Can I Love You? (23)
posted on 11 Apr 2008 10:29 by bleaf-me in can-i-love-you
Title: CAN I LOVE YOU?
Author: b.leaf
Paring: Yunjae, Yoosu (Implied Minsu)
Genre: AU, Romance, Drama, Angst
Rate: PG-13
23. ไม่มี
เสียงเครื่องมือสื่อสาร เสียงส้นรองเท้าหนังกระทบพื้น
เสียงพูดคุยระเบ็งเซ็งแซ่ของกลุ่มคนทำงาน
สัญญาณแห่งความวุ่นวายทุกอย่างยังคงวนเวียนเคลื่อนไหวอยู่รอบตัว
เวลาไม่เคยหยุดนิ่ง ดวงตะวันยังไม่ถึงจุดดับ ชีวิตยังคงต้องก้าวต่อไป
กลุ่มเล็กๆ ของเหล่าพนักงานประชาสัมพันธ์สาวในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินเข้ม ซึ่งกำลังตั้งวงนินทาคนโน้นคนนี้อย่างออกรสออกชาติเป็นอันต้องแตกกระเจิงในทันที เมื่อร่างเพรียวบางปรากฏตัวขึ้นที่หน้าเซ็นเซอร์ของประตูบริษัท พวกหล่อนหันไปพยักพเยิดให้กันหน้าระรื่น ก่อนจะรีบรี่กลับไปนั่งประจำตำแหน่งเค้าท์เตอร์ทำงาน
ภายในโถงกว้างของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งนี้ปูไว้ด้วยหินอ่อนลายสวยสีดำปนเทา อาบไล้แสงไฟนีออนสว่างจ้า โอ่อ่าและทันสมัยเสียจนทำให้ผู้คนที่เดินกันพลุกพล่านขวักไขว่ดูน้อยลงได้ขนัดตา หญิงสาวเจ้าของนัยน์ตากลมสีน้ำตาลสวยย่ำฝ่าเท้าเป็นจังหวะ ริมฝีปากอิ่มฉาบเคลือบด้วยสีชมพูแวววาวนั้นคลี่ยิ้มอ่อนโยน ร่างกายอ้อนแอ้นงามงดก้มโค้งคำนับตอบทุกคนที่โค้งคำนับให้เธอ
“คุณหนูยองเอ สวัสดีค่ะ!” เสียงเจื้อยแจ้วของประชาสัมพันธ์สาวห้าคนที่ตะเบ็งออกมาพร้อมๆ กันหยุดหญิงสาวเอาไว้ ก่อนที่ยองเอจะหันมายิ้มให้พวกเธออย่างคนคุ้นเคย
“สวัสดีค่ะ” ยองเอทักตอบ พร้อมๆ กับที่เธอเดินใกล้เข้ามายังเค้าท์เตอร์ประชาสัมพันธ์เพื่อพูดคุยทักทาย
“มาหาผู้จัดการจองหรือคะ?” สาวน้อยที่แค่มองด้วยตาก็พอรู้ว่าคงจะเด็กที่สุดในแผนกเอ่ยถามแก้มหยอก หล่อนหัวเราะสนุกเมื่อเห็นผิวหน้าขาวละเอียดของผู้มีศักดิ์เป็นเจ้านายเรื่อสีขึ้นมาน้อยๆ
“เปล่าหรอกค่ะ ฉันแค่แวะมาหาคุณพ่อ” เสียงหวานตอบอ้อมแอ้มด้วยรอยยิ้มเขิน
“ก็แหงล่ะเธอ คุณยองเอกับผู้จัดการจองแต่งงานกันแล้วนะ เจอกันทุกเช้า ทุกเย็น ทุกค่ำ จะยังต้องมาหาอีกทำไม” อีกหนึ่งสาวใหญ่ผู้เป็นหัวหน้างานร้องขึ้นขัด ไม่วายใช้ปลายนิ้วชี้ที่ประดับด้วยเล็บสวยทาสีแดงจัดบรรจงจิ้มลงบนหน้าผากมนของเพื่อนรุ่นน้องแรงๆ จนศีรษะของผู้เคราะห์ร้ายเอนไปไกลหลายองศา ก่อนที่ทุกคนจะหัวเราะคิกคักกันไปตามประสาผู้หญิง ภาพตรงหน้าช่วยให้บรรยากาศยามเช้าที่แสนวุ่นวาย สดชื่นขึ้นมาได้อีกมากโข
“ระยะนี้เขาต้องเรียกว่าช่วงข้าวใหม่ปลามัน ว่าแต่...มันเป็นยังไงบ้างคะคุณหนู?” พนักงานร่างอวบเสียงแหลมยื่นหน้ามาถามอย่างใคร่รู้ แววตาเป็นประกาย เจ้าหล่อนลดเสียงให้เบาลงในตอนท้าย พลางยกมือป้องปากกระซิบ “ผู้จัดการจอง...อ่อนโยนมากใช่ไหม?”
“เอ๋!?” ยองเอทำตาโต “อะไรกันคะ?”
“แล้วคืนเข้าหอเป็นยังไงบ้างค้า...?”
“เล่าหน่อยนะคะๆๆ น้า”
“เอ่อ...คือ...”
คืนนั้น...
