Can I Love You? (9)
posted on 14 Feb 2008 10:24 by bleaf-me in can-i-love-you
Title: CAN I LOVE YOU?
Author: b.leaf
Paring: Yunjae, Yoosu (Implied Minsu)
Genre: AU, Romance, Drama, Angst
Rate: PG-13
AN: เราพยายามจะโพสบ่อยๆ ให้ทันตอนที่ค้างไว้นะคะ
Happy Valentine's Day ^^~
09. ลูกแมว
ยุนโฮแทบไม่รู้ตัวเลยว่าตนใช้เวลาหมดไปนานเท่าไรในห้องผู้จัดการอันแสนเงียบเชียบ ง่วนอยู่กับแฟ้มเอกสารกองพะเนินที่วางแผ่อยู่เต็มโต๊ะรอให้เขาลงชื่ออนุมัติ เขาไม่เคยปล่อยให้ตัวหนังสือสักตัวเล็ดรอดสายตาไปได้โดยไม่ผ่านสมองก่อน ภาพดวงตาเรียวรีอันคมกริบของคุณสุดยอดผู้จัดการที่หรี่เพ่งพินิจตัวอักษรเล็กยิบตาอย่างเคร่งเครียด จนคิ้วเข้มขมวดชิดกันอย่างน่าขันโดยไม่รู้ตัวเบื้องหลังบานกระจกโปร่งใสนั้น จึงเป็นภาพที่แสนคุ้นตาเหล่าพนักงานฝ่ายการตลาดทุกคน
ชายหนุ่มร่างสูงเปลี่ยนท่านั่งเป็นครั้งแรกเมื่อเสียงหวานๆ ของเลขานุการสาวดังผ่านอินเตอร์โฟนเข้ามาสะเทือนโสตประสาท
“ผู้จัดการคะ” น้ำเสียงที่มักจะสดใส แสดงถึงความกระตือรือร้นและมีความสุขกับงานอยู่ตลอดเวลาของเลขาชยอนในยามนี้ กลับฟังดูอ่อนระโหยโรยแรงเหลือเกิน ขนาดเลยเวลาพักเที่ยงมากว่ายี่สิบนาทีแล้ว เธอก็ยังไม่ได้ทานข้าว ด้วยคุณผู้จัดการยังไม่มีวี่แววจะขยับกายออกจากห้องทำงานสักที “คุณหนูลีขอพบค่ะ”
“เชิญครับ” ยุนโฮตอบทั้งๆ ที่ยังไม่ยอมละสายตาจากงานที่กำลังขะมักเขม้นทำ
ยุนโฮเงยหน้าขึ้นสบตา ก่อนส่งยิ้มเรียบๆ ให้หญิงสาวที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามา กลิ่นหอมละมุนละไมของน้ำหอมยี่ห้อดังอวลกรุ่นกระทบนาสิกประสาท อ่อนหวานไม่แพ้รอยยิ้มของเธอ
“พักเที่ยงแล้วค่ะผู้จัดการ”
ลียองเอดูสวยสมฐานะหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทในชุดเสื้อคอระบายสีชมพูอ่อน ซึ่งถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน กับกระโปรงผ้าลินินแบบเรียบๆ สีขาวบริสุทธิ์ เป็นความแตกต่างที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว
เธอวางกระเป๋าลงบนโซฟารับแขก ก่อนจะเดินอย่างสง่างามมานั่งลงบนที่นั่งด้านตรงข้ามยุนโฮ ท้าวแขนบนโต๊ะทำงานที่คั่นกลางระหว่างเธอและเขา ข้อแขนเล็กๆ ของเธอยิ่งแลดูบอบบางและน่าทะนุถนอมประดุจตุ๊กตาผ้าฝ้าย ในแบบฉบับของลูกสาวสุดที่รักเพียงคนเดียวซึ่งถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงม
ยองเอเปรียบเหมือนแก้วตาดวงใจของลีเฮซองและภริยา ประธานและผู้เป็นเจ้าของบริษัทลีคอสเมติกคอร์ปอร์เรชั่น เธอเป็นหญิงสาวที่เพียบพร้อมและงดงาม ทั้งพ่อแม่ยังเทิดทูนบูชาเธอราวกับนางฟ้าจนใครหลายคนอาจคิดหมันไส้
แต่ใครสักกี่คนจะรู้ความจริงข้อนี้...
