Can I Love You? (7)
posted on 06 Feb 2008 22:58 by bleaf-me in can-i-love-you
Title: CAN I LOVE YOU?
Author: b.leaf
Paring: Yunjae, Yoosu (Implied Minsu)
Genre: AU, Romance, Drama, Angst
Rate: PG-13
07. ของขวัญ
สัญญาณเตือนข้อความเข้าปลุกยุนโฮให้ดีดกายขึ้นจากห้วงนิทราราวกับถูกแส้ฟาด ด้วยความที่ยังสะลึมสะลือไม่หาย การมองเห็นยังคงพร่ามัว ชายหนุ่มตะปบมือสะเปะสะปะไปทั่วกระทั่งเจอโทรศัพท์
‘เสาร์นี้ สิบโมง เจอกันที่คอฟฟี่ช็อปตรงข้ามร้านจิลเวลรี่
หวังว่าคุณจะมาได้ - คิมแจจุง’
เขาใช้เวลาประมาณสามนาทีเพื่อระลึกใบหน้าของเจ้าของชื่อ คิมแจจุง และอีกสองนาทีต่อมาคิดถึงเรื่องโทรศัพท์โรคจิตเมื่อคืน
โอ...คุณลูกหนี้
ผมขอโทษ
ยุนโฮมาสายกว่าเวลานัดครึ่งชั่วโมงเพราะการจราจรที่ติดขัด อย่างไรก็ตามชายหนุ่มรู้สึกขอบคุณพระเจ้ายิ่งกว่าที่ดลใจให้เขาเลือกจะไม่เอารถส่วนตัวมา มาสายเพราะรถติดว่าไม่น่าให้อภัยแล้ว มาสายเพราะหาที่จอดรถไม่ได้คงจะฟังดูพิลึกกว่า
ย่านศูนย์การค้าในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ผู้คนยังคงพลุกพล่านไม่ขาดสาย โดยเฉพาะวันเสาร์ ยุนโฮบอกให้แท็กซี่จอดส่งเขาสองบล็อกห่างจากร้านกาแฟ แล้วเดินเท้าต่อมา ใช้เวลาเพียงสิบนาที แต่ก็เล่นเอาเหงื่อท่วม
เขาก้มมองนาฬิกาครั้งหนึ่ง สูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะผลักประตูร้านเข้าไป เสียงโมบายลมที่ผูกไว้เหนือประตูทำให้พนักงานทั้งร้านหันมามองเขาเป็นตาเดียว พร้อมกับเอ่ยว่า ‘ยินดีต้อนรับ’ ด้วยน้ำเสียงที่ให้อารมณ์ ‘ไม่มีร้านอื่นเข้าหรือไง’ เสียมากกว่า
พนักงานหญิงที่กะคราวๆ คงอายุไม่เกินสิบแปดเข้ามาถามไถ่ ขณะปากยังไม่หยุดเคี้ยวหมากฝรั่งหยุบหยับ “กี่ท่านคะ?”
“ผมนัดเพื่อนไว้”
พนักงานสาวน้อยผละจากไปอย่างว่องไวชนิดที่แทบจะรั้งเอาไว้ไม่ทัน
ภายในร้านเต็มไปด้วยลูกค้าทั้งในและต่างชาติ เสียงพูดคุยหลากภาษาฟังดูสับสน หากยุนโฮใช้เวลาเพียงไม่นานนักในการมองหา คิมแจจุง
แจจุงนั่งอยู่ที่โต๊ะโซฟาซีกขวามือ เกือบในสุดร้าน ร่างกายผ่ายผอมที่แลดูยิ่งเปราะบางในชุดเสื้อไหมพรมแขนยาวสีขาวใหญ่เกินตัวสักสองสามไซส์ ผิวซีดขาวดุจเกล็ดหิมะถูกเส้นผมสีดำเช่นปีกอีกานั้นขับจนโดดเด่น ราวกับมีแสงสว่างอยู่ในตัวเอง ใบหน้าหวานเกินชายหันมองออกไปนอกกระจกร้าน ริมฝีปากสีแดงเม้มเหยียด เขากำลังมองหาใครสักคน หากนัยน์ตาสีดำนิลพราวน้ำหล่อเลี้ยงคู่นั้นนิ่งงันไม่ขยับ ราวกับว่าแท้จริงแล้วเขาไม่ได้มองอะไรเลย