ค่ำคืนที่ควรเป็นคืนอันสุดแสนวิเศษและน่าจดจำในชีวิตของลูกผู้หญิงคนหนึ่ง
บานประตูสีไม้ค่อยๆ ถูกแง้มออก พร้อมๆ กับที่กลิ่นหอมเย็นอวลอบไปทั่วบริเวณห้องกว้างอันแสนเงียบเชียบ เงียบ...จนหูรับรู้ได้แม้กระทั่งเสียงการทำงานของเครื่องปรับอากาศที่ถูกเปิดทิ้งเอาไว้ ร่างสวยของหญิงสาวในชุดนอนเนื้อบางสีขาวสะอาดยกผ้าขนหนูในมือขึ้นซับเบาๆ บนเส้นผมยาวสลวยที่ชุ่มน้ำน้อยๆ เรื่อยลงมายังปรางแก้มเรื่อสีชมพูยามเมื่อผ่านการต้องน้ำอุ่นมาหมาดๆ หมดเวลาไปกับการอาบน้ำนานกว่าปกติ เนื่องจากชุดวิวาห์รุ่มร่ามกับคราบเครื่องสำอางหนาเตอะ ดวงตาคู่สวยสอดส่ายไปรอบห้องหอที่ยังคงอาบไล้ด้วยแสงไฟสีเหลืองนวลซึ่งยังไม่ถูกปิดไป ก่อนที่เป้าสายตาจะต้องหยุดไว้ยังแผ่นหลังกว้างของร่างสูงที่กำลังหันหลังนอนนิ่งอยู่บนเตียงหลังใหญ่ ณ ใจกลางห้องนี้
ยองเอค่อยๆ ถ่ายเทน้ำหนักหย่อนตัวนั่งลงบนพื้นที่ว่างด้านข้างยุนโฮ ที่ดูจะผล็อยหลับไปเรียบร้อยหลังจากอาบน้ำอาบท่าล่วงหน้าก่อนแล้ว หน้าหวานชะเง้อมองผ่านไหล่หนากระทั่งเห็นใบหน้ายามหลับของเขาได้อย่างชัดเจน เธออดไม่ได้ที่จะเผยยิ้มจางๆ ออกมาในที่สุด มือเรียวที่ประดับไว้ด้วยแหวนทองคำขาวฝังเพชรบนนิ้วนางข้างซ้ายค่อยๆ เอื้อมสัมผัสใบหน้าหล่อเหลาแผ่วเบา เกลี่ยไล้เส้นผมสีน้ำตาลเข้มที่กรุ่นกลิ่นแชมพูของเขาอย่างอ่อนโยน พยายามอย่างที่สุดที่จะไม่ปลุกให้อีกฝ่ายตื่น
รูปหน้าคมสัน แนวกรามได้รูป จรดถึงปลายคางเรียว องค์ประกอบที่ทำให้ใบหน้างามงดสมชายชาตรีนี้ยิ่งน่ามอง ผิวพรรณคร้ามแดดกว่าเก่าก่อนทว่ายังคงเนียนเรียบและอบอุ่นน่าสัมผัส ดวงตาเรียวพริ้มหลับสนิทอย่างหมดแรง ริมฝีปากชื้นของชายหนุ่มเผยอเล็กน้อยเพื่อเปิดทางให้ลมหายใจแผ่วๆ ถูกส่งผ่านออกมาได้สะดวกยิ่งขึ้น
คงจะเหนื่อยมากสินะ
หญิงสาวคิดกับตัวเองในใจ รอยยิ้มยังคงไม่เลือนหายไปจากใบหน้าอ่อนหวานนี้
“ฉันรักคุณนะคะ ยุนโฮ” เสียงหวานกระซิบเบาๆ พลันความรู้สึกอันยากที่จะอธิบายแล่นปราดเข้ามาจับขั้วหัวใจ
ทั้งรัก...ทั้งเทิดทูน...
แนบใบหน้าสะสวยลงบนต้นแขนของเขา ก่อนจะเอื้อมแขนผอมๆ ทั้งสองข้างเข้ากระชับกอดร่างใหญ่โตของผู้ที่ได้ชื่อเป็นสามีเอาไว้ในอ้อมแขน เธอปิดเปลือกตาลงช้าๆ ริมฝีปากอิ่มเอิบเขยื้อนช้าๆ ย้ำความรู้สึกที่ยังคงแจ่มชัดและเต็มปรี่จนเกือบล้นหัวใจเสมอมา
“ฉันรักคุณ รักเหลือเกิน”
“ว่าไงคะคุณหนูยองเอ ผู้จัดการจองเป็นยังไงบ้าง?” เสียงแหลมๆ ของพนักงานสาวร่างอวบคนเดิมที่ย้ำคำถามเมื่อยังไม่ได้รับคำตอบจากคู่สนทนา ฉุดยองเอให้หลุดออกจากห้วงความคิดได้อีกครั้ง หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบสายตาอยากรู้อย่างเห็นเสียเต็มประดาของบรรดาพนักงานสาวสวย
“เอ่อ...” ใบหน้าหวานแลกยิ้มเจื่อน เมื่อยกมือขึ้นลูบที่แก้มนิ่มๆ ของตนก็พบว่ามันชาไร้ความรู้สึกไปแล้วโดยสมบูรณ์ “เขาก็...ไม่ได้นอนกรนนะคะ คิดว่าน่ะ”
“..........................”
เงียบกันทั้งแผนก
“คือเราทั้งคู่เหนื่อยกันมาก หัวถึงหมอนปั๊บก็หลับเป็นตาย แต่ฉันก็คิดว่าไม่ได้ยินเสียงเขากรน”
เจ๊อ้วนทำคอเอียงๆ เหมือนเส้นกระตุก “ไม่บอกรักกันหวานแหววหรอกหรือคะ ม..ไม่มีอย่างว่าเลยหรือคะ?”
ยองเอไม่ตอบ เพียงแค่ยิ้มอารมณ์ดี
“อย่าถามอีกเลยเธอ คุณหนูยองเอคงอายน่ะ ใช่มะๆ” หนึ่งสาวบิดหลังมือป้องปากในท่าที่น่าจะทำให้กล้ามเนื้ออักเสบได้ง่ายๆ
“ช่าย สอดรู้จริงนะยะพวกหล่อนเนี่ย”
“เรื่องแบบนี้ใครเขาเล่ากันล่ะยะ ต้องลองแต่งดูเอง”
“ช่ายยยยยย แต่งดูเอง”
“ว่าแต่ฉันจะแต่งกับใครล่ะเนี่ย”
เมื่อเริ่มรู้สึกตัวว่าประเด็นพูดคุยไม่มีเธอร่วมอยู่อีกต่อไป ยองเอจึงขอตัว “ทุกคนคะ ฉันขอตัวก่อนดีกว่าค่ะ ยังไงก็พยายามเข้านะคะ” หญิงสาวโค้งให้ทุกคนอย่างอ่อนน้อม
“อ้าว จะไปแล้วหรือคะ ไว้แวะมาคุยกันใหม่นะค้า คุณหนูยองเอ ขอให้มีความสุขกับชีวิตแต่งงานค่ะ”
“ขอบคุณค่ะ”
“สิ้นเดือนอย่าลืมโบนัสนะค้า” ตัวหัวหน้าโบกขนตาปลอมพรึ่บๆ มองคุณหนูคนสวยของเจ้าหล่อนเดินจากไป
สอดเรื่องชาวบ้านไม่ได้ ก็ขอประจบเจ้านายเป็นกำไรของชีวิต
.
