Lovefurypassionenergy (12)
posted on 21 Jul 2007 11:59 by bleaf-me in lovefurypassionenergy
Title: Lovefurypassionenergy
Author: * b.leaf *
Pairing: YunJae , YooSu
Starring: Dong Bang Shin Gi (SM Entertainment) , Hwoarang (Namco) , Virgil (Capcom) , Seifer and Reno (Square-Enix) : ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้เป็นเจ้าของตัวละครใดๆ ยกเว้นแต่บทบาทของพวกเขาเท่านั้น จึงขอขอบคุณบริษัทในวงเล็บเจ้าของลิขสิทธิ์ชื่อ สำหรับตัวละครที่มีชื่อปรากฏอยู่ในฟิคชั่นเรื่องนี้ด้วยค่ะ
Genre: AU , Crossover , Romance , Drama
Rating: R / NC-17 ในคำพูดและการกระทำ
- - -
12.
“เก่งมากค่ะคุณปาร์ค”
พยาบาลสาวกล่าวเสียงใส ออกท่าทางราวกับกำลังใช้ขนมหลอกล่อเด็กๆ “วันนี้เอาไว้เท่านี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เราค่อยมาทำกายภาพกันต่อ”
หล่อนยิ้มให้ด้วยรอยยิ้มนางงามสุดอ่อนหวาน ก่อนขอตัวเดินออกจากห้องไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัด กลิ่นสะอาดชวนคลื่นเหียนของอุปกรณ์พยาบาล และสายลมที่พัดเอื่อยโชยเข้ามาทางหน้าต่าง
คล้อยหลังหญิงสาว ยูชอนค่อยๆเอนกายลงบนพื้นเตียง หนุนศีรษะลงกับหมอน ดวงตาคู่สวยกรอกมองผืนเพดานห้องสีขาว พยายามกระดิกนิ้วตามจังหวะความคิด หากปลายนิ้วกลับไร้ความรู้สึกราวถูกตัดขาดหายไปอย่างสิ้นเชิง
ตลอดเวลาที่กินเดินนอนนั่งอยู่ในโรงพยาบาลอันแสนเงียบเชียบ มีเพียงเสียงลม เสียงใบไม้ นานๆครั้งถึงจะได้ยินเสียงพูดคุยกันของเหล่าผู้ป่วยที่ให้บรรยากาศหดหู่ยังสวนด้านล่างสักที หากช่วงเวลาเหล่านี้ก็ทำให้เขาได้ไตร่ตรองถึงเหตุผลและการกระทำมากมายของกลุ่มคนที่มีหัวใจอันยากจะหยั่งถึง รวมถึงความจริงจากก้นบึ้งในหัวใจของเขาเอง
ครุ่นคิดเรื่องจุนซู เรื่องชองฮวา ยังมีอะไรอีกมากมายเท่าไหร่กันที่เขายังไม่รู้
ยูชอนระลึกย้อนไปถึงเมื่อครั้งที่เขาได้มีโอกาสถูกรับเชิญไปงานคอนเสิร์ตใหญ่ของกลุ่มนักร้องรุ่นพี่ บทเพลงมากมายที่ได้ฟังยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำ ทำนองดนตรีที่ชวนให้เขาน้ำตาไหล
I’ll kill you with love…
เพราะเขารักจุนซูจนหูหนวกตาบอด และเพราะเขาไม่ต้องการจะหาเหตุผลมาประกอบในความรักมากล้นที่ตัวเองมี กับจุนซูที่เขาทำเป็นเข้าอกเข้าใจ ซึ่งแท้ที่จริงเขาไม่เคยมองทะลุจนเห็นความปวดร้าวที่เพาะลามดั่งมะเร็งร้ายข้างในคนตัวเล็กด้วยซ้ำ
เขาไม่กล้าแม้แต่จะสารภาพกับตัวเองว่าทุกครั้งที่มองลึกลงไปในดวงตาของจุนซู แล้วเอ่ยอย่างอบอุ่นว่า ‘ฉันเข้าใจ’ เขาไม่เคยรู้สึกยอมรับและเห็นใจใครเลย นอกจากหัวใจของเขาเอง
อ้อมกอดที่เคยมอบให้อย่างเพื่อนที่ดี ไม่มีเลย...ความรู้สึกต้องการปลอบโยน มากไปกว่าความคิดคอยแต่จะตอกย้ำ ‘มองฉันสิ เห็นฉันไหม ฉันที่รักนายเหลือเกิน’
เหตุผลที่เป็นเพียงข้อแก้ตัวชั้นเลิศให้กับตำหนิเล็กๆในหัวใจของเขา เหตุผลที่ไม่ใช่ต้นเหตุของผลลัพธ์ ทว่ามันคือการกระทำบาปบริสุทธิ์ลงไปอย่างไม่ตั้งใจ
เขาเองก็ไม่ต่างอะไรกับจุนซู…
ยูชอนใช้หลังมือเช็ดที่เปลือกตา ยามที่ความอัดอั้นอย่างประหลาด
แล่นรื้นขึ้นมาให้นัยน์ตาร้อนผ่าว แม้จะสามารถหนีพ้นความตายมาได้อย่างหวุดหวิดเป็นครั้งที่สอง แต่ความกลัวก็ยังคงไม่จางหายไปจากใจ เขาทอดกายนอนมองเพดานสีขาวอันว่างเปล่า
คิดไปได้เรื่อยเปื่อย กระทั่งถอนหายใจออกมาแผ่วเบาราวกับกำลังปลอบใจตัวเองว่า ‘ช่างมันเถอะ’ ชายหนุ่มผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียง เหลียวซ้ายแลขวา ก่อนสายตาจะไปสะดุดอยู่ที่สมุดเล่มบางเล่มหนึ่ง เขาเผยยิ้มออกมาอย่างนึกขอบใจ เพราะถึงแม้สวรรค์จะริดคืนแขนของเขาไปข้าง หากก็มอบสมุดเล่มนี้มาให้
มือข้างที่ยังใช้การได้จับดินสอในท่าเก้ๆกังๆไม่ค่อยถนัด บรรจงลากเป็นตัวอักษรขยุกขยุย เนื้อร้องท่อนสุดท้ายสำหรับบทเพลงแรกในชีวิต เพลงซึ่งเขาตั้งใจใช้หัวใจสีทองคำขาวเป็นผู้ขับขานบรรเลง
ขณะที่เขากำลังแหงนหน้ามองหลังคากรุกระจกใสรูปโดมของห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในแถบชานเมือง ยุนโฮก็สอดฝ่ามือเข้ามากระชับมั่น บนบันไดเลื่อนซึ่งค่อยๆเคลื่อนสายพานลำเลียงลูกค้าที่มีอยู่เพียงบางตาขึ้นไปยังชั้นสอง
“เฮ้ย! มากไป มีสิทธิ์อะไรมาจับมือถือแขนไม่ทราบ” ร่างเพรียวสะดุ้ง หันมาแฟ่ดๆ แหวใส่ชายหนุ่มรูปหล่อข้างกายอย่างไม่เกรงใจชาวบ้าน แจจุงทำท่ากระฟัดกระเฟียดหัวเสีย ทว่าดวงตาสีดำคู่สวยเปล่งประกายวาววับกว่าทุกวัน แก้มขาวขับสีชมพูระเรื่อ ผิวพรรณเปล่งปลั่งหอมรัญจวนเย้ายวนไปทั้งกาย
“ทำไมจะจับไม่ได้ ก็นายเป็นแฟนฉัน” รายนี่จงใจโต้เสียงดังฟังชัด
ยุนโฮลอยหน้าลอยตาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ หากแต่ยังกุมมือร่างบางแน่น...เหนียวเป็นหนวดปลาหมึกไม่ยอมปล่อย
“ตั้งแต่เมื่อไหร่” คนที่เมื่อคืนนอนครางกระเส่าอยู่ใต้ร่างคู่กรณีเถียงไม่ลดละ
“เมื่อคืน” ยุนโฮแสร้งเบิกดวงตากว้างๆไร้เดียงสา ทั้งที่จริงหางกำลังกระดิกเริงร่า ตอบเสียงดังกว่าเดิมว่า “นายบอกว่ารักฉัน ตอนที่เรากำลัง…”
ประโยคอันตรายยังไม่ทันหลุดออกมาจากปากจนครบกระบวนความ แจจุงกลับตาลีตาลานพุ่งมือมาอุดปากที่ขยับไม่ยอมหยุดของยุนโฮไว้เสียก่อน เล่นเอาใจหายใจคว่ำ เลือดในกายสูบฉีดแรงจนข้างในอกซ้ายรู้สึกได้
มือกีต้าร์สุดฮ็อตคลี่ริมฝีปากเผยรอยยิ้มอบอุ่น นัยน์ตาสดใส เขาจ้องลึกลงไปในลูกแก้วสีนิลที่เขาหลงรัก ก่อนรวบมือเรียวบางอันแสนละเอียดนุ่มมากุมไว้ เสียงทุ้มห้าวเอ่ยหนักแน่น แต่ไม่บีบคั้น
“คบกันนะ...เป็นแฟนกัน”
“.......................”
