Demon Authorized (1)
posted on 10 Oct 2007 22:56 by bleaf-me in demon-authorized
Title: Demon Authorized
Author: b.leaf
Staring: Dong Bang Shin Gi (SM Entertainment) / (C) b.leaf's Original Characters
Pairing: Yoonho/Jaejoong, Yoochun/Junsu
Genre: AU, Mystery, Thrillers, Horror ; !Against religion & beliefs (Christian Beware)
Rate: R
- - -
1.
กระเป๋าสะพายที่ดูคล้ายว่าเคยเป็นสีขาวถูกเหวี่ยงโครมลงบนโต๊ะ สร้างแรงสะเทือนไม่เบาให้กับโต๊ะไม้ขนาดหกคนนั่งที่มีขาตั้งไม่เท่ากัน เรียกให้ชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง เจ้าของใบหน้าขาวสะอ้านในแบบผู้ดี ละสายตาจากบทละครตรงหน้า
สิ่งแรกที่ยูชอนเห็นทันทีที่เงยหน้าขึ้น คือสีหน้ากระอักกระอ่วนเกินบรรยายของเพื่อนรัก
จองยุนโฮมีท่าทีไม่สบายอกสบายใจนักในยามนี้ ใบหน้ากระชับแลดูตื่นตระหนก กรอบตาเรียวเล็กหมองเศร้า และผิวพรรณที่เคยเป็นสีออกแทนคร้ามไอแดดในยามนี้ซีดเผือด
“อึนนาตายแล้ว” น้ำเสียงเบาหวิวถูกเค้นผ่านลำคอแห้งผากระคายดุจกระดาษทราย
ยูชอนได้ยินแล้ว หากไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
“เหอะ ยัยหนังหนานั่นหรือจะตาย ถึงตายเสียได้ก็ดีสิ ฉันล่ะอยากให้มันตายไปนานแล้ว” เขาสำลักขำ พลางแดกดันอย่างใจร้ายด้วยไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
สีหน้าของยุนโฮไม่ได้ดูดีขึ้น เขาย้ำ “ตายแล้วจริงๆ นะยูชอน ที่โรงละครตอนนี้มีตำรวจเต็มไปหมด”
เมื่อนั้นเองที่ยูชอนเริ่มสำนึกว่าชีวิตของเขาช่างราบรื่นเรียบง่าย และมีเรื่องน่าสนุกเกิดขึ้นมากมายจนเกินไป ปากของเขาเป็นอัมพาตไปชั่วขณะ ใบหน้าขาวถอดสี
บรรยากาศในโรงอาหารของวิทยาลัยศิลปะอิเดนเบิร์ช วิทยาลัยเอกชนลูกผู้ดีอันเลื่องชื่อระดับประเทศ ณ เวลานี้คลาคล่ำไปด้วยผู้คน เนื่องจากเป็นวันแรกของการเปิดภาคเรียนที่สองประจำปีการศึกษา นักศึกษาต่างสายชั้น ต่างคณะจึงแวะเวียนกันมาจับจองที่นั่งตั้งแต่เช้าตรู่
เสียงพูดคุยซอกแซกสับสน คงจะดีหากเรื่องที่ต่างพูดคุยเป็นกันเสียงเดียวจะไม่ทำให้เช้าอันแสนสดใสหดหู่ ข่าวเหตุการณ์ฆาตกรรมนักศึกษาสาวเอกการละครชั้นปีที่ 3 แพร่สะพัดไปทั่วดั่งไฟลามทุ่ง ทุกคนให้ความสนใจกับเรื่องนี้ ไม่เว้นแม้กระทั่งยุนโฮและยูชอน ผู้ซึ่งรู้จักคุ้นเคยกับผู้ตายเป็นอย่างดี
ขณะกำลังปล่อยให้ความคิดมากมายครอบงำ ลมแผ่วๆ เคล้ากับกลิ่นหอมที่ปลิวผ่านด้านหน้าไปฉุดเรียกสติของยูชอนให้เข้าที่เข้าทางอีกครั้ง เพียงมองผ่านแวบเดียวก็นึกสนุก จึงสะกิดยุนโฮให้มองตามร่างเพรียวบางของนักศึกษารุ่นน้องปีหนึ่งทันที
เพราะเขารู้ว่ายุนโฮ...ตกหลุมรักและเฝ้ามองคิมแจจุงอยู่ข้างเดียวมานานเพียงใด
เมื่อครั้งพบกันเป็นครั้งแรก เขาคนนั้นมีเส้นผมสีดำสนิทเงางามเหมือนปีกอีกา แต่ตอนนี้สีของมันเปลี่ยนเป็นสีบลอนด์หม่นๆ ดูแปลกตามีเอกลักษณ์ ใบหน้าหวานสวยมากเกินกว่าจะมองเพียงผิวเผินแล้วสามารถระบุได้ว่าหญิงหรือชาย หากมีกริยาท่าทางสง่า แม้ไหล่บอบบางแต่ก็ผึ่งผาย ดวงตากลมโตสีดำสนิทของเขามักฉายแววแข็งกร้าวยโส ทว่า...นั่นล่ะคือสิ่งที่ทำให้ยุนโฮหลงรักตั้งแต่แรกเห็น
ดวงตาเรียวรีจอดสนิทอยู่ที่เจ้าของทรวดทรงอ้อนแอ้นภายใต้เสื้อเชิ้ตเนื้อบางสีขาวสะอาด ยิ้มเพ้อฝันอยู่กับตัวเองเช่นนี้ทุกครั้งแม้ไม่ได้สบตา
“เออ ยูชอน เดี๋ยวฉันมานะ” โดยไม่ยอมปล่อยให้ร่างนั้นคลาดสายตา ยุนโฮผุดลุกขึ้นจากที่ที่เคยนั่ง ออกวิ่งตามคิมแจจุงไป ทิ้งให้ปาร์คยูชอน สหายรัก นั่งหัวเราะเบาๆ อย่างนึกขันแกมสังเวชใจอยู่เพียงลำพัง
เขาคบกับยุนโฮมานานตั้งแต่สมัยเรียนไฮสคูล และเขาแน่ใจว่าไม่มีใครรู้จักยุนโฮดีมากไปกว่าเขา ยุนโฮเป็นหนุ่มหล่อที่สาวๆ ใฝ่ฝัน มารยาทดีเพราะการบ่มเพาะปลูกฝังจากครอบครัวที่ค่อนข้างเคร่ง เขาฉลาดรอบรู้คล่องแคล่วไปเสียทุกเรื่อง อ่อนโยนกับเพศหญิงและมีเมตตากับสัตว์ จะมีก็แต่เรื่องนี้เรื่องเดียวที่ร้อยวันพันปีก็สอบตกไม่เป็นท่า
มองแววตาที่แลไม่ต่างไปจากลูกหมามองเครื่องบินของเพื่อนซี้ หนุ่มหล่ออันดับหนึ่งแห่งอิเดนเบิร์ชก็เป็นต้องถอนใจ พลางส่ายหน้า
“ไอ้ลูกหมาเอ้ย...”