.
.
ยุนโฮกรีดปลายนิ้วมือตรงขอบสมุดบัญชีคู่บุญเล่มเก่า พลิกเปิดมันช้าๆ ทีละหน้าๆ อย่างใจเย็น หรือเขาเองก็ไม่อาจแน่ใจได้เสียทีเดียวนักว่าตนกำลังรู้สึกกลัวที่จะเห็นข้อมูลในหน้าถัดไป
เวลาผ่านพ้นไปกว่าสามสัปดาห์แล้วนับจากวันวิวาห์ที่ทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยน การงานที่โตขึ้น หน้าที่ที่ต้องแบกรับ และอะไรอีกมากมายหลายอย่างที่ต้องคำนึงล่วงหน้า ยุนโฮเป็นสามีมือใหม่อายุยี่สิบเอ็ดวันเศษๆ ที่กระตือรือร้น แต่การปรับตัวที่เคยคิดว่าง่ายดายกลับยากเย็นกว่าที่คิด
ชายหนุ่มใช้มือข้างที่ว่างค่อยๆ คลายปมเน็คไทลง พลางถอนหายใจ เมื่อพบว่าเป็นไปตามคาด
ยอดคงเหลือติดลบ...ตัวแดงแจ๋...
เสียงถอนหายใจอย่างสิ้นหวังนั่นดังพอจะทำให้คนเป็นภรรยาหันมาจ้องมองเขาด้วยแววตาเคลือบแคลงสงสัย
“กลุ้มใจอะไรหรือคะ?”
เสียงของเธอทำเอายุนโฮสะดุ้ง เขาแสร้งทำเป็นไม่มีเรื่องหนักใจ หากยองเอไม่โง่ และยุนโฮก็โกหกไม่เก่งเสียด้วย
“ขอฉันดูหน่อยได้ไหมคะ?”
“ดูอะไรหรือ ไม่มีนี่”
“ยุนโฮคะ” ยองเอเสียงแข็ง ยุนโฮจึงยอมทำตาม ส่งสมุดบัญชีให้กับเธอ
เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาบีบมือตัวเองแรงๆ อย่างไม่รู้ตัว ขณะที่ยองเอกำลังพิจารณาตัวเลขในบัญชีของเขาด้วยสายตาของนักธุรกิจสาวในคราบแม่บ้านผู้แสนอ่อนหวาน ยุนโฮไม่รู้เลยว่าเขาเองกำลังกลัวอะไร แต่หัวใจก็กลับสั่นระรัวขึ้นทุกชั่วขณะจิต เสียงทุ้มอ้ำอึ้งอธิบาย
“ผมอยากจะซื้อบ้านให้คุณ”
ยองเอละสายตาจากหน้ากระดาษขึ้นมาสบตาเขา ในขณะที่เขากลับก้มลงมองฝ่ามือตัวเองทันที
“อยากจะเตรียมเงินไว้ให้พอก่อนจีเฮจะเข้ามหาวิทยาลัย ต..แต่...เงินค่าผ่อนที่ดินให้พ่อก็หนักหนาจังเลย” เขาพูดกลั้วเสียงหัวเราะเจื่อน “ผมไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะทำให้คุณมีความสุขได้แบบไม่ต้องมีห่วง หรือเพื่อลูกของเราในอนาคต”
ยุนโฮไม่กล้าสบตาเธอ ไม่รู้อีกเหมือนกันว่าทำไม เขาไม่อาจจินตนาการถึงสีหน้าของเธอได้ ยิ่งเมื่อเธอไม่ตอบ เขายิ่งบีบมือตัวเองแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“ทำไมล่ะคะ?” ยองเอกล่าวในที่สุด ใบหน้าหวานสวยสอดส่ายสายตาไปรอบอพาร์ตเม้นท์ที่แสนคุ้นเคย มันดูคับแคบลงหลังจากที่เธอย้ายเข้ามา แต่กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นและไม่อ้างว้างเดียวดายอีกต่อไป “ฉันอยู่ที่นี่ตลอดไปก็ยังได้นี่”
ประโยคนั้นทำให้ยุนโฮชะงัก เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเธออย่างไม่เชื่อหู
“แล้วที่ดินติดเชิงเขานั่น ว่างๆ พาไปดูบ้างนะคะ”
และนั่นเป็นอีกครั้งที่รอยยิ้มอันแสนอ่อนโยนของเธอ พาให้เขายิ้มตาม
.
.
.
