Lovefurypassionenergy (13)
posted on 31 Jul 2007 23:32 by bleaf-me in lovefurypassionenergy
Title: Lovefurypassionenergy
Author: * b.leaf *
Pairing: YunJae , YooSu
Starring: Dong Bang Shin Gi (SM Entertainment) , Hwoarang (Namco) , Virgil (Capcom) , Seifer and Reno (Square-Enix) : ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้เป็นเจ้าของตัวละครใดๆ ยกเว้นแต่บทบาทของพวกเขาเท่านั้น จึงขอขอบคุณบริษัทในวงเล็บเจ้าของลิขสิทธิ์ชื่อ สำหรับตัวละครที่มีชื่อปรากฏอยู่ในฟิคชั่นเรื่องนี้ด้วยค่ะ
Genre: AU , Crossover , Romance , Drama
Rating: R / NC-17 ในคำพูดและการกระทำ
- - -
เพราะทุกวันนี้เขายังนอนผวา...
หกนาฬิการุ่งสาง ยูชอนลืมตาตื่นขึ้นมาทั้งที่ไม่ตั้งใจ เพราะในยามนี้ห้องพักอับแสงเกินกว่าจะมองเห็นเวลาจากนาฬิกาเรือนเก่า ชายหนุ่มเอนแก้มแนบหมอน ทอดสายตามองท้องฟ้าด้านนอกหน้าต่างบานเดิมไล่สีตัดกัน
ดูแปลกตา
เสียงลมหายใจแผ่วๆดังสม่ำเสมออยู่ข้างหู เป็นสัมผัสผิวเผินทว่าในส่วนลึกกลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับว่ามันเคยเป็นกิจวัตรประจำวัน เปรียบเสมือนหลอดเลือดที่ฟูมฟักเลี้ยงดูหัวใจ คือส่วนหนึ่งในชีวิตที่หากวันหนึ่งจำต้องสูญเสียไป ทุกๆวินาทีที่หายใจก็คงไม่หลงเหลือคุณค่าอะไรไว้ให้จดจำ
ยูชอนมองร่างเล็กๆภายใต้เสื้อแขนยาวเนื้อหนาซึ่งถูกใช้คลุมไหล่
เส้นผมสีทองเป็นประกายคลอเคลียแก้มใสเรื่อสีชมพูของเลือดฝาดด้วยอากาศหนาว จุนซูนอนฟุบกับพื้นเตียง ใช้แขนตัวเองหนุนต่างหมอน จมลึกอยู่ในห้วงนิทราอันยาวนานไม่รับรู้สิ่งใด เสี้ยวหน้าที่โผล่พ้นแนวกำบังปรากฏต่อสายตาชัดเจนราวกับเรืองแสงได้
แม้ดวงหน้าหวานเกินชายจะแลดูหมองเศร้าไม่สดใสเท่าเมื่อก่อน ร่องรอยแห่งความเหนื่อยล้าฉายชัด เรือนร่างที่เคยได้สัดส่วนเพรียวสวยซูบผอมลงไปมากจนแทบเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก ถึงจะเป็นเช่นนั้น หากยูชอนกลับไม่เคยเข้าใจ ว่าเป็นเพราะหมอกลวงตา หรือไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับดวงตาของตัวเองกันแน่ ตั้งแต่ได้พบได้ทำความรู้จัก เขาจึงไม่เคยมองใครงามสดใสและน่าดูชมเท่าเพื่อนคนตรงหน้าคนนี้เลยสักที
จุนซูจะหนาวสักแค่ไหนเมื่อไม่มีใครคอยกอดคอยถนอม
ร่างสูงพยายามยกฝ่ามือซีดเซียวข้างนั้น อยากจะสัมผัสเนื้อกายเนียนนุ่มที่เฝ้าหลงใหลอย่างสุดใจ หากพบว่าเป็นเรื่องยากเย็นเกินความสามารถที่จะใช้มือข้างนั้น มือที่จุนซูเคยบอกว่ามันอบอุ่นและนุ่มนวลที่สุดเท่าที่เคยสัมผัส
ทั้งๆที่เขาเองเคยสัญญาว่าจะอยู่เคียงข้างจุนซูไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นแล้วแท้ๆ
ความรู้สึกเจ็บปลาบแล่นวาบจนปวดจี๊ดไปถึงกระดูก จากข้อศอกไปยังข้อนิ้วทั้งห้า ยูชอนนิ่วหน้า พลันชักมือกลับตามสัญชาตญาณ
เจ็บ...
ใช่ เจ็บเหลือเกิน...
ทางด้านโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด เมื่อใกล้เวลาเลิกเรียน เด็กหนุ่มสวมแว่นนั่งเคาะปลายนิ้วลงบนหน้าปัดนาฬิกาไปตามจังหวะกลไกของมัน เขานั่งนิ่ง ทั้งที่สติไม่ได้อยู่ตรงนั้น ตั้งแต่วินาทีที่คิมแจจุง เพื่อนรุ่นพี่โทรศัพท์มาบอกว่า ‘ยูชอนขยับมือแล้ว’
ชางมินตั้งหน้าตั้งตาเฝ้ารอฟังเสียงกริ่ง เขาฮัมทำนองเพลงของ
ดิโอเมเดสในลำคอ สีหน้าอมยิ้มระรื่นเป็นสุขผิดไปจากทุกวัน มีความสุขเสียจนไม่ทันสังเกตว่า ณ เวลานี้ เขากำลังตกเป็นเป้าสายตาของเพื่อนร่วมห้อง
“ฉันไม่เชื่อที่หมอนั่นพูดหรอก มันต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่ๆ”
เด็กสาวยกนิตยสารดาราขึ้นบังริมฝีปากซึ่งขยับเจื้อยแจ้ว ซุบซิบกับเพื่อนในกลุ่ม
“ชางมินประเมินสันชาตญาณหญิงต่ำเกินไป” เพื่อนร่างอวบช่วยเสริม
“ใช่ พวกเธอคอยดูนะ เยอินคนนี้จะทำให้หมอนั่นจนมุมจนต้องยอมคายทุกอย่างออกมา”
ทันทีที่กริ่งโรงเรียนแผดเสียงสนั่นเสียดแก้วหู ชางมินรีบผุดลุกขึ้นจากที่นั่ง พลางคว้ากระเป๋าสะพายที่ถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วนั้นขึ้นคล้องไหล่ เด็กหนุ่มร่างสูงไม่พูดไม่จาตอบคำร่ำอาลาของเพื่อนๆ สาวฝีเท้ายาวๆก้าวข้ามธรณีประตูออกไปด้วยรอยยิ้ม
คล้อยหลังเป้าหมาย เยอินส่งสัญญาณ “พวกเรา...ตาม!”
