Lovefurypassionenergy (15)
posted on 24 Aug 2007 10:39 by bleaf-me in lovefurypassionenergy
Title: Lovefurypassionenergy
Author: * b.leaf *
Pairing: YunJae , YooSu
Starring: Dong Bang Shin Gi (SM Entertainment) , Hwoarang (Namco) , Virgil (Capcom) , Seifer and Reno (Square-Enix) : ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้เป็นเจ้าของตัวละครใดๆ ยกเว้นแต่บทบาทของพวกเขาเท่านั้น จึงขอขอบคุณบริษัทในวงเล็บเจ้าของลิขสิทธิ์ชื่อ สำหรับตัวละครที่มีชื่อปรากฏอยู่ในฟิคชั่นเรื่องนี้ด้วยค่ะ
Genre: AU , Crossover , Romance , Drama
Rating: R / NC-17 ในคำพูดและการกระทำ
- - -
15.
ยุนโฮบิดกุญแจดับเครื่องรถ ทำนองเพลงเมทัลอันแสนคุ้นหูดับลงพร้อมกับเสียงการทำงานเรียบนิ่งและแผ่วเบาของเครื่องยนต์รถราคาแพง ภายในโรงจอดรถของบ้านมืดสนิท แสงเดียวที่ยังคงสว่างอยู่ด้านหน้าคือแสงของพระจันทร์ซึ่งฉายสะท้อนกับม่านน้ำเอ่อนิ่งในคลองตา
ชายหนุ่มถอนใจแผ่ว กลิ่นแอลกอฮอล์เจืออยู่ในลมหายใจ เขาเพิ่งบอกลาจากสหายสนิทและแยกย้ายกันได้เพียงไม่นาน หากโลกทั้งโลกของเขาก็ราวกับว่าหยุดหมุนแล้วโดยสิ้นเชิง
ยุนโฮเอนหลังพิงเบาะ มือข้างหนึ่งซึ่งจับพวงมาลัยเอาไว้หลวมๆค่อยๆ คลายออกกระทั่งหล่นแปะลงบนหน้าตัก ความเงียบที่มีไม่ได้ช่วยปัดเป่าเสียงดนตรีที่เคยดังอยู่ได้
เพราะมันไม่ใช่เพียงบทเพลงที่แสนคุ้นเคยผ่านหู หากมันคือบทเพลงที่เขาร่วมใช้จิตวิญญาณสร้างสรรค์มันขึ้นมากับมือ มันดังอยู่ในทุกๆที่ที่เขาไป
ดังก้องอยู่ในหัวใจ แม้แต่ในความฝัน
‘ฉันไม่เคยเป็นคนกล้าฝัน
ในขณะที่โชคชะตากำลังเล่นตลกกับชีวิต
แต่เธอคือคนเดียวที่จะช่วยให้ฉันมองเห็นเส้นทางที่สมควรค้นหา
เส้นทางของฉันเอง’
เขาพึมพำเนื้อร้องนั้นออกมา ภาพของคนรักที่ร้องไห้คร่ำครวญจนแทบจะคุกเข่าลงอ้อนวอนไม่ให้เขาจากไปยังคงติดตรึงอยู่ไม่หาย
ในขณะที่พระเจ้าสามารถสร้างจักรวาล สร้างโลก ประทานชีวิต ประทานพรสวรรค์ น่าเศร้าที่ไม่ว่าพระเจ้าหรือใครก็ไม่สามารถเนรมิตสิ่งที่เรียกว่า ความฝัน มิตรภาพ หรือแม้แต่ความรักขึ้นมาได้
ก่อนจะก้าวเท้าลงจากรถ นักดนตรีหนุ่มหนึ่งในสมาชิกวงร็อคใต้ดินชื่อก้องโลก และยังคงจะเป็นตลอดไป เผยอริมฝีปากถอนหายใจออกมาอีกครั้ง มากกว่าความสับสน หรือเศร้าเสียใจ...เขารู้สึกเวทนาตัวเอง...
ร่างสูงหยุดฝีเท้าลงตรงหน้าประตูห้องนอน รู้สึกเหนื่อยล้าจนไม่ลังเลที่จะรีบคลายลูกบิดประตูออก แล้วพาตัวเองเข้าไปภายใน แต่แล้วก็เป็นอันต้องแปลกใจเมื่อเขาพบกับเบื้องหลังของผู้เป็นพ่อ
“พ่อ...”
เสียงรำพันของยุนโฮ เรียกให้ชายวัยกลางคนในชุดสูทละสายตาออกจากกรอบรูปบานเล็กในมือ
“ไปไหนมาหืม กลับเอาดึกดื่น” คนเป็นพ่อจัดวางกรอบรูปกลับเข้าที่ตรงโต๊ะใกล้กับหัวเตียง เอ่ยถามลูกชายด้วยสุ้มเสียงอบอุ่น นัยน์ตาคมกริบ
ซึ่งเจือแววความอ่อนโยนในคราเดียวแลสำรวจหนุ่มรูปหล่อคนตรงหน้าอย่างที่ชอบทำประจำ
แม้จะคาดไม่ถึง หากยุนโฮก็ยินดี อมยิ้มตอบออกไปอย่างไม่มีปิดบัง เขาคิดว่าชาตินี้พ่อจะไม่ยอมพูดกับเขาเสียแล้ว
“พอดีว่า...ไปฉลองกับเพื่อนมานิดหน่อยน่ะครับ”
“แล้วเป็นยังไง สนุกไหม เพื่อนๆสบายดีกันใช่หรือเปล่า”
“สบายดีทุกคนครับ แต่งานเลี้ยงไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่”
“ทำไมหรือ” ถึงตรงนี้ท่านกงสุลเบิกดวงตากว้างขึ้นด้วยความสงสัย
“ก็...มันเป็นงานเลี้ยงอำลานี่ครับ” ยุนโฮเงียบไปครู่ ทิ้งช่องว่างเพื่อ
ชั่งน้ำหนักหัวใจตัวเองพักใหญ่ กระทั่งตัดสินใจเงยหน้าขึ้นสบตาพ่อบังเกิดเกล้าอีกครั้ง เอ่ยหนักแน่นว่า “พ่อครับ คือผมตัดสินใจแล้วว่า...”
