Can I Love You? (1)
posted on 28 Jan 2008 23:13 by bleaf-me in can-i-love-you
Title: CAN I LOVE YOU?
Author: b.leaf
Paring: Yunjae, Yoosu (Implied Minsu)
Genre: AU, Romance, Drama, Angst
Rate: PG-13
01. พบ
เช้าวันหยุดนี้ อากาศไม่ยินดียินร้าย แม้ว่าลมเย็นๆ จะพัดโชยสดชื่น แต่ท้องฟ้าด้านบนก็ไม่ได้สดใสตามไปด้วยนัก เมฆฝนกำลังก่อตัว ลมก็เริ่มจะพัดแรงขึ้นทุกชั่วขณะจิต
รถยนต์สีแดงคันหรูหักเลี้ยวเข้าประตูรั้วสูงลิบซึ่งถูกเปิดออกด้วยรีโมตคอนโทรลเลอร์อัตโนมัติจากด้านใน ต้อบรับคุณครูพิเศษคนใหม่ที่กำลังจะเริ่มงานในวันนี้เป็นวันแรก ยูชอนออกจะหงุดหงิดอยู่สักหน่อยเมื่อฝนเริ่มตั้งเค้า เพราะนอกจากรถจะติดมหันต์แล้ว รถสปอร์ตคันสวยของเขาที่เพิ่งส่งไปล้างมาหมาดๆ คงจะต้องเลอะเทอะอีกเป็นแน่
“สวัสดีค่ะดร.ปาร์ค” ทันทีที่เท้าย่ำลงจากรถ เสียงเนิบๆ ของหญิงสูงอายุก็ดังขึ้นทักทาย
ยูชอนค้อมศีรษะให้ผู้สูงวัยกว่าอย่างสุภาพ ก่อนที่หล่อนจะโค้งตอบกลับมาอย่างเกรงใจ
“ดร.ปาร์คไม่ต้องคำนับก็ได้ค่ะ ดิฉันเป็นแค่หัวหน้าแม่บ้านที่นี่” หญิงชรายิ้มใจดีให้กับชายหนุ่ม “ดิฉัน ซอเมียงยอค่ะ ยินดีที่ได้รู้จัก”
“ปาร์คยูชอนครับ ฝากตัวด้วย”
วันนี้ยูชอนดูดีมากในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีดำที่ถูกพับแขนขึ้นสบายๆ ดูลำลอง กับกางเกงขายาวสีขาว เขากำลังยิ้มตอบกลับมาเช่นกัน
“เดี๋ยวยังไงเชิญนั่งรอที่นี่ก่อนนะคะ ตอนนี้คุณหนูกำลังเรียนเปียโนอยู่ อีกไม่นานก็เลิกแล้ว” หัวหน้าแม่บ้านคนเดิมส่งแก้วน้ำให้กับยูชอน
“ครับ ขอบคุณมากนะครับ” ยูชอนพยักหน้ายิ้มตอบ ก่อนจะมองหล่อนเดินหายลับไป
ขณะนี้ยูชอนกำลังนั่งสบายๆ อยู่บนเก้าอี้โครงเหล็กสีดำมะเมื่อมในสวนของคฤหาสน์ตระกูลคิม ใต้ซุ้มไม้ขนาดย่อมที่ถูกจัดแต่งไว้อย่างร่มรื่น พื้นหญ้าเขียวขจีสบายตา เสียงน้ำพุเล็กๆ และธารน้ำจำลองช่วยผ่อนคลายให้อารมณ์หงุดหงิดที่เคยมีทุเลาลงได้
สถานที่แห่งนี้หรูหราและโอ่อ่าอลังการสมกับที่เป็นคฤหาสน์ของตระกูลเก่าแก่ หากความเป็นพิธีรีตองมากจนเกินไปนี้ก็ทำให้เขาอึดอัดได้เหมือนกัน หัวหน้าแม่บ้านที่ชอบพูดจาเป็นทางการ กับสาวใช้ไม่ซ้ำหน้าเดินวนเวียนมาคอยถามไถ่ว่าขาดเหลืออะไรหรือไม่ ทายาทเศรษฐีใหม่อย่างเขาฟังแล้วให้จั๊กจี้
ก้มมองนาฬิกาข้อมือเรือนทองก็พบว่าเวลาล่วงเลยมาอย่างไร้ค่าเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว
ไหนล่ะ?