“ชางมิน! ชางมิน! เล่นบอลกันเหอะ” เด็กหนุ่มร่างผอมสูงในชุดเครื่องแบบนักเรียนหลุดลุ่ยตะโกนโหวกเหวก เขาท้าวสะเอวมองตามลูกฟุตบอลเปรอะโคลน ซึ่งเพิ่งกลิ้งขลุกขลักออกจากสนามไปแทบเท้าเจ้าหนุ่มอัจฉริยะ
“ไม่ล่ะว่ะ วันนี้มีธุระ” ชางมินยิ้มตอบแทนคำขอโทษ บิดข้อเท้าสี่สิบห้าองศาเตะลูกฟุตบอลส่งคืนกลุ่มเพื่อนร่วมชั้น “ขอตัวก่อนล่ะนะ เจอกันพรุ่งนี้”
พร้อมกันนั้น เมอร์ซีเดส-เบนซ์ เอสยูวีสีดำเงาวับตีโค้งเป็นวงกว้างแล่นผ่านเข้ามาทางประตูหน้าโรงเรียน ล้อยางเสียดสีพื้นถนนกวาดเอาฝุ่นดินตลบคละคลุ้งไปทั่วอย่างไม่เกรงอกเกรงใจสถานที่ ทำเอาเหล่านักเรียนหนุ่มสาวที่กำลังทยอยกันกลับบ้านส่งเสียงฮือฮายกใหญ่
เมื่อม่านพายุทะเลทรายคลี่คลาย ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มในชุดลำลองสบายๆ หากดูเท่สไตล์ร็อคเกอร์ก็กระโดดแผล็วลงมาจากยานพาหนะในฝัน เขากระชับกรอบแว่นตาดำแบรนด์โปรด พลางเหลียวซ้ายแลขวามองหาใครบางคน
“ชางมิน!” เมื่อพบ เขาร้องตะโกนเรียก พลางโบกมือโบกไม้
เจ้าของชื่อหน้าถอดสีทันทีที่พบว่าคนคนนั้นคือจองยุนโฮ และแจจุงที่นั่งหน้าขาวเป็นตุ๊กตาอยู่หน้ารถก็ไม่ปรามไม่ห้ามการกระทำสุดระห่ำของ
ยูโนคนดังเลยสักนิด เด็กหนุ่มได้แต่ยิ้มเจื่อน วิ่งตรงเข้าไปหาอย่างเสียไม่ได้
เหตุการณ์เหล่านั้นอยู่ในสายตาของห้าสายลับสาวสวยผู้ชอบซอกแซกเรื่องชาวบ้านเป็นที่หนึ่ง เยอินกับพรรคพวกแอบซุ่มอยู่หลังเสา เฝ้ามองพฤติกรรมของชิมชางมินที่กำลังยืนพูดคุยกับชายหนุ่มหน้าคุ้นอย่างสนิทสนม
เขาสวมเสื้อยืดสีดำสกรีนลายกราฟฟิค กางเกงยีนส์เอวต่ำชายขาดลุ่ย เข็มขัดเส้นสวย แว่นตากันแดด กับหมวกไหมพรมซึ่งช่วยอำพรางใบหน้าได้เกินครึ่ง หากความสมบูรณ์แบบของรูปหน้าเรียวคมโดดเด่นก็ยังทำให้พอดูออกถึงความหล่อเหลาสว่างเจิดจ้า
“ผู้ชายคนนั้นใครน่ะ”
“คล้ายยูโนมากๆ”
ใบหน้ารูปไข่ขาวนวลเนียนของเยอินระคนไปด้วยแววแห่งความ
ฉงนสนเท่ห์ใจ หล่อนครุ่นคิด ในขณะที่มองชางมินพูดคุยกับชายนิรนามผู้นั้นสองสามคำ กระทั่งมุดขึ้นท้ายรถยนต์คันหรู ก่อนที่มันจะแล่นออกจากโรงเรียนไปด้วยความเร็วสูง
”พี่ยูโนของพวกเรา!”
แสงไฟห้องพักคนไข้จากตึกผู้ป่วยนอกค่อยๆดับลงทีละดวง ทว่ายังมีแสงสีขาวอีกแสงที่ยังคงเรืองผ่านกระจกหน้าต่างเล็กๆของอาคารสูงซึ่งกำลังหลับใหล
ห้องพักอันเคยเงียบเหงากลับมาครื้นเครงระงมเสียงหัวเราะอีกครั้ง เมื่อสมาชิกทั้งสี่แห่งอีวิล-โอเวอร์ลอร์ด รวมถึงอีกห้าจากวงร็อคใต้ดินเลื่องชื่ออย่างดิโอเมเดสมารวมตัวกันอยู่ที่นี่
ทุกสายตารวมอยู่ที่ยูชอน ผู้ที่กำลังนั่งในท่าสบายบนเตียงสำหรับผู้ป่วย ภายในวงแขนผอมอุ้มกีต้าร์โปร่งตัวสวยเอาไว้ในท่าทะมัดทะแมง เสียแต่ฝ่ามือเรียวซีดข้างนั้นกลับสั่นริก
แจจุงกลืนน้ำลายลงคอดังเอื้อก สีหน้าไม่สบายใจของร่างบางเรียกให้ยุนโฮต้องตบไหล่เบาๆเป็นการปลอบใจ ทุกคนล้วนเอาใจช่วย ตั้งหน้าตั้งตา
รอคอยดื่มด่ำกับบทเพลงซึ่งยูชอนทุ่มเทเวลาอันยาวนาน ทั้งยังต้องฝ่าฟันกับสภาพจิตใจและร่างกายที่แสนย่ำแย่กว่าจะสำเร็จ
ห้องทั้งห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงหัวใจเท่านั้นที่ยังคงเต้นกระหน่ำ
ยูชอนกางสมุดเล่มบางกับกระดาษยับๆอีกจำนวนหนึ่งจัดเรียงไว้ตรงหน้า เขากระชับกีต้าร์ กำมือแน่น แล้วหลับตา
“เพลงนี้ชื่อว่า Breathing”
เสียงเกลากีต้าร์แว่วผ่านท่ามกลางสายลมเย็น
‘ฉันค้นหาหนทางสู่ความสุขอีกครั้ง
แม้จะไม่เคยรู้เลยว่าจะอยู่อย่างไรได้เมื่อถึงวันนั้น
ฉันสูดลมหายใจและรอคอย
ก่อนปล่อยตัวเองให้ร่วงหล่นลงสู่อ้อมแขนที่สวยงาม
ฉันมองผ่านเงามืดในความคิด ความจริง และอดีตที่ฉันไม่อาจลืม
พยายามค้นหาว่าเสียงเพรียกในหัวใจนี้คือเสียงใคร
พระเจ้าชี้ทางฉันว่า...เสียงนั้นคือเสียงเธอ
ดังนั้นขอโปรดอนุญาตให้ฉันสัมผัสมันอีกครั้ง
ทำลายกำแพงที่ฉันเป็นผู้ก่อขึ้นกักขังตนเองไว้เสียที
รับรู้เถอะนะ ว่าฉันไม่ต้องการอะไรจากเธอเลย
ได้โปรดอย่าเพิ่งเหนื่อยหน่ายฉัน
เพราะความปรารถนาของฉัน
คือการได้ยืนอยู่ตรงนี้จริงๆ
เพราะฉันกำลังเฝ้ารอเพื่อฟังทุกคำพูดจากเธอ
หรือถ้าเธอยังไม่พร้อมจะเอ่ยปาก หากฉันยังรอได้
เพราะฉันไม่ต้องการอะไรมากมายไปกว่า
ทรุดกายนั่งลงเบื้องหน้าประตูบานนี้
ฟังเสียงเธอหายใจ
ทุกสิ่งที่ฉันต้องการคือการรับรู้และรอคอยเธอเช่นนี้เอง’
สำเนียงขับร้องถอดความออกมาได้เช่นนั้น
“เยี่ยมไปเลย แบบนี้รับรองรอบเพลงช้าชนะขาดแน่” ทันทีที่บทเพลงสิ้นสุดลง เรโน มือเบสร่างผอมผู้เพิ่งกลับจากสหรัฐอเมริกาเมื่อเช้าวาน หลังจากหายหน้าตาไปสอบเกือบร่วมอาทิตย์ และในวันนี้เขาต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งในการปรับสภาพร่างกายให้เคยชินกับเวลาและอากาศเพื่อมายืนอยู่ตรงนี้ ปรบมือเสียงลั่น พลางเอ่ยชมไม่ขาดปาก ทำเอายูชอนต้องรีบถ่อมตัวตามมารยาททั้งที่กำลังฉีกยิ้มเขิน กระหยิ่มในใจ
เสียงพูดคุยชื่นชมเพลงรักที่เพิ่งผ่านหูดังเคล้าคลอเสียงหัวเราะอย่างเป็นสุข ชองฮวาจึงถือโอกาสยึดช่วงเวลาที่ทุกคนล้วนจับที่นั่งตัวเองไม่ติดนี้
นอนเหยียดยาวยึดครองโซฟาแต่เพียงผู้เดียว เขาเหลือบนัยน์ตาสีน้ำตาลคู่สวยมองจุนซูซึ่งเอาแต่ยืนนิ่งไม่พูดจาปราศรัยกับใครพักใหญ่ พลางกระตุกรอยยิ้มชั่วร้าย
“ชีวิตคือการได้ฟังเสียงคนที่รักหายใจ” เสียงห้าวมีเสน่ห์กล่าวแกมหยอกล้อ หากปรายสายตาไปหยุดอยู่ที่ดวงหน้าขาวใสของจุนซูอย่างจงใจ
“เจ๋งมากไอ้น้อง แบบนี้ต้องโง่ขั้นสุดยอดเท่านั้นล่ะ ถึงจะไม่หลงรักเพลงนี้”
เงียบกริบ...
