Can I Love You? (19)
posted on 15 Mar 2008 12:04 by bleaf-me in can-i-love-you
Title: CAN I LOVE YOU?
Author: b.leaf
Paring: Yunjae, Yoosu (Implied Minsu)
Genre: AU, Romance, Drama, Angst
Rate: PG-13
19. เสียงกระซิบ
เสียงเพลงเศร้าๆ ซึ่งถูกบรรเลงด้วยแกรนด์เปียโนที่เคยคุ้นปลุกให้จุนซูตื่นขึ้นกลางดึก ท้องฟ้าด้านนอกยังคงมืดสนิท แสงดาวโรยสลัว เพิ่มความสว่างให้ดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยวบนผืนฟ้า แม้ลมจะไม่พัด แต่อากาศในเวลานี้ก็เย็นชื้นชวนให้กายสั่นสะท้าน
ใครกันจะมีกะใจมานั่งเล่นเปียโนเอาตอนนี้?
ยกมือขึ้นขยี้ตาไล่ความง่วงงุน ท่อนแขนเล็กห่อกระชับร่างของตัวเองไว้เพิ่มความอบอุ่น สองเท้าค่อยๆ ก้าวเหยียบพื้นมันปลาบของขั้นบันไดไม้ขัดมันลงมายังห้องโถงของคฤหาสน์ แต่ละขั้นที่ปลายเท้าสัมผัส ท้วงทำนองหวานหูค่อยๆ ทวีความชัดเจนยิ่งขึ้น ภาพเจ้าของไหล่บางที่ถูกคลุมไว้ด้วยผ้าไหมพรมสีขาวแสนคุ้นตาเริ่มปรากฏ เส้นผมสีดำสนทิ กับดวงหน้าหวานขาวซีดสี
เรียวนิ้วที่ใช้แตะสัมผัสแป้นเปียโนสีดำสลับขาวแต่ละครั้ง...สั่นพร่า...
พี่แจจุง...กับบทเพลงแสนเศร้าที่ฟังทีไรชวนให้หนาวไปถึงกระดูกสันหลัง...
ชื่อเพลงอะไรนะ?
นึกไม่ออก...
จุนซูกลืนคำโต ดวงตากลมใสจ้องพี่ชายของตนนิ่ง พลางโสตประสาทก็ไม่ได้ละหรือวอกแวกไป พยายามจะซึมซับตัวโน้ตเหล่านั้นเอาไว้ให้ได้มากที่สุด สีหน้าของแจจุงนั้นเรียบนิ่ง หากสองมือกลับสั่นจนเล่นเพี้ยน ท่วงทำนองขาดหาย สองขาของจุนซูอ่อนเปลี้ยไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาทันทีที่เห็นหยดน้ำใสๆ กลิ้งหล่นจากคลองตาสีแดงก่ำของพี่ชาย ไหลระปรางแก้มซีดเผือด แม้เพียงหยดเดียว...ทว่านั่นก็สามารถฉุดความทรงจำที่เคยพร่าหายแล่นกลับเข้ามาในสมอง
…인사…
น่าแปลกที่เมื่อเด็กชายเลื่อนปลายนิ้วขึ้นสัมผัสขอบตาของตน เขาก็พบกับความชื้นแฉะของน้ำตาที่เริ่มเอ่อไม่แพ้กัน ทนเห็นแจจุงเศร้าอย่างนี้ไม่ได้สักครั้ง ทั้งที่มันก็ผ่านมานานแสนนานแล้ว
นานมากแล้วนับตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่เขาได้ยินเสียงร้องเพลงของพี่ชาย เป็นเสียงที่นุ่มละมุนหู ไม่แพ้กับอ้อมกอดอุ่นที่ประคองกอด กล่อมเขาให้นอนหลับฝันดี
คิมแจจุงที่แสนอ่อนโยน
คิมแจจุงที่แสนดี…
แต่ต่อให้ดีสักแค่ไหน พระเจ้าก็ยังไม่เคยปราณีคนคนนี้แม้เพียงครั้ง
วันทั้งวันของเขาช่างเนิ่นนานนัก กว่าพระอาทิตย์จะฉาย และกว่าที่ความมืดจะคืบกรายแผ่นฟ้าอีกครั้งก็แทบจะไม่เหลือแรงหายใจ
นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ผ่านเลยมาเกือบสัปดาห์หนึ่งแล้ว ทั้งสัปดาห์ที่ข้างกายไม่มีแม้แต่เงาคนรัก เพียงไม่ได้เห็นหน้าก็ราวกับจะขาดใจ แจจุงกระชับมือซ้ายเข้ากับมือขวาของตน พลันเป่าลมหายใจอุ่นๆ ลงไป ห่อร่างกายไว้ภายใต้เสื้อกันหนาวตัวใหญ่ ก้มหน้าซุกลงบนหัวเข่า คู้ตัวนั่งสั่นอยู่บนขั้นบันไดหินอ่อนของอพาร์ตเม้นท์ที่เขาเคยมาเยี่ยมเยือน