คนถูกอ้อนวอนไม่ตอบ หากรู้สึกได้ว่าใบหน้ากำลังร้อนผ่าว เขากัดริมฝีปากกลั้นรอยยิ้มและความสุขที่จู่ๆ ก็ทะลักทะลายออกมาจนล้นใจ พยายามสั่งตัวเองให้ดึงมือออกจากการเกาะกุม ทว่าตรงกันข้าม...แจจุงเกี่ยวปลายนิ้วเข้ากับยุนโฮ ประสานฝ่ามือ กระชับแนบแน่นยิ่งขึ้น
เขายิ้มออกมา ทั้งดวงตา ทั้งหัวใจ ยิ้มกว้างจนตาหยี เมื่อยุนโฮโอบแขนกอดคอแล้วเคลียศีรษะเข้าหากัน
พายุแห่งห้วงอารมณ์ที่พรั่งพรู คำว่ารักที่เป็นเพียงลมปาก กับแค่การร่วมรักไม่กี่ครั้งชั่วข้ามคืนคงไม่สำคัญมากพอจะสามารถผูกมัดคนอย่างเขาเอาไว้ได้ แจจุงยังไม่เคยกล้าคิดที่จะเสี่ยง
หาก ณ เวลานี้ วินาทีนี้ กลับเป็นยุนโฮที่กำลังส่งมือที่แสนอบอุ่นมั่นคงคู่นั้นมาให้ ทุกครั้งที่เขาล้ม ทุกครั้งที่เขาต้องการใครสักคนคอยเข้าใจ เพราะอะไร...ยุนโฮถึงได้ยืนอยู่ตรงนั้นตลอดมา คอยแบ่งปันความฝัน คอยเดิน
ร่วมทาง คอยสานสายใยบางๆที่จะนำพาไปสู่จุดหมายปลายทางที่หลังขอบฟ้า
ผืนนั้น
ทุกครั้งที่ยุนโฮมองเขา หัวใจที่แสนเหี่ยวเฉาเต้นแรง เร็ว และหนักหน่วง เป็นความรู้สึกที่อยากผลักไสให้ไกลตัวเพราะกลัวว่าทั้งร่างกายและจิตใจจะถูกหลอมรวมเป็นของยุนโฮ ทุกครั้งที่ยุนโฮโอบกอดเขาเอาไว้...ชิดใกล้...จนต้องใช้ลมหายใจเดียวกัน ทุกครั้งที่เขาหลั่งน้ำตา...เผยความอ่อนแอให้อีกฝ่ายเห็น แทนที่จะดูถูกถากถาง ยุนโฮกลับใช้บ่ารองรับความเศร้าโศกเสียใจมากมายเหล่านั้น
ที่ผ่านมา...เขากลัวจะต้องพ่ายแพ้...
แต่ตอนนี้ เมื่อได้ไตร่ตรองและตัดสินใจลงไปอย่างเป็นผู้ใหญ่ แจจุงก็กลับค้นเจอคำตอบที่แม้แต่เขาเองยังอายที่จะยอมรับ
เขายอมแพ้...ยอมแพ้ไอ้ผู้ชายครึ่งคนครึ่งจิ้งจอกนี่เข้าแล้วจริงๆ
ท่อนแขนบอบบางโอบเข้ากับเอวหนาของคนข้างกาย ซบศีรษะลงกับไหล่อุ่นๆที่ทำให้เขารู้สึกมั่นใจทุกครั้งที่ได้ซุกกายเข้าหาว่าการเดิมพันครั้งนี้จะไม่ทำให้เขาเสียใจ
แม้สายตาหลายต่อหลายคู่ที่จับจ้องมองมาจะระคนไปด้วยความพิศวงสงสัย แต่เขามองไม่เห็นใครอีกแล้วนอกจากผู้ชายที่ชื่อจองยุนโฮ
“ฉันเกลียดนายชะมัดเลย ยุนโฮ”
“พูดได้พูดไปเถอะ ฉันไม่เชื่อนายหรอก”
นักร้องนำหน้าสวยลืมตาตื่นเต็มที่แล้ว และกำลังขีดๆเขียนๆอะไรบางอย่างลงในกระดาษ เนื้อกายที่ถูกประทับร่องรอยแสดงความเป็นเจ้าของเอาไว้จนทั่วเปลือยท่อนบน ท่อนล่างยังถูกห่อหุ้มเอาไว้ด้วยผ้าห่มสีขาวของโรงแรม
ห้องพักของรีสอร์ตเล็กๆในย่านชนบท แม้จะไม่หรูหราระดับห้าดาวแต่ก็ให้ความรู้สึกเงียบสงบและสดชื่นได้ ในความคิดคนอยู่ง่ายกินง่ายเช่นเขา
เช้าวันใหม่หลังจากที่หัวใจถูกปลดโซ่ตรวนออกเบาสบาย ปรอดโปร่งมากเสียจนยากจะยอมปล่อยให้มันผ่านเลยไปโดยไม่เก็บเกี่ยวเอาไว้ในความทรงจำ แจจุงหัวเราะกับตัวเองเบาๆ เมื่อนึกย้อนไปถึงใบหน้าของยุนโฮที่ร้องกระจองงอแง ทำอย่างกับว่าหากไม่ได้แอ้มเขาเมื่อคืนนั้นคงหัวใจขาดรอน
ร่างบางโน้มกายลงจุมพิตเขาเบาๆที่แก้มตอบกำลังพอดี รับกับ
โหนกแก้มสูงนูนกระชับ ยุนโฮที่นอนตื่นสายหลับสนิทลึกไม่สนใจเสียงนกร้องและอากาศดีๆ ในยามเช้า
แจจุงยอมรับว่าในตอนนี้เขามีความสุขเกินบรรยาย ความไม่สบายใจที่เคยสุมอกคลี่คลายหายไปหมด เมื่อความเดียวดายที่เคยพบเจอมาแทบจะทั้งชีวิตถูกเติมเต็มด้วยคำว่า ‘รัก’ สิ่งที่เขาไม่เคยคิดฝันว่าสักวันจะได้ครอบครอง
เขาอยู่ใกล้ชิดยุนโฮไม่ยอมห่าง ทำรักกันหลายต่อหลายครั้ง รักกันทุกเวลา ทุกนาที ยุนโฮบอกเขาว่าอยากจะทำแบบนี้ด้วยกันไปจนตาย
และเมื่อแรกของวันที่เปลือกตาของเขากระพริบเปิด คนแรกที่พบเจอก็คือยุนโฮ
ความฝัน และจุดมุ่งหมายอันใหม่ของเขา...