เงียบจนได้ยินเสียงใบไม้ไหว
ทุกรอยยิ้มที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าชื่นมื่นพลันเลือนหาย เพราะต่างรู้อยู่แก่ใจถึงนัยยะและความหมายในคำพูดนั้น
จุนซูแทบสะอึกกับคำพูดร้ายกาจของชองฮวา ตวัดสายตามองผู้พูดอย่างเดือดร้อน
“นี่ ขอโทษเถอะนะชองฮวา”
“เอ่อ...ตอนนี้ทุกอย่างก็ลงตัวหมดแล้วถูกไหม พร้อมจะอัดเทปเดโมกันหรือยังล่ะ” เมื่อเริ่มสัมผัสได้ถึงบรรยากาศชวนกระอักกระอ่วนระหว่างคนสองคน โดยไม่รอให้จุนซูทันอ้าปากว่าอะไรมากกว่านั้น ยุนโฮรีบพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงพยายามร่าเริงอย่างที่สุด
“เออ! นั่นสิ” แจจุงขึ้นเสียงหัวเราะกลบเกลื่อน ทำทีเป็นนึกขึ้นได้บ้าง หนุ่มหน้าหวานยิ้มเหยเก พลางหันไปพยักพเยิดกับเทซก “ไม่รู้ว่าทุกๆคนจะสะดวกไหมครับ”
“อ๋อ...” ทางนี้รับบทได้อย่างเป็นมืออาชีพสุดๆ เทซกยกนิ้วชี้ขึ้นกระดิกยิกๆ ราวกับกำลังคิดหาคำพูด “ฉันพร้อมเสมออยู่แล้ว ว่าแต่ยูชอนเถอะ ฉันว่าเราควรให้คนป่วยตัดสินใจดีกว่านะ”
“ผมอยากทำตอนนี้เลยด้วยซ้ำครับ”
“เรื่องเพลงล่ะ พร้อมหรือยัง” เรโนพูดขึ้นบาง เด็กหนุ่มเสยเส้นผมสีแดงนั่นลวกๆ แววตาเป็นประกายทันทีที่เอ่ยถึงเรื่องดนตรี
“เรียบร้อย” ชางมินอมยิ้มแถลง น้ำเสียงภาคภูมิใจ “รอบเพลงเร็วตกลงเราเลือก Toxic”
“เพลงโคฟเวอร์งั้นเหรอ”
“ใช่แล้ว แต่เป็นเวอร์ชั่นที่เราเอามาอาเรนจ์ใหม่ให้มันฮาร์ดคอร์ขึ้นหน่อย ซึ่งบางจุดยังต้องรบกวนพวกพี่ๆ ช่วยชี้แนะ ส่วนรอบเพลงช้าใช้ Breathing ของพี่ยูชอน แล้วเพลงพิเศษก็ใช้ Differentiate or Die ของ
ดิโอเมเดส”
พูดถึงเพลง Differentiate or Die ของดิโอเมเดสกลุ่มสนทนาจึงฮือฮาขึ้นมาอีกครั้งด้วยความคาดหวัง ด้วยต่างรู้ดีว่าเพลงร็อครุนแรงคอร์ดและจังหวะระดับหัตถ์เทวะเพลงนี้ หนักแน่นดุดันทั้งดนตรี ทำนอง เสียงร้อง และเนื้อหา
“ดีมาก! งั้นถ้าหมออนุญาต ฉันว่าพรุ่งนี้เลยเป็นไง” ยองเจเสนอความคิดเห็นแบบห่าม ดิบ เถื่อน ตามสไตล์ งานเร่งๆ กำหนดกระชั้นช่างเร้าใจเขานัก
ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน จึงล้วนมีสีหน้าสดใสหัวเราะชอบใจอย่างเป็นสุข ยกเว้นก็แต่จุนซูและชองฮวาที่ยังคงเบือนหน้าออกไปคนละทิศละทาง
“จุนซูล่ะว่ายังไง”
“ตามใจพี่แจจุงสิฮะ” คนถูกถามไม่มองหน้าพี่ชาย ตอบอ้อมแอ้มในลำคอ จุนซูไม่กล้าสบตาใครๆ โดยเฉพาะกับยูชอนผู้ซึ่งกำลังรอคอยคำชื่นชมจากเขาอย่างใจจดใจจ่อ
Breathing งั้นหรือ...
ชีวิตคือการได้ฟังเสียงคนที่เรารักหายใจเช่นนั้นหรือ...
น่าแปลกที่ความหมายเรียบๆจะสามารถสะกดให้เขาแทบสำลักน้ำตา ทำนองเลื่อนลอยนั้นราวกับกำลังตบหน้าเชือดเฉือนหัวใจ เมื่อมองยูชอนกับกีต้าร์แห่งความทรงจำตัวเก่า ขับร้องบทเพลงอ้อนวอนคนรักด้วยความปวดร้าว เหมือนภาพสะท้อนของตัวเขาเมื่อสามปีก่อนไม่มีผิด
เด็กหนุ่มเจ้าของเส้นผมสีทองใต้แสงไฟขาวซีดรู้ตัวดีว่า แม้เขาจะมีความกล้าหาญมากพอจะเงยหน้าขึ้นสบสายตาคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเพื่อนสนิทได้ในตอนนี้ หากคงไม่อาจห้ามตัวเองไม่ให้หลั่งน้ำตาจนต้องขายหน้าทุกคนเป็นแน่ โดยเฉพาะกับชองฮวาที่รอคอยอยู่ทุกนาทีเพื่อถากถางซ้ำเติมเขา
“กลับบ้านก็อย่าลืมร้องไห้ซะนะ” เร็วเท่าความคิด เป็นชองฮวานั่นเองที่ฉุดจุนซูให้ตื่นจากภวังค์ “ร้องออกมาดังๆ ให้เจ้าของเพลงรู้บ้างว่าแรงบันดาลใจของเขายังแคร์”
กระทั่งพยาบาลร่างเล็กท่าทางใจดียกถาดยาทานก่อนนอนกับน้ำสะอาดบรรจุเต็มแก้วเข้ามา เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าในที่สุดงานเลี้ยงก็ต้องมีวันเลิกรา
ก่อนสมาชิกดิโอเมเดสทั้งห้าจะขอตัวกลับไปสังสรรค์กันตามประสาเพื่อนซี้ที่ร้านคุณลุงกระทะเหล็ก แจจุงกระเง้ากระงอดอย่างน่ารักว่า
“ท้ายที่สุดแล้ว เพลงของฉันก็ตกกระป๋อง”
“โถ พี่แจจุงแต่งสิบห้านาที พี่ยูชอนแต่งเป็นเดือน ให้ๆเขาไปเหอะ” ชางมินอดค่อนขอดอย่างหมันไส้ไม่ได้
ยุนโฮเห็นแจจุงหน้าง้ำ จึงได้โอกาสหยอดลูกม่อ ทำเสียงอ่อนเสียงหวาน “ฉันออกจะชอบ”
ทว่าของขวัญที่ได้รับตอบแทนกลับมามีเพียงนิ้วกลางชูหราสองนิ้วถ้วนจากแจจุง
ในคืนเดียวกันนั้น หลังจากพูดคุยกับคุณหมอเจ้าของไข้อยู่ยาวนาน ผลปรากฏว่าคุณหมออนุญาตให้ยูชอนออกจากโรงพยาบาลเร็วกว่ากำหนดได้ หากข้อแม้คือเขาต้องเข้ามาพบแพทย์ตามเวลานัดทุกสัปดาห์ ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่มีปัญหา ยอมรับคำอย่างว่าง่าย
‘รักคนอื่นน่ะรักได้ แต่หัดรักตัวเองซะบ้าง ไม่ว่าจะเป็นพระราชา คนเดินดินธรรมดา หรือว่าขอทานข้างถนน เราทุกคนมีคุณค่าในตัวเองทั้งนั้น อย่าเอาชีวิตไปแขวนไว้กับใคร เข้าใจไหมไอ้น้อง’
จริงของชองฮวา...
