Lovefurypassionenergy (11)
posted on 08 Jul 2007 16:04 by bleaf-me in lovefurypassionenergy
Title: Lovefurypassionenergy
Author: * b.leaf *
Pairing: YunJae , YooSu
Starring: Dong Bang Shin Gi (SM Entertainment) , Hwoarang (Namco) , Virgil (Capcom) , Seifer and Reno (Square-Enix) : ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้เป็นเจ้าของตัวละครใดๆ ยกเว้นแต่บทบาทของพวกเขาเท่านั้น จึงขอขอบคุณบริษัทในวงเล็บเจ้าของลิขสิทธิ์ชื่อ สำหรับตัวละครที่มีชื่อปรากฏอยู่ในฟิคชั่นเรื่องนี้ด้วยค่ะ
Genre: AU , Crossover , Romance , Drama
Rating: R / NC-17 ในคำพูดและการกระทำ
- - -
11.
‘โน่นก็ไม่ชอบ นี่ก็ไม่เอา ถามจริงเถอะนะชองฮวา ในโลกใบนี้มีอะไรที่นายชอบบ้างไหม’
‘มีสิ’
‘จริงอ่ะ ! อย่างเช่นอะไรบ้างล่ะ’
‘รถ ดนตรี ตัวเอง’
‘แค่นี้ !?’
‘แล้วก็...’
‘แล้วก็อะไร’
‘จุนซู’
ดวงตาคู่น้อยเบิกโพลงขึ้นท่ามกลางความมืด ก่อนพบว่าหัวใจของเขากำลังเต้นรัว และแผ่นหลังมีเหงื่อผุดซึมจนแฉะชื้น หากกระนั้นร่างกายก็ยังคงนอนนิ่งไม่ขยับ เด็กหนุ่มร่างผอมกรอกตาไปมากระทั่งประสาทปรับชินกับ
แสงสลัวด้านนอกอาคาร เขามองนาฬิกา...บอกเวลาใกล้รุ่งสางของวันใหม่
เขาเพิ่งข่มตาให้หลับลงได้ตอนประมาณตีสามเท่านั้น
จุนซูเคยชินเสียแล้วกับการถูกปลุกให้ตื่นด้วยความรู้สึกอึดอัดรำคาญใจที่ไม่สามารถปะติดปะต่อได้ แม้ไม่รู้ว่าอะไรในความฝันที่คอยรบกวนจิตใจ แต่ประสบการณ์ก็พอจะทำเป็นลืมเลือนมันไปได้อย่างรวดเร็ว เพราะถ้าให้เทียบกับตลอดเวลากว่าหลายปีที่ต้องต่อสู้กับโรคนอนไม่หลับ ระยะหลังๆมานี้นับว่าอาการเบาลงมาก
เขาผ่อนลมหายใจแผ่วเบา พลิกตัว ก่อนต้องแย้มยิ้มออกมาบางๆ นัยน์ตาอ่อนโรยแรงแลดูเศร้า เมื่อเห็นแผ่นหลังของใครคนนั้นที่หายหน้าหายตาไปตั้งแต่ช่วงสาย
เบื้องหลังกว้างเบื้องใต้เนื้อเสื้อยืดเบาบางสีขาว ไออุ่นจากผิวกาย อยู่ใกล้เพียงลมหายใจรินรด แต่ก็เหมือนนับวันยิ่งห่างไกลเหลือเกิน
จุนซูหยัดกายขึ้นจากเตียงนุ่ม ขยับเข้าไปใกล้ผู้ชายที่เขาเรียกอย่างเต็มปากว่าคนรัก ทาบฝ่ามือเรียวเล็กลงบนต้นแขน ก่อนอิงศีรษะแนบซบอีกฝ่าย
ชองฮวาไม่กระดิก เนื้อกายของเขายังคงหอมกลิ่นสบู่และเย็นชื่น ทุกส่วนประกอบบนใบหน้างดงามหล่อเหลาแม้ยามหลับ ดวงตาหลับพริ้ม ริมฝีปากบางมีสีสันอย่างคนสุขภาพดีเผยอเล็กน้อยผ่อนลมหายใจสม่ำเสมอ