หากไม่นับรวมลียองอิล บุตรชายคนโตของตระกูลลีที่เสียชีวิตลงอย่างไม่คาดฝันเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อสิบกว่าปีก่อนแล้ว ลียองเอจึงเป็นทายาทผู้สานต่อกิจการเพียงคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ ด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสที่คงไม่มีวันจางหายยามจำต้องสูญเสียลูกชายคนแรกไป จึงไม่น่าแปลกใจนักที่คู่สามีภรรยาตระกูลลีจะรักใคร่ยองเอมากชนิดเท้าไม่จำเป็นต้องสัมผัสพื้น มือไม่ให้แตะของร้อน เธอถูกฟูมฟักให้เติบโตมาอย่างไข่ในหิน เรียนโรงเรียนสตรีอันดับของหนึ่งประเทศ เติบโตในย่านชุมชนคนมีระดับ จบปริญญาตรีสาขาบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยเศรษฐีของประเทศอังกฤษ มีหน้ามีตาในวงสังคม มีชีวิตที่แสนสมบูรณ์แบบ จนบางครั้งยุนโฮยังอดคิดไม่ได้ว่าเธอสูงส่งเกินไปสำหรับเขาหรือไม่
ถึงยูชอนจะเคยเอ่ยแซวอยู่บ่อยๆ ว่ายุนโฮเป็นพวกมีรสนิยมเด็ดดอกฟ้าก็เถอะ แต่ยองเอก็สูงส่งเหลือเกินในแบบฉบับที่เขาไม่เคยกล้าแม้แต่จะฝันถึงเลยเสียด้วยซ้ำ
หากแม้ภายนอกยองเอจะดูเหมือนสาวไฮโซที่ไม่มีวันยอมลดตัวลงมาสุงสิงกับคนด้อยระดับกว่า น่าแปลกที่ในความเป็นจริง เธอไม่ใช่คนอย่างนั้นเลย กลับติดดินและเป็นกันเองมากกว่านั้นมาก ถึงขั้นเคยเอ่ยปากว่าเธอมีความสุขแค่เพียงได้อยู่กับเขา และยินดีจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ในอพาร์ตเม้นท์เล็กๆ ของเขาหลังแต่งงานอย่างไม่มีข้อกังขา แม้ว่าสินสอดที่เขามีให้จะไม่อาจเทียบได้กับทรัพย์สินเท่าหยิบมือของเธอเลยก็ตาม
ตระกูลลีรักใคร่เอ็นดูเขาประดุจลูกชายคนหนึ่ง ยองเอก็รักเขามากดังที่ผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่งจะรักใครได้ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ยุนโฮรู้สึกตื้นตันใจเสมอมา
“ว่างอยู่ไหมคะ?” ริมฝีปากอิ่มซึ่งถูกฉาบด้วยเนื้อลิปติกสีอ่อนโยนเขยื้อนเอ่ย
“ว่างครับ” ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นยิ้มตอบอย่างรวดเร็วจนแทบไม่ต้องคิด ราวกับเป็นคำพูดที่พูดจนชินปาก ก่อนจะก้มหน้าลงจรดสายตากับเอกสารตรงหน้าต่อไป ช่างเป็นการกระทำที่ขัดกับคำพูดของเขาเหลือเกิน
“งั้นไปช็อปปิ้งกันนะ”
“ครับได้” เขาตอบตกลงทันทีอีกเหมือนกัน หากถึงตรงนี้ ยุนโฮเพิ่งตระหนักได้ว่ายองเอกำลังพูดเรื่องอะไร เขาเบิกตากว้างขึ้นโดยไม่รู้ตัว “อ..หา...อะไรนะครับ?”
“ไปช็อปปิ้งกันค่ะ” ยองเอย้ำ ทั้งๆ ที่ยังแอบนึกขันกับท่าทางของเขา
ยุนโฮเป็นอย่างนี้เสมอ...
“เอ่อ..”
“ไม่ว่างใช่ไหมคะ?”
