Demon Authorized (6)
posted on 11 Feb 2008 21:23 by bleaf-me in demon-authorized
Title: Demon Authorized
Author: b.leaf
Staring: Dong Bang Shin Gi (SM Entertainment) / (C) b.leaf's Original Characters
Pairing: Yoonho/Jaejoong, Yoochun/Junsu
Genre: AU, Mystery, Thrillers, Horror ; !Against religion & beliefs (Christian Beware)
Rate: R
- - -
6.
วันหยุดสุดสัปดาห์ที่เฝ้ารอคอยหมดลงไปอย่างน่าเสียดาย
ตลอดเวลาสองวันอันแสนสั้นที่พ้นผ่าน ยุนโฮใช้มันหมดไปกับการดูแลรถ เล่นกับแมว ทานอาหารฝีมือแม่ ฟังมิสซา ทุกกิจกรรมที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นกิจวัตรประจำวัน หรืองานอดิเรกที่สามารถทำให้ใจของเขาสงบได้ทุกครั้ง
ทว่า ณ ตอนนี้กลับไม่ใช่...
ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านสมองไปอย่างไร้ค่า
มีคนตายอีกแล้ว...แถมยังเป็นคนในกองละครอีกครั้งแล้วด้วย ยุนโฮไม่อาจรู้ได้เลยว่าเขาจะผ่านงานนี้ไปได้อย่างไรโดยสติสตางค์จะยังคงครบถ้วนสมบูรณ์
ชิงฆ่าตัวตายไปก่อนเสียเลยดีไหม?
คงไม่ดี...
ชายหนุ่มเดินโขยกเขยกแบบคนอดนอนเข้ามาในโรงละคร ก่อนจะหย่อนกระเป๋าให้สายสะพายค่อยๆ หล่นลงมาตามแขนอย่างไร้เรี่ยวแรง ความเป็นไปต่างๆ ยังคงขับเคลื่อน ช่างเป็นความเคลื่อนไหวที่แสนจืดชืด ในเวลาแบบนี้ สิ่งที่ทุกคนพอจะทำได้ดีที่สุดคือการพยายามแสร้งทำเป็น ‘เข้มแข็ง’ ใส่กัน
“โบกยองคะ เตรียมตัวซ้อมคิวด้วยค่ะ”
เสียงใสๆ ของผู้ดูแลนักแสดงคนใหม่ฟังดูมีชีวิตชีวายิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น โจจูมิน เพิ่งได้รับเลือกเข้ามาปฏิบัติหน้าที่นี้แทน ปาร์คจุงอา ซึ่งนอกจากจะเป็นผู้จัดการส่วนตัวของคิมโบกยอง และคอยลอยไปลอยมาเดินแว้ดๆ ใส่ชาวบ้าน ไม่บอกคงไม่รู้ว่าหล่อนยังควบตำแหน่งนี้อยู่ด้วย
ยุนโฮพินิจดูเด็กสาวที่กำลังทำงานอย่างแข็งขัน หล่อนสวมชุดเสื้อยืดสีหวานพอดีตัว กระโปรงสั้น และรองเท้าผ้าใบปะเย็บด้วยเศษผ้าอย่างสร้างสรรค์ ผมสีดำธรรมชาติยาวประบ่าไม่ถูกตัดแต่งมากนัก และในอ้อมแขนมักมีสมุดจดเล่มหนึ่ง ซึ่งว่ากันว่าเป็น ‘สมุดจดพล็อตนิยาย’ ถือแนบอกไว้ตลอดเวลา
จูมินเรียนอยู่คณะภาษาศาสตร์ เอกภาษาเกาหลี ชั้นปีที่ 2 เรียนทำไมไม่รู้แหละ รู้แต่อยากจะยิ่งใหญ่ เด็กสาวเพียงอยากพิสูจน์ตัวเองว่าหล่อนเก่งกว่ารุ่นพี่เอกวิชาการประพันธ์ และนักเขียนดังๆ หลายคนในโลก โดยหารู้ไม่ว่านักเขียนที่ประสบความสำเร็จไม่จำเป็นต้องจำเพาะเจาะจงเรียนจบด้านภาษาสักหน่อย
ฝันของหล่อนคงจะกลายเป็นจริงแล้ว เมื่อได้ทำเป็นผู้ดูแลนักแสดงสมใจ จูมินอยากทำหน้าที่นี้มากถึงขนาดเคยเข้ามาสมัครแกมอ้อนวอนเพื่อตำแหน่งนี้แล้วถึงสองครั้ง หากก็กลับชวดไปอย่างน่าเสียดายถึงสองครั้ง ด้วยเหตุผลกลใดก็มิอาจทราบ จึงไม่น่าแปลกใจที่หล่อนจะเป็นเพียงคนเดียวในที่นี้ที่ยังคงยิ้มร่าเริงอยู่ได้
เด็กสาวดูมีท่าทีร้อนใจนิดหน่อยเท่านั้น เมื่อไม่เห็นวี่แววของคิมโบกยอง
“ว่าไงจูมิน?” ยุนโฮสะกิดไหล่ ก่อนที่จูมินจะหันขวับกลับมายิ้มให้ เป็นรอยยิ้มที่เด็กสาวผู้สดใสมักมีมอบให้แก่ทุกๆ คน ยุนโฮถามต่อโดยไม่รอคำตอบจากคำถามแรก “โบกยองยังไม่มาหรือ?”
