Demon Authorized (5)
posted on 06 Dec 2007 19:53 by bleaf-me in demon-authorized
Title: Demon Authorized
Author: b.leaf
Staring: Dong Bang Shin Gi (SM Entertainment) / (C) b.leaf's Original Characters
Pairing: Yoonho/Jaejoong, Yoochun/Junsu
Genre: AU, Mystery, Thrillers, Horror ; !Against religion & beliefs (Christian Beware)
Rate: R
Author's Note: แบบประเมินผลงานตัวเอง
เนื้อเรื่อง (0/10)
ภาษา (0/10)
ความบันเทิง (0/10)
คุณค่าทางวรรณกรรม (0/10)
ความตั้งใจ (10/10)
ความเป็นตัวของตัวเอง (100/10)
เป็นความจริงที่ว่าเราไม่เคยรักการอ่าน ไม่เคยอ่านเดธโน้ต เราไม่อ่านการ์ตูน เราอ่านดาวินชี่โค้ดได้แค่ 3 หน้า อ่านแฮรี่พ็อตเตอร์ได้แค่หน้าเดียว เราไม่คิดว่าเราเขียนฟิคดี เราไม่เคยคิดว่าเราเป็นนักคิด มีความคิดที่ลึกล้ำกว่าใคร เราไม่เคยคิดจะเขียนฟิคชั่นเพื่อโลกใบนี้ หรือเพื่อใครนอกจากเพื่อตัวเอง เราไม่คิดว่าวันนึงจะมีคนมาอ่านฟิคชั่นของเราแล้วคอมเม้นต์ให้ แรงบันดาลใจให้กับฟิคชั่นของเราก็คือตัวเองเรา
ขอโทษไว้ล่วงหน้าที่มันอาจจะไม่ใช่แบบที่ทุกคนหวัง
ต้องชี้แจงไว้ก่อนเพราะไม่อยากโดนด่าทีหลังให้เซ็งเล่นอีก โลกของเรามันเริ่มจะหมุนทวนเข็มนาฬิกาแล้ว และเราก็จะขอทำแค่เพียงชูนิ้วกลางให้
ดังนั้นจึงขอขอบคุณทุกท่านมา ณ ที่นี้ที่เข้ามาอ่านฟิคของเรานะคะ และจะขอบคุณมากๆ ขึ้นอีกถ้าชอบสิ่งที่เราคิดจะเขียน แน่นอนว่าต่อให้มีคนอ่านฟิคชั่นของเราเหลือแค่คนเดียวเราก็จะเขียนต่อไป ^^
ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่...
- - -
5.
ยูชอนสาบานได้ว่าอยากจะหยุดเวลานี้เอาไว้ เวลาที่เขามีจุนซูอยู่แนบใกล้ในอ้อมแขน
จุนซูที่แสนหอมหวาน เจ้าของกรอบตาเรียวเล็ก ทว่านัยน์ตากลมใส ทุกครั้งที่ดวงตาคู่นั้นจ้องตรงมามักให้ความรู้สึกราวกับถูกอ่านใจ คุณไม่อยากโกหกตบตาเขาหรอก ต่อให้เป็นนักมายากลอันดับหนึ่ง หรือแม้กระทั่งพระเอกละครเวทีรูปงาม เพราะหากคุณทำ เขาจะจับเท็จได้ ไม่ก็มักจะเป็นคุณเองที่ยินดีสารภาพมันออกมา
เชื่อสิว่าคุณไม่อยากหลอกลวงคนที่ทั้งผ่องใสและบริสุทธิ์เช่นนี้หรอก...
ภายในห้องพักหอชายคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาษาศาสตร์ของวิทยาลัยศิลปะอิเดนเบิร์ช ซึ่งพักรวมกันในอาคารเดียวมีเครื่องเรือน และของใช้ไม่มากนักตามประสาหนุ่มโสด เตียงเดี่ยวขนาดควีนไซส์สองหลัง ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเขียนหนังสือ แบ่งบริเวณห้องน้ำและระเบียงออกไปด้านนอกอย่างเป็นสัดส่วน พื้นหินอ่อนเคลือบเงา ผนังบุวอลเปเปอร์เหลืองหม่นลายโบราณคร่ำครึ หากแม้จะไม่ให้ความรู้สึกสมกับเป็นหอพักในวิทยาลัยลูกผู้ดี แต่ก็ให้บรรยากาศที่เป็นประวัติศาสตร์ สมกับชื่อเสียงเรียงนามและอายุของสถาบัน
ยูชอนโอบกอดจุนซูจากด้านหลัง เกยปลายคางลงบนพื้นที่เล็กๆ ของแนวไหล่ที่แสนบอบบาง ไม่สะทกสะท้านแม้ยามที่จุนซูยังคงเดินง่วนอยู่ในห้องพัก เทตะกร้าเสื้อผ้าเก่าๆ ลงถัง ให้อาหารปลา รดน้ำต้นไม้ หรือพยายามจะล้างมือในอ่าง ยูชอนก็มักจะเดินต้อยๆ ตามไปทั้งที่ยังไม่ยอมคลายกอด
เขาอายุมากกว่าจุนซูสองปี แต่ในเวลานี้กลับทำตัวเหมือนลูกแหง่ติดแม่ ในเมื่อเขาไม่ได้มีโอกาสอยู่กับจุนซูบ่อยนัก โดยเฉพาะช่วงเวลาหลังปิดภาคเรียนที่ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกลับบ้านของตน
จุนซูไม่มีทีท่ารำคาญหรือพยายามผลักไสยูชอนออกไป ใบหน้าน่ารักน่าชังนั้นเงยขึ้นมองนาฬิกาแขวนผนัง ก่อนเปรยออกมาเหมือนไม่ได้คิดอะไรมาก ทว่าสำหรับยูชอน เขากลับรู้สึกว่ารอคำเชื้อเชิญนี้มาตลอดชีวิต
“คืนนี้ผมรู้สึกไม่ค่อยดี ไม่อยากอยู่คนเดียวเลย พี่ยูชอนอยู่เป็นเพื่อนผมได้ไหมฮะ”
“ได้หรือ!?”