นักเรียนของเขา...
ไวเท่าความคิด เมื่อยูชอนเงยหน้าขึ้นหวังจะชะเง้อหาลูกศิษย์ ต้นเสียงสนทนาที่ฟังดูราวกับดังมาจากโรงเรียนอนุบาลในยามเช้าก็เคลื่อนใกล้เข้ามา
“ไม่เรียนไม่ได้นะคะคุณจุนซู ดร.ปาร์คมารออยู่นานแล้วนะ”
“ไม่เอานะเมียงยอ ฉันไม่อยากเรียนจริงๆ”
“ถึงไม่อยากเรียนแต่จะเสียมารยาทไม่ได้นะคะ คุณผู้หญิงจะโกรธเอานะ”
“คุณแม่อยากเรียนก็ให้คุณแม่เรียนไปคนเดียวสิ ฉันไม่เอาด้วยหรอก”
“อะฮึ่ม!” ยูชอนแสร้งทำเป็นกระแอมไอ แต่...
“คุณหนู!”
“เมียงยอ ปล่อยฉันนะ!”
“คุณจุนซู!”
“อ๊าก!!!”
ดูเหมือนจะไม่มีใครสน
เขากระแอมดังขึ้นอีก “อะแฮ่ม! อ..ฮึ้ม!”
ได้ผล...
คุณป้าหัวหน้าแม่บ้านซอหันมามองเขา เช่นเดียวกับเด็กชายร่างเล็กที่ยืนทำหน้าพูดออกไม่บอกไม่ถูกอยู่เบื้องหน้า ตาเรียวเชิดทว่านัยน์ตากลมใสสีดำสนิทนั่นฉายแววตระหนกน้อยๆ อย่างไร้สาเหตุ เส้นผมสีน้ำตาลทองด้วยสารเคมียาวระต้นคอขาวๆ จมูกเล็กๆ ริมฝีปากสีแดงสด ทุกองค์ประกอบบนใบหน้าจิ้มลิ้มนั่นเสริมให้คนตรงหน้าดู...
“น่ารัก”
ใช่...น่ารัก…
แต่ถึงจะน่ารักขนาดไหนก็เถอะ ก็ไม่ควรจะพูดมันออกไปไม่ใช่หรือ?
“คะ?” เมียงยอดูจะไม่แน่ใจกับถ้อยคำที่ยูชอนรำพันออกมา
“ฮึ้ม!” ยูชอนปิดริมฝีปาก กระแอมอีกครั้ง ยิ้มเพลียๆ ก่อนตอบว่า “เอ่อ...ต้นไม้น่ะครับ น่ารักดี”
“นึกว่าชมดิฉันเสียอีก” หล่อนยกมือขึ้นปิดริมฝีปากหัวเราะน้อยๆ
“แหะ” ยูชอนยิ้มเพลียยิ่งกว่าเดิม
นิสัยเจ้าชู้ไม่เข้าเรื่องของยูชอน ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไรก็ยังคงรักษาไม่หายสักที
“ดร.ปาร์คคะ นี่คุณหนูเล็กของเราค่ะ คุณหนูจุนซู” เมื่อเห็นว่าต่างฝ่ายต่างเงียบไป เมียงยอจึงเอ่ยทำลายความเงียบที่ชวนอึดอัดนั้นลง หล่อนผายมือข้างหนึ่งมายังคุณหนูเล็กของหล่อน ส่วนอีกมือพยายามรุนหลังเด็กชายให้ก้าวมาข้างหน้า เด็กชายหันไปทำหน้าเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันใส่หัวหน้าแม่บ้าน ก่อนจะโค้งคำนับยูชอนก่อนอย่างไม่ค่อยเต็มใจ
“อา...ครับ สวัสดีครับ” ยูชอนโค้งรับ ดวงตากลมใสของคนตรงหน้าจ้องเขาไม่กระพริบเหมือนกำลังพินิจพิเคราะห์อะไรบางอย่าง ทำให้ยูชอนรู้สึกอึดอัดอยู่ไม่น้อย
