Can I Love You? (24)
posted on 17 Apr 2008 08:23 by bleaf-me in can-i-love-you
Title: CAN I LOVE YOU?
Author: b.leaf
Paring: Yunjae, Yoosu (Implied Minsu)
Genre: AU, Romance, Drama, Angst
Rate: PG-13
24. ย้ำ
ซอเมียงยอบรรจงใช้กรรไกรตัดเล็มเส้นผมสีดำสนิทเหล่านั้นอย่างประณีต ทะนุถนอมราวกับเป็นแพรไหมอันเลอค่า ทีละเล็กละน้อย จนในที่สุดกรอบหน้าหวานงดงามเกินชายซึ่งสะท้อนเงาอยู่บนกระจกก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาขนัดตา
หล่อนใช้เวลาตั้งแต่เช้าตัดเล็บมือ เล็บเท้า และตัดแต่งเส้นผมให้กับแจจุง คุณหนูใหญ่ผู้งดงามทว่าน่าสงสาร ทำให้เขาอย่างเมตตาและเอาใจใส่ ดูแลกันเช่นนี้ประจำรวมเป็นเวลากว่าสิบห้าปีโดยไม่ท้อ ไม่บ่น ไม่เบื่อ เหตุผลเดียวก็คือเพราะรักเท่านั้น
หญิงชราวางฝ่ามืออันเหี่ยวย่นลงบนไหล่บาง พลางมองกระจกตรวจสอบความเรียบร้อย ก่อนภาพที่ฉายอยู่เบื้องหน้าจะทำให้หล่อนอมยิ้ม เมื่อผมที่เคยปล่อยปะละเลยให้ยาวเลยไหล่ถูกจัดการไปหลายนิ้ว ดวงหน้าขาวของแจจุงผ่องใส และมีรอยยิ้ม เพียงเท่านี้ก็พอจะทำให้ความปวดร้าวในใจหัวหน้าแม่บ้านคลี่คลายหายไปได้
“หล่อจังเลยนะ คุณหนูของดิฉันเนี่ย” หล่อนเย้าด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครืออย่างไม่รู้ตัว
คุณหนูของเธอไม่เคยตัดผมสั้นขนาดนี้ แม้จะไม่สั้นมากมาย แต่ก็สั้นที่สุดเท่าที่หล่อนเคยตัดให้ แจจุงเป็นคนขอเอง บอกเพียงว่าอยากเปลี่ยน อยากทำอะไรใหม่ๆ นั่นทำให้เมียงยอกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ได้
หล่อนไม่ได้เสียใจ หากปลาบปลื้มใจมากกว่า
คิมแจจุงพร้อมแล้วที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง
แววตาที่เปล่งประกายและมาดมั่นเข้มแข็งเช่นนั้น ต้องขอบคุณจองยุนโฮที่นำมันกลับคืนมา
.
.
.
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาออกมาเที่ยวได้อย่างสบายใจ โดยที่จุนซูผู้เป็นน้องชายไม่ต้องทนถูกดุ
คิมแจจุงเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเขาหน้าร้านจิลเวลรี่ ที่ที่เขาพบจองยุนโฮเป็นครั้งแรก ภายในใจรู้สึกปรอดโปร่งอย่างบอกไม่ถูก ยามเมื่อได้ลองเดินไปเรื่อยๆ มองโลกที่สับสน มือขวาของเขากำแน่นราวกับกำลังกระชับมือที่มองไม่เห็นอยู่มั่น แล้วเรียนรู้ที่จะก้าวต่อไป โดยไม่จำเป็นต้องแสร้งทำเป็นลืมอดีตที่ปวดร้าว แต่ก็งดงามที่สุดเช่นกัน
เขายังคิดถึงยุนโฮ...คิดถึงอยู่ตลอดเวลา...
