาทบทวน”
‘ไม่เป็นไร ผมเข้าใจ’
“คุณหรือจะเข้าใจ ไม่มั้ง”
‘เข้าใจสิ ผมคือคนเดียวที่คุณหวังให้เข้าใจไม่ใช่หรือ?’
“ผมยังมีสิทธิ์ได้รับมันด้วยงั้นหรือ?”
‘ยุนโฮ ใครๆ ก็คงอยากแก้ไขสิ่งที่พลาด แต่คุณก็รู้ดีนี่ว่าไม่มีใครเปลี่ยนอดีตได้
สิ่งที่เราทำได้ และกำลังพยายามอยู่ตอนนี้ก็เป็นเพียงแค่การปะชุนรอยแผลเท่านั้น
คุณเสียสละมากเกินไปแล้วนะ’
“ผมเกลียดตัวเองเหลือเกิน”
‘ขอร้องเถอะ อยู่กับผม’
และทุกจังหวะหัวใจที่เต้นช้าลงทุกวินาที เขายินยอมฉุดคนรักลงสู่เหวลึกอันไม่มีวันปีนป่ายกลับขึ้นมาโดยง่าย เพื่อต่อชีวิตที่อาจไม่มีวันพรุ่งนี้ของตัวเอง
To be continued...

มานเหมียนจาเข้าจัยที่ยุนทามเพราะไม่มีทางเลือก เเต่มานก้ออะนะ เฮ้อ
อ่านพาร์ทนี้จบแล้วอึ้งมาก
มันเป็นการเห็นแก่ตัวที่ทำร้ายหัวใจของทั้งคู่จิงๆ
อืม มมม ไม่รู้จะพูดยังไงเลย
#1 By minnie (58.8.120.198) on 2008-04-30 21:31