Can I Love You? (12)
posted on 22 Feb 2008 09:29 by bleaf-me in can-i-love-you
Title: CAN I LOVE YOU?
Author: b.leaf
Paring: Yunjae, Yoosu (Implied Minsu)
Genre: AU, Romance, Drama, Angst
Rate: PG-13
12. ต้องห้าม
ในขณะที่โลกยังหมุนไป
วันเสาร์...ก็ยังจะไม่มีวันหมด...
มือของคนทั้งสองกระชับกันแน่น วิ่งแทรกผ่านท่ามกลางฝูงชนที่กำลังพลุกพล่านในย่านศูนย์การค้ากลางเมืองใหญ่ รอยยิ้มระบายบนใบหน้า เสียงหัวเราะระรื่นของยุนโฮดังอยู่ไม่จางหาย เขาจูงแจจุงวิ่งเข้าร้านโน้นออกร้านนี้ จับโน่นมาดู จับนี่มาใส่ราวกับเด็กๆ กระทั่งมาหยุดยืนหายใจหอบปนหัวเราะอยู่ที่ลานน้ำพุกว้างขวางที่หนุ่มสาวมักใช้เป็นที่นัดพบกัน นัยน์ตาเรียวเล็กคู่นั้นไร้ซึ่งแววความว้าวุ่นใจอย่างที่แล้วมา
ณ เวลานี้...สายในตาของเขามีเพียงแจจุงเท่านั้น
“ฮ..ฮ่ะๆๆ...หนุก...สนุกเป็นบ้าเลย” ยุนโฮสบถอย่างสะอกสะใจ แม้มือข้างหนึ่งจะวางลงบนหัวเข่าของตน เพื่อหยัดหน้าท้องอ่อนแรงให้ยึดอยู่ได้ แต่อีกข้างที่เหลือก็ไม่ลืมกุมมือเรียวบางของแจจุงให้แน่นยิ่งขึ้น
ดวงหน้าขาวใสเรื่อสีแดงด้วยเลือดสูบฉีด แม้จะหอบแฮ่กไม่แพ้กัน แต่แจจุงก็ยังไม่ปล่อยให้เวลาอันมีค่าสูญไปเปล่า เขาเฝ้ามองยุนโฮเงียบๆ อยู่แต่ในมุมของเขาอย่างเป็นสุข...
รอยยิ้มกว้างจริงใจกับเสียงหัวเราะบริสุทธิ์ ตรึงให้เขาอดใจผละสายตาออกไปจากยุนโฮไม่ได้ ราวกับว่าส่วนที่ขาดหายไปถูกเติมให้เต็ม หากสามารถเปล่งเสียงพูดออกมาเป็นถ้อยคำได้ แจจุงก็คงจะบอกว่าตัวเขาเองสนุกไม่แพ้กัน
อิ่มเอมใจเสมอเมื่ออยู่กับผู้ชายคนนี้
“แจจุง หิวน้ำไหม?” หลังจากยืนพักจนหายเหนื่อย และเริ่มจะพูดเป็นภาษาได้แล้ว ยุนโฮจ้องดวงตากลมโตสีดำสนิทตรงหน้าตรงๆ พลางเอ่ยถามแจจุงด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ใบหน้าหล่อเหลายิ้มกว้าง เมื่อร่างบางตรงหน้าพยักหน้าน้อยๆ แทนคำตอบ แจจุงยกฝ่ามือขึ้นแนบข้างแก้มของชายหนุ่ม พลางลากนิ้วหัวแม่มือเบาๆ บนผิวลื่น ราวกับพยายามจะกำจัดเหงื่อไคลที่กำลังซึมเข้าไปในดวงตาอบอุ่นคู่นั้นจนยุนโฮต้องหรี่ตาขับ
ร่างสูงยิ้มให้กับการกระทำน่ารักๆ นั่นอย่างอดไม่ได้
ทำไมถึงได้น่ารัก...
ทำไมต้องทำให้เขารู้สึกอย่างนี้?
“งั้นรอตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวผมมา อย่าไปไหนนะครับ” เสียงทุ้มเอ่ยกำชับ ก่อนจะผละออกไปในที่สุด
แจจุงอมยิ้มกับตัวเอง มองตามแผ่นหลังไวๆ นั้นไปด้วยความรู้สึกที่เต็มเปี่ยม
เต็มตื้น...จนคับในอก
เปี่ยมล้น...จนบางครั้งก็อยากร้องไห้
ทำไมต้องทำให้รู้สึกอย่างนี้นะ...
ทำไมกัน ยุนโฮ?
