Demon Authorized (4)
posted on 13 Nov 2007 00:50 by bleaf-me in demon-authorized
Title: Demon Authorized
Author: b.leaf
Staring: Dong Bang Shin Gi (SM Entertainment) / (C) b.leaf's Original Characters
Pairing: Yoonho/Jaejoong, Yoochun/Junsu
Genre: AU, Mystery, Thrillers, Horror ; !Against religion & beliefs (Christian Beware)
Rate: R
- - -
4.
เพราะเขาเป็นลูกชายคนเดียว และหลายคนคิดว่าลูกชายจะถูกฟูมฟักเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมยิ่งกว่าลูกคนอื่นๆ หากเขากลับรู้ดีอยู่แก่ใจว่าการเป็นลูกรักไม่ได้ง่ายดายดั่งฝันสำหรับบ้านนี้ พ่อไม่เคยเทียวรับเทียวส่งเขาถึงหน้าประตูโรงเรียนมาก่อน และถ้าไม่มีภาระติดพันการสอบพยานคดีฆาตกรรมชเวอึนนา พ่อก็จะไม่มีวันให้เขาติดรถร่วมทางมายังอิเดนเบิร์ชเลย
ระฆังจากหอนาฬิกาส่งเสียงดังเหง่งหง่าง ตีบอกเวลาเจ็ดโมงเช้า รถยนต์ป้ายทะเบียนพิเศษ ติดตรารูปนกอินทรีย์กางปีกผงาดบนดอกมูกุงฮวาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล่นปราดเข้ามาจอดเทียบหน้าประตูรั้วเหล็กสีดำตัดทองอร่ามด้านหน้าวิทยาลัยศิลปะ
คิมแจจุงคว้ากระเป๋าขึ้นสะพายไหล่ พลางก้าวเท้าลงจากรถแทบจะในทันทีที่สบโอกาส ริมฝีปากอิ่มเอิบแดงสวยเขยื้อนเอ่ยคำขอบคุณด้วยน้ำเสียงราบเรียบ โดยไม่แม้แต่จะใส่ใจมองหน้าสารถีกิตติมศักดิ์ของเขาในวันนี้
“ขอบคุณครับพ่อ”
ฮยอนซุคปลดเข็มขัดนิรภัย กดเลื่อนกระจกด้านตรงข้ามตนลง อดถอนหายใจออกมาเสียงดังไม่ได้เสียทุกครั้งยามมองเห็นรอยสักรูปปีกนางฟ้า อันมักปรากฏให้เห็นอย่างเลือนรางเบื้องใต้เสื้อสีอ่อนที่ผู้เป็นลูกชายชอบสวม
“ฉันเคยบอกแกกี่ครั้งแล้วว่าฉันเกลียดไอ้รอยสักนั่น”
คำถามที่ไม่ต้องการคำตอบนั้น เรียกแจจุงให้ชะงักฝีเท้า พลันหันกลับมาสบตาคนเป็นพ่อ
“ร้อยครั้งเห็นจะได้ครับ”
“สาบานได้เลยว่าถ้าตอนนี้แกอยู่ใกล้มือ ฉันจะตบปากแก”
แจจุงเพียงแค่เม้มริมฝีปาก แต่ภายในยอมรับว่ารู้สึกสะใจอย่างประหลาด
สารวัตรคิมมองหน้าลูกชายคนเล็ก ก่อนส่ายหน้าเบาๆ อย่างเอือมระอา แจจุงนิสัยเหมือนแม่ไม่มีผิด...
“เย็นนี้ฉันมีประชุม บอกแม่แกด้วยว่าทานข้าวได้เลยไม่ต้องรอ”
ผู้อ่อนวัยกว่าฟังพลางกรอกตาไปมา คำพูดที่แลดูบ้างานเข้าขั้นประสาท ดั่งประโยคนัยว่า ‘เย็นนี้ฉันไม่ว่าง ทานข้าวได้เลยไม่ต้องรอ’ นั้น ฟังดูสมเป็นพ่อของเขาอย่างที่สุด
รถคันหลังเริ่มบีบแตรไล่ ฮยอนซุคเอื้อมมือไปดึงเข็มขัดนิรภัยกลับมาคาดอีกครั้ง
“ฉันไปล่ะ แกก็อย่ากลับให้มันค่ำนักล่ะ”
“ครับ” แจจุงรับคำอย่างเสียมิได้ รู้ดีว่าถึงอย่างไร ไม่ว่าจะมีเหตุฆาตกรรมเกิดขึ้นภายในวิทยาลัยหรือไม่ พ่อก็จะกำชับกับเขาเช่นนี้ ร่างเพรียวมองตามรถยนต์สีดำเงาคันนั้นแล่นหายลับไปบนถนนหลวงสายคับแคบ พลางถอนใจออกมาแผ่วเบา
การเป็นลูกรักไม่ใช่เรื่องง่ายดายสำหรับเขาเลยจริงๆ
.