“ที่จริงก็—” ยุนโฮกวาดตามองไปทั่วโต๊ะทำงาน เอกสารมากมายยังคงกองทับกันระเกะระกะรอให้เขาสะสาง แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงยืนยันคำตอบที่ทำให้ยองเอจำต้องลอบถอนใจออกมาแผ่วเบา “ที่จริงก็ไม่ได้ยุ่งอะไร ผมขอเซ็นกองสุดท้ายนี่ให้เสร็จก่อน แล้วเราค่อยไปกันนะ”
“ค่ะ ผู้จัดการ” ยองเอฉีกยิ้มอย่างสดใส เป็นรอยยิ้มที่ไม่เปลี่ยนไปจากรอยยิ้มแรกที่ทำให้เขารู้สึกพอใจในตัวเธอตั้งแต่แรกเห็น อันที่จริงเธอแค่อยากให้เขาพักบ้าง เพราะบางครั้งยุนโฮก็ทำตัวราวกับว่าหากเขาหยุดขยับมือเพียงเสี้ยววินาทีเดียว ลีคอสคอร์ปแห่งนี้จะล้มละลายลงได้ภายในพริบตา
หญิงสาวจ้องมองชายหนุ่มที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาทำงานอย่างคร่ำเครียดตรงหน้า พลางคิดทบทวนว่าอะไรกันแน่ที่ทำเธอรักเขา
เมื่อสามปีก่อน ยองเอรู้จักยุนโฮจากการแนะนำของทางบ้าน พิธีดูตัวที่ฟังดูไม่น่าจะเป็นการพบรักที่น่าพิสมัยเท่าไรนักสำหรับสาวสมัยใหม่เช่นเธอ แต่ผู้ชายคนนี้ก็ไม่ได้ทำให้การดูตัวครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในชีวิตนั้นเลวร้ายอย่างที่คิด
ยุนโฮที่ไม่ใช่คนเลิศหรู ไม่ได้ปากหวานช่างพูด ไม่ใช่ผู้ชายโรแมนติก หรือเชี่ยวชาญวิธีการเอาใจผู้หญิงนัก แต่จองยุนโฮคนนี้กลับทั้งอ่อนโยน สุภาพ ใจดี เขาดูแลเธอ คอยห่วงใยเอาใจใส่เธอเสมอ ทำให้เธอทุกอย่างเท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะสามารถให้กับผู้หญิงคนหนึ่งได้ด้วยความเต็มใจ แม้จะไม่วิเศษวิโสอะไรมากมาย และถึงแม้การที่มีอายุไล่เลี่ยกันจะไม่ได้ช่วยให้เธอกับว่าที่คู่หมั้นสนิทสนมหยอกล้อกันได้เหมือนคู่รักทั่วไป แต่น่าแปลกที่ในวันนี้เธอกลับตกหลุมรักผู้ชายธรรมดาๆ คนตรงหน้าจนถอนตัวไม่ขึ้นอีกแล้ว
“อืม ยุนโฮคะ เสาร์นี้ว่างไหม?”
คำถามของเธอเรียกให้เขาละสายตาจากงานอีกครั้ง ยุนโฮวางปากกาเพื่อคลายกล้ามเนื้อนิ้วมือที่เริ่มจะเขม็งเกลียวเพราะความรีบเร่ง ครุ่นคิดสักพักจึงตอบว่า “ไม่ว่างครับ มีธุระ”
“จริงหรือคะ” ครั้งนี้ ยองเอยอมรับว่าแอบตกใจกับคำตอบนั้น ที่ผ่านมายุนโฮไม่เคยปฏิเสธเธอเลย แต่นั่นก็อาจเป็นเพราะครั้งนี้เป็นธุระสำคัญจริงๆ คิดในแง่ดี อย่างน้อยการที่ยุนโฮยอมขัดใจเธอบ้างก็ยังทำให้เธอรู้สึกดีกว่าที่ว่าชายหนุ่มจะเออออตามเธอไปเสียทุกเรื่อง
“ว้า...เสียดายจังค่ะ ว่าจะชวนไปดูหนังสักหน่อย” ยองเอทำปากยื่น
ยุนโฮหัวเราะน้อยๆ กับกริยาที่แสนน่ารักของเธอ “ระยะนี้ผมไม่ว่างเลยสักเสาร์เดียวครับ แต่วันอาทิตย์ว่างตลอด” เขายิ้มให้ว่าที่คู่หมั้นอย่างอ่อนโยน “เปลี่ยนเป็นวันอาทิตย์แทนแล้วกันนะ”
ไม่รู้เพราะอะไร...จองยุนโฮถึงได้ทำให้เธอรักเขาเพิ่มมากขึ้นได้ทุกวัน...