ชองฮวาที่มองทุกอย่างในโลกเป็นงานศิลปะ ชองฮวาที่ใส่ทุกท่วงทำนองและจังหวะให้ทั้งความสุขความเศร้า แล้วบันทึกเรื่องราวเหล่านั้นเป็นบทเพลง
ร่างสูงตรงหน้าเป็นดังสมบัติล้ำค่าที่เขาต้องคอยแหงนมอง ชองฮวาที่อยู่สูงกว่าทุกๆคน ไม่ใช่ชาติตระกูล ชนชั้น หรือเงินทอง หากแต่เป็นตัวตนที่ไม่ว่าใครก็ยากจะเข้าใจและเทียมถึง เขาไม่ใช่เด็กวัยรุ่นผู้ชายที่ชอบทำเป็นเท่ คิดว่าตัวเองแน่ ก้าวร้าว ไม่มีเหตุผล ใช้คำว่าเป็นตัวของตัวเองอ้างการเจริญรอยตามวิถีผิดๆของดาราที่พวกเขาชื่นชอบ ชองฮวาคนนี้ทั้งรักตัวเอง เทิดทูนตัวเอง เคารพตัวเอง และเป็นตัวของตัวเองได้อย่างถูกต้องที่สุด
จุนซูจึงรู้สึกว่าตัวเองโชคดีแค่ไหนที่ชองฮวาบังเอิญก้มมองลงมาพบเขา ทำความรู้จัก กระทั่งทำให้เขารักได้มากมาย ทุกครั้งที่ชองฮวามอบรอยยิ้ม
จุนซูบอกกับตัวเองว่านี่ล่ะ...คือรักครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในชีวิต
จุนซูไล้ปลายนิ้วเบาๆบนโหนกแก้มสูงได้รูป พิจารณาคนที่กำลังนอนหมดสภาพอย่างเหน็ดเหนื่อยตรงหน้าก็อดให้เป็นห่วงไม่ได้ คิดไปเรื่อยเปื่อย ไม่อยากให้เขาแข่งรถ ไม่อยากให้เขาวู่วาม ไม่อยากให้เขาหักโหมซ้อมกีฬา อยากให้เขาเลิกดื่ม เพลาบุหรี่ อยากให้เลิกเล่นดนตรีกับเพื่อนแล้วอยู่กับเขาทั้งวัน สอนกีต้าร์ให้กับเขาคนเดียว...
ชั่วอึดใจที่จุนซูอ้าแขนโอบคนตัวโตเข้ามาใกล้ สอดแขนกระชับแน่นแล้วซุกหน้าลงไป หัวใจของเขาเต้นถี่ กี่วันมาแล้วที่เขาไม่ได้ทำอย่างนี้ คิดได้เท่านี้น้ำตาก็พาลจะไหล
เปล่าเลย...เขาไม่ได้เสียใจหรือต้องการอะไรไปมากกว่าที่เป็น ทว่าเขากำลังสุขใจอย่างลึกซึ้ง และหากจำเป็นต้องสรรหาคำมาอธิบายความรู้สึกนี้ ก็คงจะเป็นความรู้สึก ‘รัก’ ใครสักคนมากเสียท่วมท้นจนยากจะทำอะไรได้นอกจากร้องไห้ออกมา
ภายในห้องชุดซึ่งถูกตกแต่งอย่างมีสไตล์และบ่งบอกรสนิยมของเจ้าของเป็นอย่างดีแห่งนี้ พลุกพล่านไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา ทุกคนแต่งกายด้วยเสื้อผ้ามียี่ห้อสูงราคา เสียงรองเท้าส้นเข็มกระทบพื้นปาร์เกต์ กระเป๋าแพงๆ ติดเพชรพลอยวาวระยับ ต่างสนทนากันด้วยภาษาเข้าใจยาก เคล้าคลอทำนองเพลงระรื่นหูกล่อมอารมณ์สุนทรีย์