คิมแจจุงเจิดจ้าเด่นออกมาท่ามกลางผู้คน ทว่าให้ความรู้สึกหม่นหมองที่คราใดมองแล้วก็อดรู้สึกห่อเหี่ยวตามลงไปไม่ได้เสียทุกครั้ง
ยุนโฮไม่รีรอที่จะเดินตรงเข้าไปทัก “สวัสดี แจจุง ขอโทษที่มาช้า”
ทันทีที่ได้ยินเสียง แจจุงหันขวับไปมอง แววตาของเขาแลดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันใด โดยไม่ปล่อยให้ยุนโฮพูดอะไรได้มากกว่านั้น แจจุงยัดกระดาษยับๆ แผ่นหนึ่งใส่มือ ยุนโฮคลี่มันออกอ่าน
‘หาที่อื่นคุยกันดีกว่า’
ร่างสูงเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายที่ดูมีทีท่าตื่นตระหนกขึ้นกว่าเก่าครั้งหนึ่ง แล้วพลิกด้านหลังอ่านต่อ
‘พวกเขาพยายามถาม แต่ดูจะหัวเสียที่ผมไม่ตอบ’
แจจุงบุ้ยใบ้ไปที่พนักงานเสิร์ฟของร้านที่แต่ละคนดูจะอารมณ์ไม่ค่อยดี นั่นทำให้ยุนโฮสำลักขัน เขายิ้มมองแจจุงอย่างเอ็นดู ก่อนจะส่งมือให้อีกฝ่ายจับไว้ แจจุงยอมจับมือเขาแต่โดยดี ยึดตัวเองให้ลุกขึ้นยืน
“คุณน่าจะทำใจได้แล้วนะ พนักงานเสิร์ฟร้านอาหารราคาปานกลางแทบจะทุกร้านในโซลน่ะ ตอนเช้าจะเป็นซินเดอเรลล่า แต่พอเลยเที่ยงวันจะกลายร่างเป็นก็อตซิลล่าทันที”
แจจุงเหมือนจะหัวเราะ อย่างน้อยก็ดวงตาของเขา
‘คุณหิวไหมครับ?’
กระดาษหมดแล้ว แจจุงจึงจำต้องเขียนมันลงบนฝ่ามือตัวเองทั้งที่ไม่ชอบเลย
“ถ้าจะบอกว่าไม่เลยก็คงโกหก” ยุนโฮอมยิ้ม “หิวมากครับ”
พวกเขาโต้ตอบกัน โดยต่างคนต่างลืมไปเสียสนิทว่ามือทั้งสองยังคงจับกันไว้ไม่ปล่อย
ร่างบางจรดสายตาอยู่ที่ใบหน้าคมคาย นานเท่าไรก็ไม่อาจทราบ หากเขารู้สึกพอใจที่ได้มอง
ยุนโฮเป็นผู้ชายที่สง่าและหล่อเหลามากจนน่าอิจฉา ร่างสูงใหญ่ สุภาพ ใจดี และที่สำคัญ ยุนโฮปฏิบัติต่อเขาไม่เหมือนที่คนอื่นปฏิบัติ
อย่างไรล่ะหรือ?
ก็ประเภทที่ว่า ‘คุณแจจุงไม่ค่อยสบาย ไม่ต้องเดินหรอกครับ ให้ผมแบกไปเลยง่ายกว่า’ ไม่ก็ ‘คุณแจจุงพูดไม่ได้ อย่าไปไหนมาไหนเลยจะดีกว่า เดี๋ยวโดนหลอกจับไปฆ่าหมกป่า หาศพไม่พบจะเป็นเรื่องเสียเปล่า’ แน่นอนว่าในใจคนทำมักจะเปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตาแกมสมเพชเวทนาเสมอ ซึ่งเป็นเรื่องน่าสรรเสริญ หากนั่นกลับยิ่งทำให้แจจุงรู้สึกว่าตนเองเป็นภาระสังคมมากขึ้นไปอีก
คิมแจจุงอายุยี่สิบเจ็ดปี แต่ในสายตาคนรอบข้างยังมักจะปฏิบัติต่อเขาประดุจเด็กตัวเล็กๆ ที่ดูแลตัวเองไม่ได้ ราวกับว่าอายุขัยของเขานั้นได้สิ้นสุดไปแล้วตั้งแต่สิบสองขวบ
แต่ยุนโฮไม่ใช่
