Can I Love You? (11)
posted on 14 Feb 2008 22:05 by bleaf-me in can-i-love-you
Title: CAN I LOVE YOU?
Author: b.leaf
Paring: Yunjae, Yoosu (Implied Minsu)
Genre: AU, Romance, Drama, Angst
Rate: PG-13
AN: ขณะข้าพเจ้ากำลังเขียนตอนนี้อยู่นั้น ข้าพเจ้าดูสารคดีแม่ไม้มวยไทยไปด้วย และกำลังอยู่ในบทเรียนถองศอก (ฮา)
Happy Valentine's Day ^^~
11. คุณครู
ยูชอนหรี่ตาลงเล็กน้อย ทันทีที่พบว่าในวันนี้มีบางอย่างผิดปกติ ขณะเพ่งพินิจสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ของลูกศิษย์ตัวดีอย่างไม่ไว้ใจนัก
เวลานี้ เป็นเวลาเก้าโมงเช้าพอดิบพอดี เขาเพิ่งมาถึง และรู้สึกแปลกใจที่พบจุนซูนั่งคอยอยู่ก่อนแล้วในศาลาริมสวน บนโต๊ะเหล็กอัลลอยด์สีดำมะเมื่อมมีหนังสือเรียนและสมุดวางแผ่หราอยู่พร้อม เด็กชายเจ้าของเส้นผมสีน้ำตาลทองสว่างนั่งแกว่งขวาไปมา ปากที่ปราศจากขนมเช่นทุกวันฮึมฮัมทำนองเพลงเรื่อยเปื่อย ทำทีเป็นมองโน่นมองนี่ชมนกชมไม้ ไม่เห็นหัวคนเป็นอาจารย์ที่เพิ่งมาใหม่เลยสักนิด
เป็นไปไม่ได้...
โดยปกติแล้ว ไม่ว่าครูฮวัง ครูสอนเปียโนจะสอนเสร็จเร็วหรือช้าเพียงใด จุนซูจะเข้าเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์สายอยู่สามสิบนาทีเสมอ ยูชอนต้องมานั่งรอจุนซูทุกวันจนบางครั้งมันก็ทำให้เขาประสาทเสีย
แต่นี่อะไรกัน?
ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งค่อยๆ เลื่อนสายตาจากใบหน้าของผู้เป็นลูกศิษย์ลงไปยังที่นั่งของตัวเอง จนในที่สุดก็พบจุดเล็กๆ ที่เป็นดั่งคำตอบไขข้อข้องใจทั้งหลายประการที่ทำให้ต้องครุ่นคิดข้างต้นนั้นทั้งหมด
หมากฝรั่งสีชมพูแปร๋นแหรน
เต็มๆ !
“หึๆ” เสียงทุ้มสั่นเสียงหัวเราะในลำคอ ก่อนจะยกมือขึ้นกระชับกรอบแว่นสายตาเข้ากับใบหน้าคมคาย “มุกตื้นๆ”
สิ้นคำเหยียดหยัน จุนซูประหวัดสายตาจ้องหน้ายูชอนทันที แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่านั่นอาจเป็นแผนการที่จะหลอกให้เขายอมรับสารภาพ เจ้าตัวดีก็ส่ายหน้าพลันกรอกตาไปมา “ครูปาร์คพูดคนเดียว ครูปาร์คบ้าไปแล้ว”
“อย่ามาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้หน่อยเลย จุนซู คิดว่าครูจะนั่งจริงๆ งั้นหรือ?”
“เอาล่ะ วันนี้ครูปาร์คจะยืนสอนแล้วนะ”
ยูชอนหายใจฟืดฟาดอย่างเหลืออด “เอาไปทิ้งเดี๋ยวนี้เลย”
“ครูพูดกับผมหรือฮะ?” จุนซูเบิกดวงตากลมๆ คู่นั้นกว้างขึ้น พลางเอานิ้วชี้หน้าตัวเอง “ครูจะให้ผมเก็บซากหมากฝรั่งที่ใครก็ไม่รู้ที่อาจจะเกลียดครูปาร์คมากๆ เอามาแปะไว้นี่ไปทิ้งให้หรือฮะ?”