กระเป๋ากีต้าร์ของยุนโฮถูกเปิดอ้าเอาไว้ ส่วนของสวยๆคุณภาพดี แถมแพงแสนแพง กำลังนอนตะแคงข้างอยู่ในอ้อมกอดของแจจุง นิ้วเรียวดีดเส้นสายสีเงินวาววับไล่เสียงเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมาอย่างเป็นสุข
เนื้อเพลงสั้นๆปรากฏอยู่บนเนื้อกระดาษ ใช้เวลาไม่นานใน
การเรียบเรียงขึ้นจากท่วงทำนองของหัวใจ
เวอร์สวัน...คอรัส...ซ้ำเวอร์สวัน...คอรัส...บริดจ์...และคอรัสอีกสองครั้ง...
เท่านี้ก็ไพเราะเพียงพอ แม้ความหมายจะไม่ลึกซึ้งอะไรมากและซ้ำ
ท่อนเดิมหลายครั้ง แต่มันก็สามารถบรรยายความรู้สึกของเขาได้มากเกินพอสำหรับความฝันและปลายทางสว่างไสวที่เปล่งประกายขึ้นใหม่
เพลงรักเพลงแรกที่เขาแต่ง ไม่ใช่เพลงสำหรับการประกวด แต่เป็นเพลงของยุนโฮ แจจุงจรดปลายดินสอ ก่อนลากเป็นตัวเขียนภาษาอังกฤษที่
หัวกระดาษ...
‘U (Already) Know’
เสียงกริ่งร้องบอกเวลาเปลี่ยนคาบเรียน ไม่ได้ช่วยให้ความวุ่นวายในห้องเรียนด้านในสุด บนชั้นสี่ของตึกเก่าๆสงบลงได้ เพราะเด็กๆต่างรู้ดีอยู่ว่าอาจารย์สุดเฮี๊ยบมีสภาพร่างกายไม่พร้อมสอนในวันนี้
ท่ามกลางบรรยากาศแสนชุลมุนยามบ่ายใกล้เวลากลับบ้าน บอกได้ถึงช่วงวัยที่สดใสและพลังงานอันเหลือเฟือของกลุ่มเด็กวัยรุ่น แปรงลบกระดานขนาดเหมาะมือร่อนกระทบพื้นกระดานดำลั่นเสียงดังปัง ก่อนฝุ่นขาวๆจะลอยโขมงตลบอบอวลไปทั่วห้อง เด็กหนุ่มสาวพูดคุยข้ามหัวกันระเบ็งเซ็งแซ่ ถกกันเรื่องฟุตบอลนัดเดือดที่กำลังจะระเบิดศึกค่ำคืนนี้ บ้างวิจารณ์ข่าวซุบซิบดารา
ในชณะที่ชางมินซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะเรียนส่วนกลางค่อนไปทางด้านหลังห้อง กำลังก้มหน้าก้มตาเพ่งสมาธิทั้งหมดลงไปยังหนังสือการ์ตูนผู้ชายซึ่งเพื่อนให้ยืมมา และกำหนดเดธไลน์ว่าต้องคืนให้ทันก่อนกลับบ้านเย็นนี้อย่างขมีขมันนั้น เสียงสูงปรี๊ดเสียดเพดานก็แผดเรียกชื่อเขาจากหลังห้อง
“ชางมิ๊น”
ความถี่เสียงระดับโซปราโนเสียดกระแทกเข้ามาในรูหูจนชางมินสะดุ้งเฮือก เด็กหนุ่มโคลงศีรษะ พลางถอนหายใจโล่งอก ยามเมื่อเห็นเพื่อนสาวร่วมชั้นซอยฝีเท้าถี่ๆ ตรงเข้ามาพร้อมกับกลุ่มเพื่อนสนิทอีกสี่ห้าคน หาได้ใช่
นางปีศาจร้ายซึ่งกำลังหมายชีวิตพระเอกเหมือนในการ์ตูนที่กำลังอ่านไม่
เด็กหนุ่มร่างสูงเอามือป้องหู นิ่วหน้าไม่สบอารมณ์ หากแต่ยังไม่ทันได้ขยับปากพูดอะไร แม่สาวมินิสเกิร์ตที่บัญญัตินิคเนมให้ตัวเองจนเพื่อนๆ จำเป็นต้องเรียกตามว่า ‘เยอิน’ ก็ยื่นภาพถ่ายใบหนึ่งให้ พร้อมยิงคำถาม
“ชางมิน คนในรูปนี่น่ะ นายใช่ไหม”
คนถูกถามคอแทบย่น รู้สึกว่าตัวโตๆของตนหดเหลือสั้นสองนิ้ว เมื่อยืนอยู่ท่ามกลางสายตาแดงๆแกมอาฆาต ส่งรังสีร้อนผ่าวตรงมาแผดเผาอย่างไม่ปราณีปราศรัย
ชางมินค่อยๆยื่นหน้าเข้าไปตรวจสอบของกลางชิ้นนั้นอย่างกลัวๆกล้าๆ สมองที่เคยฉลาดเฉลียวประมวลไม่ทันถึงเรื่องที่พวกสาวๆกำลังหยิบยกมาเป็นประเด็นในการพิฆาตเขาให้แหลกล่มจมดิน
สิ่งแรกที่ปรากฏต่อหน้าสายตาอันพร่ามัวของเขาคือผู้ชายผมสีส้ม ใบหน้าขาวผ่องลอยเด่นออกมาจากรูปเพราะยืนอยู่ตรงจุดศูนย์กลาง ชางมินใช้หลังมือขยี้เปลือกตาอันเมื่อยล้าจากการอ่านของเขา ก่อนเบิกดวงตาคมเข้มคู่นั้นขึ้นมองใหม่
“รูปอะไรวะ” เด็กหนุ่มพึมพำได้เพียงเท่านั้น ก่อนหน้าจะถอดสีลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเขากล่าว “เฮ้ย พวกเธอไปเอารูปนี้มาจากไหนเนี่ย”
“จะมาจากไหนล่ะยะ ก็เว็บแฟนคลับดิโอเมเดสน่ะสิ” เยอินกระแทกเสียง หล่อนเบ้กลีบปากสีชมพูมันวาวนั้นอย่างเอาแต่ใจ บวกหมันไส้สุดฤทธิ์กับท่าทางไขสือของเพื่อนตัวสูง “บอกฉันมาเดี๋ยวนี้เลยนะชางมิน นายไปถ่ายรูปกับพี่ไซเฟอร์ของฉันได้ยังไง”
“พี่เวอร์จิลของฉันด้วย”
“ส่วนเรโนน่ะของฉัน”
“พี่ยูโนก็ของฉันย่ะ”
“และพี่ฮัวหลาง...ของฉัน!”