ภาพหวานซึ้งที่มองแล้วชวนให้แช่มชื่นใจของคู่รักหนุ่มสาวที่กำลังอิงแอบแนบซบกันตรงหน้า จู่ๆ ก็หายวับไปเมื่อความมืดครอบครองทัศนวิสัยของเขา แจจุงสะดุ้งเล็กน้อย พลางคลำพิจารณาบนหลังมือหนาที่ปิดดวงตาเขาจนสนิท ความเย็นชื้นและของเหลวที่ไหลระปรางแก้มนวลเนียนนี้ ไม่บอกก็รู้ว่าใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของมือปริศนาที่ว่า แต่เขาก็พยายามจะที่ลูบสัมผัสไปทีละนิ้ว เพื่อเก็บรายละเอียดเหล่านี้เอาไว้ในความทรงจำ
แจจุงลากปลายนิ้วของเขา เรื่อยมาตั้งแต่ข้อมือ แนวกระดูกทั้งห้า นิ้วมือที่เรียวสวยมากหากเทียบกับผู้ชายด้วยกัน กระทั่งถึงปลายเล็บ
ริมฝีปากอิ่มเอิบคลี่ยิ้ม เมื่อรู้สึกถึงแผ่นอกกว้างและแข็งแกร่งทาบแนบกับแผ่นหลัง ก่อนที่มือปริศนานั่นจะเลื่อนเปิดออก ย้ายไปโอบกอดที่เอวบอบบางและสะโพกผายแทน
เป็นการกระทำที่มากเกินเพื่อนไปแล้ว...
เจ้าของใบหน้าหวานสวยค่อยๆ ลืมตาขึ้น พลางหันไปสบสายตาลึกซึ้งกับชายหนุ่มที่กำลังโอบกอดเขาอยู่
ยุนโฮวางปลายคางลงบนไหล่เล็กๆ ของแจจุง มอบรอยยิ้มจางที่แสนอ่อนโยนเป็นเอกลักษณ์นั้นให้ ร่างสูงกดริมฝีปากลงบนใบหูของคนในอ้อมกอด ก่อนจะกระซิบแผ่วเบา
“ผมเอง...”
ไม่ต้องเฉลยก็รู้...
ในยามที่โลกมืด หรือดวงตาบอดสนิท
ก็จะมองเห็นแต่เขา
แจจุงยื่นมือรับแก้วน้ำแก้วใหญ่เบ้อเริ่มที่ไอเย็นกำลังระเหยคลุ้งขึ้นมาจากเกล็ดน้ำแข็งในนั้นมาจากยุนโฮ ก่อนจะก้มลงใช้ปากรับหลอดสีสวยที่ร่างสูงส่งให้ เขาดูดน้ำไปยิ้มไปเมื่อพบว่ายุนโฮเองก็ก้มลงดูดน้ำจากหลอดอีกหลอดในแก้วเดียวกัน จนปลายจมูกของคนทั้งคู่แนบสนิทชิดกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทั้งสองจ้องตากันอยู่อย่างนั้นเหมือนเวลาหยุดนิ่ง เนิ่นนานจนแก้มสวยเริ่มฉีดสี
เขาชอบเหลือเกิน ชอบทุกอย่างที่รวมกันเป็นแจจุง
ดวงตากลมและเส้นผมสีดำขลับตัดกันผิวขาวละเอียดราวหิมะ แก้มเนียนระบายสีเลือดอ่อนๆ กลีบปากโค้งสีแดงสดซึ่งเผยอขึ้นอย่างไร้เดียงสา ทว่าช่างเย้ายวนใจ ร่างกายของแจจุงนุ่มนิ่มและบอบบางมากจนอยากทะนุถนอมเอาไว้ชั่วชีวิต กลิ่นอ่อนๆ ที่โชยออกมาจากเนื้อหนังนี้ตราตรึงใจนัก หอมหวน มีชีวิตชีวา จนอยากจะฝังจมูกเอาไว้กับไหล่บางนี้ตลอดไป
อยากอยู่กับแจจุงตลอดไป...ชนิดที่หากต้องตายสักกี่ครั้งก็ยังอยากที่จะเกิดมาเพื่อพบเจอกันเช่นนี้
มันเป็นความรู้สึกที่สับสนและตั้งอยู่บนเส้นด้ายอันถูกขึงตึงไว้อย่างหมิ่นเหม่ไม่แน่นอน ยากเกินกว่าจะสามารถชั่งน้ำหนักหัวใจตัวเอง หากกระนั้นยุนโฮก็มั่นใจ...เขาไม่เคยรู้สึกกับใครอย่างนี้มาก่อน
ไม่เคยเลย แม้กระทั่งกับยองเอ
ตะวันคล้อยต่ำ เลียลาดผืนน้ำไหวระยิบเบื้องหน้า เกือบจะเร้นหลบหลังแนวขอบฟ้าสูงๆ ต่ำๆ สีดำทะมึน แสงสีทองอาบไล้ร่างกายของร่างสองร่างซึ่งนั่งเคียงข้างกันใต้ต้นไม้ใหญ่ ที่แผ่กิ่งก้านสาขาครอบคลุมไปทั่วบริเวณผืนหญ้านุ่มๆ สีเขียวขจี
เสียงนกร้อง...เสียงลมหวิว...โอบกอดวิญญาณและเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกันเอาไว้
ยุนโฮสวมจี้เพชรรูปหัวใจดวงหนึ่ง แจจุงก็สวมจี้เพชรรูปหัวใจอีกดวงหนึ่ง ร่างผอมบางในชุดสีขาวบริสุทธิ์ค่อยๆ ขยับกายเข้าใกล้ ก่อนจะเอนศีรษะอิงหนุนกับไหล่กว้างของชายหนุ่มอย่างถือวิสาสะ แม้แสงสีทองของพระอาทิตย์ยามอัสดงจะสวย แต่ก็ยังไม่อยากให้ไออุ่นนั่นลาฟากฟ้าอยู่ดี
“แจจุง คุณรู้ไหมว่าบางที ผมก็นึกเสียดาย” เขาโอบไหล่ร่างบางเข้ามาให้ใกล้ยิ่งขึ้น ลมหนาวของราตรีกาลเริ่มพัดผ่าน เป็นสัญญาณบอกว่าความมืดกำลังโรยตัวเข้ามาฉวยท้องฟ้าให้แยกจากตะวัน “เราน่าจะรู้จักกันให้เร็วกว่านี้”
ยังไม่อยากให้หมดวัน
ยังไม่อยากให้จากไป...