.
.
.
เพราะแจจุงอยู่ใกล้เขาแค่ปลายจมูก กลิ่นหอมหวานรวยรินเป็นเอกลักษณ์จากร่างบางจึงยิ่งเด่นชัด รุนแรง อวลซ่านลึกราวกับกำลังจุมพิตถึงจิตใจของเขา
ท่ามกลางบรรดานักศึกษาชายหญิงที่กำลังต่อแถวเรียงคิวรอซื้ออาหาร ทุกสายตาต่างจับจ้องมองแผ่นป้ายรายการ พลางครุ่นคิดหาของขวัญยามเช้าให้กระเพาะอาหารของตน คงจะมีก็แต่ยุนโฮเพียงคนเดียวที่ไม่ได้คำนึงถึงสิ่งนั้น
เขาไม่ได้มองรายการอาหารเหมือนคนอื่นๆ หากสายตาจรดนิ่งอยู่ที่เจ้าของเส้นผมสีสวีดิชบลอนด์ คลอเคลียลำคอระหงกับผิวแก้มเนียนละเอียด รอยสักรูปปีกนางฟ้าสีดำ ปรากฏให้เห็นได้เพียงเลือนลางเบื้องใต้เสื้อเชิ้ตเนื้อบางของคนตรงหน้า
กี่เดือนมาแล้วที่เขาไม่ได้พบนางฟ้า...
ถึงแม้สองสามเดือนมานี้ ยุนโฮจะไม่ได้หยุดนิ่ง และแทบกระดิกกระเดี้ยวตัวไปไหนไม่ได้ ด้วยเป็นธรรมดาของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ซึ่งได้รับมอบหมายให้ตระเตรียมงานแสดงละครเวทีประจำปีของทางวิทยาลัย ทั้งยังหน้าที่ผู้ช่วยผู้กำกับละครที่เขาต้องแบกรับ ยิ่งทำให้ปิดเทอมที่พ้นผ่านยุ่งยากวุ่นวายขึ้นไปใหญ่
หากในความรู้สึก ทุกๆ วินาทีระหว่างช่วงปิดภาคเรียนช่างแสนยาวนานและผ่านไปช้าเหลือเกินสำหรับเขา
เพราะทุกลมหายใจเข้าออกของเขาคือคิมแจจุง
เมื่อไม่ได้พบหน้าก็ราวกับว่าโลกใบนี้ยังคงไม่ได้รับแรงขับเคลื่อนให้หมุนไป
ไม่...เขาไม่เคยพูดคุยกับคิมแจจุง รุ่นน้องต่างคณะคนนี้นิ่งเงียบเกินไป และเขาเองก็ไม่กล้าพอ
ไม่เคยทำความรู้จักกันเป็นการส่วนตัว โชคดีเหลือเกินที่เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของแจจุง สนิทสนมและกำลังคบหาอยู่กับยูชอน ไม่เช่นนั้นเขาก็คงไม่มีโอกาสได้รู้แม้แต่ชื่อแซ่
ไม่เลย...ไม่เคยสบตากันตรงๆ ไม่แม้เพียงด้วยความบังเอิญ เพราะแจจุงไม่เคยปรายหางตามาทางเขา
แต่ก็เท่านั้น มันไม่สำคัญมากไปกว่าที่เขารักแจจุง
แม่ครัวร่างอวบท่าทางใจดี ตะโกนโหวกเหวกถามประโยคเดิมๆ ด้วยรอยยิ้ม
“ชุดสองครับ” แจจุงตอบแทบจะในทันที ด้วยมีคำตอบอยู่ในใจนานแล้ว
ยามที่ร่างบางแย้มริมฝีปากเพียงเล็กน้อย แล้วกล่าวอย่างสุภาพกับแม่ครัว ท่อนแขนขาวและเรียวเล็กเหยียดขึ้นชี้รายการอาหารแทนสัญญาณ ทำให้เสื้อเชิ้ตสีขาวยิ่งแนบผิวเนื้อ
ราวกับสติวูบดับไป ยุนโฮรู้สึกตัวอีกครั้งเพราะถ้อยเสียงและคำถามนัยยะเดียวกันนั้นของแม่ครัว
“ทานอะไรดีจ๊ะ ยุนโฮ” หล่อนยิ้มแป้น พลางเอ่ยเสียงดัง แก้มกลมๆ เรื่อสีแดงด้วยความเหนื่อยล้า กระนั้นก็ยังแลดูสดใสสม่ำเสมอ
ไม่มีใครไม่รู้จักจองยุนโฮ...
ยุนโฮยิ้มตอบ ดวงตาอ่อนโยนอบอุ่น เขาเพิ่งได้คำตอบที่จะให้กับแม่ครัวที่คุ้นเคยเมื่อครู่นี้เอง
“ชุดสองครับป้า”
อาหารเช้าไม่จำเป็นสำหรับเขามาเป็นเวลาเกือบสิบปี กระนั้นชายหนุ่มก็ยังตั้งหน้าตั้งตาต่อแถวซื้ออาหารเช้าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน นับแต่ครั้งแรกที่เขาได้พบเจ้าของรอยสักปีกดำของนางฟ้า
.
.
.
เมื่อยุนโฮแบกถาดอาหารกลับมาที่โต๊ะ เขาก็พบเด็กหนุ่มอีกคนซึ่งไม่คาดคิดว่าจะได้พบนั่งอยู่ก่อนแล้ว เขากำลังพูดคุยกับยูชอนอย่างออกรสออกชาติ แต่เมื่อเหลือบสายตามาเจอเขา เด็กหนุ่มคนนั้นก็โบกมือขึ้น ตะโกนทักทาย
“พี่ยุนโฮ!”