มะรืนนี้แล้วที่พิธีวิวาห์ระหว่าง จองยุนโฮ และ ลียองเอ จะมาถึง
ลมราตรีหนาวยะเยือกยังคงเล่นงานร่างกายบอบบางอย่างต่อเนื่อง นิ้วมือที่เคยเป็นสีชมพูอ่อนๆ ในยามนี้เปลี่ยนเป็นสีม่วงอมเขียว แจจุงกัดริมฝีปากซึ่งเริ่มแห้งแตกของตน พยายามระงับอาการสั่นและกลั้นน้ำตาเอาไว้
แม้ตลอดชีวิตเขาจะแทบจำความไม่ได้เลยว่าครั้งสุดท้ายที่ต้องทนรู้สึกโดดเดี่ยวและหวาดหวั่นใจถึงเพียงนี้นั้นคือเมื่อไหร่ หากน้ำเสียงหนักแน่นของจุนซูที่ยืนยันว่าจะช่วยเหลือให้ถึงที่สุด ไม่ว่าเขากำลังคิดจะทำอะไรก็คล้ายกับสิ่งตอกย้ำว่าจะถอยกลับตอนนี้ไม่ได้เป็นอันขาด
ที่สำคัญคือแววตาของ จองยุนโฮ เจ้าบ่าวของคนอื่น...ผู้ชายที่เขารัก...ครั้งสุดท้ายที่เขาคนนั้นเอ่ยคำว่า ‘ขอโทษ’ ความเจ็บปวดซึ่งระคนอยู่ในถ้อยเสียงทำให้บางครั้งเขาอดคิดไม่ได้จริงๆ ว่าถ้าหากยุนโฮไม่เอ่ยมันออกมา มันคงจะพอทำใจได้ง่ายดายกว่านี้
เพียงแค่โกหก ทรยศกัน แล้วทิ้งเขาไป ก็จบกัน
แต่นี่ไม่
มันกลับทำให้เขารักยุนโฮมากขึ้น และชายหนุ่มรู้ตัวดี...เขาไม่มีวันตัดรักครั้งนี้ได้ลงภายในชั่วข้ามคืน...
สามนาฬิกา สี่สิบห้านาที
เสียงเครื่องยนต์รถถูกดับ ก่อนที่เสียงฝีเท้าซึ่งแว่วมาไม่ห่างจากกันนั้นจะเรียกสติสัมปชัญญะที่ใกล้จะดับของเขาให้กลับมา แจจุงลืมตาขึ้นช้าๆ ปรับให้สายตาชินแสง ภาพเบื้องหน้าที่เคยเลือนค่อยๆ แจ่มชัดขึ้นทีละน้อย น้ำเสียงคุ้นหูที่เรียกชื่อเขาทำให้แจจุงรับรู้ว่าการรอคอยอันยาวนานได้สิ้นสุดลงแล้ว
“แจจุง?”
...ยุนโฮ...
แจจุงหยัดการขึ้นสุดกำลัง ก่อนจะโถมกายเข้าสู่อ้อมกอดอบอุ่นของยุนโฮ น้ำตาที่พยายามกลั้นเก็บไว้รินไหลออกมาในที่สุด แม้พยายามเร้นรอยความอ่อนแอนั้น แต่ก็ไม่อาจห้ามได้ ตลอดเวลากว่าสิบชั่วโมงที่เฝ้ารอคอยอย่างอดทน แจจุงกลัวเหลือเกินว่าสองแขนของเขาจะไม่มีสิทธิ์ได้โอบกอดผู้ชายคนนี้อีกต่อไปแล้ว
“คุณมาทำอะไรที่นี่” ยุนโฮกัดฟัน น้ำเสียงของเขาสั่นเครือ มือหนาลูบสัมผัสบนปรางแก้มขาวเพื่อซับน้ำตา กุมมือเย็นยะเยียบของคนตรงหน้าเพื่อคลายความหนาว
“..........................”
ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง นอกจากความไหวสั่นจากไหล่บางในฝ่ามือ
“นั่งตากน้ำค้างอย่างนี้...คุณจะไม่สบาย...”
เสียงทุ้มเบาลงจนจางหายไปในที่สุด ครั้นนัยน์ตากลมโตสีนิลคู่นั้นเงยขึ้นประสานคล้ายพยายามจะบอกอะไรบางอย่างให้เขารับรู้ มือเรียวผละจากอุ้งมือของเขา ก่อนค่อยๆ เลื่อนขึ้นสัมผัสเบาๆ ที่จี้รูปหัวใจซึ่งถูกสวมไว้รอบลำคอขาว
แจจุงแกะมันออก แล้วนำมาติดร้อยกับหัวใจอีกดวงหนึ่งของยุนโฮ
หัวใจสองดวงที่คล้องกัน...