ทว่าไม่ทันที่ยุนโฮจะได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น ท่านกงสุลยกมือขึ้นปราบ ก่อนก้าวเข้ามาหาลูกชาย วางฝ่ามือซึ่งเริ่มปรากฏรอยย่นชัดบนบ่ากว้าง แต่เพียงเท่านั้นก็ทำให้คนเป็นลูกรู้สึกซาบซึ้งราวกับว่าพ่อกำลังกอดเขาเอาไว้
“พ่อรู้ว่าลูกกำลังจะพูดอะไร ถ้าหากที่แล้วมาลูกยอมใช้อารมณ์อาละวาดใส่พ่อ เถียงพ่อสักคำ พ่อรับรองว่าจะไม่มีวันทำให้ลูกต้องทนฝืนใจ
ทำอะไรให้ทรมาน”
“พ่อ...” ท้ายเสียงที่สั่นเครือของพ่อ พลอยทำให้ยุนโฮอยากร้องไห้
มือใหญ่ยกมือขึ้นกุมทับมืออุ่นๆของพ่อ
“พ่อเห็นเพลงที่ลูกเขียนแล้ว เห็นจดหมายของแฟนๆที่รักและศรัทธาในตัวลูก แล้วตอนนี้พ่อก็กำลังรู้สึกผิดมาก พ่อรักลูกนะยุนโฮ ถึงแม้ลูกจะติดยา ฆ่าคน ทำอะไรเลวร้าย พ่อก็ไม่มีวันรักลูกน้อยลง”
คำพูดจากใจเขาสะดุดเล็กน้อยเพราะความรู้สึกที่รื้นขึ้นจุกอก ทั้งโมโหตัวเอง ละอายแก่ใจ ความรู้สึกผิดถาโถมทำร้าย
“พ่อผิดเองที่สักแต่จะเอาความคิดของตัวเองอยู่เหนือความรู้สึกของลูก เอาความรับผิดชอบที่มีต่อพ่อลงจากบ่าเสียเถอะ ที่สุดแล้วพ่อก็อยากเห็นลูกมีความสุข ได้ทำสิ่งที่รักอย่างที่ใจต้องการ
ยุนโฮเป็นลูกของพ่อ ไม่ว่าลูกรักอะไร พ่อก็จะรักด้วย พ่อมีความสุขที่ได้เห็นลูกมีความสุข และถ้าหากว่าแม่ของลูกยังมีชีวิตอยู่ แม่ก็คงคิดแบบนี้เหมือนกัน”
ณ เวลานั้น ยุนโฮดีใจจนขอบตาร้อนรื้นไปด้วยน้ำตา เขาเผยรอยยิ้มเปล่งประกายความสุขล้นท้นออกมา เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ผู้เป็นพ่อต้องยิ้มตาม
“ไม่ครับพ่อ อย่าโทษตัวเอง พ่อเป็นพ่อที่ดีที่สุดในโลก”
แท้จริงแล้วเขาอยากเอ่ยอะไรมากกว่านั้น อยากบอกให้พ่อรับรู้ว่าเขายินดีทำทุกอย่างเพื่อพ่อ บอกให้รู้ว่าเขาไม่เคยโกรธพ่อแม้สักเสี้ยววินาที แต่ด้วยความเป็นลูกชายของพ่อที่เคร่งขรึม ยุนโฮกลับทำตัวไม่ถูก ถ้อยคำที่ต้องการจะบอกออกไปจึงสลายเป็นเพียงแค่อากาศ
เขาชักฝีเท้าซ้ำๆ กำมือตัวเองแน่น แต่ในที่สุด...ความรู้สึกที่ไม่สามารถกลั่นกรองออกมาเป็นน้ำคำสวยหรู เขาใช้มันเป็นพลังงานในการโถมตัวเข้ากอด
ผู้เป็นพ่อ รัดแน่นอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน แน่นเสียจนผู้เป็นพ่ออดหัวเราะอย่างนึกขันไม่ได้
“พ่อรู้ไหม ผมเคยคิดว่าถ้าวันนึงผมตื่นมาเจอนางฟ้าที่จะให้พรผมได้หนึ่งข้อ สิ่งที่ผมจะขอคือ...ไม่ว่าผมจะเกิดจะตายอีกซักกี่ครั้ง ขอให้ความทรงจำเดียวที่จะยังคงอยู่คือการที่ผมได้เกิดเป็นลูกพ่อ”
“งั้นถ้าพ่อได้พรจากนางฟ้าหนึ่งข้อ พ่อจะขอให้ตัวเองได้เกิดมาดูแลลูกตลอดไป ไม่ว่าจะในฐานะพ่อ ทาสรับใช้ หรือกีต้าร์ไฟฟ้าของลูก”
ใบหน้าที่เคยเรียบนิ่งเจือประกายความสุขชัดแจ้ง พูดไปทั้งที่ยังตลกตัวเองอย่างไม่เคยคิดฝันว่าคนอย่างเขาจะได้เอ่ยถ้อยคำประมาณนี้ ร่างที่สูงสง่าลูบฝ่ามือบนแผ่นหลังลูกชาย แล้วพูดต่อไปว่า
“เรื่องเรียนพักเอาไว้ก่อนก็ได้ หรือถ้ายุนโฮจะตัดสินใจเรียนทางด้านดนตรีโดยตรงพ่อก็จะไม่ขวางอีก ไม่ต้องรักพ่อเท่าที่พ่อรัก เพียงแต่รักตัวเองให้ได้เท่าที่พ่อรักลูก เลือกทำสิ่งที่ลูกอยากทำเถอะ”
นานมากจนแทบจะลืมไปเสียสนิทแล้วว่า เมื่อไหร่กันเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาได้กอดพ่อ นานจนชักไม่แน่ใจแล้วด้วยว่า เขาเคยบอกรักพ่อหรือเปล่า
มันนานมาก...มากเหลือเกินจนยุนโฮมั่นใจอย่างไม่มีเหตุผลว่าถ้าหากเขาพูดคำคำนี้ให้พ่อได้ฟังอีกครั้ง พ่อจะรู้สึกชุ่มชื่นหัวใจมากมายเพียงไหน
“พ่อ...ผมรักพ่อ รักมากกว่าที่พ่อคิดนะครับ”
“งั้นลูกต้องรักพ่อที่สุดในจักรวาลเลยใช่ไหม”
“ที่สุดในสามโลกเลยครับพ่อ”
เป็นไปตามคาด พ่อเผยรอยยิ้มกว้างออกมาราวกับได้รับพรจากนางฟ้า
“พ่อก็รักยุนโฮ”
เก้าโมงเช้าของวันรุ่งขึ้น ยุนโฮเดินตัวปลิวจนแทบจะลอยไปตามทางเดินกรวดหินซึ่งจะพาเข้าไปสู่บริเวณบ้านกระจกหลังสีขาว พร้อมกับข่าวดีซึ่งคงจะสามารถทำให้ทุกคนยิ้มได้กับหัวใจพองโต
แต่สิ่งแรกที่เขามองเห็นผ่านบานประตูกระจกใสตั้งแต่ไกล โดยที่ยังไม่จำเป็นต้องเปิดมันออกด้วยซ้ำ คือภาพที่เห็นแล้วอดแซวไม่ได้
เรโนนั่งหน้าซึมอยู่บนพนักโซฟาตัวสวย กำลังมองชองฮวารั้งต้นคอของเทซกเข้ามาชนหน้าผากกันท่ามกลางบรรยากาศชวนเศร้าเหมือนในละคร...