ร่างสูงแทรกปลายนิ้วเรียวยาวของตนเข้าไปภายใต้ช่องว่างระหว่างสาบเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ตนสวม กระทั่งผิวกายสัมผัสเข้ากับความเย็นยะเยียบของวัตถุเนื้อมันปลาบที่ถูกซ่อนไว้ให้ลับตาผู้คน จองยุนโฮถอดถอนลมหายใจออกมาเบาๆ สายตาอันว่างเปล่าทอดมองออกไปนอกกรอบกระจกบานใหญ่ตรงหน้า ไปยังท้องฟ้าสีครามอันแสนสดใส แต่กลับทำให้ภายในใจหมองหม่นอย่างบอกไม่ถูก
แม้หัวใจสองดวงจะยังคงคล้องกันไว้ไม่ห่างหาย ทว่าท้องฟ้าก็ไม่ได้ยิ้มให้เขาเหมือนเคย
แฟ้มเอกสารกองพะเนินบนโต๊ะยังคงไม่ได้รับการสะสาง แม้ร่างกายจะยังอยู่แต่สมองนั้นว่างเปล่า ความรู้สึกเย็นที่ถูกส่งผ่านมาจากเนื้อโลหะแม้จะชวนให้ใจหนาวสะท้านตาม แต่เขาก็ยังไม่มีวี่แววจะละฝ่ามือออกแต่อย่างใด คล้ายกับมันเป็นทางเดียวที่จะสามารถรักษาความว้าวุ่นสับสนในใจได้ในเวลานี้
งานการที่ยังคั่งค้าง ความรับผิดชอบที่หนักอึ้งขึ้นเป็นทับทวี ได้แต่บอกตัวเองว่าชีวิตยังคงต้องก้าวต่อไป เพื่อครอบครัว เพื่อตัวเอง และเพื่อคนข้างหลัง...เจ้าของจี้เพชรเส้นนี้ หากทุกทีที่ความรู้สึกหนักอึ้งบริเวณท้ายทอยทะยานเข้ามาโรมรัน แม้แต่จองยุนโฮก็ยังอดคิดแบบเด็กๆ ไม่ได้ว่าอยากจะย้อนเวลากลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง...เป็นเด็กน้อยๆ ที่ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร
ทันใดนั้นเองที่ความรู้สึกเจ็บจี๊ดบริเวณท้ายทอย จู่ๆ ก็แล่นปราดขึ้นมาทำให้ยุนโฮต้องผละมือไปกุมขมับ ระยะนี้เขารู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอเหลือเกิน
“ยุนโฮ ไม่สบายหรือเปล่าลูก?”
น้ำเสียงอบอุ่นของชายวัยกลางคนที่ดังขึ้นฉุดเรียกสติ ส่งให้ร่างกายที่ดูจะไร้สิ้นวิญญาณไปแล้วจริงๆ ให้สะดุ้งแรงๆ หัวใจของยุนโฮเต้นแรงและสั่นเทิ้มราวกับหวาดกลัวว่าผู้มาเยือนจะสามารถได้ยิน และรับรู้สิ่งที่เขากำลังครุ่นคิดในจิตใจได้ ใบหน้าคมสันฉายแววหวาดหวั่นหันขวับไปตามที่มาของเสียง ก่อนจะร่ำคำออกมาแผ่วเบาราวกระซิบ
“ประธานลี เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ?”
“บอกให้เรียกคุณพ่อไง ประธงประธานอะไรที่ไหนกัน” ชายร่างท้วมหัวเราะ เอ่ยกระเซ้าตามประสาคนกำลังมีความสุข “แล้วอีกอย่าง มาตั้งนานแล้ว เคาะเรียกยืนรอจนขาแข็ง ลูกเขยยังไม่ได้ยินพ่อตาเลย”
ยุนโฮได้แต่หัวเราะแหะๆ “ขอโทษจริงๆ ครับ คุณพ่อ”
“ไม่เป็นไรๆ” เฮซองโบกมืออย่างไม่ถือสา “ที่จริงก็อยากให้พักบ้างอยู่แล้ว ตั๋วเครื่องบินที่ฝากยองเอไปให้ ได้แล้วใช่ไหม?” คนมีศักดิ์เป็นทั้งพ่อตาและเจ้านายเอ่ยถึงตั๋วเครื่องบินเฟิร์สคลาสไปกลับ เกาหลี – อิตาลี สองใบที่ฝากลูกสาวไปให้เมื่อหลายวันก่อน
ยุนโฮพยักหน้า สีหน้าของเขาดูแทบไม่มีสีสันเลยตอนนี้ “ได้แล้วครับ แต่ว่า...ผมอยากสะสางงานพวกนี้ก่อน”
“ช่างมันเถอะ ให้คนอื่นทำก็ได้ จะขยันไปถึงไหน”
“ผมอยากเก็บเงินน่ะครับ”
ลีเฮซองทำตาถลน
“คือ...เผื่อไว้ในอนาคตน่ะครับ”
ถึงตรงนี้เฮซองก็ถึงบางอ้อ เขาร้องอ๋อ พลันหัวเราะร่า ตบไม้ตบมือลงบนไหล่ยุนโฮอย่างไม่ออมแรง “หลานของฉันใช่ไหม ดีๆ ฉันอยากอุ้มหลานใจจะขาดแล้วล่ะเนี่ย วันก่อนยองเอมาหา พ่อก็ถามเขาว่าอยากได้ลูกชายหรือลูกสาว รายนั้นเอาแต่เขินยกใหญ่” เฮซองหยุดหัวเราะครู่หนึ่งเพื่อพูด “แล้วยุนโฮอยากได้ลูกชายหรือลูกสาวล่ะ?” ว่าแล้วก็หัวเราะต่ออย่างสะอกสะใจราวกับหยุดไม่ได้
ยุนโฮไม่ขำด้วย ทั้งที่เขาควรจะขำ “ยังไงก็ได้ครับ จะหญิงหรือชายผมก็รักทั้งนั้น”
“งั้นรึ” คำตอบของยุนโฮดูจะทำให้ผู้เป็นพ่อตาชอบใจไม่น้อย เขาหัวเราะร่วน พลางตบบ่ายุนโฮแรงๆ อีกสองสามครั้ง สีหน้าบอกให้รู้ว่าอยากอุ้มหลานจนเต็มแก่ “ดีๆ จะหญิงหรือชายก็รักทั้งนั้น ดี! ดีจริงๆ”
มีลูกหรือ...คนจะมีลูกเขาต้องเตรียมพร้อมอะไรกันบ้างนะ?