ยุนโฮรู้ดีว่าแจจุงพยายามจะบอกอะไร
เขารวบร่างของแจจุงเข้ามากอดไว้อีกครั้ง ฝังปลายจมูกโด่งเป็นสันลงบนเส้นผมนุ่มหอมละไม “ผมจะกอดคุณไว้…แล้วรักคุณ” ชายหนุ่มร่างสูงกระซิบผ่านลำคอแห้งปร่า “ถึงแม้ในอนาคต ในความเป็นจริง ผมจะกอดคุณไว้ไม่ได้ แต่คุณก็รู้ดีนี่...”
แจจุงพยักหน้า พลันกระชับอ้อมกอดแน่นยิ่งขึ้น
“...ว่าผมจะยังรักคุณ ไม่น้อยไปกว่าใคร”
ทำไมนะ?
เพราะอะไร?
แววความเจ็บปวดจึงไม่เคยเลือนหายไปจากน้ำเสียงที่กำลังโอบกอดจิตใจของเขาไว้เลย
ชายหนุ่มทอดสายตามองผ่านบานหน้าต่างรถทัวร์คันใหญ่ ไอน้ำขาวๆ ฟุ้งเกาะจนวัตถุเนื้อใสเรียบลื่นนั้นพร่ามัว ทัศนียภาพด้านนอกผ่านไหวไวๆ ตามความเร็วของรถที่ยังคงไม่ปรับผ่อน ดวงหน้าสวยหวานดั่งรูปวาดของแจจุงอิงซบศีรษะอยู่กับไหล่ของเขา เปลือกตาทั้งสองค้างกำลังพริ้มหลับ บดบังดวงตาสีนิลวาววับดุจประกายดาวบนท้องฟ้าที่เขารัก เผยให้เห็นเพียงแพรขนตางอนยาวชื้นน้ำ
เขามองภาพนั้นสะท้อนเลือนรางบนแผ่นกระจก ชวนให้ไม่สามารถเก็บกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้อีกต่อไป
อยากจะพาหนีไปให้ไกลจากโลกแห่งความจริง
แจจุงจะรับรู้ไหมว่าในยามนี้เขารู้สึกเช่นไร จะเคยรับรู้ไหมว่าเขาต้องทนทรมานแค่ไหนในช่วงเวลาแห่งความสุขที่เคยใช้ร่วมกัน ทุกครั้งที่เขาจับมือแจจุง เขาสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดในอดีต...ไม่ว่ามันจะคืออะไรก็ตามแต่ เขาไม่อยากทำร้ายคนที่แสนบอบบางคนนี้อีกแล้ว
แต่เขาก็ทำ...ซ้ำแล้วซ้ำอีก...
“ผมมันเลวใช่ไหม” ยุนโฮไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้ เขาพร่ำเบาๆ ทั้งที่รู้ว่าแจจุงจะไม่ได้ยินเสียงของเขาก็ตาม “ผมเห็นแก่ตัวใช่หรือเปล่า ผมมันอ่อนแอ ขี้ขลาด ผมทำให้คุณเสียใจ คุณไม่จำเป็นต้องให้อภัยผมด้วยซ้ำ แต่คุณก็กลับมา” สูดหายใจเข้าลึกๆ หยดน้ำตาที่ดูจะไม่มีวันหมดร่วงลงบนผิวแก้มเนียนของแจจุง
“ผมรักคุณนะ แจจุง แต่จะให้ผมทำยังไง ในเมื่อทางเลือกมีอยู่แค่สองทาง ไม่เราสองคนเจ็บ อีกหลายสิบคนที่คาดหวังในตัวผมต้องเจ็บ บอกผมสิ...ผมเลือกได้หรือ...”