“หวัดดีชางมิน”
เด็กหนุ่มวัยละอ่อนที่ถูกเรียกว่าชางมิน เป็นลูกชายคนโตของศาสตราจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ของวิทยาลัยแห่งนี้ ที่สำคัญ...สาเหตุของความสนิทสนม ชางมินเป็นลูกพี่ลูกน้องทางฝ่ายแม่ของยุนโฮ
ชางมินไม่ได้เรียนศิลปะแขนงใดที่อิเดนเบิร์ช หากในปีนี้ เป็นปีแรกที่เด็กหนุ่มจะได้เข้ารับการศึกษาในฐานะนักศึกษาใหม่ ประจำคณะวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยรัฐด้วยอายุเพียง 18 ปี
ด้วยเหตุนี้...ยุนโฮจึงมักเรียกขานแกมล้อเลียนเขาว่า ‘ไอ้หนูไอสไตน์’
“เออนี่ มีใครรู้เรื่องนักศึกษาปีสามที่เพิ่งถูกฆาตกรรมในโรงละครนั่นบ้างหรือเปล่าครับ” ไอ้หนูไอสไตน์คนที่ว่า เริ่มต้นเช้าที่แสนเหี่ยวเฉาอยู่แล้วด้วยการเปิดประเด็นคดีฆาตกรรมสุดสยองบนโต๊ะอาหารเช้า ดวงตาสีเข้มพราวประกายสนอกสนใจ
ยูชอนถอนใจแทบจะในทันที เขาไม่อยากจะพูดถึงมันนัก ทว่าชางมินทำเป็นมองไม่เห็นท่าทางอยากสำรอกของเก่าของเพื่อนรุ่นพี่ เขาว่าต่อไป
“สภาพศพถูกตรึงไว้กับไม้กางเขนเหนือเวทีละครในสภาพกลับหัวผิดธรรมชาติ ศพโชกไปด้วยเลือด บนตัวมีร่องรอยฟกช้ำดำเขียว กับรอยแผลที่เหมือนถูกของมีคมทำร้าย แต่แปลกตรงปากแผลที่ไม่เรียบ ลักษณะเหมือนถูกขย่ำด้วยกงเล็บของสัตว์ร้าย ไม่ก็อาวุธที่เราคาดไม่ถึงอย่างเช่นกรรไกร”
ถึงตรงนี้ ชางมินนิ่งไปครู่ แม้จะเคยเห็นเพียงผ่านๆ และมีฝูงชนมุงดูที่เกิดเหตุบดบังอยู่บ้าง หากสภาพศพของนักศึกษาสาวก็ยังคงติดตา เมื่อนึกถึง ขนอ่อนที่ลำคอก็ลุกเกรียว
“ที่สำคัญ...ลูกตาของเธอหายไปทั้งสองข้าง และไม่พบชิ้นส่วน ณ ที่เกิดเหตุ”
ยุนโฮกลืนคำโต รู้สึกย่ำแย่เกินบรรยาย ทว่ายูชอนดูจะอาการหนักหนากว่าเขามาก
ริมฝีปากของชายหนุ่มแห้งผากไร้สีสัน ยามเมื่อเอ่ยถ้อยคำขาดๆ หายๆ “ถึงฉันจะไม่ชอบขี้หน้ายัยอึนนา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันอยากให้ยัยนั่นถูกฆ่าตายจริงๆ”
“อะไรกันครับ พวกพี่รู้จักคนตายด้วยหรือ?”
ยุนโฮพยักหน้า ตอบคำถามของชางมินแทนยูชอนที่ในเวลานี้ คงไม่มีกะจิตกะใจแม้แต่จะนึกถึงภาพใบหน้าของอึนนาผู้จากไป
“ใช่ อึนนาเป็นเพื่อนร่วมคณะของยูชอน และเป็นเพื่อนร่วมงานของพี่ด้วย”
ชเวอึนนาเป็นนักศึกษาระดับหัวกะทิของคณะการละคร เอกละครเวที ประจำวิทยาลัยศิลปะอิเดนเบิร์ชแห่งนี้ เพราะความที่ร่ำเรียนมาโดยตรงในสาขาละครเวที หล่อนจึงได้รับหน้าที่เป็นโต้โผใหญ่ มอบหมายให้เป็นผู้กำกับละครเวทีที่กำลังจะจัดแสดงขึ้นในงานประจำปีของวิทยาลัย
แม้ยุนโฮจะไม่ได้สนิทสนมกับอึนนามากนัก ด้วยความที่เขาเรียนกำกับภาพยนตร์ต่างจากอึนนา แต่การเสียชีวิตอย่างกระทันหันของหล่อนก็เป็นเรื่องน่าใจหายไม่น้อยเลยสำหรับเขา เพราะถึงอึนนาจะชอบออกคำสั่งกับคนอื่นๆ เห็นเพื่อนร่วมทีมเป็นเสมือนลูกน้องกินเงินเดือน คิดถือแต่ความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ และมีรสนิยมที่ห่วยแตกเกินทำใจ กระนั้นก็ยังเป็นคนมีความสามารถ และยุนโฮก็สามารถร่วมงานกับหล่อนได้เป็นอย่างดี
งานนี้คงไม่สามารถเสร็จสมบูรณ์ได้ง่ายดายหากไม่มีอึนนา
ระหว่างนั่งบีบมือตัวเองคลายความตึงเครียด ยุนโฮก็เผอิญเหลือบสายตาไปสบเข้ากับบทละครปึกหนาใต้ฝ่ามือของยูชอน สิ่งนั้นฉุดให้เขาเงยหน้าขึ้นสังเกตความเป็นไปของเพื่อนรัก
หากจะมีใครเสียใจอย่างลึกซึ้งจากการตายของอึนนา ก็คงจะเป็นยูชอนนี่กระมัง
ยูชอนกับอึนนาไม่ค่อยกินเส้นกันเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ใช่ศัตรูซึ่งกันและกันเสียทีเดียว ยุนโฮคิดว่าน่าจะเป็นเพราะความสนิทสนมคุ้นเคยกันมากกว่า ที่ทำให้คู่รักคู่แค้นคู่นี้มักมีปากเสียงกันเรื่อยมา
ยูชอนเป็นเพื่อนร่วมชั้น และมักจะได้รับเลือกให้เป็นพระเอกละครเวทีทุกเรื่องที่อึนนากำกับ ขณะที่อึนนาผลักดันให้ยูชอนกลายร่างจากนักศึกษาวิชาการละครธรรมดาๆ แล้วเพิ่มประกายให้เขาเป็นดาวเด่นประจำวิทยาลัย ในเวลาเดียวกัน ยูชอนก็เป็นคนที่ทำให้ชื่อเสียงและความสามารถของอึนนา เข้าตาคณะอาจารย์รวมถึงตลาดธุรกิจบันเทิงของประเทศแล้วตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ
“ฉันไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ได้ยินเลย” ยูชอนยอมปริปากหลังจากที่เงียบไปนานแล้วในที่สุด “คิดดูสิ ใครจะสามารถแบกศพของผู้หญิงขึ้นไปแขวนกับไม้กางเขนที่สูงขนาดนั้น ทั้งที่ไม่มีที่ให้ยึดตัวเองขึ้นไป นอกเสียจากคนที่ทำจะแข็งแรงมากและบินได้ สภาพศพของยัยนั่น มันยากจะทำใจให้เชื่อได้จริงๆ”
“นายกำลังจะบอกว่ามันไม่น่าจะใช่ฝีมือของมนุษย์งั้นสินะ” ยุนโฮเป็นอีกคนที่พยักหน้ากึ่งจะเห็นด้วย หากชางมินขัดขึ้นก่อน
“ตลกน่ะครับพี่ หลักการทางฟิสิกส์ง่ายๆ ขอเพียงแค่คนที่ทำไม่ได้มีคนเดียว ใครก็ทำได้ครับ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ คิ้วเรียวขมวดชิดกันเล็กน้อย “นี่ก็ลือไปกันใหญ่ว่าเป็นการประกาศสงครามของซาตาน เพียงแค่มีเรื่องไม้กางเขนเข้ามาเกี่ยวแค่นั้น แต่ถึงยังไงผมก็มั่นใจนะว่านี่คือคดีฆาตกรรมอำพรางที่ถูกวางแผนมาอย่างแยบยลที่สุด ไม่ว่ามันจะเป็นใครก็ตาม มันต้องการให้พวกเรากลัว อย่างที่พี่ยุนโฮกำลังเป็นอยู่นี้”
ชางมินยิ้มหยอกล้อ ทั้งที่ยุนโฮไม่ได้คลายความหวาดหวั่นออกไปจากแววตาได้ ชางมินไม่แปลกใจนักที่ญาติของเขาจะลงไปว่านี่คือเรื่องเหนือธรรมชาติ คำสาป หรือเป็นหายนะที่เกิดจากน้ำมือของภูติผีปีศาจ เพราะยุนโฮเติบโตมาในครอบครัวที่ใกล้ชิดศาสนา แต่ทว่าชางมินไม่
เขาเชื่อว่าทุกอย่างในโลกสามารถพิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ และถ้าหากมันพิสูจน์ไม่ได้ นั่นก็หมายความว่าสิ่งนั้นไม่มีอยู่จริง !
ทั้งๆ ที่ยูชอนไม่ได้ถือศาสนาใดและไม่ใช่คนเคร่งเรื่องพวกนี้นัก น่าเศร้าที่ความคิดของเขาไม่สามารถหว่านล้อมพระเอกละครรูปหล่อให้คล้อยตามได้ ชางมินคิดว่าอาจจะเพราะยูชอนคบกับยุนโฮนานจนเกินไปเลยเริ่มซึมซับ...ความเพี้ยน
“หรือเพราะคำสาป...” สายตาของยูชอนลากลงไปจับจ้องอยู่ที่บทละครใกล้ฝ่ามือ
บทละครเรื่อง The Tragedy of Macbeth
โดยวิลเลียม เช็คสเปียร์ส...
“กินไหม?” ยุนโฮไสถาดอาหารซึ่งยังไม่พร่องลงไปสักนิดนับจากต้นชั่วโมงที่แล้วไปให้คนอื่นๆ ยูชอนกับชางมินซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามหัวเราะเบาๆ เมื่อยุนโฮอ้อนวอนว่า “ช่วยกินหน่อยสิ”
“ถ้านายไม่กิน แล้วจะซื้อมาทำไมวะ?” ยูชอนถามอย่างอยากจะล้อมากกว่าต้องการคำตอบ
ยุนโฮยิ้มเขิน ก่อนกรายสายตาไปทางโต๊ะตัวริมสุด ณ ส่วนกลางของโรงอาหาร ไกลออกไปพอสมควร
แจจุง...รุ่นน้องหน้าสวยกำลังนั่งพูดคุยอยู่กับเพื่อนตัวเล็กที่เขาเองก็รู้จัก
“นายก็รู้อยู่แล้วนี่” เขารำพันออกมาแผ่วเบาราวกับเพ้อไป
ยูชอนหันไปแลกสายตากับชางมิน เบ้ปากน้อยๆ อย่างหมันไส้ เสียทีที่คบกับคาสโนวาอย่างเขามาเนิ่นนาน เห็นทีรักครั้งนี้ของยุนโฮคงจะต้องเหี่ยวเฉาทั้งๆ ที่ยังไม่มีโอกาสได้ผลิบานเสียแล้ว
“ชอบเขาก็เข้าไปคุยกับเขาสิ ไม่ใช่ซื้อข้าวตามเขา” น้ำเสียงของพ่อพระเอกละครสุดหล่อติดจะดุ หากแววตาพราวประกายล้อเลียนด้วยความสนิทสนม “ฉันจะไปหาจุนซูหน่อย ไปด้วยกันไหม?”
จุนซูที่ยูชอนว่าคือเพื่อนชายของเขา หรือเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของคิมแจจุงอย่างที่ว่า และในยามนี้ เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลทองร่างเล็กก็กำลังนั่งทานขนมอย่างอ้อยอิ่งอยู่โต๊ะเดียวกับโต๊ะที่แจจุงนั่ง เขาเองกำลังมองมาทางนี้ด้วยเช่นกัน
ยุนโฮมองแจจุงสักพัก ก่อนก้มศีรษะเป็นเชิงขอบคุณและขอโทษกับจุนซูสำหรับคำเชิญชวน แล้วหันไปสบตายูชอน ยิ้ม พลางส่ายหน้า
“ไม่ล่ะ ขอบใจ”
“โหย...ไอ้หน้าบาง ชาติหน้าก็ไม่ได้แอ้มหรอก!” ยูชอนว่า เขาเอื้อมมือไปตบไหล่ชางมินเบาๆ หอบบทละครแนบสีข้าง สะพายกระเป๋าขึ้นบ่า ก่อนผละออกไป
ยุนโฮได้แต่มองตามแผ่นหลังของเพื่อนสนิท แม้จะเสียดาย แต่เขาก็ชั่งใจและรู้สึกดีกว่า
ถึงยูชอนจะย้ำเพื่อให้ความมั่นใจกับเขาหลายครั้งว่าแจจุงไม่ได้หยิ่ง และทุกครั้งที่ชวนคุย แจจุงก็สนทนาด้วยเป็นอย่างดี ‘ถึงหน้าตาน้องเขาจะตึงๆ ไปหน่อยก็เถอะ’ ยูชอนว่าอย่างนั้น แต่ยุนโฮกลับตระหนักว่านั่นก็ด้วยความเป็นปาร์คยูชอน
ยูชอนที่ใครๆ ก็รู้จัก
ยูชอนที่อัธยาศัยดี
ยูชอนที่เป็นแฟนหนุ่มของจุนซู
หากเป็นเขาบ้าง...ก็ยังไม่เคยแน่ใจ ว่าแจจุงจะอยากเสวนาด้วยหรือเปล่า
.
