Can I Love You? (18)
posted on 13 Mar 2008 07:59 by bleaf-me in can-i-love-you
Title: CAN I LOVE YOU?
Author: b.leaf
Paring: Yunjae, Yoosu (Implied Minsu)
Genre: AU, Romance, Drama, Angst
Rate: PG-13
18. ลวง
นัยน์ตาของเขากรอกไปมาตามภาพที่ไหวอยู่เบื้องหน้าเนิบช้าราวกับไม่ใช่ความจริง แผ่นหลังบางในชุดกางเกงผ้าขายาวสีอ่อน กับเสื้อไหมพรมถักแขนยาวที่ถูกพับแขนขึ้นมาถึงข้อศอกช่างดูบริสุทธิ์ ศีรษะซึ่งปกคลุมไว้ด้วยกลุ่มผมสีดำสนิทยาวเลยบ่านั้นก้มๆ เงยๆ อยู่กับสิ่งที่ตนกำลังตั้งใจทำอยู่เบื้องหน้าเค้าท์เตอร์ลายหินอ่อนเงาวับซึ่งแทบจะไม่เคยถูกใช้งานมาก่อน
ทบทวนดูแล้วว่านี่ไม่ใช่ความฝัน ชายหนุ่มอดยิ้มเบาๆอยู่กับตัวเองไม่ได้ กลิ่นหอมกรุ่นของซุปที่กำลังเดือดปุดอยู่ในเตาไม่ได้ช่วยให้จิตใจของเขากลับมาจดจ่อกับมันได้เลยแม้แต่น้อย
อาหารเลิศรสว่าหอมแล้ว แต่กลิ่นกายคนคนนั้นหอมยิ่งกว่า
นี่คือเช้าวันศุกร์ เขามีคนรักอยู่ด้วยกัน มีแจจุงอยู่ข้างกาย...ในอพาร์ตเม้นท์ส่วนตัวของเขา
เคลื่อนกายเข้าไปแนบใกล้ โอบเอวผอมคอดบางนั้นไว้ด้วยอ้อมแขนแกร่ง ยุนโฮวางปลายคางของเขาเกยไหล่เล็กนั้น พลางถือวิสาสะฉวยสูดกลิ่นหอมเย็นๆ จากปอยผมนุ่มลื่น และแก้มเนียนขาวจัดซึ่งกำลังสุกปลั่งเรื่อสี แม้จะรู้สึกอุ่นไปถึงหัวใจทุกครั้งที่ยุนโฮกอด แต่แจจุงก็ยังไม่วายเอี้ยวตัวน้อยๆ หลบสัมผัสฉาบฉวยนั้นด้วยความเขินอาย
“ถ้ามีคุณมาทำกับข้าวให้ทานแบบนี้ทุกวัน ผมจะลงทุนแกล้งป่วยไม่ยอมหายเลย” ร่างสูงกระซิบเสียงอ้อน เป็นคำพูดที่สามารถเล่าเรื่องราวได้ดีจากปากผู้จัดการจองคนขยัน ที่เริ่มเหลวไหลเบี้ยวงานบ่อยขึ้นตั้งแต่รู้จัก คิมแจจุง
เลื่อนมือไปกุมข้อมือเล็กๆ ค่อยๆ คลายมันออกจากด้ามกระบวยที่เอาแต่คนไปคนมาอยู่ในหม้อเกือบชั่วโมง จนมันหล่นจ๋อมลงไปในน้ำร้อนที่กำลังฉุยไอขาวๆ ขึ้นมา สัมผัสอ่อนโยนจากร่างกายที่อุ่นขึ้นด้วยพิษไข้อ่อนๆ ของยุนโฮทำให้แจจุงอมยิ้ม ริมฝีปากชุ่มชื้นกับสันจมูกคมซุกไซร้ค้นหา หอมเบาๆ ที่ลำคอของเขาจนจั๊กจี้
ไหนว่าป่วย ขี้โกงที่สุด...