ชางมินได้แต่อึ้ง ทั้งทึ่ง ทั้งเสียวสันหลังวาบในเวลาเดียวกัน มองรูปที่เจ้าหล่อนใช้มือขาวๆโบกไปมาอยู่ตรงหน้า สลับกับกลุ่มเพื่อนสาวที่เคยเห็นแม่เจ้าประคุณทั้งห้าร้องวี้ดๆกรี๊ดบอยแบนด์กันแทบคลั่งแล้วยิ่งแปลกใจจนอดถามไม่ได้ “พวกเธอฟังเพลงใต้ดินกันด้วยเหรอ”
“ไม่ได้ฟังหรอก” เยอิน ตัวแทนกลุ่มตอบเสียงดังฟังชัด ยกคอเสียสูงไม่หลุดคอนเซ็พท์ สวย เริด เชิด หยิ่ง “ก็เพิ่งมารู้จักจากโฆษณาทีวีนั่นแหละ หล่ออ่ะ ชอบ”
“อ้อ...ตามกระแส เขามีอะไรให้ดูอีกตั้งเยอะ ดันชอบเพราะหล่อได้เนี่ย”
“เพราะงั้นฉันถึงไม่ชอบนายไง ไอ้คนไม่หล่อแถมสวนกระแส อย่าเปลี่ยนเรื่องเลยชางมิน ตอบมาเดี๋ยวนี้นะว่าทำไมนายถึงได้ถ่ายรูปกับดิโอเมเดสแบบนี้”
หนุ่มแว่นหน้าใสได้ทีก็เถือกไป ชางมินใช้สัญชาตญาณในการเอาตัวรอดมาได้อย่างหวุดหวิด หลังจากถามหยั่งเชิงไปแล้วประมาณหนึ่ง อย่างน้อยก็มั่นใจว่าเพื่อนร่วมชั้นคงไม่รับรู้อะไรไปมากกว่าที่เห็นอยู่ตอนนี้
ถึงเยอินจะไม่ใช่อารมณ์ ‘เพื่อนสนิท’ ของเขาแต่ประการใด เพราะตั้งแต่เรียนในโรงเรียนนี้มา ชางมินไม่เคยถูกตาต้องใจใครเลยนอกเสียจาก
ครูสาวฝึกสอนวิชาสุขศึกษาตอนปีสอง ผู้ที่ทำให้เขาได้รู้จักกับวิธีการใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกหลัก หากแต่เยอินนั้นเรียกได้ว่าเป็นนางในฝันของหนุ่มๆ ทั้งโรงเรียน หล่อนน่ารัก สวยใส คุยเก่ง คล่องแคล่วไปทุกเรื่อง ไม่ว่าใครก็ต้องใจเต้นทั้งนั้นถ้ามีโอกาสได้อยู่ใกล้
เทียบกับเยอินคนดัง ตัวเขาเปรียบเสมือนฝุ่นไรเล็กๆที่ปลิวว่อนอยู่ในสนามบอล จริงอยู่ที่ใครๆก็ต่างรู้จักชื่อชิมชางมิน นักเรียนที่มีผลการเรียนดีเด่นมาตลอดสามปีการศึกษาซ้อนในโรงเรียนมัธยมแห่งนี้ แต่เชื่อได้เลยว่าไม่มีใครสนใจที่จะจดจำใบหน้าแข็งเป็นหินไม่มีเสน่ห์ของเขาได้ แม้แต่คุณครูที่ปรึกษาเองก็เถอะ ทุกครั้งที่ถึงคาบโฮมรูม ท่านไม่เคยถามไถ่หรือแนะนำอะไรเขาไปมากกว่า ‘ตั้งใจอ่านหนังสือนะ คุณชิม’ โดยที่ยังไม่ทันมองหน้าเขาเลยด้วยซ้ำ
ดังนั้นเรื่องที่ชางมินมีความสนอกสนใจทางด้านดนตรี และเป็นหนึ่งในสมาชิกวงร็อคใต้ดิน จึงถูกเก็บงำไว้เป็นความลับซึ่งไม่เคยแพร่งพรายออกไปให้ใครรับรู้ แน่นอนล่ะว่าเพราะอะไร....ถึงวันนั้นเขาคงไม่ได้รับอนุญาตให้กระดิกตัวไปทางไหนนอกจากห้องสมุดโรงเรียน!
“เอ่อ...พอดีว่าลูกพี่ลูกน้องมีเส้นน่ะ เลยพาไปคอนเสิร์ตครบรอบสี่ปี”
“จริงดิ!” เยอินอุทาน หันไปดี๊ด๊ากับเพื่อนข้างกาย ดวงตาหวานฉ่ำของหล่อนเป็นประกายวาววับขึ้นมาทันที “คราวหน้าอย่าลืมพาพวกฉันไปด้วยนะ
นะ น้า ชางมินสุดหล่อน้า...ฉันชอบพี่ไซเฟอร์มือกลองที่หล่อกว่านายนิดนึงมากๆ เลย”
“จริงใจมาก” ชางมินย่นหน้า กรอกตาไปมา หัวสั่นหัวคลอนไปตามแรงกระตุกของเยอิน ในใจได้แต่คิดหมันไส้ อยากตอกกลับไปสุดใจว่าไม่มีวันเสียหรอก หากแต่เมื่อเหลือบมองใบหน้าหวานใสของสาวน้อยสุดป๊อบแล้วก็ให้
อ่อนใจ
ชางมินได้แต่ไหวไหล่ ไม่ได้ตัดรอนหรือตอบตกลงอะไร
แฟนคลับไซเฟอร์คนนี้น่ารักเกินไปที่จะปฏิเสธจริงๆ
ถึงแม้ตอนนี้เขาจะไม่ได้อยู่แต่เพียงลำพัง หากยูชอนรู้สึกได้ว่าภายในห้องพักฟื้นเงียบเหงาวังเวงยิ่งกว่า จุนซูที่กำลังนั่งปอกเปลือกผลไม้ด้วยท่าทีไม่ชำนิชำนาญยังไม่พูดกับเขาสักคำตั้งแต่เข้ามา ชางมินนอนอ่านหนังสือนิยายแนวไซไฟอยู่บนโซฟาเฝ้าไข้ ส่วนแจจุงพี่ใหญ่ เอาแต่ยืนเหม่ออยู่ริมหน้าต่างราวกับรอคอยใครสักคน
ยูชอนค่อยๆผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆอย่างไม่ให้ใครทันสังเกตว่าเขากำลังอึดอัดเพียงใด
กระทั่งเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น เรียกสติสัมปชัญญะของคนสี่คนที่หลุดลอยไปยังที่ต่างๆกันให้หันไปรวมไว้ ณ จุดเดียว ไม่นาน ประตูสีครีมสะอาดตาบานนั้นก็ถูกผลักให้เปิดออก ชายร่างสูงใหญ่เจ้าของใบหน้าหล่อแบบเจ้าชาย กับเส้นผมสีเงินเป็นเอกลักษณ์มอบรอยยิ้มละลายใจเข้ามาก่อนตัวเสียอีก
“สวัสดีครับ ขอเข้าไปนะครับ” เทซกทักทายเป็นอันดับแรก ก่อนก้าวเข้ามาในตัวห้อง ตามด้วยยองเจ ยุนโฮ และชองฮวา ในมือถือของเยี่ยมพะรุงพะรัง ห้องทั้งห้องจึงแคบลงไปขนัดตา