ในขณะที่เขาจ้องมองเข้าไปท่ามกลางฝูงชนที่เดินสวนกันสับสนขวักไขว่เหมือนเช่นทุกวัน จู่ๆ แจจุงก็กลับชะงักฝีเท้าเมื่อสายตาจับได้กับภาพเบื้องหลังกว้างที่คุ้นตา ท่าเดินที่สง่างามอย่างนั้นอยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตร ฉุดความทรงจำที่เกือบจะตกตะกอนลึกสู่ก้นบึ้งของหัวใจไปจนสิ้นแล้วให้คลุ้งขึ้นมา
วันที่เขายิ้มทั้งน้ำตา มองยุนโฮเดินจากไป
แจจุงพยายามกระพริบตาถี่ๆ แล้วลืมตาขึ้นเพ่งมอง ไม่แน่ใจว่าเขาเพ้อจนบ้า หรือสวรรค์เล่นตลกอะไร แต่เขากลับรู้สึกมั่นใจอย่างบอกไม่ถูกว่าเจ้าของแผ่นหลังนั้นไม่มีทางเป็นใครอื่นไปได้แน่
ความปรีดาล้นปรี่จนเต็มอก ร่างเพรียวไม่ลังเลที่จะเร่งฝีเท้า ฝ่าผู้คนที่เบียดเสียดยัดเยียดกันแย่งอากาศหายใจ บางเสียงกร่นด่าเมื่อถูกเขาปะทะ แต่แจจุงไม่หยุดก้าว จนคนคนนั้นใกล้เข้ามา
ใบหน้าเรียวหล่อเหลาด้านข้าง กับรอยยิ้มอ่อนโยนเช่นนั้น
...ยุนโฮ...
ฟึ่บ!
เอื้อมสุดแขนด้วยหัวใจที่เต้นถี่ ในที่สุดแจจุงก็สามารถโอบแขนบางเข้ากับเอวของคนตรงหน้าได้เต็มสองแขน เขารู้สึกได้ว่าคนในอ้อมกอดสะดุ้งตกใจมาก แต่นั่นไม่สำคัญไปกว่าเขาคนนี้คือจองยุนโฮจริงๆ
“แจจุง?”
เสียงของยุนโฮรำพันเรียก
ยุนโฮ...ยุนโฮของเขา...
น้ำตารื้นเอ่อที่คลองตาโดยไม่รู้ตัว แจจุงไม่อาจต้านทานมันได้ หากทันทีที่เขาเงยหน้าขึ้นสบตาร่างสูง เมื่อนั้นเองที่แจจุงได้ประจักษ์ว่าตนเองโง่เขลาเพียงใด
ที่ว่างด้านข้างยุนโฮถูกแทนที่ด้วยหญิงสาวคนหนึ่ง มือที่แสนอบอุ่นของยุนโฮกุมมือเธอไว้มั่น แล้วสายตาฉงนสนเท่ห์ใจของเธอคนนั้นก็บีบบังคับให้แจจุงจำต้องคลายอ้อมกอด ความงามที่แสนโดดเด่นของเธอทำให้เขาจดจำเธอได้แทบจะในทันที หญิงสาวคนนี้ เขาเคยพบเธอแล้วที่อพาร์ตเม้นท์ของยุนโฮ
“เอ่อ...ผมขอตัวเดี๋ยวนะ” ยุนโฮหันไปพูดกับหญิงสาวข้างกาย ก่อนจะเอื้อมมือรั้งแจจุงไว้ แล้วพาเดินห่างออกมา
เมื่อแน่ใจแล้วว่าอยู่ไกลพอที่หญิงสาวอีกคนจะไม่ได้ยินเสียงพวกเขา แขนของคนทั้งสองก็กระหวัดเข้าโอบรัดกันและกันทันที ร่างทั้งสองร่างแนบสนิทกันราวกับไม่ต้องการให้เกิดระยะห่างจากกันอีกแม้เพียงอากาศผ่าน แจจุงรู้สึกว่ามือของตัวเองสั่นขึ้นมาน้อยๆ อย่างควบคุมไม่อยู่ ร่างบางซุกใบหน้าขาวใสลงบนบ่ากว้าง ใช้ไหล่นั้นต่างผ้าซับน้ำตาแห่งความยินดี
แจจุงคลายกอด วางฝ่ามือทั้งสองลงพาดบนหน้าอกกำยำ ผละใบหน้าสวยออกมาจากไหล่ของร่างสูง เขาเพียงอยากจะมองใบหน้านี้ให้ชัดๆ แววตาไม่อาจเก็บซ่อนความหมายว่าเขาคิดถึงยุนโฮมากมายเพียงใด
“คุณเป็นยังไงบ้าง?” ยุนโฮจับมือแจจุงแน่น แววตาเต็มแน่นไปด้วยความอาลัย
แจจุงเพียงแค่ยิ้ม ทาบฝ่ามือลงข้างแก้มของยุนโฮ พลางลูบเบาๆ เขาส่ายหน้าราวกับไม่เชื่อว่านี่คือความจริง และหวังว่ายุนโฮจะเข้าใจว่าเขารู้สึกเช่นไร
“ผมก็คิดถึงคุณ ไม่คิดเลยนะว่าจะได้เจอกัน” ยุนโฮเข้าใจเสมอ
ใบหน้าหวานพยักขึ้นลงช้าๆ อย่างเห็นด้วย ก่อนจะรั้งยุนโฮมากอดไว้อีกครั้งเนิ่นนาน
เวลาผ่านพ้นไปนานเท่าไหร่ไม่อาจนับ และเป็นยุนโฮเองที่เริ่มขยับกายในที่สุด แจจุงจึงจำต้องยอมปล่อยมือ เขาก้มหน้าอยู่นานพักหนึ่งราวกับไม่กล้าเผชิญความจริง ก่อนจะรวบรวมความกล้า มองข้ามไหล่ยุนโฮไป
หญิงสาวคนนั้นกำลังชะเง้อคอมองมาด้วยแววตาสงสัยเป็นเท่าตัว
แจจุงกระตุกแขนยุนโฮ พยักเพยิดเป็นเชิงไต่ถาม
‘เธอคือ...?’