เสียงจักจั่นนับล้านที่เร้นกายใต้พุ่มกอของต้นไม้ใบหญ้าทั่วบริเวณร้องเรไรกันอึงอื้อ สีเหลืองนวลคล้ายแสงจันทร์จากดวงไฟกลมๆ ในสวนหลังรั้วคฤหาสน์ตระกูลคิมฉายทอออกมารำไรถึงทางเดินด้านนอก แจจุงค่อยๆ ชลอฝีเท้าก่อนจะหยุดลงในที่สุด ร่างบางเขย่งปลายเท้า พยายามชะเง้อมองผ่านช่องว่างเล็กๆ ระหว่างรั้วหินก่อสูงลิ่วนั่น เพื่อสำรวจว่ามีใครอยู่แถวนั้นหรือไม่ เมื่อแน่ใจว่าปรอดโปร่ง จึงหันกลับมาสบตากับร่างสูงที่ยืนยิ้มเศร้าๆ อยู่ไม่ไกลกัน
“บ๊ายบาย แจจุง”
ยุนโฮเอ่ยเสียงแผ่วจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ ดวงตาเรียวเล็กจ้องตรงมาที่ใบหน้าหวานสวยกว่าหญิงสาววัยแรกรุ่นอย่างเหม่อๆ เป็นแววตาที่ดูเจ็บปวดอยู่ในที
บ๊ายบาย ยุนโฮ...
แจจุงพูดในใจ เขาลูบฝ่ามือนุ่มลงบนข้างแก้มของชายหนุ่มเหมือนอย่างเคย แต่ในครั้งนี้กลับเป็นยุนโฮที่ฉวยมือเรียวนั้นไว้ไม่ปล่อย เขากำลังกัดฟันต่อสู้กับความรู้สึกมากมายที่รุมเร้าหัวใจจนแทบเป็นบ้า คำพูดของเพื่อนรักที่เพิ่งได้คุยกันผ่านโทรศัพท์เมื่อหลายวันก่อนยังคงวิ่งพล่านอยู่ในหัว
...
ยูชอนโทรเข้ามาหาเขาที่เครื่องบริษัท และเป็นเขาเองที่เอ่ยปากถามคำถามที่แสนน่าขันออกไป
“นี่ยูชอน สมมติว่าผู้ชายคนหนึ่งรักผู้ชายอีกคนอย่างจริงใจ เขาเป็นเกย์หรือเปล่า?”
“อืม...แล้วไอ้ผู้ชายคนที่ว่านั่นหวั่นไหวทุกทีที่เห็นกล้ามผู้ชายไหมละ?”
ยุนโฮไม่ชอบเสียงหัวเราะอย่างทีเล่นทีจริงของเพื่อนเลย เขาย่นจมูก “เฮ้ย ไม่นะ คือผู้ชายคนนั้นมีแฟนเป็นผู้หญิงอยู่แล้วด้วย” เขาเพิ่มเบาะแส
“ถ้าอย่างนั้นเขาจะเป็นเกย์ได้ยังไง”
“แต่เขารักผู้ชายนะ”
“ความรักนะเว้ยยุนโฮ มันเกิดขึ้นตอนไหนกับใครก็ได้ทั้งนั้นแหละ จะแปลกอะไรเล่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะรักผู้ชายคนหนึ่งอย่างบริสุทธิ์ใจในฐานะคนคนหนึ่ง เพียงแต่คนนั้นเผอิญเป็นผู้ชาย โลกก็แค่ขีดเส้นแบ่งแยกความถูกผิดไว้ด้วยคำว่ากฎเกณฑ์เท่านั้นแหละ ค่านิยมโง่ๆ ก็คือเครื่องบ่งชี้ แต่ความรู้สึกก็ยังเป็นความรู้สึกอยู่วันยังค่ำ ไม่มีอะไรมาตัดสินได้หรอก” ยูชอนทำเสียงคล้ายกับว่าเขากำลังถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยุนโฮก็ไม่แน่ใจนัก “ความรักเป็นเรื่องดี”
“พูดได้ดีนี่”
ยูชอนเอ่ยกลั้วหัวเราะ “อย่าลืมสิวะ ข้ามันนักรัก เออ ว่าแต่...คนที่ว่านี่มันเป็นใครวะ?”