หลังจากเมื่อเช้าตรู่ที่จุนซูตะโกนโหวกเหวก วิ่งมาบอกกับเขาว่ายุนโฮกำลังไม่สบาย และอยากพบเขามากในวันนี้ สมองก็ราวกับถูกราดด้วยสีขาว เขาคิดอะไรไม่ออกนอกจาก เป็นห่วง อยากพบ อยากดูแล ความรู้สึกมากมายประเดประดังเข้ามา จนเมื่อรู้สึกตัวอีกทีก็มาหยุดยืนอยู่หน้าประตูบ้านของยุนโฮเสียแล้ว
ใจง่ายซะจริง คิมแจจุง
ทันทีที่กดกริ่ง บานประตูก็เปิดออกราวกับเจ้าของบ้านกำลังจ้องรออยู่ ร่างผอมบางของแจจุงถูกดึงเข้าไปภายในทันที คนตัวใหญ่ที่สัมผัสดูแล้วคงจะไม่ได้ป่วยหนักอย่างที่คิดกอดเขาเอาไว้ ริมฝีปากได้รูปพร่ำเอ่ยว่า “วันนี้ผมลางาน จะอยู่กับแจจุงทั้งวันเลย”
ไม่รู้ว่าสิ่งที่ต้องแลกไปมันคุ้มกันหรือไม่ ไม่เคยรู้แม้กระทั่งว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่
ดวงตาบอดสนิทแล้ว
แจจุงรู้เพียงอย่างเดียวว่าเขารักผู้ชายคนนี้มากเหลือเกิน
อพาร์ตเม้นท์สูงสิบแปดชั้นแห่งนี้สมควรจะเรียกได้แล้วว่าหรูหรา ด้วยเพราะตั้งอยู่บนทำเลที่ยอดเยี่ยม ใกล้รถไฟใต้ดินและย่านธุรกิจของโซล พื้นที่แต่ละห้องกว้างขวาง แบ่งออกเป็นสัดส่วนได้อย่างลงตัวและคุ้มค่ากับการใช้สอย แน่นอนล่ะว่าราคาปกติที่พวกเศรษฐีนักธุรกิจย่านนี้ซื้อกันต้องแพงหูฉี่ หากแต่ห้องของยุนโฮนี้ราคาถูกกว่ามากเพราะต่ำเตี้ยเรี่ยหญ้า อยู่แค่ชั้นสอง วิวไม่สวยเท่าไหร่
ซึ่งสำคัญปะไรเล่า?
ราวหกปีที่แล้ว ยุนโฮตัดสินใจเซ็นสัญญาซื้ออพาร์ตเม้นท์แห่งนี้ในนามของตัวเอง โดยวางเงินดาวน์เป็นเงินที่กู้มาจากผู้เป็นพ่อของตน ซึ่งนั่นเป็นการเดินเรื่องทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ครั้งแรกในชีวิต และด้วยน้ำพักน้ำแรง ณ วันนี้ ที่นี่เป็นทรัพย์สินส่วนตัวของเขาแล้วอย่างไม่มีหนี้สินติดค้างอีกต่อไป ทุกวันนี้เขามีทุกอย่างพร้อมแล้ว ทุกอย่างที่เป็นของเขาเอง แม้ว่ามันจะไม่ถึงกับเหลือกินเหลือใช้อย่างที่ยูชอนปรารถนาให้เขามี แต่เขาก็มีความสุข
ความสุขทางใจเท่านั้นที่จองยุนโฮต้องการ ไม่ใช่เพียงตัวเขา หากขอแค่พ่อกับแม่มีความสุข น้องสาวมีความสุข ส่วนตัวเขาเองแม้จะสุขช้ากว่าคนอื่นๆ ก็หาได้ลำบากใจไม่
ชีวิตมันก็แค่นี้แหละ
เขาเกิดมาตัวเปล่า เพราะเหตุนี้ถึงจะขาดจะเกินไปบ้างก็ไม่ทุกข์ร้อนอะไร
ข้อดีของคนจน...
ร่างสูงยืนพิงขอบหน้าต่าง ระหว่างที่ทอดสายตาออกไปไกลๆ รู้สึกอึดอัดกับความร้อนในกายที่ทำให้โพรงจมูกรู้สึกแสบปร่าจนต้องเอามือขยี้อยู่บ่อยครั้ง เสียงเด็กเล็กๆ กำลังเล่นกันอยู่บนพื้นนุ่มละมุนของสนามหญ้าสีเขียวที่ด้านล่างยังคงมีให้ได้ยิน ให้ความรู้สึกบริสุทธิ์และผ่อนคลาย
แจจุงเดินมาหยุดยืนเคียงข้างเขา แล้วมองลงไปด้านล่าง เด็กผู้ชายคนหนึ่งกำลังใช้ลูกโป่งตีศีรษะเด็กหญิงคนหนึ่งที่ยืนกำชายกระโปรงสีชมพูของตัวเอง และตะเบ็งเสียงร้องไห้ แจจุงได้ยินเสียงยุนโฮสำลักขำ เขาดูมีความสุขเหลือเกิน
มือบางเอื้อมขึ้นแตะที่ไหล่กว้าง ฉุดยุนโฮให้ตื่นจากภวังค์
‘ชอบเด็กหรือ?’