ยุนโฮได้แต่ครุ่นคิด ในขณะที่เสียงหัวเราะดังลั่นของเฮซองดูจะกลายเป็นเพียงเสียงหึ่งๆ ของเครื่องปรับอากาศสำนักงานที่มักจะดังแทรกอยู่ทุกหนทุกแห่ง เขาอดหวนคิดถึงเงินในบัญชี และค่าใช้จ่ายยาวเป็นหางว่าวที่ตามมาโดยพ่อ ข้าราชการบำนาญที่ใช้เงินเกินตัว และแม่ผู้ตั้งตัวเป็นประธานชมรมสตรีของจังหวัด ซึ่งจริงๆ แล้วยุนโฮคิดว่ามันเป็นเพียงชื่อบังหน้าของชมรมส่องเพชรพลอยไร้สาระของพวกคุณหญิงคุณนายเสียมากกว่า ซึ่งเรื่องหนี้สินของพ่อและแม่ก็ยังเป็นเรื่องที่ยุนโฮไม่เคยแม้แต่คิดจะบอกใคร
“เออนี่ ยุนโฮ”
เสียงของเฮซองฉุดยุนโฮขึ้นมาจากห้วงความคิดที่แสนสับสน “ครับ”
เฮซองยิ้มพูด แก้มของเขาเริ่มเรื่อสีแดงๆ อย่างอารมณ์ดี “ฉันลืมบอกไปว่าวันนี้ฉันทำเรื่องโอนค่าสินสอดทุกอย่างคืนให้ท่านจองเรียบร้อยแล้วนะ”
“หา...” ยุนโฮเบิกตากว้าง อุทานอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน “อะไรกันครับคุณพ่อ คืนทำไม?”
“แหม ฉันกับท่านจองสนิทกันมานานแล้วน่า” เฮซองโบกมือ
“ไม่ได้นะครับ คืนไม่ได้” น้ำเสียงของยุนโฮร้อนรนขึ้นกว่าเดิมมาก “คืนได้ยังไงกัน พ่อไม่เห็นบอกผมเลย”
เฮซองเพียงแค่ยักไหล่ ในขณะที่ยุนโฮเริ่มต้นที่จะเดินงุ่นง่านไปรอบห้องทำงาน
“ขืนเขาบอก ยุนโฮก็โวยเขาน่ะสิ”
“ถึงอย่างนั้นคุณพ่อก็น่าจะบอกผมก่อนนะครับ”
เฮซองชี้นิ้วที่ปลายคางตนเอง “ฉันน่ะหรือ?”
“ครับ” ยุนโฮย้ำเสียงเข้ม
“ถ้าบอก ยุนโฮจะยอมหรือ?”
ยุนโฮถอนหายใจ พลางทำท่าสมองระเบิด สิ่งที่อยากจะพูดติดอยู่ตรงริมฝีปาก มากกว่าความรู้สึกไม่เห็นด้วย เขากลับรู้สึกอับอายอย่างบอกไม่ถูก
พ่อของเขา...ทำงามหน้าอีกแล้ว...
เฮซองไม่ยอมปล่อยโอกาสที่ยุนโฮกลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ให้หลุดลอยไป เขาปล่อยหมัดต่อไปทันที “แล้วตอนนี้พ่อก็กำลังคิดจะซื้อบ้านให้ยุนโฮสักหลัง ซื้อให้ยุนโฮนะ ไม่ได้จะซื้อให้ยองเอ”
“อะไรอีกนะครับ?”
“อย่าทำหน้าเหมือนโมโหพ่ออย่างนั้นซี่ ไม่รู้ตัวหรอกหรือว่ายุนโฮเป็นลูกรัก”
“แต่มันจะดูไม่ดีมากๆ เลยนะครับ” สุ้มเสียงของเขาอ่อนลง เปลี่ยนเป็นถ้อยเสียงที่ฟังดูเหน็ดเหนื่อยเสียมากกว่า ราวกับระเบิดลูกโตระเบิดตูมไปแล้วข้างในอกซ้ายของเขา ยุนโฮพยายามรักษากฎเหล็กที่พ่อแท้ๆ ของเขาพร่ำสอนมาโดยตลอด
ปฏิบัติกับเฮซองเหมือนปฏิบัติกับพ่อ
ห้ามเถียง ห้ามแสดงความคิดเห็นถ้าไม่ได้ถาม ห้ามขัดใจ...เด็ดขาด
เฮซองมองออกไปนอกม่านบานเกล็ดที่กั้นห้องของยุนโฮไว้จากส่วนของพนักงานคนอื่นๆ พลางเอ่ยว่า “จะสนใจใครทำไมเล่า เฮ้อ...ขี้คร้านจะอธิบายแล้ว พ่อไปดีกว่า” ชายร่างท้วมทำท่าจะผละออกไป
“เดี๋ยวก่อนสิครับคุณพ่อ” ยุนโฮเรียก หากไม่เป็นผล
“อย่าพูดอีกเลย” ลีเฮซอง เศรษฐีหมื่นล้าน เดินล้วงกระเป๋าออกไปจากห้องอย่างสบายใจ เขาแทบจะผิวปากเลยเสียด้วยซ้ำ
ลับหลังเฮซอง ยุนโฮทิ้งกายลงบนเก้าอี้ทรงออฟฟิศ พลางหมุนมันไปมาอย่างใช้ความคิด เขารู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย เหลือบมองไปรอบๆ ตัวก็ไม่เห็นมีอะไรช่วยได้ แม้แต่ผนังห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ เหล่านี้ก็ดูคล้ายกำลังพยายามบีบตัวเข้ามา ยุนโฮไม่รู้จะทำอย่างไร จึงตัดสินใจยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาจากแป้น
เขากดหมายเลขของยูชอน
เสียงสัญญาณดังอยู่สามกริ่ง ก่อนจะมีคนรับ ยุนโฮกรอกเสียงลงไปทันที
“เฮ้ย หนูผี กินข้าวเที่ยงกันหน่อยสิ”
.
.
.
