Can I Love You? (25)
posted on 23 Apr 2008 10:00 by bleaf-me in can-i-love-you
Title: CAN I LOVE YOU?
Author: b.leaf
Paring: Yunjae, Yoosu (Implied Minsu)
Genre: AU, Romance, Drama, Angst
Rate: PG-13
25. เรื่องของตุ๊กตา
“ยองเอ ผมออกไปข้างนอกหน่อยนะ” ยุนโฮกล่าว ขณะกำลังสอดฝ่าเท้าลงไปในรองเท้าผ้าใบ เช้าวันเสาร์ เขาไม่จำเป็นต้องสวมสูทกับรองเท้าหนังดังเคย
ยองเอละสายตาจากรายการทำอาหารซึ่งฉายซ้ำไปซ้ำมาในโทรทัศน์
“แต่วันนี้วันหยุดนะคะ”
“อืม...”
“นัดใครไว้หรือคะ?”
“อ..หืม?” เขาเลิกคิ้วถามซ้ำ ทั้งๆ ที่ได้ยินคำถามนั้นชัดเจนแล้ว
“นัดใครไว้คะ?”
“เพื่อนน่ะ”
“แจจุงหรือคะ?”
คำพูดของเธอทำเอาเขาถึงกับสะอึก
“ทำไมถึงคิดว่าเป็นแจจุงล่ะ?”
ยองเอยักไหล่ ก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมา รอยยิ้มของเธอเป็นรอยยิ้มที่อ่อนหวานหากแฝงเสน่ห์ลึกล้ำ แววตาฉลาดเฉลียวนั้นแลดูซุกซนยิ่งนักในยามนี้
มันกำลังทำให้ยุนโฮประหม่า
“ผู้ชายก็อย่างนี้ไม่ใช่หรือคะ มีเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานก็คงจะอยากสังสรรค์” เธอยิ้มกว้างขึ้นอีก ให้ความรู้สึกปราศจากความระหวาดระแวงที่เขากลัวเกรง ดูมีความสุขเสียจนยุนโฮรู้สึกประหลาดใจกับกริยาของคนเป็นภรรยา
“ไม่เห็นเข้าใจเลย”
ยองเอหัวเราะน้อยๆ ให้กับความเฉื่อยชาทางด้านความรู้สึกของยุนโฮสักพัก กระทั่งความคิดบางอย่างแล่นกลับเข้ามาในสมอง ฉุดให้รอยยิ้มสดใสค่อยๆ จางหายไปจากใบหน้าสวย
“พูดถึงแจจุงแล้ว เขาน่ารักมากๆ เลยนะคะ เหมือนตุ๊กตาเลย น่ารักจนฉันอยากรู้จัก แต่แปลกใจจัง ทำไมเขาไม่พูดกับฉันเลย” หญิงสาวทำท่าเคาะปลายนิ้วลงบนหัวเข่า
แววตาของยุนโฮว่างเปล่าไปชั่วครู่ ก่อนที่เขาจะถอนใจออกมา “คือ...แจจุงป่วยนิดหน่อยน่ะ”
“ป่วยหรือคะ?” ยองเอชอบที่จะถามคำถามเจาะรายละเอียดเช่นนี้เสมอ
ยุนโฮทำไม้ทำมือเลือกสรรคำพูด “ปัญหาทางจิตน่ะ จิตสั่งให้ไม่พูดอะไรทำนองนั้น พอไม่ได้พูดนานๆ เข้าก็ลืม...ล่ะมั้ง คือพอดีว่าผมจบการตลาดน่ะ”
ยองเอค้อนสามีขวับใหญ่ “รู้ค่ะ” ว่าแล้วก็ขยับกายบนโซฟา ดวงตาเหม่อลอยขึ้นไปบนเพดานบ้านที่ว่างเปล่า เอ่ยด้วยสุ้มเสียงที่อ่อนลง “น่าสงสารจังเลยค่ะ อะไรกันน้า...ช่างทำคนน่ารักอย่างนี้ได้ลงคอ”
“..........................”
“โลกเนี่ยโหดร้ายจังเลย”
“ยองเอ” ยุนโฮเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในที่สุด “คุณจะว่าอะไรไหมถ้าผมจะออกไป?”
“อ่า...ได้สิคะ ฉันจะว่าอะไรล่ะ?”
“ขอบคุณ แล้วเจอกันนะ”
“ค่ะ”
เสียงบานประตูงับปิดสนิท ยองเอใช้เวลาครุ่นคิดเรื่องแจจุงอยู่สักครู่ จึงหันกลับไปให้ความสนใจกับรายการโทรทัศน์ตามเดิม เชฟอาหารอิตาเลี่ยนในชุดเต็มยศสีขาวสะอ้านกำลังพยายามซอยหอมด้วยความเร็วที่ไม่สามารถจับภาพได้ด้วยตาเปล่า หญิงสาวบิดกายอีกครั้งอย่างเกียจคร้านบนโซฟา
เมื่อนั้นเองที่เธอไม่แน่ใจว่าได้ยินเสียงถังขยะล้มโครมก้องสะท้อนในทางเดิน
.
.
.
ยุนโฮกดปลายนิ้วลงบนสวิตช์ของกริ่งหน้าประตู ก่อนจะชักมือกลับมากุมกันไว้อย่างรวดเร็ว ริมฝีปากนุ่มราวกำมะหยีปิดสนิทแล้วเม้มเข้าหากันจนแน่น แผ่นหลังของเขาชื้นเหงื่อทั้งที่อากาศเย็น ลำคอแห้งผากแม้จะรู้สึกหนืดเหนอะจนต้องกระแอมเบาๆ ฝ่ามือไร้สีเลือดสั่นระรัวแถมเย็นจัดท่ามกลางแสงอาทิตย์อุ่นๆ ยามสายซึ่งทอแสงรำไรอาบพรมร่างกาย
แม้จะยังไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดจุนซูจึงโทรศัพท์ไปขอร้องให้เขามาที่นี่ เป็นห่วงเหลือเกินว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคนที่แสนสวยงาม แสนบอบบางคนนั้นหรือไม่ แต่เขาก็รอคอยด้วยหัวใจที่ยังคงเต้นด้วยจังหวะเนิบช้า
ชายร่างสันทัดโหม่เพียงเสี้ยวใบหน้าที่ประทับไว้ด้วยร่องรอยแห่งวัยกร้านแดด ดวงตาสีดำแลดูอ่อนโยนของคุณลุงกระพริบปริบพินิจร่างสูงเบื้องหน้า พลางเอ่ยถาม “มาหาใครรึพ่อหนุ่ม?”
คุณลุงคนนั้นไม่ทันสังเกตว่ายุนโฮสะดุ้งเล็กน้อย ชายหนุ่มร่างสูงรีบโค้งคำนับให้ชายชราอย่างลนลาน ไม่กล้าแม้แต่จะสู้สายตาใครก็ตามที่ยืนอยู่ในเขตรั้วคฤหาสน์หลังนี้
“ผมชื่อจองยุนโฮครับ ผมมาหา...”