ยุนโฮหัวเราะกับตัวเองเบาๆ เป่าปากตะโกนเข้าไปในบ้านทันทีที่ปลายเท้าก้าวข้ามธรณีประตู
“โหย...อะไรกันเนี่ย! ไหนบอกว่าดิโอเมเดสไม่มีนโยบายแฟนเซอร์วิสไงคร้าบ นี่ถ้าช็อตเมื่อกี้แฟนๆเห็นเข้าคงเป็นบ้าแน่ แฟนคลับผู้หญิงส่วนใหญ่ยิ่งชอบคิดว่าผู้ชายทุกคนในโลกต้องชอบผู้ชายด้วยกันอยู่ด้วย ฮ่าๆๆ ฮ่ะๆ ฮะ..ฮะ..”
“.............................”
เงียบกริบ...
ทุกสายตาหันขวับมามองปรามยุนโฮที่เล่นไม่รู้จักเวล่ำเวลา ทำให้เขาแทบสะอึก คุณชายสายเสมอทั้งในความเป็นจริงและนัยยะเริ่มรู้สึกสำนึกผิด เมื่อเขาสังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลงจนน่าผิดสังเกตของ ชองเทซก
พี่ใหญ่ประจำกลุ่ม
“พี่เทซกเป็นอะไรไป” ยุนโฮเอ่ยถาม น้ำเสียงเป็นห่วงอย่างจริงใจ
ไม่เห็นรอยยิ้มอบอุ่นของเทซกอย่างเช่นทุกวัน “ทุกคนอย่าเศร้ากันสิ ฉันมีข่าวดีมาบอกนะ”
“ไม่มีข่าวดีหรอกยุนโฮ” ยองเจที่ยืนพิงขอบโต๊ะทำงานของเทซกอยู่พูดประโยคที่ยากเกินเข้าใจ มองยุนโฮด้วยสีหน้าเคร่งเครียดอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนักจากผู้ชายอารมณ์ดีเช่นเขา ก่อนที่หนุ่มหน้าหล่อจะส่งกระดาษสองสามแผ่นให้ พลางพยักเพยิดหน้าเป็นสัญญาณให้ยุนโฮหัดทำความเข้าใจอะไรเสียบ้าง
ยุนโฮพลิกดูก่อนคราวๆ แผ่นหนึ่งเป็นจดหมาย ส่วนอีกสองสามแผ่นที่ถูกแนบมาพร้อมกันเป็นอะไรที่คล้ายกับใบรับรองแพทย์ เขาเงยหน้ามองทุกคนอีกครั้ง แต่แววตาที่เคยสดใสถูกประกายความกังวลใจบดบังสนิท ชายหนุ่มรีบพลิกหน้าจดหมายขึ้นมาอ่านทันที
เนื้อความในจดหมายเล่าว่า...
ถึง...ชองเทซก
หากนายจะยังเห็นว่าฉันเป็นน้อง ขอให้โปรดอ่านจดหมายฉบับนี้จนจบ (แม้ฉันจะเป็นน้องเพียงในนามและ
ทางกฎหมายเท่านั้น เพราะฉันยังมั่นใจว่าคนเป็นพี่ ซึ่งแน่นอนว่าคือฉัน ถีบน้องอย่างนายให้หลุดออกจากท้องแม่มาก่อนหนึ่งนาที)
อย่างที่รู้กันดีว่าแม่มีโรคประจำตัวที่รักษาไม่หาย จนในระยะหลังๆมานี้อาการที่คอยประคองให้เป็นปกติอยู่ทรุดลง แม่เจ็บออดๆแอดๆอยู่เรื่อย ไม่แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อน แถมมีโรคแทรกซ้อน และฉันกับหมอก็มีความเห็นตรงกันว่าโรคหัวใจของแม่คงไม่มีทางรักษาให้หายได้แน่ หากนายไม่กลับมาแยแสพวกเราบ้าง
แม่คิดถึงนายมาก อยากเห็นหน้านาย ไม่ยอมกิน
ไม่ยอมนอนบ่นถึงนายแทบจะตลอดเวลา ฉันรู้ว่าเมื่อนายอ่านข้อความนี้แล้วต้องคิดว่าเป็นเพราะฉันชอบทำอะไรขัดใจแม่และไม่ยอมโตสักที ซึ่งความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น ฉันต้องใช้ความพยายามซึ่งขัดต่อลักษณะนิสัยและกมลสันดานดิบ ทำทุกอย่างเพื่อให้แม่สบายใจ แต่ก็ดูเหมือนไม่ว่าจะทำดีแค่ไหนก็ยังไม่ถูกใจแม่ ฉันบอกแม่ทุกวันว่าถึงฉันจะไม่เอาไหนอย่างไรก็ยังอยู่กับแม่ แต่แม่ค้านว่าลูกสองคน ถึงคนอื่นจะมองว่าเหมือนกัน แต่ไม่มีใครแทนใครได้ในสายตาของคนเป็นแม่
ฉันไม่ได้ตัดพ้อกับคำพูดของแม่เหมือนเมื่อก่อน เพราะฉันยอมรับว่าเมื่อได้ฟัง ฉันเองก็อยากให้นายกลับมา (เสียใจที่ไม่ได้มากอย่างที่นายหวัง) สิ่งที่แม่ต้องการตอนนี้คือเราสองคน ไม่ใช่แค่ฉัน ลูกที่ไม่เอาไหน หรือแค่นาย ลูกที่
แสนดีพร้อม แต่เป็นเราสองคน ลูกของแม่ที่กัดกันอยู่ได้ตลอดเวลา
ฉันอยากให้แม่หายป่วย อยากให้บนโต๊ะอาหารมีสำรับสามจานอย่างเคย ที่สำคัญ...ฉันอยากมีคนให้เปรียบเทียบว่าฉันไม่เหมือนใครแม้แต่นาย และถึงอย่างไรฉันก็หล่อกว่านายอยู่วันยังค่ำ
สุดท้ายนี้...ฉันแอบดูมายสเปซของวงเราอยู่เรื่อยๆ ฝากบอกไอ้ลิงทั้งสี่ด้วยนะว่า พวกมันโตขึ้นแล้วหล่อลากไส้ ฉันคิดถึงพวกมันมาก (แน่นอนล่ะว่ามากกว่านาย)