“ไม่มีปัญหาค่ะ”
ยุนโฮไม่ได้โกหก...ทุกวันเสาร์ เขาไม่ค่อยว่างจริงๆ
เขายื่นมือไปรับหนังสือเล่มหนึ่งจากมือบาง นิยายเล่มโปรด...ที่มาของจี้ทองคำขาวฝังเพชรที่คนทั้งสองสวมอยู่นี้เป็นหนังสืออินดี้ ความหนาไม่น่าจะมากไปกว่าสองร้อยห้าสิบหน้า ปกขาวราบเรียบจนแทบจะไม่เห็นข้อความใดๆ นอกจากลายอักษรนูนเล็กน้อยซึ่งต้องใช้มือสัมผัส
ยุนโฮพลิกดูคร่าวๆ มันเป็นเรื่องราวที่มีสร้อยเงินกับจี้ทองคำขาวเป็นตัวเอก สร้อยเส้นเดียวที่ชายคนหนึ่งพบมันเข้าโดยบังเอิญในร้านขายของเก่า มันนำความสุขที่เขาคนนั้นไม่เคยพานพบในชีวิตมา แต่ในขณะเดียวกัน สร้อยเส้นนั้นก็กลับพรากความสุขทั้งชีวิตของเขาไปพร้อมๆ กัน
ทั้งที่ไม่ใช่คนรักการอ่านเลยสักนิด แต่เพราะแจจุงบอกว่าชอบ บอกว่าดี เขาก็เกิดนึกอยากอ่านขึ้นมาเสียง่ายๆ
‘คืนเมื่อไหร่ก็ได้นะ’
แจจุงยิ้มให้เขา ลูกแก้วนัยน์ตาสีนิลวาววับคู่นั้นเปล่งประกาย เป็นประกายความสุขเพียงเศษเสี้ยวอันระคนอยู่ในความเศร้ามหาศาล แบบฉบับของคิมแจจุง
ยุนโฮไม่อาจเรียกได้ว่ามันเป็นรอยยิ้มที่สะกดให้หัวใจของเขาเต้นโครมคราม ไม่เชิงเป็นรอยยิ้มอันชวนให้รู้สึกเป็นสุขใจตามไปด้วยนัก เขาอาจไม่รู้ได้เลยว่ารอยยิ้มที่งดงามในความหมองหม่นนี้ต้องแลกมาด้วยอะไร หาก ณ เวลานี้ เขารู้แต่เพียงอย่างเดียวว่ารอยยิ้มนั้นทำให้เขาอดใจไม่ไหวที่จะเอื้อมมือไปสัมผัสเส้นผมที่กำลังพลิ้วไสวไปตามแรงลมของคนตรงหน้า ลูบไล้มันอย่างแผ่วเบา แล้วจับมันขึ้นทัดหู
แจจุงคงจะเป็นสุภาพบุรุษที่สง่าผ่าเผยได้ หากในแววตาไม่แฝงไว้ด้วยความขื่นขม ความปวดร้าวที่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างไม่รู้จบนั่นทำให้แจจุงดูบอบบางจนอยากปกป้อง
“ขอบคุณมากนะ แจจุง เพราะผมอยากอ่านแท้ๆ คุณเลยต้องลำบากเอามาให้”
แจจุงส่ายหน้ายิ้มเป็นเชิงบอกว่าเขายินดีและเต็มใจ เพราะไหนๆ การออกมาพบยุนโฮทุกวันเสาร์ก็เป็นสีสันเพียงไม่กี่อย่างที่ถูกเติมเข้ามาในชีวิตอันแสนจืดชืดของเขาอยู่แล้ว
ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสองสี ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำเรี่ยยอดไม้ ที่เกือบสุดสายตา ใกล้กับลานน้ำพุเล็กๆ ซึ่งถูกจัดแต่งเป็นอนุสรณ์ให้แก่อดีตนายกเทศมนตรีผู้ล่วงลับ เด็กผู้ชายคนหนึ่งกระโดดโลดเต้นอย่างลิงโลดเมื่อผู้เป็นมารดาซื้อไอศกรีมจากร้านรถเข็นให้ เขาถือไอศกรีมวิ่งวนไปวนมา เล่นสนุกจนวิ่งสะดุดขาตัวเองหกล้มหน้าคะมำ แต่ถึงแม้ไอศกรีมจะหกเลอะเปื้อนฝุ่น หากเจ้าหนูน้อยก็ยังไม่ร้องไห้สักแอะ