เขากล่าว โดยไม่อาจรู้ว่าแท้จริงคนในอ้อมแขนเองก็ไม่ได้จมดิ่งลงสู่ห้วงนิทราที่สุขสงบดังหวัง
“โลกนี้ไม่มีเจ้าชาย ไม่มีนางฟ้า ผมไม่เคยมี...แม้แต่สิทธิ์ที่จะเลือกทางเดินของตัวเองเลยด้วยซ้ำ”
น้ำตาที่ดูคล้ายจะไม่มีวันหมดค่อยๆ ซึมจากเปลือกที่ปิดสนิทของคิมแจจุง
พื้นทรายสีขาวสะอาดยุบยวบ ทุกย่างก้าวที่เดินไปแต่ละจังหวะ ปรากฏเป็นรอยเท้าอยู่เบื้องหลังพวกเขา รอยเท้าเพียงคู่เดียวเกิดขึ้น เนื่องจากคนร่างสูงแบกอีกร่างที่ทั้งผ่ายผอมและบอบบางเอาไว้บนหลัง
กว่าจะมาถึงสถานที่ที่แสนสวยงามแห่งนี้ก็เล่นเอาจรดเย็นของอีกวัน แม้ร่างกายจะเมื่อยล้าเพราะการเดินทางเป็นระยะเวลายาวนาน แต่เขาก็ยังไม่ละความพยายามที่จะพาคนรักมาที่นี่
ยุนโฮไม่รู้ว่าเพราะอะไรแจจุงจึงหวาดกลัวเสียงคลื่น และปฏิเสธการเอาฝ่าเท้าแตะน้ำทะเล แต่ก็ไม่คิดสนใจจะเซ้าซี้ ยุนโฮยินดีที่จะแบกแจจุงเอาไว้ แล้วพาเดินย่ำริ้วน้ำและผืนทรายนุ่มละมุน
เขาอยากให้แจจุงได้เห็น...พระอาทิตย์ตกน้ำ...
ชายหนุ่มแย้มริมฝีปากรับแสงตะวันสีทอง หลับตา พยายามซึมซับความรู้สึกผ่อนคลายนี้เอาไว้ ลมหายใจแผ่วๆ ของร่างบางบนหลังรินรดแก้มข้างหนึ่ง ยุนโฮรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูกเมื่อรับรู้ว่า ณ เวลานี้ เขามีแจจุงอยู่ใกล้ๆ
เปลือกตาสีมุกที่เคยหลับค่อยๆ ลืมขึ้น ใบหน้าหวานอาบไว้ด้วยแสงตะวันสีส้มจากพระอาทิตย์ที่กำลังจะมุดหลบเข้าไปเบื้องหลังขอบฟ้า ท้องทะเลสีเทาสะท้อนแสงระยิบอยู่เบื้องหน้า เสียงคลื่นกระทบฝั่งดังก้องอยู่ในหู
ใบหน้าหวานซุกลงบนไหล่กว้าง กระชับกอดรอบต้นคอของคนตรงหน้าให้แนบแน่นยิ่งขึ้น
หัวใจของเขากำลังกระซิบเรียกชื่อคนรัก
เกลียวคลื่นม้วนกลับลงไปยังท้องทะเล ทิ้งไว้เพียงฟองสีขาวให้ความรู้สึกนุ่มนวลจูบฝ่าเท้า ขากางเกงซึ่งถูกพับขึ้นเพียงสองสามทบของยุนโฮเริ่มเปียกชื้น เขาทำท่าจะปล่อยแจจุงลง หากร่างบางก็ตัวสั่นขึ้นมาทันที
“คุณรู้อะไรไหม แจจุง น้ำทะเลน่ะ รักษาแผลได้นะ”
“..........................”
แขนบอบบางที่กอดรัดต้นคอ คลายออกอย่างช้าๆ ยุนโฮกระตุกยิ้มเศร้า ก่อนจะค่อยๆ ย่อกายลง ฝ่าเท้าอันแลดูเล็กเหลือเกินเมื่อเทียบกับเท้าของเขาแตะผิวน้ำครั้งหนึ่งอย่างกลัวๆ กล้าๆ ชักกลับ แล้วค่อยๆ แตะลงใหม่อีกครั้งด้วยน้ำหนักที่หนักแน่นกว่า ทำให้ยุนโฮนึกถึงเด็กน้อยที่เพิ่งเริ่มจะหัดเดินบนผิวโลกที่แสนขรุขระและแวดล้อมไปด้วยภัยอันตราย
เขาประคองแจจุงให้นั่งลงบนพื้นทราย ร่างบางใช้ฝ่ามือกำเม็ดทรายชื้นๆ ราวกับเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่มีใครเคยสัมผัส
คลื่นทะเลซัดสาด ครั้งแล้ว...ครั้งเล่า...
แจจุงเอื้อมมือไปจับมือยุนโฮมากุมไว้ จับให้แบ ก่อนจะทาบลงบนผิวทราย
รอคอยจนกว่าน้ำทะเลจะซัดขึ้นฝั่งอีกครั้ง
เผื่อว่าน้ำทะเลจะสามารถรักษาแผลใจให้ยุนโฮได้บ้าง...เท่านั้นก็พอ...