ด้วยความเคารพแบบไม่ค่อยเต็มใจ
...ชองเทบิน
น้องชายแต่ในนามและทางกฎหมายแค่เพราะเกิด
ทีหลังนายหนึ่งนาที (ไม่เห็นแฟร์)
ย้อนกลับไปเมื่อราวหกปีก่อน ขณะที่ดิโอเมเดสยังเป็นเพียงวงดนตรีไร้ชื่อ จับกลุ่มเล่นดนตรีแค่พอสนุกสนานในโรงรถที่บ้าน งานโรงเรียน ไม่ก็ห้องนอนส่วนตัว จะมีสักกี่คนที่รู้ว่ายังเคยมีสมาชิกที่ชื่อเทบิน น้องชายฝาแฝดที่เหมือนกันแต่หน้า หากนิสัยและบุคลิกแตกต่างกันอย่างลิบโลกของเทซก หัวหน้าวงคนปัจจุบัน อยู่ร่วมวงในตำแหน่งกีต้าร์ริทึ่มด้วย
หากด้วยเพราะนิสัยใจร้อน เอาแต่ใจตามประสาลูกคนเล็กที่มักคอย
ก่อปัญหาให้ต้องเป็นห่วง หลังจากพ่อของพวกเขาเสียชีวิต ผู้เป็นแม่จึงออกคำสั่งห้ามเทบินเล่นดนตรีโดยเด็ดขาด แล้วบังคับให้ติดสอยห้อยตามแม่ที่มีหน้าที่รับช่วงบริหารงานดูแลสาขาธุรกิจของครอบครัว ไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ ในขณะที่ลูกชายคนโตซึ่งได้รับความไว้วางใจเสมอมาอย่างเทซก ได้รับอนุญาตให้ทำอะไรตามใจได้ที่เมืองเกิด
ยุนโฮอ่านจดหมายในมือจนจบแล้วคิดถึงเทบินขึ้นมา ในขณะที่พี่ชายคนรองผู้สิ้นโอกาสสานต่อความฝันของครอบครัวร่วมกันกำลังเฝ้ามองความเป็นไปของทุกๆคนที่นี่ แต่ไม่มีใครเลยได้ข่าวคราวของเขา
ชายหนุ่มยังจดจำได้เพียงแค่ภาพร่างอันแสนเลือนลางของเด็กผู้ชายผิวขาวเหมือนสำลี รูปหน้าเรียวกว่าเทซกทำให้เขาแลดูคล้ายเด็กผู้หญิงมาก
ในวัยเยาว์ ดวงตาพราวระยิบระยับ ร่างเล็กกว่าเทซก ตัวเตี้ยกว่าเทซก บอบบางกว่าเทซก ฉลาดน้อยกว่า แต่บ้าระห่ำกว่าอย่างน่าเหลือเชื่อ
อีกอย่างเท่าที่สมองของเขาจะสามารถขุดคุ้ยมันออกมาจากความทรงจำได้ คือเทบินเป็นพี่ชายอีกคนที่รักพวกเขา เป็นแรงบันดาลใจของบทเพลงให้กำลังใจนางฟ้าปีกหักอย่าง ‘Broken Wing’ ที่ชองฮวาแต่งขึ้นตอนที่อายุได้เพียงสิบหกปี
“ฉันเป็นลูกคนโตที่แย่ เป็นพี่ชายที่แย่จริงๆ ฉันเอาเปรียบเทบินมามาก ทำให้ตอนนี้เขาต้องเหนื่อย แค่ตอนเด็กๆ ฉันต้องทำให้เขาทนอยู่กับความรู้สึกว่าแม่ไม่เคยรักเขามาตลอด แค่นี้ก็แย่มากพออยู่แล้ว”
ในกำแพงความเงียบที่เริ่มก่อตัวขึ้นมาอีกครั้ง สร้างความอึดอัดลำบากใจ เทซกระบายออกมาในทำนองเดิมๆอย่างที่เขาพร่ำให้ชองฮวาฟังตั้งแต่วินาทีแรกที่สายตาละออกจากจดหมายฉบับนั้น กับลายมือที่แสนคุ้นตาของเทบิน
“ฉันทิ้งพวกเขามา ทำเพื่อตัวเองมามากพอแล้ว คงถึงเวลาที่ฉันควรจะกลับไปรับผิดชอบทุกอย่างในฐานะหัวหน้าครอบครัวเสียที”
เรโนเอื้อมมือไปสัมผัสไหล่เทซกเบาๆเพื่อปลอบใจ ถึงแม้ในตอนนั้นเขายังเด็กมากเกินเข้าใจ ไม่รู้ด้วยว่าทำไมคุณป้าถึงได้พาพี่เทบินไปอังกฤษ แต่ในเวลานี้ เขาโตมากพอที่จะเข้าใจความรู้สึกของเทซก
ในเมื่อทุกคนต่างรู้ดีว่าในขณะที่เทบินอิจฉาพี่ชายฝาแฝด และรู้สึกไม่พอใจเทซกในหลายๆครั้ง หากเทซกรักเทบินมากยิ่งกว่าใคร ถึงขนาดเคยสัญญากับตัวเองว่าไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหน เขาคนนี้จะเป็นคนที่คอยดูแลเทบินไปชั่วชีวิต
เด็กหนุ่มเจ้าของเส้นผมสีแดงสดยกซองจดหมายอีกซองในมือขึ้นมาพินิจดูอีกครั้ง ทั้งที่เขาควรจะรู้สึกดีอกดีใจเสียอีก หากในส่วนลึกแล้วไม่มีอะไรเป็นไปตามนั้น เรโนถอดถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนส่งจดหมายของเขาตามให้ยุนโฮอ่าน
จดหมายแสดงความยินดียิ่งฉบับนั้นตีตราบอกไว้ชัดเจนว่าถูกส่งจากมหาวิทยาลัยลอสแองเจลลิส ภาควิชาเอกดนตรีสากล จ่าหน้าซองถึง
‘มิสเตอร์เรย์ ยามะอุจิ’ ชื่อจริงนามสกุลจริงที่ดูไม่เหมาะกับเด็กลูกครึ่งญี่ปุ่น-อิตาเลี่ยน แต่พูดภาษาอิตาเลี่ยนได้เพียงเล็กน้อย และพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้เลยอย่างเรโน