ลมกลางคืนที่พัดหยอกกลิ่นอายหอมหวนพัดระตึกสูงเสียดฟ้า ดวงดาวกลาดเกลื่อนท้องฟ้าสีดำราวกับใกล้แค่มือเอื้อม สถานที่ที่เขาแสนรักและหวงแหนดูผิดแผกแปลกไปจากที่เคยเป็น ท่ามกลางบรรยากาศอันสับสน เขากลับรู้สึกอ้างว้างเงียบเหงาอย่างที่สุด
นัยน์ตาวาวใสเปล่งประกายที่ฉาบแววความน้อยเนื้อต่ำใจ ยามเมื่อเพ่งมองไปยังใบหน้าที่เขาหลงรักกำลังหัวเราะอย่างรื่นเริงอยู่ท่ามกลางบรรดามิตรสหาย เหล่าหญิงสาวในชุดโชว์เนื้อหนังกำลังห้อมล้อมชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ เจ้าของเส้นผมสีส้ม และนัยน์ตาประกายน้ำตาลแลดูขี้เล่นคู่นั้น ด้วยแววตาปรารถนาและแสดงความสนอกสนใจในตัวนักร้องหนุ่มอย่างเห็นได้ชัดเจน
‘งานเลี้ยงต้อนรับเพื่อนนักเรียนนอก’ ฟังดูเป็นไอเดียที่บรรเจิด แต่ไม่เจริญหูเจ้าของสถานที่เท่าไหร่นัก จุนซูถอนหายใจออกมาแผ่วเบา ได้แต่ซ่อนตัวเองอยู่ในมุมหนึ่งที่ไม่มีใครมองเห็น
ชองฮวาที่สามารถยิ้มอย่างมีความสุขอยู่ท่ามกลางแสงสีที่ไร้ตัวตน กำลังพูดคุยหัวร่อต่อกระซิกอยู่กับเพื่อนที่แท้จริงแล้วเป็นเพียงแค่คนเพิ่งรู้จัก ถึงแม้เขาจะรู้จักใครต่อใครในหลายระดับ มีคนมากมายให้ความสนใจ อยากใกล้ชิด หากเขาก็ไม่เคยอนุญาตให้ใครแตะต้องความเป็นตัวเขา หรือเห็นผู้คนเหล่านั้นอยู่ในสายตา ยกเว้นก็แต่ครอบครัวรวมถึงเพื่อนที่สนิทชิดเชื้อกันมา
เนิ่นนาน
เขาเองใช่คนที่จะนิยมชมชอบอารมณ์สุขเพียงฉาบฉวยเสียเมื่อไหร่
“มาเถอะ เล่นเกมกันหน่อยนะชองฮวา” เสียงหวานใสของสาวสวยในชุดสีแดงสดออดอ้อน หล่อนกระเง้ากระงอดเคลียศีรษะที่ปกคลุมด้วยลอนผมสีน้ำตาลทองบนไหล่กว้างของเจ้าของสถานที่ตัวจริง เสียงเฮฮาดังขึ้นยกใหญ่
“ชนะแล้วได้อะไรล่ะ” เขาย้อน ไม่คิดเรื่องอื่นใดนอกจากกำไรดอกผล ทำไมเขาจะไม่ทันพวกเธอ ตลอดชีวิตของเขามีหญิงสาวเข้ามาติดพันมากมาย นั่นไม่ใช่เพราะความเจ้าชู้ หากแต่เป็นเพราะความไม่เคยยอมเปิดใจให้ใคร...เสน่ห์ที่ดึงดูดใจนั่นต่างหาก
“ก็...ได้กินนี่ไงจ๊ะ” ดวงตาสีมรกตของหญิงสาววาบวับ นิ้วเรียวสวยหยิบลูกเชอรี่สีแดงจัดเหมือนริมฝีปากของหล่อนไม่มีผิดขึ้นมากัดไว้เบาๆด้วย
ฟันขาว
ชองฮวาส่ายหน้าเขินๆ แต่เสียงเชียร์ก็ทำให้เขาต้องยอมจำนน เลียริมฝีปากตัวเองเบาๆ ก่อนขบฟันคมบนเนื้อนุ่มๆของลูกเชอรี่ไว้กึ่งหนึ่ง
“หนึ่ง สอง สาม!”