แจจุงอมยิ้ม แววตาของเขาสื่อเช่นนั้น
คล้ายกับว่าปากกากับกระดาษไม่จำเป็นอีกแล้วสำหรับพวกเขา เหมือนจะสื่อกันได้ด้วยหัวใจ ไม่ใช่ภาษามือสากล ไม่ใช่อะไรที่เป็นวิชาการ มันเป็นภาษาระหว่างคนสองคน
คนรักกันเท่านั้นที่จะเข้าใจ
ยุนโฮรับรู้ได้ จึงหัวเราะ แล้วตอบว่า “ผมชอบเด็กมาก” นัยน์ตาใสแจ๋วที่ฉาบน้ำหล่อเลี้ยงคู่นั้นพราวประกายอย่างประหลาด
แจจุงอมยิ้มเมื่อเห็นยุนโฮยิ้ม ก่อนจะชูนิ้วชี้ขึ้นมา เขาชี้ไปที่กลุ่มเด็กๆ ก่อนจะชี้ที่อกซ้ายของยุนโฮ
‘อยากมีลูกไหม?’
“ผมหรือ? แน่นอน...ผมอยากมีลูกมากๆ ทั้งหญิงทั้งชาย มีเยอะๆ ก็คงดี”
เขาเฝ้ามองใบหน้าด้านข้างของยุนโฮที่ดูสดใส แม้จะซีดเผือดด้วยพิษไข้ แต่แววตาก็เปี่ยมไปด้วยประกายช่างฝัน นั่นทำให้แจจุงนิ่งงันไป
‘เคยจินตนาการถึงครอบครัวที่สมบูรณ์แบบบ้างหรือเปล่า?’
เขาได้แต่คิดในใจ แต่ก็ราวกับว่าอีกฝ่ายล่วงรู้คำถามนั้น ยุนโฮพูดออกมาลอยๆ อย่างไม่ได้คิดอะไรมาก
“ใครๆ ก็เคยฝันถึงครอบครัวที่สมบูรณ์แบบกันทั้งนั้น” เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาหันมาสบตาแจจุงในที่สุด “ไม่ใช่หรอกหรือ?”
แม้จะรู้สึกขมขื่นในใจสักเพียงใด แต่แจจุงก็ไม่สามารถโกหกยุนโฮได้อยู่ดี
‘ใช่ ผมก็เหมือนกัน’
เสียงกริ่งโทรศัพท์บ้านแผดดัง
เปลือกตาที่แสนหนักอึ้งและร้อนผ่าวค่อยๆ เปิดออก เขากระพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับให้เคยชินกับแสงแดดอ่อนๆ ยามบ่ายที่ส่องลอดเข้ามาทางหน้าต่างบานสูง มือหนากำหลวมๆ ก่อนจะทุบลงที่ท้ายทอยของตนเพื่อคลายความเมื่อยล้า แหงนดูนาฬิกาที่ทิศตรงข้ามแล้วก็ทำให้รู้ว่าเผลอหลับยาวไปถึงห้าชั่วโมงด้วยกัน ปวดไปทั่วตัวขนาดนี้ก็คงไม่แปลก
ดวงตาเรียวเล็กกวาดไปมารอบๆ ห้องนอนที่ดังก้องไปด้วยเสียงโทรศัพท์เสียดหูอย่างมึนงง ก่อนสายตาจะหยุดลงที่แผ่นหลังของร่างบางซึ่งนอนตะแคงหันหลังให้กับเขา เส้นผมสีดำขลับเงาสวยราวปีกของอีกายาวระต้นคอระหงส์ ผิวขาวละเอียดดุจเกล็ดหิมะ ตัดกับกลีบปากงอนอ่อนนุ่มนิ่มสีแดงสด ดวงตาซึ่งกำลังพริ้มหลับทำให้อดจินตนาการถึงแก้วนัยน์ตากลมสีดำสนิทนั้นไม่ได้ แจจุงเสียบหูฟังไอพอดไว้ติดหู ลมหายใจแผ่วๆ ถูกผ่อนออกมาทางปากเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทั่วทั้งร่างกายนี้อุ่นนุ่มและแสนหอมหวานแม้จะเห็นเพียงเสี้ยวหน้า แต่ก็สามารถพูดได้เต็มปากว่า แจจุงของเขาสวยไร้ที่ติ
ยุนโฮหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะตลบผ้าห่มห่อไหล่บางของแจจุงเอาไว้ ส่วนตัวเขาเบนความสนใจไปที่โทรศัพท์ตั้งโต๊ะซึ่งกำลังลั่นเสียงอย่างไม่รู้จักหยุดหย่อนอยู่ในห้องรับแขกนั่นแทน
สลัดศีรษะไล่ความงุนง่วงสองสามที ก่อนจะเอื้อมมือไปรับสาย ชายหนุ่มกรอกเสียงลงไปไม่เต็มเสียงนัก “สวัสดีครับ ยุนโฮพูดครับ”
“ยุนโฮคะ?” เป็นเสียงของยองเอไม่ผิดแน่ “คุณพ่อบอกว่าคุณไม่สบาย เป็นยังไงบ้างคะ?”