ไม่ใกล้ไม่ไกลจากชายหาดซึ่งทอดยาวโอบกอดสถานที่แห่งนี้เอาไว้ บ้านสีขาวหลังเล็กๆ หลังหนึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว เงียบสงบ และเวิ้งว้าง แสงสีนวลจากเทียนไขนับร้อยเล่มที่พวกเขาช่วยกันจุดส่องลอดบานหน้าต่างโล่งๆ เป็นเพียงสิ่งเดียวที่บ่งบอกได้ว่าบ้านหลังนี้ยังมีคนอาศัย
ยุนโฮเอนกายพิงหมอนอยู่บนเตียงสีขาว ไม่ใช่ชุดเครื่องนอนหรูหราแสนสบาย เตียงตั้งโครงด้วยไม้ไผ่แข็งแรง ทับไว้ด้วยฟูกนอนผืนหนึ่ง แพรผ้าปูที่นอนเรียบลื่นและเบาบาง ประกอบกับลมทะเลที่พัดแรงจนผ้าม่านสีขาวสะบัดพลิ้ว ช่วยให้ห้องห้องนี้ไม่จำเป็นต้องพึ่งเครื่องปรับอากาศ
แขนแข็งแรงโอบไหล่บางด้านข้าง ก่อนจะโน้มศีรษะเล็กๆ เข้ามาซบที่ไหล แจจุงที่แสนสวยงามในชุดสีขาวภายใต้แสงไฟละมุนตา แนบใบหน้าลงกับอกแกร่ง เฝ้าฟังจังหวะหัวใจที่กำลังเต้นอย่างเนิบช้าของยุนโฮ
ยุนโฮที่ยังคงเป็นของเขาอยู่ ณ เวลานี้
หรือแม้แท้จริงแล้ว...ยุนโฮจะไม่เคยเป็นของเขาเลยก็ตาม...
“แจจุง”
เสียงทุ้มเอ่ยทำลายกำแพงความเงียบที่ก่อตัวขึ้นรอบกายให้หายไป เรียกเจ้าของดวงหน้าขาวและนัยน์ตากลุมโตสีนิลคู่นั้นเปลี่ยนมุมมองขึ้นมาที่เขา ยุนโฮยังคงเหม่อ ทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง ไปยังท้องทะเลกว้างสุดลูกหูลูกตา ไปยังฟากฟ้า...ไปยังสุดขอบโลก...
“จำได้ไหมที่ผมเคยบอกว่าบางครั้งผมก็นึกเสียดายที่เรารู้จักกันช้าเกินไป”
แจจุงพยักหน้า เขาจำได้ทุกถ้อยคำ จำได้แม้กระทั่งน้ำเสียงปวดร้าวของยุนโฮยามที่เอ่ยมัน เขาโอบแขนเข้ารอบๆ เอวร่างสูง ซุกใบหน้าลงกับแผ่นอกของอีกฝ่าย พร้อมแล้วที่จะฟังประโยคต่อไป
ไม่ว่ามันจะคืออะไรก็ตาม
“แต่ตอนนี้ ผมไม่เสียดายแล้วล่ะ ไม่เสียดายที่ได้รู้จัก ที่ได้รักคุณ” ริมฝีปากได้รูปแย้มรอยยิ้มเศร้าๆ ออกมา เมื่อเขาจ้องลึกลงนัยน์ตาสีอัญมณี “ถึงต่อไป เราต่างฝ่ายจะต่างมีครอบครัวที่อบอุ่น มีลูกตัวเล็กๆ แต่ถ้าวันไหนผมบังเอิญเดินไปเจอคุณเข้า ผมก็ยังจะยิ้มให้คุณ ด้วยความรู้สึกรักคุณ รักลูกของคุณ แล้วผมก็จะบอกลูกของผมให้รักคุณด้วย”
แจจุงหลับตาลง เม้มริมฝีปาก พยายามอดกลั้นไม่ให้ตัวเองร้องไห้ คำพูดนั้นกรีดรอยร้าวในหัวใจ
“ผมขออวยพรให้คุณมีครอบครัวสมบูรณ์แบบอย่างที่คุณเคยฝันถึงนะ”
แจจุงกำมือลงบนเนื้อผ้ายืดของเสื้อกล้ามที่ยุนโฮสวม กำมันแน่นจนมือเล็กๆ นั่นสั่นระริก เขาเงยหน้า ยกมือข้างหนึ่งขึ้นวางทาบที่แก้มของยุนโฮ ดวงตาเป็นประกายของยุนโฮเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าคนด้านข้างผละอ้อมแขนออกแล้วขยับเข้ามาใกล้
ในดวงตาสีนิลดำสนิทสะท้อนภาพของยุนโฮชัดเจน...และยังคงจะมียุนโฮแต่เพียงผู้เดียว...