“ยังเลยค่ะ ผู้กำกับ”
“เรียกยุนโฮเถอะ”
“ค่ะ ยังเลยค่ะ พี่ยุนโฮ” หล่อนตอบเสียงแจ๋ว “หนูโทรหาน้องเขาตั้งหลายรอบแล้วก็ไม่มีสัญญาณ เฮ้อ...นี่พี่อูกยองก็หายไปอีกคนแล้วนะคะ พี่โซลกีวานให้ไปเอาอุปกรณ์ให้เธอหน่อยน่ะค่ะ เกือบครึ่งชั่วโมงแล้วยังไม่กลับมาเลย ไม่รู้หาเจอหรือเปล่า”
“แล้วโซลกีไปไหน?”
“เอ่อ...” จูมินลังเล แต่แววตาบอกว่าหล่อนไม่รู้
“โทรหาอูกยองหรือยัง?”
“โทรแล้วค่ะพี่ แต่...” หล่อนทำท่ากึ่งๆ จะยักไหล่ “ไม่มีสัญญาณ”
.
.
.
แสงของไฟฉายส่องสว่างเป็นลำกวัดแกว่งไปมา แต่ก็ยังเห็นเพียงความมืดดำ ซองอูกยองใช้มือปัดหยากไย่ ขณะค่อยๆ ย่องไปตามทางห้องใต้ดินที่ถูกทิ้งให้รกร้าง ที่ซึ่งเคยใช้เป็นที่เก็บอุปกรณ์เก่าของภาควิชาการละคร
เสียงไม้ผุๆ ลั่นอาดทุกครั้งย่างก้าว นานๆ ครั้งจึงจะมองเห็นแสงสว่างซึ่งส่องลอดเข้ามาตามช่องไม้ที่เป็นรู เขาหรี่สายตา เพ่งผ่านเงามืดจนตาพร่าก็ไม่พบกล่องอุปกรณ์ที่ผู้กำกับศิลป์พูดถึง อูกยองนึกค่อนขอดในใจอย่างหงุดหงิด ฮันโซลกีคงหลอกเขาเข้าให้แล้ว
ขณะที่คิดได้ว่าควรจะหันหลังกลับ แสงจากกระบอกไฟฉายของอูกยองก็บังเอิญพบกับตู้เสื้อผ้าไม้โอ๊คแกะสลักขนาดใหญ่ใบหนึ่ง ชายหนุ่มไม่ลังเลเลยที่จะเดินเข้าไปดู
มันถูกพันธนาการจากด้านนอกด้วยแผ่นไม้ตอกไขว้กัน พื้นที่ซึ่งปราศจากไรฝุ่นแตกต่างจากทุกอย่างในบริเวณนี้ บ่งบอกได้ว่ารอยตอกปิดทับนี้เป็นรอยใหม่ อูกยองใช้ปากคาบไฟฉายไว้ ก่อนจะเอื้อมไปหยิบค้อนที่เหน็บไว้กับเข็มขัดสะพายที่ด้านหลัง
ทันทีที่ตู้ไม้ถูกงัดให้เปิดออก กลิ่นคละคลุ้งชวนคลื่นเหียนก็ฟุ้งกระจายออกมาดุจลูกโป่งที่อัดลมมากจนระเบิด เสียงของแมลงอื้ออึง และสิ่งที่ฮันโซลกีไม่ได้ไหว้วานให้เขาช่วยหา...
.
.
.