“เราพอจะรู้ข่าวดีที่นายกำลังจะบอกเราแล้วล่ะยุนโฮ คุณอาโทรมาคุยกับฉันแล้วเมื่อวันก่อน” เป็นเสียงของชองฮวาที่เงียบมานานตั้งแต่แรกเริ่ม ใบหน้าขาวสะอาดหล่อเหลาดูไม่สู้ดีนักในยามนี้ “แต่ถึงยังไง...ดิโอเมเดสก็ต้องลาจากกันอยู่ดี”
“นั่นสินะ เพราะถึงจะบอกให้หามือกีต้าร์ กับมือเบสคนใหม่ ฉันก็คงไม่เต็มใจจะทำงานร่วมกับคนแปลกหน้า”
ยุนโฮแค่นยิ้มขมขื่น พยายามทำใจยอมรับกับความจริงที่กำลังจะเกิดขึ้นเสียดีกว่า
เพราะคนเรามีฝันที่แตกต่าง มีปัญหาและเหตุผลหลากหลาย หากทุกหัวใจล้วนแต่อยากจะข้ามผ่านปัญหา และปรารถนาจะทำให้ความฝันเป็น
ความจริงเหมือนกัน เขาจึงเข้าใจความรู้สึกผิดต่อครอบครัวของเทซก
เข้าใจความฝันของเรโน ที่อยากจะเข้าเรียนในสาขาและมหาวิทยาลัยที่ได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดด้านการดนตรีเหมือนกับนักไวโอลินสาวชาวอิตาเลี่ยนชื่อก้องโลก ภรรยาของนักธุรกิจผู้มั่งคั่งชาวญี่ปุ่น พ่อกับแม่ของเขา ยุนโฮคิดว่าหากเป็นตัวเขาเองก็คงไม่อาจปฏิเสธโอกาสที่ถูกหยิบยื่นให้ถึงมืออย่างนี้
‘ฉันไม่เคยเป็นคนกล้าฝัน
ในขณะที่โชคชะตากำลังเล่นตลกกับชีวิต
แต่เธอคือคนเดียวที่จะช่วยให้ฉันมองเห็นเส้นทางที่สมควรค้นหา
เส้นทางของฉันเอง’
ยุนโฮขับร้องบทเพลงเพลงนั้นอีกครั้งหนึ่ง เสียงทุ้มฟังดูเลื่อนลอย
ละล่องอยู่ในอากาศ ก่อนที่เขาจะเดินไปทรุดกายนั่งลงใกล้ๆชองฮวา เอื้อมฝ่ามือแตะไหล่เทซก มอบรอยยิ้มให้กำลังใจเรโน ชองฮวา และยองเจ
“ถึงยังไง...เราก็ต้องลาจากกันอยู่ดีสินะ”
งานแถลงข่าวการลาจากกันอย่างน่าเสียดายของดิโอเมเดสถูกจัดขึ้นไม่นานหลังจากนั้นในผับเล็กๆแห่งหนึ่งใจกลางเมืองหลวง ท่ามกลางกำลังใจของแฟนๆที่หลั่งไหลมากันอย่างคับคั่งจนมีอีกหลายคนที่ไม่สามารถเข้าถึงตัวศิลปินที่รักได้ในคืนนั้น หากบรรยากาศช่างเงียบเหงาเกินทำใจ
มินิคอนเสิร์ตความยาวเพียงยี่สิบนาทีเริ่มขึ้นต่อจากนั้น ท่วงทำนองเพลงอะคูสติกฟังสบายที่หยิบยกมาราวกับกระชากหัวใจของแฟนๆไปพร้อมกับคำล่ำลา
คราบน้ำตาอาบแก้ม รินไหลไม่มีวันหมด ผิดจาก เวอร์จิล ฮัวหลาง
ยูโน เรโน และไซเฟอร์ ที่กล่าวอำลาวงการด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“เราไม่ได้ลาจากการด้วยความเศร้า เพราะเราลาจากการด้วยความรัก” เวอร์จิล หัวหน้าวงยิ้มระเรื่อย
“เป็นความรักที่ไม่มีใครอยากให้มันสึกกร่อนไปตามกาลเวลา” ยูโนพูดพลางลากสายตามองใบหน้าของผู้ชมแต่ละคนราวกับกำลังจดมันเอาไว้ในความทรงจำ
“เราอยากให้ทุกคนเก็บมันเอาไว้” ฮัวหลางก็เช่นกัน
“ทะนุถนอมมันด้วยนะครับ” เรโนโบกมือเป็นครั้งสุดท้าย
“อย่าขายซีดีเราทอดตลาดนะทุกท่าน” ไม่มีสาระในตัวไซเฟอร์ผู้นี้ หากรอยยิ้มของเขาสามารถฉุดทุกชีวิตขึ้นมาจากความโศกเศร้าได้ เสียงหัวเราะเรื่อระงม สาวกพระเจ้าโบกมือให้กับดิโอเมเดสเช่นกัน
“ขอบคุณทุกคน ขอบคุณสำหรับความรัก”
แจจุงเป็นคนหนึ่งที่ยืนอยู่ในกลุ่มผู้ชมเหล่านั้น เฝ้ามองความเป็นไปด้วยความรู้สึกโศกเศร้าไม่แพ้กัน เขายิ้มให้ผู้ชายห้าคนบนเวทีนั้นทั้งน้ำตา
“อ้าว สวัสดีแจจุง”
“สวัสดีครับพี่เทซก พี่ยองเจ ชองฮวา เรโน จะกลับกันแล้วหรือครับ”
“ใช่ จะไปดูหนังกันต่อ”
“อ๋อ”
“เจ้ายุนโฮยังอยู่ในห้องโน่นแน่ะ ท่าทางไม่ค่อยสบาย ไปดูมันหน่อยสิ”
“ครับ ขอบคุณมากครับ”
“แล้วเจอกัน แจจุง”
“ขอให้สนุกนะครับทุกคน”
เบื้องหลังประตูเหล็ก ห้องกว้างโล่งช่างหนาวเย็นยะเยือก มือขาวผลักประตูเข้าไปเพียงเล็กน้อย มองผ่านช่องว่างแคบๆระหว่างประตู เสียงสะอื้นไห้แว่วมาในลมราตรี