“ได้สิฮะ รูมเมทผมไม่ได้เข้ามาพักตั้งแต่เปิดเทอมแล้ว คิดว่ากว่าจะย้ายกลับมาคงราวๆ อาทิตย์หน้า” จุนซูหันกลับมาเพียงเสี้ยวหน้าเพื่อมอบรอยยิ้มให้
“ให้ตายเถอะ ขอบคุณสวรรค์” ยูชอนอดใจให้กอดรัดจุนซูแน่นขึ้นอีกไม่ได้ “ขอบคุณพระพุทธ ขอบคุณพระยะโฮวา เยซูคริสต์ พระอัลเลาะฮ หรือผีห่าซาตานอะไรก็ได้ที่ดลใจให้รูมเมทนายไม่กลับมา”
จุนซูได้แต่ส่ายหน้าขำๆ กับท่าทางของยูชอน หากไม่สามารถปฏิเสธได้เช่นกันว่าเขาเองก็ดีใจ
ร่างเล็กๆ ขนาดรุ่นน้องนักเรียนมัธยมต้นของจุนซูทรุดนั่งลงบนพื้นเตียง เมื่อยูชอนกึ่งผลักกึ่งประคองอย่างทะนุถนอม จนแทบจะเรียกได้ว่า ‘อุ้มเขาไปที่เตียงโดยปลายเท้าแทบไม่จำเป็นต้องสัมผัสความเย็นเฉียบของพื้นหินอ่อน’ เสียด้วยซ้ำ เขาเอนลงอย่างง่ายดายเบื้องใต้คนรัก ยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างเรียบง่ายหากบีบบังคับให้หัวใจเต้นโครมคราม ยูชอนเริ่มจูบจุนซูที่ปลายจมูก ขณะร่างเล็กค่อยๆ พริ้มตาหลับ เขาจูบต่อที่เปลือกตาทั้งสองข้าง
ราวกับกระซิบว่ารักหมดหัวใจ...
“จุนซู ฉันมีความคิดว่าถ้าเทอมหน้านายพร้อม ฉันอยากให้เราย้ายออกไปหาหอข้างนอกอยู่กัน”
“จะได้หรือฮะ?”
ยูชอนหัวเราะเบาๆ อย่างเอ็นดู “อย่าถามฉัน มันอยู่ที่นาย”
ถึงตรงนี้เขาจูบจุนซูที่อกเสื้อด้านซ้าย ที่ที่หัวใจของจุนซูกำลังไม่เป็นเต้นจังหวะ ฝ่ามือหนาที่ลูบไล้เข้าไปเบื้องใต้เนื้อผ้ายืดสีชมพูอ่อนที่คนตัวเล็กสวมใส่ สัมผัสได้ถึงความเนียนละเอียด นุ่มละมุนติดปลายนิ้ว ไม่มีตำหนิ ไม่มีรอยขีดข่วน งดงามอย่างที่สุด
“ผมก็อยากย้ายออก” สุ้มเสียงของจุนซูเริ่มขาดห้วง เย้ายวนใจ “เราจะได้อยู่ด้วยกันมากขึ้น”
“ใช่”
“แล้วผมก็ไม่อยากมีอะไรกับพี่ยูชอนในโรงแรมข้างนอกเวลาคิดถึงกันอีกแล้ว นั่นสิ ทำไมเราต้องแอบมีอะไรกันได้เฉพาะในโรงแรมเท่านั้นด้วย”
บางที...ความไร้เดียงสาที่สุด คือความเซ็กซี่อันยากเกินห้ามใจที่สุด...