.
.
แจจุงหยุดเพื่อคำนับรุ่นพี่ในคณะคนหนึ่งระหว่างเดินลัดเลาะไปตามทางเดินมุงหลังคาแก้ว อันจะนำพาไปสู่พื้นที่บริเวณโรงอาหาร รุ่นพี่คนนั้นเพียงแค่พยักหน้าให้เขาเบาๆ อย่างวางมาด ก่อนจะเดินผ่านไปราวกับไม่เคยมีตัวตน
ตามธรรมเนียมโบราณคร่ำครึซึ่งทุกวันนี้แทบจะเรียกได้เลยว่าเป็น ‘กฏ’ ของระบบมหาวิทยาลัย แต่ละคณะมักจะบังคับให้รุ่นน้องต้องหยุดทำความเคารพรุ่นพี่เช่นนี้ทุกครั้งที่เจอหน้า ไม่เว้นแม้แต่วิทยาลัยศิลปะอย่างอิเดนเบิร์ชก็ยังไม่มีข้อยกเว้น
ไม่รู้ทำไม ทั้งๆ ที่อายุห่างกันแค่ไม่กี่ปี แถมต่างขึ้นชื่อว่าเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยกันแล้ว ล้วนมีพร้อมทั้งปัญญาและวุฒิภาวะที่จะสามารถตัดสินใจได้เองว่าจะเลือกเคารพใคร แต่พวกรุ่นพี่มักสรรหาเหตุผลล้านแปดมาโน้มน้าวแกมบังคับให้รุ่นน้องทุกคนแสดงความยำเกรงอยู่นั่น
ใจจริงในส่วนลึกแจจุงยอมรับว่าตนต่อต้านประเพณีปัญญาอ่อนนี้อย่างรุนแรง เขาคิดว่ามันงี่เง่า และฟังดูเป็นลัทธินิยมจนเกินไป เสียแต่เขารักสงบมากเกินกว่าจะทำตัวขวางโลกให้เกิดเรื่อง จึงจำต้องคล้อยตามทำไปอย่างขอไปที
เขาเดินต่อไป กระทั่งก้าวผ่านประตูซุ้มโค้งสีขาวของโรงอาหาร ดวงตาสีนิลกวาดไปรอบๆ เพียงแวบเดียวก็พบจุนซูที่นั่งรออยู่แล้วกำลังโบกมือให้
แจจุงชี้มือไปที่ร้านขายอาหาร บุ้ยใบเป็นทีขอตัวทำธุระก่อน เมื่อเพื่อนรักยิ้มสดใสตอบมา พร้อมพยักหน้าอนุญาต เขาจึงผละไปยังร้านค้าเจ้าประจำ
“รับอะไรดีจ๊ะ สโนว์ไวท์?” คุณป้าแม่ครัวทักทายอย่างอารมณ์ดีเช่นทุกวัน
แจจุงยิ้มให้หล่อน เคยชินกับสมญา ‘สโนว์ไวท์’ ที่คุณป้าตั้งให้ตั้งแต่สมัยที่เขายังไม่ตัดสินใจเปลี่ยนสีผม
เส้นผมสีดำขลับ ผิวขาวดุจหิมะ ริมฝีปากแดงดั่งสีเลือด หากจะมีใครงามเลิศในปฐพี หนึ่งในนั้นคงเป็นคิมแจจุง
“ชุดสอง...”
เขาเอ่ยยังไม่ทันขาดคำ คุณป้าก็ต่อให้ “เหมือนเดิม”
“ครับ”
รอเพียงไม่กี่นาที อาหารจานด่วนก็เสิร์ฟลงตรงหน้า ควันสีขาวโชยมาพร้อมกับกลิ่นหอมเย้ายวน แจจุงยื่นบัตรเติมเงินของโรงอาหารให้ พลางกล่าวขอบคุณ เขาค่อยๆ ประคองถาดอาหารที่สั่งขึ้น หากยังไม่ทันไปไหนได้ไกลกว่านั้น คุณป้าแม่ครัวก็ร้องทักลูกค้าคนใหม่
“สวัสดีจ้า ยุนโฮ วันนี้รับอะไรดีจ๊ะ?”