ยุนโฮเงียบไปพักใหญ่ “ดองกัน”
“ชื่อตลกว่ะ เพื่อนที่บริษัทหรือ?”
“ก็รู้จักๆ กัน” ยุนโฮได้แต่หัวเราะเสียงแห้ง
ลีดองกันเป็นดาราหนังนั่นไง...ใครจะไม่รู้จัก...
...
“ผมรักคุณ” แม้จะรู้สึกปวดร้าวเหลือเกินยามที่เอ่ย รู้สึกผิดต่อยองเอจับขั้วหัวใจ หากเขาก็หลุดปากออกไปแล้ว “ผมรู้ว่าคุณอาจจะรังเกียจ แล้วเราก็เป็นเพื่อนกัน แต่ผม...ผม...ไม่รู้สิ...”
เสียงแหบพร่าของยุนโฮเบาลงทุกที พร้อมๆ กับที่นัยน์ตาไหวรื้น เขาบีบมือของแจจุงแน่นจนมือสั่นตาม เรือนร่างบอบบางตรงหน้าถึงกับนิ่งงันไป
เจ้าของดวงหน้าหวานเอียงคอ ราวกับต้องการย้ำถามว่าทำไม
เขาไม่อาจตอบได้...
“ผมแค่...รักคุณ ขอโทษนะ”
ตอนนี้เองที่แจจุงได้เห็นน้ำตาหยดแรกที่รินตกลงมาจากคลองตาของร่างสูงอย่างไม่คาดคิด เขาตกใจมาก รีบใช้แขนเสื้อซับน้ำตาให้ ก่อนจะรั้งคนตรงหน้าเข้ามากอดไว้
“ผมรักคุณได้ใช่ไหม?”
ยุนโฮคงไม่รู้ และคงไม่ทันสังเกตเลยว่าในแววตาเขาคิดกับยุนโฮเกินเพื่อนมาเนิ่นนาน เทียบกับเวลานี้ แค่ได้ฟังว่ายุนโฮคิดอย่างไร เท่านั้นก็ทำให้แจจุงก็สามารถยอมรับกับหัวใจตนเองได้ในทันทีว่าเขามีความสุขมากมายเหลือเกิน
ความรักเป็นเรื่องดีแน่แท้
แต่แจจุงก็ไม่อาจรู้ได้เลยว่าทำไม...ยุนโฮถึงต้องร้องไห้ออกมา
ยุนโฮยิ้มบางๆ ก่อนจะทำเพียงแค่แตะปลายจมูกของเขาลงบนแก้มใสติดกลิ่นหอมละมุนด้วยความรัก ไม่ใช่ความใคร่ ไม่ใช่ลุ่มหลง ความรักแบบที่ยูชอนเคยพูดถึง
และในขณะที่โลกยังหมุนไป
วันอาทิตย์...ก็ยังจะไม่มีวันหมด...
ไม่อาจทำใจให้เชื่อได้เลยว่าจะได้มีโอกาสกลับมาเหยียบคฤหาสน์หลังนี้อีกครั้ง ไม่อยากเชื่อว่าเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจะถูกเมียงยอปิดเก็บไว้ราวกับเป็นแค่ความฝัน วันนี้หล่อนยิ้มใจดีให้กับยูชอนเหมือนอย่างเคย พาเขาเข้าไปนั่งรอในสวนเช่นเดิมโดยที่ก่อนไปไม่ลืมกล่าวคำว่า ‘ขอโทษ’ และ ‘ขอบคุณ’ แล้วยังย้ำอีกว่าทั้งหมดที่ทำเพราะหล่อนทั้งรักทั้งห่วงจุนซูมากเกินไป
หล่อนพูดด้วยแววตาที่ทำให้เขายอมรับในคำพูดของหญิงชรา
ยูชอนนั่งอ่านทวนเนื้อหาในหนังสือเพื่อเตรียมการสอน ระหว่างนั่งรอจุนซูอยู่ไม่นานนัก เสียงใสๆ ที่คุ้นหูของเด็กชายก็ร้องเรียกมาแต่ไกล
“ครูยูชอน!”