จองยุนโฮไม่สามารถเผยยิ้มออกมาได้เหมือนกับยูโนบนเวทีที่พร้อมเอ่ยคำลาอย่างสง่าผ่าเผยพร้อมรอยยิ้ม เขาทรุดกายคู้ตัวอยู่ติดมุมในสุดของ
ห้องสี่เหลี่ยม ไหล่ไหวสั่น พร่ำรำพันอย่างเดียวดาย
“อะไรๆกำลังจะดีอยู่แล้วแท้ๆ”
ไม่แปลกที่จะเสียใจ ไม่น่าอายเลยสักนิดที่จะเสียน้ำตาให้กับวันวานอันแสนมีค่า ไม่มีใครอยากสูญเสียสิ่งที่เฝ้าถนอมไว้ไปทั้งนั้น แจจุงเข้าใจยุนโฮดี หากแต่ในเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ คนอย่างเขาคงช่วยอะไรไม่ได้มากไปกว่า
หลั่งน้ำตาออกมาเป็นเพื่อนยุนโฮ
เพราะเมื่อคืนวาน เซิร์ฟเวอร์เว็บแฟนไซต์ชื่อดังที่เขาเพิ่งสมัครเป็นสมาชิกได้เพียงไม่นานล่มไป
เช้าวันนี้...ชางมินจึงตื่นขึ้นมาพบกับข่าวเศร้าที่พาให้หัวใจพลอยหล่นหาย เด็กหนุ่มนั่งง่อยอยู่หน้าคอมพิวเตอร์แลปท็อป ลากเม้าส์ไปบนหน้าจอเบราเซอร์อย่างเลื่อนลอย ละเลียดอ่านข้อความที่แฟนๆ เขียนทิ้งเอาไว้ทีละตัวอักษร
ชื่อ: Demi
สถานะ: สาวกพระเจ้า
ระดับ: 21
ที่อยู่: เยอรมนี
‘ฉันเพิ่งเริ่มฟังเพลงของดิโอเมเดสได้ปีกว่า ตั้งแต่ตอนที่ลูกชายของฉันฆ่าตัวตายในห้องนอนของเขา ตอนนั้นฉันเสียใจมาก ไม่มีกะจิตกะใจจะดำรงชีวิตต่อไปอย่างมีความสุข
ฉันพบซีดีอัลบั้ม Garden of Eden ใส่ค้างอยู่ในเครื่องเล่นซีดีของลูกชายตั้งแต่ก่อนเขาตาย ด้วยความคิดถึงลูกฉันจึงลองฟังดู ก่อนที่ฉันจะได้พบแสงสว่างในชีวิตที่ราวกับว่าฉันได้ลูกชายที่ฉันรักกลับคืนมา
ขอบคุณดิโอเมเดส ไม่ว่าต่อไปนี้พวกคุณจะทำอะไร ขอแค่จำไว้ว่าคุณได้ให้คืนชีวิตฉัน ขอบคุณ’
ชื่อ: Amanda
สถานะ: สาวกพระเจ้า
ระดับ: 58
ที่อยู่: สหรัฐอเมริกา
‘สองปีก่อน ที่ดิโอเมเดสมาเปิดคอนเสิร์ตที่ประเทศของฉัน ฉันแบกความศรัทธาไปรับพวกเขาที่สนามบิน Long Beach พร้อมๆ กับดวงตาที่มองไม่เห็นอะไรมาแล้วกว่าสิบปี ตั้งแต่อุบัติเหตุเลวร้ายเกิดขึ้นกับตัวฉัน
ตอนนั้นฉันยังจำความรู้สึกที่คุณเวอร์จิลเดินมาหาฉัน จับมือ แล้วทักทายอย่างเป็นกันเองได้ดี ไม่ใช่เฉพาะเพลงของพวกเขาที่แสนใจดี ช่วยทำให้ฉันมีกำลังใจต่อสู้กับความพิการ แต่สมาชิกทุกคนใจดีกับฉันมาก
คุณไซเฟอร์บอกว่ามันไม่ใช่ปัญหาเลยกับความพิการของฉัน เพราะฉันยังดูสวย และฉันก็ยังฟังเพลงได้ คุณฮัวหลาง
กอดฉันแน่นมากอย่างที่ไม่ค่อยมีใครได้กอด คุณยูโนก็เช่นกัน ส่วนเรโนหอมแก้มฉันด้วย ฉันดีใจมาก
ก่อนที่พวกเขาจะต้องรีบไปขึ้นรถซึ่งมาจอดรออยู่ ฉันถือวิสาสะของสัมผัสใบหน้าของพวกเขา ฉันยังจำความรู้สึกนั้นได้ดี ในความรู้สึกที่เหมือนกับว่าได้ฉันมองเห็นรอยยิ้มของพวกเขาอยู่นั้น มันทำให้ฉันรับรู้ได้อีกครั้งว่าโลกใบนี้สวยงามเพียงใด’
ชื่อ: Guitar_Hero
สถานะ: สาวกพระเจ้า
ระดับ: 75
ที่อยู่: ญี่ปุ่น
‘ผมเป็นเด็กผู้ชายอายุสิบเจ็ดคนหนึงที่หมกหมุ่นอยู่กับค่านิยมและกระแสความเป็นไปบนโลก ทั้งๆ ที่ชอบเล่นดนตรีมากเป็นชีวิตจิตใจ แต่ก็กลับมองผ่านมันเลยไป เพื่อพยายามเอนทรานส์ให้ติดในคณะที่พ่อแม่ชอบใจ และสาวๆ กรี๊ดกัน
วันหนึ่งผมท่องอินเตอร์เน็ตไปพบกับบทความของดิโอเมเดสเข้าโดยบังเอิญ ผมติดใจคำพูดของฮัวหลางที่เคยพูดเอาไว้ว่า...เหตุผลที่เขาลาออกจากการเป็นนักกีฬาทีมชาติดาวรุ่งแล้วมาจริงจังทางด้านดนตรี เพราะความเชื่อที่ว่าศิลปะสามารถสร้างโลกได้ ผมจึงเริ่มกลับมาตามความฝันของผมอีกครั้ง
ผมไม่รู้ว่าคุณจะได้มาอ่านข้อความของผมหรือไม่ แต่อยากให้พวกคุณรู้เอาไว้ว่า...ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหน จะไม่มีศิลปินคนใดในโลกที่สามารถสร้างโลกใบใหม่ให้กับผมได้อย่างพวกคุณ ขอบคุณดิโอ...’