“สวัสดีจ้ะทุกคน”
ชิมเฮียวรินก้าวเข้ามาภายในโรงละครอิเดนเบิร์ชพร้อมลูกชายคนโต เรียกให้เสียง ‘สวัสดีครับ-สวัสดีค่ะ ศาสตราจารย์ชิม’ ดังตามมา อาจารย์สอนประวัติศาสตร์สาวยิ้มให้นักศึกษาทุกคนอย่างสดใส ใบหน้าของหล่อนคงจะเรียกได้ว่าสวยงามหากไม่ซีดเซียวถึงเพียงนี้
เฮียวรินพยักหน้าให้ยุนโฮแบบผ่านๆ เมื่อคนที่ได้ชื่อว่าเป็นหลานชายคำนับให้ “เช้านี้ไม่มีสอน ขอมาดูซ้อมละครด้วยคนแล้วกันนะจ๊ะ”
ชางมินถอนหายใจเบื่อๆ เขาเบื่อจริงๆ เวลาต้องไปไหนมาไหนกับแม่ ดูเป็นชีวิตวัยรุ่นที่ไม่มีอิสระและคล้ายกับว่ามีเนื้องอกในลำไส้ ทว่าในสถานการณ์เช่นนี้ การมีแม่เป็นเนื้องอกในลำไส้คงจะดีกว่าการปล่อยแม่ผู้มีนิสัยจับจดของเขาให้เอาแต่ฟุ้งซ่านโทษตัวเองในความผิดที่เธอไม่ได้เป็นคนก่อ
คงจะจริงอย่างว่า...จนกว่าจะจับตัวฆาตกรได้ ทุกสิ่งทุกอย่างจะไม่มีอะไรเหมือนเดิม
“อ้าว พี่โซลกี ไปไหนมาคะ?” จูมินตะโกน ทุกคนในที่นี้หันไปมองเจ้าของชื่อนั้นเป็นตาเดียว
โซลกียังคงหอบแฮ่ก ขณะตอบ มือทั้งสองข้างยกกล่องอุปกรณ์ไว้อย่างหมิ่นเหม่ “ก็ไปเอานี่น่ะสิ”
กองละครเวทีประจำวิทยาลัยอิเดนเบิร์ชกำลังจะเริ่มงานกันอีกครั้ง เมื่อเสียงร้องอย่างหวาดกลัวของซองอูกยองดังขึ้น
เสียงร้องนั้นแว่วมาจากที่ไกลเกินกว่าจะฟังได้ถนัด หลายคนไม่ได้ยินมันเลยเสียด้วยซ้ำ ผิดจากยุนโฮ ชางมิน และเฮียวรินที่ยืนอยู่ใกล้ประตูที่สุด ทั้งสามแลกสายตากันหนหนึ่ง ก่อนออกตัววิ่งอย่างเร็วที่สุดไปตามต้นเสียง
“ทางนี้!” ชางมินตะโกนบอก เมื่อพบประตูไม้แบบดึงเปิดลักษณะคล้ายหน้าต่าง ทางอันจะนำไปสู่ห้องเก็บของใต้ดินเก่าของโรงละครที่ไม่ถูกใช้งานมาหลายสิบปีแล้ว ประตูนั้นถูกบดบังไว้ด้วยสุมทุมพุ่มไม้ที่ขึ้นรก ยากจะค้นหาได้อย่างง่ายดาย แต่สำหรับชางมินที่เคยมาเล่นซนแถวนี้บ่อยๆ เมื่อคราวเป็นเด็ก เขาสามารถบอกตำแหน่งของมันได้แทบจะในทันที พอกระชากมันเปิดออกได้ เด็กหนุ่มร่างสูงก็รีบหย่อนกายลงไปอย่างไม่รีรอ
“ให้ตายเถอะ แม่ อย่าลงมา!”
“คุณป้าครับ” ยุนโฮรั้งเฮียวริน หากแต่หล่อนไม่มีทีท่าสะทกสะท้าน ขณะไต่บันไดลงไปใต้พื้นดินกว่าครึ่งตัวแล้ว
“อย่าห้ามฉัน ฉันจะไม่ปล่อยให้ลูกศิษย์ฉันเป็นอะไรอีกเป็นคนที่สาม”
ด้านล่างนี้มืดสนิท ทั้งเย็นชื้นและเหม็นอับ ชางมินมองไม่เห็นอะไรเลยทั้งที่ยังคงลืมตา เขาค่อยๆ ก้าวอย่างระมัดระวัง กระทั่งมองเห็นแสงรำไรจากกระบอกไฟฉาย
“ไม่จริง...”
ซองอูกยองล้มกองอยู่กับพื้นในท่าขดตัว เขากำลังร้องไห้ มือกำจี้รูปไม้กางเขนที่ห้อยคอติดตัวไว้แน่น พลางพึมพำบางอย่างที่ชางมินเดาว่าคงเป็นบทสวดมนต์ เบื้องหลังของเขาเผยให้เห็นตู้ไม้โบราณหลังใหญ่ที่ประตูเปิดอ้าเอาไว้
ในนั้น...ร่างของคิมโบกยองแลดูบิดเบี้ยวราวลีลาบัลเล่ต์ที่สุดแสนพิสดาร คอหักคางเกยพื้น ขณะที่ท่อนขาพับแนบแก้ม ชิ้นส่วนที่ในเวลานี้แทบจะเรียกไม่ได้แล้วว่าเป็นอวัยวะแหลกเหลวพับกองเหมือนตุ๊กตาแก้วที่แตกละเอียด นัยน์ตาลึกโหลเหลือกถลน ผิวเนื้อบวมอืดและเริ่มส่งกลิ่นเหม็นเน่า หล่อนยังคงสวมเสื้อผ้าชุดเดียวกับเมื่อครั้งสุดท้ายที่ทุกคนเห็นหล่อน ทั้งชุดราตรียาวสีเหลืองเปื้อนเลือดก็ยังคงกองอยู่แนบใกล้
ยุนโฮ แตะปลายนิ้วที่กลางหน้าผาก หน้าอก ไหล่ซ้ายและขวา พร้อมๆ กับที่หยาดน้ำตาเอ่อเครือคลองตาจนภาพเบื้องหน้าเริ่มพร่าพราย
“เดชะพระนามพระบิดา พระบุตร และพระจิต อาเมน”
.