.
.
ยูชอนทิ้งยุนโฮไว้เบื้องหลังกับชางมิน เพราะเขาเบื่อจะคิดถึงเรื่องการตายของอึนนาเต็มที หรือถ้าเป็นไปได้ในยามนี้ เขาไม่อยากจะเป็นหนึ่งในรายชื่อคนรู้จักของชเวอึนนาด้วยซ้ำ
เมื่อเดินมาถึงอย่างไม่รีบร้อน ร่างสูงโปร่งจึงทรุดกายนั่งลงเคียงข้างจุนซู แฟนหนุ่มที่แสนน่ารัก
คิมจุนซูเป็นนักศึกษาปี 1 ของคณะจิตรกรรมและประติมากรรม วิทยาลัยศิลปะอิเดนเบิร์ช เป็นเด็กหนุ่มที่สดใสและเปล่งประกาย แม้ว่าจะไม่ใช่ดาวเด่นของคณะทั้งในด้านอัจฉริยภาพหรือการทำกิจกรรม ผลการเรียนวิ่งขึ้นวิ่งลงอยู่ระหว่างกึ่งกลางกราฟ ไม่ย่ำแย่แต่ก็ไม่เลิศเลอ หากจุนซูกลับทำให้เขาตราตรึงอยู่กับรอยยิ้มสว่างไสวนั่นได้อย่างไร้ข้อกังขา
จุนซูแตกต่างจากแจจุงมาก แต่ทั้งคู่ก็สนิทสนมกันที่สุด เรียกได้ว่าเห็นจุนซูที่ไหนล่ะก็...ลองกวาดสายตาต่อไปอีกสักหน่อยก็จะพบกับแจจุงได้โดยง่าย
ยูชอนยิ้มให้จุนซู และมันก็เป็นไปอย่างที่เขาคิด จุนซูมอบรอยยิ้มและเสียงทักทายที่แสนสดใสตามมา ต่างจากแจจุงที่เพียงยิ้มเรียบๆ ให้เขาแทนคำทักทาย
“ได้ข่าวเรื่องผู้กำกับละครเวทีเพื่อนฉันบ้างแล้วใช่ไหม?”
อันที่จริงเขาตั้งใจจะทำเป็นลืมเรื่องนี้ไปเสีย แต่เมื่อดันเหลือบไปเห็นอุปกรณ์จัดทำฉากเวทีละครที่สองหนุ่มเพื่อนซี้ต่างหอบมา เขาก็อดคิดถึงมันไม่ได้
“ได้ยินแล้วฮะ” จุนซูตอบ ใบหน้าเศร้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัด สำหรับนักศึกษาปีหนึ่งเช่นเขา ในภาคเรียนที่สองของปีนี้จะเป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมอันเป็นหน้าเป็นตาของวิทยาลัย เริ่มจากงานเล็กๆ น้อยๆ ที่พอทำได้ น่าเสียดายที่ผู้กำกับมาด่วนจากไปอย่างไม่คาดฝันเช่นนี้
“เรื่องแบบนี้ไม่น่าเกิดขึ้นในรั้ววิทยาลัยได้เลยนะฮะ ที่ที่ควรจะปลอดภัยที่สุด กลับทำให้ผมรู้สึกไม่ปลอดภัยเอาซะเลย”
คำพูดของจุนซูสามารถเรียกรอยยิ้มให้ใบหน้าอันไม่ค่อยจะสู้ดีนักของยูชอนได้ เขาเอื้อมมือไปขยี้เส้นผมนุ่มๆ ที่ถูกซอยสั้นตามสมัยนิยมของคนรักเล่นเบาๆ
“ฉันไม่รู้อะไรเลย ศพก็ยังไม่เห็น แต่เท่าที่ฉันรู้ตอนนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นมันโคตรจะน่าขนลุก”
“มันคงจะเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นสินะฮะ”
“ทำไมนายคิดอย่างนั้นล่ะ?”
“ไม่รู้สิฮะ ผมแค่...รู้สึกอย่างนั้น” จุนซูหัวเราะแห้งๆ “ผมคงไม่เป็นสุขแน่ที่ต้องรู้ว่ามีฆาตกรโรคจิตที่ยังจับไม่ได้ว่าใครเดินป้วนเปี้ยนในวิทยาลัยเรา”
จุนซูจะโกรธไหม หากเขาบอกออกไปตามตรงว่าสิ่งที่จุนซูพูดนั้น ทำให้ขนอ่อนของเขาลุกเกรียวยิ่งกว่าคตีฆาตกรรมสุดสยองขวัญที่เพิ่งเกิดขึ้น ยูชอนหน้าถอดสีอีกครั้ง เขาเหลือบมองบทละครที่หอบมาอย่างชั่งใจ ข้อสันนิษฐานที่เพิ่งคุยกับยุนโฮไป แล่นปราดเข้ามาครอบงำเขาอีกครั้ง
“หรือจะเป็นคำสาปจริงๆ” เขารำพัน แต่ก็ไม่เบาเกินกว่าจะสามารถรับรู้ได้
“คำสาปอะไรงั้นหรือครับ?” งวดนี้เป็นแจจุงที่ถามขึ้น
“เอ่อ...ก็คำสาปแม็คเบธผู้ทรยศไงล่ะ” บรรยากาศเงียบเชียบลงไปราวถูกสั่ง “ว่ากันว่าละครเรื่องนี้มีฉากที่เกี่ยวกับแม่มดและคำสาปมนต์ดำ ซึ่งทำให้แม่มดตัวจริงในสมัยนั้นเคืองแค้นที่เช็คสเปียร์สนำความลับของพวกเธอมาเผยแพร่ จึงสาปให้ละครเรื่องนี้มีอันเป็นไปหากใครนำมาแสดง โดยเฉพาะ...เอ่อ...คนที่มารับบทเป็นแม็คเบธ”
“หา?”