“คุณจุนซูคะ ท่านนี้คือดร.ปาร์คค่ะ อาจารย์พิเศษคนใหม่ของคุณหนู ตั้งใจเรียนนะคะ อย่าดื้อ” ซอเมียงยอหันไปพูดกับคุณหนูเล็ก คิมจุนซู หญิงชรายิ้มปลอบโยนเจ้าของใบหน้าตื่นนั้น น้ำเสียงอ่อนโยนเอ็นดู หากแววตาฉายแววแกมขู่แกมบังคับอย่างไรพิกล
หล่อนจะผละไปอยู่แล้ว หากมือเล็กๆ นั่นไม่รั้งเอาไว้เสียก่อน
“เดี๋ยวสิเมียงยอ” ร่างเล็กครางออกมาอย่างเอาแต่ใจ หากคุณแม่บ้านก็ใจแข็ง แกะมือที่เกาะแขนหล่อนแน่นยิ่งกว่าหนวดปลาหมึกออก
“อย่าดื้อค่ะคุณหนู” หล่อนโค้งให้ยูชอนอีกครั้งหนึ่ง “ฝากด้วยนะคะดร.ปาร์ค”
ยูชอนนั่งจ้องอากัปกริยาของร่างเล็กตรงหน้าที่เอาแต่แอบมองเขาอยู่ แต่พอสายตาประสาน เขาก็รีบหลบตาได้อย่างทันควันเสียทุกครั้งไป
อันที่จริงแล้ว วันนี้ยูชอนไม่ได้เตรียมอะไรมาสอนเลยสักอย่าง หนุ่มหล่อถอนใจเฮือกใหญ่เมื่อเห็นนักเรียนในความปกครองใช้นิ้วเขี่ยหูหนีบปากกาให้เกิดเสียงแป๊กๆ น่ารำคาญแก้เบื่อ
จะด่าเด็กก็คงไม่ได้ เขาไม่มีอะไรจะสอนจริงๆ นี่
“เอ่อ บอกตามตรงว่าวันนี้ผมยังไม่พร้อมจะสอนคุณ” ยูชอนเอ่ยขึ้นในที่สุด เรียกให้ คิมจุนซู ที่นั่งก้มหน้าอยู่เงยหน้าขึ้นมาสบตาตรงๆ เป็นครั้งแรก
ดวงตาสีดำใสแจ๋วจ้องหน้าเขาอย่างขอคำตอบ
ยูชอนชะงักเล็กน้อย ก่อนเป็นฝ่ายเสใบหน้าออกไปข้างๆ แทน ร่างสูงกระแอมสองทีดังๆ ก่อนจะหันมาพูดต่อ
วันนี้เขากระแอมบ่อยไปไหมนะ?
“ผมว่าเรามาทำความรู้จักกันก่อนแล้วกันนะ คุณจุนซู” เขาป้องปากกระแอมอีก “ผมชื่อปาร์คยูชอน อย่างที่รู้กันอยู่แล้วว่าจะมาเป็นครูสอนเศรษฐศาสตร์คนใหม่ให้คุณจุนซู”
ยูชอนแนะนำตัวพร้อมกับส่งนามบัตรให้เสร็จสรรพ จุนซูรับมันมาด้วยใบหน้าลังเลสุดชีวิต
ก้มลงมองนามบัตรอยู่ไม่ช้า ใบหน้าขาวๆ ก็ระบายไว้ด้วยรอยยิ้มขำ จุนซูหัวเราะคิกคักออกมาเสียดื้อๆ เมื่อเกิดนึกอะไรขึ้นมาได้
“แต่คุณแม่เรียกครูว่า ครูมิกกี้ ไม่ใช่หรือฮะ?” ไม่วายหัวเราะดังขึ้นอีกอย่างเสียดแทงจิตใจคนฟัง
“มันเป็นแค่ชื่อที่เพื่อนๆ เรียกกันเท่านั้นน่ะ ยูชอนมันออกเสียงลำบาก” ยูชอนพยายามทำใจดีสู้เสือ
“เหรอฮะ” จุนซูเริ่มหน้าแดง ก่อนจะกักกลั้นไม่ไหว ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างไม่ไว้หน้า “ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
ไอ้เด็กนี่...