ริมฝีปากอิ่มของชายหนุ่มกระตุกยิ้มทันควัน ประโยคที่เพิ่งผ่านหูทำให้เขารู้สึกเร่าร้อนดีชะมัด
“นายก็คิดถึงฉันเหมือนกันใช่ไหม?” เขาถาม ขณะยังไม่หยุดสาละวนอยู่กับเนื้อกายที่หอมรัญจวน
“ฮะ คิดถึง” จุนซูหน้าแดง
“ฉันจะคุยกับคุณแม่ของนายเอง เรื่องที่เราจะย้ายออกมาอยู่ด้วยกัน”
“ไม่นะ พี่ยูชอนบอกแม่ไม่ได้”
ยูชอนยิ้มปลอบ พลางจุมพิตเบาๆ ที่หน้าผาก เขารู้ดีว่าจุนซูจะรู้สึกไม่มั่นใจสักแค่ไหน เพราะเขาเองก็ใช่ว่าจะมั่นใจในตัวเองนัก หากสิ่งเดียวที่ยึดมั่นในตอนนี้คือความรักของเขาต่อจุนซู เขาไม่เคยรักใครอย่างนี้ และต่อให้วันพรุ่งนี้จะมีอะไรเปลี่ยนแปลง เขาก็ไม่เสียดาย
“อย่ากังวลเลยน่า ฉันไม่บอกเรื่องของเรากับแม่นายหรอก”
“ดีฮะ”
“ฉันรักนาย จุนซู”
“ผมก็รักพี่ยูชอน”
โครม!
ทันใดนั้น ประตูห้องก็เปิดผางเข้ามาอย่างไม่ทันให้ได้ตั้งตัว ยูชอนสะดุ้ง รีบถดกายถอยห่างจากจุนซูราวกับเป็นของร้อน
หนุ่มร่างผอม สวมแว่นตากรอบหนา เดินย่างสามขุมเข้ามาภายใน ผิวขาวของเขาใต้แสงไฟนีออนแลดูขาวจนเหมือนโปร่งใส สามารถมองทะลุจนเห็นเส้นเลือดเล็กๆ สีเขียวอมม่วงที่ข้างใบหน้า นัยน์ตาอิดโรยคล้ายไร้พลังชีวิต ใต้ตาบวมช้ำคล้ำสี ริมฝีปากซีดเผือด เขาเพียงแค่เหลือบมองจุนซูและยูชอนด้วยหางตา หากก็ทำท่าราวกับมองผ่านอากาศ
เขาคือ ลีเฮจิน รูมเมทของจุนซู
“ขอโทษนะเฮจิน ฉันไม่รู้ว่านายจะกลับมา” จุนซูแค่นยิ้มที่พยายามจัดแต่งให้ดูเป็นปกติที่สุด หากเท่านั้นก็ยังไม่สามารถบดบังความรู้สึกผิดและอับอายจากแววตาของเขาได้
หนุ่มน้อยนามเฮจินหันมาพยักหน้าเบาๆ ขณะพยายามยัดเสื้อผ้าในกระเป๋าสัมภาระใบโตของเขากลับเข้าตู้ ท่าทางไม่อินังขังขอบต่อสิ่งใดเช่นนี้นี่แหละที่สร้างความอึดอัดแก่เพื่อนร่วมห้องมาตลอดหนึ่งเทอมเต็มๆ ที่แล้วมาจุนซูพยายามศึกษา และอยากทำความรู้จักกับเขามาโดยตลอด หากก็พบว่านั่นเป็นเรื่องยากพอๆ กับการพยายามคุยภาษาฮิบรูกับลูกแมวน้ำ
เฮจินเกิดปลายปี จึงทำให้เขามีอายุน้อยกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันเกือบสองปี เป็นคนเก็บตัวอย่างร้ายกาจ วันๆ เขาจะคลุกอยู่กับตัวเองและกองหนังสือเก่า ซึ่งถูกเขียนขึ้นจากภาษาประหลาดที่จุนซูไม่เคยเห็น ราวกับว่าเขาสอบเข้ามาเรียนยังอิเดนเบิร์ชเพื่อการณ์นี้โดยเฉพาะ
ว่าแล้วเจ้าหนูก็คว้าหนังสือเล่มหนาเตอะเล่มหนึ่งออกมาจากอะไรบางอย่างที่หน้าตาคล้ายๆ เป้ของทหาร ไรฝุ่นปลิวคลุ้งไปทั่วห้องจนยูชอนพลอยสำลักจาม
“ขอโทษ” เฮจินเอ่ยเป็นประโยคสุดท้าย ก่อนจดจ่อสมาธิทั้งหมดไปที่หน้าหนังสือกรอบๆ สีน้ำตาล พึมพำภาษาบางอย่างอยู่กับตัวเองที่ยูชอนเดาว่าคงจะเป็นภาษาสวรรค์กระมัง
จุนซูสบตายูชอน ยิ้มให้เขาอย่างสำนึกผิด ทว่ายูชอนไม่เคยกล่าวโทษ เขาเอื้อมมือมาจับไหล่จุนซู
“งั้นฉันไปนะ ก่อนที่หอจะปิด”
“ผมขอโทษจริงๆ นะฮะ ผมไม่รู้ว่า...”