“อะไรก็ได้ครับป้า” หนุ่มหล่อเจ้าของชื่อสนทนากับคุณป้า แต่สายตาและรอยยิ้มของเขาไม่ได้ละไปจากใบหน้าหวานสวยของคิมแจจุง “อะไรที่สโนว์ไวท์ทาน”
คนถูกพาดพิงถึงรีบหลบตา แอบหัวเราะอยู่กับตัวเองเบาๆ ในลำคอ ก่อนเดินจากไป เขาได้ยินยุนโฮกระซิบกระซาบกับคุณป้าแม่ครัวเจ้าเก่า
“แล้วถ้าสโนว์ไวท์ต้องการเจ้าชายเมื่อไหร่ ป้าช่วยโทรบอกผมทีนะครับ”
ช่างเป็นเสียงกระซิบที่ดังชัดเจนอยู่ไม่หยอก
“พี่ยุนโฮเขามองนายอยู่”
ระหว่างนั่งรับประทานอาหารด้วยกัน จู่ๆ จุนซูก็เอ่ยขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แจจุงสะดุ้งด้วยไม่ทันตั้งตัว เขาขมวดคิ้ว ยิ้มขำๆ ให้เพื่อนตัวเล็กซึ่งส่งยิ้มหยอกล้อให้เขาเช่นกันอย่างไม่ค่อยปักใจเชื่อ ก่อนรวมรวบสติ เหลือบสายตาไปมองยังโต๊ะ ณ อีกฟากหนึ่งของโรงอาหาร
จองยุนโฮกำลังมองมาทางนี้ และทันทีที่สายตาประสาน หนุ่มรุ่นพี่ก็รีบหลบตา
“เขามองนายอยู่ตลอดเวลาเลยนะ”
“หมายความว่าไง?”
จุนซูหัวเราะคิกคัก สุ้มเสียงที่ฟังดูสดใสไร้ความกังวลตลอดเวลานั้นช่วยขยายความ “เขาชอบนายอยู่นะ แจจุง”
“จริงหรือ? ชอบแบบไหนล่ะ?” เขาถามเสียงเรียบ ทั้งที่ก้อนเนื้อข้างในอกซ้ายกลับกำลังกระชั้นจังหวะเต้นรัว
“ชอบมากๆ จะว่าคลั่งไคล้เลยก็ได้นะ” จุนซูป้องปากกระซิบ “ไง นายก็ชอบเขาเหมือนกันใช่ไหม”
แจจุงนิ่งไปพักใหญ่ ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักหัวใจตนเองอย่างหนัก พลางหันไปมองจองยุนโฮ รุ่นพี่คนที่กำลังตกเป็นประเด็นสนทนาอย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่อีกครั้ง ดวงตาเรียวรีเป็นประกายคมกริบคู่นั้นยังคงจ้องมองมา ยุนโฮผงกศีรษะให้เขาอย่างเขินๆ ยามเมื่อไม่สามารถหลบตาได้ทันในครานี้ แจจุงยิ้มตอบ
“ชอบหรือ อืม...ฉันถูกชะตามากนะ แปลกใจอยู่เหมือนกันว่าทำไมก่อนหน้านี้ ฉันไม่เคยสังเกตเห็นผู้ชายที่โดดเด่นอย่างเขา” ดวงหน้าขาวสวยหันกลับมาจ้องตาจุนซู พลันยักไหล่ “แต่ฉันว่า...การที่เขามาอะไรกับฉัน อาจจะทำให้ฉันมีปัญหา”
“ปัญหา? ปัญหาจากอะไร?” จุนซูคิ้วตก
“ก็รุ่นพี่โซลกีน่ะสิ”
“รุ่นพี่โซลกีทำไม?”
“ไม่รู้สินะ ฉันว่าเธอคงไม่ปลื้มนักถ้าคนอื่นจะไปข้องแวะกับแฟนของเธอ”
ถึงตรงนี้ จุนซูก็เป็นอันต้องอ้าปากร้องอ๋อ ร่างเล็กหัวเราะ ฉีกยิ้มจนตาปิด ส่ายหน้าเบาๆ ให้กับความไม่รู้อะไรของเพื่อนรัก “นึกว่าเรื่องอะไรซะอีก! ใครว่าเล่า พี่ยุนโฮยังโสดนะ แล้วกับรุ่นพี่โซลกีก็ไม่มีอะไรในกอไผ่ด้วย”
“จริงหรือ?” แจจุงมุ่ยหน้า ถามออกมาอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก นึกถึงสีหน้าไม่สบอารมณ์ และแววตาของฮันโซลกีที่มองมาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อในวันแรกที่เขาได้มีโอกาสพูดคุยกับยุนโฮ จนตอนนี้เขาก็ยังเสียวสันหลังไม่หาย
ท่าทางของแจจุงอดทำให้จุนซูรู้สึกเป็นห่วงขึ้นมาไม่ได้ เขาเลื่อนมือไปแตะแผ่วเบาบนหลังมือเรียว “อย่าไปสนใจรุ่นพี่โซลกีเลย ฉันฟังมาจากพวกเพื่อนๆ ที่หอหญิง ว่ากันว่าพี่แกก็เพี้ยนๆ อย่างนี้นี่แหละ”
“เพี้ยนยังไง?”
“ก็เห็นว่าเมื่อก่อนโน้นเคยมีรูมเมท แต่อยู่ด้วยกันได้ไม่ทันไร รูมเมทก็ขอย้ายห้อง ตอนนี้เธออยู่คนเดียวแล้ว เพื่อนข้างห้องยังมาแอบนินทาว่ากลางดึกชอบมีเสียงแปลกๆ ดังมาจากห้องของเธอ”
แจจุงเลิกคิ้วเป็นเชิงถามต่อว่าเสียงอะไร?