“อ๋อ คุณชายจองนี่เอง เชิญครับ เชิญๆๆ เข้ามาก่อน”
ยังไม่ทันที่ยุนโฮจะได้จบประโยคก็ราวกับได้รับการช่วยชีวิตไว้ในยามสถานการณ์คับขันพอดี คุณลุงที่เขาไม่ทราบชื่อปิดบทสนทนาให้โดยสมบูรณ์ เหมือนกับรู้ใจยุนโฮดีว่าเขาไม่มีคำตอบที่ดีพอมอบให้ ชายแก่ไขเปิดประตูเล็กๆ นั้นให้ด้วยท่าทางงกๆ เงิ่นๆ ทว่ากลับรวดเร็วและคล่องแคล่ว เขายิ้มให้ยุนโฮอย่างเอ็นดู ก่อนจะเชิญชายหนุ่มให้เขาไปภายในด้วยไมตรี
ยุนโฮชะงักเล็กน้อย แล้วกลั้นใจเดินก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปอย่างหวาดหวั่น เขาไม่เคยมาเหยียบที่นี่เกินกว่าที่ถนนโล่งๆ หน้าบ้านเคยรองรับ เขาไม่เคยคิดฝันว่าวันหนึ่งจะได้เข้าไป ไม่เคยแม้แต่จะคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับแจจุงจะเริ่มต้นขึ้นได้ เติบโตขึ้นได้ และจบลงด้วยความปวดร้าวได้เพียงนี้
แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว เติบโตขึ้นแล้ว และจบลงแล้ว
อย่างเจ็บปวดมากเสียด้วย...
กลิ่นฝนคละคลุ้ง พร้อมๆ กับที่ลมกรรโชกพัดพาเอากลิ่นหอมของดอกไม้หลายชนิดลอยมาแตะจมูก ทุกย่างก้าวที่สองเท้าเหยียบพื้นสีแดงอิฐเบื้องหน้า ยุนโฮยังไม่มีความกล้าพอที่จะละสายตาไปจากมัน เขาไม่กล้าสำรวจบริเวณภายในรั้วคฤหาสน์อันโอ่อ่า ไม่กล้าสอดส่องสายตาหาต้นตอของกลิ่นดอกไม้หอมเหล่านี้ เสียงคุณลุงคนเดิมยังคงดังแว่วมาอย่างนอบน้อมและเป็นกันเอง ทว่ายุนโฮไม่ได้ใส่ใจที่จะฟัง เขากลัวทุกสิ่งรอบกาย หวาดระแวงทุกอย่าง กลัวว่ามันจะทำร้ายเขาอีกซ้ำสอง ย้ำรอยแผลที่ยังคงไม่หายดีให้ระบมหนักขึ้นกว่าเก่า
กระทั่งหยุดยืนรอที่หน้าซุ้มประตูโค้งสลักลายหินอ่อนสูงราคา ยุนโฮจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ก่อนจะพบว่าบทลงทัณฑ์นี้ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด เขาไม่พบจุนซูปั้นหน้ายักษ์ใส่เหมือนน้ำเสียงที่กรอกลงไปในหูโทรศัพท์ แล้วกระแทกวางสาย ไม่พบแม้แต่ดวงหน้าหวานสวยอันอาบไว้ด้วยคราบน้ำตาของแจจุง ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้ายุนโฮในยามนี้มีเพียงรอยยิ้มอบอุ่น ดวงตาลุ่มลึกเปี่ยมประสบการณ์อันฉายแววอ่อนโยน และน้ำเสียงที่เจือความเอ็นดูไว้อย่างสุดซึ้ง
“สวัสดีค่ะ คุณชายจอง” หญิงชราคนตรงหน้ากล่าวทักทายเขา หล่อนยิ้ม พลางโค้งให้เขาอย่างมีมารยาทนุ่มนวล “ดิฉัน ซอเมียงยอ เป็นหัวหน้าแม่บ้านของที่นี่ค่ะ”
“สวัสดีครับ ผมยุนโฮครับ” ยุนโฮรีบโค้งตอบเมื่อทราบถึงตำแหน่งหน้าที่ของหญิงชรา ทว่าเมียงยอกลับยื่นมือมาปรามไว้
“ไม่ต้องคำนับหรอกค่ะ ไม่ต้องเลยจริงๆ” แม้น้ำเสียงจะเจือความเกรงใจอย่างล้นเหลือ ทว่าสีหน้าของหัวหน้าแม่บ้านบ่งบอกว่าทั้งศรัทธาและชื่นชมในตัวชายหนุ่ม เมียงยอเสียมารยาทละเมียดจ้องพินิจชายคนตรงหน้าเพื่อเก็บรายละเอียด และความดูดีในแบบเรียบง่ายของยุนโฮนั้นก็ทำให้หล่อนต้องยิ้มออกมากว้างขึ้นอีกครั้ง
เขาสวมเสื้อยืดมีปกกับกางเกงผ้าเนื้อดีสีสุภาพเรียบร้อย ร่างกายสูงใหญ่รับกับช่วงขาที่ยาวและดูแข็งแรงอย่างนักกีฬา เขามีใบหน้าเรียว และผิวขาวไม่มากนัก เรื่อสีแดดนิดหน่อยราวได้รับจุมพิตจากแสงตะวัน ริมฝีปากได้รูปโค้งหยักรับกับสันจมูกโด่งรั้งและโหนกแก้มสูง แนวกรามเรียวกระชับ เส้นผมออกสีน้ำตาลงดงามสมชายชาตรี
เสียแต่ดวงตาเรียวรีคู่นั้นหรี่เล็ก และพยายามหลุบมองต่ำหลบหนีการถูกจ้องมอง หลบเร้นแววเศร้าระคนโศกซึ่งฉายชัดอยู่ภายใน หากดวงตาที่เจือน้ำหล่อเลี้ยงใสวาวระยับคู่นี้ถูกเติมเต็มด้วยความสุขคงดีไม่น้อย มันทั้งคู่คงจะเป็นดวงตาที่สวยงามมากที่สุดในโลกใบนี้เลยทีเดียว
สังเกตได้ว่าหญิงชราเงียบไปนาน ยุนโฮจึงทนสภาพกดดันและสิ่งที่รุมกระหน่ำซ้ำซัดภายในใจตนไม่ไหว ชายหนุ่มเค้นเสียงอันแหบพร่าผ่านลำคออันแสนแห้งผากตั้งคำถาม และคำถามนั้นสะท้อนความในใจของเขาได้อย่างชัดเจน
“แจจุงเป็นอะไรหรือเปล่าครับ?”
เมียงยอยิ้มเศร้าออกมาในทันที หล่อนมองยุนโฮ มองอยู่เนิ่นนานด้วยไม่อยากจะตอบคำถามที่รังแต่จะทำร้ายจิตใจชายหนุ่มคนตรงหน้านี้เลย “คุณแจจุงกำลังป่วยหนัก ถึงไม่ได้พูดแต่ดิฉันก็รู้ว่าเธออยากพบหน้าคุณแค่ไหน แต่ก่อนหน้านั้น ดิฉันมีเรื่องอยากจะเล่าให้คุณชายฟังค่ะ”
“เรื่อง? เรื่องอะไรหรือครับ?”