ยูชอนยิ้มให้ทุกคนอย่างนึกขอบคุณ ทั้งในแง่ที่กลุ่มนักร้องรุ่นพี่มาเยี่ยมเยียนด้วยมิตรไมตรี และในแง่ที่ช่วยมาขจัดปัดเป่าบรรยากาศมาคุในห้องพักของเขาออกไปด้วย
ชางมินผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้นวมมาช่วยรับของเยี่ยม ส่วนแจจุงจากที่ใบหน้าเคยหม่นหมองไม่สดใสก็กลับเปล่งประกายขึ้นมาทันทีเมื่อได้เจอยุนโฮ คงจะมีแต่จุนซูเท่านั้นที่เอาแต่มองชองฮวาด้วยแววตายากเกินอธิบาย เขายิ้มให้ทุกคน หากแต่ช่างเป็นรอยยิ้มที่แห้งผากไม่สดใสราวกับไม่ใช่จุนซู
“พอดีวันนี้อยู่กันว่างๆเลยถือโอกาสมาเยี่ยม หวังว่าจะไม่เป็นการรบกวนนะครับ” น้ำเสียงนุ่มๆของเทซกอบอุ่นราวกำลังอมยิ้ม
“ไม่เลยครับ ขอบคุณมากๆ ผมจะได้ถือโอกาสขอบคุณพี่เทซกด้วยที่ช่วยเหลือมาตลอด” ยูชอนเอ่ยอย่างจริงใจ
“อ้าว แล้วเรโนล่ะครับ” แจจุงทักขึ้นเมื่อสังเกตเห็น เรียกให้ทุกคนหันมองรอบกายพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“อ๋อ” เป็นเสียงกวนๆของยองเจที่ให้คำตอบ “ช่วงนี้เพลงแนวเร็กเก้ กับร็อคเก๊กำลังมา ไอ้พวกร็อคใต้ดินอย่างเราไม่มีแผ่นดินจะอยู่ เรโนมันเลยหนีออกนอกประเทศไปแล้ว”
ทุกชีวิตติดจะอึ้งๆตามมุกไม่ทัน แต่ก็ไม่สามารถกักกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ได้ ยุนโฮเมื่อเห็นว่าคำพูดของเพื่อนไม่ได้ช่วยไขข้อข้องใจ จึงช่วยเสริมทั้งที่ยังไม่หยุดหัวเราะ “เรโนไปสอบข้อเขียนที่ยูซีแอลเอ”
“โห...”
“อืม อวยพรให้ไอ้เด็กบ้านั่นด้วยแล้วกันนะ”
เสียงหัวเราะดังสะท้อนผนังสีขาว แว่วไปจนถึงด้านนอกทางเดินอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คนทั้งแปดพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ถามไถ่
ความเป็นมาเป็นไปราวกับว่าเคยรู้จักกันมาแล้วเป็นสิบๆปี
เทซกทำสีหน้าตกใจเมื่อนึกอะไรขึ้นได้ ก่อนที่พี่ใหญ่จะก้มลงควานหาอะไรบางอย่างจากกระเป๋าสะพายของยุนโฮ ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบตาพร้อมกับแผ่นซีดีสีเงินเกลี้ยงในมือ
“เกือบลืมไป ฉันเอานี่มาฝากยูชอนด้วย ไว้ฟังเวลาเหงาๆ”
สมาชิกอีวิล-โอเวอร์ลอร์ดทุกคนแสดงท่าทีสนอกสนใจอย่างเห็นได้ชัด ผิดจากสมาชิกดิโอเมเดสที่พอเห็นปุ๊บก็ระลึกได้ ปล่อยก๊ากออกมากันทันที
“เพลงใหม่ล่าสุดของพวกเราเลยนะ เพิ่งอัพโหลดขึ้นมายสเปซเมื่อวานสดๆร้อนๆ”
ยูชอนรับแผ่นซีดีนั้นมาผลิกดู เห็นลายปากกาสีแดงเขียนประโยคหนึ่งเอาไว้จึงอ่านออกเสียง “My Mom Is Dead”
งงเต้ก...
“เฮ้ย อย่ามองอย่างนั้น แม่ฉันยังไม่ตาย” เทซกรีบโบกมือโบกไม้ปฏิเสธ ก่อนชี้ไปทางชองฮวาซึ่งยืนเงียบอยู่นานพักใหญ่ “โน่น คนแต่งเพลง ที่เห็นมันยืนเก๊กไม่พูดไม่จาเนี่ย ไม่ใช่มันไม่อยากพูดนะ แต่สูญเสียพลังงานไปมากจากการแหกปาก ‘แม่ผมตายแล้ว แม่ผมตายแล้ว’ อยู่เกือบสามเดือน มันเลยเจ็บคอ” หนุ่มหล่อราดน้ำมันก๊าซจุดไฟเผาเพื่อนรุ่นน้อง พลางออกท่าทางประกอบ
“เปล่าเจ็บซักหน่อย” ชองฮวาเถียง หากไม่วายหัวเราะตาม ทุกคนต่างมีสีหน้าระคนความสุขอย่างล้นเหลือ ไม่เว้นแต่จุนซูที่พอเห็นชองฮวายิ้มเขาก็พลอยยิ้มไปด้วย
บ่ายแก่ๆ สมาชิกดิโอเมเดสทั้งสี่ก็ขอตัวกลับไปพร้อมกับแจจุง ด้วยต่างก็สัมผัสได้กับบรรยากาศที่เปลี่ยนแปลงไประหว่างยุนโฮกับแจจุง ก่อนกล่าวคำอำลากัน ชองฮวาจึงเอ่ยทิ้งท้ายไว้ลับหลังคนสองคนที่โอบคอพากันเดินนำออกไป
“เห็นทีจะได้คู่ขวัญคู่ใหม่มาแข่งกับมิกกี้-ซีอาซะแล้ว”
ชางมินหัวเราะชอบอกชอบใจ ผิดจากมิกกี้และซีอาตัวจริงที่หันมองกันเลิกลั่ก
ชองฮวาจุดรอยยิ้มที่มุมปาก ใบหน้าหล่อเหลาแลดูครุ่นคิด หากแววตาว่างเปล่าเกินเข้าใจ เขามองจุนซูสลับกับยูชอน อ้าปากเหมือนกำลังจะพูดอะไร แต่กลับยักไหล่ กลืนถ้อยคำเหล่านั้นลงไปโดยไม่เอ่ยออกมา
“ดูเอาเถอะ เขาคุยกับทุกคนแต่ไม่พูดกับฉันซักคำ” จุนซูกล่าวลอยๆ หลังจากชองฮวาเดินลับสายตาไปเบื้องหลังประตูบานนั้น
“แล้วนายล่ะ พูดกับใครซักคำหรือยัง” ยูชอนย้อนโดยที่ไม่มองหน้า ชายหนุ่มก้มหน้าก้มตาพิจารณาแผ่นซีดีในมือต่อไป โดยไม่ใส่ใจอาการฮึดฮัดเคืองใจของคิมจุนซู
รุ่งเช้าของอีกวัน ยูชอนก็จำต้องกลับมาอยู่อย่างเดียวดายอีกครั้ง หลังจากชางมินผู้อาสาเฝ้าไข้ได้เวลาไปเรียนตามปกติ
