Can I Love You? (13)
posted on 27 Feb 2008 17:40 by bleaf-me in can-i-love-you
Title: CAN I LOVE YOU?
Author: b.leaf
Paring: Yunjae, Yoosu (Implied Minsu)
Genre: AU, Romance, Drama, Angst
Rate: PG-13
13. เพื่อน
อย่าทิ้งฉันนะ ชางมิน
แล้วฉันจะกลับมา จุนซู
“อะไรนะ!? จะไปเรียนต่อต่างประเทศ! นายทำอย่างนี้ไม่ได้นะ ชางมิน นายจะทิ้งฉันไว้คนเดียวไม่ได้”
มือน้อยๆ ขยำอกเสื้อเชิ้ตสีขาวภายใต้ชุดสูทเครื่องแบบนักเรียนจนหลุดลุ่ยออกมาด้านนอก เสียงหวานกังวานใสร้องไห้สะอึกสะอื้นราวกับจะขาดใจ เขาออกแรงทั้งทุบ ทั้งเขย่าร่างของคนที่เอาแต่ยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ด้านหน้า แต่ก็ดูเหมือนกับว่าจะไม่ทำให้อีกฝ่ายมีปฏิกิริยาใดตอบกลับมาแม้แต่น้อย
“ไหนนายสัญญาว่าจะอยู่กับฉันตลอดไปไง จำไม่ได้หรือ ชางมิน...นายเป็นเพื่อนคนเดียวของฉันนะ ไม่มีนายฉันก็ไม่เหลือใครแล้ว...” เด็กชายตัวเล็กพร่ำออกมาแทบไม่เป็นภาษา ร้องไห้อย่างสาหัสจนขาแทบสิ้นไร้เรี่ยวแรง เขาซุกใบหน้าลงกับหน้าอกของคนตรงหน้า จนในที่สุดก็ทรุดตัวลงอย่างยืนอยู่ต่อไปอีกไม่ไหว
เด็กชายที่ตัวสูงกว่าค่อยๆ รวบร่างเล็กนั้นเข้ามา ร่างเล็กๆ ที่เขามักจะคอยปกป้อง ดูแล และปลอบใจ โอบกอดเจ้าของสุ้มเสียงหวานใสนั้นแน่นจนดูคล้ายการรัดมากกว่าการกอด ก่อนที่เสียงแผ่วๆ จะเอ่ยคำผ่านลำคออันแห้งผากของเด็กชายผมสั้นสีดำสนิท
“ขอโทษนะ จุนซู”
เพียงเท่านั้นก็ราวกับเขื่อนที่ใกล้จะพังแหล่มิพังแหล่ทลายลงในทันที เด็กชายตัวน้อยในอ้อมกอดอุ่นถึงกับแผดเสียงร้องดังลั่น ใบหน้าขาวใสแดงก่ำ ตัวของเขาสั่นและกระตุกแรง อันที่จริงปีนี้ก็จะมีอายุย่างเข้าสิบห้าปีแล้ว แต่ก็ดูเหมือนจะยังคงเป็นเด็กเล็กๆ เสมอในสายตาของใครต่อใคร
คนน่ารักที่แสนเอาแต่ใจ...
คิม จุนซู
“ฮึก...ชางมินไม่รักฉันแล้ว ชางมินโกหก ชางมินเกลียดฉันแล้วใช่ไหม?”
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะ จุนซู ฉันขอโทษ”
“ใจร้ายมาก ทุเรศมาก เกลียดชางมินที่สุดเลย นายไม่รักฉันแล้ว ชางมินเกลียดฉันแล้ว”
“อย่าพูดอย่างนั้นได้ไหม ฉ..ฉัน...เจ็บ” ไม่ใช่แค่พูด เขากำลังเจ็บร้าวอยู่ในหัวใจจริงๆ ชางมินกระชับกอดจุนซูแน่นขึ้น
ใครบอกกันว่าไม่รัก?