ภาพความสุขสงบในอีกมุมหนึ่งของเมืองหลวงเรียกให้ร่างบางไหวไหล่น้อยๆ หัวเราะอย่างเอ็นดู...โดยปราศจากสุ้มเสียง
ก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมง ลานกว้างแห่งนี้ยังคงเต็มแน่นไปด้วยฝูงชนที่แห่แหนกันมาเดินชมตลาดนัดพันธุ์ไม้ ซึ่งจะจัดขึ้นทุกๆ เสาร์ที่สองของเดือน พื้นที่กว้างโล่งถูกแต่งแต้มด้วยสีเขียวสดชื่น บรรยากาศร่มรื่นอุดมไปด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์ ซึ่งทำให้ยุนโฮรู้สึกผ่อนคลาย ราวกับว่าได้หยุดพักผ่อนจริงๆ เป็นครั้งแรกตลอดชีวิตการทำงานกว่าหกปีที่แสนตรากตรำ
เขาพาแจจุงเดินเที่ยว ถือวิสาสะจับมือบางนั้นเอาไว้ด้วยกลัวจะพลัดหลงกัน จากที่เคยเป็นคนเงียบๆ ในวันนี้ก็กลับพล่ามโน่นพล่ามนี้ให้แจจุงฟังไม่รู้จักหยุด เล่นเอาแสบคอไปหมด ร่างบางอีกฝ่ายก็ทำหน้าที่ผู้ฟังที่ดีเช่นกัน ดวงตากลมโตเบิกกว้างตื่นเต้นเมื่อยุนโฮเล่าเรื่องสนุก ยิ้มรับแทนเสียงหัวเราะที่ไม่สามารถเปล่งออกมาได้ ลูบแผ่นหลังแข็งแกร่งนั่นแทนคำปลอบใจเมื่ออีกฝ่ายดูเศร้า และบีบมือแน่นๆ ตอบแทนกำลังใจ
แม้ดูเหมือนว่าเข็มนาฬิกาจะเดินเร็วเกินไป ทำให้เวลาแห่งความสุขหมดลงเสียก่อน แต่ก็ทำให้ทั้งยุนโฮและแจจุงคุ้นเคยกันยิ่งขึ้นไปอีกด้วยเวลาอันน้อยนิดนั่น
ยามนี้ ชายหนุ่มทั้งสองพบตัวเองอยู่ท่ามกลางสวนสาธารณะที่เกือบจะเรียกได้ว่าร้างไร้ผู้คน
ยุนโฮทิ้งกายลงนั่งบนม้านั่งตัวหนึ่งซึ่งตั้งอยู่อย่างสันโดษใกล้ทะเลสาบ ขณะปล่อยให้พระอาทิตย์ค่อยๆ ลับหายไปเบื้องหลังขอบฟ้า ชายหนุ่มคิดจะเชิญแจจุงไปร่วมงานหมั้น หรืออย่างน้อยก็ควรจะบอกให้เพื่อนที่แสนดีคนนี้ทราบบ้าง แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรดลใจ เขาจึงเลือกที่จะไม่บอกออกไป ราวกับว่าข่าวดีของเขารังแต่จะทำให้ช่วงเวลาอันแสนมีค่าเหี่ยวเฉาเสียเปล่า
ยุนโฮรู้ว่าแจจุงกำลังจ้องมองเขา แต่เขายังไม่ยอมไม่ขยับเขยื้อนกาย มือหนายังถือหนังสือเล่มนั้นอยู่ในมือ ขนาดของมันเล็กพอที่เขาจะจับมันไว้ด้วยมือข้างเดียว กรีดหน้าหนังสือไปมาจนเกิดเสียงเบาๆ ขึ้นในความเงียบงัน