ยูชอนสำนึกแล้วว่า นักดนตรีเช่นเขา ตาบอดยังพอว่า เป็นใบ้เสียยังพอทน ทว่าหากไร้แขนข้างใดข้างหนึ่ง ชีวิตทั้งชีวิตก็คงจบเห่
‘เข้าใจแล้วครับศิษย์พี่ เข้าใจถ่องแท้เลย’
“ผมว่าค่อยๆ เฟดออกไปดีไหม”
“แต่ฉันว่าตัดฉับจบเลยดูรุนแรงกว่า”
“ได้ พี่ว่าไงผมก็ว่าตามนั้น”
“แน่ใจนะ”
“แหงสิ ผมเคยขัดใจพี่ซะที่ไหน”
“อื้ม ก็จริง”
“น้องชายน่ารักๆ อย่างผม รับรองว่าพี่หาไม่ได้จากที่ไหนอีกแล้ว”
“จริงเหรอ นึกว่ามีอีกในถังขยะเทศบาล”
“ถังเขียวขยะเปียก ถังเหลืองขยะแห้ง”
“ดีมากน้องรัก งวดหน้าขอเอ็กซ์ก็เอ็กซ์นะ ไม่เอาเอ็กซ์-เม็น”
“ก็แหม...นึกว่ายังไม่ได้ดูไง ศาสตราจารย์เอ็กซ์ ไซคลอปส์ วูล์ฟเวอรีน ฟ้าบ...ฟ้าบ...ฮ่าๆๆ แหะ...”
บรรยากาศในสตูดิโอส่วนตัวของดิโอเมเดส เช้าวันนี้คึกคักกว่าครั้งไหนๆ เพราะสมาชิกสองวงต่างมารวมตัวกันครบองค์ประชุม ชองฮวากำลังนั่งปรึกษาเรื่องดนตรีกับเรโนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ส่วนคนอื่นๆที่เหลือทุ่มเทความสนใจไปที่การตระเตรียมเครื่องดนตรี ทดสอบเสียง
ภายในห้องอัดขนาดกว้างขวางซึ่งมีเครื่องดนตรียี่ห้อบอกคุณภาพ
จัดวางเอาไว้ครบครัน ยองเจ มือกลองหน้าหล่อแห่งวงร็อคชื่อก้องอย่าง
ดิโอเมเดสดูจะกระตือรือร้นเป็นที่สุด
“มิกกี้ เอ๊ะ ชื่ออะไรนะ” ชายหนุ่มทำท่าเขกศีรษะตัวเองครุ่นคิด “อ้อ...
ยูชอน เป็นไงจับเบสไหวไหม”
“ไหวครับ สบายมาก” เจ้าของชื่อตอบกลับด้วยน้ำเสียงรื่นเริง ทั้งที่ท่าทียังเก้ๆกังๆจับเครื่องดนตรีไม่ถนัดเพราะเฝือกอ่อนที่ข้อมือ
“เยี่ยม สปิริตดีอย่างนี้พอมีหวังชนะ อ่า...กีต้าร์...”
เด็กหนุ่มผมสีทองพยักหน้า เขาไม่ตอบเพียงแต่ดีดสายกีต้าร์จนเกิดเสียง นัยน์ตากลมใสคู่สวยฉาบประกายความตื่นเต้นไว้อย่างไม่ปิดบัง
“ฉันว่าเสียงแปลกๆ ปรับสายให้หย่อนลงหน่อยสิ มันตึงไป” ผู้จัดการวงเฉพาะกิจชี้ชัดราวกับตาเห็น ทำเอาจุนซูหน้าเหวอ
“นักร้องนำพร้อมไหม”
“พร้อมครับ” แจจุงยกนิ้วหัวแม่มือ แย้มยิ้ม ใบหน้าหวานยิ่งดูน่ารักเมื่อสวมหมวกไหมพรมสีดำตัดขาวของยุนโฮ
“โอเค กลอง กลองล่ะว่าไง” ทันทีที่พูดถึงตำแหน่งกลอง แววตาของยองเจเพ่งจับผิดเป็นพิเศษ
“คร้าบ” ชางมินในตำแหน่งกลองโบกมือตอบรับ แต่ท่าทางดูคล้าย
โบกมือยอมแพ้เสียมากกว่า
“นายหน้าหิน เอ่อ...ชเวคังน่ะ นายไม่รู้หรอกว่ากว่าจะเก่งได้ ฉันทำกลองแตกไปกี่ตัว”
ยองเจแถลง โหวกเหวกเสียงดังตามสไตล์
“เราเป็นจังหวะของวง ถ้าไม่มีเราวงทั้งวงก็ล่ม นายต้องภูมิใจ แล้วนั่นเลิกเอาผมลงมาปิดหน้าตัวเองซักที แว่นหนาๆก็โยนทิ้งไปได้แล้ว ฉันออกเงินค่าคอนแท็คเลนส์ให้ ทุกเช้าอย่าลืมยืนหน้ากระจกแล้วคิดกับตัวเองว่า ‘ทำไมกูเท่อย่างนี้’ จำไว้นะ พวกเราเลือดร็อคแท้ๆ ไม่ใช่ไอ้พวกร็อคเก๊ แค่มาเคาะกระป๋องก๊องๆแก๊งๆแล้วสะเออะเรียกตัวเองว่าร็อคเกอร์ ส่วนกลองตัวนั้นฉันให้ยืม กระหน่ำฟาดลงไปเลย คิดซะว่าเป็นกะบาลคนที่นายเกลียดก็แล้วกัน”
ชางมินติดจะขำ แต่ก็ไม่ได้ต่อล้อต่อเถียงอะไร จะว่าไปที่ยองเจพูดมาทั้งหมดนั่นก็ไม่มีอะไรผิด
เทซกเจ้าของบ้าน นั่งรอดูความเป็นไปอยู่อีกฟากหนึ่งของกระจก เขามองท่าทางกระเหี้ยนกระหือรืออยากเป็นป๋าดันของยองเจ ฟังเสียงพูดคุยของชองฮวาและเรโนแล้ว ใบหน้าก็ระเรื่อด้วยประกายความสุข
คำนวณไม่ได้ว่ากี่วินาทีผ่านไป ยุนโฮก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา พลางรายงานว่า “ทางโน้นพร้อมแล้ว ทางนี้ล่ะเป็นไง”
เมื่อได้รับสัญญาณจากชองฮวา ยุนโฮก็โบกมือตอบยองเจที่ควบคุมอยู่อีกฝั่ง
“ลุยเลย!”