“ไม่มีใครรู้หรอก จุนซู”
ยูชอนเบือนหน้าไปมองลีเฮจินอีกครั้ง พลันถอนหายใจยาว ล่ำลาจุนซูอีกเพียงสองสามคำ ก่อนลากลับไป
.
.
.
ท้องฟ้าสีครามแกมม่วงมืดมน ก้อนเมฆสีเทาขดเป็นเกลียวแลดูบิดเบี้ยว ทาบตัดกับแสงสีทองของรุ่งอรุณยามแรกเช้าอย่างสุดขั้ว ราวกับภาพวาดของไฟกัลป์ที่พวยพุ่งขึ้นจากขุมนรก
รถตำรวจนับสิบคันจอดเรียงตัวกันอย่างระเกะระกะอยู่ด้านหน้าอาคารภาควิชาประวัติศาสตร์และโบราณคดี เสียงไซเรนดังโหยหวนดั่งบทเพลงไว้อาลัย หากก็ยังไม่สามารถกลบเสียงร้องห่มร้องไห้ปานใจจะขาดที่ฟังดูดัดจริตไร้ความจริงใจที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมาของคิมโบกยองได้สำเร็จ มันกำลังจะทำให้สารวัตรคิมเป็นบ้าในอีกไม่ช้า
“ไม่จริง! จุงอา...บอกฉันทีสิว่านี่เป็นเรื่องโกหก” หล่อนกรีดร้อง ร่ำไห้ครวญครางจนแทบคลานพับไปกับพื้น หากกระนั้นใบหน้าก็ยังคงงดงาม ราวกับว่าฝึกซ้อมมาแล้วตลอดชีวิต
คิมฮยอนซุคมองภาพของเด็กสาวร่างสูงเพรียวซึ่งกำลังนั่งพับเพียบอยู่หน้าห้องน้ำหญิง สถานที่เกิดเหตุอันยังคงเจิ่งนองไปด้วยคราบเลือด ก่อนส่ายหน้าเบาๆ อย่างสังเวชใจ
“ใครก็ได้ช่วยบอกหนูแกทีว่านี่คือเรื่องจริง ไม่ใช่ละคร”
ร่างของปาร์คจุงอาถูกเคลื่อนย้ายไปสถาบันนิติเวชตั้งแต่เช้ามืด แม้สภาพศพจะยับเยินจนแทบไม่เหลือชิ้นดี หากผู้เป็นพ่อและแม่ก็สามารถยืนยันได้ทันทีในแวบแรกที่ผ้าคลุมหน้าถูกเปิดออก เนื้อตัวอันซีดเผือดเต็มไปด้วยร่องรอยการถูกกรีด ข้อนิ้วทั้งสิบหักจนแทบจะเรียกได้ว่าแหลกเหลว ใบหน้าไร้สีเลือดแลดูเหี่ยวย่นเหมือนหญิงชราหรือใครก็ตามที่ไม่ใช่หล่อน หากนัยน์ตาที่เบิกโพลง ม่านตาขยายกว้าง และลูกตาที่เหลือกถลนมีเลือดคั่งจนแดงก่ำคู่นั้น มันเป็นของลูกสาวคนเล็กของพวกเขาเป็นแน่
ปาร์คจุงอาเสียชีวิตแล้วอย่างไม่มีข้อสงสัย ทว่าความจริงที่แสนโหดร้ายยิ่งกว่านั้นคือ...หล่อนถูกทรมานจนตายอย่างอนาถ...
ชิมเฮียวรินเบือนหน้าหนีจากเสียงคร่ำครวญของโบกยอง ก่อนสูดหายใจเข้าลึกๆ จนเต็มปอด ที่คลองตาของศาสตราจารย์สาวแดงก่ำและร้อนผ่าว แม้หล่อนจะเป็นคนเข้มแข็งยิ่งกว่าผู้ชายอกสามศอกบางคนมาแต่ไหนแต่ไร หากความรู้สึกผิดพลาดที่ไม่สามารถช่วยเหลือลูกศิษย์ของตนไว้ได้ก็ยังคงตามหลอกหลอน
“ตอนนั้นเป็นเวลาเกือบเที่ยงคืนค่ะ”
สารวัตรคิมพยักหน้าอย่างใจเย็น เป็นสัญญาณให้ผู้ช่วยจดคำให้การนั้นลงในสมุดเล่มเล็ก
“เธอกรีดร้อง...โหยหวน...”