“นิทานเศร้าๆ ที่หากนักเขียนนิยายมาได้ยินเข้า คงต้องขอไปเขียนเป็นบทประพันธ์น้ำเน่าแน่เชียวค่ะ”
.
.
.
ยุนโฮทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ขัดเงาตั้งโครงได้อย่างวิจิตร แม้ในที่นี้จะเป็นเพียงเรือนครัวที่ถูกสร้างขึ้นมาไว้ด้านหลังห่างไกลจากตัวคฤหาสน์เท่านั้น แต่ก็สถาปัตย์ขึ้นได้อย่างงดงามไม่ด้อยไปกว่ากัน บริเวณพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง ที่เรียกได้ว่ากว้างกว่าห้องเช่าของเขาทั้งห้องเสียอีกนี้ถูกตกแต่งอย่างลงตัวด้วยไม้ประดับใบเขียว บรรยากาศปรอดโปร่ง สีเขียวชวนให้ผ่อนคลาย ทว่ายุนโฮกลับไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายตามไปด้วยแม้แต่น้อย นัยน์ตาปริ่มรื้นเหม่อมองท้องฟ้าครึ้มฝน คิ้วเรียวเข้มขมวดมุ่นด้วยความคับอกคับใจ
ด้านนอกกำลังจะมีพายุ พร้อมๆ กับที่ยุนโฮรู้สึกว่าตัวเขากำลังโดนจับขึ้นแท่นประหารเตรียมรอการลงโทษ
เมียงยอนั่งลงที่ด้านตรงข้ามกัน สถานที่แห่งนี้เงียบสนิทและไม่มีใครอื่นอีกนอกจากพวกเขา หล่อนหลับตาลงช้าๆ หายใจเอื่อยๆ และดูมีทีท่าสงบ ผิดจากยุนโฮที่ยิ่งรู้สึกร้อนในหัวใจ เวลาผ่านไปครู่หนึ่งราวกับหนึ่งเดือนได้ผ่านพ้นไป หญิงชรากระแอมเบาๆ ก่อนจะพูดขึ้นมาอย่างเนิบช้าและสุขุม
“ดิฉันยังไม่รู้อะไรดีนัก ได้แต่ฟังจากคุณหนูจุนซู ซึ่งเธอก็ไม่ได้รู้เดียงสาอะไรเท่าไหร่ ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ดีไปกว่าคุณชายจองกับคุณแจจุงที่ไม่เคยปริปากระบายอะไรได้” หล่อนเงียบไปครู่ คล้ายกับพยายามปรามน้ำเสียงสั่นเครือของตนเองยามเมื่อเอ่ยชื่อแจจุง “แต่คุณชายจองคะ ป้ารู้...รู้ว่าคุณแจจุงรักคุณมาก ป้าแค่อยากขอร้องคุณชาย อย่าเพิ่งทิ้งเธอไปเลยจนกว่าจะฟังเรื่องนี้จบ แล้วค่อยตัดสินใจใหม่เถอะนะคะ”
ยุนโฮนิ่ง เงียบ สมองของเขารับรู้ แต่ร่างกายไม่ตอบสนอง ราวกับริมฝีปากกลับปิดสนิทขยับไม่ได้
เมียงยออ่านความรู้สึกในแววตาของยุนโฮได้ หล่อนจึงไม่รีรอคำตอบ และทันทีที่หล่อนเผยอริมฝีปากแห้งกร้านด้วยสังขารอันร่วงโรย ความลับที่เคยถูกเก็บงำเอาไว้จึงถูกเล่าขานต่อยังชายหนุ่มนอกตระกูลคิม
......................
....................................
เมื่อสิบห้าปีก่อน...
คุณแจจุงเป็นเด็กผู้ชายร่างเล็ก ผอมบาง และค่อนข้างอ่อนแอ ผิวเธอขาวเหมือนหิมะ ริมฝีปากแดงจัด มีดวงตาและเส้นผมสีดำสนิทเงาสวย เธอเหมือนเด็กผู้หญิงมากกว่าชาย จิตใจอ่อนโยน บอบบางราวกับแก้ว เรียนดี หัวไว และสร้างสรรค์ เสียงของเธอไพเราะ นุ่มหู ทั้งยังใสกังวานอีกด้วย คุณหนูแจจุงเป็นลูกรัก เป็นความหวังของตระกูลคิม น่าเศร้าที่การเป็นที่รักนั้นช่างเปราะบางเสียเหลือเกิน
แสงไฟสีเหลืองส่องลอดผ่านช่องแคบระหว่างบานประตูซึ่งถูกแง้มไว้ เสียงทุ้มทรงอำนาจอันแสนคุ้นหูเปล่งออกมาอย่างเรียบเย็นกรอกลงไปในหูโทรศัพท์ ฉุดให้ร่างบางของเด็กชายในชุดเครื่องแบบนักเรียนสีดำ ทรงคอจีน ของสถาบันลูกผู้ดีชื่อดังหยุดชะงักลง ทั้งที่ร้อยวันพันปีไม่เคยคิดจะย่างกรายเข้าไปเฉียดใกล้ห้องทำงาน หรือสอดรู้เรื่องธุรกิจของผู้เป็นบิดา ทว่าวันนี้แก้วนัยน์ตาสีนิลวาววับกลับฉายประกายยินรู้ คิ้วบางขมวดชิดกันอย่างสงสัยใคร่ความ คุณหนูแจจุงบีบม้วนกระดาษที่บันทึกรายงานผลการเรียนอันสวยหรู ซึ่งเธอหมายมั่นจะเอามาอวดผู้เป็นพ่อให้ได้ชื่นใจด้วยหัวใจรัวระทึก
ก่อนที่ฝ่ามือเรียวขาวซีดเผือดจะต้องชุ่มเหงื่อกาฬ สั่นเทิ้ม จนทำม้วนกระดาษนั้นร่วงลงสู่พื้นพรมที่เธอเหยียบอย่างไม่ได้ตั้งใจ
“หัวหน้าแม่บ้านเห็นเหตุการณ์คืนนั้นทั้งหมด” ชายวัยกลางคนกล่าวเสียงเย็น ทิ้งไว้ซึ่งวลีสุดท้ายแทนคำสั่งที่กระทบถึงประสาทชั้นในสุดของบุตรชายให้พรั่นพรึง “ฉันหวังว่าแกคงรู้ดีว่าต้องจัดการเรื่องนี้ยังไง เก็บมัน...แล้วอย่าให้สาวมาถึงฉันได้”
กึ๊ง!
“ใครน่ะ!?”
“พ..พ่อ...”