“แม่เจ้าโว้ย แกไปทำเสน่ห์ยาแฝดอะไรเขาไว้วะ เขาถึงได้พิสวาสขาดใจแกขนาดนี้” ปาร์คยูชอนอุทาน หลังจากฟังเรื่องราวแสนอึดอัดที่ยุนโฮแบกไว้ หนุ่มหล่อมาดผู้ดีขยับกรอบแว่นตากันแดดของตัวเอง พลางหัวเราะกับคำเปรียบเปรยที่แสนถูกใจของตนเอง “เสน่ห์ยาแฝด ฮ่าๆ”
“ไม่ขำ ยูชอน” ยุนโฮกุมขมับ โบกมือเป็นเชิงบอกพนักงานเสิร์ฟสาวว่าเขาไม่ต้องการกาแฟคาปูชิโน่ หรือเอสเพรสโซ่ อย่างที่เจ้าหล่อนกำลังสาธยาย “เป็นนาย นายจะทำยังไงวะ?”
“เอสเพรสโซ่ที่นึงนะ” ยูชอนพูดกับพนักงานเสิร์ฟ ก่อนละสายตากลับมาที่ยุนโฮ “ถามได้ เป็นฉัน ฉันก็ดีใจน่ะสิ กำไรเห็นๆ”
ยุนโฮขมวดคิ้วทันที มองเพื่อนอย่างผิดหวังเล็กๆ ซึ่งในความเป็นจริง เขาก็ไม่เคยหวังอะไรกับยูชอนได้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว “ได้ยังไง เหมือนพ่อขายฉันเลย”
ยูชอนฟังแล้วได้แต่ถอนหายใจ ส่ายหน้าเบาๆ อย่างเอือมระอา “ฉันไม่เข้าใจเลยว่าฉันคบกับคนอย่างแกมาได้ยังไงนานขนาดนี้ นายจำที่อาจารย์เคยพูดตอนสมัยเราเรียนมัธยมได้ไหมวะ?”
ยุนโฮหยุดคิดสักพัก ก่อนจะส่ายหน้า
“นายน่ะเทวดา ส่วนฉันนะ โจรฆ่าข่มขืนเด็ก!”
หลังจากรับประทานอาหารเที่ยงอย่างจืดชืดกับยูชอน แทนที่จะตรงกลับบริษัท ยุนโฮกลับหมุนพวงมาลัยเลี้ยวขวา ด้วยเหตุผลเพียงเพื่อขับผ่านหน้ารั้วคฤหาสน์ตระกูลคิม เช่นเดียวกับการตัดสินใจในยามนี้ ยุนโฮก็ไม่ได้ตรงดิ่งกลับบ้านเหมือนทุกวันเช่นกัน
ท้องฟ้ามืดแล้ว เขาได้กลิ่นฝน และคับคล้ายคับคลาว่าได้ยินเสียงฟ้าร้องแว่วมากับสายลม ซึ่งทำให้ใจของชายหนุ่มรู้สึกหวั่นเกรงอย่างไร้เหตุผล แสงของดวงไฟเคียงถนนสะท้อนเรียงรายบนบานกระจก ความยุ่งเหยิงที่แสนอ้างว้างในเมืองใหญ่
ความว้าวุ่นใจ...
ยุนโฮคิดถึงแจจุง
หลังจากการพบกันครั้งสุดท้าย และเขาเองที่เป็นฝ่ายเดินจากร่างบางมา ก็ไม่ได้รับการติดต่ออื่นใดอีกนอกจากข้อความเสียงที่มีเพียงเสียงลมหายใจติดขัดกับความว่างเปล่าฝากเอาไว้ และถึงแม้จะห่วงหาแทบขาดใจถึงเพียงใดก็ยังไม่มีความกล้าหาญเพียงพอที่จะติดต่อกลับไปอีก
เขาคว้าโทรศัพท์ขึ้นมา หากไม่กล้ากด
พลางยังคิดไม่ตกว่าแจจุงจะกำลังเป็นเช่นไรในตอนนี้ ทุกวินาทีที่เข็มนาฬิกากระดิกไปอย่างช้าๆ ลมหายใจยิ่งแผ่ว และทุกครั้งที่ต้องรับรู้ความจริงว่ายองเอต่างหากที่อยู่ข้างเขา คอยกอดเขาเอาไว้ ปลอบประโลมให้ด้วยความรัก แจจุงจะกำลังทำอะไรอยู่ที่ไหน
กระทั่งมาถึง ภาพรั้วคฤหาสน์ทอดตัวน้ำสายตาอยู่รำไร ยุนโฮจึงหยุดรถ ดับไฟ แล้วเพียงแค่จ้องมองเข้าไปในความมืด จ้องเข้าไปในหน้าต่างบานหนึ่ง จ้องเข้าไปในเงาของอดีต
เขาไม่รู้ว่าตัวเองกำลังหวัง หรือรอคอยอะไร อาจจะไม่ใช่ทั้งสองอย่าง
เขารอคอย...ราวกับว่าใครบนฟ้าจะรับรู้ แล้วยื่นมือลงมาช่วยพาเขาย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีต นับตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นเพียงเด็กชายยุนโฮที่ยังไม่เคยถูกแต้มสี
.
.
.
“นี่จุนซู ตกลงจะไปค้างบ้านครูจริงๆ น่ะหรือ?”