ก็เพราะรักมากน่ะสิ รักมานานและต้องกักเก็บมันเอาไว้ ภาพของจุนซูที่แสนหวานใสฝังลึกอยู่ในใจราวกับเอามีดมากรีดให้เป็นแผล ไม่ง่ายนักหรอกนะที่จะเอ่ยคำลา
ไม่ง่ายเลยที่จะลืมจุนซู
“ขอโทษนะ จุนซู แต่ฉันต้องไป”
พรุ่งนี้แล้วสินะที่จะไปจากเกาหลี
โอกาสเดียวคือพรุ่งนี้ที่จะละทิ้งทุกอย่าง ลืมความเจ็บปวดที่เคยมี
ร่างสูงถอนหายใจเฮือกใหญ่ สายลมที่กำลังโชยพัดต้องใบหน้าได้รูปของเด็กชายราวกับตอกย้ำความคิดของเขาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ชางมินกำลังยืนเหม่ออยู่ที่ระเบียงพื้นหินอ่อนสีขาว ที่ยื่นออกมาจากห้องนอนส่วนตัวของคุณหนูเล็กแห่งตระกูลคิม ความเย็นที่ส่งผ่านฝ่าเท้าเปลือยเปล่าทำให้กายสั่นหนาวยะเยือก รู้สึกเวิ้งว้างขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้ตัวเองกำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน
ความเจ็บปวดที่จุนซูเป็นคนมอบให้อย่างนุ่มนวล อ่อนหวาน ทว่าราวกับค่อยๆฆ่าเขาให้ตายทีละน้อยด้วยมือเล็กๆ คู่นั้น
“ไม่อยากให้นายไปเลย” เสียงเล็กๆ ที่กำลังดังอู้อี้ช่วยตอบคำถามที่ผุดขึ้นในสมอง วันนี้เป็นวันสุดท้ายของเขาในเกาหลี จุนซูจึงขอร้องให้ชางมินมานอนค้างที่บ้านของเขาแทนงานเลี้ยงอำลา
ชางมินรู้สึกถึงท่อนแขนนุ่มนิ่มโอบเข้าที่เอว เขาไม่ได้ยินเสียงสะอื้นไห้น่าเวทนาอีกแล้ว จะได้ยินก็เพียงแต่น้ำเสียงที่ฟังแล้วชวนให้ทรมานในหัวใจ น้ำอุ่นๆ รินรดแผ่นหลังของเด็กชายที่ตัวใหญ่กว่าจนเปียกชุ่ม จุนซูกอดคนที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนคนเดียวที่มีไว้แน่น ร่างเล็กพร่ำไม่หยุดปาก
“ต่อจากนี้ไปใครจะกินข้าวกับฉัน ใครจะสอนการบ้าน ใครจะร้องเพลงให้ฟัง ถ้าโดนแกล้งใครจะปกป้องฉัน”
“..........................”
“ชางมินนิสัยไม่ดี เย็นชาที่สุด ใจร้ายที่สุดเลย”
ชางมินล้มตัวลงนอนเบียดเคียงบนเบาะนุ่มของเตียงคู่สีสันสดใส เขาเฝ้ามองใบหน้าไร้เดียงสายามหลับของร่างเล็กที่เอาแต่ร้องไห้คร่ำครวญจนสลบไป แววตาซึ่งชางมินใช้มองจุนซูนั้นไม่ใช่แววตาของเพื่อนที่กำลังมองเพื่อนเลยแม้แต่น้อย
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มาอาศัยนอนในห้องนอนกว้างขวางและแสนสะดวกสบายนี้ แต่ทุกครั้งที่มาก็กลับให้ความรู้สึกในแบบเดิมๆ เขาอาบน้ำที่ห้องหลังประตูบานนั้น ใช้สบู่ก้อนเดียวกับจุนซู แชมพูก็ของจุนซู ใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกัน นอนเตียงเดียวกัน ผ้าห่มผืนเดียวกัน ทุกอย่างในห้องนี้ติดกลิ่นหอมๆที่ได้จากร่างกายของจุนซู แม้ว่ามันจะทำมีความสุข แต่ก็ราวกับพาให้ใจเตลิดไป...
ฝ่ามือเรียวยาวทาบปัดเส้นผมนุ่มหอมละไมให้ออกไปจากปรางแก้มนวลเนียนเรื่อสีเลือด จากวันพรุ่งนี้ไปก็จะไม่มีโอกาสได้มองใบหน้าหวานใสดั่งเทวดาองค์น้อยๆ นี้แล้ว
ทั้งๆ ที่ใกล้กันขนาดนี้ สนิทสนมกันถึงเพียงนี้ แต่เหมือนไม่เคยเอื้อมถึง เพราะยังไงก็เป็นเพื่อนรัก เป็นเพื่อนคนเดียวที่จุนซูมี
ต่อให้รักมากสักแค่ไหนก็เป็นได้แค่ เพื่อน เท่านั้นอยู่ดี...