.
.
ยุนโฮรู้สึกย่ำแย่เป็นกำลัง เมื่อสายตาอันแสนดุดันของสารวัตรคิมฮยอนซุคจดจ้องมาที่ใบหน้าของเขาอย่างพิจารณา ราวกับกำลังมองทะลุร่างกายไปถึงจิตใจ ความเงียบอันน่าอึดอัดที่ผู้สูงวัยกว่าก่อไว้กดดันร่างกายของเขาจนไม่อาจขยับ
ไม่มีคำถามใดๆ ออกมาจากปากของสารวัตรคิมอีก จนในที่สุดเขาก็เอ่ยว่า
“ขอบใจที่ให้ความร่วมมือ”
บรรยากาศของโรงละครอิเดนเบิร์ชในยามนี้อลหม่านสับสน เสียงไซเรนรถตำรวจ และภาพของเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบเดินสวนกันอย่างขวักไขว่ ปลุกความทรงจำอันเป็นดั่งความฝันที่แสนโหดร้าย ซึ่งเอาแต่จะกลับมากร่ำกรายซ้ำซากไม่รู้จบ
“แย่จังเลยนะ” ยุนโฮรำพัน ขณะเฝ้ามองตำรวจกำลังสอบปากคำซองอูกยองอย่างเคร่งเครียด
“เชื่อผมเถอะพี่ อีกไม่นานตำรวจจะต้องจับตัวฆาตกรได้” ชางมินให้กำลังใจ
ยุนโฮยิ้มให้ชางมินอีกครั้ง แต่เป็นรอยยิ้มที่แลดูเหน็ดเหนื่อยจนเกือบจะเป็นท้อแท้ ชางมินคิดว่ายิ้มแบบนี้ไม่ต้องยิ้มเลยเสียยังจะดีกว่า
“นายรู้ไหมว่าฉันสวดภาวนาให้เป็นอย่างนั้นทุกคืน”
ยุนโฮก็เป็นเสียอย่างนี้... พี่ชายของเขามักจะมีรอยยิ้มให้กับคนรอบข้างอยู่เสมอ รอยยิ้มที่คอยทำให้คนอื่นๆ สุขสบายใจ แต่ไม่เคยเลยสักครั้งที่เขาจะพยายามยิ้มให้ตัวเองในยามมีปัญหา
“เห็นแก่พระเจ้าเถอะพี่ อย่าโทษตัวเอง อย่าคิดมาก”
“เออ”
ยุนโฮและชางมินพยายามทำตัวให้ห่างเหินจากสภาพการณ์ปัจจุบัน ต่างปล่อยให้ความคิดต่างๆ นานาเข้ามาครอบงำ สัญญาณความวุ่นวายสับสนจึงกลับกลายเป็นเพียงแค่เสียงดนตรีที่ชวนให้หดหู่และปวดร้าว
.
.
.
“รุ่นพี่อึนนา ต้องเป็นเธอแน่ๆ”
จุนซูโวยวาย ขณะกำลังเร่งมุ่งหน้าตรงมายังโรงละครอิเดนเบิร์ช เสียงเล็กๆ ที่แผดตะหวาดอย่างไม่กักเก็บอารมณ์นั่นเรียกให้กลุ่มนักศึกษาที่เดินสวนไปมาหันมาให้ความสนใจ ไม่เว้นแม้แต่ยุนโฮกับชางมิน
“ฉันเห็นเธอยืนชี้มือมาทางกลุ่มพวกเรา!”
แจจุงมีสีหน้าไม่สื่ออารมณ์ ผิดจากยูชอนที่ถึงกับระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
“นายคิดไปเองหรือเปล่า มันอาจจะเป็นภาวะทางจิตก็ได้นะ จุนซู อารมณ์ว่าเห็นภาพสะเทือนใจ ‘คลิปฉาวสาวไฮโซโดดทึ้งผมเพื่อนร่วมงาน’ นายรับไม่ได้ ก็เลยเพี้ยนเห็นภาพหลอนน่ะ ฮ่าๆๆ”
คำพูดของยูชอนทำให้จุนซูชะงักฝีเท้า หันกลับมามองแฟนหนุ่มด้วยแววตาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
“พี่ยูชอนคิดว่ามันตลกนักหรือฮะ?”