ปาร์คยูชอนแค่นน้ำเสียงถามย้ำความมั่นใจที่ดูจะลดหายไปมากหลังจากที่ลูกศิษย์ตัวเล็กยื่นคำขาดกับเขาเมื่อเช้านี้ สีหน้าของเขาไม่ได้แลดูไม่ใส่ใจอะไรเหมือนกับจุนซูที่ยังคงตั้งหน้าตั้งตา จดจ่ออยู่กับแบบฝึกหัดท้ายบทในหนังสือเศรษฐศาสตร์เล่มหนา
จุนซูพยักหน้าช้าๆ สายตายังไม่ละจากหน้าหนังสือหน้าเดิม เรียกเสียงถอดถอนลมหายใจของยูชอนออกมาได้เฮือกใหญ่ อาจารย์หนุ่มส่ายหน้าระอาในความดื้อรั้น แถมยังข้ออ้างร้อยแปดกระบวนคำที่จุนซูงัดขึ้นมาต่อสู้กับเมียงยอ หัวหน้าแม่บ้านสุดเฮี้ยบ จนความเก๋าด้วยอายุอานามของเจ้าหล่อนยังถึงกับแพ้ราบคาบ สาอะไรกับเขาที่เพิ่งมาเป็นครูพิเศษให้จุนซูได้ไม่ถึงปี คงไม่วายต้องเออออห่อหมกไปกับคนตัวเล็กนี้ด้วย
“เฮ้อ” ถอนใจระบายความอัดอั้นอีกสักที แต่งวดนี้กลับเรียกให้ใบหน้าหวานเงยขึ้นมาสบตาเขาอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
“ผมแค่จะไปอยู่ด้วยสองสามวัน มันถึงกับทำให้ครูยูชอนอึดอัดขนาดนี้เลยงั้นหรือฮะ?” เสียงเล็กถามหาเรื่อง ไม่เข้าใจว่ายูชอนจะอิดออดอะไรนักหนา เงินพิเศษก็ออกปากแล้วว่าจะให้เพิ่มเป็นค่าจ้างสำหรับการสอนนอกเวลา แล้วยังจะมาทำเป็นสะดีดสะดิ้ง จุนซูเริ่มจะหมันไส้อาจารย์หนุ่มสุดหล่อขึ้นมาแล้วตะหงิดๆ
“ก็เปล่า แต่ว่า...”
“แต่อะไรฮะ หรือว่าแอบเก็บสาวเอาไว้ที่บ้านล่ะ ถึงให้ผมไปอยู่ด้วยไม่ได้”
ประโยคนี้ของจุนซูเล่นเอายูชอนสำลัก ทำตาขวาง ไม่ค่อยชอบใจคำพูดแดกดันร้ายกาจจากปากลูกศิษย์ที่เขาทั้งรักทั้งห่วงคนนี้เลย “จุนซู ครูถือว่าสิ่งที่เธอพูเป็นการหมิ่นประมาทนะ”
จุนซูเบ้ปาก
“วันนี้ทำตัวไม่น่ารักเลย ครูไม่ชอบ”
“ผมก็ไม่ชอบที่ครูทำท่าทางเหมือนรังเกียจผมเหมือนกัน!”
ว่าแล้วก็พรวดพราดลุกขึ้น เตรียมจะวิ่งหนีไปเหมือนที่ชอบทำ หากยูชอนไวกว่า เขาเอื้อมมือไปคว้าจนได้เอวร่างเล็ก ก่อนกระชากเข้ามาหาตัว แรงดึงไม่หยอกนั่นเล่นเอาจุนซูเซถลาเข้ามาปะทะแผ่นอกของอาจารย์หนุ่มทันที
“หนีอีกแล้ว พอเจอปัญหาล่ะก็ชอบวิ่งหนีเรื่อยเลย” เสียงนุ่มๆ ของยูชอนเหมือนกระซิบแผ่วเบาอยู่ใกล้เพียงริมหู “ครูไม่เคยบอกสักครั้งไหมว่ารังเกียจเธอ หืม จุนซู?”
จุนซูส่ายหน้า แต่ไม่ทิ้งนิสัยหัวรั้น “แต่สิ่งที่ครูกำลังทำมันบอกว่าครูไม่อยากอยู่ใกล้ผม” ที่คลองตาแดงก่ำของเขาเริ่มมีหยาดน้ำใสๆ รื้นขึ้น สีหน้าฉายแววความน้อยเนื้อต่ำใจจนถึงขีดสุด
ร่างเล็กถูกรวบเอาไว้ในอ้อมกอด ยูชอนมองดวงตากลมใสที่ในยามนี้แลดูแข็งกร้าวก็พลันให้อ่อนใจ เขาพูดเบาๆ ข่มน้ำเสียงให้อ่อนลง
“อย่าร้องไห้ จุนซู ขอร้องล่ะ”
“ครูไม่รักผมเลย” เด็กชายพ้อ ขณะก้มหน้างุด “ครูแค่สงสารผม”
“พูดอะไรอ้อมแอ้ม พูดดังๆ สิ”
“เปล่าฮะ”
ปฏิเสธเสียงแข็ง พลางเงยหน้าขึ้นสบตาคนเป็นอาจารย์อย่างไม่กลัวเกรง ผิดกับแก้มใสที่เริ่มระเรื่อสีชมพูอ่อนๆ ไต่คร้ามใบหน้าหวานเหมือนเด็กผู้หญิง ยูชอนส่ายหน้าหน่ายๆ ให้กับความไม่ยอมคนของร่างเล็ก กระทั่งจำต้องผละอ้อมแขนออกจากเอวบอบบางนั้นเมื่อได้ยินเสียงกระแอมไอของเมียงยอดังขัดจังหวะขึ้นที่ด้านหลัง จุนซูสปริงตัวออกมาแทบจะในทันที
“ทะเลาะอะไรกันคะ คุณครู นักเรียน” หญิงชราถามเสียงขึง ทว่านัยน์ตาแก่กล้าด้วยประสบการณ์กลับฉายแววว่าแค่หยิกแกมหยอก
“ไม่มีอะไรครับ เด็กดื้อไม่ยอมฟังครู จะวิ่งหนีท่าเดียว” เป็นเสียงของยูชอนที่พูดชิงขึ้นเอาความคนตัวเล็ก
“ใครหนี ไม่มีซะหรอก” ทำแก้มป่องไม่ยอมมองคู่สนทนา ก่อนจะสะบัดหน้าหนีขวับใหญ่ เรียกเสียงหัวเราะเอ็นดูจากทั้งยูชอนและเมียงยอได้อีกโข จนบางทีจุนซูก็อดรู้สึกน้อยใจอยู่ลึกๆ ไม่ได้
ทุกครั้งที่เขางอน แกล้งทำเป็นโมโหร้าย เพราะอะไรคนส่วนใหญ่จึงชอบเห็นเป็นเรื่องตลกกันนักนะ?
‘…ผมไม่ได้อยากให้ครูสงสาร แค่อยากให้ครูรักผม…’
นั่นแหละ สิ่งที่อยากจะพูด มีใครเคยได้ยินบ้างไหมล่ะ?