แจจุงไม่มาเยี่ยมเขาวันนี้เพราะติดงานที่ร้านขายซีดี ส่วนจุนซู...คนเป็นพี่ชายในไส้เล่าให้ฟังว่ารายนั้นเอาแต่หมกตัวอยู่กับบ้าน นอนเป็นเวลานานๆ และตื่นสาย งานบ้านไม่แตะ โทรทัศน์ไม่ดู ไม่อยากรับรู้ข่าวสารใดๆเหมือนที่เคยเป็น
เมื่อเป็นเช่นนั้น ยูชอนรู้ดีว่าวันนี้เขาต้องทนต่อสู้อยู่กับความเบื่อหน่ายแต่เพียงลำพังในห้องแคบๆห้องเดิมห้องนี้ จนกว่าชางมินจะเลิกเรียนและกลับมาเฝ้าไข้เขาในช่วงหัวค่ำ
หลังจากฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บ และเข้ารับการทำกายภาพบำบัดไปได้สักระยะ หากแขนข้างที่เจ็บก็ยังไร้เรี่ยวแรงและความรู้สึก ในเมื่อมันเป็นแขนข้างถนัดของเขา ยูชอนจึงสังหรณ์ได้และคงต้องทำใจยอมรับหากมันจะไม่สามารถกลับมาใช้งานได้ดีดังเดิม
สายลมที่พัดหอบเอาไอเย็นและกลิ่นฝนมาด้วยชวนให้รู้สึกวังเวงอ้างว้าง ถึงเขาจะทำใจได้เรื่องแขนข้างที่เสียไปนั้นก็ตาม ทว่าบทเพลงที่สู้อุตส่าห์ตั้งอกตั้งใจรวบรวมความรู้สึกแล้วเขียนขึ้นมาใหม่นั้น คงน่าเสียดายหากจุนซูจะไม่มีวันรับรู้ถึงความรู้สึกในใจเขา
ประตูห้องพยาบาลถูกเคาะจากทางด้านนอก ยูชอนแปลกใจนิดหน่อยที่ผู้มาเยือนคือชองฮวา เมื่อชายหนุ่มผมสีส้มสะดุดตาผลักประตูแล้วเดินหล่อ
เข้ามาพร้อมกับกีต้าร์โปร่งตัวสวย เจ้าของห้องจึงไม่ลังเลที่จะมอบรอยยิ้มต้อนรับ
“สวัสดีครับ” ยูชอนกล่าว ตะกุกตะกักไม่เป็นธรรมชาติเนื่องจากไม่รู้จะสรรคำสรรพนามใดมาใช้เรียก
“ไปไงมาไงครับเนี่ย” เขาถามเมื่อสังเกตเห็นว่านักร้องหนุ่มมาคนเดียวเพียงลำพัง
ชองฮวายิ้มบางๆให้ ไม่ได้ใส่ใจจะตอบคำถาม เขาจัดการลากเก้าอี้ตัวที่ว่างมาไว้ข้างเตียง ก่อนทรุดตัวลงนั่ง แล้วอุ้มกระชับกีต้าร์ตัวนั้นเอาไว้
“พอดีแวะเอากีต้าร์มาให้” ตอบเสียงเรียบ พลางดีดเช็คเสียงกีต้าร์
ไปพลาง
“ให้ผมงั้นหรือครับ”
“กีต้าร์ตัวนี้น่ะเป็นกีต้าร์ตัวแรกของจุนซู ตอนเลิกกันโดนโยนทิ้ง ลอยเท้งเต้งอยู่ในน้ำตั้งสามวัน สุดท้ายฉันทนไม่ได้ต้องไปงมเก็บมาใหม่” เขาเล่า
มือบิดจูนเนอร์สองสามครั้งจนคิดว่าเสียงเพราะแล้วจึงจับมันวางพิงไว้กับพนังใกล้ๆ ชองฮวาสบตายูชอนก่อนยิ้มอีกครั้ง “นายแต่งเพลงอยู่ไม่ใช่เหรอ จะแต่งเพลงก็ต้องใช้กีต้าร์สิ นี่...ฉันวางไว้ตรงนี้ ลุกจากเตียง แล้วเดินมาเอาไป นายไม่มีวันรู้หรอกว่าตัวเองทำอะไรได้บ้างจนกว่าจะลงมือทำ”
แม้จะไม่สามารถอธิบายได้ว่าเป็นเพราะอะไร หากยูชอนกลับเผยยิ้มกว้างออกมา เขามองคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกชื่นชมเหลือเกิน ทั้งๆที่ชองฮวาก็เป็นคนแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว ไม่ว่าจะกินเดินนอนนั่ง จะพูดจะจา จะร้องเพลงเล่นดนตรี ชายหนุ่มคนนี้ก็ดีก็เท่พร้อมสรรพไปเสียทุกด้าน ทั้งรูปร่างหน้าตา ความสามารถ และความคิด
“นายน่ะ ทั้งกล้าทั้งบ้าสุดๆเลยรู้ตัวไหม” ชองฮวาพูด ดวงตาสีน้ำตาลยิ่งอ่อนสียามเมื่อมันสะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามเช้าจนแลดูคล้ายสีอำพัน “ฉันเกือบคิดว่านายเจ๋งอยู่แล้วเชียว ติดอยู่ตรงไม่รักตัวเองเอาซะเลย”
“ผมน่ะหรือกล้า” ยูชอนเหยียดยิ้ม เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ราวกับกำลังเย้ยหยันการกระทำของตน “คุณไม่รู้หรอกครับว่าตอนนั้นผมกลัวแค่ไหน”
“แล้วทำทำไม”
“กับครั้งแรก บนถนนนั่น ผมทำลงไปเพราะคิดว่าหากผมตาย จะทำให้เขารู้สึกผิดจนลืมคุณได้”
สุ้มเสียงที่เคยแจ่มใสฟังดูแหบพร่าและขาดห้วงไปเพราะความรู้สึกที่
ทับถมจนท่วมล้นข้างในอก ยูชอนกลืนคำโต นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อว่า
“ผมคิดแค่นั้น คิดแค่ว่าเขาจะรู้สึกผิดต่อผม จำแต่ผม จำแต่ความทรงจำที่มีผม แทนที่ที่คุณเคยอยู่ หรืออย่างมากก็แค่ตายไปพร้อมๆกับคุณ”
“ฟังดูโหดร้ายเหมือนกันนะ” ชองฮวาแสดงความคิดเห็นเพียงเท่านั้นแล้วไม่ขัดอีก ทั้งที่ใจจริงแล้วอยากจะกล่าวถ้อยคำอะไรดีๆ เพื่อปลอบใจให้มากกว่านี้ เขาทำได้เพียงปล่อยให้ความเงียบค่อยๆบรรเทาความอัดอั้นของคู่สนทนา ไม่คัดค้านไม่คาดคั้น ทำหน้าที่อย่างผู้ฟังที่ดี