“ดีขึ้นมากแล้วล่ะ ไม่ต้องห่วงนะ” ยุนโฮยิ้มน้อยๆ เขาตอบด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ
“เอ่อ...” เธออ้ำอึ้งไปอีกพักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยออกมาในที่สุด “จะสะดวกไหมคะถ้าฉันจะเข้าไปเยี่ยม?”
“หืม ตอนนี้เลยหรือ?”
“ค่ะ จะเอาการ์ดแต่งงานไปให้ช่วยเลือกด้วย”
“อ๋อ...” เป็นน้ำเสียงเบาหวิวที่เปรยออกมาพร้อมกับการผ่อนลมหายใจ ยุนโฮปรายสายตามองผ่านบานประตูห้องนอนที่ถูกเปิดอ้าไว้ ยังคงเห็นร่างเพรียวสวยในชุดสีขาวซึ่งนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงสีบริสุทธิ์ อดไม่ได้ที่จะนึกเสียดาย แต่ก็ไม่ใจร้ายพอที่จะทำร้ายอีกคนที่อยู่ ณ ปลายสายนี่ได้เช่นกัน
“ได้สิครับ” เขาตอบตกลง
“งั้นอีกประมาณ...สามสิบนาทีเจอกันนะคะ” เสียงหวานเอ่ยอย่างสดใสจนยุนโฮพลอยยิ้มออกมา
“ครับ เจอกัน”
“รักคุณค่ะ”
“ผมก็รักคุณ”
เมื่อวางหูโทรศัพท์กลับลงแป้น ยุนโฮถอนหายใจ ร่างสูงหยัดกายให้ลุกขึ้นจากโซฟาตัวยาวในห้องรับแขก ก่อนจะลากขาหนักๆ ทั้งสอง พาเอาร่างกายของตนกลับเข้ามาภายในบริเวณห้องนอน
เขาทิ้งกายนั่งลงบนที่ว่างใกล้ๆ กับแจจุง เสียงดนตรีจากไอพอดที่ยังคงบรรเลงเพลงคลาสสิคดังแว่วๆ ออกมาเผื่อแผ่ มองใบหน้ายามหลับแล้วก็กลับรู้สึกผิดที่จะปลุกขึ้นมาทันใด ยุนโฮค่อยๆ ใช้มือเกลี่ยกลุ่มผมที่ตกลงมาบดบังใบหน้าสวยให้พ้นทาง จับหูฟังดึงออกห่างหู ก่อนจะก้มลงกระซิบ
“แจจุง ตื่นเถอะ”
ร่างบางขยับเล็กน้อย ก่อนที่เปลือกตาสีมุกคู่สวยจะค่อยๆ กระพริบตื่น ทันทีที่สบตาคนรัก ริมฝีปากสีกลีบกุหลาบนั้นก็แย้มรับอย่างอ่อนหวาน แจจุงเอื้อมฝ่ามือขึ้นลูบที่แก้มของยุนโฮดั่งต้องการจะสำรวจไข้ จนยุนโฮไม่สามารถทนมองพฤติกรรมน่ารักๆ นั่นเฉยๆ ได้ โดยไม่ฉวยมือนั้นเข้ามาหอมให้ชื่นใจอีกสักครั้ง
“อืม...เพื่อนผม...เขากำลังจะมาเยี่ยม” ยุนโฮพูดได้ไม่เต็มเสียง มือของเขากระชับมือของคนตรงหน้าแน่นขึ้นโดยอัตโนมัติ
แม้ยุนโฮจะไม่ได้เรียกร้องออกมาตรงๆ แต่แจจุงก็เข้าใจ เขานิ่งไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มกว้างขวางลดลงเล็กน้อย แต่ทว่านัยน์ตายังคงเปี่ยมสุข เขากระชับมือยุนโฮตอบเบาๆ