“เสียงเพลงโอเปรา แผ่นเสียงตกร่อง เสียงเธอพูดคนเดียวบ้าง บางครั้งก็เสียงร้องไห้ ไม่ก็อะไรที่สยองๆ ประมาณนี้” จุนซูทำท่าขนลุก “ประสาทจะตายชัก”
คนทั้งคู่เงียบเสียงลงไปพร้อมกันอย่างไม่ได้ตั้งใจ เสียงเดียวที่ยังคงหลงเหลืออยู่มีเพียงเสียงช้อนส้อมกระทบจานข้าวนานๆ ครั้ง และเสียงความคิดซึ่งยังคงแล่นพล่านอยู่ในหัว
.
.
.
บ่ายวันนั้น จองยุนโฮ ยังคงสาละวนอยู่กับการทาสีพื้นเวทีอันยังไม่เข้ารูปเข้ารอย ภายในโรงละครที่เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของเขาไปเสียแล้ว
พอไม่มีซองอูกยอง งานง่ายๆ ก็แลดูยากเย็นและแสนเข็ญใจทุกครั้งที่ต้องหยิบจับ รุ่นน้องที่เข้ามารับช่วงแทนอูกยองคล้ายกับว่าพูดกันคนละภาษา ไม่ว่ายุนโฮจะพยายามอธิบายให้เข้าใจง่ายอย่างไร และไม่ว่าพวกเขาจะลงมืออย่างสุดความสามารถแล้วแค่ไหน ก็ล้วนแต่ยังไม่เข้าตายุนโฮสักที นั่นเป็นเหตุให้ผู้กำกับหนุ่มจำต้องวางโทรโข่ง ลุกขึ้นจากเก้าอี้ผ้าใบชั่วคราว หันมาผูกผ้ากันเปื้อนแล้วลงมือทาสีเวทีด้วยตนเองแทน
ในเวลาเช่นนี้ สมองอันอ่อนล้าของเขามักจะผุดภาพวันวานของชเวอึนนาขึ้นมาเสมอ อึนนาเป็นคนทำงานที่มีความสามารถ มั่นใจในฝีมือตนเอง และมีความเป็นผู้นำอย่างแท้จริง แม้ไม่ต้องเห็นภาพ แต่ยุนโฮกลับแน่ใจอย่างไม่มีเหตุผลว่าหากเป็นอึนนาที่จำต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ หล่อนจะสามารถจัดการลูกน้องได้อย่างสบายๆ ไม่ก็คงจะหยิบจับแปรงทาสีขึ้นมา แล้วลงมือแต่งแต้มสีสันให้แก่เวทีของหล่อนเองเช่นเดียวกัน
“รุ่นพี่ยุนโฮคะ สวัสดีค่ะ” ในห้วงความคิดที่ปราศจากสุ้มเสียงใด เสียงที่ดังแทรกเข้ามาใหม่ฉุดยุนโฮให้เงยหน้าขึ้นสบตาเจ้าของเสียง ใบหน้ารูปไข่สะท้อนย้อนแสงไฟเวที ทำให้ยุนโฮต้องหรี่ตามอง
“อ้าว โบกยอง สวัสดีครับ” เมื่อพบว่าเป็นรุ่นน้องสาวคนสวย ผู้รับบทเลดี้แมคเบธ ยุนโฮจึงยิ้มให้หล่อนอย่างเป็นกันเอง “ว่าไง มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่า?”
“เปล่าหรอกค่ะ ฉันแค่แวะมาคุยกับรุ่นพี่เฉยๆ” เด็กสาวยืนเอามือไพล่หลัง ดวงตาคมสวยเฉี่ยวนั้นกรอกไปมาอย่างขวยเขิน ยามเมื่อยุนโฮยิ้มให้ แก้มใสๆ ของหล่อนแดงซ่าน “เหนื่อยไหมคะ?”