ริมฝีปากอิ่มสีกลีบกุหลาบคอ่ยๆ ประทับลงที่ต้นคอติดกลิ่นไอแดดจางๆ ของชายหนุ่ม เรื่อยขึ้นไปยังแนวกรามเรียวได้รูป ก่อนที่ริมฝีปากของคนทั้งคู่จะมาบรรจบกันในที่สุด
ดวงตาเรียวเล็กของยุนโฮหรี่ปรือลงช้าๆ กระทั่งปิดสนิท เลื่อนมือขึ้นมายึดที่สะโพกของคนตรงหน้าเอาไว้ เขาเงยหน้าขึ้น ขณะจูบซับความหวานจากริมฝีปากที่งดงาม จูบแรกช่างแผ่วเบาและอ่อนหวาน แจจุงเอียงใบหน้าปรับองศา พลางเปิดริมฝีปากอนุญาตให้ปลายลิ้นร้อนเข้ามาสำรวจเขาได้ลึกล้ำกว่าเดิม
หวังเพียงคนตรงหน้าจะได้รับรู้ว่ารักครั้งนี้มากมายแค่ไหน
‘ผมรักคุณ’
ไร้ซึ่งสุ้มเสียง หากกลีบปากสีแดงจัดนั้นก็พยายามขยับเป็นถ้อยคำ
‘รักผมเถอะ รักต่อไป’
รวบตัวร่างบางซึ่งกระตุกน้อยๆ ด้วยแรงสะอื้นเข้ามากอดไว้ ยุนโฮจูบซับน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน ก่อนจะสัมผัสริมฝีปาก จูบแจจุงเบาๆ อีกครั้ง เขาค่อยๆ ประคองร่างบอบบางให้เอนราบลงกับพื้นเตียง พร้อมๆ กับที่เขาเคลื่อนกายขึ้นทาบทับและครอบครองแจจุงไว้ภายใต้อ้อมแขน
แจจุงที่แสนงดงาม
แจจุงที่บอบบางและอ่อนโยน
ยุนโฮสัมผัสผิวขาวละเอียดราวเกล็ดหิมะที่โปรยปรายกลางเหมันต์และเรือนร่างผ่ายผอมอย่างเบามือ ราวกับกลัวว่ามันจะแตกหักลงคามือเสีย ปลดกระดุมเสื้อไหมถักสีขาวนั้นออกทีละเม็ด แผ่นอกราบเนียนนุ่มน่าหลงใหลยิ่งกว่าเด็กสาวแรกรุ่นจึงค่อยๆ ปรากฏ ดวงตากลมโตสีดำสนิทดูลึกลับมองมาที่เขาอย่างเว้าวอน คำพูดที่แจจุงพยายามจะบอกยังคงวนเวียนอยู่ในหัวสมอง ยุนโฮอดใจไม่ได้ที่จะคิดจินตนาการถึงสุ้มเสียงที่คงจะหวานไม่แพ้ใบหน้านี้
อยากได้ยินสักครั้ง เสียงของแจจุง
คนทั้งคู่ช่วยกันบรรเลงเพลงรักที่จะมีเพียงคนสองคนเท่านั้นที่ได้ยิน
มือหนาค่อยๆ สอดประสานในอุ้งมือเล็กที่สั่นสะท้าน ไออุ่นชื้นจากลมหายใจร้อนเป่าพรมแทบถ้วนทั่วทุกสรรพางค์กาย ร่างของคนทั้งสองกอดก่ายกันอยู่บนเตียงไม้ท่ามกลางแสงสีเหลืองจากเทียนไขและดวงจันทร์ แนบชิดจนกลืนหายกลายเป็นร่างเดียว ยุนโฮขยับสะโพกเนิบช้า พลางจูบปลอบไปตามใบหน้าสวย เพื่อให้แน่ใจว่าคนเบื้องใต้จะยังคงทานทนอารมณ์รักนี้ไหว กุมมือแจจุงเอาไว้หลวมๆ กับพื้นเตียง อนุญาตให้มือเล็กจิกปลายเล็บเข้ากับผิวกายของเขาเพื่อระบายความเจ็บปวด
ไม่ว่าจะปวดระบมถึงเพียงใด ก็ไม่มีแม้เพียงสักแอะหลุดรอดออกจากริมฝีปากสีกลีบกุหลาบ คงจะมีแต่ใบหน้าที่เริ่มบิดเบี้ยวเข้าไปทุกจังหวะที่ยุนโฮดันกายเข้าไปให้ลึกยิ่งขึ้นเท่านั้นที่พอจะให้อีกฝ่ายสังเกตได้
ยุนโฮเปิดริมฝีปาก ปลดปล่อยเสียงหอบสะท้านและเสียงครางแหบต่ำที่ริมหู ในขณะที่เขาค่อยๆ เร้าจังหวะรัก แจจุงตัวสั่นระริก ย้ำจิกปลายเล็บแรงขึ้นบนผิวหลังมือของร่างสูง เขากำลังเจ็บ หากความสุขที่ได้รับก็มีมากอยู่ไม่แพ้กัน ซึ่งมันคงไม่ต่างอะไรกับรักครั้งนี้