เออ ใช่ ชื่อมิกกี้
มิกกี้ หนูผี
แล้วใครจะทำไมวะ!?
ร่างเล็กๆ ในชุดเสื้อยืดสีชมพูอ่อนนั่นไหวแรงๆ ด้วยแรงหัวเราะ แม้จะพยายามเอามือปิดปากรักษามารยาทอยู่นิดหน่อย แต่นั่นก็ยังทำร้ายจิตใจเจ้าของชื่อตลกอยู่ลึกๆ ยูชอนเริ่มทนไม่ไหว แทบจะพุ่งเข้าไปบีบคอน้อยๆ นั่นเสียให้นิ่งคามือหนาๆ ของเขา ทว่าสมองอันชาญฉลาดก็กลับสั่งห้ามไว้เสียก่อนที่จะต้องตกงานตั้งแต่วันแรก
“อืม มันเป็นแค่...” ยูชอนทำท่าเครื่องหมายคำพูด “ ‘ชื่อเล่น’ เท่านั้น” ใบหน้าเหี้ยมเกรียมของอาจารย์หนุ่มเล่นเอาจุนซูค่อยๆ หัวเราะแห้งจนเหือดหายไปในที่สุด
ยูชอนขยับกรอบแว่นสายตาที่สวมอยู่แล้วหัวเราะลงคออย่างผู้มีชัย
“ผมเกลียดเศรษฐศาสตร์จะตายชัก” ริมฝีปากสีแดงเริ่มขยับบ่น “ผมไม่อยากเรียนเลย ครูรู้ไหมฮะ”
“ไม่ชอบเศรษฐศาสตร์ก็เลยพลอยเกลียดครูสอนเศรษฐศาสตร์ไปด้วยเลยใช่ไหม?”
“นั่นมันก็เรื่องหนึ่ง แต่...”
“แต่ แต่อะไรครับ ผมเห็นคุณทำหน้าอย่างกับเจอผีตอนเห็นผมครั้งแรก” ยูชอนใช้ปากกาด้ามสวยที่เขาคีบไว้ในมืออยู่นานสองนานชี้หน้าคู่สนทนา ไม่ต่างอะไรจากพิธีกรฝีปากกล้าตามรายการเจาะประเด็นข่าวช่วงเช้า
“อ๋อ นึกว่าเรื่องอะไร”
“อะไรล่ะครับ?”
“ผมจ้องเพราะครูหล่อไง!” จุนซูหัวเราะร่าเริง “ผิดคาดฮะ ปกติพวกด็อกเตอร์ที่เรียนสูงๆ ก็จะต้องแก่ๆ หัวขาวๆ หน้าเหี่ยวๆ ใช่ไหมล่ะ แต่ครูปาร์คเนี่ย หล่อดีนะ!”
“เอ่อ...ขอบคุณ” ไม่น่าเชื่อว่าเด็กปากมอมคนเมื่อครู่จะพูดอะไรเข้าหูเป็นเหมือนกัน ยูชอนชักเขิน “ผมก็แนะนำตัวแล้ว คุณจุนซูก็แนะนำตัวบ้างสิ”
จุนซูสบตาเขา พลางยิ้มน้อยๆ “ผมชื่อคิมจุนซูฮะ ปีนี้อายุสิบแปดขวบ ครูล่ะฮะอายุเท่าไหร่?” เหมือนเทวดาน้อยๆ ที่กำลังยิ้มแฉ่ง คุณหนูจุนซูแนะนำตัวเองอย่างภาคภูมิใจ เขาเหยียดตัวขึ้นนั่งหลังตรง พลางถามกลับอย่างสนอกสนใจ
เด็กหนอเด็ก...