“ไม่เลยครับ แค่นี้สบายมาก”
ยุนโฮผุดลุกขึ้นยืน ถูฝ่ามือที่เปรอะสีของเขาเข้ากับผ้ากันเปื้อนข้างลำตัว เขายิ้มตอบหล่อนอย่างซึ้งน้ำใจ แม้จะยังแอบประหม่าทำตัวไม่ถูกอยู่ทุกๆ ครั้งที่มีโอกาสได้พูดคุยกับโบกยอง ด้วยรู้ดีอยู่แก่ใจว่าเด็กสาวคิดอย่างไรกับเขา
‘ไอ้ยุนโฮ น้องโบกยองเขากิ๊กแกอยู่นะเฟ้ย’
เพื่อนๆ หลายคนบอกต่อมายังเขาด้วยความอิจฉา และแม้จะไม่ใช่ผู้ชายหลงตัวเองนัก หากยุนโฮก็ไม่ได้โง่งี่เง่าเหมือนพระเอกละครน้ำเน่าในโทรทัศน์ ที่มักจะซื้อบื้อเสียจนไม่อาจสังเกตประกายอันมีความหมายพิเศษในดวงตาของฝ่ายหญิงได้
โบกยองแอบชอบเขาแน่อยู่ แต่หารู้ไม่ว่าเขาไม่เคยคิดกับเพื่อนรุ่นน้องไปในทางชู้สาวเลยแม้เพียงครั้ง ในความเป็นจริง หนุ่มหล่อแสนเพียบพร้อมในสายตาคนทั่วไปอย่างเขาจะปฏิเสธหล่อนอย่างไม่ใยดีเลยก็ย่อมได้ หากแต่ชายหนุ่มสุภาพบุรุษเกินกว่าจะทำเช่นนั้น เขายังคงให้เกียรติเด็กสาว และพยายามรักษาระยะ ไม่ได้ตัดรอน และไม่ได้ให้ความหวังหล่อนเสียทีเดียว
ยุนโฮรู้ดีอยู่แก่ใจแม้ชาวบ้านจะไม่รู้...
เขาไม่ใช่ผู้ชายเพอร์เฟ็คเสียเต็มประดา ขนาดจะหักอก คิมโบกยอง สาวน้อยผู้เลิศเลอทั้งรูป ทรัพย์ และศักดินาได้ลงคอ
“นี่ก็เที่ยงแล้ว ฉันว่ารุ่นพี่พักก่อนดีไหมคะ?” โบกยองยิ้มอ่อนหวาน เส้นผมสีน้ำตาลแดงทิ้งตัวดิ่งลงรับกับรูปหน้าเรียว และผิวสีแทนของหล่อนได้เป็นอย่างดี
ยุนโฮไม่ตอบคำถาม กลับเพียงเปรยถ้อยคำบางอย่างออกมาแผ่วเบา
“พี่จนมากนะ” เขายิ้ม
“เอ๋?”
คำพูดที่สั้นเกินกว่าจะสามารถจับใจความได้นั้นทำเอาโบกยองตามแทบไม่ทัน เด็กสาวขมวดเรียวคิ้วจนชิดติดกันอย่างมึนงง
“พี่เป็นนักเรียนทุนชนบท เหมือนอูกยองนั่นแหละ โบกยองจำอูกยองได้ไหมครับ?”
“คนที่ตัวเตี้ยๆ เจาะปากเยอะๆ ใช่ไหมคะ?” เด็กสาวถามย้ำ พลางใช้ปลายนิ้วทำท่าคลำๆ ตรงริมฝีปากล่าง
ร่างสูงพยักหน้าช้าๆ “บ้านพี่อยู่แถบชานเมือง ในเขตการดูแลของชุมชนต่างจังหวัด คนในหมู่บ้านทำไร่ทำสวน ไม่ก็เลี้ยงสัตว์ แม่ของพี่เป็นแม่บ้าน แม่ช่วยงานในโบสถ์ของหมู่บ้าน ไม่มีรายได้ หลวงพ่อคริสโตเฟอร์เป็นคนส่งเสียเลี้ยงดูพี่มาโดยใช้เงินวัด”
“พ..พี่ยุนโฮล้อฉันเล่นใช่ไหมคะ?” หล่อนแค่นหัวเราะแห้งๆ
“เปล่าเลย พี่ไม่พูดโกหก” รอยยิ้มของยุนโฮเบาบาง หากแลดูอ่อนโยนเหลือเกิน
โบกยองนิ่งไป สายตาของหล่อนยังคงจับนิ่งที่อยู่ใบหน้าของยุนโฮ
“พี่เข้าใจนะครับ”
“ค..ค่ะ” สาบานได้ว่าหล่อนรู้สึกว่าตัวเองเป็นนังโง่เมื่อเอ่ยออกไป “อืม...ฉันขอตัวไปท่องบทก่อนนะคะรุ่นพี่ แล้วเรา...เอ่อ...คุย...” ถึงตรงนี้ หล่อนทำท่าเอามือพันกันมั่วซั่ว “แล้วเราค่อยคุยกันอีกนะคะ”
ยุนโฮยังคงยิ้มเรื่อย มองตามแผ่นหลังบางของเด็กสาวที่สาวเท้าเดินเร็วๆ จากไป เขาไม่โกรธหล่อนเลย แล้วก็ไม่ได้ตั้งใจกลั่นแกล้งหล่อนด้วย ก็อย่างที่บอก...เขาไม่เคยพูดโกหก... หากแต่โบกยองสมควรจะรู้เอาไว้ ถ้าหล่อนมีใจให้เขา และจริงใจกับเขาจริงๆ
“ผมไม่เคยไปเที่ยวต่างจังหวัดเลย” เสียงของใครบางคนดังขึ้นเบื้องหลัง พร้อมๆ กับที่เจ้าของเสียงทรุดตัวลงนั่งเคียงข้างเขาบนขอบเวที ยุนโฮออกจะแปลกใจ และรู้สึกประมาทประหม่ามากกว่ากับโบกยองเป็นร้อยๆ เท่าเมื่อพบว่าเจ้าของเสียงคือคิมแจจุง
นางฟ้าของเขา...