“เธอไม่ได้สิ้นใจตายในทันที?” สารวัตรคิมย้ำถาม
“ค่ะ เธอร้องอยู่นาน ฉันได้ยินเสียงเธอร้องไห้ แต่ฉัน...ฉันมาช้าเกินไป” ยามที่พูด น้ำเสียงของหล่อนสั่นเครือขึ้นมาอีก จนชางมินที่คอยดูแลอยู่ไม่ห่างกาย อดไม่ได้ที่จะรั้งร่างของผู้เป็นแม่เข้ามากอดไว้
“คุณทำดีที่สุดแล้วครับ ศาสตราจารย์ชิม”
เมื่อนั้นเองที่เฮียวรินเริ่มตั้งต้นร้องไห้
“จากผลการตรวจอุณหภูมิตับ แพทย์ชันสูตรระบุว่าปาร์คจุงอาเสียชีวิตในเวลาประมาณห้าทุ่มห้าสิบนาที คลาดเคลื่อนได้เพียงสามสิบนาทีเป็นอย่างต่ำ ซึ่งแน่ชัดว่าผมเห็นจุดเชื่อมโยงระหว่างคดีของชเวอึนนาและปาร์คจุงอา พวกเธอตายในช่วงเวลาเดียวกัน จากฝีมือของไอ้ใจหมาคนเดียวกัน” ฮยอนซุคกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นจนคนฟังพลอยรู้สึกขนลุก เขาเบนเป้าสายตามาทางชางมิน “คุณแน่ใจนะว่าไม่เห็นใครท่าทางน่าสงสัยมาด้อมๆ มองๆ แถวนี้?”
ชางมินชะงักงัน คำถามนั้นเป็นราวกับหมัดหนักๆ ที่ฮุกเข้าตรงปลายคางจนทำเอาเขาแทบสลบเหมือด สมองของเขามึนตึง ทว่าเงาปริศนาที่ผ่านสายตาไปเพียงชั่วระยะเวลาไม่กี่วินาทีเมื่อค่ำคืนนี้กลับเด่นชัด และเชื่องช้าดั่งภาพสโลว์โมชั่นในความทรงจำ
เงาร่างของชายสวมเสื้อโค้ช...
ทันทีที่นึกถึง อุ้งมือของเขาก็สัมผัสได้ถึงความสั่นไหวน้อยๆ จากไหล่เล็กๆ ของแม่ เมื่อนั้นเองที่ความรู้สึกสังหรณ์ใจถึงอันตรายที่มองไม่เห็นบางอย่างกลับแล่นปราดเข้ามาครอบงำ เขาเกือบจะเอ่ยเบาะแสเกี่ยวกับชายในเสื้อโค้ชนั่นออกไปแล้ว หากยั้งปากไว้ได้ทัน
ชางมินตัดสินใจให้การว่า “ไม่ครับ...ไม่เลย...”
และเขาปรารถนาให้มันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องด้วยเถอะ
.
.
.
จองยุนโฮเฝ้ามองการทำงานของซองอูกยองอยู่ในมุมของเขาด้วยท่าทีเป็นห่วง ชักไม่แน่ใจอีกต่อไปแล้วว่าฝ่ามือผ่ายผอมเต็มไปด้วยเส้นเลือดโปนๆ คู่นั้นจะยังคงจับแปรงทาสีต่อไปได้ไหว
เขาสังเกตได้ว่าหลายครั้งที่อูกยองหยุดเคลื่อนไหวไปเฉยๆ เขาทำงานอย่างเชื่องช้า ดวงตาเรียวเล็กที่เต็มตื้นไปด้วยแววความอ่อนล้าจากการต่อสู้กับชีวิตที่แสนลำบากตรากตรำคู่นั้นแลดูเลื่อนลอย ราวกับว่าแท้จริงแล้วประสาทรับรู้ของเขาด้านชาไปแล้วโดยสิ้นเชิง
อูกยองไม่เคยเป็นอย่างนี้...
ตั้งแต่เพื่อนมาดนักเลงของเขาคนนี้โผล่หน้ากลับมาที่โรงละครเป็นครั้งแรก หลังจากหายหน้าหายตาไป เขาก็ยังไม่ได้อ้าปากพูดคุยกับใครสักคำ ไม่เว้นแม้กับยุนโฮ อูกยองเอาแต่เก็บตัวเงียบ หมกมุ่นอยู่แต่ในโลกส่วนตัวที่เขามักสร้างกำแพงขึ้นมาปกป้องตนเองจากอะไรบางอย่างที่ยากเกินอธิบาย
ซึ่งเขาขอเดาว่ามันอาจเป็น ‘การถูกตัดสิน’ ก็เป็นได้
คนอย่างอูกยอง...คนอย่างเขา...ก็ล้วนแล้วแต่พยายามวิ่งหนีมันมาตลอดชีวิต
ยุนโฮทราบข่าวการตายของปาร์คจุงอาจากเว็บบอร์ดของคณะเมื่อเช้านี้ มันแพร่ไปเร็วเกินกว่าที่ทางวิทยาลัยจะควบคุมได้ แต่ที่เลวร้ายกว่านั้นคือหลังจากจุงอาถูกฆ่า อูกยองก็กลับตกเป็นผู้ต้องสงสัย เขาถูกตำรวจกักตัวเอาไว้สอบสวนถึงสองครั้งในวันเดียว เพียงเพราะเหตุผลที่ว่าเขาและหล่อนเคยมีปากเสียงกัน และอูกยองโชคร้ายเหลือเกินที่ไม่มีพยานยืนยันที่อยู่ในเวลาที่ปาร์คจุงอาเสียชีวิต
ภายในโรงละครอิเดนเบิร์ชในยามนี้เงียบเสียจนยุนโฮสามารถรับรู้ได้ถึงจังหวะดนตรีฮิปฮอปที่ดังแว่วจากหูฟังไอพอดของอูกยอง ใบหน้าของเพื่อนที่ไร้ชีวิตชีวาจนน่าใจหายนั้นทำให้ยุนโฮอดนึกถึงวันเก่าๆ ไม่ได้
คนอย่างอูกยองน่ะหรือจะฆ่าใครได้...