ยูชอนกระตุกยิ้มน้อยๆ “ยี่สิบเจ็ด”
“อืม...” จุนซูยกมือขึ้นข้างหนึ่งขึ้นลูบแก้มกลมๆ ของตนเองอย่างใช้ความคิด “จริงหรือ ผมนึกว่าสามสิบเอ็ด”
จะสายไปไหมถ้าอยากจะบอกว่าเกลียดไอ้เด็กคนนี้
ปากเสีย!
“ยี่สิบเจ็ดครับ” ยูชอนที่กำลังเซ็งถึงขีดสุดยืนยัน
“อา...งั้นหรือฮะ ผมก็ผิดสิเนี่ย”
ยูชอนปากกระตุก “ผมผิดเอง”
“ว่าแต่ครูอายุยี่สิบเจ็ด รุ่นเดียวกับพี่เลยนะ” หนุ่มน้อยว่าต่ออย่างไม่อยากให้เสียจังหวะ นัยน์ตาเป็นประกายขึ้นมาทันทีที่เอ่ยถึงพี่ชาย
“หืม พี่ชายของคุณน่ะหรือ?”
“ใช่ฮะ ผมมีพี่ชายคนสวยอยู่คนหนึ่งล่ะ”
พี่ชาย...คนสวย...
มันออกจะขัดๆ กันอยู่นะคุณหนูคิม
“อา...ฝนตกซะแล้ว”
จุนซูอุทานพลางทำหน้าตูม หลังจากใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงทำความรู้จักกับคุณครูคนใหม่ สายฝนก็เทลงมาจากท้องฟ้าสีครึ้ม ซึ่งกำลังถูกปกคลุมด้วยเมฆหนาๆ ยูชอนซึ่งเอาแต่นั่งนิ่งอยู่พักใหญ่อดถอดถอนใจอย่างสุดจะทนไม่ไหว
เวลาช่างผ่านไปช้าเสียจริง
ไม่นาน ร่างแกร็นๆ ของเมียงยอก็วิ่งฝ่าสายฝนมาพร้อมกับสาวใช้อีกสองคน แต่ละคนมีสีหน้าตื่นตระหนกตกใจไม่แพ้กัน หญิงชรายกมือขึ้นกุมหัวใจพลางพูดรัวแทบฟังไม่ได้ศัพท์ ความรู้สึกที่แล่นเข้ามาครอบงำสมองอันขาวโพลนของหล่อนในตอนนี้คือหน้าที่รับผิดชอบที่แสนหนักอึ้ง ซึ่งดูจะไม่เหมาะกับหญิงชราอายุอานามเท่าหล่อนอีกต่อไป
“คุณจุนซูคะ คุณแจจุงออกไปข้างนอกอีกแล้ว คุณหนูรู้เรื่องนี้ใช่ไหมคะ?” หล่อนตะเบ็งเสียงดุทันทีเมื่อพบหน้าจุนซู
เจ้าของใบหน้าน่ารักจิ้มลิ้มพยักหน้าเนิบๆ อย่างใจเย็นเป็นทองไม่รู้ร้อน “อือ รู้”
“แล้วทำไมคุณหนูไม่บอกดิฉันล่ะคะ คุณหนูรู้ไหมว่าคุณแจจุงออกไปข้างนอกคนเดียวอย่างนั้นมันอันตราย คุณหนูก็ยัง...”
“ถ้าฉันบอก เมียงยอก็ไม่ให้พี่ออกไปไหนเลยน่ะสิ” จุนซูกล่าว ก่อนจะพับสมุดจดที่ยังคงว่างเปล่าของเขาเก็บ
“แล้วนั่นคุณหนูจะไปไหนคะ!?”
“ไปไกลๆ ไง เมียงยองน่าเบื่อที่สุดเลย”
“เอ๊ะ!”