“ฟังแล้วอยากเห็นบ้านของรุ่นพี่จังครับ คงจะบรรยากาศดีน่าดู”
เขายิ้มให้แจจุง นัยน์ตาเป็นประกายวาววับเหมือนตกอยู่ในห้วงฝัน
“ที่บ้านรุ่นพี่นิยมทำสวนอะไรงั้นหรือครับ?”
“พวกสวนผลไม้น่ะ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นสวนแอปเปิ้ล พายแอปเปิ้ลที่บ้านฉันอร่อยมากนะ”
“จริงหรือครับ?” แจจุงเบิกดวงตากว้างขึ้นอย่างตื่นเต้น “ไว้มีโอกาสพาผมไปเที่ยวบ้างนะครับ”
“ได้สิ ยินดีมากเลย”
ยุนโฮเฝ้ามองแจจุงอยู่ในมุมของเขา ใบหน้าด้านข้างอันงดงามของแจจุง นัยน์ตาสีดำสนิทหลุบลงต่ำเล็กน้อย ในขณะที่เขาแกว่งขาสลับกันไปมา ร่างเพรียวสวมเสื้อยืดคอกว้างลายขวางสีดำสลับขาว กับกางเกงยีนส์เอวต่ำ เส้นผมสีบลอนด์เป็นประกายเบื้องใต้แสงสีซีดจากหลอดไฟวัตต์ต่ำ แจจุงแลดูเหมือนตุ๊กตาเซรามิกส์ที่มีชีวิต
“แจจุง เล่าเรื่องของนายให้ฉันฟังบ้างได้ไหม?” ยุนโฮถือวิสาสะถามออกไป
คนถูกถามเหลือบตาขึ้นเล็กน้อยเพียงเพื่อสบตา ยุนโฮแอบสังเกตเห็นว่าร่างบางกำลังกัดริมฝีปากเพื่อกักกลั้นรอยยิ้มเอาไว้
“พ่อของผมเป็นตำรวจครับ ส่วนแม่เมื่อก่อนเคยเป็นคุณครูอนุบาล แต่พอแต่งงานก็ลาออกเพื่อมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว ผมเป็นลูกชายคนเล็ก แล้วก็มีพี่สาวอีกห้าคนที่ตั้งท่าจะขึ้นคานกันยกเซ็ต เพราะต่างคนต่างห่วงทางบ้าน” แจจุงหยุดชั่วครู่เพื่อหัวเราะกับตัวเอง “พ่อของผมไม่ค่อยว่างนักหรอกครับ”
“งั้นพ่อของนายคงรักนายมากเลยใช่ไหม?”
แจจุงนิ่ง เม้มริมฝีปากเบาๆ ก่อนเอ่ยว่า “ผมไม่คิดอย่างนั้นนะ ที่จริงพ่อผมฝันอยากเป็นคุณพ่อที่มีลูกสาวน่ารักๆ ซักเจ็ดคนรายล้อม แต่พอมีผมออกมา ฝันพ่อคงสลาย”
“แล้วนายไม่น่ารักตรงไหนล่ะ?”
คำพูดของยุนโฮทำให้ใบหน้าของแจจุงร้อนผ่าว แก้มขาวของเขาเรื่อสีชมพูจางๆ จนต้องก้มหน้างุดเพื่อซ่อนปฏิกิริยาที่น่าเขินอายนั่น ก่อนยุนโฮจะทันสังเกตเห็น แจจุงรีบเปลี่ยนเรื่อง “แล้วคุณพ่อของรุ่นพี่ล่ะครับ เป็นคนยังไง? รักรุ่นพี่ไหมครับ?”