ขอบตาของแจจุงปรี่ไปด้วยหยดน้ำตา พยายามเค้นเสียงออกมา ทั้งๆ ที่เคยเลิกล้มความตั้งใจที่จะพูดได้อีกครั้งไปแล้วแท้ๆ แต่ยุนโฮเอาความกล้านี้กลับมาให้ เอาความพยายามที่เขาแทบจะลืมความหมายของมันจนหมดสิ้นแล้วกลับมา อยากพูดคำว่า ‘รัก’ ให้ยุนโฮได้ฟัง แต่สิ่งที่ได้รับยังคงมีเพียงลมแผ่วๆ ครูดผ่านลำคออันแห้งผากออกมาเท่านั้น
แจจุงโอบสองแขนเข้ารอบต้นคอของยุนโฮ กระชับกอดร่างกายอันแสนอบอุ่นนั้นไว้ใกล้ๆ หยาดน้ำใสๆเกาะพราวบนริ้วขนตางอน แจจุงกระพริบตาถี่ๆ พยายามไล่น้ำตาที่ทำให้นัยน์ตาของเขาเลือนพร่า เพื่อจะได้จดจำใบหน้าของยุนโฮไว้ในความทรงจำ
ยุนโฮที่เปลี่ยนไปเพียงทรงผมที่ยาวขึ้นจากครั้งแรกที่เคยพบ ยุนโฮที่แก้มตอบซูบลงกว่าเดิมเล็กน้อย ทว่าดวงตา รอยยิ้ม น้ำเสียง กระทั่งความอบอุ่นจากสองมือแข็งแรงนั้นก็ยังไม่เคยเปลี่ยนไป
จองยุนโฮ...ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปอีกนานสักแค่ไหนก็ยังจะเป็นผู้ชายที่เขารัก
บทรักดำเนินมาใกล้ถึงจุดสิ้นสุด แจจุงบีบมือยุนโฮแน่นพลางซบศีรษะลงกับไหล่หนา ขบเม้มริมฝีปากตัวเอง พลันลมหายใจขาดห้วงเมื่อร่างที่ใหญ่กว่ากระทั้นกายเข้ามาหนักๆ เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะคนทั้งสองจะเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันอย่างแท้จริง
รอยสีแดงช้ำบนร่างกายชุ่มเหงื่อของแจจุงนั้นแทนตราที่ตีจองไว้โดยยุนโฮ ส่วนบางรอยบนตัวยุนโฮก็แทนตราที่ตีไว้โดยแจจุง จะเป็นของกันและกันตลอดไป...
“ผมรักคุณ” ยุนโฮกระซิบที่ริมหู แล้วก้มลงจุมพิตเบาๆ ที่ริมฝีปากของคนตรงหน้าแทนคำขอบคุณ ก่อนที่เขาจะผละออกมา ทิ้งกายนอนลงบนพื้นที่ว่างข้างกายร่างบาง แจจุงเคลื่อนเข้ามาในอ้อมกอดคนรัก ซบใบหน้าลงกับแผ่นอกแกร่งเพื่อซึมซับเอาช่วงเวลานี้ไว้ มือของพวกเขายังคงประสานกันแน่น
ที่คอยุนโฮยังคงคล้องไว้ด้วยสร้อยหนังกับจี้เพชรรูปหัวใจสองดวง สร้อยที่แจจุงฝากเอาไว้ แทนความหมายว่าจะฝากหัวใจไว้ให้เขาดูแลตลอดไป ไม่มีอะไรจะแยกหัวใจสองดวงนี้ออกจากกันได้ นอกเสียจากตัวผู้สวมเอง
ยุนโฮลูบปลายนิ้วลงเบาๆ ที่ปรางแก้มขาวของแจจุง มองใบหน้าสะสวยเกินชายของคนรักที่กำลังนอนมองจี้เพชรรูปหัวใจอย่างอาลัยอาวรณ์ ร่างสูงยิ้มเศร้า เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ “คุณน่าจะเก็บไว้ ผมให้คุณแล้ว มันเป็นของคุณ”
แจจุงได้ฟังก็ส่ายหน้า ไม่ได้มองตาอีกฝ่าย ดวงตากลมโตยังคงจรดนิ่งอยู่กับสร้อยคอที่แสนมีความหมายสำหรับเขา ทาบแตะฝ่ามือเล็กที่จี้เส้นนั้น ก่อนจะลดมือลงเล็กน้อยเพื่อเขียนตัวอักษรบางอย่างลงบนแผงอกกว้าง ประกอบเป็นข้อความให้ยุนโฮได้รับรู้
‘ดวงที่ผมใส่คือหัวใจของคุณ’
ยุนโฮหลับตาลง พยายามจับใจความสิ่งที่แจจุงพยายามจะบอก