จุนซูไม่สนใจเมียงยอที่กำลังเต้นเร่าๆ โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เขาก้มลงมองนาฬิกาดิจิตอลในโทรศัพท์มือถือ แล้วหันมาพูดกับยูชอน “นี่ก็คงหมดเวลาเรียนแล้วสินะฮะครูปาร์ค”
“อา...” ยูชอนอ้าปากค้าง มองหน้าเมียงยอ สลับกับใบของจุนซู แล้วกลับไปมองเมียงยออีกครั้ง
“ผมว่าผมไปดีกว่า อีกเดี๋ยวพี่ก็คงกลับมาแล้ว” จุนซูฉีกยิ้มให้ยูชอนเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ร่างเล็กๆ นั่นจะใช้สมุดจดต่างร่ม วิ่งฝ่าสายฝนหายเข้าไปในตัวคฤหาสน์
ยูชอนทำตัวไม่ถูก เขาหันไปแลกสายตากับเมียงยอที่กำลังทำเสียงฮึดฮัดในลำคออย่างหัวเสีย
“ดื้อไม่มีที่ติ!” หล่อนสบถ
ชายหนุ่มร่างสูงเพรียวสะบัดคันร่มในมือ ก่อนจะกางมันขึ้นบังตนเองจากสายฝนที่เริ่มตกแรงขึ้นทุกที ทั้งๆ ที่เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ซึ่งหนุ่มสาววัยทำงานทุกคนรอคอยแท้ๆ แต่อากาศกลับเกิดวิปริตราวกับเกิดอาเพส ห่าฝนขนาดยักษ์ที่สาดผ่านร่มเข้ามาจนตัวเขาเปียกปอน ไม่ต่างอะไรกับคนที่ไม่ได้มีร่มเอาไว้กำบังฝนเลยแม้แต่น้อย
วันคล้ายวันเกิดของยองเอกำลังจะมาถึง ยุนโฮจึงใช้เวลาในวันหยุดอันน้อยนิดที่เขามีออกมาเลือกซื้อของขวัญให้คนรัก เขาเดินลัดเลาะแนวกันสาดหน้าร้านค้าต่างๆ ที่พอจะช่วยกำบังฝนได้ กระทั่งพบกับร้านขายเครื่องประดับเล็กๆ ร้านหนึ่ง หุบร่มในมือ พลางค่อยๆ ผลักประตูกรอบไม้กรุกระจกนั้นเข้าไป
ภายในร้านเครื่องประดับนี้ไม่ได้ใหญ่โตมากมาย ทว่าตกแต่งร้านอย่างหรูหรา ด้านในเรียงรายไปด้วยตู้กระจกที่สะท้อนวาวกับไฟสีเหลืองนวลของร้าน ทั้งพื้นและผนังทาด้วยสีขาวสะอาด เพชรเม็ดเล็กๆ ในตู้โชว์แข่งกันเปล่งประกายระยิบระยับเรียกลูกค้า พนักงานสาวในชุดยูนิฟอร์มร้านดูสง่าโค้งให้เขาพร้อมๆ กันราวกับนัดหมาย
บรรยากาศภายในร้านเงียบสนิท แถมอุณหภูมิยังเย็นเสียจนเนื้อเขาสั่นขึ้นมาเสียดื้อๆ
นี่ไม่มีใครคิดจะมาหลบฝนในร้านจิลเวลรี่บ้างเลยหรือไง?
ยุนโฮคิดกับตัวเองพลางสอดส่ายสายตาไปทั่วร้าน
อย่างน้อยก็มีอีกคน...