เขายกมือยอมแพ้ “เปล่านี่ ฉันแค่เห็นว่านายเครียดเกินไปหน่อย”
“เครียดเกินไปหน่อยงั้นหรือฮะ?” จุนซูขึ้นเสียง “พี่ยูชอนคิดว่าผมตาฝาดงั้นหรือฮะ พี่คิดว่าผมบ้าประสาทหลอนหรือ พี่คิดว่าผมสนุกนักหรือที่ต้องเห็นสิ่งที่ไม่อยากจะเห็นทุกครั้งที่จ้องเข้าไปในความมืด คิดว่าขำหรือไงกับตลอดหกเดือนที่อยู่ในวิทยาลัยนี้ แล้วต้องทนเห็นภาพผู้หญิงชุดดำคนเดิมกระโดดลงมาจากดาดฟ้าหอหญิงทุกวันตอนหกโมงเช้าน่ะ!?”
“ใจเย็นๆ ก่อนนะจุนซู” เสียงของแจจุงฟังดูเหมือนเสียงกรีดร้องของแมลงหวี่ท่ามกลางศึกนี้
จุนซูไม่คิดจะสนใจ คำพูดของเขาเริ่มขาดห้วงและสั่นเครือ เปี่ยมไปด้วยแววความน้อยเนื้อต่ำใจ “คนอื่นไม่เชื่อผม ผมไม่ว่า แต่นี่เป็นพี่ยูชอน” เขาส่ายหน้าช้าๆ “ผมผิดหวังในตัวพี่จริงๆ”
“โธ่...จุนซู ฟังฉันก่อนสิ”
“ไม่ฟังแล้วฮะ พี่ยูชอนไม่เคยเชื่อใจ ไม่เคยรับรู้เลยว่าผมรู้สึกยังไง”
“ก็นายไม่เคยพูด”
“อ๋อ ต้องร้องตะโกนออกมาด้วยใช่ไหมฮะ?” จุนซูกำหมัดแน่นจนฝ่ามือเล็กๆ คู่นั้นแดงก่ำ “โอเค งั้นจะบอกให้รู้เลยว่าตอนนี้ผมรู้สึกสิ้นหวัง!”
“ฟังดูไม่ค่อยดีเลยนะ”
“พี่ยูชอน!”
ยุนโฮฟังแล้วเริ่มเวียนหัว ชายหนุ่มหันมาสบตาแจจุงอย่างคลางแคลงใจ หากแจจุงทำเพียงแค่ยิ้มให้เขาบางๆ ราวกับว่าการที่คู่รักซึ่งเคยชื่นมื่นจนผึ้งทั้งรังยังต้องอิจฉา ทะเลาะจนแทบจะกระโดดล็อคคอกันอยู่รอมร่อนี่เป็นเรื่องปกติเสียจริง
ร่างเพรียวยักไหล่นิดๆ ก่อนเอ่ยว่า “เดี๋ยวก็หายครับ”
ยุนโฮเลื่อนสายตาไปยังประตูไม้ขนาดยักษ์ของโรงละครซึ่งถูกกั้นไว้ด้วยแถบพลาสติกสีเหลือง เขียนข้อความว่า ‘ห้ามผ่าน’ ด้วยตัวหนังสือหนาสีดำ ไม่รู้เหมือนกันว่าเจ้าหน้าที่พลัดกันลำเลียงชิ้นส่วนอะไรออกมานักหนา เพราะแต่ละคนดูไม่ซ้ำหน้า และเดินสวนกันขวักไขว่ไม่รู้จักจบสิ้น เขาอดหวนนึกถึงภาพร่างอันไร้ลมหายใจของคิมโบกยองไม่ได้ เธอดูพับงอและบอบบางมาก ราวกับว่าหากเอื้อมมือไปสัมผัสจะทำให้แขนขาที่บิดเบี้ยวหลุดติดมือออกมาเมื่อไรก็ย่อมได้
ยุนโฮเริ่มอยากจะอาเจียน ทันทีที่คิดไปเรื่อยเปื่อยอีกว่าบางที ชิ้นส่วนใต้ผ้าคลุมศพหลายๆ ผืนนั่นอาจเป็นร่างกายที่แหลกเหลวของคิมโบกยอง ความรู้สึกกระอักกระอ่วนแล่นเข้ามารบกวนจิตใจอย่างหนักหน่วง ประเด็นที่ยูชอนและจุนซูยกขึ้นมาเป็นปัญหาฟาดฟันกันอยู่ในยามนี้ก็เช่นกัน
ถ้าหากว่าเรื่องนี้มีวิญญาณอาฆาตของชเวอึนนาอยู่เบื้องหลังล่ะ?
ทันใดนั้น ตำรวจหนุ่มนายหนึ่งตะโกนโหวกเหวก ด้วยความเข้มเสียงอันมากพอจะทำให้ผู้คนซึ่งยืนกระจายตัวกันอยู่ในรัศมีครึ่งไมล์หันมารวมจุดสนใจไว้ที่เดียว แม้แต่ยูชอนกับจุนซูก็ตกใจจนต้องหยุดต่อปากต่อคำ
“เฮ้ย ไอ้หนุ่ม ตรงนั้นเข้าไปไม่ได้นะ!”