“มีความจริงไม่กี่อย่างในโลกหรอกที่เหมือนอย่างจินตนาการ” ยุนโฮเอ่ยออกมาในที่สุด พลางเงยหน้าขึ้นสบสายตาที่มองมาอย่างขอคำตอบ เขายิ้มให้เจ้าของใบหน้าสวยนั่นอย่างจริงใจ “แต่สร้อยเส้นนี้เหมือนอย่างจินตนาการของคุณ คุณเป็นคนที่โชคดีมากๆ นะ”
นานเหลือเกินกว่าที่ริมฝีปากสีสวยนั้นจะแย้มยิ้ม แจจุงหยุดสายตาอยู่ที่ใบหน้าของยุนโฮเนิ่นนาน ก่อนละสายตา มองไปรอบๆ กาย กระทั่งพบกิ่งไม้เล็กๆ ท่อนหนึ่ง เขาฉวยมันขึ้นมาจับให้มั่นเหมาะ แล้วจรดปลายกิ่งไม้ลงบนพื้นดินตรงหน้า
‘ผมโชคดีที่เจอคุณ’
แจจุงยังคงไม่หุบยิ้ม ขณะขีดเขียนลงไปทีละตัวอักษร
‘และมันเป็นเรื่องดีๆ เพียงไม่กี่เรื่องที่เกิดขึ้นจริง อย่างที่ผมไม่เคยจินตนาการถึงมันมาก่อน’
ยุนโฮเฝ้ามองร่างบางที่นั่งกอดเข่า โยกตัวช้าๆ ขณะทอดสายตาออกไปยังทะเลสาบอันกำลังสะท้อนแสงแดดรำไรจนเกิดประกายพราวระยับจับตา พลางอดครุ่นคิดกับตัวเองอยู่ในใจไม่ได้ว่า...แล้วคิมแจจุงเล่าจะรู้หรือไม่ ว่าตัวเขานั้นคือสิ่งสวยงามที่มีลมหายใจ ซึ่งโลกทั้งใบยังไม่อาจจินตนาการถึงหรือออกแบบได้เลยด้วยซ้ำ
“นี่ก็เย็นมากแล้ว เรากลับกันเถอะนะ”
ร่มไม้เริ่มเลื่อมเงาสลัว เป็นสัญญาณให้ยุนโฮรับรู้ว่าไม่อาจจะยืดเวลาให้ยาวนานไปมากกว่านี้ เขาผุดลุกขึ้นจากม้านั่งไม้ เหยียดแขนน้อยๆ คลายความเมื่อยล้า ก่อนจะส่งมือให้แจจุง
“ผมจะไปส่งคุณ”
แจจุงยิ้มให้ ไม่ลังเลเลยที่จะรับความหวังดีนั้นไว้แต่โดยดี ตอนนั้นเองที่พวกเขาได้ยินเสียงประหลาดดังมาจากในพุ่มไม้ ทั้งยุนโฮและแจจุงหันขวับไปมอง
“นั่นใครครับ?” ยุนโฮถามออกไปอย่างไม่มีทางเลือก ทั้งๆ ที่คิดมาโดยตลอดว่าในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีใครปัญญาอ่อนพอที่จะตะโกนถามประโยคงี่เง่าเช่นนี้เหมือนในละครหรอก แต่เมื่อไม่พบอะไรนอกจากกลุ่มไม้ซึ่งถูกจัดแต่งขึ้นอย่างประณีต จึงหันมาแลกสายตากันอย่างแคลงใจ
ยุนโฮคิดไปว่าอาจเป็นคู่รักที่มักมาแอบพลอดรักกันหรือเปล่า หากแจจุงยังไม่ทันคิดเลยเถิดไปถึงคั่นนั้น ว่ากันง่ายๆ เขาแทบไม่คิดเลยด้วยซ้ำ ร่างบางแค่ยักไหล่ ลุกขึ้นยืน เขาสาวเท้าพรวดๆ ตรงไปยังพุ่มไม้นั่นโดยไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใด ร่างบางเอื้อมมือไปแหวกพุ่มไม้ออกจากกันทันที
และสิ่งที่พบ...ก็กลับทำให้พวกเขาต้องเผยรอยยิ้มออกมา
เมี้ยว...