ร่างเล็กในชุดเสื้อผ้าสบายๆ เสื้อสีม่วงเข้ม กับกางเกงยีนส์ขายาว อันที่จริงก็ไม่ต่างจากวันอื่นๆ เท่าไหร่นัก แต่ทำไมถึงได้รู้สึกว่าคุณหนูเล็กน่ารักกว่าทุกวัน
“สวัสดี จุนซู”
หลังจากจุนซูบอกว่าในตอนนี้วิชาเศรษฐศาสตร์ได้เข้าไปติดอันดับหนึ่งในห้าวิชาสุดโปรดของเขาแล้ว แถมยังคะยั้นคะยอให้ยูชอนสอนบทต่อไปเร็วๆ ยูชอนก็ไม่มีอารมณ์หรือแม้แต่กะจิตกะใจจะสอนอีกเลย เพียงแค่บอกให้จุนซูลองทำแบบทดสอบก่อนเรียนดูสักตั้ง ส่วนตัวเขากลับปลอดปล่อยใจไปกับภาพเบื้องหน้าที่ขยับช้าและราวกับเรืองแสงได้
เพ่งพินิจใบหน้าหวานราวกับเทวดาตัวน้อยๆ ฟันขาวขบกัดริมฝีปากสีสดของตนยามครุ่นคิด ดวงตาใสแป๋ว แพรขนตางอนยาวสวยๆ กระพริบโบกไปตามจังหวะ แก้มสีชมพูที่เรื่อสีจัดเมื่อเงยหน้าขึ้นมาสบตาคุณครูของตน แล้วยิ้มให้จนตาปิด
ตอนนี้เองที่ยูชอนได้ค้นพบนางฟ้าประจำตัว
ทั้งที่เคยตราหน้าจุนซูว่าเด็กผี เด็กปีศาจ แต่พอได้เข้าใกล้ ได้รู้จักแล้วกลับมองเป็นนางฟ้าตัวน้อยๆ สำหรับเขา ก็ใครจะรู้เล่าว่าแท้จริงแล้วหัวใจของเด็กคนนี้เป็นสีทอง
ทั้งบริสุทธิ์และแข็งแกร่ง
จุนซูถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะเงยหน้ามาหัวเราะแหะๆ เรียกให้ยูชอนเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างสงสัย มือน้อยๆ นั่นลูบท้องปอยๆ จิ้มๆ ชี้ๆ ไปบนขนมกลิ่นหอมกรุ่นที่สาวใช้เพิ่งเอามาวางให้ พลางทำสายตาเว้าวอนอ้อนขอ ยูชอนอมยิ้ม เขาก้มมองนาฬิกาและเห็นว่าเพิ่งจะเริ่มเรียนกันได้แค่สามสิบนาทีเท่านั้น
ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ปัญหา...
“เอาสิ อยากทานก็ทาน ตามสบาย”
เสียงเล็กที่แสนหวานใสร้องขึ้นมาอย่างดีอกดีใจ “ครูยูชอนนี่ก็น่ารักเหมือนกันนะเนี่ย!”
เด็กน้อยคงไม่ได้คิดอะไรนอกเสียจากว่ารักคุณครูของเขาเหลือเกิน จะมีก็แต่ผู้ใหญ่บ้าๆ เท่านั้นกระมังที่กลับกำลังใจสั่นระรัวกับคำพูดสั้นๆ เพียงประโยคเดียว
“ครูยูชอน ตรงนี้หมายความว่ายังไงฮะ?” เสียงเล็กเอ่ยขึ้นอีกครั้ง ทำลายกำแพงความเงียบเบาบางที่ก่อตัวขึ้นรอบตัวออกไป คำก็ครูยูชอน สองคำก็ครูยูชอน ไม่มีอีกแล้ว...ครูปาร์คขี้เก๊ก จุนซูกวักมือยิกๆ เรียกยูชอนให้เข้าไปดูข้อความหนึ่งในหน้าตำราเศรษฐศาสตร์ที่อุตส่าห์ไปขอยืมมาจากห้องสมุดโรงเรียนกับมือ
ยูชอนลุกจากที่นั่งขึ้นช้าๆ ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ ร่างสูงขยับแว่นสายตาไร้กรอบให้กระชับกับใบหน้าหล่อเหลาในแบบผู้ดี ใช้อุ้งมือทั้งสองท้าวโต๊ะด้านหน้าล้อมตัวของจุนซูเอาไว้ ก่อนจะก้มลงเพ่งพิจเนื้อความที่คนตัวเล็กสงสัยนักหนา
“เป็นหลักทฤษฎีง่ายๆ ที่...เอ่อ...”
เมื่อหันกลับมาก็พบว่าแก้มของตนห่างกับผิวใสๆ ของอีกฝ่ายไม่ถึงคืบ บางจังหวะก็กลับแตะโดนกันเล็กน้อยเมื่อจุนซูพยักหน้าตามคำอธิบายหงึกหงัก ผิวของจุนซู...ที่แม้สัมผัสเพียงฉาบฉวยก็รู้สึกได้ว่านุ่มนิ่มเพียงใด ชวนให้ยูชอนอยากจะก้มจูบแก้มกลมๆ นั้นใจแทบขาด
“เอ่อ...ที่จริง....ก็เป็นแค่หลักทฤษฎีง่ายๆ ที่ครูไม่ต้องอธิบายเธอก็เข้าใจ ลองอ่านต่อไปนะ” ความรู้สึกด้านชั่วร้ายในใจทำให้เขาจำต้องตอบปัด ยูชอนลูบผมจุนซูเล่นอีกสองสามทีอย่างอ่อนโยน เล่นเอาเด็กชายถึงกับอมลมแก้มตุ่ย
“อ่า...ก็ได้ฮะ” ดูจะผิดหวังไม่น้อยที่คุณครูคนเก่งตอบอะไรมักง่ายเช่นนี้ แต่จุนซูก็ไม่คิดติดค้าง เขาก้มหน้าลงจดจ่อสายตาที่หน้าหนังสือต่อไป
ยูชอนถอดถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างโล่งอก เขาครุ่นคิดเรื่องนี้มาแล้วจนแทบไม่ได้นอนเลยตลอดทั้งคืน
ถึงอย่างไรก็ไม่ควร ถึงอย่างไรก็ต้องห้ามใจ
มันเป็นไปไม่ได้ เข้าใจไหม ปาร์คยูชอน...