กระบวนการบันทึกเสียงเพื่อทำเดโมอย่างเป็นทางการเริ่มขึ้น
ด้วยวีดีโอแนะนำตัวที่ส่งไปก่อนหน้านี้ ถึงพริกถึงขิงเสียจนพา
อีวิล-โอเวอร์ลอร์ดผ่านเข้ารอบยี่สิบวงสุดท้ายไปได้อย่างสง่างาม เป็นผลให้ในวันนี้พวกเขาจำเป็นต้องทำการอัดเสียงเพลงที่จะใช้แข่งขัน
เพลงแรกที่ถูกนำมาใช้สำหรับวันนี้คือเพลงโคฟเวอร์ที่ต้องเรียบเรียงเสียงประสานขึ้นมาใหม่ เพื่อความเป็นอีวิล-โอเวอร์ลอร์ด ชองฮวาแนะนำให้ใช้ซาวด์ที่อ่อนหวานในช่วงแรก และกระแทกกระทั้นในช่วงท้าย เพื่อช่วยกลบจุดด้อย เสริมจุดเด่นของเครื่องดนตรี ส่วนสไตล์การร้องผสมผสานความเป็นป๊อบเข้าไปด้วย เพราะเนื้อเสียงนักร้องนำนุ่มน่าฟัง ไม่จำเป็นต้องตะโกนเสียงดังให้เสียเอกลักษณ์
“กลองอ่ะ ดุดันหน่อย ดุดัน!”
แม้ชางมินจะปวดกล้ามเนื้อไปหมด หากสรุปผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ ไม่รู้ว่าเพราะความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย หรือเพราะป๋าดันที่ช่วยเหลือแนะนำทุกอย่างด้วยความดุดันตามคอนเซ็พท์
จุนซูยกฝ่ามือเกาะขอบประตูห้องครัว มองแผ่นหลังสง่าของผู้ชายผมสีส้มสว่าง เขากำลังใช้ช้อนเล็กๆคนกาแฟหอมกรุ่นในถ้วย เสียงกรุ๊งกริ๊งหวานหูของมันพาให้นึกย้อนไปถึงบรรยากาศเก่าๆ กับเสียงของโมบายลมบนระเบียงบ้าน
แม้ร่างเล็กจะพยายามสะกดตัวเองเอาไว้จนแทบไม่ได้หายใจ หากก็ไม่สามารถตบตาอีกฝ่ายได้ ชองฮวาเอ่ยทั้งที่ยังไม่หันมามอง
“ลือกันว่าหลังจากเลิกกัน นายนอนกับผู้ชาย สาวกดิโอที่ไม่รู้จักแม้แต่ชื่อหกคน จริงหรือเปล่า”
คนถูกถามโดยยังไม่ทันตั้งตัวชาไปทั้งร่าง ลืมเสียสนิทว่าเข้ามาในครัวเพื่ออะไร “นายเชื่อด้วยงั้นเหรอ”
“ใครจะรู้ ก็เรื่องราวมันมีมูล เลยลองถามดู” ชองฮวาหันกลับมา ยืนพิงขอบเค้าท์เตอร์ ยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบ เพราะเขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงยีนส์สีซีด ภายในบ้านทั้งหลังที่เป็นสีบริสุทธิ์ ทำให้เขาแลดูคล้ายเทพบุตรที่มีเส้นผมสี Prince of Orange Poppy
“ถ้าจริงแล้วจะทำไม” อีกฝ่ายย้อน เขากัดเนื้ออ่อนในปากตนเองกักกลั้นความเจ็บปวดที่จู่ๆก็แล่นปลาบจับหัวใจ
“เปล่าทำไม แค่อยากรู้ว่าเป็นยังไง มันไหม พอทดแทนกันได้หรือเปล่า”
“นายเก่งแต่พูดจาทำร้ายจิตใจฉันหรือไง” แวววูบไหวรื้นขึ้นในคลองตาเรียว จุนซูจิกเล็บลงในฝ่ามือตนเองแน่น มากกว่าความรู้สึกเจ็บปวด เสียใจ ความอยากที่จะไม่รักทะลักทะลายท่วมท้น
เสียดายที่เขายังรัก...
ทั้งรักทั้งเทิดทูน
“นายเองก็รู้ว่าฉันเก่งอะไรบ้าง” ริมฝีปากบางยกยิ้ม วางถ้วยกาแฟลงบนเค้าท์เตอร์ ก่อนชองฮวาจะเอื้อมมือรั้งแขนจุนซูกระชากเข้าหา “ไหนดูหน่อยซิ”
“ปล่อยฉัน”
“บอกว่าขอดูหน่อย!”
นิ่งเป็นตุ๊กตา...จุนซูสงบปากสงบคำลงทันใด ร่างสูงสอดฝ่ามือชำแรกในกลุ่มผมนุ่มสีทอง กระชับกกหู ไล้นิ้วหัวแม่มือบนปรางแก้มขาวที่รอยแผลถลอกตกสะเก็ดแล้ว และเริ่มเลือนจาง
ชองฮวาบอกตัวเองว่าฮยอนชิคต้องชดใช้
“ทำไมไม่รู้จักสู้ ลืมไปหรือเปล่า นายก็มีมือมีเท้าเหมือนพวกมัน ปล่อยให้คนอื่นรังแกอยู่ฝ่ายเดียวแบบนี้ได้ไง” เขาถอนหายใจออกมาแผ่วเบา “ไม่มีใครคอยปกป้องนายได้ตลอดเวลาหรอกนะ ถึงจะเป็นฉันก็ตาม”
เมื่อสบดวงตาสีน้ำตาลประกายอำพันคู่นั้น จุนซูต้านทานเสียงข้างในหัวใจตนอีกต่อไปไม่ไหว คำพูดที่คล้ายว่ายังหลงเหลือเยื่อใย ทำให้หัวใจอันเคยแห้งผากรู้สึกราวกับถูกราดด้วยน้ำฝน ร่างเล็กโผเข้ากอดคนตรงหน้าแน่น น้ำตาเอ่อล้นจนไหลริน
ตลอดเวลา เขาอยากจะกอดชองฮวาอย่างนี้ ทุกครั้งที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เหลือใคร และไม่มีใครคนไหนพร้อมจะเข้าใจความรู้สึกยากเกินอธิบาย จุนซูมักจะนึกถึงชองฮวาเสมอ
ชองฮวาที่ ณ เวลานั้นก็คงจะโดดเดี่ยวไม่แพ้เขา ผิดแต่ชองฮวาเรียนรู้ความโดดเดี่ยวจนสามารถอยู่กับมันได้ ยิ้มให้มันได้ ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