ในกล่องกระดาษใบไม่ใหญ่ไม่โต ลูกแมวสีขาวสลับน้ำตาลห้าตัวกำลังเดินก่ายกันอย่างนัวเนีย พวกมันยังเด็ก ขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือแจจุงเล็กน้อย และเล็กกว่าฝ่ามือของยุนโฮเล็กน้อยเช่นกัน ขนสั้นเกรียน ตายังไม่ลืมเต็มที่เลยด้วยซ้ำ พวกมันกำลังพยายามตะกุยตะกายออกจากกล่อง เป็นภาพที่ทำให้ตระหนักถึงความจริงแห่งชีวิตที่กล่าวถึงวิถีแห่งการดิ้นรนมีชีวิตอยู่จริงๆ
“มันถูกเอามาทิ้ง” ยุนโฮเอ่ยขึ้น หลังจากมองไปรอบๆ กายแล้วไม่พบวี่แววเจ้าของหรือแม้กระทั่งแม่แมว ชายหนุ่มอุ้มเจ้าตัวที่มีขนาดเล็กที่สุด ซึ่งถูกพี่ๆ ทับจนแทบไม่มีอากาศหายใจขึ้นมา “เหมือนพวกมันจะหิวโซเลยนะ โธ่เอ้ย...”
ไม่มีนม ไม่มีอาหาร ไม่มีน้ำ มีเพียงลังกระดาษใบเดียวกับลูกแมวที่หิวโหย
แจจุงไม่อาจห้ามใจไม่ให้รู้สึกสงสารได้ แววตาเปี่ยมความรู้สึกคู่นั้นแสดงออกมาอย่างชัดเจนว่าเขาสงสารพวกมันจับหัวใจ
“แจจุง คุณจะไปไหนน่ะ?”
ในที่สุด แจจุงก็ผุดลุกขึ้นอย่างไม่มีเหตุผลจนยุนโฮอดถามขึ้นมาไม่ได้ ร่างบางเพียงหันมาทำไม้ทำมือบอกเป็นเชิงว่าให้ยุนโฮรออยู่ที่นี่สักพัก ก่อนจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งกระทั่งลับสายตาไป
เวลาผ่านไปประมาณสิบห้านาที แจจุงก็วิ่งหอบแฮ่กๆ กลับมาพร้อมกับแก้วนมสดอุ่นๆ จากร้านรถเข็น เขาทรุดกายลงข้างๆ ยุนโฮกับลูกแมวห้าตัวนั้น โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาใช้หลอดกักอากาศด้วยปลายนิ้ว แล้วยกมันขึ้นเป่าเบาๆ ก่อนจะป้อนให้ลูกแมวทีละตัวอย่างเบามือ
ยุนโฮเฝ้ามองภาพนั้นอยู่ในมุมมองของเขา สีหน้าจริงจังของแจจุงยามขะมักเขม้นกับการช่วยต่อลมหายใจให้เจ้าลูกแมวไร้เจ้าของห้าตัวช่างแสนงดงาม ดวงตากลมโตที่หรี่ลงเล็กน้อย เมื่อลมหายใจพรูผ่านกลีบปากสีกุหลาบ และนอกเหนือจากนั้นคือกริยาที่แสนอ่อนโยน บีบบังคับให้หัวใจของยุนโฮเต้นรัวไม่เป็นส่ำ
ผิดไหมที่เขาจะรู้สึกพอใจในตัวแจจุงมากมายถึงเพียงนี้
เสียงร้องครวญครางด้วยความหิวของเจ้าลูกแมวเงียบลงแล้ว
แจจุงนั่งกอดเข่ามองพวกมันหลับปุ๋ย ยุนโฮช่วยจัดท่านอนให้พวกมันอยู่ใกล้ๆ กัน สร้างไออุ่นเพื่อต้านความหนาวเหน็บ แต่ก็ไม่ใกล้ขนาดจะทับกันตายอยู่รอมร่อเช่นก่อนหน้านี้ เขาหาผ้าใบและกระดาษมาคลุมปากกล่อง เผื่อฝนจะเทลงมาอย่างไม่ปราณี และจัดหาถาดเปล่าๆ มาไว้ใกล้ รินนมสดส่วนที่เหลือใส่ อย่างน้อยก็เพื่อให้ผ่านค่ำคืนนี้ไปให้ได้
‘พวกมันจะรอดไหม’
แจจุงใช้กิ่งไม้ขีดลงบนพื้นดิน
ยุนโฮไม่ตอบ เพราะเขาเองก็ใช่ว่าจะแน่ใจนัก มันเป็นเรื่องยากจริงๆ ที่ความจริงจะเป็นเหมือนดั่งจินตนาการเสมอไป
‘ผมอยากเลี้ยงพวกมัน แต่คุณแม่ผมท่านเกลียดสัตว์เลี้ยงมาก
คุณช่วยเลี้ยงพวกมันแทนผมได้ไหม?’