ยุนโฮเข้าใจดี “อ๋อ...ยองเอน่ะ...” เขาแสยะยิ้มแกนๆ
แจจุงหมุนตัวกลับ โบกมือลาแทบจะในทันที
‘งั้นผมกลับแล้ว ลาก่อน’
“เดี๋ยวสิแจจุง ไปคุยกับเธอก่อนนะ”
ร่างบางรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะร้องไห้จึงเอาแต่ส่ายหน้า จะกลับบ้านท่าเดียว เขาไม่กล้าสู้หน้าเธอ ไม่กล้าเผชิญสายตาที่แลดูเหมือนรู้ความจริงทุกอย่างคู่นั้น มันกำลังทำให้เขากลัวจนตัวสั่น แต่สายตาที่มองมาอย่างขอความเห็นใจของยุนโฮกลับทำให้เขาใจอ่อนได้ทุกครั้ง จนยินยอมเดินตามเขาไปในที่สุด
อย่างน้อยก็ยอมปล่อยให้ยุนโฮถูกสงสัยไม่ได้
ลียองเอยิ้มสดใสขึ้นมาทันทีเมื่อชายหนุ่มทั้งสองเดินเข้ามาหา เธอกวาดตามองแจจุงอย่างพิจารณาจนอีกฝ่ายจำต้องก้มหน้างุด
“ยองเอ นี่แจจุง แจจุง นี่ยองเอ” ยุนโฮแนะนำ
“เพื่อนหรือคะ ยุนโฮ?” เธอถามเขา
ร่างสูงชะงักไปครู่ “อืม เพื่อนน่ะ ไม่เจอกันนานแล้ว ที่มาเจอกันได้นี่ก็ถือว่าเซอร์ไพรส์” เขาอธิบาย
ยองเอเงียบไปพักหนึ่ง เงียบไปนานจนแจจุงรู้สึกหวั่นใจจนต้องเงยหน้าขึ้นตรวจสอบปฏิกิริยาของเธอ และสิ่งที่เขาพบก็ทำให้เขาต้องประหลาดใจ
ใบหน้าสะสวยของยองเอระบายไว้ด้วยรอยยิ้มใจดีและอ่อนหวาน ดวงตากลมสีน้ำตาลคู่นั้นฉาบแววความชื่นชมไว้อย่างชัดเจน “เพื่อนหรือคะ ทำไมคุณไม่เห็นเคยเล่าให้ฉันฟังบ้างเลย” เธอหันไปตำหนิคนเป็นสามี ก่อนจะจับมือแจจุงเอาไว้ทั้งสองข้างอย่างถือวิสาสะ แจจุงตกใจตาเบิกโพลง ทว่าสาวเก่งนักเรียนนอกอย่างยองเอเห็นเป็นเรื่องธรรมดา หญิงสาวเอ่ยอย่างสดใส “ฉันกับยุนโฮกำลังจะไปทานข้าวด้วยกันพอดีเลยค่ะ แจจุงไปทานด้วยกันนะ”
แจจุงทำได้แค่ส่ายหน้า
“ทำไมล่ะคะ ไม่ต้องเกรงใจนะ ไปกันสองคนน่าเบื่อจะตาย แจจุงไปด้วยกันเถอะ”
“..........................”