ฝ่ามือบริสุทธิ์กระตุกสั่น ไหล่บางไหวแรง ใบหน้าหวานสะอ้านสวยมีน้ำตานองหน้า เธอหวาดกลัว...ที่สุดในชีวิต
“จ..แจจุง”
เหตุการณ์ในคืนนั้นทำให้เด็กชายหนีหน้าผู้เป็นพ่อ วิ่งอย่างไม่คิดชีวิตไปซุกตัวอยู่ในห้องของน้องชายที่ในตอนนั้นอายุเพียงสามขวบเศษ อ่อนเยาว์เกินกว่าจะรับรู้ความทุกข์ใจของพี่ชาย คุณหนูแจจุงโชคร้าย...ที่รับรู้ในเรื่องอันไม่ควรรู้...
เสียงระฆังบนหอนาฬิกาที่ตั้งตระหง่านอยู่นั้นดังก้องบ่งบอกเวลาเลิกเรียน ร่างบางเร่งฝีเท้าออกมาอย่างรวดเร็วทันทีที่เห็นรถลีมูซีนสีดำเงาคันเดิมเทียบท่ารออยู่ ด้วยความที่รักสันโดษอย่างร้ายกาจ คุณแจจุงจึงไม่มีเพื่อนที่รู้ใจ เช้าไปเรียน เย็นก็กลับบ้านมาคุยกับหัวหน้าแม่บ้าน เล่นกับน้องชาย ชีวิตของเธอราบเรียบมาโดยตลอดจนกระทั่งวันนั้น
มือผอมๆ เอื้อมเปิดประตูรถที่ติดฟิล์มดำมืดบนกระจกหน้าต่าง แจจุงมุดกายหายเข้าไปในรถก่อนจะกระแทกประตูปิดอย่างเคยชิน ทว่าในยามที่เธอรู้ตัวแล้วว่าพลาดพลั้ง ตะเกียกตะกายพยายามพาตัวเองออกจากรถคันนั้นก็สายเกินไป ริมฝีปากเต็มสวยถูกมือหยาบกร้านของชายในชุดสูทกับแว่นตาดำประกบไว้ ห้องโดยสารในรถคันใหญ่เรียงหน้าไปด้วยบอดี้การ์ดห้านายที่ดูไม่มีเจตนาจะปกป้องเขาเหมือนเคย
กับอีกคน...ชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าหล่อคมคาย เขาสวมชุดสูทและเน็คไทมีราคา นัยน์ตาสีดำของเขาระคนแววเจ็บปวด จ้องมองมาที่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนพลันส่งเสียงลอดไรฟันเป็นเชิงให้เงียบเสียง
“แจจุง อย่าบังคับพ่อ”
แจจุงสงบลง ทั้งที่น้ำตารื้นเอ่อ หากเขาร้อง แน่นอนว่าหัวหน้าแม่บ้านที่ปกติจะนั่งมารับเขาด้วยตัวเองทุกวันจะต้องได้ยิน หากแต่ถ้าเขาร้อง กระสุนที่พุ่งออกมาจากปากกระบอกปืนเก็บเสียง ซึ่งจ่ออยู่ที่คอหอยในยามนี้นี้จะปลิดชีวิตเขาในคราเดียว
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
กระจกเก็บเสียงถูกเลื่อนแง้มออกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และแน่นอนว่าคนที่นั่งอยู่ในห้องโดยสารส่วนกลางจะไม่มีใครรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้านหลังนี้เป็นแน่ “ข้างหลังเรียบร้อยดีแล้วใช่ไหมเจ้าคะ?” เป็นเสียงอ่อนโยนที่คุ้นหูตะโกนถามมา แจจุงไม่ขยับสักแอะ แต่น้ำตากลับไหลพรากออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
“เรียบร้อยแล้ว ออกรถได้เลย”
นานนับชั่วโมงที่เด็กชายถูกจองจำไว้ท่ามกลางความหวาดผวา ปืนที่ปากกระบอกครอบตัวเก็บเสียงจี้กดลำคอขาวผ่องจนเกิดรอยแดงเป็นจ้ำ ยานพาหนะเคลื่อนตัวไปไม่หยุดพัก ไม่นานเขาจึงได้ยินเสียงอะไรบางอย่างกระทบกระจกหน้าต่างที่กั้นระหว่างห้องโดยสารสองห้องอย่างรุนแรง แจจุงหลับตาลงช้าๆ ขับให้น้ำตาที่เอ่ออยู่เกือบล้นในคลองตาจนทำให้ภาพเบื้องหน้าพร่ามัวไหลรินออก เขารู้ดีว่าเกิดการต่อสู้ขึ้นในห้องโดยสารส่วนกลางนั้น และเขารู้ดีเช่นกันว่าหัวหน้าแม่บ้านที่เลี้ยงเขามาตั้งแต่ยังเล็กนักคงไม่ถูกปล่อยให้รอดไป
เปลือกตาสีมุกกระพริบลืมขึ้นแช่มช้า เขาบิดข้อมือน้อยๆ ก่อนจะพบว่ามันถูกตรึงไว้ด้วยกุญแจมือเหล็กแน่นหนา ห้องโดยสารรถยนต์ราคาแพงนี้ราบรื่นสม่ำเสมอเสียจนไม่สามารถคาดเดาภูมิประเทศเบื้องนอกได้ จนในที่สุดสมองที่เคยกึ่งหลับกึ่งตื่นนี้ก็ถูกฉุดให้ตื่นเต็มตา เมื่อรถค่อยๆ ชะลอตัวแล้วจอดลง แจจุงมองเห็นผู้เป็นพ่อพยักหน้าน้อยๆ ให้กับลูกน้องแทนคำสั่ง และเมื่อประตูรถเปิดออก เขาก็ถูกชายร่างใหญ่ที่นั่งประกบอยู่ทางซ้ายกระชากตัวออกไปด้านนอกอย่างรุนแรง อีกคนจ่อปืนไว้ที่กะโหลก ส่วนอีกสามคนที่เหลือยืนประกบพ่อของเขา
เสียงคลื่นกระทบหาด...เสียงลมทะเลพัดกระหน่ำไม่บันยะบันยัง...
สมองขาวโพลนของเด็กชายไตร่ตรองถึงสถานที่ที่เขาอยู่ ในขณะที่ร่างกายถูกลากถูลู่ถูกังมากับพื้นทรายขาวละเอียดเสียแล้ว ด้านนอกฟ้ามืด และชายหาดนี้เงียบเชียบจนน่ากลัว เด็กชายได้แต่สวดมนต์ภาวนาในใจ บอกกับตัวเองว่าพ่อรักเขา พ่อจะเมตตาเขา และจะไม่มีวันทำร้ายเขา
ได้แต่ภาวนา...อ้อนวอนให้สวรรค์เห็นใจ...