“โธ่ พี่ตำรวจครับ กรุณาเถอะครับ ผมแค่อยากเห็นหน้าแฟนเป็นครั้งสุดท้าย” ชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่งถูกตำรวจสองสามนายหิ้วปีกออกมาจากโรงละคร เขาร้องโอดโอยด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเสแสร้งราวกับหลุดออกมาจากละครวิทยุสมัยโบราณ “โบกยอง ที่รัก อย่าเพิ่งทิ้งผมไปเลยนะ ผมยังไม่ได้เห็นคุณใส่ชุดนางแมวสาวสุดเซ็กซี่สำหรับ ‘One Mad Night’ ของเราคืนนี้เลย โฮ...”
“โบกยองมีแฟนด้วยหรือ?” ยุนโฮหรี่ตา เอ่ยกับยูชอน
“อืม...คิดว่าไม่นะ”
เขาสวมเสื้อฮู้ดดี้เนื้อหนาสีดำ กับกางเกงยีนส์สีซีดขาดลุ่ย เพราะใบหน้าได้รูปถูกซ่อนไว้เบื้องใต้เงาของหมวกฮู้ดซึ่งถูกดึงมาปิดไว้เกือบครึ่งหน้า เหลือไว้ให้เห็นเพียงปลายจมูกโด่งสวยแลดูคมสัน กับริมฝีปากบางๆ สีโอรส ไม่มีใครสามารถอธิบายได้ทันทีว่าเขาหน้าตาเป็นอย่างไร หากเป็นเส้นผมสีส้มประกายทองบาดตานั่นที่ทำให้คนบางคนสามารถระบุชื่อของเขาได้ทันที
“นั่นชองฮวานี่นา” กาฮี ฝ่ายเรียบเรียงดนตรีประกอบนั่นเองที่ยืนอยู่เบื้องหลังทุกคน หล่อนเอ่ยขึ้นอย่างมั่นอกมั่นใจ “เขาไม่ใช่แฟนน้องโบกยองสักหน่อย”
“ใครงั้นหรือฮะ?” จุนซูถาม
“อ้าว จุนซูไม่รู้จักชองฮวาหรือ?” หล่อนถามซ้ำ เมื่อเห็นจุนซูส่ายหน้าจึงเริ่มอธิบาย “ฮัวชองฮวา นักศึกษาปีสามเอกดนตรีสากลน่ะจ้ะ เพิ่งโอนหน่วยย้ายมาจากมหาวิทยาลัยรัฐฯ ตอนนี้ฮ็อตมากๆ เลยล่ะนะ ใครไม่รู้จักเขานี่ถือว่าเอ้าท์สุดๆ” กาฮีป้องปากกระซิบ “เป็นประเด็นพูดคุยที่ร้อนแรงที่สุดในหอหญิงเลย”
กาฮียังจาระไนต่อไปอย่างไม่ลดละ ทว่าจุนซูรับรู้เพียงแค่นั้น เขาพยายามจ้องมองเข้าไปภายใต้เงาที่บดบังใบหน้าของ ฮัวชองฮวา หากก็ไม่เป็นผล เขาลดระดับสายตาให้ต่ำลงกระทั่งเห็นสิ่งที่ทำให้เขาสะดุดตา
จี้รูปดาวห้าแฉกฝังอัญมณีสีฟ้าใส ล้อมด้วยวงกลมสลักลวดลายดูแปลกตา
เท่ดี...แต่ช่างเป็นศิลปะที่ให้ความรู้สึกไม่น่าโสภาเท่าไหร่เลย...
ในที่สุด พ่อหนุ่มผมส้มที่กาฮีเรียกอย่างสนิทสนมว่า ‘ชองฮวา’ ก็ถูกคุณตำรวจโยนโครมออกมาจากโรงละคร เมื่อเสียงเอะอะเบาบางลงแล้วก็ไม่มีใครสนใจเขาอีก ชายผู้นั้นเดินเนียนออกมาอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อน เขาแทบจะผิวปากเสียด้วยซ้ำ ปราศจากวี่แววของคนที่แฟนเพิ่งถูกฆ่าหมกตู้เสื้อผ้าในห้องใต้ดินโดยสิ้น
ตอนนี้เองที่ชางมินแอบเห็นเขาโยนถุงมือพลาสติกที่เก็บซ่อนไว้ในเสื้อลงถังขยะ แล้วหย่อนมีดพกเปื้อนเลือดลงถุงเก็บหลักฐาน
.
.
.