“นายถามว่าถ้าข่าวลือนั่นเป็นจริงจะทำไมน่ะเหรอ” ชายหนุ่มยิ้มเศร้า ไม่เชิงกอดตอบ เพียงแต่โอบเอาไว้หลวมๆ ลูบศีรษะอดีตคนรักแผ่วเบา “ฉันก็คงจะขยะแขยงนาย รักนายไม่ลงอย่างเจ้ายูชอนหรอก”
แก้มใสแนบลงบนแผ่นอกกว้าง ได้ยินเสียงหัวใจของอีกฝ่ายเต้นแรงขึ้น จุนซูอดไม่ได้อีกต่อไปที่จะเอ่ยปากถามคำถามที่ค้างคาใจมานานแสนนาน
“ทำไมเราถึงรักกันไม่ได้ล่ะชองฮวา”
“ก็เพราะมันไม่ใช่ไงล่ะ” เขาตอบเท่านั้น ฝังปลายจมูกลงกับซอกคอขาว หอมกลิ่นอ่อนๆของร่างเล็กในอ้อมแขน
“นายจำไม่ได้เลยหรือว่าเราเคยรักกันยังไง มีความสุขด้วยกันมากแค่ไหน”
“ฉันจำอะไรไม่ได้ นอกจากว่าคืนนั้นฉันร้ายกับนายยังไง และฉันคงไม่มีวันให้อภัยตัวเองแน่ถ้านายไม่หายเป็นแบบนี้”
“ฉันไม่เข้าใจนายเลย”
เขาปล่อยให้เวลาผ่านไป ปล่อยให้สายลมเบาๆพัดผ่าน สักพักจึงคลายอ้อมกอด ผละจากจุนซูเพื่อมองตา ชองฮวายิ้มให้จุนซู เป็นรอยยิ้มที่คนตัวเล็กหลงรัก และไม่ได้เห็นมันตรงๆ เช่นนี้มานาน
“เราจะยังรักกันต่อไปได้ยังไง ในเมื่อสองแขนของฉัน...กอดนายได้ไม่อุ่นอีกต่อไป”
จบประโยคนั้น น้ำตาที่เคยรินไหลเอื่อย กลับร่วงรินลงมามากมายอย่างห้ามไม่อยู่ จุนซูสะอึกสะอื้น มีหลายถ้อยคำที่เขาอยากพูด หากไม่สามารถ
เปล่งเสียงออกมาได้
“มันผ่านมาสามปีแล้วนะจุนซู” มือหนาประคองใบหน้า เกลี่ยไล้ปลายนิ้วขจัดน้ำตาให้ “นานมากพอที่เราจะจบความรู้สึกนี้ลง ความรู้สึกของฉันจากในวันนั้น มันเบาลงๆทุกที แล้วฉันก็เชื่อนะว่านายเองก็คงเหมือนกัน”
“ฉันไม่เคยลืมนาย”
“ฉันเองก็ไม่ แต่หากเราจะเลือกจำแต่ความรู้สึกที่สวยงาม ไม่พอหรอกเหรอ มองผ่านฉันไปสิจุนซู เหมือนที่นายทำได้มาแล้วตั้งสามปี นี่ไง...นายไม่เห็นตายเลย”
“ถึงไม่ตายก็เหมือนตาย ฉันรักใครไม่ได้แล้วนอกจากนาย”
“ยูชอนไง”
“เขาเป็นเพื่อนฉัน ฉันไม่เคยคิดกับเขาไปในทางนั้น”
“ไม่ จุนซู นายไม่ใช่คนโง่ ฉันรู้ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมานายก็กำลังคิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน ลองคิดดู...ถ้าฉันไม่มีตัวตนบนโลกใบนี้ เราไม่เคยเจอกัน นายไม่เคยรู้จักฉัน นายจะรักยูชอนไหม”
“.............................”
“นายพิสูจน์แล้วว่าอยู่ได้โดยไม่มีฉัน เพราะระหว่างนั้น นายมีปาร์คยูชอน”
จุนซูนิ่งงันไป เขามองตาชองฮวา มองลึกลงไปราวกับกำลังมองหาความจริงในใจตนเอง ชองฮวาถอนใจเบาๆ บีบมือจุนซูแน่นขึ้น พูดอย่างเนิบช้าเพื่อตอกย้ำความหวังดีให้ซึมลงในหัวใจคนตรงหน้า
“ที่ผ่านมา เราต่างก็รักกันด้วยความเจ็บปวดมาตลอดไม่ใช่หรอกเหรอ ฉันให้นายไม่พอ นายให้ฉันมากเกินความต้องการ ไม่ล้นก็ขาด เราไม่มีวันเติมกันจนเต็มได้ ฉันไม่คิดว่านั่นคือความรักที่เราสองคนกำลังค้นหาหรอกนะ
เปิดใจสิจุนซู ไม่มีอะไรเป็นนิรันดร์หรอก แต่ปัจจุบันตอนนี้ คือสิ่งที่นายเห็นและจับต้องได้จริงไหม”
ชองฮวารวบตัวจุนซูเข้ามากอดไว้อีกครั้ง ในขณะที่จุนซูยิ่งร้องไห้ เขาไม่เคยรู้เลยว่าตลอดเวลาที่ผ่าน ความรักของเขาทำให้ชองฮวาต้องทนทุกข์ทรมานมากเพียงใด
“ฉันหวังดีกับนายนะ นายไม่ได้เกิดมาเพื่อรักครั้งเดียวหรอกจุนซู"
“แล้วนายล่ะ”
“ส่วนฉัน...ฉันมันว่างเปล่าเกินกว่าจะเติมเต็มให้ใครได้” ชองฮวา
แค่นยิ้ม น้ำเสียงสั่นเครือ “ช่างมันเถอะ อย่างน้อยฉันก็ดีใจที่ได้เป็นครั้งแรกของนาย ขอบคุณนะจุนซู ขอบคุณสำหรับการเป็นคนแรกและคนสุดท้ายในชีวิตฉัน”
“ทำไมนายพูดแบบนี้ เรากำลังจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วงั้นเหรอ ฉันยังรักนายนะชองฮวา”
“ในฐานะแฟนเก่า ฉันตายไปแล้ว แต่ในฐานะเพื่อน หากนายต้องการ ฉันก็ยังอยู่ตรงนี้ เรายังเป็นเพื่อนกันได้ไม่ใช่เหรอ เชือกที่มีตำหนิยิ่งขึงให้ตึงสักวันก็ต้องขาด คลายมันออกหน่อยเถอะนะ”
“ฉันขอโทษ ชองฮวา ขอโทษ...”