“แจจุงต้องรีบกลับบ้านน่ะ” เสียงของยุนโฮเอ่ยแทรกบทสนทนา “ยองเอ อย่าทำให้แจจุงลำบากใจเลยนะ ไว้โอกาสหน้าก็แล้วกัน”
ถึงแม้จะขัดใจ แต่เพราะสามีปรามเอาไว้ ยองเอจึงพูดอะไรไม่ได้ เธอได้แต่ทำปากเบ้อย่างที่ชอบทำประจำเวลาไม่ได้ดั่งใจ ก่อนหันไปเอ่ยกับแจจุงอย่างเป็นมิตรว่า “ไม่เป็นไรนะ” เธอกุมมือเขาแน่นขึ้นอีก “ไว้คราวหน้าเชิญทานข้าวเย็นที่บ้านฉันนะคะ”
นี่เป็นอีกครั้งที่น้ำตาแล่นรื้นขึ้นมาถึงจมูกอย่างห้ามปรามไม่ได้ แจจุงรู้สึกผิดเหลือเกิน ทั้งเสียใจ ทั้งละอาย ทั้งประหวั่น ความผิดบาปที่ประเดประดังเข้ามาตักเตือนจิตใต้สำนึก เมื่อนั้นเองที่แจจุงประจักษ์อย่างดีว่าชีวิตใหม่ของเขาคงมีอายุสั้นเกินกว่าที่ควรจะเป็น
.
.
.
ตั้งแต่วันนั้น คิมแจจุงที่ดูมีชีวิตชีวาสดใสได้เพียงไม่กี่วันก็ทรุดฮวบลงราวกับถูกสูบวิญญาณไปจนสิ้น
เมียงยอและจุนซูค่อยๆ ทิ้งกายนั่งลงบนเก้าอี้ม้าหินในอีกด้านหนึ่งของสวนกว้าง มองจากตรงนี้ทำให้สามารถเห็นบริเวณระเบียงที่ยื่นออกมาจากห้องนอนของแจจุงได้อย่างชัดเจน ริมฝีปากสีแดงสดระบายลมหายใจออกมาแผ่วๆ อย่างหนักใจ เมื่อเห็นภาพพี่ชายของตนยังคงนั่งเหม่ออยู่ที่ริมระเบียงที่เดิมตั้งแต่เช้า หนังสือนิยายที่จุนซูสรรหามาให้ในมือผอมๆ ทั้งสองข้างนั้นดูจะไม่ได้รับการใส่ใจเท่ากับเมฆบนฟ้า ผิวหน้าซีดเผือด ประกอบกับร่างกายที่ไม่ค่อยแข็งแรงดีนักอยู่แล้วสั่นเทาเมื่อปะทะลมหนาวเย็น แต่ก็ดูไม่มีทีท่าว่าร่างบางจะขยับกายย้ายไปที่ไหนอีก ไหล่บางถูกห่อไว้เพียงเสื้อนอกสีน้ำตาลตัวโตๆ ตัวหนึ่งที่เขาไม่คุ้นตา เป็นเสื้อตัวเดียวกับที่แจจุงนำกลับจากกวางจู
เมียงยอถอนหายใจยาวเหยียด “คุณจุนซูคะ ดิฉันอยากพบคุณชายจอง”
จุนซูขมวดคิ้ว พลันเอียงคอถามอย่างฉงนใจ “พบทำไม?”
“อยากจะคุยเรื่องนี้กันให้รู้เรื่องค่ะ”
“อย่าเลยเมียงยอ” เสียงเล็กๆ ของจุนซูถ้อยตำหนิ แม้บนใบหน้าขาวสว่างของเขาจะไม่ได้คลายความกังวลใจ ในขณะที่ทอดสายตาไปยังภาพเจ้าชายบนหอคอยนั่น “ถึงยังไงนี่ก็เป็นสิ่งที่พี่ตัดสินใจ พี่ไม่อยากทำให้ครอบครัวของใครมีปัญหา ไม่อย่างนั้นก็น่าสงสารคุณยองเอเขาแย่”
“หึ” เมียงยอฟังแล้วกระตุกยิ้มหยัน “ดิฉันไม่สนใจความรู้สึกใครทั้งนั้นนอกจากความสุขของคุณแจจุง”
จุนซูอ้าปากหวอ “หวา...เมียงยอโหดจัง”
หญิงชราหัวเราะอารมณ์ดี ทว่าแววตาของหล่อนดูจริงจังอย่างประหลาด “ก็ดิฉันไม่ได้รู้จักมักจี่อะไรกับหล่อนนี่คะ ชีวิตของดิฉันน่ะ มีแต่คุณแจจุงกับคุณจุนซูเท่านั้น”
To be continued...

ถ้าไม่ติดว่าแจจุงรักอิหมีมากนะ (อินี้ท่าจะอาการหนัก
#1 By yunjae4u on 2008-04-17 08:53