“ชางมินไม่รักฉันแล้ว” ริมฝีปากสีแดงสดนั่นขยับเอ่ย เริ่มต้นละเมอพึมพำถ้อยคำเดิมๆ เป็นครั้งที่ร้อยแล้วก็ว่าได้
ชางมินถอนหายใจ เขากระซิบประโยคที่รู้อยู่แก่ใจว่าอีกฝ่ายจะไม่มีวันได้ยินเบาๆ “รักสิ...รักมาก” ในขณะที่ค่อยๆ เลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้ยิ่งขึ้น “มากจนไม่อยากจะทนเป็นเพื่อนกับนายต่อไปแล้วด้วยซ้ำ” ก่อนจะฉวยโอกาสอันน้อยนิดแตะริมฝีปากบางของเขาลงบนปากที่กำลังเผยอน้อยๆ ของอีกฝ่าย เนิ่นนานราวกับกำลังจะทดแทนความรู้สึกที่ไม่เคยได้ระบายมันออกมา พร้อมๆ กับสัญญาว่านี่จะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่จะทรยศเพื่อนของเขาเช่นนี้
เพราะรู้ว่าจะไม่มีวันได้จุนซู
ยังไงก็ไม่มีวัน...
‘ขอความกรุณาท่านผู้โดยสารที่จะเดินทางในเที่ยวบินบี-เจ็ดสี่เจ็ด เกาหลีใต้สู่นิวซีแลนด์ ขึ้นเครื่องที่ห้องลำเลียงผู้โดยสารเก้า’
ร่างเล็กของเด็กชายวิ่งเบียดฝ่าผู้คนที่กำลังเดินกันขวักไขว่บริเวณส่วนผู้โดยสารขาออกของสนามบิน พลางร้องตะโกนเรียกชื่อเพื่อนรัก น้ำตาไหลเป็นทางเปรอะแก้มใส จนในที่สุดก็ถูกพนักงานรักษาความปลอดภัยรั้งตัวเอาไว้ก่อนจะเลยเข้าไปในส่วนห้ามเข้า
จุนซูทุบกระจกใสบานใหญ่ที่กั้นตัวเขาออกจากห้องลำเลียงผู้โดยสารขึ้นเครื่อง เสียงเล็กร้องดังยิ่งขึ้นกว่าเดิมเมื่อเห็นแผ่นหลังที่คลุมไว้ด้วยเสื้อโค้ชสีน้ำตาลอ่อน
“ชางมิน! แล้วกลับมานะ! ต้องกลับมาหาฉันนะ ได้ยินไหม!?”
ร่างสูงหันมาเพียงเสี้ยวหน้า เพื่อจดจำภาพของจุนซูเป็นครั้งสุดท้าย ชางมินใส่เสื้อสเวตเตอร์ที่จุนซูให้กับผ้าพันคอสีเรียบๆ ริมฝีปากบางได้รูปที่มักบึ้งตึงยิ้มยาก เผยรอยยิ้มที่แสนคุ้นเคยให้กับเพื่อนตัวเล็กของเขา ก่อนจะตัดสินใจจากไปโดยเอาความรักมหาศาลนั้นติดตัวไปด้วย
ทิ้งไว้เพียงมิตรภาพระหว่างเพื่อนเอาไว้ที่เกาหลี
“ลาก่อน จุนซู”
จนกว่าฉันจะลืมความรู้สึกนั้นต่อนายได้ เราค่อยพบกัน
จนกว่าคำว่าเพื่อนของเราจะไม่ทำร้ายฉันอีก
ค่อยเจอกันใหม่นะ จุนซู
อดีต...