เขาไม่มีวันทำใจให้ยอมรับได้ลงหรอก
“เฮ้ย ยุนโฮ”
เป็นเสียงของอูกยองที่ฉุดยุนโฮให้สะดุ้งตื่นจากห้วงคำนึงราวกับถูกหวดด้วยแส้ อูกยองพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบายิ่งกว่าเสียงกระซิบที่แห้งผาก
“พวกที่ชอบตัดสินคนอื่น พวกที่ชอบกดหัวชาวบ้านน่ะ ตายๆ ไปซะได้ก็ดีไม่ใช่เหรอวะ?”
ยุนโฮไม่รู้จะตอบอย่างไร จึงได้แต่เงยหน้าขึ้นช้าๆ เพื่อกักกลั้นน้ำตาที่กำลังจะไหลริน
“นายกล้าดียังไง คิมแจจุง!”
เมื่อนั้นเองที่จู่ๆ น้ำเสียงอันโกรธเกรี้ยวแผดดังขึ้นทำลายความเงียบอันน่าอึดอัดจนสิ้น ทั้งยุนโฮและอูกยองหันมองหน้ากัน ก่อนจะเบนความสนใจไปที่ต้นเสียงตะหวาดกร้าว ซึ่งดังมาจากอีกฟากหนึ่ง ค่อนไปทางด้านหน้าเวที
คิมแจจุงยืนก้มหน้านิ่งอยู่อย่างนั้น ในขณะที่ฮันโซลกีกำลังขึ้นเสียงตะคอกใส่เขาอย่างไม่ไว้หน้า
“นายกล้าดียังไงมาเถียงฉัน ฉันเรียนมาทางนี้โดยตรง และถ้าฉันไม่แน่จริง ฉันไม่ได้รับเลือกให้มาเป็นหัวหน้านายหรอก!” ไม่ว่าเปล่า หญิงสาวยังผลักไหล่แจจุงเสียอีกเต็มแรง ไม่มีอารมณ์ใดๆ แสดงอยู่บนใบหน้าสะสวยของเด็กหนุ่ม แม้ร่างของเขาจะแทบทรุดลงเพราะไม่คิดขืนแรงของผู้มีศักดิ์เป็นรุ่นพี่
“จำไว้ อย่าริแตะต้องปรับเปลี่ยนงานของฉัน ฉันบอกว่าขาวคือขาว ฉันบอกว่าดำก็คือดำ อย่าสะเออะ!”
“ครับ” แจจุงกล่าวแผ่วเบาราวกระซิบ
“เข้าใจที่ฉันพูดไหม!?”
“ครับรุ่นพี่” เขารับคำเสียงดังขึ้นอีก หางเสียงที่สะท้อนแว่วภายในโถงอาคารที่เงียบกริบ แม้จะให้ความรู้สึกจมไม่ลงอย่างไร แฝงความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจนแค่ไหน หากฮันโซลกีก็พอใจแล้วกับชัยชนะ
หล่อนแค่นหัวเราะเบาๆ “ดี!”