ยุนโฮยิ้มอ่อนโยน “ฉันไม่มีพ่อ”
“อ..คือ...ผมขอโทษครับรุ่นพี่”
“ไม่เป็นไร” เขาโบกมือ “มันทำใจได้ไม่ยากนักหรอก เพราะตั้งแต่ฉันลืมตาดูโลกก็ไม่มีพ่อแล้ว”
ทั้งคู่ไม่มีใครเอ่ยปากว่าอะไรอีก ทั่วบริเวณเงียบเชียบจนได้ยินเสียงลมเคล้าคลอกับเสียงเพลงโอเปรา แจจุงกำมือตัวเองแน่น ก่อนตัดสินใจเลื่อนฝ่ามือเรียวสวยและแสนนุ่มนิ่มของเขาข้างหนึ่งไปทาบสัมผัสเพื่อให้กำลังใจยุนโฮ
“อย่า...แจจุง...” เสียงห้าวของยุนโฮฟังดูแหบปร่า ผิดจากสีหน้าที่ฉาบฉายประกายขี้เล่นซุกซน “ฉันจนมากนะ”
เสียงหัวเราะของพวกเขาดังผสานกันในบรรยากาศ โดยที่ทั้งยุนโฮและแจจุงไม่ทันรู้ตัวเลยว่า ทุกภาพและบทสนทนาเหล่านั้นอยู่ในการรับรู้ของฮันโซลกีทั้งหมด
แววตาของหญิงสาวผมสีดำถูกมวยไว้ด้วยแท่งดินสอเพ่งตรงมายังรุ่นน้องร่วมคณะอย่างเคียดแค้น
.
.
.
ปาร์คจุงอา เด็กสาวร่างเล็กเจ้าของทรงผมดัดลอนสีทอง ผิวขาวเนียนเป็นประกายชมพู ปลีกตัวออกมาจากโรงละคร พื้นรองเท้าเสียดสีทางเดินอิฐสีแดงจนเกิดเสียงท่ามกลางความมืดมิด หล่อนค่อยๆ เดินอย่างไม่รีบเร่งในขณะคิดกร่นด่า แกมสมน้ำหน้าคิมโบกยองคนดัง เพื่อนสาวคนสนิทคนสวยที่ชอบขโมยซีนหล่อนอย่างหมันไส้
นึกแล้วช่างน่าหัวร่อ...
จองยุนโฮที่แม่ไฮโซแอบปลื้มมานาน ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับซองอูกยอง กุ๊ยข้างถนนคนที่เจ้าหล่อนเพิ่งแอบเอ่ยถากถางลับหลังไปเมื่อวานสักเท่าไหร่
โบกยองเพื่อนรักจ๋า...
เธอมันน่าสมเพช !
ว่ากันตามตรงเถอะว่าช่วงเวลาเดือนเศษที่คบกับโบกยองมา ช่างเป็นเวลาที่แสนยาวนานราวกับตกลงไปในขุมนรกสำหรับหล่อน ที่จริงจุงอาทนคบโบกยองเพราะผลประโยชน์ล้วนๆ แม้จะต้องอดทนรับอารมณ์เอาแต่ใจ เกรี้ยวกราดโมโหร้ายตามประสาลูกสาวคนเดียว ทั้งยังความหลงตัวเองไร้ที่ติของเจ้าหล่อนอีกก็เถอะ หากมันก็เป็นการลงทุนลงแรงที่แสนคุ้มค่า การเป็นเพื่อนกับโบกยองนั้นทำให้เด็กสาวธรรมดาๆ ที่ไม่มีอะไรโดดเด่น ทั้งหน้าตาและความสามารถอย่างหล่อน ดูเด่นขึ้น ไฮขึ้น และทำให้พลอยมีคนอยากทำความรู้จักมักจี่ด้วยมากมาย
ปาร์คจุงอาในตอนนี้มีชื่อเสียงเกือบเทียมเท่าคิมโบกยอง โดยไม่ต้องไปยักย้ายส่ายกระบะบนเวทีให้เปลืองแรงเลยด้วยซ้ำ
ท่ามกลางบรรยากาศเงียบเหงาของวิทยาลัยในเวลาเกือบขึ้นวันใหม่ เสียงจิ้งหรีดร้องระงมยามเดินผ่านพุ่มไม้ที่ถูกจัดไว้เป็นแนวรั้วกั้นทางเดิน จุงอาเดินเรื่อยมาตามทาง มุ่งหน้าไปสู่อาคารภาควิชาประวัติศาสตร์และโบราณคดี แม้จะได้ชื่อว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่อยู่ใกล้โรงละครมากที่สุดแล้ว หากก็ยังต้องใช้เวลาในการเดินเท้ากว่าสิบห้านาทีกว่าจะเริ่มมองเห็นแสงรำไรจากในตึก
ทันทีที่มาถึง จุงอาผลักประตูห้องน้ำหญิงก่อนพาตัวเองเข้าไป พื้นที่ห้องน้ำที่ตกแต่งด้วยกระเบื้องสีงาช้างกว้างโล่ง ถูกแบ่งเอาไว้เป็นซองห้องน้ำประมาณเจ็ดซองปรากฏอยู่เบื้องใต้หลอดไฟนีออนที่ถูกเปิดเอาไว้เพียงดวงเดียวตามนโยบายประหยัดพลังงานของวิทยาลัย
ในที่นี้วังเวงเกินทำใจ จุงอากวาดสายตาไปทั่วบริเวณ พบว่ามีห้องน้ำซองหนึ่งถูกใช้งานอยู่ คงเป็นคุณยายคนทำความสะอาดนั่นแหละ
เด็กสาวพรูลมหายใจออกมาผ่านริมฝีปากอย่างนึกโล่งอก
อย่างน้อยก็ยังมีคนอยู่เป็นเพื่อน...