ด้วยผิวพรรณที่ขาวละเอียดและเรียบเนียน ทำให้จุนซูแลดูไม่ต่างจากตุ๊กตาผ้าที่แสนนุ่มนิ่มน่ารัก ติดอยู่ก็อีตรงคำพูดกับท่าทางกวนๆ นี่เท่านั้นนั่นแหละ ที่ทำให้ตุ๊กตาผ้าเป็นได้แค่เจ้าชัคกี้ ตุ๊กตาหน้าผีโรคจิตจากเรื่อง Child’s Play ในสายตายูชอน
นักเศรษฐศาสตร์หนุ่มผู้ผันตัวเองมาเป็นอาจารย์ปราบเด็กเฮี้ยบได้แต่พยักหน้าช้าๆ ด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม
จุนซูเบ้ปาก ยักไหล่ ก่อนจะเอื้อมมือไปดึงกระดาษทิชชู่ออกจากกล่องเร็วๆ แบบไม่ค่อยเต็มใจ เขาใช้กระดาษเก็บมัน แล้วโยนลงถังขยะใต้โต๊ะ เสียงเล็กบ่นกระปอดกระแปดโดยที่ไม่มองหน้า “แค่นี้ก็สิ้นเรื่อง โธ่เอ้ย...เยลเอย เคมบริดจ์เอย บอสตันยูเอย เขาไม่เคยสอนหรือไงนะ เรื่องขี้ปะติ๋วแค่เนี้ยะ เฮ้อ...เสียชื่อๆ”
มันน่ากระทืบให้จมดินเสียจริง...
“อย่าให้เจออย่างนี้อีกนะ”
“ครูขู่ผม เฮ้ย กลัวจะแย่”
ยูชอนวางอุปกรณ์การสอนที่หอบมาบนโต๊ะแล้วหย่อนกายลงนั่ง ก่อนจะลากเก้าอี้เข้าไปใกล้จุนซูมากขึ้น เขาเอ่ยขณะจ้องตา “ไม่ได้ขู่ แต่เอาจริง”
“โธ่...จะทำอะไรได้” ว่าแล้วก็หยิบห่อหมากฝรั่งขึ้นมาแกะยัดใส่ปาก แล้วเคี้ยวหยุบหยับ
จะทำอะไรได้ล่ะหรือ?
ยูชอนหันหน้าออกไปอีกทาง ทั้งที่ยังแอบมองปฏิกิริยากวนอวัยวะเบื้องล่างของจุนซูลอดกรอบแว่น เขาใช้มือลูบหน้าผากตนเองเบาๆ พยายามซ่อนรอยยิ้มที่ไม่สามารถคาดเดาความคิดได้ถูกไว้เบื้องใต้ใบหน้าอันเอือมระอา
จะจับหอมซะให้เข็ดเลย
กลัวไหมล่ะครับคุณหนู...
ดวงตาที่ราวกับเคลือบแก้วเจียระไนวาวระยิบ กำลังกระพริบช้าๆ อยู่ภายใต้เลนส์ใสของแว่นสายตาราคาแพง สันจมูกโด่งรั้งรับกับโหนกแก้มสูง ริมฝีปากได้รูปขยับเอ่ยถ้อยคำในหนังสือเรียนเศรษฐศาสตร์เล่มหนาเตอะ ใบหน้าหล่อเหลาสมชายชาตรี น้ำเสียงทุ้มต่ำนุ่มหู ร่างสูงดูมีมาดในชุดเสื้อเชิ้ตที่ปล่อยชายสบายๆ กับกางเกงขายาวสีสุภาพ
เบื่อ
เบื่อขี้หน้า...
เบื่อหน้าครูปาร์คได้ยินไหม!?