หากแต่ราวกับเป็นบุคคลต้องสาป สวรรค์ไม่เคยแยแส หรือแม้แต่จะเห็นใจคำอ้อนวอนของ คิมแจจุง แม้สักครั้ง
ชายร่างกำยำลากร่างผ่ายผอมนั้นลงไปในน้ำทะเล ลึกในระดับครึ่งแข้ง คลื่นม้วนเข้าฝั่งไหวเป็นระรอกแลดูสวย ที่ผ่านมาคุณหนูแจจุงรักท้องทะเล แม้ว่าจะเป็นเพียงน้อยครั้งเท่านั้นที่จะได้สัมผัส แต่เธอกลับชอบวาดภาพทะเลเป็นชีวิตจิตใจ รักมันทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้เลยว่าเกรียวคลื่นที่กำลังซัดสาดใส่ร่างกายของเธอนี้โหดร้าย ผืนน้ำสีฟ้าใสในยามค่ำมืดดำราวกับจะกลืนกินทุกสรรพสิ่งได้ในพริบตา รสชาติของมันเค็มปี๋และไม่น่าโสภารื่นคอ
ทะเลดูดกลืนชีวิตเธอจนเข็ดขยาด เธอเกลียดทะเล หวาดกลัวท้องทะเล หวาดระแวงระลอกคลื่นสวยๆ เพราะความทรงจำอันเลวร้ายที่ท้องทะเลนำพามาสู่เธอ...
“แจจุง บอกพ่อมาว่าลูกได้ยินอะไรบ้าง?” ชายวัยกลางคนจุดบุหรี่ขึ้นสูบ แววตาไร้ความรู้สึกมองมาอย่างคาดคั้น
คุณหนูแจจุงสะบัดหน้าให้พ้นจากมือสกปรกของคนที่ล็อคตัวเธออยู่ ก่อนจะพ่นถ้อยคำที่ต้องทำให้เสียใจจวบจนถึงทุกวันนี้ “คุณพ่อจะฆ่าคน ผมได้ยินหมดแล้ว!”
“ทุกอย่างที่พ่อทำก็เพื่อลูกนะแจจุง สัญญาสิว่าลูกจะไม่บอกใคร”
แจจุงส่ายหน้า เม้มริมฝีปากจนปิดสนิท ไม่ปริปากอีกแม้เพียงคำเดียว
“พูดสิแจจุง สัญญากับพ่อ”
ท่าทีเงียบนิ่งและเอาแต่ส่ายหน้าของแจจุง คล้ายกับใบมีดบางๆ ที่ตัดให้ขีดความอดทนของคุณท่านขาดผึง
เพี๊ยะ!!!
มือหนาวาดตบแก้มบางนั่นเต็มแรง คุณแจจุงกลั้นเสียงร้องเครือในลำคอ หยาดน้ำตาร่วงพรูไม่รู้หมด
“พ่อบอกแล้ว อย่าบังคับพ่อ” เขาสั่งการด้วยน้ำเสียงรวดร้าว “เอาตัวไปให้พ้น!”
ลับหลังคุณท่าน เจ้าสุนัขรับใช้พวกนั้นประเคนเรี่ยวแรงที่มีทำร้ายนายน้อยของตน ทั้งตบ ทั้งตี ทั้งกระทืบด้วยฝ่าเท้าสกปรก เส้นผมสีดำเงาสวยราวปีกอีกานั้นถูกขยุ้มจนยุ่งเหยิง หลุดติดมือออกมาเป็นกระจุก มันกดศีรษะเล็กๆ ของคุณหนูลงไปในน้ำทะเลจนมิด ฟองอากาศแตกพล่าน ร่างกายดิ้นรนหาทางหายใจ
เธอรู้สึกตัวตื่นขึ้นอีกครั้งในสภาพเจียนตายด้วยน้ำที่สาดราดลงมาใส่ สำลักน้ำเค็ม ทั้งสำลักน้ำตาจนใบหน้าซีดเผือด ถูกมัดมือมัดเท้ากักตัวไว้ในห้องเก็บของเล็กๆ ของท่าเรือริมอ่าว เธอถูกทรมานแลกกับคำยืนยันว่าจะไม่แพร่งพรายพฤติกรรมต่ำทรามของคนเป็นพ่อ ที่เบื้องหน้าสวมหน้ากากนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จ มั่งคั่งและใจบุญ ผิวพรรณขาวกระจ่างบอบบางประทับด้วยรอยแผลเฆี่ยนตีแดงจัดจนเลือดไหลซิบ รอยฟกช้ำดำเขียวแทบไม่เหลือที่ว่าง แม้กระนั้นก็ยังไม่มีสักคำแผ่ลอดออกมาจากกลีบปากคู่นั้น
คุณหนูแจจุงกลัว...กลัวว่าหากพูดอะไรออกไป ไอ้ปีศาจนั่นจะไม่ปล่อยให้เธอได้หายใจอีกซ้ำสอง...
ห้าวันสี่คืนที่คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลคิมหายตัวออกจากคฤหาสน์ พร้อมกับคนขับรถและหัวหน้าแม่บ้าน และในวันที่ห้านั้นเองที่คนสวนกับสาวใช้ถูกหัวหน้าแม่บ้านซึ่งในตอนนั้นมีสภาพสะบักสะบอมไม่แพ้กันเรียกให้ไปพาร่างของเธอส่งโรงพยาบาลโดยด่วน เนื้อตัวเล็กซูบผอมจนเห็นกระดูกโปนๆ ผิวขาวซีดเผือดเหนอะหนะไปด้วยกากเกลือ บนศีรษะมีแผลแตก ริมฝีปากมีเลือดซึม ทั่วทั้งตัวมีแผลฉกรรจ์มากมายชนิดที่หากใครเห็นแล้วไม่รู้สึกสลดใจก็แปลก ข้อแขนข้อเท้าของเธอมีรอยเชือกมัด บาดจนเนื้อปริแตกถลอกปอกเปิก เธอหายใจแผ่วเหลือเกิน แผ่วจนไม่มีใครคิดว่าจะรอดมาได้...อย่างหวุดหวิด
คุณท่าน...หรือเจ้าปีศาจนั่นมาเยี่ยมคุณแจจุง ทำท่าทางห่วงใยเธอและหัวหน้าแม่บ้านที่ดันรอดมาได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาย้ำหน้าตาเฉยว่าคุณแจจุงประสบอุบัติเหตุ ลูบศีรษะปลอบเธอ โอบกอดเธอ นั่งเฝ้าไข้เธอทั้งวันทั้งคืนแบบไม่มียางอาย จนกระทั่งคุณแจจุงฟื้นขึ้นมาโดยปาฏิหาริย์ ไอ้ปีศาจนั่นก็ดูจะพออกพอใจกับผลงานชิ้นโบว์แดงของมันสุดหัวใจ
“เมียงยอ ทำไมพี่แจจุงไม่พูดกับจุนซูล่ะ?”