ราวกับว่ามันคือบทส่งท้าย จุนซูหลั่งน้ำตาออกมามากเกินควบคุม ร้องหนักมากกว่าตอนก่อนความรักครั้งนั้นจะจบ ร้องออกมามหาศาลกว่าก่อนที่เขาตัดสินใจเลือกทางตายให้ตัวเอง หากรับรู้ว่าการเสียน้ำตาครั้งนี้คุ้มค่า เพราะพวกมันล้วนหลั่งออกมาด้วยทั้งความเศร้าและความสุข
และนี่จะเป็นครั้งสุดท้าย...สำหรับการร้องไห้แด่อดีตที่ผ่านเลยพ้นไป
“บอกฉันหน่อยได้ไหม ว่าถ้าคืนนั้นฉันเกิดตายขึ้นมาจริงๆ นายจะทำยังไง”
“ฉันจะเกลียดนาย”
“แล้วบอกหน่อยได้ไหม สามปีที่แล้ว นายรู้สึกยังไงกับฉัน”
“รักมากที่สุดเท่าที่คนอย่างฉันจะรักใครได้”
ด้วยความสัตย์จริง กอดนี้อบอุ่นพอจะทำให้น้ำแข็งหนาที่จับตัวกักขังหัวใจดวงนี้ไว้ละลายหายจนกลายเป็นอิสระ อย่างไม่มีปิดบัง กอดนี้มีค่าและให้ความสุขได้มากกว่าคำหวาน การร่วมรัก หรือความรู้สึกที่ร้อนแรง
คือมิตรภาพที่โอบกอดหัวใจของคนสองคนเอาไว้ ผสานรอยแยกที่ไม่เคยเชื่อมติดกันได้อย่างงดงาม
“ไง...ฉันกอดนายให้อุ่นได้บ้างหรือยัง”
“ที่สุดในชีวิต”
“เห็นไหมเล่า เพราะการทำงานอย่างมืออาชีพแท้ๆ วันเดียวอัดเสร็จไปตั้งสองเพลง” ยองเจตบเข่าฉาด ขณะรับจานข้าวจากมือยุนโฮที่เพียงส่ายหน้าเบาๆอย่างเอือมระอาในความขี้โม้
“เก่งคร้าบเก่ง พี่ดุดัน” ชางมินย้อน ทำเอาทุกคนพากันเปล่งเสียงหัวเราะสดใส
เพราะใบหน้าที่เปรอะไปด้วยคราบน้ำตา และขอบตาบวมช้ำ ยามเมื่อจุนซูเดินไปสบทบกับสมาชิกคนอื่นๆที่โต๊ะอาหารเย็น วงสนทนาที่ดำเนินไปอย่างสนุกสนานชื่นบานก่อนหน้านั้นจึงซีดเซียวลงขนัด
“จุนซู เป็นอะไรไป” แจจุงเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง
ทั้งๆที่น้ำตาพาลจะไหลออกมาอีกครั้ง แต่จุนซูกลับเผยรอยยิ้มสดใส ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่านั่นเป็นยิ้มที่สว่างไสวที่สุดยิ่งกว่ากุหลาบแรกผลิดอกแย้มพราวหยาดน้ำค้างในยามเช้า
แจจุงขมวดคิ้ว จับจ้องใบหน้าน้องชายอย่างกังขา หากเมื่อสายตาประสานกับเจ้าของดวงตาสีน้ำตาลที่เพิ่งเดินตามเข้ามา ความสงสัยก็คลี่คลาย
ชองฮวายิ้มให้แจจุงด้วยความยินดี เพื่อต้อนรับคิมจุนซูคนเดิมที่ภายในกายเปี่ยมล้นไปด้วย ‘ความรักและความสุข’
ท่ามกลางหมอกจางๆสะท้อนเล่นแสงไฟติดๆดับๆของถนนเปลี่ยว
ร่างสูงใหญ่ย่ำฝีเท้าเสียงก้องเป็นจังหวะในความมืด เขายกมือขึ้นเสยเส้นผมสีส้ม ก่อนคาดมันเอาไว้ด้วยแว่นตากันลมกรอบโต ริมฝีปากบางเหยียดรอยยิ้มหยันเมื่อยินสัญญาณความเคลื่อนไหวของเจ้าถิ่น
“แก...ชองฮวา...” น้ำเสียงลอดไรฟันดังขึ้นเบื้องหลัง ขนัดแน่นด้วย
แววความเคียดแค้นชิงชัง
“ไงฮยอนชิค ไม่เจอกันตั้งนาน หน้ายังอัปลักษณ์ไม่เปลี่ยนเลยนะ” เขาเอ่ยด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม หากดวงตาแข็งกร้าววาวไฟโทสะ ชายหนุ่มหันกลับไปประจันหน้ากับกลุ่มนักเลงหัวไม้นับสิบที่ต่างถืออาวุธครบมืออย่างไม่กลัวเกรง
ชายร่างสูงโปร่งอีกคนซึ่งมีแผลเป็นปากฉลามคาดอยู่บนใบหน้ากำมือตัวเองแน่น ในขณะที่ฮยอนชิคโกรธจนกายทั้งกายพลอยสั่นรัว หากชองฮวากลับยังยืนนิ่ง มองคู่อริด้วยหางตา สูงสง่าท่ามกลางแสงไฟสลัว
“แกเชื่อไหม ตั้งแต่เกิดมา ฉันไม่เคยด่าใครว่าอัปลักษณ์เลย แกสมควรดีใจนะที่ได้รับเกียรตินั้น”
สิ้นเสียงหัวเราะดูหมิ่น ฮยอนชิคควบคุมตัวเองไม่ไหวอีกต่อไป มันถลันเข้ามาหาชองฮวา ประเคนหมัดเต็มแรงอย่างไม่ปราณีปราศรัย
ทว่าภาพเหตุการณ์รวดเร็วเกินกว่าสายตามองเห็น รู้ตัวอีกที เสียงแหบกร้าวก็เป็นอันต้องร้องโหยหวน ยามเมื่อชองฮวาสามารถเอี้ยวตัวหลบหมัดนั้น จนมันแทบหน้าทิ่ม ผู้เป็นต่อฉุดแขนซ้าย ก่อนเหยียบศีรษะคู่ต่อสู้ด้วยเท้าขวาจนแนบติดดิน
น่าเศร้าที่พวกลูกสมุนเห็นผู้เป็นนายเจ็บปวดทรมานเช่นนั้น หากไม่มีสักรายผลีผลันยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ เพราะผู้ชายตรงหน้าคือฮัวชองฮวาที่พวกมันรู้จักดีที่สุด
“อ..อั่ก! ป..ปล่อยกู”
“หึ” ชองฮวาหัวเราะลงคอด้วยความสมเพช เขากัดกรามลั่นเสียง
ดังกรอด ในขณะที่ใช้เท้าเถือกใบหน้าของฮยอนชิคครูดไปบนพื้นถนนเฉอะแฉะ “แค่นี้ยังอัปลักษณ์ไม่พอใช่ไหม ฉันจะได้ช่วยสงเคราะห์ให้อีกแผล เปลี่ยนจากขวดปากฉลามบ้างดีไหม คราวนี้เอาเป็น...รั้วลวดหนามนั่นเป็นไง”
“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก”
“อย่าแตะต้องจุนซูอีก เพราะถ้าเขาเป็นอะไรขึ้นมา...”
“ฆ่ากูเลยเซ่!”
“กูไม่ฆ่ามึงหรอกไอ้สวะ แต่ถ้าจุนซูเป็นอะไรไป กูจะทำให้มึงเหมือนตายทั้งเป็น!” เสียงห้าวตะหวาดกร้าว ยันฝ่าเท้าจนร่างของฮยอนชิคแทบกระเด็น นัยน์ตาสีน้ำตาลเรืองประกายอำพัน แข็งขวาง ก้าวร้าว ส่งกระแสน่ากลัวเกินพรรณนา กวาดมองวงล้อมของพวกลิ่วล้อซึ่งค่อยๆ ก้าวถอยหนีไปทีละคน
“ใครหักแขนยูชอน” ตรอกซอยเปลี่ยวยามค่ำคืนเงียบสงัด แม้แต่สายลมก็ราวกับหยุดพัดไปด้วย “กูถามว่าใคร!”
“กูเอง กูฟาดมันด้วยไม้เบสบอล มึงจะทำไม”
เสียงนั้นดังขึ้น พร้อมกับฝ่ามือใหญ่วางประทับลงกับไหล่กว้าง ด้วยการเคลื่อนไหวที่ราวกับแทบไม่ต้องกระดิกตัว ชองฮวาหันขวับอย่างรวดเร็ว สอดนิ้วทั้งห้าเข้ากระชับมือข้างนั้น ก่อนกดปลายนิ้วบีบแน่น ฝ่าเท้าประทับลงบนดั้งจมูกของมัน บิดข้อมือนิด แล้วกระตุกอีกครั้ง...
เป๊าะ !
เสียงกระดูกลั่นสะท้อนก้องในโสตประสาท
“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก”
เสียงเครื่องยนต์สงบ พร้อมๆกับที่ไฟหน้ารถถูกดับลง พื้นรองเท้าหนังเหยียบพื้นอิฐประดับสีแดงสวยจับตา ทางเดินที่จะพาเข้าไปสู่ตัวบ้านเดี่ยวชั้นเดียวหลังไม่ใหญ่โต ทว่าหรูหราสไตล์ตะวันตก
เม็ดฝนพรมตกลงบนใบหน้าหล่อคมสันซึ่งขมวดมุ่นเล็กน้อยอย่างเคลือบแคลงสงสัย ยามพบว่าไฟทุกดวงถูกดับจนบ้านมืดสนิท
“ยุนโฮ อยู่ไหมลูก” เขากล่าวเรียบๆ หากน้ำเสียงสุขุมมีพลังอย่างประหลาด
ชายวัยกลางคนในชุดสูทมีราคาไขประตูบ้าน ก่อนก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป เหลียวซ้ายแลขวาในความมืด ไม่พบสัญญาณความเคลื่อนไหวของใครอื่น หัวอกคนเป็นพ่อกลับรู้สึกเป็นห่วงจับใจ
“ยุนโฮ”
ท่านกงสุลเคาะประตูเรียกซ้ำอีกครั้ง ก่อนถือวิสาสะผลักประตูห้องส่วนตัวของลูกชายคนเดียวเข้าไป แสงไฟสีส้มอ่อนสว่างพรึ่บทันทีที่เขากดสวิตช์
แผ่นดีวีดี วีดีโอเกม กีต้าร์ โน้ตเพลง กองหนังสือระเกะระกะ มีข้าวของมากมายอยู่ครบ หากห้องทั้งห้องว่างเปล่า...