“ครับ ผมพลาดไป ถ้ารักเขาแล้วทำไมถึงจ้องจะทำร้ายให้เขาเจ็บปวด มาคิดเอาได้เมื่อสาย คิดได้ตอนที่ตัวเองกำลังจะตายและรู้ว่าไม่สามารถย้อนเวลาให้กลับคืนมาได้อีกแล้ว ได้แต่ภาวนาในใจ อยากให้ทุกอย่างเป็นแค่ฝันร้าย ผมอยากเริ่มต้นทุกอย่างใหม่ แล้วถ้าผมทำได้ คืนนั้นผมจะเดินผ่านเด็กผู้ชาย
ผมสีทองไปอย่างไม่แยแสเลย” สิ้นคำ ยูชอนแสร้งยิ้ม ทำเป็นหัวเราะกับอดีตที่ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน “ทุกวันนี้ผมยังนอนผวาอยู่เลย”
“แล้วครั้งนี้ล่ะ ที่ต้องมานอนเดี้ยงเป็นคนพิการอยู่ตอนนี้ ไม่คิดว่าตัดสินใจอะไรพลาดหรือไง”
“ผมแค่อยากจะชดใช้ให้คุณกับจุนซู” ใบหน้าขาวสะอ้านได้รูปก้มลงมองฝ่ามือตนเอง ปล่อยให้ลมเย็นๆพัดผ่านผิวกายเขาไปช้าๆ ถอนใจเบาๆ ก่อนอ้อนวอนว่า “กลับไปรักเขาได้ไหมครับ กลับไปรักกันเหมือนเมื่อก่อน”
“ไม่มีวัน” ชองฮวากระตุกยิ้มเรียบ เย็นชา เอ่ยประโยคเลือดเย็นอย่างไม่ปราณีหัวใจของคนฟังจนยูชอนชะงักไปทันที เขาหันกลับไปจ้องตาชองฮวาราวกับไม่เชื่อหู
“คุณใจร้ายมากเลยรู้ตัวไหม” ยูชอนผิดหวังสุดใจ “มันยังมีอีกตั้งหลายทางออกระหว่างคุณกับเขา”
“นายไม่รู้จริงๆน่ะเหรอ จุนซูน่ะ ถ้านายบอกให้เขาหยุด เขาจะไม่หยุดจนกว่านายจะตะคอกสั่ง” ชองฮวาขบริมฝีปากตัวเอง ก่อนยกนิ้วขึ้นกัดเล็บ “จุนซูแรงมาอย่างนั้น ไม่มีทางที่เขาจะฟังฉัน แล้วถ้าฉันไม่แรงกลับ ป่านนี้ก็คงไม่รู้จักโตซะที”
“เกิดอะไรขึ้นระหว่างคุณกับเขาหรือครับ”
“ระยะหลังๆ เราทะเลาะกันบ่อยขึ้น นายคงไม่เซ็งถ้าฉันจะพูดประโยคคลาสสิคว่าเราไปกันไม่ค่อยได้”
“ทะเลาะเรื่องอะไรครับ เล่าให้ผมฟังได้ไหม”
ชองฮวาโคลงศีรษะ “เรื่องไร้สาระน่ะ อย่ารู้เลย”
“คุณไม่เคยรักเขาเลยเหรอ”
“เคยสิ ฉันเคยคิดว่าฉันคงรักเขามาก แต่ทุกครั้งที่อยากจะพูดมันก็ติดอยู่ตรงปาก จนเขาถามฉันนั่นแหละ ถามว่าคิดยังไงกับเขา ฉันถึงได้เริ่มรู้สึกว่ามันไม่ใช่ ทุกครั้งที่เขาบอกรักฉัน ยิ่งเขารักฉันมากเท่าไหร่ ฉันยิ่งอึดอัดเท่านั้น”
“เพราะคุณไม่แน่ใจว่าคุณจะรักเขา”
“เปล่า แต่เพราะว่าฉันเคยบอกเขาตั้งแต่ก่อนเราคบกันแล้วว่าฉันคงไม่มีวันรักเขาหรือใครมากไปกว่าตัวเอง และเขาเองก็รับรู้”
เขาเงียบไปอีก เพื่อสูดหายใจเข้าลึก พยายามเรียบเรียงความรู้สึกที่ขจัดหายไปจากความทรงจำได้แล้วนานแสนนาน
“นายรู้อะไรไหมปาร์คยูชอน ว่านายกับฉันคล้ายกันตรงไหน นายรักเขามากเกินไป รักจนเกือบจะต้องเสียเขา ส่วนฉันรักเขาน้อยเกินไป น้อยจนต้องยอมปล่อยเขา”
เขาหลุบนัยน์ตาสีน้ำตาลลงต่ำราวกับจงใจซ่อนความในใจ ทว่าแม้ชองฮวาจะสามารถหลบเร้นน้ำเสียงให้เป็นปกติได้ แต่แววตาของเขากลับถ่ายทอดความจริงจากใจออกมามากมายเกินควบคุม
“ถามจริงเถอะยูชอน นายเห็นอะไร ครั้งแรกที่นายเจอจุนซู”
“ผมเห็นเด็กผู้ชายตัวเล็กๆที่มีความรักอยู่เต็ม” ยูชอนนิ่งคิดเพียงไม่นานก็ตอบออกมา ประกายหนักแน่นในถ้อยเสียงทำให้คนตั้งคำถามเผยรอยยิ้มพอใจเมื่อได้ฟัง
“ถ้าอย่างนั้นจุนซูของนายกับของฉันก็คนละคนกัน จุนซูของฉันตายไปแล้ว”
“ช..ชองฮวา...”
“ให้มันจบอย่างนี้แหละดีที่สุดแล้ว จะได้ไม่มีใครต้องเจ็บอีก”
แววตาที่สั่นริกและพร่าไหวยามเมื่อชองฮวาเอ่ยปากนั้นมีอำนาจมากพอที่จะทำให้ยูชอนรู้สึกพลอยปวดลึกข้างในหัวใจ อาจเป็นเพราะความคล้ายที่แสนแตกต่างนั่น หรือหากเป็นความเจ็บร้าวในน้ำเสียงก็ตาม
ถ้า ณ เวลานี้ เขามีสิทธิ์ที่จะพิพากษาให้ความเป็นธรรมกับผู้ชายที่ชื่อฮัวชองฮวา บทเพลงไพเราะที่เขาเคยได้ฟัง ล้วนบอกเหตุผลของการกระทำ มิติที่แสนลึกซึ้งของความรู้สึกในหัวใจ รวมถึงกลิ่นอายของความอ้างว้างเดียวดายคละคลุ้งเจืออยู่ในทุกถ้อยคำในบทเพลง แต่ละคำๆ แตกความหมายออกมาได้อีกนับล้าน
หัวใจอันแสนแห้งผากของผู้ชายคนนี้ที่แม้แต่จุนซูเองก็ไม่เคยมองเห็น ยูชอนอยากถามสวรรค์ ไม่เห็นหรือไงกัน เขาคนนั้นจะต้องทนเจ็บปวดทรมานสักแค่ไหน เมื่อถูกหัวใจตัวเองสั่งให้รักคมมีดที่กำลังจะทิ่มแทงร่างกายตนอย่างโหดร้าย
ชองฮวาในตอนนั้นที่โดนความรักของจุนซูกัดกร่อนทำลายจนหัวใจยับเยิน คือคนที่น่าเวทนายิ่งกว่าใครๆบนโลกใบนี้ไม่ใช่หรอกหรือ?