ไหนๆ ก็ไม่มีใจอยากจะสอน ยูชอนจึงขอให้จุนซูพาเขาออกมาเดินเล่นชมสวนที่แสนกว้างขวางของตระกูลคิมแทนแก้เบื่อ ซึ่งร่างเล็กก็น้อมรับคำขอร้องอย่างเต็มใจ เหล่าพฤกษานานาพันธุ์ที่ขึ้นทึบหนาตา กำลังแข่งกันคายออกซิเจนบริสุทธิ์ออกมาจากใบสีเขียว เสียงนกน้อยร้องเจื้อยแจ้วดังมาจากกรงนกขนาดใหญ่ลึกเข้าไปอีกฟาก ช่วยให้บรรยากาศในบริเวณสวนด้านในร่มรื่นและผ่อนคลายกว่าส่วนอื่นอยู่หลายเท่า
จุนซูชวนยูชอนนั่งลงบนพื้นสะพานหินเล็กๆ หย่อนเท้าเปล่าลงไปรับความเย็นสดชื่นจากน้ำตกขนาดย่อมที่จำลองขึ้นมาไม่ผิดต่างจากของจริง รองเท้าแตะใส่สบายสีสันสดใสคู่หนึ่งจึงถูกวางไว้เคียงกับรองเท้าหนังยี่ห้อดังแถวเชิงสะพาน
“มุมนี้เป็นมุมที่ผมชอบที่สุดในบ้านเลยล่ะฮะ” จุนซูพูดอย่างภูมิใจ รอยยิ้มสดใสไม่ห่างหายไปจากใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารัก “เพราะนอกจากจะสดชื่นสุดๆ แล้ว ยังปลอดภัยด้วยล่ะ”
“ปลอดภัยหรือ เข้ามาลึกขนาดนี้นี่หรือปลอดภัย?” คิ้วเข้มของชายหนุ่มนิ่วเข้าหากันเล็กน้อยอย่างฉงนใจ เขามองหน้าคู่สนทนาเพื่อขอคำตอบ
จุนซูหัวเราะออกมาน้อยๆ น้ำเสียงหวานกล่าวตอบราวกับมันเป็นเรื่องตลก “ก็เมียงยอไม่เคยหาผมเจอเลยนี่ ถ้าผมอยู่ตรงนี้น่ะ”
ฟังแล้วก็ทำให้ยูชอนอดคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งก่อนไม่ได้ จุนซูถูกเมียงยอเฆี่ยนจนเนื้อไม้เรียวแตก หนำซ้ำเขายังสังเกตเห็นปฏิกิริยาเวลาเดิน ลุก หรือจะนั่งของร่างเล็กที่ยังคงดูเก้ๆ กังๆ พิลึก บ่งบอกได้อย่างดีว่าคงต้องยังเจ็บอยู่ไม่น้อยเลย ยูชอนถอนหายใจยาวเหยียด เขาแตะฝ่ามือลงบนหน้าขาของจุนซู ก่อนจะถามออกมาเบาๆ “เขาตีเธอบ่อยหรือ?”
“ไม่หรอกฮะ ไม่ค่อยดุด้วยซ้ำ ผมต่างหากที่ชอบดุเมียงยอ” ใบหน้าขาวใสส่ายหน้าช้าๆ “แต่ผมเข้าใจนะ เมียงยอแก่แล้ว เขาเหนื่อยแล้วก็เครียดมากด้วย”
“เธอก็อย่าดื้อนักรู้ไหม”
“ผมไม่เป็นไรหรอก เทียบกับที่พี่เจ็บ ผมยังเจ็บน้อยกว่ามาก” เขาว่า พลางทอดสายตามองออกไปไกลๆ สีหน้าที่เคยแช่มชื่นกลับดูหมองเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด ทุกครั้งที่พูดเรื่องอดีตของแจจุง...
“พี่...คุณแจจุงน่ะหรือ?"