กับการดำรงตำแหน่งเป็นท่านกงสุลใหญ่ประจำนครมิวนิกนั้นมีภาระหน้าที่ซึ่งต้องรับผิดชอบอย่างเคร่งครัดมากมาย แต่หน้าที่พ่อก็คืออีกหน้าที่หนึ่งที่เขาภูมิใจจะเป็น ดังนั้น แม้จะมีเวลาเพียงน้อยนิดก่อนกลับไปประจำการที่สถานกงสุล กระนั้นก็ยังไม่สามารถหลีกหนีความเป็นห่วงและคิดถึงลูกชายคนเดียวได้ จนต้องแวะมาพบหน้า
เขาถอนหายใจออกมาแผ่วเบาอย่างนึกเสียดายที่ไม่ได้พบหน้าลูกดั่งหวัง
กวาดดวงตาเรียวรีคู่นั้นเข้าไปในห้องนอนของคนเป็นลูก โปสเตอร์
นักดนตรีชื่อดังมากมายถูกจัดแต่งไว้บนฝาผนัง เทียบยุนโฮเมื่อตอนสองขวบที่ชอบฟังเพลงร็อค ชอบโยกศีรษะเต้นตามเพลงของ Led Zeppelin ยุนโฮวัยยี่สิบในวันนี้ก็ยังไม่เคยเปลี่ยนไป เขายังหลงใหลในเสียงดนตรี คลั่งไคล้เพลงร็อค และไลฟ์สไตล์แบบศิลปิน
ยุนโฮเป็นเด็กเฉลียวฉลาด มีความรู้รอบด้าน พออายุได้สิบเจ็ดปี เขาสอบติดทั้งแพทย์ ทั้งวิศวกรรมศาสตร์ แต่เลือกเข้าเรียนในคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยระดับประเทศเหมือนแม่ของเขา เพราะเหตุนี้ผู้เป็นพ่อจึงรู้สึกซาบซึ้งที่ลูกชายคนเดียวยอมทิ้งระยะห่างจากสิ่งที่ตัวเองรัก เพื่อความสบายใจของเขา และเพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของแม่ที่จากไป ทั้งที่ไม่มีใครเคยบังคับเข็ญใจหรือคาดหวังเลยแม้แต่น้อย
ริมฝีปากได้รูปยกยิ้มอย่างเอ็นดู คิดถึงนัยน์ตาพราวประกายของยุนโฮที่เหมือนแม่ของเขาไม่มีผิด คิดถึงเพลงที่ยุนโฮร้องให้เขาเป็นของขวัญวันเกิด ถึงแม้จะไม่มีโอกาสได้ย้ำบ่อยๆ หากเขามั่นใจว่ายุนโฮรู้ดีว่าเขารักและภูมิใจในตัวลูกชายคนนี้มากแค่ไหน
ใช้ฝ่ามือลูบสัมผัสสันหนังสือตำรากฎหมายมากมายบนชั้นหนังสือที่ฝุ่นเริ่มจับ สุ่มเลือกเล่มหนึ่งมาเปิดดูอย่างสนใจ หากระลึกถึงอดีตอยู่เพลินๆ สายตาของเขากลับไปสะดุดอยู่ที่ซองจดหมายสีขาวดูเป็นทางการ ถูกเสียบเก็บไว้ภายในหนังสืออย่างมิดชิด
ดวงตาคมกริบเพ่งพิจารณาอย่างถ้วนถี่
“จดหมายแจ้งการพ้นสภาพการเป็นนักศึกษา” ถูกส่งถึงมือผู้รับแล้วเมื่อปลายปีก่อน
หัวใจแทบแตกสลาย
“ใครอยู่ข้างในเอ่ย พ่อหรือครับ” ยุนโฮเยี่ยมใบหน้าอันระบายรอยยิ้มเป็นสุข ทันทีที่กลับถึงบ้านแล้วพบรถยนต์ประจำตำแหน่งของผู้เป็นพ่อจอดเทียบอยู่หน้าบ้าน ทว่าภาพแรกที่พบคือใบหน้าของพ่อซึ่งอาบไว้ด้วยน้ำตา
“พ่อ...”
ไม่มีสักคำตำหนิด่าว่าหลุดออกจากริมฝีปากแห้งผาก ชายวัยกลางคนแค่นรอยยิ้มเศร้าอย่างยากลำบาก แววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักวูบไหวมองหน้าลูกชายคนเดียวที่เขาเฝ้าฟูมฟักเลี้ยงดู
“ไม่เป็นไรหรอกลูก” เขาละล่ำละลักเอ่ย ยกมือขึ้นปราม แต่กลับไม่เอื้อมแตะบ่าลูกชายเหมือนเคย
“แต่พ่อครับ พ่อ...ผมขอโทษ...”
“ไม่ลูก ไม่มีอะไรต้องขอโทษ ไม่เป็นไรจริงๆ พ่อแค่...ผิดหวังนิดเดียวเท่านั้น”
“พ่อ ผม...”
“เอาไว้คุยกันทีหลังเถอะนะ ตอนนี้พ่ออยากอยู่คนเดียว”
ในขณะจ้องมองแผ่นหลังกว้างขวางสูงสง่าเดินผ่านเบื้องหลังประตูบ้านนั้น กระทั่งลับสายตาไป สมองของยุนโฮกลายเป็นสีขาวโพลน ก่อนจะรับรู้ถึงหยดน้ำอุ่นๆไหลล้นออกจากคลองตา เขาสาบานได้เลยว่าตลอดเวลายี่สิบปีที่หายใจ เขาไม่เคยรู้สึกผิดต่อใครเท่านี้มาก่อนเลยในชีวิต
To be continued...

**พลั่ก//สวรรค์ลงโทษ** คุณพี่ดุดันยองเจ เท่ห์มากมาย ถึงจาขี้โม้ไปซักนี้ดส์
ยิ่งอ่านยิ่งเข้ม รักฟริคเรื่องเน้เจง ๆ เรยยยย ถ้ามีรวมเล่ม ต้องซื้อเล่มนึงไว้อ่าน อีกเล่มไว้ขึ้นหิ้งบูชูโลดดดด (แทนจตุคามฯ) กร๊ากกกกกกกกกก
เหมือนเรื่องรวของทางคู่ยูซูจะจบด้วยดีพอตัวแล้วนะคะนี่ แฮปปี้ซะทีนะ(อ่ะเปล่า)
ฮัวหลางก็เท่ห์อีกแล้ว เท่ห์ทุกตอนเลย มีผู้ชายแบบนี้ขายตามแผงจริงๆไหมคะ อยากได้เป็นพี่ชาย(คุณตองตบผัวะ)
ว่าแต่นายหน้าหิน ฮ่าๆๆ คุณตองคิดได้ไง พี่ดุดันอีก น่าร้ากกกกกกกก
ตอนต่อไปคงต้องลุ้นเรื่องของยุนโฮสินะคะ
สู้ๆต่อไปค่ะ คุณตอง
(ว่าจะไปหลับตาสว่างเลย)
#1 By Kagetsu on 2007-07-31 23:52