‘ไม่เป็นไร รบกวนนานแล้ว ผมควรจะกลับ’
“ยังไม่อยากให้ไปเลย” ยุนโฮคราง ก่อนจะรวบแจจุงเข้ามากอดเอาไว้ อันที่จริงวันนี้ก็กอดกันแค่ไม่กี่ครั้ง ทว่าแต่ละครั้งที่กอดนั้นเนิ่นนานจนเกือบนับรวมเป็นชั่วโมงได้ เพราะสำหรับเขาสองคนแล้ว การกอดเป็นวิธีแสดงความรักที่ลึกซึ้งและมีความหมายที่สุด
“รักนะครับ รักมากด้วย”
แจจุงพยักหน้าช้าๆ รอยยิ้มสดสวยสำหรับยุนโฮยังคงไม่เลือนหายไป มือเรียวผอมลูบเบาๆ บนแผ่นหลังของชายหนุ่มแทนคำตอบรับ
เพราะรักมากเหมือนกัน
ยุนโฮรู้ดีว่าแจจุงรักเขามาก แต่เขากลับไม่เคยมั่นใจ กลัวเหลือเกินที่จะรับรู้ว่าหากทราบเรื่องราวที่แท้จริงแล้ว แจจุงจะยังรักเขาอยู่หรือไม่
จะรักคนโกหกคนนี้อยู่อีกหรือเปล่า?
มือของเขาจู่ๆ ก็ยกขึ้นแตะที่จี้เพชรรูปหัวใจนั้นโดยไม่รู้ตัว คล้ายกับเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติที่มักจะทำในเวลาที่คิดถึงคนรักจนกลายเป็นนิสัย แจจุงยิ้มออกมากับตัวเอง ในขณะที่กำลังใช้ทางเดินยาวของอพาร์ตเมนท์เป็นทางลงมายังชั้นล่าง ดวงตากลมโตสอดส่ายสำรวจสถานที่ที่เป็นเสมือนบ้านของยุนโฮอย่างใคร่รู้ ลมเย็นๆ พัดค่อนข้างแรงผ่านแนวระเบียงร่วมนี้จนเสื้อเนื้อบางพลิ้วสะบัดน้อยๆ กลิ่นหอมสดชื่นของดอกไม้โชยแตะจมูก สีเขียวของต้นไม้ช่วยเสริมให้ตึกสูงนี้ไม่ขาดชีวิต แม้ไม่หรูหรา แต่ก็ให้บรรยากาศอบอุ่นอย่างเหลือเชื่อ
บันไดหินอ่อนสีขาวทอดยาวเป็นทางลงไปสู่ชั้นล่าง เสียงส้นรองเท้าส้นสูงดังสะท้อนก้องท่ามกลางความเงียบงัน เรือนร่างสะโอดสะองของหญิงสาวก้าวสวนทางกับแจจุง เส้นผมเส้นเล็กยาวถึงกลางหลังปลิวไปตามกระแสลมจนเกือบยุ่งเหยิง แต่ก็ไม่สามารถบดบังตาคมสีน้ำตาล กับริมฝีปากสีอ่อนซึ่งดูชุ่มจัดด้วยเนื้อลิปสติกราคาแพง จัดเรียงกันอย่างลงตัวบนใบหน้าหวานสวย
แจจุงชำเลืองมองเธอ ก่อนจะมอบยิ้มทักทายอย่างเป็นมิตร ทว่าหญิงสาวก็ดูจะรีบเร่งเสียจนไม่ทันสังเกตเห็นรอยยิ้มนั้นของร่างบาง
แจจุงไม่ได้ติดใจ เขาเพียงแค่ยักไหล่
ไม่แปลกหรอก...