จุงอาวางกระเป๋าลงบนเค้าท์เตอร์หน้ากระจกเงาบานใหญ่ซึ่งสะท้อนภาพห้องน้ำนี้ไว้ได้ทั้งหมด เสียงส้นรองเท้าของหล่อนกระทบพื้นกระเบื้อง ส่งเสียงสะท้อนก้องฝาผนัง หล่อนล้วงตลับแป้งออกมาจากกระเป๋าถือใบจิ๋ว หากราคาไม่จิ๋วตามขนาด ก่อนจดจ่อสมาธิอยู่ที่หน้ากระจกนั่น
ทันใดนั้นเอง ประตูซองห้องน้ำซองที่หกอันเคยปิดอยู่ค่อยๆ เปิดออกอย่างเชื่องช้า เสียงแอดอาดดังโหยหวนอยู่ในความวังเวง จุงอาสะดุ้ง รีบหันกลับไปด้วยความตกใจ
สิ่งที่เห็นทำให้เด็กสาวจำต้องอ้าปากค้างอย่างประหวั่นพรั่นพรึง !
.
.
.
ศาสตราจารย์ชิมเฮียวรินมักจะทำงานจนดึกดื่นค่อนคืนเช่นนี้เสมอ
ขณะนั้นเป็นเวลาเกือบเที่ยงคืน หญิงวัยกลางคนในชุดสูทดูสง่าส่งถุงกระดาษใบโตซึ่งบรรจุเอกสารอันเกี่ยวข้องกับงานของหล่อนให้ลูกชายถือ ชางมินรับมาอย่างเสียมิได้ ทั้งๆ ที่ในมือนั้นถือลังกระดาษลังหนึ่งเอาไว้แนบอกอยู่ก่อนแล้ว
“ไปรอแม่ที่รถก่อน เดี๋ยวแม่ตามลงไป” เสียงแหบห้าวที่ดูมีอำนาจเอ่ยกับลูกชาย
ชางมินเพียงแค่พยักหน้ารับคำด้วยความง่วงงุน หากยังไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะได้ขยับกายไปไหน...
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
เสียงกรีดร้องของหญิงสาวก็แผดดังขึ้นมาจากห้องน้ำหญิง ชางมินทิ้งสัมภาระในมือ พร้อมๆ กับที่เฮียวรินผละจากสิ่งที่หล่อนกำลังง่วนอยู่ ทั้งแม่ทั้งลูกวิ่งถลันออกจากห้องไปตามต้นเสียง
ทันทีที่เท้าสัมผัสพื้นหินอ่อนของชั้นที่หนึ่ง เฮียวรินปรี่เข้าไปยังห้องน้ำหญิงที่มาของเสียงทันที ผิดจากชางมินที่ชะงักงันอยู่ตรงตีนบันไดเพราะเงาไวๆ ที่ไหววูบอยู่ในความมืด ณ สุดขอบทางเดินบันไดหนีไฟ แม้จะรวดเร็วและไม่ชัดเจนนัก หากชางมินมั่นใจว่านั่นคือเงาของผู้ชายสวมเสื้อโค้ช
แต่แล้วเมื่อเขากระพริบตา เงานั่นก็หายวับไป...
“ชางมิน!” เป็นเสียงของเฮียวรินดังออกมาจากในห้องน้ำ
ชางมินตัดสินใจไม่ตามเงาปริศนานั่น แล้วตามเสียงเรียกของผู้เป็นแม่เข้าไป สิ่งแรกที่ประสาทสัมผัสของเขาสามารถรับรู้ได้คือกลิ่นคาวชวนกระอักกระอ่วนของเลือด
โลหิตสีแดงฉานและยังสดใหม่สาดกระจายออกมาจากซองห้องน้ำซองที่หก ร่างของปาร์คจุงอากึ่งนอนกึ่งนั่งอยู่ใกล้กับโถชักโครก ใบหน้าซีดเผือดจนเห็นเส้นเลือดสีเขียวปูดโปนฉายแววหวาดกลัวกับอะไรบางอย่าง และเท่าที่สองแม่ลูกสามารถมองเห็นได้ด้วยตายามนี้คือ...
ข้อนิ้วทั้งสิบของหล่อนหักเปลี้ยและสามารถบิดได้จนรอบ
To be continued...

จนแล้วต้องเจียมจาย.....เหรอ? 555
มาต่อเรวๆน้า
บรรยากาศตอนต้นหวานแหววซะ
มาเลือดสาดเอาตอนท้าย สะใจมาก
ตื่นเต้นจังค่ะ สนุกมากกก
รออ่านต่อนะคะ ^^
#1 By Step*Lunar on 2007-11-13 01:11