ชายหนุ่มพูดคุย ถามไถ่ เอาใจใส่ว่าเขาต้องการอะไร ดูแลเขาอย่างเพื่อนที่หวังดีคนหนึ่งอย่างจริงใจ แม้ว่าการสื่อสารกับเขาแต่ละครั้งจะใช้เวลานานกว่าปกติ หากยุนโฮก็ไม่แสดงท่าทีรำคาญเลยสักนิด นั่นทำให้คนทั้งสองทำความรู้จักและสนิทสนมกันได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
ขณะนี้คนทั้งคู่นั่งอยู่ ณ มุมหนึ่งของร้านอาหารเล็กๆ ย่านศูนย์การค้าไม่ใกล้ไม่ไกลจากร้านกาแฟ เพราะร้านนี้เป็นร้านที่ค่อนข้างมีระดับ ราคาสูง ทั้งยังมีสาขาย่อยอีกหลายสาขาทั่วประเทศ ลูกค้าจึงไม่ล้นหลามจนเกินทน และพนักงานก็ยังพอมีอารมณ์แสยะยิ้มได้อยู่
ยุนโฮเองก็ดูมีท่าทีเป็นสุข จากที่เคยเป็นคนพูดน้อย เมื่อได้อยู่กับแจจุงแล้วก็กลับกลายเป็นคนช่างพูดขึ้นมาทันใด เขาชวนแจจุงพูดคุยเรื่องทั่วๆ ไป เกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆ กาย ถามออกไป แล้วจรดสมาธิจ้องมองมือเรียวของแจจุงที่ใช้จับปากการอคอยคำตอบ ช่างเป็นมือที่แสนงดงาม และแน่นอนว่ามันน่าพิสมัยยิ่งกว่าปากคนที่เอาแต่ขยับพ่นทุกสิ่ง
นับว่าเป็นโชคดีที่หลังร้านวุ่นวายจนอาหารมาเสิร์ฟช้ากว่าที่ควรจะเป็น พวกเขามีเวลาอยู่ด้วยกันนานขึ้น
ชายหนุ่มใช้เวลานั่งพินิจพิเคราะห์ใบหน้าขาวสวยที่กำลังเคี้ยวอาหารตุ้ยๆ อยู่ตรงหน้า พลางอดยิ้มขำๆ ออกมาไม่ได้ ถึงแม้บรรยากาศครึกครื้นยามบ่ายวันอาทิตย์จะไม่น่าสงบได้ แต่ร่างสูงกลับรู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก เวลาในแต่ละนาทีของเขาใช้หมดไปกับการนั่งพิจารณาร่างบางเบื้องหน้า แจจุงในชุดเสื้อไหมพรมสีขาวคอกว้างดูบริสุทธิ์เหมือนอย่างเคย
แต่ทำไมกัน ทำไมถึงใส่แต่สีขาว?
ดูจืดชืด ไร้สีสัน ดูน่าเศร้า
เมื่อเห็นอีกฝ่ายเอาแต่จ้อง แจจุงจึงเริ่มรู้สึกอึดอัด เขาเงยหน้าขึ้นมองยุนโฮช้าๆ ใบหน้าหวานสวยแดงเลอะสีเลือดเรื่อขึ้นมาอย่างเขินๆ เขาวางช้อนส้อม ดื่มน้ำตาม ก่อนจะหันไปคว้าปากกาที่ทางร้านเตรียมไว้ให้เขียนแสดงความคิดเห็น ลงมาจรดปลายลงบนแผ่นกระดาษทิชชู่
‘อาหารไม่อร่อยหรือ?’
ยุนโฮอ่านพลันกระตุกยิ้ม “เปล่าครับ แค่ดูคุณทานก็อิ่มแล้ว”
แจจุงยิ้ม เขามีรอยยิ้มที่สวยงามจริงๆ หากยุนโฮก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร แจจุงถึงมักชอบยกมือขึ้นมาบดบังรอยยิ้มของเขาเสมอๆ
“คุณแก่กว่าผมจริงหรือ?” เป็นคำถามที่ดูงี่เง่าที่สุด
‘ผมจะโกหกคุณทำไม?’
“ครั้งแรกผมเดาว่าคุณน่าจะเด็กกว่าผมสักสี่หรือห้าปี”
แจจุงยิ้ม ก่อนจะก้มลงเขียน เนื้อยุ่ยๆ ของกระดาษทิชชู่ทำให้เขียนได้ลำบาก หากแจจุงก็มือเบาพอที่จะเขียนมันลงไปจนสำเร็จ
ช่างงดงาม
‘คุณเกิดวันที่เท่าไหร่ครับ?’