.
.
.
‘ฉันคิดว่าฉันรักเขา
ฉันรักครูปาร์ค
ชางมิน...ฉันรักเขา...รักทั้งๆ ที่รู้ว่ามันไม่มีวันเป็นอื่นไปได้
มันทรมานนะ กับความใกล้ชิดที่ไม่มีวันเอื้อมถึง
หากเป็นนายล่ะ ชางมิน หากต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ นายจะทำยังไง?
สารภาพออกไป หรือเก็บเอาไว้ในใจกันล่ะ?
บอกฉันทีเถอะ ทำให้ฉันมั่นใจที...
ฉันไม่แน่ใจว่าจะมีใครช่วยฉันได้นอกจากนายอีกแล้ว
เพื่อนที่ฉันไว้ใจที่สุด เพื่อนที่ฉันรักที่สุด มีแต่นายคนเดียวเท่านั้น
บอกฉันทีเถอะ ชางมิน ฉันรักเขาได้ใช่ไหม?’
ร่างสูงโปร่งของเด็กหนุ่มร่างสูงยังคงปักหลักอยู่ที่เก้าอี้ตัวเดิมไม่ไปไหน ในมือกำปากกาด้ามเหมาะมือไว้ กระดาษเขียนจดหมายปึกใหญ่วางกองบนโต๊ะทำงานเบื้องหน้า กายทั้งกายที่ถูกห่อหุ้มไว้ภายใต้อาภรณ์เนื้อหนาปกป้องผิวกายจากความหนาวเหน็บนิ่งแข็งราวรูปสลัก ข้อความในจดหมายที่แม้จะเคยอ่านเพียงครั้ง แต่กลับจรดลึกในสมองอย่างแจ่มชัด วนเวียนย้ำคำซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่ปราณีปราศรัย
ไม่ใช่ไม่อยากตอบ ไม่ใช่ไม่พยายามตอบจดหมายที่เจือไว้ด้วยความว้าวุ่นกังวลและเป็นทุกข์ใจของจุนซู หากแต่ชางมินไม่สามารถเขียนตอบอะไรลงไปได้ เขาไม่แน่ใจว่าคำตอบของเขาจะตรงกับคำตอบที่เพื่อนซึ่งเป็นมากกว่าเพื่อนในความรู้สึกผู้นั้นต้องการ
“ฉันตอบนายไม่ได้ จุนซู”
ช่างน่าขัน แต่ก็ยังอยากจะร้องไห้ที่ต้องรับรู้
ความรู้สึกของจุนซูในยามนี้คงไม่ต่างจากเขาในตอนนั้นสักเท่าไร ความลังเลใจระหว่าง ‘สารภาพออกไป’ กับ ‘เก็บเอาไว้ในใจ’ นั้นยังคงทำร้ายจนสาหัส ทางที่ชางมินเลือกคือการเก็บงำความรู้สึกมากล้นนั้นเอาไว้ เลือกที่จะรอให้มันจางหาย และผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังคงเจ็บปวดจนถึงวันนี้ แต่ก็รู้ดีอยู่เต็มอกว่าหากบอกออกไป ก็รังแต่จะทำให้ยิ่งเจ็บช้ำไม่แพ้กัน
“ไม่รักเขาไม่ได้หรือ จุนซู” เด็กหนุ่มรำพันเสียงแหบปร่า อากาศหนาวเย็นยิ่งโหดร้ายในยามที่จิตใจสับสน “ฉันยังอยู่ตรงนี้ รอให้นายรักอยู่ รักฉันแทนเขาไม่ได้เลยหรือไง”
น่าเศร้าที่เขาพบว่าหยาดน้ำตาเจ้ากรรมค่อยๆ ร่วงหยดลงบนแผ่นกระดาษตรงหน้าจนชื้นแฉะ มือเรียวยกขึ้นปาดมันออกไปส่งๆ เขาโตเป็นหนุ่มเต็มตัวแล้ว เข้มแข็งขึ้นมากแล้วและไม่ต้องการให้ใครมาเห็นอกเห็นใจ ด้วยเหตุนี้ชางมินถึงได้เกลียดแสนเกลียดเครื่องหมายตอกย้ำความอ่อนแอของตนนี้จนเข้าไส้
ทันทีที่ชางมินลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่เคยนั่ง เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นพร้อมๆ กับเสียงอันแสนคุ้นหูของแม่อุปถัมภ์ก็ทำให้เด็กหนุ่มต้องเลิกเรียวคิ้วเข้มขึ้นด้วยความสงสัย
“แม๊กซ์จ๊ะ จดหมายถึงลูกจ้ะ”
“ขอบคุณครับแม่” ใบหน้าคมคายแสยะยิ้มแกนๆ ให้ลินด์ซี่ ก่อนที่จะรับซองจดหมายที่ดูคล้ายซองราชการมากกว่าจดหมายเขียนตอบเล่นธรรมดาดั่งที่เคย คล้อยหลังลินด์ซี่ที่เพิ่งยิ้มใจดีให้ ก่อนจะเดินลงบันไดหายไป ชางมินถือซองนั้นมา ใช้ความพยายามอย่างมากที่จะพยุงตัวเองให้เดินมาถึงโต๊ะทำงานที่เดิมได้
ใช้กรรไกรตัดซองนั้นออก ก่อนจะดึงกระดาษด้านในที่ดูเป็นทางการนั้นออกมา
จดหมายตอบรับตัวนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกาหลี
“ขอโทษนะ จุนซู” ชางมินกระตุกยิ้ม “ขอโทษที่ฉันโง่เกินกว่าจะตอบคำถามของนายได้ แต่รอฉันนะ รออีกหน่อย...ฉันจะไปให้คำตอบกับนายใกล้ๆ...ด้วยตัวฉันเอง”
To be continued...

กลุ้มใจเนาะ
พาสนี้อ่ะ
ยิ่งอ่านยิ่งเศร้าใจ
เฮ้ออออออออๆๆๆ
#1 By NooN (118.172.133.7) on 2008-04-11 11:26