เสียงเล็กๆ ของเด็กชายวัยสามขวบที่ตั้งคำถามมา ทำเอาดิฉันสำลักคำพูดตัวเอง ในขณะนั้นดิฉันเพิ่งได้รับตำแหน่งหัวหน้าแม่บ้านเต็มตัว เพราะเพื่อนสนิทของดิฉัน...หัวหน้าแม่บ้านคนเก่า เพิ่งถูกฆ่าปิดปากตายตามลุงคนขับรถไป ก่อนจะถูกอำพรางคดีราวกับเธอได้หายสาบสูญไปเสียเฉยๆ แต่ก่อนตายเธอได้เล่าความจริงทุกอย่างให้ดิฉันฟังจนหมด
เรื่องนี้มีเพียงคุณท่าน คุณแจจุง และดิฉันเท่านั้นที่ทราบเรื่อง นอกนั้นก็สังเวยชีวิตให้กับความไม่รู้จักพอของเจ้าปีศาจนั่นไปเรียบร้อย คุณหนูจุนซูที่ไม่รู้เดียงสาจึงเข้าใจว่าสาเหตุที่ทำให้พี่ชายเธอเป็นเช่นนี้ เกิดเพราะอุบัติเหตุทั้งสิ้น อดีตของคุณแจจุงจึงถูกปิดเงียบลงใส่ในหีบความทรงจำ มีแต่เธอที่ต้องทนทุกข์ ไม่สามารถระบายอะไรออกมาได้
คุณแจจุงที่ไม่มีเสียงก็ราวกับเทวดาที่ถูกเด็ดปีก เธอถูกคุณผู้หญิงขังไว้บนหอคอยแห่งนี้ ไม่ใช่เพราะความเวทนาสงสาร แต่เพียงเพราะความอับอาย คุณผู้หญิงก็ช่างร้ายกาจ หล่อนไม่เคยกลับมาสนใจใยดีหรือแสดงความรักใคร่ลูกของหล่อนสักคน มีลูกไว้เป็นเพียงแค่ตุ๊กตาให้จับแต่งตัว บังคับให้เรียนดีเลิศพอให้หล่อนสามารถเอาไปคุยโตใส่แม่คุณหญิงคุณนายคนอื่นได้ก็เท่านั้น
คุณแจจุงในสถานจองจำขนาดใหญ่นี้ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีเสียงหัวเราะ แม้แผลบนร่างกายจะถูกเยียวยาจนหายดี ทว่ารอยแผลเป็นในจิตใจยังคงอยู่ เธอลืมอดีตอันแสนเคืองขมของตัวเองไม่ได้ ระบายความคับแค้นใจออกมาไม่ได้ โลกภายนอกไม่มีที่ซึ่งแบ่งไว้สำหรับเธออีกแล้ว
กระทั่งได้พบกับเจ้าชายของเธอ...
......................
....................................
ยุนโฮตัวสั่น รู้สึกถึงความเย็นยะเยียบของหยาดน้ำที่รินไหลลงบนแก้มของเขาราวกับมันกรีดบาดเข้าไปในหัวใจ
นิทานเรื่องนี้...ไม่สนุกเอาซะเลย...
เมียงยอพยายามกลั้นน้ำตาอย่างยากลำบาก กระทั่งสามารถเล่าเรื่องราวอันแสนขื่นขมนี้ได้จนจบ นี่เป็นครั้งแรกที่มันถูกบอกเล่าต่อด้วยปากของหล่อน ในยามนี้หญิงชราจึงรู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้างเล็กน้อย ตลอดเวลาหล่อนนึกถึงเพื่อนสนิทที่เสียชีวิตไปแล้ว อวยพรให้สิ่งที่หล่อนกำลังทำอยู่นี้เป็นการตัดสินใจถูกต้องเถิด
“กระทั่งคุณแจจุงได้พบกับคุณ เธอก็มีความหวังขึ้นมา” เสียงแหบๆ กล่าวช้าๆ ราวกับพยายามให้คำพูดเหล่านี้ซึมซับเข้าไปภายในจิตใจของชายหนุ่มได้อย่างไม่ขาดตก “มีแต่คุณคนเดียวเท่านั้นที่ทำให้เธอยิ้มได้ ถือว่ายายแก่ๆ คนนี้ขอร้องเถอะนะคะ” ถึงตรงนี้น้ำตาที่ถูกกักกลั้นเอาไว้ก็ไหลพรากลงมาอย่างห้ามเอาไว้ไม่ได้อีกต่อไป “ช่วยอยู่เคียงข้างเธอต่อไปด้วยเถอะค่ะ”
“..........................”
ไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปากยุนโฮ เขาดูเหมือนจะอึ้งไปชั่วขณะ
หรือไม่แน่ใจว่า...ลมหายใจของเขาหมดลงไปแล้วกันแน่
.
.
.
ยุนโฮวักน้ำลูบลำคอ ลามไปถึงศีรษะจนผมเผ้ายุ่งเหยิงหาชิ้นดีไม่ได้ ชายหนุ่มที่เคยหล่อเหลาในยามนี้กลับดูมีทีท่าซังกะตายราวกับผีดิบ เดินลากขาออกมาจากห้องน้ำหรูในตัวคฤหาสน์ ในสมองของเขาปรากฏชัดแต่ภาพของแจจุง ทีละภาพๆ ย้ำเตือนความทรงจำราวกับภาพฉายวีดีทัศน์ในการประชุมสัมนาผู้บริหาร ชายหนุ่มหลับตาลงช้าๆ อย่างเหนื่อยอ่อน ไม่สนใจสิ่งใด จนกระทั่งร่างทั้งร่างต้องเซไปตามแรงกระแทกเพราะปะทะเข้าอย่างจังกับร่างที่คงสูงและดูสง่าไม่ได้ลดหลั่นไปกว่ากัน
คู่กรณีเป็นชายร่างสูงโปร่ง ผิวขาวสะอาดสะอ้านแลดูสุขภาพดีอย่างพวกผู้ดีตีนแดงทั่วไป นัยน์ตาของเขาคนนี้กลมวาวมีเสน่ห์ จมูกได้รูปและริมฝีปากอิ่ม ประกอบจัดเรียงกันอย่างลงตัวอยู่บนโครงหน้างามได้สัดส่วน ผมสีน้ำตาลที่ถูกตัดเรียบร้อยพอดีขับให้ใบหน้านี้ยิ่งดูเด่น เขาสวมแว่นสายตาไร้กรอบ เสื้อเชิ้ตสีขาวที่ถูกปลดกระดุมออกสองเม็ด กับกางเกงยีนส์สบายๆ สีค่อนข้างเข้มดูสุภาพ รอยยิ้มกับน้ำเสียงทุ้มนุ่มหูที่คุ้นเคยเรียกให้ยุนโฮต้องเบิกดวงตาให้กว้างขึ้น และเพ่งมองให้ชัดว่าเขาไม่ได้ตาฝาดไป
ปาร์คยูชอน!
“อ้าว ไอ้ยุนโฮ?”
หนุ่มนักเรียนนอกที่มีดีกรีปากไวกว่าทักขึ้นมาก่อน ก่อนที่อีกหนึ่งหนุ่มจะอ้ำอึ้งยิงคำถามงี่เง่าใส่
“ยูชอน? นายมาทำอะไรที่นี่น่ะ?”