“ช่างมันเถอะครับ” ยูชอนตัดสินใจจบมันลงไปในที่สุด เพียงเท่านี้ ไม่ว่าเขาหรือชองฮวาก็เจ็บปวดมามากพอแล้ว “มันอาจจะถูกต้องแล้วก็ได้ที่เรื่องมันดำเนินไปอย่างนี้”
“คิดได้อย่างนั้นก็ดี ฉันดีใจ เพราะเทียบกับฉันหรือใคร คงไม่มีใครให้จุนซูได้เท่ากับนายอีกแล้ว”
“แต่จุนซูไม่ได้รักผม ผมไม่อยากบังคับจิตใจเขาอีกแล้วล่ะครับ เขาเองก็คงเจ็บไม่แพ้ใครๆเหมือนกัน”
“หูย...ประโยคนั้นพระเอกดีชะมัด แต่ไม่...อย่าหาว่าฉันเสือกไม่เข้าเรื่องเลยนะ ใครเขาจะมีเซ็กซ์กับคนที่ตัวเองไม่ได้รักกันวะ”
“ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ แต่จุนซูเห็นผมเป็นแค่เพื่อน”
“บางครั้งความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมันก็ลวงตา เพื่อนเขาไม่นอนกับเพื่อนกันหรอก”
“ทำไมล่ะครับ ทำไมเพื่อนจะนอนกับเพื่อนไม่ได้”
“น่าสะอิดสะเอียนจะตาย ให้นอนกับคนแปลกหน้าซะยังจะดีกว่าไม่ใช่หรอกเหรอ อย่างน้อยก็ไม่มีปัญหาตามมาทีหลัง อีกอย่าง...คนอย่างจุนซูน่ะเล่นตัวจะตายชัก ไม่ยอมมีเซ็กซ์กับคนที่ไม่ได้รักหรอก”
ปากของยูชอนคล้ายกับเป็นอัมพาตไปเมื่อชองฮวาทิ้งท้ายเอาไว้ให้
ฉุกคิด แววตาว่างเปล่าสั่นหลุกหลิกราวกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก ท่าทีที่แสดงออกมาอย่างนั้นทำให้ชองฮวาอดหัวเราะออกมาไม่ได้
“ความจริงแล้วนายกับฉันไม่มีอะไรเหมือนกันเลยนะ ใครช่างเอาไปพูดว่าเราเหมือน”
“นั่นสินะครับ”
“อย่าไปสนใจเลย ก็แค่เอามาเปรียบเทียบแข่งขันกันไป”
“ไม่หรอกครับ ผมต่างหากที่พยายามจะเป็นคุณ” ถึงตรงนี้เป็นทีของชองฮวาที่จะอึ้งไปบ้าง “คุณเจ๋งมาก ไม่ว่าจะทำอะไรก็ดูดีไปหมด แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าผมไม่มีวันเป็นคุณได้ ขอบคุณนะครับ ที่ทำให้ผมเห็นคุณค่าของการเป็นตัวของตัวเอง”
“ใช่ เป็นตัวเองสิดีที่สุด”
“ผมนับถือคุณนะ ถ้าไม่รังเกียจกัน ผมเรียกคุณว่าพี่ได้ไหม”
“เกลียดคำนี้จัง” ชองฮวาสบถ แต่ดวงตายิ้มขำ “ก็ตามใจสิ ถ้าไม่กลัวหัวหน้าวงโกรธเอา”
“รายนั้นไม่เห็นน่ายกย่องตรงไหนเลย” ยูชอนสารภาพกลั้วเสียงหัวเราะร่า ด้วยเมฆสีเทาที่เคยเกาะล้อมหัวใจของเขาราวกับคลี่คลายหายไป และทุกครั้งที่สายตาประสานมองผู้ชายคนที่เขาเคยลงว่าเกลียดสุดใจกำลังนั่งยิ้มระรื่นอยู่ตรงหน้า ผู้ชายคนนั้นกลับดูยิ่งใหญ่กว้างขวางดั่งท้องฟ้า และตัวของเขาแลดูเหมือนเด็กตัวเล็กๆที่กำลังแหงนหน้า มองหาฮีโร่ขวัญใจอยู่อย่างไรก็อย่างนั้น
พูดคุยกันต่อจากนั้นอีกเกือบครึ่งชั่วโมง โทรศัพท์มือถือของชองฮวาก็ดังขึ้นตามตัว ชายหนุ่มจึงได้โอกาสขอตัวรบกวนคนป่วยแต่เพียงเท่านี้
ก่อนไปชองฮวาให้กำลังใจยูชอนเรื่องเพลงที่กำลังแต่งรวมถึงสุขภาพ เขาย้ำกับเพื่อนรุ่นน้องที่อายุห่างกันไม่มากอย่างสนิทสนมว่า
‘นักแต่งเพลงจะต้องระลึกไว้เสมอ นอกจากเป้าหมายจะอยู่ที่ความสะใจของคนแต่ง หากแต่เป็นความรู้สึกที่คนฟังจะรู้สึกร่วมไปกับเรา’
“เอ้อ! ผมฟังเพลงที่พี่แต่งแล้วนะครับ” ทันทีที่นึกได้ ยูชอนหัวเราะเอิ้กอ้าก เรียกชองฮวาที่กำลังจะเดินพ้นประตูห้องไปให้หยุดฟัง “ผมชอบเสียงพี่
ตอนท่อนสุดท้ายที่ร้องว่า ‘หยุดพล่ามซักทีเถอะพ่อ แม่ผมตายแล้ว’ เจ๋งมากๆ”
ชองฮวาเกือบจะยิ้มตาม แต่กลั้นเอาไว้ ไม่อยากเชื่อว่าคนที่แม่ยังไม่ตายจะเข้าใจหัวอกเด็กมีปัญหากำพร้าแม่อย่างเขา
ก่อนยูชอนบอกลาเป็นครั้งสุดท้าย กลับคิดขึ้นได้ว่าใบหน้ายามที่ชองฮวาหันมายิ้มให้ หากสาวๆเห็นเข้าคงกรี๊ดสลบ ขนาดเขาเป็นผู้ชายด้วยกันยังยอมรับว่าฮัวหลางแห่งดิโอเมเดสผู้นี้มีบุคลิกที่เท่มาก จนแทบไม่อยากเชื่อว่าในโลกใบนี้จะมีผู้ชายที่ไม่ว่าจะเคลื่อนย้ายไปทางไหนก็มีเสน่ห์ กับตัวตนอันยากเย็นเหลือล้นหากใครจะลองเอื้อมถึงและสัมผัสในส่วนลึกของเขาดูสักตั้ง
นอกจากแนวความคิดในแบบที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้น กับการค้นหาคุณค่าในตัวเอง เรื่องราวของชองฮวายังสอนให้เขาประจักษ์ด้วยว่า คนขวาง คนแปลก คนที่ไม่เคยเห็นไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีตัวตน คนที่ยึดมั่นและศรัทธาในตัวเองมากจนน่ากลัว หาได้ใช่คนประหลาดและเลวร้ายเสมอไป
ให้ตายเถอะพระเจ้า...
ขอศาสนาฮัวหลางลิซึ่มจงเจริญ !
To be continued...

ขอบคุณ สํหรับเรื่องดีๆ ภาษาสวยๆ
แต่เราก้อชอบแบบนี้นะ ฮะๆ
เราซุ่มอ่านมาพักใหญ่แล้ว พาร์ทนี้ขอออกจากหลืบมาเม้นท์เหอะ
ชอบเรื่องนี้มากๆ ช่วงแรกอ่านเพราะติดใจบรรยากาศ แปลกใหม่ไม่ซ้ำใครดี สร้างสรรค์เริ่ดดดด พอช่วงอารมณ์เจ็บปวดก็บาดลึก แต่พาร์ทหลังๆมานี่มันโรแมนติกอย่างร้ายกาจ ไม่ไหวแล้ว อ่านไปก็นอนไหลๆไปกองหน้าคอม
พออ่านพาร์ทนี้แล้วก็พาลให้สงสัย
ตอนจบคงไม่เปลี่ยนใจไปเขียน ชองฮวา/ยูชอนใช่มั้ยคะ? *กร๊ากก*
ไปแระ เม้นท์มากเขิน
คุณตองไฟท์ติ้ง!
#1 By jd459 on 2007-07-21 12:53