ประชากรส่วนใหญ่ในโซลก็ดูจะรีบเร่งกันอย่างนี้แทบทุกคนอยู่แล้ว
ยุนโฮยังคงยืนนิ่งเกาะขอบหน้าต่างห้องนอนด้านหนึ่ง เฝ้ามองร่างเพรียวบางในชุดสีขาวก้าวเดินพ้นอาคารหลังนี้ไป รถยุโรปสีดำคันหรูจอดเทียบรออยู่แล้ว เขามองเห็นคุณลุงคนขับรถสะดุ้งตื่นจากฝันหวาน ก่อนจะเด้งตัวผึงขึ้นมารีบปลดล็อคประตูรถเมื่อแจจุงเคาะเรียกเบาๆ ที่หน้าต่าง
ใบหน้าคมสันเผยรอยยิ้มเศร้าๆ เมื่อแจจุงแหงนหน้ามองกลับมา คนที่แสนสวยงามคนนั้นกำลังโบกมืออย่างน่ารักเป็นการทิ้งท้าย ก่อนจะมุดตัวหายเข้าไปในตัวรถ จวบจนพาหนะคันหรูนั้นเคลื่อนย้ายออกไปจนลับตา ยุนโฮกลับรู้สึกอ้างว้างขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
นึกทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและสิ่งที่ตัวเองรู้สึกตลอดเวลาที่ใช้หมดไปกับแจจุงในวันนี้ ทั้งหมดทั้งมวลราวกับจำลองชีวิตคู่ในรูปแบบหนึ่งให้เขาได้ศึกษา อีกไม่นานเขาก็จะกลายเป็นหัวหน้าครอบครัว แล้วอีกหน่อยก็คงได้เป็นพ่อคน ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว รับผิดชอบแต่ตัวเองอย่างเดียวเฉกเช่นหนุ่มโสดอีกต่อไป เขาตระหนักว่าตนเองควรจะเริ่มเรียนรู้ เลิกคิดถึงแต่ตัวเอง และยอมเสียสละอะไรบางอย่างเพื่อคนที่เขารักดูบ้าง
เสียงออดหน้าประตูเรียกสติสัมปชัญญะของเขาให้กลับมาเข้ารูปเข้ารอยได้อีกครั้ง
“ครับผม” ยุนโฮขานรับออกไปอย่างรู้ดีว่าผู้มาเยือนเป็นใคร ร่างสูงเอื้อมฝ่ามือไปจับลูกบิดประตูช้าๆ ก่อนจะบิดหมุนเพื่อคลายกลอนออก ภาพของหญิงสาวกับรอยยิ้มอ่อนหวานปรากฏชัดเบื้องหลังประตูไม้เนื้อแข็ง
“สวัสดีค่ะ” เสียงหวานนุ่มหูเอ่ยทัก นัยน์ตากลมสุกใสของเธอสะท้อนภาพของชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้า
เธอผู้แสนงดงามและไร้เดียงสา
“สวัสดียองเอ”
จริงอยู่...คนที่เขารักปานใจจะขาดนั้นคือคิมแจจุง แต่ถึงอย่างไร คนที่เขาเลือกจะมีอนาคตร่วมด้วยนั้นคือลียองเอ
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องเป็นยองเอ
มันคงถึงเวลาแล้วที่แจจุงควรจะได้รับรู้เสียที...
รถยนต์สีบรอนซ์เงินค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาจอดอยู่ด้านหน้าร้านสะดวกซื้อที่ยังคงเปิดทำการไม่รู้พัก แสงสว่างแสบตาเปล่งออกมาจากโลโก้ยี่ห้อปั๊มน้ำมันมีชื่อ อาบให้ทั่วสถานที่แห่งนี้คล้ายกับตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์ แม้ว่าความจริงจะดึกมากแล้วก็ตาม
ยุนโฮฉวยมือเย็นเฉียบนั้นมากระชับไว้แน่นทันทีที่แจจุงทิ้งตัวนั่งลงบนเบาะด้านข้างคนขับ เสียงกระแทกปิดประตูรถลั่นตาม เป็นสัญญาณปิดกั้นให้ภายในพื้นที่เล็กๆ ของห้องโดยสารรถยนต์ไม่หรูหรานักคันนี้เป็นพื้นที่ส่วนตัวของพวกเขา ควันสีขาวพ่นผ่านริมฝีปากสีแดงสด พร้อมๆ กับที่แจจุงหันมามอบรอยยิ้มให้กับเขาอย่างคุ้นเคย
“ขอโทษด้วยนะที่นัดออกมาซะดึก” ยุนโฮอมยิ้มพูด
แจจุงพยักหน้าช้าๆ สีหน้าของร่างบางไม่ได้มีแววขุ่นเคืองหรือกริ้วโกรธเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน เขาดูมีความสุขมากเสียด้วยซ้ำ แววตาที่แจจุงใช้มองยุนโฮยังคงแลดูอ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยความรัก
‘มีอะไรหรือ?’
แจจุงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างสนเท่ห์ใจ แทนคำถามที่ไม่สามารถเอ่ยออกมาได้
ยุนโฮเข้าใจคำถามนั้น ชายหนุ่มแยกเขี้ยวแห้งๆ “มีเรื่องสำคัญนิดหน่อย แต่ก่อนจะบอก ขอตัวซื้อกาแฟก่อนนะครับ”
แจจุงยิ้มขำๆ เขาพยักหน้าแทนคำอนุญาต ก่อนที่ดวงตากลมโตสีนิลจะปรายมองตามแผ่นหลังของร่างสูงที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งหายเข้าไปในร้านสะดวกซื้ออย่างเอ็นดู
กระชับเสื้อกันหนาวสีขาวตัวหนานี้เข้าห่อร่างกาย แจจุงสอดสายตากวาดมองรอบๆ ห้องโดยสารของรถยนต์คันที่ดูแสนธรรมดาของยุนโฮ ไม่มีตุ๊กตาหรือของตกแต่ง ไม่ได้กลิ่นสเปรย์ดับกลิ่นอับดั่งรถคันอื่นๆ ทั่วไป คงจะมีแต่กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ชนิดหนึ่งที่ยุนโฮวางเอาไว้ใกล้ๆ กับหน้ากากแอร์ด้านหน้าที่ช่วยให้ภายในนี้มีกลิ่นหอมแปลกจมูก ที่นั่งโดยสารด้านหลังเต็มเกลื่อนไปด้วยแฟ้มเอกสารและกระเป๋าอีกสองสามใบ เสื้อกันหนาวสีดำตัวหนึ่งพาดเอาไว้ลวกๆ กับพนักพิงที่นั่งคนขับ ให้ความรู้สึกยุ่งเหยิงและรีบเร่งสไตล์คนทำงาน
แจจุงหยุดสายตาอยู่ที่เก๊ะตรงหน้าเขา นัยน์ตาสีนิลในยามนี้ฉายแววซุกซนน่ารัก ดูจะสนอกสนใจทุกเรื่องที่เกี่ยวคนดีของเขา
ไม่รู้อะไรดลใจให้เอื้อมมือไปเปิดเก๊ะเก็บของหน้ารถนั้น ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่านี่คือการตัดสินใจที่ถูกหรือผิดกันแน่
ทันทีที่เปิดมันออก กลิ่นหอมจนแสบจมูกก็โชยคลุ้งออกมา พร้อมๆ กับซองขนาดเท่าซองจดหมายสีชมพูหลายร้อยซองร่วงพรูตาม
การ์ดแต่งงาน?
รอยยิ้มที่เคยระบายอยู่บนใบหน้าหวานค่อยๆ เลือนหายไป รู้สึกราวกับถูกทุบหนักๆ ที่ท้ายทอย ดวงตาทั้งคู่ของเขาจับจ้องอยู่ที่ตัวหนังสือบนแผ่นกระดาษลายสวยไม่วาง
เจ้าสาว...ลียองเอ
เจ้าบ่าว...จองยุนโฮ
มีความจริงเพียงไม่กี่อย่างที่เหมือนดั่งจินตนาการ
เพราะความจริง...มักจะโหดร้ายเช่นนี้เสมอ
“แจจุง ผมมา --- จ..แจจุง! แจจุงเดี๋ยว!”