ร่างเล็กนั่งท้าวคางทำปากยื่น พยายามถ่างตาให้ตื่นอยู่ตลอดเวลา พลางมองครูผู้สอนของเขาที่ดูไม่มีทีท่าจะหยุดยัดข้อมูลอันคับแน่นไปด้วยสาระให้เขาฟังแม้แต่น้อย จุนซูอดถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อๆ ไม่ได้ อ้าปากหาวกว้างๆ บ้าง แสร้งทำเป็นจวนเจียนจะคลื่นไส้บ้าง การขัดจังหวะนั่นเรียกให้ยูชอนซึ่งกำลังตั้งหน้าตั้งตาสอน หยุดบทสวดของเขาลงในที่สุด
“เป็นอะไร?” ยูชอนถามเสียงห้วน
“ปลื้มคนเก่งฮะ” จุนซูเอามือท้าวคางจนมือทั้งสองข้างดันแก้มกลมๆ ยุบไปตามรอยมือ
ยูชอนขมวดคิ้วทันควัน เขาไม่ชอบท่าทางตั้งป้อมของจุนซูเลย เพราะนั่นทำให้สอนต่อไปไม่ได้สักที
“ทำไมต้องประชดกัน”
“เปล่าประชดนะฮะ แต่ทึ่งอยู่ เป็นผมคงทำไม่ได้นะเนี่ย จบตรีที่เยล โทที่เคมบริดจ์ และเอกที่บอสตันยู โอ้โห” เจ้าหนูทำท่าสรรเสริญนามพระเยซู “ยอดเยี่ยมจริงๆ”
คนฟังไม่ค่อยมั่นใจนักว่าจุนซูหมายความอย่างที่พูดจริงหรือไม่ หากก็ไม่ยากเย็นเกินกว่าจะสามารถสังเกตได้ว่าแววตาหลุกหลิกอย่างคนโกหก หรือเสียงประชัดประชันที่เคยมีได้จางหายไปแล้ว ขณะนี้จุนซูกำลังมองตาเขาตรงๆ ด้วยดวงตาใสแจ๋ว ยูชอนอึดอัดทุกครั้งที่ถูกลูกแก้วบริสุทธ์คู่นี้จ้องหน้าราวกับถูกอ่านใจ เขารู้สึกรุ่มร้อนในโพรงอกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“ครูผ่านอะไรมาเยอะมาก และรับรองว่าสิ่งที่เธอกำลังเจออยู่นี้มันเทียบกันไม่ได้เลยด้วยซ้ำ”
จุนซูอมลมจนแก้มป่อง นัยน์ตาสีเข้มที่เคยฉายประกายเริงร่าสลดลงจนแลดูเศร้า เขาหลบตาคู่สนทนาในที่สุด
“อย่าเพิ่งท้อ ตั้งใจซะก่อน แล้วเธอจะรู้ว่าครูก็ไม่ได้วิเศษวิโสมาจากไหน สิ่งที่ครูทำ เธอเองก็ต้องทำได้เหมือนกัน”
“ไม่มีวันหรอกฮะ” ฟันขาวที่เรียงตัวกันอย่างเหมาะเจาะขบกัดริมฝีปากสีเชอรี่ของตนเบาๆ “หรือถึงจะได้ ผมก็จะทำทุกวิถีทางให้มันล้มเหลว”
ยูชอนเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจยามเมื่อได้ฟัง “พฤติกรรมเรียกร้องความสนใจหรือ?”
“อย่ามาทำเป็นวิเคราะห์ปัญหาของคนอื่นหน่อยเลย ผมไม่ได้บ้า” จุนซูขึ้นเสียง หากยูชอนยังคงนิ่งเฉย ไม่รู้เพราะอะไร
“ใครๆ ก็มีปัญหาทางจิตกันได้ทั้งนั้น”
“ครูปาร์คก็เป็นโรคจิตชนิดชอบตัดสินคนอื่นเหมือนกันใช่ไหมล่ะ?” ว่าแล้วก็ทิ้งปากกา ยกขาขึ้นนั่งชันเข่า ทำหน้าตูม เป็นท่าทางที่จุนซูใช้ปกป้องตัวเอง ราวกับการก่อกำแพงที่แสนแข็งแกร่งมาบดบังไว้
ไม่รู้เลย...ไม่รู้จริงๆ ว่าเพราะอะไร...เมื่อถูกเถียงฉอดๆ คนอย่างปาร์คยูชอนสมควรจะลุกขึ้นยืน ชี้หน้าด่าบิดามารดาไม่ยอมสั่งสอน แล้วเดินจากไปโดยไม่หันกลับมาอีกเลยไม่ใช่หรอกหรือ?
แต่ก็ไม่...