หอพักนักศึกษาชายคณะดุริยางคศาสตร์ อาคารบี เป็นหอพักเดี่ยว นักศึกษาคณะนี้ทั้งหมดจะพักอยู่รวมกันภายในตึกเดียวแตกต่างจากคณะอื่น ดังเช่นนักศึกษาคณะศิลปกรรมจะพักรวมกับนักศึกษาคณะภาษาศาสตร์ หรือนักศึกษาจากภาควิชาการแสดงจะถูกจัดให้พักรวมกับนักศึกษาวิชาการประพันธ์เป็นต้น ด้วยความที่เป็นภาควิชาใหญ่โต มีหลายสาขาแตกแขนงออกไป ถึงแม้กระนั้นแล้ว หอพักชายคณะดุริยางคศาสตร์ก็จำต้องก่อสร้างเพิ่มเพื่อแบ่งออกเป็นสามอาคารใหญ่ๆ คือ เอ บี และซี เพื่อรองรับจำนวนนักศึกษาที่มีเพิ่มมากขึ้นทุกๆ ปี
ในห้องพักซีกซ้ายของชั้นสอง ฮัวชองฮวา นั่งกึ่งขัดสมาธิอยู่บนเก้าอี้ไม้หน้าโต๊ะเขียนหนังสือ มือใหญ่ค่อยๆ ไล้ผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มไปตามแนวความคมกริบของโลหะเนื้อมันวาวอย่างละเลียดบรรจง ก่อนจะยกมันขึ้นส่องกับแสงแดดรำไรในยามบ่าย ซึ่งฉายลอดแนวระแนงไม้ อันประดับไว้ด้วยเถาไม้เลื้อยที่จัดแต่งไว้อย่างมีสไตล์ตรงระเบียงด้านนอก
เขาจดจ่อสมาธิทั้งหมดไปที่มีดพกในมือ ทะนุถนอมราวกับว่ามันเป็นลูกนกตัวเล็กๆ นัยน์ตาสีน้ำตาลเรื่อประกายอำพันสะท้อนเงาบนคมมีดดุจกระจกที่ฉายภาพกลับหัว ลูบผ้าขึ้น...แล้วปาดมีดลง...ลูบผ้าขึ้น แล้วปาดมีดลง...และคงจะทำต่อไปอย่างนี้เรื่อยๆ จนถึงรุ่งเช้า หากเสียงประตูไม่ดังขึ้นขัดจังหวะ
ชายหนุ่มพับมีด ก่อนจะโยนมันลงไปในลิ้นชักโต๊ะ
ทันทีที่ประตูเปิดผาง เขาก็ได้พบพานกับใบหน้าที่แสนคุ้นเคยอย่างไม่คาดคิดว่าจะได้พบ เจ้าของผิวขาวเหมือนสำลียืนอยู่ที่นั่น เส้นผมสีเงินเส้นเล็กๆ เป็นประกายคล้ายแพรไหมชั้นเลิศ กับดวงตาสีไพลินคู่เดิมที่ดูเฉยเมยไม่สื่ออารมณ์ใดๆ ด้วยความสูงที่ไล่เลี่ยทำให้ชองฮวาไม่จำเป็นต้องค้อมตัวลงไปมากเพื่อสนทนาอย่างที่ทำกับคนอื่น หากคนตรงหน้ามีร่างกายที่เพรียวสวยจนเกือบจะเป็นบอบบาง ไหล่แคบๆ ถูกหนุนด้วยกล้ามเนื้อน้อยๆ ทำให้ไม่เปราะบางเกินชาย เขาเดินลากกระเป๋าสัมภาระเข้ามาในห้อง แล้วโยนมันลงบนเตียงหลังหนึ่ง
ชองฮวาแสร้งทำท่าทางใจหายใจคว้ำ พลันอุทาน “แม่เจ้าโว้ย! ใครเอาคนงามที่ไหนมาหย่อนไว้หน้าประตูวะเนี่ย เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น”
“นายเคยเห็นคนตายอย่างทรมานเพราะปากพล่อยๆ ไหมวะ ชองฮวา”
“ชมว่างามยังเสือกด่า”
“ไม่ปลื้มว่ะ ขอบคุณ”
หลังจากพิจารณาคนตรงหน้าด้วยแววตาไม่ไว้ใจอยู่พักใหญ่ ชองฮวาก็ถามขึ้น “หอบข้าวหอบของมาทำอะไรที่นี่วะ?”
“ฉันตามนายมา” เขาตอบ
“อย่าบอกนะว่านายลาออกจากมหาลัยยอนเซ”
“โป๊ะเชะ”
“ไอ้-่าเอ้ย พ่อนายรู้ไหมเนี่ย?”
“ยังไม่รู้ พ่อคิดว่าฉันมาแค่ชั่วคราว และถ้านายสงบปากไว้ พ่อก็จะไม่มีวันรู้”
“ให้มันได้อย่างนี้สิพับผ่า ลุงเชือดฉันแน่”
“จะเป็นไรไปวะ ฉันมาช่วยนายนะ”
“ปล่อยฉันอยู่คนเดียวบ้างไม่ได้หรือไงวะ เทบิน?”