“ไม่มีใครนำบทละครเรื่องนี้มาเล่นนานแล้ว และพวกเราก็รู้เรื่องคำสาปดี ติดอยู่ตรงที่ไม่มีใครเชื่อ”
แจจุงยังคงสงสัย ในส่วนของการคัดเลือกตัวแสดง เขาไม่ได้มีส่วนร่วมและรับรู้ด้วย
“แล้วใครเล่นเป็นแม็คเบธล่ะครับ?”
ยูชอนแสยะยิ้มแกนๆ ตอบว่า “ฉันไง”
จุนซูหน้าซีด หันไปสบตาแจจุงที่คงจะกำลังรู้สึกไม่ผิดแผกไปจากกัน หากแจจุงสามารถซ่อนความรู้สึกนั้นไว้ได้อย่างมิดชิด
ยูชอนจึงได้แต่แค่นหัวเราะ แล้วรีบเปลี่ยนเรื่องทันที
“ยัยอึนนาดันมาตายเอาได้ ไอ้ยุนโฮ เพื่อนของฉัน...” ตรงจุดนี้เขาเงยหน้าขึ้นสบตาแจจุงอย่างจงใจ “ที่เพิ่งถูกขอให้มาช่วยกำกับก็คงถูกเลื่อนให้เป็นผู้กำกับเต็มตัว”
จริงๆ สำหรับยูชอน...นี่เป็นเรื่องน่ายินดีที่สุดในรอบปีสำหรับเขา แม้จะยังคงคลางแคลงใจไม่น้อยเรื่องการตายอย่างกะทันหันของคนที่เขาไม่ค่อยชอบขี้หน้า แต่ก็เป็นเรื่องยากเกินกว่าที่เขาจะสามารถช่วยเหลืออะไรได้
ที่ทำได้ตอนนี้ก็คงมีเพียงการพยายามทำใจให้สบาย แล้วคิดเสียว่าโชคดีแค่ไหนที่เขาจะได้ร่วมงานกับเพื่อนสนิทที่รู้ใจอย่างยุนโฮ
.
.
.
ความคืบหน้าในกองละครเวทีของวิทยาลัยยังคงเคลื่อนไหว นักศึกษาที่มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อหน้าตาสถาบันต่างคณะ และสายชั้นล้วนมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ แม้จะต้องก้มหน้าก้มตาทำงานโดยพยายามไม่ใส่ใจกับแนวกั้นห้ามเข้าสีเหลืองของตำรวจ กับกลิ่นคาวเลือดชวนคลื่นเหียนอันยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูก ไม่บรรเทา
โรงละครอิเดนเบิร์ชแห่งนี้เป็นโรงละครเก่าแก่ ตั้งอยู่บริเวณหลังสวนวิทยาลัย มันถูกสร้างขึ้นเนิ่นนานมาแล้วหลายศตวรรษ โดยการสนับสนุนจากนักการเมืองและนักบุญท้องถิ่น อาคารขนาดโอ่โถงกว้างขวางจึงคงไว้ด้วยสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศส โกธิคโบราณ มีมนต์ขลัง และมีความเป็นโรงละครเวทีอย่างเต็มตัว
มองลอดผ่านประตูซุ้มโค้งขนาดยักษ์ ประตูไม้แกะสลักเปิดอ้านำสายตา ทางเดินตรงกลางทอดยาวลึกเข้าไปจรดพื้นที่ของเวทีละครขนาดกว้างขวาง ปีกขนาบทางเดินทั้งสองข้างสามารถบรรจุที่นั่งรองรับผู้ชมได้เกือบพันชีวิต นับว่าใหญ่โตมากกว่าโรงละครของวิทยาลัยทั่วไป
เสาทรงกลมสูงเหยียดจรดเพดานเบื้องบน สูงสุดสายตา หลังคาทรงโค้งกรุกระจกสีปกคลุมที่นี่เอาไว้ สามารถให้แสงของดวงอาทิตย์ส่องถึงได้เพียงรำไรในยามกลางวัน
และที่เห็นได้ชัด สถานที่แห่งนี้ถูกตกแต่งไว้ด้วยภาพเขียนจำลองของจิตรกรผู้โด่งดังในสมัยต่างๆ ส่วนใหญ่อิงเน้นไปทางด้านศาสนาและความเชื่อ นักศึกษาส่วนใหญ่คิดว่ามันช่างน่าขนลุก แตกต่างจากนักศึกษาวิชาการละคร โดยเฉพาะผู้เรียนเอกละครเวที ถึงแม้ในส่วนลึกจริงๆ แล้วจะไม่ชอบมันสักเท่าไหร่ หากล้วนทำใจได้จนคุ้นชิน
ทว่าสำหรับยุนโฮ แม้เขาจะไม่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า ‘คุ้นชิน’ กับบรรยากาศของโรงละครที่เพิ่งมีคนถูกฆาตกรรมเพียงไม่นานก่อนเปิดภาคเรียนเช่นนี้ แต่ภายในเมืองที่เขาเกิดและเติบโตก็มีสถาปัตยกรรมในทำนองนี้อยู่มากจนเจนตา
ชายหนุ่มที่เพิ่งได้รับหน้าที่ผู้กำกับคนใหม่ยืนกอดอกมองรุ่นน้องปี 2 สองสามคนบนบันไดอะลูมิเนียมด้วยท่าทีจะล้มแหล่มิล้มแหล่ เพื่อพยายามยกโคมสีแดงสไตล์เอเชียจ๋านั่นออกจากเวที มันคือเศษซากส่วนเดียวที่ยังคงหลงเหลืออยู่ของอึนนา อย่างไรก็ตามเขาก็อดรู้สึกโล่งใจไม่ได้ที่มันถูกกำจัดออกไปในที่สุด
ถ้าแม้นละครเวทีที่จะถูกนำมาจัดแสดงครั้งนี้คืองิ้วปักกิ่ง ไม่ใช่แม็คเบธ ทุกอย่างก็คงจะลงตัวไปนานแล้ว
“นั่นล่ะ ปลดลงมาเลย!” เสียงหนึ่งดังก้องโรงละครจากเบื้องหลัง ยุนโฮหันไปมองตามที่มาของเสียง
เป็นฮันโซลกี หญิงสาวในชุดเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนส์สีซีด ผู้กำกับศิลป์นั่นเองที่กำลังออกคำสั่งอย่างแข็งขัน หล่อนยกมือขึ้นบังเหนือสายตา ยามแหงนหน้ามองขึ้นไปบนพื้นที่ซึ่งเคยถูกประดับด้วยรูปสัญลักษณ์ไม้กางเขน
หล่อนยักไหล่
“ขอโทษด้วยนะอึนนา แต่รสนิมยมเธอมันห่วย” หล่อนสบถ ใช้ปลายนิ้วปัดปอยผมสีดำสนิทหยักเป็นลอนของหล่อนออกจากแนวไหล่ ไม่สนใจสายตาที่ยุนโฮกระหวัดมองไปที่หล่อนอย่างเคืองใจในคำพูดนั้น
.