ยูชอนยังคงใจเย็น มองจุนซูด้วยแววตาอันเรียบนิ่งเคลือบแฝงความอบอุ่นอยู่ในที
ไม่รู้อีกนั่นแหละว่าทำไมเขาถึงได้รู้สึกเห็นใจจุนซูขึ้นมาอย่างประหลาด มันเป็นเช่นนี้ทุกครั้งที่เขาออกอาการหงุดหงิดและไม่เข้าใจในความดื้อรั้นแกมก้าวร้าวของเด็กชาย ทั้งๆ ที่ควรจะสั่งสอนให้รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่ แต่กับคิมจุนซู...ก่อนที่ขีดความอดทนเส้นสุดท้ายจวนเจียนจะระเบิด สมองของเขาก็มักคิดประมวลเหตุผลต่างๆ นานาขึ้นมาแก้ต่างให้เด็กผู้ชายคนนี้อยู่ร่ำไป
มันยังคงเป็นสิ่งที่เขายังไม่อาจคิดหาคำตอบให้ตัวเองได้ ชนิดที่แม้แต่มหาวิทยาลัยดังๆ ทั้งหลายที่ยูชอนได้ผ่านมาก็คงไม่มีระบุไว้ในตำราเรียน
“นี่ จุนซู ทำไมถึงไม่ชอบเศรษฐศาสตร์ล่ะ?”
“ก็มันน่าเบื่อนี่นา เดี๋ยวก็ทุน เดี๋ยวก็กำไร ไม่รู้จักจบ ไม่รู้จักพอซะที”
ยูชอนจุดรอยยิ้มน้อยๆ ขึ้นที่ริมฝีปาก พอใจกับคำตอบที่แสนน่าเอ็นดูนั่น เด็กนี่ฉลาด ช่างพูดช่างเจรจา
“แล้วเธอชอบเรียนวิชาอะไรที่สุดล่ะ?”
“ชอบ---” เจ้าของใบหน้าจิ้มลิ้มเหมือนตุ๊กตาเอียงคอ พลันทำท่าครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก ราวกับเป็นคำพูดต้องห้ามอย่างไรอย่างนั้น “ศิลปะ วาดรูป ชอบดนตรี ชอบร้องเพลง” คนชอบเรียนศิลปะที่ยูชอนได้ข่าวว่าโดดเรียนเปียโนเป็นประจำฉีกยิ้มจนตาปิด
ครูสอนเศรษฐศาสตร์หัวเราะน้อยๆ “แต่ได้ข่าวว่าชอบโดดเรียนเปียโนไม่ใช่หรือ?”
“ก็ครูสอนเปียโนน่าเบื่อกว่าครูปาร์คซะอีก”
อ้าว เด็กเปรต
มันด่านี่หว่า...
ร่างสูงกระแอมสองสามที ก่อนจะเปลี่ยนท่านั่ง เขาพยายามขจัดความคิดชั่วร้ายในหัวออกไปโดยปลอบใจตัวเองว่า...อย่างน้อยก็มีคนน่าเบื่อกว่าเรา เหอๆ
ท้องฟ้าสดใสอยู่ได้ไม่นาน จู่ๆ ฟ้าก็แล่บแปลบปลาบขึ้นมาเสียอย่างนั้น จุนซูสะดุ้งพลางรีบเอามืออุดหู ก่อนที่เสียงฟ้าผ่าจะฟาดเปรี้ยงลงมาดังลั่น ไม่ทันไรห่าฝนก็เทลงมาอีกระรอกใหญ่ เล่นเอาบรรยากาศที่เคยเงียบสงบภายในคฤหาสน์ตระกูลคิมดูวุ่นวายขึ้นมาทันที
สาวใช้วิ่งปิดหน้าต่างในบ้านกันจ้าละหวั่น คุณลุงคนขับรถที่กำลังล้างรถอย่างสบายอารมณ์ รีบถอยรถเก็บเข้าอู่แทบไม่ทัน ยูชอนมองภาพที่ไหวเร็วๆ อยู่เกือบสุดสายตาของเขาอย่างเซ็งๆ อดนึกเป็นห่วงรถสปอร์ตคู่ใจที่ถูกจอดอย่างโดดเดี่ยวเอาไว้กลางแจ้งไม่ได้
ร่างสูงพะว้าพะวังห่วงเจ้าเพื่อนยากจนลืมที่จะสังเกตสีหน้าที่เปลี่ยนไปของลูกศิษย์คนเดียวของเขาในยามนี้ ดวงตากลมใสนั่นกระพริบเอื่อยๆ นัยน์ตาดูว่างเปล่าพิกล แก้มกลมขยับเคี้ยวหมากฝรั่งในปากช้าๆ ราวกับไม่มีเรี่ยวแรงจะเคี้ยวต่อ ยูชอนแตะฝ่ามือลงเบาๆ บนแขนข้างหนึ่งของจุนซู
“จุนซู...”