ต่อให้ผ่านไปสักกี่ปีก็เป็นได้แค่อดีต ไม่ว่าจะสวยงามหรือปวดร้าว อยากจำหรืออยากลืม ก็ไม่สามารถเอากลับคืนมาหรือแก้ไขอะไรได้อยู่ดี
ความจริงข้อนี้ เขารู้อยู่แก่ใจเสมอ
จากวันนั้นจนถึงตอนนี้ก็ผ่านมานานเกือบสี่ปีแล้ว นานพอที่จะทำให้ใครคนหนึ่งลืมอะไรๆ ไปได้
แต่ไม่รู้ทำไม เวลาสี่ปีสำหรับเขาไม่เคยช่วยเยียวยา
เขายังไม่ลืมจุนซู และความคิดถึงที่ยังคงรุมเร้าอย่างโหดร้ายนี้ก็ยิ่งกรีดภาพอดีตที่แสนหวานปนขมนั่นฝังลึกลงในหัวใจยิ่งขึ้น
ใบหน้าและสุ้มเสียงของจุนซูยังคงเด่นชัดในมโนภาพ
การหนีปัญหาไม่ได้ช่วยอะไรเลยงั้นสินะ
“แม๊กซ์จ๊ะ พัสดุกับจดหมายถึงลูกแน่ะ” ลินด์ซี่ร้องเรียกดักไว้ ทันทีที่เห็นหลังไวๆ ของเด็กหนุ่มร่างสูงในชุดนักเรียนแบบตะวันตก ซึ่งกำลังทำท่าจะทะยานก้าวเท้าขึ้นบันไดบ้านไปหมกตัวอยู่เงียบๆ คนเดียวอย่างเช่นทุกวัน
ทันทีที่ได้ยิน ชางมินก็ชะงักฝีเท้าเอาไว้ทันที ก่อนจะเบนเป้าวิ่งเข้ามาหาลินด์ซี่ในครัวแทน หญิงสาวผมบลอนด์ยิ้มออกมาเมื่อเห็นรอยยิ้มหาดูยากจากลูกอุปถัมภ์ของตน หล่อนยื่นซองจดหมายสีน้ำตาลให้ชางมิน พลางพูดด้วยน้ำเสียงใจดี “งวดนี้หนาบึ้กเลยนะ”
“ขอบคุณครับแม่” ว่าพลางฉวยซองจดหมายนั่นมา แล้วรีบวิ่งขึ้นห้องนอนที่อยู่ชั้นสองของบ้านไปอย่างอารมณ์ดี
‘ถึง...ชางมิน
สวัสดีชางมิน เป็นยังไงบ้าง อีกครั้งแล้วที่หายไปนานมากๆ นับจากฉบับที่แล้วจนตอนนี้ก็ผ่านมาเป็นเดือนแล้วนะ ขอโทษจริงๆ เลยที่ไม่ค่อยมีเวลา
ช่วงนี้เครียดกันมากเพราะอีกอีกไม่นานฉันก็จะต้องสอบวัดพื้นฐานเศรษฐศาสตร์ซะแล้ว งวดนี้เท่ากับชี้เป็นชี้ตายเลยว่าจะมีชีวิตรอดไหม ไม่ตลกเลยนะ เพราะถ้าแค่ให้มีที่เรียนก็คงจะไม่เครียดขนาดนี้ แต่นี่คือต้องให้ได้มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดที่คุณแม่ต้องการ กดดันมากๆ เลยล่ะ
ครูยูชอน หรือครูปาร์คของฉันก็ดูจะบ้าตามคุณแม่ไปด้วย จากที่เคยอู้สอน คุยสนุก ก็ดันกลายร่างกลับเป็นดร.ปาร์คสุดโหดอีกครั้ง ครูบอกว่าถ้าฉันสอบไม่ติดจะไม่ให้อภัยตัวเองไปจนวันตาย ฟังดูน่ากลัวจนฉันต้องพลอยพยายามไปด้วย แต่ถึงจะดุแค่ไหนนั่นก็ไม่ได้ทำให้ฉันเกลียดดร.ปาร์คคนนี้เลย เพราะยังไงเขาก็คือครูยูชอนที่น่ารักสำหรับฉันอยู่ดี
ไม่รู้สินะ...ช่วงนี้ไม่รู้เป็นบ้าอะไร ไม่ค่อยมีสมาธิเรียนเท่าไหร่ แค่นั่งมองหน้าครูยูชอนเฉยๆ รู้สึกตัวอีกทีก็โดนเคาะหัวซะแล้ว เวลามันผ่านไปเร็วเนอะชางมิน อีกไม่นานก็จะเอนทรานซ์แล้ว หลังจากนี้ก็คงไม่ได้เรียนพิเศษกับครูยูชอนอีก คิดแล้วใจหายชะมัด นี่ยังคิดอยู่เลยนะว่าจะแกล้งเอนท์ไม่ติดซะเลยดีไหม จะได้เรียนกับครูยูชอนต่อไปอีกนานๆ
ซึ่งฉันล้อเล่นน่ะ ก็มันเป็นไปไม่ได้นี่นะ
ฉันคงคิดถึงครูแย่ คิดถึงเสียงของครู คิดถึงสายตาที่ครูมองฉัน เวลาครูลูบหัว มันทำให้รู้ว่าครูเองก็รักฉันเหมือนกัน ทุกครั้งที่ครูกอด มันอุ่นมากและหัวใจของฉันก็เต้นแรงอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ถ้าไม่มีครูแล้วก็คงไม่มีใครให้กอด ไม่มีใครช่วยฉันจากไม้เรียวของเมียงยออีก แค่คิดก็เศร้าซะแล้ว
เอาเถอะ!
อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดล่ะนะ เลิกพูดถึงครูดีกว่า...มาพูดเรื่องชางมินบ้าง
งวดนี้ส่งเสื้อกันหนาวมาให้อีกตามสัญญา ไม่รู้ว่าชางมินตัวใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเยอะหรือเปล่า ก็เลยวัดๆ จากตัวครูยูชอนมาให้ หวังว่าจะชอบแล้วก็ใส่ได้ด้วยนะ ช่วงนี้เห็นเสื้อกันหนาวไม่ได้ จะคิดถึงชางมินขึ้นมาก่อนเลย ก็อากาศที่เกาหลีหนาวมาก คิดว่าที่นิวซีแลนด์ต้องหนาวมากกว่าแน่ๆ ยังไงชางมินต้องรักษาสุขภาพให้มากๆ นะ
ไม่ได้เจอชางมินนานแล้ว เปลี่ยนไปยังไงบ้างก็ไม่รู้ อยากเจอชางมินอีกจังเลย
ฉบับนี้คงไว้แค่นี้ก่อน พรุ่งนี้มีเรียนเปียโนเช้ามากๆ ต้องเบียดตารางเรียนหลบให้กับการติวเข้มวิชาเศรษฐศาสตร์ ไว้ฉันจะเขียนไปหาอีกนะ อย่าลืมตอบจดหมายด้วยล่ะ
คิดถึง
จาก...จุนซู’
ชางมินหยัดตัวขึ้นลุกจากที่นอน ก่อนจะเดินไปหยิบเสื้อกันหนาวจากกล่องพัสดุใบโตที่ถูกส่งมาพร้อมกับจดหมาย เป็นเสื้อโค้ชสีเข้มที่ดูเรียบๆ เป็นผู้ใหญ่ เนื้อหนาและอุ่น แถมยังมีกระเป๋าหลายใบ ชางมินยิ้มน้อยๆ ให้กับความรอบคอบของจุนซู ก่อนจะสลัดมันแล้วสวมเข้ากับร่างของตน
ใส่ได้พอดี
ใบหน้าหล่อเป่าลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก เนื้อความในจดหมายยังคงแล่นไปมาในหัวสมอง เด็กหนุ่มพยายามสลัดความคิดนั่นออกไปแล้ว ทว่ามันยังคงติดแน่นไม่เลือนหาย
มือสั่น
นี่เราคงกำลังดีใจใช่ไหม?