ในที่สุด ดวงตาเรียวเล็กก็สะดุดลงที่ร่างผอมบางซึ่งกำลังยืนจ้องอะไรบางอย่างในตู้กระจกนิ่งๆ ราวกับว่าจะทำให้มันหลุดออกมาจากที่ที่มันเคยอยู่ได้ เส้นผมสีดำขลับยาวประบ่า และเสี้ยวหน้าที่ยุนโฮเห็นเพียงครึ่ง หากสามารถระบุได้ว่าใบหน้านั้นงดงาม ริมฝีปากสีแดงสดตัดกับผิวขาวซีดราวหิมะ ดวงตากลมโตสีดำสนิทดั่งท้องฟ้ายามค่ำคืนที่พราวประกายของดวงดาวในนั้น คนคนนี้มีองค์ประกอบที่สวยมากจนยุนโฮต้องชักสายตามองหน้าอกก่อนเป็นอันดับแรกตามสัญชาตญาณผู้ชาย และนั่นทำให้เขาแน่ใจว่าคนตรงหน้าเป็นผู้ชายเช่นกัน
ร่างบางสาวเสื้อไหมพรมสีขาว กับกางเกงยีนส์ขายาวตัวโคร่ง ยุนโฮเห็นคนคนนั้นถอนหายใจเอาควันขาวๆ พวยพุ่งผ่านกลีบปากสีกลีบกุหลาบนั้น ช่างให้ความรู้สึกที่หม่นหมองและหดหู่อย่างประหลาด
“ฝนตกหนักมากนะครับ” ยุนโฮเอ่ยทัก เรียกให้เจ้าของใบหน้าสวยหันมาสบตา
“........................”
ดวงตากลมโตเบิกกว้างเล็กน้อย มันฉาบฉายแววความเคลือบแคลงสงสัยอย่างเห็นได้ชัด ดูจะไม่แน่ใจว่ายุนโฮกำลังพูดกับเขาหรือเปล่า
“เข้าฤดูฝนแล้ว” ยุนโฮยิ้มพูดอย่างใจดี ทั้งที่ความจริงแล้ว การเข้าไปทักทายคนซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อนนั้นหาได้ใช่นิสัยของเขา
ร่างบางไม่ได้ตอบอะไรนอกจากพยักหน้า และมอบรอยยิ้มบางๆ ให้ เขาโค้งให้ยุนโฮครั้งหนึ่งอย่างนอบน้อม ก่อนจะค่อยๆ เดินเลี่ยงออกไปจากร้านเงียบๆ
ยุนโฮถอนหายใจเฮือกใหญ่ แม้จะรู้สึกเสียน้ำใจอยู่บ้าง หากก็ทำเป็นลืมมันไปโดยทิ้งคนที่เพิ่งพบกันเมื่อครู่ไว้เบื้องหลัง
“สวัสดีค่ะคุณผู้ชาย” เสียงสดใสของพนักงานขายดังขึ้น แววตาที่เคยแห้งผากของเธอดูมีน้ำหล่อเลี้ยงขึ้นมาทันที “เลือกซื้อของขวัญให้คนพิเศษอยู่หรือเปล่าคะ?”
นอกจากจะเป็นพนักงานขาย เธอยังเป็นเทพธิดาพยากรณ์อีกด้วย
“ครับ”
“ไม่ทราบว่าเป็นเพื่อน ญาติผู้ใหญ่ หรือแฟนคะ?” เธอเริ่มซอกแซกสืบประวัติ และนี่เป็นเหตุผลว่าทำไม ร้านค้าดังๆ ที่มีพนักงานดูแลลูกค้าอย่างอบอุ่นจนร้อนระอุเช่นนี้จึงมักจะระร้างผู้คน หากเป็นคนอื่นคงรู้สึกไม่พอใจ โชคดีจริงๆ ที่ลูกค้ารายนี้คือจองยุนโฮ พนักงานสาวจึงได้รับคำตอบที่ทำให้เธอยิ้มแฉ่ง
“แฟนครับ”
“สำหรับคู่รัก ดิฉันแนะนำเส้นนี้เลยนะคะ ลูกค้าคนเมื่อครู่นี้ก็ขอดูอยู่ สวยมากๆ เลยล่ะค่ะ”
สร้อยเงินแขวนไว้ด้วยจี้ทองคำขาวฝังเพชรเม็ดเล็กๆ รูปหัวใจสองดวงร้อยคล้องกันไว้อย่างลงตัว
สร้อยที่คุณคนเมื่อครู่ยืนจ้องอยู่...สวยชะมัด...