“คุณจุนซู!”
เสียงแหลมอีกเสียงสามารถเรียกสติของจุนซูให้กลับมาได้ผลกว่าสัมผัสบางเบาของยูชอนหลายเท่านัก ร่างผอมเกร็งของเมียงยอวิ่งฝ่าสายฝนจนตัวเปียกปอน ในมือของหล่อนถือไม้เรียวด้ามยาวมาด้วย ใบหน้าที่เคยดูใจดีและอ่อนโยนนั่นขมวดนิ่ว หล่อนตวาดเสียงดังลั่นมาก่อนที่ตัวจะมาถึงเสียอีก
ราวกับนั่งรอบทลงโทษนี้อยู่แล้ว จุนซูสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะเก็บสมุดหนังสือแล้ววิ่งหนี แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวเท้าไปไหนไกล ฝ่ามือของเมียงยอก็คว้าหมับ กุมที่ข้อมือเล็กๆ จนจุนซูกลั้นเสียงร้องไว้ไม่ได้
“โอ้ย! เจ็บนะเมียงยอ”
โดยไม่ฟังเสียงทัดทานของสาวใช้สามสี่คนที่มาด้วยกันแม้แต่น้อย
ฟุ่บ!
เมียงยอหวดไม้เรียวลงบนบั้นท้ายและต้นขาของจุนซู ซึ่งกำลังดิ้นหลบและพยายามวิ่งหนีจนตอนนี้ออกไปยืนเปียกอยู่กลางฝน
“ทำไมพูดไม่เคยฟังเลย ทำไมดื้อด้านอย่างนี้นะ คุณก็รู้ว่าคุณแจจุงยังไม่หายหวัดดี ถ้าคุณเป็นอะไรขึ้นมาจะทำยังไง ทำไมไม่คิดบ้างล่ะคะ!”
“โอ้ย! เมียงยอ...ฉันเจ็บ! ฮึก...”
ทุกครั้งที่เสียงฟาดแรงๆ กระทบลงดังลั่น ยูชอนหลับตาลงพลันกัดกรามกรอด เหมือนใจจะขาด...ไม่อยากจะเห็นภาพนั้น เขายืนกำมือแน่นๆ อดทนอยู่นาน เมียงยอกำลังฉุดกระชากจุนซูอยู่กลางสายฝนหนาวยะเยือก ริมฝีปากที่เคยเป็นสีแดงสดเริ่มกลับกลายเป็นสีเขียวซีด ร่างเล็กสั่นสะท้าน เสียงหวานร้องอย่างน่าสงสารด้วยความเจ็บปวด
“ฮือ...ขอโทษเมียงยอ...ฉันจะไม่ทำอีกแล้ว อ...โอ้ย!”
“ดิฉันบอกคุณหนูแล้วใช่ไหมว่าถ้าทำอีกจะถูกทำโทษน่ะ ทำไมไม่ฟังบ้าง!”
“พอแล้วเมียงยอ ฉันขอโทษ...นะ...นะ...ไม่เอาแล้ว...ฮือ...”
แล้วจะให้เขา...ทนดูต่อไปได้อย่างไร...