ขาไม่มีแรง
คงกำลังตื่นเต้นมากกับของขวัญนี่สินะ
ร่างสูงสูดหายใจลึกๆ เข้าเต็มปอด ก่อนจะค่อยๆ กลับตัวหันไปมองที่กระจกเงาบานใหญ่ซึ่งติดไว้บนประตูฝาตู้เสื้อผ้า ณ อีกมุมหนึ่งของห้อง น่าเศร้าที่เขาพบว่าที่หางตาเริ่มมีน้ำใสๆ ไหลริน ร่องรอยที่เกิดขึ้นเองโดยไม่รู้สาเหตุ แต่สามารถบ่งบอกถึงความอ่อนแอในหัวใจซึ่งกำลังป่วยหนักนี้ได้เป็นอย่างดี
ท่ามกลางเสียงโหวกเหวกโวยวายของเหล่าบรรดาเพื่อนทโมนหัวทองทั้งหลาย ซึ่งกำลังกระโดดโลดเต้นไล่เตะต่อยกันในร้านอาหารเจ้าประจำ ร่างสูงโปร่งของเด็กหนุ่มที่ถึงแม้จะถูกสารเคมีกลบเกลื่อนอยู่บ้าง แต่ก็ดูรู้ว่าเป็นคนเดียวที่มีเส้นผมสีดำ และผิวพรรณสีเหลืองน้ำผึ้ง
เขานั่งกอดอกหลวมๆ อยู่บนเก้าอี้ตัวในสุด ริมฝีปากบางโค้งได้รูปที่มีมุมตกเป็นเอกลักษณ์ไม่เผยรอยยิ้มสักนิด เสริมให้ใบหน้าคมคายที่มักจะดูอารมณ์เสียอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ยิ่งดูเคร่งเครียดเข้าไปอีก เขาเอนไหล่พิงกระจกใสบานใหญ่ ตาลอยมองออกไปด้านนอก ไม่ได้ใส่ใจหรือรับรู้ประเด็นสนทนาของเพื่อนฝูงในเวลานี้เลย
“อีกไม่กี่เดือนพวกเราก็จะจบไฮสคูลแล้วนะ พวกนายคิดไว้หรือยังว่าจะทำอะไรต่อไป?” เด็กหนุ่มวัยรุ่นร่างใหญ่เอ่ยขึ้นด้วยสำเนียงอเมริกันจ๋าเสียงดัง เรียกสติที่ดูจะเตลิดเปิดเปิงไปไกลของชางมินให้กลับมาเข้ารูปเข้ารอยได้อีกครั้ง
ต่างคนก็ต่างแย่งกันตอบทางเดินที่ตนเลือกตามความฝันของตัวเองอย่างภาคภูมิใจ บ้างก็จะเรียนต่อ บ้างก็อยากทำงานคละเคล้ากันไป เสียงตะโกนดังโล้งเล้งอีกยกใหญ่ จนกระทั่งทุกสายตาหันมาจับจดที่หนุ่มเอเชียเพียงคนเดียวในร้านแห่งนี้อย่างเค้นหาคำตอบ ก็ราวกับคนทั้งร้านพร้อมใจกันเงียบเสียงกริบ
“แล้วนายล่ะ แม๊กซ์ นายบอกจะเรียนกับพวกเราไปจนจบปริญญาเลยใช่ไหม?” อีกเสียงหนึ่งถามขึ้นเป็นเชิงย้ำคำสัญญา ทำเอาผู้ถูกถามถึงกับสะอึกค้าง กรอกตาไปมาอย่างลังเล
ใช่...เขาเคยตัดสินใจแล้วว่าอยากจะเรียนที่นิวซีแลนด์ มีงาน มีเงิน มีครอบครัวที่อบอุ่นที่นี่
แต่ทำไมเวลานี้กลับไม่แน่ใจอะไรสักอย่างเลย
ชางมินก้มหน้า พึมพำอะไรบางอย่างที่คนอื่นไม่ได้ยินกับตัวเอง คล้ายกับกำลังใช้เวลาอันน้อยนิดนั่นถามไถ่ไตร่ตรองคำตอบที่ไม่ได้แสร้งโกหกหัวใจของเขา ก่อนที่จะเงยหน้าสบตาเพื่อนๆ อย่างถ้วนทั่ว...
ชางมิน หรือ แม๊กซ์ คนที่เป็นที่รักของเพื่อนๆ คนที่ถึงแม้จะดูตึงๆ หยิ่งๆ แต่แท้จริงแล้วจริงใจและตรงไปตรงมา
การจะเก็บซ่อนความรู้สึกตัวเองจึงเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับ ชิมชางมิน
“ฉันจะกลับเกาหลี จะไปเรียนต่อที่โซล”
To be continued...

จะบ้าตายค่ะ โฮ้วววววววววววว
“ฉันจะกลับเกาหลี จะไปเรียนต่อที่โซล”
...เข้าใจชางมินทันที แต่ชอบจุนซูนะ อ้อนน่ารักมากๆ ^^
เรื่องละเอียด เข้าใจชางมินเลย .. เฮ้อ... แล้วเอาไงล่ะเนี่ย ครูปาร์ค จุนซู ชางมิน
รอตอนต่อไปค่ะ
ความเศร้า บเข้ามาใหล้
ฟิคตอนต่อไปกำลังเข้ามา รออยู่นะคะ ^^
#1 By a.while on 2008-02-27 18:50