‘ดวงที่คุณใส่คือหัวใจของผม
หัวใจสองดวงคือเรา
พามันไปงานแต่งงานพรุ่งนี้ด้วยนะ’
ถึงแม้ว่าเขาจะกำลังยิ้ม ยิ้มออกมาจากหัวใจ หากน้ำตาที่แทบจะแห้งหายไปจนสิ้นแล้วกลับไหลลงมาอีกครั้ง เขาไม่ได้อยากจะร้องไห้ ไม่อยากจะอ่อนแอ ไม่อยากจะทำให้ช่วงเวลาดีๆ จืดชืด ไม่ต้องการจะทำให้บรรยากาศงานวิวาห์ของยุนโฮในวันพรุ่งนี้ต้องหม่นหมอง ไม่เคยต้องการให้ยุนโฮรู้สึกไม่สบายใจ
แต่น้ำตาก็ยังรินไหล แจจุงต้านทานมันไม่ได้ เกินไปที่จะควบคุม
‘ผมขอให้คุณโชคดี
รักเธอคนนั้นให้มาก ผู้หญิงที่แสนโชคดี
มีความสุขกับเธอ มีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบกับเธอ
รักเธอให้สมกับที่ผมรักคุณ’
“พอแล้ว” มือเรียวเล็กที่สั่นไร้เรี่ยวแรงถูกมือหนากุมเอาไว้ ยุนโฮรวบตัวแจจุงเข้ามากอด ก่อนจะจูบเบาๆ ที่ริมฝีปาก แก้มสวย เปลือกตาสีมุก หน้าผากมน โหนกแก้มโค้งได้รูป จนถ้วนทั่วใบหน้าที่เขารัก
ไม่อยากจะรับรู้อะไรไปมากกว่าที่เป็นอยู่นี้อีกแล้ว...
“ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้แล้วล่ะ” ยุนโฮเปรยเบาๆ “ไม่มีอะไรดีไปกว่าที่คุณรักผม ขอบคุณนะ”
แจจุงสะอื้นไห้จนตัวโยน น้ำตาที่มีไหลออกมาอย่างไม่นึกเสียดาย เสียงคลื่นกระทบหาดยังคงโอบล้อม ลมทะเลโชยพัดชวนให้กายหนาวยะเยือก ทว่าสองกายกลับไม่รู้สึกหนาวเลยแม้แต่น้อย
อบอุ่นไปถึงหัวใจ...
ค่ำคืนที่จะไม่มีวันลืมเลือน
To be continued...

(ล้อเล่น)
ยังงัยก้รอตอนต่อไปนะคะ
ด้วยสันดานดิบ ทำไม่ได้แน่ๆ)
แกมี แต่แกไม่เลือกเอง...
(แจจุงคือเหมือนโอกาส ของยุน แต่ยุนมันก็เหมือนเดิม
ไม่เปลี่ยนเลย ...)
ความจริงเรื่องมันดีมากๆ นะค่ะ
การเขียนก็ดีมากๆ
แต่(ตัวเราเอง)ทำใจไม่ได้เองล่ะค่ะ ^^;
มันชัดเกินไป ที่ยองเอ จะได้ ยุนไป
แบบที่แจไม่มีความหวังเลย
มันเจ็บใจ ที่แจต้องเสียยุนไปง่ายๆ
แล้วยิ่งเจ็บปวดที่ดูเหมือนว่ายองเอ คือ คนที่ได้ยุน
แล้วยุนก็เต็มใจ ที่เลือกยองเอ (แล้วแม่งจะยุ่งกะแจไมว่ะ -*- )
แจจุงต่างหากที่ไม่มีสิทธิ์เลย (เพราะยุนไม่ได้เลือกแจ...อีกนั้นแหละ)
สรุป อยากจะฉีกยุนให้มันเป็นชิ้นๆ ...!!
แล้วยุนโฮก็กลายเป็นคน... ที่น่าหมั่นไส้ (จนถึงขั้นเกลียดเข้าไส้) ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม
...อะไรจะยอมแพ้ง่ายแบบนั้น ห่ะ ! ยุนโฮ ( โว้ยยยย ยังเคือง T^T)
ยุนอ่อนโยนดี... แต่ก็ไม่มีประโยชน์อะไร มันไม่ได้ทำอะไรให้ดีขึ้นมา
มัน Yunjae จริงๆหรือเปล่านะ (ฮึก...)
ยังไงแกก็รักๆ ยองเอไปเหอะ...
แล้วก็รักกันไปแบบนั้นแหละ มีความสุขและกัน ชั้นตัดใจและ ชั้นรู้แกเห็นแก่ตัว เอาความสุขตัวเองต้องมาก่อนเสมอ ไม่ต้องมาอ้าง ไอ้คนเป็น 10ๆ นั้นหรอกนะ (โคต-ร อิน 55)
ปล. อีก 3 เดือน จะรอค่ะ
อยากอ่าน DA มากๆ เหมือนกัน ^^
#1 By a.while on 2008-03-15 12:31