.
.
ร่างเพรียวยืนประคองแผ่นโฟมสีขาวเกลี้ยงขนาดใหญ่ให้ตั้งฉากอยู่กับพื้นหินอ่อนโดยไม่ล้ม แต่เขาก็ไม่ได้ขยับกายไปไหน นัยน์ตากลมผ่องแผ้วเหมือนลูกแก้วสีนิลนิ่งงันอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นบนเวที หากมองเพียงผิวเผินแล้ว...ทุกคนคงคิดอย่างนั้น
แต่นั่นไม่ใช่จุนซู
หนุ่มร่างเล็กเจ้าของหน้าตาจิ้มลิ้มเอื้อมมือไปสะกิดไหล่เพื่อนรัก ทำเอาแจจุงที่เอาแต่ยืนเหม่อสะดุ้งสุดตัว
“มองอะไรอยู่?” เขาถาม แต่แจจุงไม่ตอบอะไรมากไปกว่าเสมองไปยังจุดเดิม
จุนซูมองตามแนวสายตาของแจจุงแล้วก็ยิ้มออกมา เป็นอย่างที่เขาคิดไม่มีผิด ในเวลาที่ต่างคนต่างภาระหน้าที่แยกย้ายกันไปรับผิดชอบงานของตนตามมุมต่างๆ มีเพียงผู้ชายคนเดียวที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงส่วนกลางของโรงละครในที่นี้
“นั่นผู้กำกับคนใหม่ของเราไง” โดยไม่ต้องรอให้ไต่ถาม จุนซูชิงพูดขึ้น
“ชื่ออะไร?” แจจุงยังไม่ละสายตาจากเขาคนนั้น
“จองยุนโฮ เป็นผู้ชายที่น่าสนใจมากๆ” จุนซูยิ้มร่า พยายามชะแง้มองเข้าไปในดวงตาของเพื่อนเพื่ออ่านใจ แต่ก็เป็นเรื่องยากเย็น “เข้าไปคุยกับเขาสิ ฝากเนื้อฝากตัวกับเขาซะ อีกหน่อยร่วมงานกันจะได้สะดวกขึ้น”
“บ้าหรือ จู่ๆ จะเข้าไปทักได้ยังไง” แจจุงเกือบจะหลุดหัวเราะ แต่ชั่วเสี้ยววินาทีที่ริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงจัดนั้นจะคลี่ยิ้ม เขาก็ยกมือขึ้นมาป้องไว้ทัน
“ทำไมจะไม่ได้เล่า เชื่อสิ พี่เขาต้องดีใจมากแน่ๆ ถ้านายเข้าไปทัก”
“ทำไมล่ะ?”
จุนซูทำคิ้วขมวดน้อยๆ ริมฝีปากบางยื่นหน่อยๆ อย่างน่ารัก ทำท่าครุ่นคิด “ไม่บอก แต่ทีหลังหัดหันไปสบตาเขาบ้างเถอะ แล้วนายจะรู้ว่าฉันหมายถึงอะไร พ่อจอมหยิ่ง!”
ก่อนจุนซูจะวิ่งจากไปตามเสียงเรียกของยูชอนที่ดังแว่วมา
ใจหนึ่งแจจุงไม่กล้า หากอีกใจเห็นว่าไม่น่าใช่เรื่องเสียหาย จึงหาที่ทางที่ไม่เกะกะเพื่อพิงแผ่นโฟมอันหาประโยชน์มิได้นั่นเอาไว้ ปัดฝ่ามือชุ่มเหงื่อกับสีข้าง แล้วเดินตรงเข้าไปหาอดีตผู้ช่วยผู้กำกับ
“เอ่อ...หวัดดีครับ” ประโยคแรกระหว่างเขากับชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ตรงหน้าคงดูดีกว่านี้ ถ้าไม่มีคำว่า เอ่อ... แจจุงก้มศีรษะให้ยุนโฮเล็กน้อย “ผมชื่อคิมแจจุง ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ”
ยุนโฮดูจะอึ้งไปพักใหญ่ แต่ในที่สุดเขาก็ยิ้มออกมาอย่างไม่เชื่อสายตา “จองยุนโฮครับ ยินดีเช่นกัน”
คำทักทายแบบเป็นพิธีการมากจนเกินความจำเป็นนั้น หากเป็นคนอื่นคงรู้สึกกระดากอยู่ไม่น้อย แต่ยุนโฮรับได้อย่างไม่ขัดเขินด้วยรู้ดีว่าคิมแจจุงถูกเลี้ยงดูมาในครอบครัวที่เข้มงวดแบบไหน ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาขัดเขินมากกว่า คงจะเป็นแววตาที่จ้องตรงมาราวกับกำลังสำรวจ
“คิดอะไรอยู่หรือครับ?” แจจุงเปิดบทสนทนาด้วยคำถามที่ไม่คลาสสิค แถมละลาบละล้วงสุดๆ ทว่าแม้จะเป็นดังนั้นยุนโฮก็ไม่ได้รู้สึกอย่างที่ควรรู้สึก
หัวใจของเขาโลดขึ้น มันเต้นกระชั้นจังหวะจนแทบจะทะลุออกมานอกแผ่นอก
“กำลังคิดว่าจะผ่านงานนี้ไปได้ยังไงน่ะครับ”
แจจุงฟังพลันเผยยิ้ม รอยยิ้มที่ปรากฏวูบเดียวเพียงเล็กน้อย ยิ้มที่จะเรียกว่ายิ้มก็ยังกะไรอยู่ เพราะนั่นเป็นเพียงแค่การเหยียดริมฝีปากออกเพียงบางๆ และแน่นอนว่ายุนโฮเห็น เขารู้สึกวูบวาบไปทั่วสรรพางค์กาย
ผิวขาวเหมือนปุยนุ่นเนียนละเอียด ริมฝีปากที่หากสัมผัสดูคงนุ่มนิ่มเหมือนครีมสด แดงสุกปลั่งดั่งผลไม้ชั้นดี ดวงตากลมโตเป็นประกาย ร่างอรชรกว่าผู้ชาย ทั้งดูแข็งแรงกว่าผู้หญิง
แจจุงดูบอบบางเหลือเกินภายใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวที่ซับเหงื่อน้อยๆ ปล่อยชาย กับกางเกงยีนส์ขายาวสีดำ ผิวบริเวณข้อแขน ข้อมือ เรื่อด้วยสีชมพูจางๆ ดูเปราะบางคล้ายกับหากสัมผัสแรงๆ จะแตกออกเป็นเสี่ยงได้โดยง่าย
ให้ตายเถอะ...เอาคิมแจจุงออกไปจากที่นี่
คนคนนี้กำลังทำให้เขาฟุ้งซ่าน !