“งั้น...ตกลงเอาเส้นนี้ครับ”
ไหล่บางไหวระริกเมื่อลมฝนพัดโชยเข้ามา มือขาวยกขึ้นป้องริมฝีปากซีดที่เคยเป็นสีแดงสวย ก่อนจะเป่าลมอุ่นๆ ออกมาเยียวยาตนเอง เส้นผมสีดำสนิทเปียกชุ่มลู่ไปกับแก้มเนียนใสและลำคอขาว
คิมแจจุง...ดูเผินๆ ก็ไม่ต่างจากลูกแมวเปียกฝนสักเท่าไรนัก
“คุณครับ”
เป็นเสียงนี้อีกครั้งที่ฉุดเขาให้หันกลับไป น้ำเสียงทุ้มที่แสนอบอุ่น เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาที่เพิ่งพบเมื่อครู่กำลังยื่นร่มคันหนึ่งมาให้
“ผมให้ยืม”
“........................”
ยุนโฮมองเห็นริมฝีปากที่กำลังเริ่มกลายเป็นสีเขียวอมม่วงซึ่งเผยอน้อยๆ ฟันซี่เล็กกระทบกันดังไม่ขาดจังหวะ แววตาที่ดูหมองเศร้า ไม่ว่าเห็นเมื่อไหร่ก็ให้อดสงสารไม่ได้ แม้ตัวเขาเองจะเปียกปอนไม่แพ้กัน หากยุนโฮก็ไม่ลังเลที่จะคว้าจับมืออีกฝ่ายอย่างถือวิสาสะ ก่อนจะยัดเยียดร่มของเขาให้อีกฝ่ายได้กลับบ้าน
“รับไว้เถอะนะ”
ราวกับเวลาหยุดลง ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านผ่านฝ่ามือเล็กๆ นั่นทำเอาหัวใจเต้นรัว แววตาใสฉายแววเกรงใจ หากเขาก็ยอมรับไว้ ร่างเพรียวโค้งขอบคุณยุนโฮชุดใหญ่ด้วยความรู้สึกขอบคุณอย่างสุดซึ้ง
ยุนโฮยิ้มเอ็นดู “ว่าแต่คุณจะกลับยังไงครับ?”
“........................”
“คุณ?”
จู่ๆ ใบหน้าหวานก็หมองเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัดอีกครั้ง ร่างบางไม่ตอบ แต่กลับยกนิ้วชี้ขึ้นแตะที่ริมฝีปากตนเองแทน พลางส่ายหน้าเศร้าๆ ยุนโฮเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างไม่เข้าใจ กระทั่งอีกฝ่ายกุมเบาๆ ที่ลำคอของตนเอง ทำสีหน้ายากลำบาก ก่อนจะโบกไม้โบกมือและส่ายหน้าย้ำ ยุนโฮถึงตระหนัก
ชายหนุ่มนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่
พูดไม่ได้อย่างนั้นสินะ...
ยุนโฮถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนที่จะมอบรอยยิ้มให้กับคนตรงหน้าอย่างเคย เป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนและแสนใจดี
“คุณกลับเองได้ใช่ไหม?”
คนถูกถามพยักหน้า ยิ้มให้ยุนโฮ ก่อนที่จะกางร่มในมือแล้วยกขึ้นบังเหนือศีรษะ เขาโค้งให้กับยุนโฮอีกครั้ง แล้วหันหลังเดินจากไป
ยุนโฮมองตามไปจนกระทั่งร่างนั้นหายลับไปท่ามกลางความวุ่นวายสับสนของผู้คน มือข้างหนึ่งของเขากำถุงเครื่องประดับผ้ากำมะหยี่ในกระเป๋ากางเกงแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
To be continued...

เออดร.ปาร์คอ่ะ ถ้าว่างจากการสอนคุณนู๋เล็กตระกูลคิมแล้วสนใจติวเด็กป.โทแถวเน้มั๊ยคะ คริๆ
ขอบคุณคะ
#1 By M_ECON (124.121.114.122) on 2008-01-29 00:06