ไม่รอให้อีกฝ่ายเอื้อมถึงตัว แจจุงรีบเปิดประตูรถก่อนจะผละออกไป ยุนโฮไม่สนใจแก้วกาแฟในมืออีกแล้ว เขาโยนมันทิ้งจนไม่รู้ปลิวไปไกลถึงทิศไหน พลางรีบวิ่งไปดักอีกฝ่ายเอาไว้ เพียงก้าวยาวๆ แค่ไม่กี่ก้าวก็สามารถกระชากร่างบอบบางมากอดได้
“แจจุงอย่า...อย่าไป...” ไม่สนใจสายตาคนรอบข้าง ยุนโฮร้อง พลางกอดรัดแจจุงไว้แน่นหนาอย่างไม่อยากให้จากไป “ขอร้องล่ะ ฟังผมก่อน”
แจจุงหลับตาแน่น พยายามกัดริมฝีปากกลั้นน้ำตาที่ตื้นเอ่อมาถึงโพรงจมูก มือเรียวสั่นระริกยกขึ้นปิดหู เขาส่ายหน้าเร็วๆ อย่างไม่อยากจะรับรู้
“ผมรักคุณ แจจุง ทุกครั้งที่ผมพูดว่ารักคุณ ผมรู้สึกอย่างนั้น รักจนไม่อยากเสียคุณไป” ฝังปลายจมูกคมลงบนไหล่บางที่เกร็งขืน คนตัวโตละล่ำละลักพร่ำแทบไม่เป็นภาษา น้ำเสียงที่เคยหนักแน่นถูกกดจมลงไปกับบ่อน้ำตา แข้งขาไร้เรี่ยวแรงแทบจะทรุดลงคุกเข่าอ้อนวอน “แต่ผมขอโทษ ผมทิ้งเธอไปไม่ได้”
หยดน้ำใสๆ กลิ้งไหลเรื่อยลงมาตามปรางค์แก้มสีซีด ริมฝีปากของแจจุงสั่นระริกอย่างหยุดไม่ได้ ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นไปถึงขั้วหัวใจ ปวดระบมไปทั่วร่างกายจนแทบล้มลงทั้งยืน ความจริงที่เพิ่งรับรู้ช่างโหดร้าย แต่ก็ยังไม่ทรมานเขามากไปกว่าเสียงสะอื้นไห้ของยุนโฮที่แว่วอยู่ข้างหู
“เราคงต้องจบเรื่องนี้”
รักหรือ?
เสียไปไม่ได้งั้นหรือ?
แล้วเขาล่ะ?
เขาจะทนอยู่ได้อย่างไรหากไม่มียุนโฮ
“ผมขอโทษ”
น้ำเสียงที่ถูกเอ่ยขึ้นเคล้ากับความเจ็บปวด ร่างของยุนโฮสะท้านสั่นอย่างช่วยไม่ได้ แรงกอดของเขาบีบให้แจจุงรู้สึกเจ็บ ซึ่งแจจุงเองก็ยังคงไม่แน่ใจ ว่าความเจ็บปวดที่สัมผัสได้นั้นมันสื่อออกมาจากภายในของยุนโฮหรือเปล่ากันแน่
‘ผมเข้าใจ’
เขากระซิบ แจจุงเอื้อมสองแขนไปโอบกอดยุนโฮเอาไว้ ถึงอย่างไรเขาก็รักคนคนนี้เสียจนยอมได้ทุกอย่าง
ถึงจะทำร้ายกันอีก โกหกกันต่อไป
หากมันพอจะช่วยบรรเทาความทรมานในใจคนตรงหน้านี้ได้
ก็ฆ่ากันเลย...
To be continued...

อ่านแรกๆ ก็ใจชื้นขึ้นมาบวกกับกังวลเรื่องยองเอ
พออ่านจนจบ สรุปว่า
เป็นตอนที่ไม่อยากให้มาถึงเลยค่ะ
สงสารแจจ๋ามากเลย
"จริงอยู่...คนที่เขารักปานใจจะขาดนั้นคือคิมแจจุง แต่ถึงอย่างไร คนที่เขาเลือกจะมีอนาคตร่วมด้วยนั้นคือลียองเอ"
มันดูแล้วเห็นแก่ตัวเกินไป
โกรธยุนจริงจังแล้วเนี่ย
ก่อนหน้านี้ยังพอเข้าใจได้
แต่เจอประโยคนี้ ยุนโฮไม่ไหว แย่ๆๆ
"ถึงจะทำร้ายกันอีก โกหกกันต่อไป
หากมันพอจะช่วยบรรเทาความทรมานในใจคนตรงหน้านี้ได้ ก็ฆ่ากันเลย..."
วู้ววว เข้าใจแจจ๋ามากๆ
อ่านตอนนี้ แล้วเศร้าเหมือนตัวเองอกหักเอง
เว่อไปมั้ย หุหุ
#1 By Sushie (124.157.137.254) on 2008-03-13 09:28