“รุ่นพี่ต้องทำได้แน่นอนครับ ผมเชื่ออย่างนั้น”
“ขอบใจนะ”
“มีอะไรให้ผมช่วยก็บอกนะครับ ผมอยู่ฝ่ายศิลป์”
ยุนโฮเพียงพยักหน้า ยกยิ้มบางๆ ให้กับความไว้วางใจนั้น แท้จริงเขาอยากจะกล่าวอะไรมากกว่านั้น แต่กลับถูกโซลกีขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
“แจจุง! โฟมอยู่ไหน!?”
“อ้อ! อยู่นี่ครับ”
แจจุงหันมาโค้งให้ยุนโฮอีกครั้งเป็นเชิงขอโทษกึ่งบอกลาอยู่กรายๆ ก่อนร่างเพรียวจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งจากไป
โชคดีจริงๆ ที่เขาเฝ้ารอคอย ถึงมันจะนานสักหน่อยแต่ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง วันที่แจจุงจะมองมาแล้วเอ่ยทักทายเขา
ต่อไปนี้เขาก็คงจะมีความกล้ามากพอที่จะเอ่ยคำทักทายแจจุงบ้างในยามเช้า หน้าร้านขายอาหารของคุณป้าแม่ครัว
.
.
.
เวลาล่วงเลยมามากแล้ว แม้การเตรียมงานจะยังไม่มีทีท่าจะเสร็จสิ้นในเร็ววันนี้ แต่หลายอย่างก็คืบหน้ามากกว่าที่คาดเอาไว้ นักศึกษาหลายคนต่างเริ่มทยอยกันกลับบ้าน และแจจุงก็เป็นหนึ่งในนั้น ก่อนขอตัวกลับบ้านของตน เขาบอกลาจุนซูผู้พักอยู่ในหอพักของวิทยาลัยเหมือนยูชอน และยืนยันจะขอช่วยงานต่อไป
ในโรงละครยามนี้ เหลืออยู่เพียงแต่นักศึกษาปี 2 และ 3 นักแสดง กับนักศึกษาปี 1 ที่พักอยู่บริเวณอิเดนเบิร์ช
จากวิทยาลัยถึงบ้านของแจจุงใช้เวลาเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินประมาณ 30 นาที เขาอาศัยอยู่กับครอบครัวฐานะมีอันจะกินที่มีพ่อกับแม่ พี่สาวอีกห้าคน และเขาที่เป็นลูกชายคนเล็ก
บ้านของเขาตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนนริมแม่น้ำในย่านที่พักอาศัย เป็นบ้านสามชั้นทรงอาคารซึ่งไม่หรูหราศิวิไลซ์แต่ก็เรียบง่ายและสะดวกสบาย ทุกตารางนิ้วถูกใช้อย่างเป็นประโยชน์ เพื่อรองรับกับสมาชิกแปดคนและข้าวของเครื่องใช้ของสาวๆ
ใช้เวลาประมาณ 10 นาที เดินเท้าเข้าซอยที่แม้จะเงียบเชียบ แต่ไม่เปลี่ยวเพราะเป็นย่านชุมชนที่มียามรักษาความปลอดภัยอย่างแข็งขัน ในที่สุดก็ถึงบ้าน และทันทีที่เปิดประตูเข้าไป กลิ่นหอมเย้ายวนใจของอาหารมื้อค่ำก็ลอยกรุ่นมาแตะจมูก
“พ่อยังไม่กลับหรือ?” เขาเอ่ยถามพี่สาวคนรอง ในขณะจัดแจงถอดรองเท้าก่อนเก็บใส่ตู้
พี่สาวคนสวยไม่ตอบ เพียงพยักหน้าเบาๆ
ไม่ทันขาดคำ เสียงเปิดรั้วบ้านดังขึ้น พร้อมกับเสียงเครื่องรถยนต์แล่นเข้ามาจอดหน้าบ้าน
ไม่นาน...ลูกบิดประตูก็ถูกบิดออก ผู้เป็นพ่อผลักมันเข้ามา
“พ่อคะ ทานข้าวค่ะ”
พี่สาวของเขาเอ่ยขึ้น ในขณะที่พ่อยังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดถมึงทึง เขาสวมชุดสูทดูภูมิฐาน หอบแฟ้มเอกสารและประคองเสื้อโค้ชยาวไว้กับแขน เส้นผมสีดำถูกแทรกแซมด้วยปอยเส้นไหมสีเงิน ริ้วรอยแห่งความเหนื่อยล้าปรากฏขึ้นชัดเจนบนใบหน้า
เขาพยักหน้าให้หล่อนเล็กน้อย ก่อนหันมาให้ความสนใจแจจุงแทน
“เพิ่งกลับหรือ?”
“ครับ” แจจุงตอบตามจริง ระหว่างเดินเคียงข้างพ่อไปสู่ห้องรับประทานอาหาร
“ทีหลังกลับเร็วหน่อย โรงเรียนของแกมันไม่ปลอดภัยอีกแล้ว” ชายที่สูงวัยกว่าให้แจจุงดูแฟ้มปึกหนาในอ้อมแขน มันระบุเอาไว้ว่า ‘แฟ้มคดีตายปริศนา-ชเวอึนนา’ ตามด้วยวันที่ เดือน และปีที่คดีได้รับแจ้ง
ใกล้ๆ กันนั้นคือชื่อของตำรวจเจ้าของคดี
‘สารวัตรคิมฮยอนซุค’
To be continued...

เก่งมากเลยคุณตอง จารอตอนสองอย่างใจจดใจ่นะค้าาาา
เรื่องนี้บรรยากาศดูเย็นๆชอบกล
อ่านไปก็เสียวต้นคอตลอด ฮ่าๆ
(ก็บอกแล้วแพรอยู่สมาคมคนปอดทะลุ แหกยังน้อยไปค่ะ คุณตอง)
เรื่องน่าสนใจดีค่ะ น่าติดตามหลายๆ >.<
จะรอตอนต่อไปนะคะ
คุณตองสู้ๆ
#1 By Kagetsu on 2007-10-10 23:42