ลับหลังหญิงสาว คิมจุนซูก้าวขึ้นมายืนเคียงข้างเพื่อนรัก เขาจีบปากจีบคอ แสร้งทำท่าสะบัดผมแบบที่แทบจะกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของโซลกีไปเสียแล้ว ไม่ว่าจะกินข้าว เดิน นั่ง และคงจะรวมทั้งเวลาปลดทุกข์ หล่อนก็คงจะยัง...‘สะบัดผม’
“อย่าริแตะต้องงานของฉัน ฉันเรียนมาทางนี้ แหวะ! ที่ยืนกันหัวโด่อยู่นี่ก็เรียนมาทางนี้ทั้งนั้นแหละยัยบ้าเอ้ย”
ยุนโฮ อูกยอง รวมทั้งยูชอนที่เพิ่งเดินเข้ามารวมกลุ่มทันได้ยินถ้อยคำผรุสวาสอย่างไม่ยอมกัน
“ใช่ ศิลปะ 101 ใครก็เคยเรียน” ยูชอนสนับสนุน
“นี่ถ้าไม่เห็นว่าเป็นผู้หญิง ฉันต่อยปากแตกไปแล้ว”
แจจุงยักไหล่ “อย่าโมโหไปเลยจุนซู ฉันเบื่อจะต่อปากต่อคำ”
“ฉันว่าเราเลิกจัดงานแสดงละครบ้าๆ นี่เลยดีกว่า แล้วเปลี่ยนมาชกมวยการกุศลแทน คิดว่าคงได้ไฟท์มันๆ หลายไฟท์” ยูชอนเสนอ พลางหัวเราะงอหายกับความคิดที่ไม่มีใครขำด้วยนอกจากตัวเขาเอง
วินาทีแรกที่สายตาของแจจุงประสานกับสายตาของยุนโฮ ผู้เป็นรุ่นน้องมอบรอยยิ้มให้ ก่อนยุนโฮจะมอบรอยยิ้มที่ไม่ว่ามองมุมไหนก็อบอุ่นจนภูเขาน้ำแข็งแทบละลายกลับมาแทนคำขอบคุณ แจจุงเข้าใจดีว่าคนที่จะต้องแบกรับความไม่สบายใจทั้งหมดเอาไว้ ไม่ใช่ทั้งเขาหรือโซลกี หากเป็นจองยุนโฮคนนี้ต่างหาก เขาไม่อยากจะเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือหรอก
ที่สำคัญ...แจจุงมีวิธีแก้เผ็ดที่ดีกว่าการฟาดฟันเจ้าหล่อนให้ตายตกกันไปเดี๋ยวนี้เสียด้วย
.
.
.
เวลาล่วงเลย ฟ้าเริ่มมืด ทีมงานเริ่มทยอยกลับและสิ่งมีชีวิตที่ยังหลงเหลืออยู่ในทีนี้ก็ลดเหลือน้อยลงเต็มที ชางมินก็อยู่ที่นี่ด้วย และพอจะทำให้ความอึดอัดรอบกายน่าเบื่อหน่ายยิ่งกว่าเดิม
ขณะวงสนทนาตกอยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่แสนฝืดเฝื่อน บานประตูห้องแต่งตัวซึ่งเชื่อมติดกับหลังเวทีก็ถูกกระชากให้เปิดออกอย่างแรง
ทุกคนหันกลับไปมองคิมโบกยองเป็นตาเดียว สีหน้าของเด็กสาวขึงขังอย่างที่ลูกผู้ดีซึ่งถูกเสี้ยมสอนมารยาทสังคมมาเป็นอย่างดีไม่เคยริแสดงออกในที่สาธารณะ หล่อนย่ำฝีเท้าตอกส้นเข็มของหล่อนด้วยจังหวะหนักหน่วงมายังฮันโซลกี ก่อนจะทุ่มชุดราตรีสีเหลืองเลื่อมระยับที่เตรียมใช้ในการแสดงใส่หน้าผู้กำกับศิลป์อย่างจัง
“ฉันไม่ใส่ชุดนี้!” โบกยองตะหวาดจนแทบจะกลายเป็นกรีดร้อง เสียงสั่นพร่าคล้ายกำลังร้องไห้ “ฉันเกลียดเธอ นังบ้า ไปตายซะไป!”
“อะไรกันคะน้อง” โซลกีพยายามปัดป้องอย่างที่สุดจนเส้นผมสีดำขลับนั้นยุ่งเหยิง พลันเงยหน้าขึ้นจ้องตาไม่ลดละ “พี่คิดว่าเราตกลงกันได้แล้วซะอีก”
“งานของเธอมันเห่ย แล้วยังมีหน้ามาอวดดี ฉันเชื่อเพื่อนฉัน ฉันจะไม่ลดตัวลงมาใส่ชุดสีอุบาทว์แบบนี้หรอก”
แม้โซลกีจะพยายามเค้นเสียงลอดไรฟันอย่างอดทนอดกลั้น หากแววตาของหล่อนก็ไม่สามารถกลบกลืนความเดือดดาลในใจได้
“งั้นก็ลาออกซะสิคะ จะได้หาคนอื่นมาใส่แทน”
ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ยุนโฮกลั้นหายใจเฮือกเมื่อเห็นโบกยองพุ่งตัวเข้าไปตะครุบโซลกี ขยุ้มเส้นผมของรุ่นพี่ต่างคณะจนเต็มกำมือแล้วทึ้งไปมาจนล้มลงทั้งคู่ พวกหล่อนเกลือกกลิ้งไปกับพื้นหินอ่อน พลัดกันขึ้นมาเป็นฝ่ายทำร้ายและถูกทำร้าย เล็บเรียวแหลมของหญิงสาวซึ่งถูกตัดแต่งมาเป็นอย่างดีจิกเนื้อหนังกันและกันจนถลอกปอกเปิก
ยุนโฮและแจจุงกระโจนเข้าไปจับแยกโซลกี และเป็นชางมิน ยูชอน อูกยองที่ฉุดกระชากลากถูคิมโบกยองจากหล่อนได้สำเร็จ ในกำปั้นของเด็กสาวเต็มไปด้วยเส้นผมของโซลกีติดอยู่เป็นกระจุก หล่อนใช้เรี่ยวแรงที่มีทั้งหมดดิ้นขัดขืน จนแม้แต่ชายหนุ่มที่แข็งแรงไม่หยอกถึงสามคนยังแทบเอาไม่อยู่
“เพราะเธอคนเดียว นังปีศาจ เธอฆ่าจุงอา!”