จุนซูไม่ได้ตอบ เขาแค่พยักหน้าช้าๆ แทนการตอบรับ ยูชอนเองก็เช่นกัน
ตั้งแต่เริ่มทำงานเป็นอาจารย์พิเศษให้กับจุนซู ยูชอนเคยพบคิมแจจุง คุณหนูคิมผู้พี่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ร่างบางในชุดสีขาวที่ดูอ่อนแอ ทั้งผิวขาวซูบซีด และนัยน์ตาไร้ชีวิตนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ริมระเบียงบ้าน แค่มองก็ชวนให้รู้สึกหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูก
“พี่แจจุงไม่ได้พูดไม่ได้ตั้งแต่เกิดหรอกนะ พี่ไม่ได้พิการซักหน่อย เพราะอุบัติเหตุต่างหาก หมอบอกว่าเป็นอาการทางจิต” จุนซูละล่ำละลัก เมื่อพูดถึงตรงนี้ สุ้มเสียงหวานหูก็กลับสั่นเครือขึ้นมาเสียดื้อๆ จนยูชอนอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปกุมมือเล็กนั้นไว้ให้กำลังใจ เขาไม่ได้พูดขัดหรือถามแทรก เพียงแต่ปล่อยให้เด็กชายระบายทุกเรื่องที่อยากพูดออกมาได้เต็มที่
“หลังจากอุบัติเหตุ ผมยังจำได้ พี่ไม่พูดกับผมตั้งหลายเดือน เก็บตัวอยู่แต่ในห้องคนเดียว พี่ร้องไห้ พี่ฝันร้าย แต่พี่ก็ไม่พูด จนวันหนึ่งที่พี่อยากจะพูด ก็เปล่งเสียงออกมาไม่ได้แล้ว พี่น่ะ...น่าสงสาร...พี่ต้องทรมานมาก ผมรู้” เขากัดฟัน พยายามอดกลั้นความอ่อนแอที่มี พลันเผลอบีบมือคุณครูของเขาแน่นขึ้นอีก “พี่เป็นคนเก่ง พ่อแม่อยากให้ทำอะไรพี่ก็ทำได้ ไม่เหมือนผม ถ้าเลือกได้ ผมอยากจะเป็นแทนพี่ซะเลยด้วยซ้ำ แล้วทุกอย่างคง...ทุกอย่างคงจะดีกว่านี้”
หยดน้ำใสๆ จนแล้วจนรอดก็หยดลงบนหลังมือของยูชอนที่ลูบปลอบเบาๆ บนหน้าตักของจุนซูอย่างกลั้นไม่อยู่
“พอแล้ว จุนซู” เขาเลื่อนมือขึ้นสัมผัสใบหน้าหวานที่กำลังเลอะคราบน้ำตา ปลายจมูกเล็กเรื่อสีแดงก่ำ จุนซูสูดน้ำมูกส่งเสียงฟุดฟิดเหมือนเด็กเล็กๆ
ถึงจะแกร่งแค่ไหน ยังไงก็เป็นแค่เด็กวันยังค่ำ...
ยูชอนอ้าแขนรับร่างกายเล็กๆ ที่กำลังคืบโผเข้ามาสู่อ้อมกอดอุ่นของคุณครู เสียงทุ้มซึ่งในตอนนี้ระคนแววเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสเอ่ยขึ้นช้าๆ ราวกับจะย้ำให้คำพูดของเขาเข้าถึงก้นบึ้งหัวใจของคนเป็นลูกศิษย์
“จุนซูเก่งอยู่แล้ว ต้องผ่านมันไปได้แน่ คุณแจจุงเชื่อใจเธอ ครูก็เชื่อใจเธอด้วย”
“ขอบคุณฮะครู” เสียงนั้นแผ่วเบาราวเสียงกระซิบของสายลม “ผมรักครูฮะ”
และอากาศก็เอ่ยเสียงกระซิบตอบสายลมในความเงียบงันว่า
ครูก็รักเธอ...
ยูชอนซุกปลายจมูกได้รูปของเขาลงบนเรือนผมสีน้ำตาลทอง กระชับกอดร่างกายเล็กๆ ที่กำลังสะท้านน้อยๆ ไว้ในอ้อมแขน ตัวของจุนซูติดกลิ่นหอมเหมือนเด็ก เป็นกลิ่นธรรมชาติที่คล้ายกับกลิ่นของทารกแรกเกิดเคล้ากับกลิ่นน้ำนม ช่างอ่อนวัยและแสนบริสุทธิ์ ยูชอนลูบฝ่ามือเบาๆ ไล่จากศีรษะมนเรื่อยไปจนถึงแผ่นหลัง
เขาปล่อยเวลาให้ผ่านไป ท่ามกลางความเงียบสงบรอบด้าน ซึ่งเป็นปัจจัยอันตรายที่ดึงดูดให้เขาตกอยู่ในห้วงคำนึง ยูชอนค่อยๆ เชยปลายคางเรียวของคนตัวเล็กให้แหงนขึ้นมาสบตาเขา หลงไล้นิ้วมือนั้นไปบนจมูกเล็กๆ ริมฝีปากสีสวย โหนกแก้มโค้งรับกับทุกองค์ประกอบสมบูรณ์แบบ สัมผัสจนถ้วนทั่วใบหน้าอ่อนเยาว์ที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น เขาอดใจไม่ได้ที่จะโน้มศีรษะของคนตรงหน้าเข้ามาแตะริมฝีปาก จูบเบาๆ ที่หน้าผากมนอย่างลืมตัว
รู้ว่าเลวทราม รู้ว่าต่ำนัก
แต่ขอโทษที่คิดเกินเลยไป...ขอโทษที่รู้สึกไปแล้ว...