“ไม่ได้ว่ะ โทษที”
ชองเทบิน กวาดตามองสำรวจไปรอบๆ บริเวณห้อง ผิวขาวชนิดที่สามารถเรียกได้ว่าขาวจนเกินไปของเขาเรียบเนียนไร้รอยตำหนิดุจตุ๊กตาเซรามิกส์ที่พระเจ้าปั้นขึ้นอย่างพิถีพิถัน
“ไม่ได้เจอนายสักสองเดือนได้ไหม?” ชองฮวาหย่อนกายลงบนเตียงอีกตัว หันมานั่งประจันหน้า
“สามเดือนเต็มๆ” เทบินแก้ “ฉันกับพ่อนึกว่านายตายไปแล้วซะอีก”
“คนอย่างฉันไม่ตายง่ายๆ หรอก”
“ปากดีอย่างนี้เห็นเหยียบไม้จิ้มฟันตายมาหลายรายแล้ว”
ชองฮวาหัวเราะลงคอ “เดี๋ยวพ่อจับกดซะนี่”
“อ้าขารอเลยว่ะ”
คนทั้งสองเงียบลงไปพร้อมกัน ความเงียบงันเข้ามาแทนที่ เทบินชำเลืองมองชองฮวาที่เอาแต่นั่งมองฝ่ามือตัวเองด้วยสายตาเลื่อนลอย พวกเขาไม่คิดจะพูดคุยอะไรกันไปมากกว่านี้ ด้วยต่างรู้ดีว่าอะไรกันแน่ที่นำพวกเขามา
“ได้อะไรมาบ้าง?” ในที่สุดเทบินก็เอ่ยถาม
ชองฮวากระตุกยิ้มมุมปาก เขาเงยหน้าขึ้นสบตาคู่สนทนาด้วยแววตาอันลึกล้ำ เทบินไม่รู้ว่าจะสามารถจำกัดความความรู้สึกที่แผ่ซ่านออกมาจากนัยน์ตาคู่นั้นได้อย่างไร หากแต่ทุกครั้งที่จ้องมอง มันทำให้เขาขนลุก
“มันเพิ่งเริ่มต้น”
เสียงรัวประตูระรอกใหญ่ดังขึ้น ชองฮวาคาดเดาว่าผู้มาเยือนคงจะมีกล้ามแขนที่ใหญ่โตมโหฬาร ชนิดที่ ฮองค์ โฮแกน นักมวยปล้ำอาชีพยังต้องอับอาย เขาผุดลุกขึ้นจากที่ที่เคยนั่ง เดินไปเปิดประตูหน้าห้อง ทฤษฎีของเขาไม่ผิด เมื่อพบว่าผู้มาเยือนคนใหม่คือ ยุนดองฮวาน ควาเตอร์แบคประจำทีมอเมริกันฟุตบอลของวิทยาลัย
ดองฮวานเยี่ยมหน้าเข้ามาภายใน กวาดตามองไปทั่วๆ อย่างถือวิสาสะ แต่ก็ไม่พบใครนอกจากชองฮวา
“คุยกับใครอยู่วะ ชองฮวา?” เขาถาม
“นางในจินตนาการ” ชองฮวาตอบ
ดองฮวานทำตาโต มองไปรอบๆ ห้องอีกครั้ง “ใครวะ?”
“ปารีส ฮิลตัน. มีอะไรงั้นหรือ?”
“อ๋อ แค่จะมาชวนนายไปกินเหล้ากันคืนนี้ว่ะ ไปกันหลายคน ไอ้อูกยองก็ไปนะ”
“เอาสิ ไปด้วย”
“เจ๋ง หกโมงเย็นเจอกันหน้าหอนะ”
“โอเค เจอกัน”
เมื่อดองฮวานกลับไปแล้วและประตูหน้าห้องถูกงับปิดลง ประตูห้องน้ำก็ค่อยๆ แง้มเปิด เทบินก้าวออกมา ก่อนจะยักไหล่
“ที่นี่มีแต่หนุ่มฮ็อตๆ หรือไงนะ”
To be continued…

.. อึ้ง งง ..
พึ่งอ่าน Can I (เวอร์เก่า)
ไปๆ มาๆ
เข้ามา รีเฟรช อีกที ตอน 6 มาแล้ว
- ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาเนอะค่ะ ^^'-
หืมม์...ชอบมากๆ (จากที่เคยกลัว)
บรรยาย สภาพเวลาตัวละครตาย ภาพมันนึกเข้ามาในหัวเลยค่ะ
คอหักคางเกยพื้น ขณะที่ท่อนขาพับแนบแก้ม
พรุ่งนี้มีสอบ อ่านกี่ทีไม่เข้าหัวเลย อ่านประโยคข้างบนที่เดียว จิตนาการมาเป็นชุด ^^;
สุดท้าย ถ้าไม่เม้นท์ ถึงตัวละคร 2 ตัว คงไม่ได้
ชองฮวา เทบิน...
ไม่คอมเม้นท์อะไรมากค่ะ หล่ออยู่แล้ว ^^
รอดูตอนต่อๆไป... ว่า บทบาท คืออะไร
ชองฮวา จุนซู จ้องไม่ยั้งเลยเนอะ ^^
ฮ่าๆ
ชอบเทบินค่ะ ชื่อเท่ห์ดี เทบิน !
#1 By a.while on 2008-02-11 21:40