“อ้าว ก็มาสอนหนังสือน่ะสิ ฉันสอนที่นี่มาหลายเดือนแล้วเฟ้ย สมควรเป็นฉันหรอกไม่ใช่หรือที่ควรถามว่านายมาทำกะเปิ๊บกะป๊าบอะไรที่นี่?”
คำตอบของยูชอนราวกับการเคาะกะโหลกของยุนโฮให้สนิมที่เคยเกาะกรังหลุดออกไปได้บ้าง ชายหนุ่มนึกขึ้นได้ทันทีว่าเมื่อตอนที่ยูชอนกลับมาถึงเกาหลีแรกๆ ก็บอกกับเขาว่าถูกตระกูลคิมคะยั้นคะยอจ้างมาสอนพิเศษให้ลูกชายคนเล็ก คิดได้เท่านั้นก็เป็นอันต้องหลุดขำพรืดออกมาอย่างเสียไม่ได้
“โลกมันช่างกลมซะจริงนะ”
“ใช่สิวะ ยุคนี้ทฤษฎีโลกแบนใช้ไม่ได้แล้วเพื่อน”
สองหนุ่มหย่อนกายลงนั่งบนพื้นบันไดหินอ่อนเตี้ยๆ หน้าคฤหาสน์ ประตูซุ้มโค้งที่เจาะผ่านตัวอาคารทะลุไปยังด้านหลังรับลมซึ่งยังคงพัดตีกันอย่างบ้าคลั่งได้เต็มที่ ไม่นานจึงเริ่มเห็นเม็ดฝนบางๆ โปรยปราย
ยูชอนถอนหายใจเฮือกใหญ่หลังจากรับฟังเรื่องราวที่เพื่อนรักสารภาพออกมาจนหมด สำหรับยุนโฮกับยูชอนนั้นไม่เคยมีความลับระหว่างกัน เขาจึงเล่าทุกเรื่องที่พอจะเล่าได้ให้ยูชอนได้รับรู้ ทั้งเรื่องความรักระหว่างเขากับแจจุง และชีวิตหลังแต่งงานอันแสนอัตคัดขัดสนของเขา
“สังหรณ์ใจแล้วเชียวว่าต้องเป็นอย่างนี้” ยูชอนรำพันอย่างเจ็บปวด สารรูปของเพื่อนรักในเวลานี้ช่างบีบหัวใจ เขาเอื้อมมือไปแตะที่ไหล่หนา พลางตบเบาๆ เพื่อปลอบโยน “ฉันขอถามนายอีกทีเถอะนะ นายรักยองเอไหม?”
“ก็...รัก” ยุนโฮตอบ
“แล้วคุณแจจุงล่ะ?”
ยุนโฮนิ่งไป ก่อนตอบอย่างหนักแน่นว่า “รัก” เรียกให้ยูชอนพลอยถอนหายใจออกมาด้วยเข้าใจทุกอย่างถ่องแท้
“แต่ยองเอเป็นเมียฉันนะ เธอดีมากๆ เลยด้วย” ยุนโฮซบใบหน้าลงบนฝ่ามือที่ประสานเกี่ยวกันไว้หลวมๆ ไม่มีน้ำตาแม้สักหยดไหลรินออกจากดวงตาคู่นี้ หากแต่หัวใจกลับกำลังหลั่งเลือดอย่างแสนสาหัส “นี่ถ้าเกิดฉันกับแจจุงไม่เคยรู้จักกัน ตอนนี้เราทั้งคู่คงจะมีความสุขยิ่งกว่านี้”
“นายเปลี่ยนโชคชะตาไม่ได้หรอก ดองกัน” ยูชอนแค่นหัวเราะเมื่อคิดถึงเรื่องโกหกที่ยุนโฮเคยหลอกถาม “แต่ชีวิตเป็นของนายนะ เพื่อน”
ยุนโฮแค่นยิ้มที่แลดูเจ็บปวด เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ยูชอนจำต้องเบือนหน้าหนี ยามรู้สึกว่าภายใจพลอยรวดร้าวไปด้วยไม่ต่างกัน
“นายรู้จักฉันดีที่สุดไม่ใช่หรือ ยูชอน ตั้งแต่ฉันลืมตาดูโลก ชีวิตฉันก็เป็นของพ่อ”
ยูชอนได้แต่พยักหน้า ทั้งๆ ที่สงสารจับใจ หากแต่คงทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งเป็นเพื่อนยุนโฮอยู่อย่างนี้
“นึกอยู่แล้วเชียวว่านายต้องมีอะไรปิดบังฉันไว้แน่ๆ แล้วก็มีจริงซะด้วย”
“ใช่ นายดูฉันออกทุกอย่าง แล้วนายล่ะยูชอน มีอะไรปิดฉันไว้บ้างหรือเปล่า?”
“ม..ไม่มีนี่...”
“อ้าว พี่ยุนโฮกับครูยูชอนรู้จักกันแล้วหรือฮะ?” เสียงใสๆ ที่ดังขึ้นขัดจังหวะการสนทนาเรียกให้ชายหนุ่มทั้งสองคนหันไปหาต้นเสียง เด็กชายร่างเล็กเจ้าของใบหน้าหวานใสจิ้มลิ้มและเส้นผมสีน้ำตาลประกายทองเบิกดวงตาเหรอหรา สองมือน้อยๆ ของเขาหอบกระเป๋าใบโตหลายใบไว้พะรุงพะรัง
“รู้จักกันมาเกือบสิบปีแล้วล่ะ” ยูชอนอมยิ้มขำๆ กับภาพตรงหน้า พลางล้วงกระเป๋ากางเกงหากุญแจรถ แล้วส่งมันให้จุนซู
คำพูดนั้นทำเอาจุนซูคิ้วขมวด แต่ร่างเล็กก็ไม่ได้ใส่ใจหาความให้มาก เขารับกุญแจรถของยูชอนมา ก่อนจะกึ่งยกกึ่งลากกระเป๋าเสื้อผ้าสารพัดขนาดเตรียมไปใส่ไว้ที่ท้ายรถ ยูชอนมองตามแผ่นหลังบางที่เดินเป๋ๆ จนลับสายตาไปด้วยรอยยิ้ม ยุนโฮผู้ซึ่งเฝ้ามองอยู่นานจึงอดที่จะบ่นออกมาเบาๆ ไม่ได้ด้วยความหมันไส้
“เอาแล้วไหมไอ้นักรัก ทีตอนฉันยุให้นายจีบจีเฮ นายดันบอกว่าจีเฮเด็กเกินไป แถมนายยังด่าฉันอีกว่า นายไม่ใช่พวกชอบเคี้ยวหญ้าอ่อน”
“ไอ้ยุนโฮ...”
“ฉันดูนายออกทุกอย่างแหละเพื่อน” ยุนโฮมองเพื่อนด้วยหางตา ยิ้มอย่างมีชั้นเชิง นัยน์ตามีแววกระเซ้าเย้าแหย่ สีหน้าของยุนโฮที่ดูสดใสขึ้นเป็นครั้งแรกตั้งแต่พูดคุยกันมานี้พลอยทำให้ยูชอนอดยิ้มตามไปด้วยไม่ได้ “แล้วนายเองก็มีอะไรปกปิดฉันไว้จริงๆ ซะด้วย”
.