ชื่อ: Godslave
สถานะ: สาวกพระเจ้า
ระดับ: 16
ที่อยู่: เกาหลี
‘ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าในขณะที่ชีวิตเฮงซวยของผมกำลังดำเนินต่อไป
เพลงๆ หนึ่งในวิทยุทำให้ผมร้องไห้ และอยากไปตายซะให้พ้นๆ แต่อีกเพลงกลับทำให้ผมยิ้มได้ทั้งน้ำตา ทำให้ผมได้มองเห็นคุณค่าของตัวเอง You’re the best, DIO!’
ชื่อ: DaeKim
สถานะ: Administrator
ระดับ: 99
ที่อยู่: เกาหลี
‘เราไม่รู้เหมือนกันว่าดิโอเมเดสทำอะไรกับพวกเรา ถึงได้มีอิทธิพลต่ออารมณ์และจิตใจเราได้ถึงขนาดนี้ น้ำตาที่ทุกคนเสียไปเพื่อพวกเขา ทั้งน้ำตาแห่งความสุขหรือความเศร้า ไม่เคยไร้ค่าเลย
ทางทีมงานได้คุยกันแล้ว ไตร่ตรองแล้วตามเหตุผลที่เห็นสมควร ถึงแม้คุณเวอร์จิลจะเคยติงมาว่าค่าใช้จ่ายในการสร้างเว็บในแต่ละเดือนสูงเกินไปสำหรับวัยรุ่นอายุเท่าเรา แต่เราจะยังไม่หยุดสิ่งที่กำลังทำ เหมือนที่ดิโอเมเดสไม่เคยหยุดทำในสิ่งที่พวกเขาศรัทธา
จึงขอแจ้งให้สมาชิกทุกคนทราบว่า พันธมิตรของเราจะไม่สูญสลายไป เราจะสานต่อเจตนารมณ์ของศิลปินที่เรารัก ทำให้โลกใบนี้ยังได้ยินเสียงเพลงของพระเจ้า ทำให้บทเพลงของพระเจ้าไม่ถูกลืมเลือน
ขอให้ทุกคนยิ้มเข้าไว้ เป็นกำลังใจให้กับสมาชิกดิโอเมเดสทุกคนประสบความสำเร็จกับสิ่งที่ตั้งใจ
ด้วยรักและศรัทธา
DIOMEDES UNOFFICIAL FANSITE TEAM’
ยังมีข้อความอีกนับร้อยพันที่ถูกทิ้งไว้แทนความรู้สึกมากมายจากทุกหัวใจ ซึ่งต่างอาลัยอาวรณ์การอำลาวงการของศิลปินใต้ดินกลุ่มนี้ ชางมินไม่สามารถอ่านมันได้หมด แต่สิ่งที่เขายังคงซึมซับได้นับแต่วันแรกที่ได้ฟังบทเพลงของดิโอเมเดส คือความรู้สึกศรัทธาในตัวพวกเขาทั้งห้า
เด็กหนุ่มอดไม่ได้ที่จะถอนใจออกมาอย่างเหนื่อยล้า ก่อนจะวางนิ้วทั้งสิบบนแป้นพิมพ์ ทิ้งข้อความเอาไว้เพียงสั้นๆ
“Heaven knows, You’ll never be forgotten”
ยูชอนพลิกตัวไปมาในความมืดเพียงลำพังในห้องนอนของเขา ตั้งแต่ทราบข่าวการยุบวงของดิโอเมเดสจากชางมิน เขาก็ไม่สามารถบังคับตัวเองให้
ข่มตาหลับลงได้ เพราะในใจเป็นห่วงจุนซูมากกว่าอื่นใด จะเป็นอย่างไรบ้างหากได้ทราบข่าวคราวที่ยังไม่ทันเตรียมใจรับฟัง
ร่างสูงกระสับกระส่ายเกินทนได้ เขาผงกศีรษะมองนาฬิกาหัวเตียง ก่อนตัดสินใจลุกขึ้นแต่งตัว แล้วรีบดิ่งไปยังบ้านของคนที่เขากำลังคิดถึง
จุนซูเองก็ไม่ได้กำลังสบายใจอยู่เทียมกัน แม้คืนนี้อากาศแห้งและหนาวเหน็บเสียดผิวกาย หากเขายังคงนั่งนิ่งอยู่บนขั้นบันไดห้องเช่าไม่ขยับไปไหน
ร่างเล็กแหงนมองดาวบนฟ้าพร่างพราย ในใจคิดถึงแต่ชองฮวา...