“ผมหรือ” ยุนโฮเลิกคิ้ว “วันที่หกครับ เดือนกุมภาพันธ์”
‘ผมเกิดวันที่ยี่สิบหก มกราคม’ คราวนี้แจจุงยิ้มกว้าง ‘ผมแก่กว่าคุณสิบวัน’
“สิบวันหรือ ไม่ยุติธรรมนี่”
‘คุณเป็นน้อง’
“ไม่ๆ สิบวันไม่นับครับ” ยุนโฮโบกมือ พลางพูดด้วยเสียงบี้ๆ แปลกๆ ยุนโฮเกิดที่จังหวัดทางใต้และพูดติดสำเนียงกวางจูนิดๆ ซึ่งแจจุงคิดว่าน่ารักดี “ผมจะยอมเป็นน้องคนที่ดูเด็กกว่าผมได้ยังไง”
เมื่อได้ฟัง รอยยิ้มของแจจุงก็หมองลง ‘เพราะผมดูทำอะไรไม่เป็นใช่ไหม?’
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะ” ยุนโฮปฏิเสธ
‘แล้วทำไมผมถึงดูเด็ก’
ยุนโฮหยุดคิด เขาใช้เวลาจ้องหน้าแจจุงทีละนานๆ จนอีกฝ่ายต้องก้มหน้าหลบตา “คุณเหมือนตุ๊กตา ใช่ ตุ๊กตา จริงๆ นะ”
‘ที่ดูไม่มีชีวิต’
นั่นคือประโยคปิดประเด็นที่ทำให้ยุนโฮรู้สึกเห็นใจ อีกครั้งที่เขาอยากถามกลับไปว่าเพราะอะไร หากก็ไม่กล้าพอ ยุนโฮไม่ตอบ เพียงแค่เอื้อมมือไปกุมมืออีกฝ่ายเอาไว้ เป็นการกระทำที่มากเกินไป แต่เขากลับคิดว่าบางครั้งคำพูดก็ไม่ได้ช่วยเยียวยาอะไรได้เท่าการสัมผัส
คนทั้งคู่เงียบไปนานกระทั่งแจจุงชักมือกลับ
โทรทัศน์ในร้านที่ถูกเปิดไว้โดยไม่มีคนใส่ใจปรากฏภาพของนางแบบสาว มิคาเอลล่า คิม ความเคลื่อนไหวบนจอฉุดยุนโฮให้หันขวับไปมอง
มิคาเอลล่ายิ้มยั่วยวน ขณะเอ่ยว่า ‘คุณเองก็เป็นดาวแห่งตะวันออก’ ยุนโฮสะกิดแจจุงให้ดู
“ผมไม่ชอบเลย มันห่วย”
แจจุงเลิกคิ้วอย่างไม่เข้าใจ ผิดจากยุนโฮที่ฉีกยิ้มกว้างอย่างเบิกบาน
ยุนโฮตัดสินใจส่งแจจุงกลับถึงบ้าน ไม่ใช่เพราะคิดว่าเพื่อนใหม่ที่แสนบอบบางคนนี้จะคลำทางกลับสถานที่ที่ตนใช้พำนักมาถึงยี่สิบเจ็ดปีเต็มๆ ไม่ได้ หากเพื่อยืดเวลาที่จะได้พูดคุยกันในนานยิ่งขึ้น
พวกเขาโดยสารมาด้วยรถแท็กซี่ กลิ่นบุหรี่ที่อวลอยู่ภายในตัวห้องโดยสารดูจะทำให้เขาทั้งสองรู้สึกคลื่นไส้ คนขับหน้าตาไม่ค่อยเป็นมิตร สวมแว่นกันแดด และชอบแอบมองพวกเขาผ่านกระจกส่องหลัง ยุนโฮพยายามทำเป็นไม่สนใจ ชวนแจจุงถกประเด็นเกี่ยวกับโฆษณาโทรทัศน์ต่ออย่างเพลิดเพลิน แจจุงมีรสนิยมทางเรื่องพวกนี้ดี
กระทั่งรถยนต์จอดเทียบที่หน้าคฤหาสน์บ้านตระกูลคิม ทันทีที่เปิดประตูออกมาได้ แจจุงก็กระโดดแผล็วลงมาอย่างรวดเร็ว เขาพยายามสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดให้ได้มากที่สุด ทดแทนปริมาณสารก่อมะเร็งที่ได้รับเข้าไป ยุนโฮหัวเราะน้อยๆ กับท่าทางนั้น