.
.
มือเล็กเอื้อมไปกำลูกบิดประตูสีทองไว้แน่น แล้วค่อยๆ บิดคลายมันออกโดยพยายามให้เบาเสียงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาแอบมองผ่านช่องแคบระหว่างประตูนั้นอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะงับปิดมันลงจนสนิท เด็กชายจึงหันมายิ้มเศร้าๆ ให้กับชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนรออยู่ใกล้ๆกัน
“เชิญฮะพี่ยุนโฮ” จุนซูพูด พร้อมกับถอยฉากหลบทางไปอย่างรู้หน้าที่
ยุนโฮพยักหน้า พลางยิ้มเรียบๆ ให้แทนคำขอบคุณ ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าจนเต็มปอดแล้วจึงค่อยหมุนลูกบิดประตู ผลักเข้าไปอย่างเงียบเชียบ เพียงเล็กน้อยเท่านั้นก็ทำให้เขามองเห็นภาพแผ่นหลังบางในชุดสีขาวบริสุทธิ์กำลังนั่งชันเข่าอยู่บนเตียง แม้ไม่เห็นสีหน้า แต่ร่างนั้นกลับอยู่นิ่งไม่ไหวติง สองมือผ่ายผอมกอดเสื้อโค้ชสีน้ำตาลอันคุ้นตาเอาไว้ในอ้อมแขน หันหน้าเหม่อมองด้านนอกหน้าต่างซึ่งกำลังมีสายฝนพร่างพรำลากยาวลงมาเป็นสาย
ยุนโฮกัดริมฝีปากล่างของตน พยายามต้านทานความรู้สึกบางอย่างในหัวใจ มือหนาค่อยๆ เลื่อนขึ้นสัมผัสจี้เพชรรูปหัวใจสองดวงที่เขาสวมไว้ไม่ยอมให้ห่างกาย จนในที่สุดจึงตัดสินใจปิดประตูบานนั้นลงช้าๆ
จุนซูสะดุ้ง ดวงตากลมใสจ้องคนตรงหน้าอย่างกังขา
“ทำไมไม่เข้าไปล่ะฮะ?”
ยุนโฮหันกลับมาสบตาน้องชายของคนรัก เขายิ้มเศร้า “ขอเวลาพี่หน่อยนะ” ว่าจบจึงใช้มือถอดจี้เพชรรูปหัวใจดวงหนึ่งออกมา พร้อมกับส่งมันให้จุนซู “อันนี้หัวใจของพี่ ฝากจุนซูคืนให้แจจุงด้วยนะครับ”
จุนซูพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ยืนนิ่งงัน มองตามคนที่เพิ่งมอบจี้เพชรนี้ให้เขาด้วยความไม่เข้าใจ กระทั่งยุนโฮเดินลงบันไดจากไปแล้ว จุนซูจึงได้ก้มลงเพ่งพิศวัตถุสีเงินและอัญมณีเม็ดเล็กๆ ในมือที่แม้จะกลวงโบ๋ หากแต่ยังคงรูปไม่เปลี่ยนแปลง เพชรเม็ดงามทอประกายราวหยาดน้ำตาพิสุทธิ์ แม้เล็กจิ๋วหากแข็งแกร่งเกินอัญมณีชนิดไหน
หัวใจของคนสองคนที่แสนมั่นคง...
แม้จะร้อยติดกันไว้ตลอดไปไม่ได้ แต่จะยังเป็นของกันและกันเสมอไปไม่เสื่อมคลาย
ดวงตากลมโตเบิกกว้าง นัยน์ตาสีดำวาววับรื้นน้ำขึ้นในทันที แจจุงเพ่งสายตามองจุนซูอย่างเค้นหาคำตอบ ทว่ากลับได้รับกลับมาเพียงเสียงถอนหายใจแผ่วเบา จี้เพชรรูปหัวใจที่นอนแน่นิ่งอยู่บนฝ่ามือยามนี้ แม้ต่อให้สลายกลายเป็นผงเขาก็ไม่มีวันลืมได้ หัวใจดวงนี้เป็นของยุนโฮ...
ยุนโฮมาที่นี่งั้นหรือ?
“พี่แจจุง!”
ไม่รีรอให้มือเล็กได้ฉุดรั้ง แจจุงผลุนผลันวิ่งออกไปทันที สองเท้าก้าวเหยียบพื้นไม้เย็นยะเยียบของคฤหาสน์ วิ่งให้เร็วสุดชีวิตราวกับจะไม่มีวันพรุ่งนี้ แผ่นอกบางสะท้อนสั่นรุนแรงตามจังหวะการหอบหายใจ ลัดเลาะแนวระเบียงทางเชื่อมระหว่างเรือนส่วนตัวไปยังเรือนรับรอง หัวใจที่เคยแหลกสลายเต้นถี่ ทุกวินาทีของเขารอคอยเพื่อจะได้พบหน้าคนที่ตนรักหมดหัวใจอีกสักครั้ง
เขาไม่อยากให้ยุนโฮคืนสร้อยเส้นนี้
กระทั่งร่างบางล้มกายลงตรงระเบียงด้านหน้า บนพื้นหินอ่อนชุ่มแฉะ ผิวกายขาวซีดเผือดเปียกปอนไปด้วยสายฝนเย็นซัดกระหน่ำราวกับคมมีดกรีดให้แสบร้าวไปทั้งร่างกาย ภาพเดียวที่ยังคงสะท้อนชัดในสายตานี้มีเพียงภาพแผ่นหลังที่คุ้นตากำลังเดินจากไป ราวกับอดีตกำลังหวนกลับมาทำร้าย ฆ่าเขาให้ตายอย่างแช่มช้า
ค่อยๆห่างไป...ไกลออกไป...จนเหลือเล็กนิดเดียว...
เขาไม่หันกลับมา... เขาไม่ได้ยินเสียงเรียกที่พยายามเปล่งออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจดวงนี้
แจจุงเอื้อมมือจนสุดแขน พยายามไขว้คว้า แต่ก็ราวกับเป็นพฤติกรรมของคนโง่เง่าเมื่อรู้ว่าไม่มีวันเอื้อมถึง
จุนซูที่ตามมาถึงทีหลังย่อตัวนั่งลงข้างๆ ก่อนที่แขนเล็กจะโอบร่างซึ่งกำลังสะท้านสั่นอย่างโหดร้ายของพี่ชายเข้ามากอดไว้
ใบหน้าหวานบิดเบี้ยวด้วยความร้าวราน แข้งขาไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะยืนหยัด สายฝนชำระล้างน้ำตาออกไปหยดแล้วหยดเล่าไม่รู้หมด ได้แต่ร้องไห้ออกมาราวกับจะขาดใจ
...ยุนโฮ...
ได้โปรด...กลับมา...
To be continued...

#1 By jinhun (118.174.169.245) on 2008-04-23 11:48