“อยากเจอพี่ชองฮวาไหม ฉันพาไป”
เสียงของยูชอนฉุดจุนซูให้ตื่นขึ้นจากภวังค์ในที่สุด ใบหน้าขาวใสเงยขึ้นสบตาคนเป็นเพื่อน นิ่งคิดอยู่ครู่ใหญ่ หากคำตอบที่เอ่ยออกมากลับเป็นสิ่งที่อีกฝ่ายคาดไม่ถึง
“ไม่ดีกว่า”
ยูชอนแปลกใจ เอ่ยถามตะกุกตะกัก “ท..ทำไมล่ะ”
“ฉันรู้จักชองฮวาดี ตอนนี้เขาเองก็คงอยากอยู่คนเดียวมากกว่า
ส่วนนายที่ถามออกมาอย่างนั้น ที่จริงก็ไม่อยากให้ฉันตอบตกลงอยู่แล้วใช่ไหม”
ภาพยูชอนที่ชะงักงันไป เรียกรอยยิ้มที่ฉาบฉายบนดวงหน้าสว่างตานั้นให้ชื่นมื่นสดใสขึ้นกว่าเก่า จุนซูผุดลุกขึ้นจากที่ที่เคยนั่ง ก้าวเข้าไปใกล้คนตัวสูง ยกมือขึ้นสัมผัสข้างแก้มยูชอนแผ่วเบา
“ฉันเองก็รู้จักนายดี ที่จริงแล้วขี้หึงที่หนึ่ง แต่ชอบทำตัวเป็นพระเอกอยู่เรื่อย” เขาเอ่ยน้ำเสียงกลั้นหัวเราะ มองยูชอนไม่วางตา “ฉันรู้ตัวแล้วว่าฉันเป็นใคร และควรยืนอยู่ที่ไหน”
ท่อนแขนบอบบางสอดเข้าโอบกระชับร่างสูงเบื้องหน้า เกยปลางคางบนบ่ากว้างอบอุ่น นัยน์ตาคู่น้อยเป็นประกายหวานหยด
“ข้างๆ นายคือที่ที่ฉันเลือกจะอยู่”
ชายหนุ่มร่างสูงขว้างก้อนหินในมือกระทบผืนน้ำดำเมื่อมจนกระจายเป็นวง บนแนวสะพานข้ามแม่น้ำสายยาว ลมพัดพาเอาผมเส้นเล็กๆสีส้มพลิ้วไสวสะท้อนแสงดาวระยับ
ก้อนหินทำให้ภาพสะท้อนของหมู่ดาวบนผืนน้ำซึ่งกำลังกระเพื่อมไหวขาดห้วง แม้ดูเพียงผิวเผินแล้วดาวในน้ำไม่แตกต่างอะไรเลยกับดวงดาวบนท้องฟ้า หากลำแสงเป็นแฉกที่ฉายสว่างอยู่เบื้องบนท้องฟ้างามหมดจดให้ความรู้สึกแตกต่างกันลิบลับเมื่อแหงนมอง
ชองฮวาเงยหน้ารับสายลมอ่อนๆอวลกลิ่นหอมธรรมชาติ กระพริบเปลือกตาไล่หยาดน้ำที่เอ่ยเครือในแอ่งตา รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลาคมคายในยามนี้ งดงามไม่ต่างกับดอกไม้ที่แย้มกลีบบานในฤดูหนาว
To be continued...

เพราะบางอย่างมันไม่เป็นอย่างใจนึก เพราะทุกข์เราถึงรับรู้ความงดงามของความสุข **ปลอบใจตัวเองอยู่เหมียนกัลล์**สู้ สู้ นะค้า
เป็นอะไรที่อบอุ่นแล้วก็น่าอิจฉาอ่ะ
ได้ข่าวว่าตอนนี้เป็นตอนที่เศร้าที่สุดสำหรับตัวเอง
แต่อย่างไรก็ตามก็จากไปของดิโอฯ ก็ยิ่งใหญ่มากกว่าความเศร้าของเราอยู่ดี
T___T
หนุ่มเท่ๆจากดิโอยิ่งดูเท่มากขึ้นไปอีกจากการอำลาที่เจ๋งที่สุดในโลก
(ไม่แน่ใจว่า จากเหตุการณ์นี้จะมีสาวกดิโอฯที่กรีดข้อมือฆ่าตัวตายไปกี่คน)
(ทั้งที่รู้ว่าดิโอฯคงกร่นด่าถ้ามีคนทำอย่างนั้นจริงๆ)
ประทับใจมาก....
แล้วเมื่อได้อ่านจม.ของเทบินที่น่ารัก
แว้ก!!! และจากคำพูดของเทซก"จะดูแลเทบินไปตลอดชีวิต"
ถึงตอนนี้ป้าแก่ๆก็เลยเดินไปจองตั๋วเครื่องบินให้เทซกทันที
(โดนสาวกดิโอฯยิงทิ้ง555)
แหม ก็ข้าพเจ้ารอน้องแกมาน้านนาน
นี่โผล่มาทีก็มาแต่จม. ตัวไม่มา แต่ไม่เป็นไร
น้องเทบิน ยังคงโหดไม่เหมาะกับหน้าเหมือนเดิม อันนี้ตัวจริงชัวร์ 555
ต่อไปนี้คนอื่นๆจะเป็นยังไงกันบ้าง
ร่มโพธิ์ร่มไทรกำลังสั่นคลอนอย่างนี้
คือดูแล้วเจ้าตัวดิโอฯว่าเศร้าแล้ว แต่ดูท่าทางเด็กๆอีวิลโอเวอร์ลอร์ดจะอาการหนักกว่านะนี่
เอาเป็นว่าเป็นกำลังใจให้กับทุกคน
รวมถึงผู้เขียนด้วยละกัน สู้ๆ ไม่มีอะไรใต้ดวงตะวันที่เราทำไม่ได้ ไฟท์ติ้ง!!!
ปล. รักคุณพ่อของยุนโฮมากๆ ขอให้คุณพ่อสุขภาพแข็งแรง
เป็นคุณพ่อที่น่ารัก ของลูกชายที่หล่อมหากาฬไปนานๆนะคะ ^^
#1 By bonychaos (125.25.221.191) on 2007-08-24 11:44