“พูดบ้าอะไร ฉันเปล่านะ!?”
“ลืมไปแล้วหรือเปล่าว่ามีฉันอยู่ด้วยอีกคนนะ ตอนที่เธอขู่ว่าจะฆ่าเพื่อนฉัน!”
เบื้องหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไวเสียจนตั้งตัวไม่ทัน พร่าเลือนและสั่นรัวราวกับวิวทิวทัศน์นอกกระจกรถยนต์อันกำลังขับเคลื่อน เสียงกรีดร้องโวยวายค่อยๆ อึงอื้อไปตามแรงกด คิมจุนซูยืนนิ่งงันยามเมื่อสายตาจับได้กับพลังงานบางอย่างในความมืดสลัว
เขาเห็นหญิงสาวในชุดสีขาว ผมยาวระใบหน้าซีดเผือดอันประเปื้อนไปด้วยเส้นเลือดสีเขียวอมม่วง หล่อนยกมือขึ้นชี้มาทางพวกเขา นัยน์ตาแดงก่ำเบิกโพลง อัดแน่นไปด้วยความเคียดแค้น ริมฝีปากแห้งผากขยับสั่นพยายามอ้าปากพูด หากเมื่อสิ่งนั้นอ้าปาก โลหิตสีแดงขุ่นขลั่กก็ทะลักออกมา!
จุนซูเบือนหน้า ผละออกมายืนยึดแขนกับเสาต้นหนึ่งอย่างยากลำบาก คล้ายกับว่าหากไม่ทำเช่นนี้ ร่างกายของเขาจะยังคงยืนต่อไปไม่ไหว
กริยาท่าทางของเขาเรียกให้กลุ่มสนทนากลับมาสนใจ ร่างเพรียวตรงเข้าพยุงเพื่อนซี้
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ จุนซู?” แจจุงถามอย่างหวั่นวิตก
สุ้มเสียงของจุนซูแหบพร่า เคล้าลมหายใจหอบหนักหน่วง “ร..รุ่นพี่อึนนา”
แจจุงกลั้นหายใจ “ไหน?”
จุนซูชี้มือไปด้านหลังโดยไม่ยอมหันกลับไป เขาไม่อยากจะเห็นมันซ้ำอีก ชางมินรีบหันขวับไปมอง แต่ก็ไม่พบอะไรนอกจากความว่างเปล่า
“ไม่เห็นมีอะไรเลย”
“ไม่ เธอยังอยู่”
“เหลวไหลน่า” ยูชอนว่า ขณะเหลือบสายตาลอกแล่กกวาดมองไปรอบกาย
“แต่ผมเชื่อเขา” แจจุงแย้ง วางฝ่ามือลงบนบ่าของจุนซูที่ดูจะช็อคไปแล้ว พลางลูบปลอบโยนเบาๆ “นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จุนซูเห็นอะไรทำนองนี้หรอกนะครับ”
To be continued...

ต่อด่วนค่า
น่ากลัว... เหอะๆ
เกลียดเรื่องสยองขวัญมากเลยนะค่ะฮ่าๆ
ไอ้ลึกลับ หลอกหลอนเนี่ย ไม่เชื่อ แต่ก็กลัว ..
แต่ก็อ่าน ฮ่าๆ ...
ความตั้งใจ 10/10
ความผิดหวังหลังการอ่าน 0(,ติดลบด้วยเอ้า!)/10 ^^
ยูชอน กับ จุนซู ยังโอเคขมๆหวานๆ
แจ เงียบจัง แต่แสบเชียว
เหอะ ช๊อตสุดท้ายเอาค้าง...
(เวลาอ่านอะไร จะชอบปิดเพลง ปิดอะไรที่มันรบกวน อ่านเงียบๆ เจอช๊อตสุดท้าย หมุนเปิดลำโพงแทบไม่ทัน ฮ่าๆ )
หันไปข้างๆ มืดหมด โอ้ย... น๊อค
แต่มันส์ดีค่ะ
ไม่เอาไม่เดาแล้ววววว (กลัว)
Ps. งง กับ งง Refresh หน้า exteen เห็น Demon Authorized (5) ...งง อีกแล้ว ฮ่าๆ
...ไม่เดาๆ แต่ Hwoarang (Namco), Dante (Capcom) ใคร...?
- อยากลองหมุนทวนเข็มนาฬิกาเหมือนกันคะ -
#1 By a.while on 2007-12-06 20:22