รู้แล้วว่าหลงรักลูกศิษย์คนเดียวของตัวเอง
ขอโทษนะจุนซู...
ให้อภัยครูเถอะ
ทันทีที่กลับถึงบ้าน เด็กหนุ่มร่างสูงเพรียวก็วิ่งโครมครามขึ้นมาบนห้องนอนพร้อมกับซองจดหมายหนึ่งฉบับที่จ่าหน้าซองถึงตัวเขาเองเอาไว้ เขาโยนกระเป๋านักเรียนไปทาง ถอดเสื้อสูทโยนพาดไว้กับพนักเก้าอี้อีกทาง ก่อนจะล้มตัวลงบนเตียงนอนของตน พลันค่อยๆ เปิดซองจดหมายออกอ่านอย่างปราณีต
ตัวหนังสืออ่านง่ายสะอาดตา ที่ถูกตกแต่งอย่างสวยงามด้วยสีสันสวยๆ เรียกรอยยิ้มสบายใจให้เผยขึ้นบนใบหน้าที่มักจะเรียบเฉยและดูเย็นชาอยู่เสมอ
‘ถึง...ชางมิน
สวัสดีชางมิน ก่อนอื่นต้องขอโทษก่อนเลยที่เงียบหายไปเป็นเดือน ที่จริงฉันได้รับจดหมายตอบจากนายนานแล้ว แต่ยังไม่ว่างตอบกลับเลยจนถึงตอนนี้ ขอโทษจริงๆ นะ เอาเป็นว่าฉบับนี้จะเขียนเล่าทุกอย่างเป็นการไถ่โทษก็แล้วกัน
ช่วงนี้ฉันสบายดี นายไม่ต้องเป็นห่วง ยังเรียนหนักเหมือนเดิมแต่พอทนได้ ที่สำคัญ ตอนนี้ฉันรู้สึกชอบเรียนเศรษฐศาสตร์ขึ้นมากเลยล่ะ ต้องยกความดีความชอบให้ครูยูชอนเลย
อ้อ...อาจจะงงสินะว่าครูยูชอนเป็นใคร
ชางมินจำครูสอนเศรษฐศาสตร์ขี้เก๊กที่ฉันเคยเล่าให้ฟังในจดหมายฉบับก่อนได้ไหม?
นั่นล่ะ...เขาเลย ดร.ปาร์คยูชอน
ถึงแรกๆ จะเกลียด แต่ตอนนี้เราเข้าใจกันดี สนิทกันมาก แล้วฉันก็รักครูยูชอนมาก เป็นครูที่สุดยอดที่สุดเท่าที่เคยเจอมา นายรู้ไหม ไม่เคยมีครูคนไหนดีกับฉันถึงขนาดนี้ ไม่เคยมีใครใส่ใจว่าฉันชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไร ไม่เคยมีใครเคี่ยวเข็ญหรือยอมทนทั้งๆ ที่ฉันร้ายเหลือเกิน
ฉันหายเหงาไปเลยทีเดียวเมื่อมีครู
แล้วชางมินล่ะ เป็นยังไงบ้าง?
ตอนนี้ที่นิวซีแลนด์คงหนาวมาก คิดแล้วก็อยากส่งเสื้อกันหนาวไปให้อีก ไว้รอรับด้วยนะ
คิดถึงจัง จะรอจดหมาย และวันที่นายจะกลับมาบ้านเรา รักษาสุขภาพด้วยล่ะ
ปล. แอบแนบรูปฉันกับครูยูชอนมาให้ด้วย ฉันรักครูจริงๆ เลย
...จุนซู’
เด็กหนุ่มยกรูปถ่ายหนึ่งใบจากในซองขึ้นมาพินิจ จุนซูกำลังยิ้มสดใสอยู่ใกล้กับชายหนุ่มมาดดีที่เพียงแค่อมยิ้มเรียบๆ เท่านั้น เขาคนนี้ดูดีเสียจนชางมินรู้สึกอิจฉา สมบูรณ์แบบอย่างที่เขาไม่อาจเทียบได้ ราวกับว่าความสุขที่มีจะถูกดูดกลืนกลับลงไปในเนื้อจดหมายทีละนิดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
หวานปนขม...
จุนซูคงไม่มีวันรู้เลยสินะว่าเขารู้สึกเหงามากเพียงใด เมื่อรับรู้ว่าจุนซูหมดสิ้นความเหงาใจที่เคยมีไปจนสิ้นแล้ว
“คิดถึงจัง จะรอจดหมาย” เขาทวนคำออกมาเบาๆ “ลืมอะไรไปหรือเปล่า จุนซู”
ลืมบอกว่ารักฉันยังไงล่ะ…
To be continued...

แต่ยิ่งอ่านก็ยิ่งรับรู้ได้ถึงความเศร้าที่เริ่มก่อตัวขึ้นมาทีละนิด
โฮ...
คิดถึงนะคะ
#1 By คิมแชยอน on 2008-02-22 10:34