เป็นอีกข้อความที่แจจุงตัดสินใจเขียนบอกยุนโฮ ซึ่งแน่นอนว่าทำให้ชายหนุ่มถึงกับสะดุ้งเฮือก ระลึกถึงความจริงที่รอคอยเขาอยู่ในวันพรุ่งนี้ขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
เขาพยายามจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีนิลที่จ้องมองมาอย่างขอความเห็นใจ เป็นเรื่องยากที่จะปฏิเสธ แต่เรื่องนี้กลับทำให้เขารู้สึกลำบากใจเกินรับไหว และเขาหวังเพียงว่าแววตาของเขาจะสื่อสารให้แจจุงได้รับรู้ถึงความจริงในข้อนี้
“ผมอยากช่วยนะ แต่ว่าผมอยู่อพาร์ตเม้นท์น่ะครับ เลี้ยงสัตว์ไม่ได้” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงไร้น้ำหนัก “แล้วอีกอย่าง—” บางประโยคติดอยู่ตรงริมฝีปาก
แจจุงเอียงใบหน้า เขาทำท่าเอานิ้วปาดคอ ดั่งจะถามย้ำในสิ่งที่ตัวเองคิดให้แน่ใจว่า ยุนโฮแพ้ขนแมวหรือ?
ยุนโฮไม่รู้จะตอบอย่างไร นอกจากแสยะยิ้มแห้งๆ แล้วหัวเราะออกมาอย่างฝืดเฝื่อน
“ฮัดชิ้ว!”
ทันทีที่ก้าวเท้าขึ้นมาบนรถยนต์ส่วนตัวของยุนโฮ ยองเอก็จามหนักจนปลายจมูกได้รูปของเธอแดงไปหมด
“เปลี่ยนน้ำหอมหรือคะ ยุนโฮ?”
“เปล่านี่ครับ” ชายหนุ่มเอื้อมมือไปดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาด เขายังคงมองออกไปด้านหน้า วุ่นวายอยู่กับการปรับเปลี่ยนระดับเบาะนั่ง และกระจกส่องหลัง
“ล..แล้ว...แล้วทำไมฉันจามไม่หยุดเลย ฮ..ฮัดชิ้ว!”
ยองเอคลำจมูกตัวเองพลางทำเสียงสูดลมหายใจฟุดฟิด จนยุนโฮอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา เขาเอี้ยวตัวไปด้านหลัง เอื้อมสุดแขนเพื่อจะคว้ากล่องทิชชู่มาส่งให้ “พอดีว่าผมเอาลูกแมวขึ้นรถน่ะครับ ขอโทษที”
“หา...ลูกแมวหรือคะ?” ดวงตากลมใสสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นเบิกกว้างอย่างไม่เชื่อหู “คุณจำไม่ได้หรือคะว่าฉันแพ้ขนแมวน่ะ”
“ผมจำได้เสมอล่ะครับ ถึงได้ไม่ชวนไปด้วย”
“เอ๋...ไปไหนคะ?”
ขณะเข้าเกียร์รถ เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาก็หันไปตอบคำถามของคนรักด้วยรอยยิ้ม “กวางจูครับ”
ตลอดการเดินทางไปดูภาพยนตร์รอบดึกคืนนี้ ภายในห้องโดยสารรถยนต์ตกอยู่ในความเงียบงัน ยองเอใช้เวลาขบคิดถึงเรื่องที่ยุนโฮพูดไม่อย่างไม่ชัดเจนนั่น
ส่วนยุนโฮ...เขาได้แต่หวังว่าลูกแมวห้าตัวนั้นจะกินอิ่ม นอนหลับ และปลอดภัย ภายใต้การดูแลของจีเฮ
To be continued...

-
#1 By YOSHINAKIs on 2008-02-14 11:51