“พอได้แล้ว พอกันที เธอขอโทษคุณแล้วยังไม่พอใจอีกหรือ!?” ยูชอนโผเข้าไปขวาง พลันกระชากไม้เรียวที่เนื้อไม้เริ่มแตกในมือเมียงยอ กำจนมันหักเป็นสองท่อน ดวงตาของชายหนุ่มวาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยว จุนซูโถมกายเข้ามากอดเอวแกร่งเอาไว้ ซุกใบหน้าร้องไห้จนยูชอนรู้สึกถึงน้ำอุ่นๆ เปรอะเปื้อนไปทั่วแผ่นหลังของเขา
“คุณไม่เกี่ยวค่ะดร.ปาร์ค คุณเป็นคนนอก ไม่ควรยุ่งเรื่องในตระกูลคิม”
“แล้วคุณล่ะ สำคัญตัวว่าตัวเองเป็นใคร มีสิทธิ์อะไรมาทำร้ายลูกศิษย์ของผม!”
จุนซูชะงักกลั้นเสียงสะอื้น มองคนตรงหน้าอย่างไม่เชื่อหู
“คุณไม่เคยถามเหตุผลของเธอสักคำ แค่มีแม่งี่เง่าชอบบังคับให้ทำโน่นทำนี่เท่านี้ยังไม่พออีกหรือ คุณยังจะบงการชีวิตเธออีก ปล่อยจุนซูเดี๋ยวนี้นะ ไม่งั้นเราได้เห็นดีกันแน่!”
สิ้นน้ำเสียงหนักหน่วงที่ตะคอกออกมาชุดใหญ่ ยูชอนกุมมือจุนซูแน่น ก่อนจะโอบประคองไหล่บางที่กำลังไหวสะท้านนั่นพาเข้าไปในตัวคฤหาสน์ ทิ้งให้เมียงยอยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างโหดร้าย น้ำตาของหญิงชราไหลระรินลงอาบใบหน้า
สาวใช้หลายคนวิ่งกรูเข้ามา โอบผ้าเช็ดตัวเนื้อนุ่มลงบนไหล่เล็ก บ้างซับเบาๆ บนศีรษะที่กำลังเปียกลู่อย่างระมัดระวัง จุนซูยังไม่หยุดสะอึกสะอื้น เขายกมือขึ้นลูบหน้า พยายามกัดฟันแน่นๆ เพื่อกลั้นน้ำตา ทว่าก็ไม่เป็นผลแม้แต่น้อย
ยูชอนโค้งขอบคุณสาวใช้อีกคน ก่อนจะรับผ้าขนหนูมาผืนหนึ่ง กระนั้นแล้วสายตาของชายหนุ่มก็ยังไม่ละไปจากร่างเล็กตรงหน้า เขามีเรื่องกับหัวหน้าแม่บ้านของตระกูลคิม แถมยังไม่วายไม่รู้จักเก็บกลั้นอารมณ์ ผรุสวาสคุณนายใหญ่เจ้าของบ้านนี้ไปอีกชุด นี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้มีโอกาสมาเหยียบคฤหาสน์หลังนี้ก็เป็นได้
อุ้งมืออุ่นประคองใบหน้าขาวใส ก่อนจะเกลี่ยนิ้วหัวแม่มือเช็ดน้ำตาให้ร่างเล็กแผ่วเบา เขายิ้มน้อยๆ ให้จุนซู ก่อนที่น้ำเสียงทุ้มจะเอ่ยขึ้นปลอบใจ
“ไม่เป็นไรแล้วนะ จุนซู อย่าร้องไห้ ลูกผู้ชายต้องเข็มแข็ง”
“ฮือ...”
“ยิ้มสิ ยิ้มให้ครู”
จุนซูไม่ได้ตอบอะไร คนตัวเล็กโผเข้ากอดร่างสูงแน่น ซุกใบหน้าเข้ากับอกกว้างนั่นพลางร่ำไห้ ยูชอนกอดตอบจุนซู ลูบฝ่ามือหนาไปบนแผ่นหลังลูกศิษย์ของเขา ความอบอุ่นแผ่ซ่านผ่านผ้าชื้นสีอ่อนซึ่งในยามนี้บางลู่แนบผิวเนื้อขาวละมุนและนุ่มนิ่มของเด็กชาย
เจ็บตรงไหนบ้าง จุนซู ขอครูดูหน่อย
จะได้ช่วยปัดเป่ามันออกไป
จะช่วยปกป้อง
ไม่ให้ต้องเจ็บอีก...
To be continued...

#1 By MY MJ on 2008-02-14 22:29