“รัฐบาลกำลังรณรงค์ให้คนขับแท็กซี่ทั่วประเทศเรียนภาษาต่างชาติ แต่ผมว่าก่อนหน้านั้นควรจะจับมาเข้าคอร์สเลิกบุหรี่ให้หมดมากกว่า” ยุนโฮกระซิบกระซาบ ด้วยเพราะพี่คนขับแท็กซี่แว่นดำผู้นั้นยังคงจอดรถรอรับเขาอยู่ ระหว่างนั้นก็อัดควันบุหรี่เข้าปอดไปพลาง ยืดหลังเอนเบาะอย่างสบายอกสบายใจ
แจจุงหัวเราะ พลางพยักหน้าเห็นด้วยกับคำกล่าวนั้น
ยุนโฮยิ้ม รู้สึกเป็นสุขที่ได้ทำให้แจจุงหัวเราะ แม้ว่ารอยยิ้มของร่างบางจะมักถูกบดบังจากฝ่ามือเรียวสวย ราวกับว่าเป็นเรื่องน่าอับอายที่จะยิ้มและหัวเราะ หากดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยแววความสุขนั้นก็น่าดูกว่าอะไรเป็นไหนๆ
“งั้นผมไปนะ เดี๋ยวพี่แท็กซี่จะรอนาน” แล้วเป็นมะเร็งปอดขั้นสุดท้ายตายไปเสียก่อน นั่นเป็นประโยคนัยยะ ยุนโฮโบกมือ “ไว้ว่างๆ เราไปทานข้าวด้วยกันอีกนะ”
แจจุงพยักหน้า ริมฝีปากแย้มน้อยๆ อย่างน่ารัก เขากำลังมองยุนโฮจากไป หากอะไรบางอย่างในกระเป๋าสะพายก็ฉุดให้คิดถึงสิ่งที่แทบจะลืมเลือนไปเสียสนิทแล้วขึ้นมาได้
สร้อยเงิน!
“อะไรหรือ แจจุง?” ยุนโฮชะงัก เบิกดวงตากว้างขึ้นโดยไม่รู้ตัว เมื่อแจจุงยื่นซองสีน้ำตาลมาให้
หนักอึ้งทีเดียว... ร่างสูงรับมันมาเปิดอย่างงงๆ ก่อนจะรีบยื่นซองคืนให้เจ้าของแทบจะในทันที พลางส่ายหน้าปฏิเสธยกใหญ่
“ผมไม่อยากได้คืนแล้ว”
แจจุงเอียงคอ ยุนโฮส่ายหน้า
“จริงๆ นะ” เขายิ้มอ่อนโยน “ตอนนี้เป็นเพื่อนกันแล้ว ก็คิดเสียว่าผมให้เป็นของขวัญก็แล้วกัน”
ผลักกันไปผลักกันมาสักพัก ราวกับเงินในนั้นเป็นของน่ารังเกียจ เมื่อแจจุงเห็นว่าถึงอย่างไรยุนโฮคงไม่มีทางรับเงินของเขาเป็นแน่ จึงเลิกล้มความตั้งใจที่จะคืนค่าสร้อยคอ เปลี่ยนมาเป็นการพยายามถอดจี้รูปหัวใจสองดวงนั้นแยกออกจากกัน เป็นลูกเล่นของสร้อยที่ทำให้ทั้งแจจุงและยุนโฮประทับใจ
เขาแยกมันออกมาเพียงดวงหนึ่ง แล้วติดร้อยมันเข้ากับสร้อยหนังที่ยุนโฮสวมอยู่ ชายหนุ่มมองใบหน้ามุ่งมั่นของอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม โดยไม่พยายามขัดขืนอีก ซ้ำยังแหงนศีรษะขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้ร่างบางร้อยจี้รูปหัวใจนั้นได้ถนัด
แสงตะวันยามเย็นส่องสะท้อนความมันวาวของจี้ทองคำขาวจนเกิดประกาย แจจุงยิ้มสดใส ลูบมือลงบนจี้เส้นนั้นอย่างภาคภูมิใจ เขาใช้ปลายนิ้ว เขียนลงไปอีกครั้งบนฝ่ามือของยุนโฮ
‘ของขวัญ...สำหรับความเป็นเพื่อน’
To be continued...

น่ารักทั้งคู่ ดูเป็นการเริ่มต้นแห่งมิตรภาพที่ดีมากๆ
#1 By kamuichan (202.28.180.202) on 2008-02-06 23:48