สิ้นเสียงสัญญาณชั่วพริบตา ลูกเชอรี่ก็ผลันหายเข้าไปภายในริมฝีปากบางสีโอรส หากแต่เสียงเฮอย่างสะอกสะใจกลับดังขึ้นหลังจากนั้น ชองฮวาเป็น
ผู้ชนะในด้านความเร็วและเทคนิค ทว่าชั้นเชิงและแทคติกกลับแพ้ราบคาบ เมื่อหญิงสาวยกมือขึ้นรั้งท้ายทอยชายหนุ่มเข้าไปประกบปากจูบเร่าร้อนแทน ก่อนที่หล่อนจะใช้ลิ้นแย่งชิงลูกเชอรี่ไปได้
ทุกความเคลื่อนไหวอยู่ในสายตาของจุนซู ทำได้เพียงยิ้มตอบแววตาที่ชองฮวามองกลับมาชั่วครู่ ราวกับพยายามปลอบใจเขาเช่นทุกครั้ง แต่ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาควรจะเคยชิน แท้จริงแล้วกลับไม่สามารถทำใจให้คุ้นเคยกับมัน ร่างเล็กลุกจากที่ที่เคยนั่ง แล้วพาตัวเองหายไปในห้องที่ไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิ์ย่างกรายเข้าไปได้นอกจากเขาและชองฮวา สิทธิ์ขาดเพียงอย่างเดียวที่จุนซูสามารถใช้ปลอบใจตัวเองว่าเขายังเป็นคนสำคัญ ก่อนที่ความหึงหวงจะแผดเผาเขาให้ตายลงเสียก่อน
งานปาร์ตี้ที่ดำเนินไปอย่างสุดเหวี่ยงยังคงไม่จบลงเช่นเดียวกับเสียงดนตรีอึกทึก เนื่องจากมีจุดประสงค์แอบแฝงหลายอย่าง บางคนต้องการพบปะสังสรรค์กับเพื่อนเก่าที่หายไปเรียนต่อเมืองนอกเมืองนา บ้างแค่อาศัยใบบุญคนอื่นมาหาเพื่อน ตลกบริโภคกินของฟรี บ้างหาคู่ตุนาหงัน เหล่าบรรดาคนรู้จักจึงต่างแวะเวียนกันมาสนุกกันจนสุดเหวี่ยง
ยุนโฮสะกิดไหล่ยองเจให้มองหญิงสาวร่างสูงเพรียว ดูปราดเปรียว
โฉบเฉี่ยวที่ไม่คุ้นหน้า มองเพื่อนหญิงร่วมห้องสมัยเรียนมัธยมต้นของพวกเขาจูงหล่อนเดินตามเข้าไปหาชองฮวาต้อยๆ หล่อนเป็นสาวหน้าตาดี สวยคมแบบสาวรัสเซีย ผอมสูงหุ่นนางแบบ แถมผิวขาวจัดน่าจับต้อง
มือกีต้าร์หน้าหล่อกระซิบกระซาบ “แฟนเขาไม่มานั่งคุมก็เงี้ยะ”
ด้วยความหมันไส้ ยองเจแพ่นกะโหลกหนาๆของเพื่อนรุ่นน้องคนสนิทตรงหน้าไปที
จุนซูลืมตาขึ้นอีกครั้งในความมืด รู้สึกได้ว่าเสียงเพลงด้านนอกเงียบไปจึงผุดลุกขึ้นจากเตียงนอน ท้องฟ้าด้านนอกม่านบานเกล็ดมืดสนิท แสงไฟในเมืองใหญ่จึงไม่สามารถกลบแสงดาวได้มิดในค่ำคืนนี้
มือเล็กค่อยๆหมุนคลายลูกบิดประตูออกช้าๆ โผล่ศีรษะออกไปมองสำรวจ ห้องทั้งห้องเงียบสงัด จะเหลือก็เพียงแต่เสียงพูดคุยอันจับใจความได้ยากนั้นที่ยังคงดังอยู่ในสายลม คิ้วเรียวกระตุกชิดกันในทันที
ดวงหน้าหวานใสฉาบแววความไม่สบอารมณ์เอาไว้ ยามเมื่อเขาเดินตามเสียงนั้นเข้าไปใกล้ ก่อนเห็นว่าชองฮวาของเขากำลังนั่งคุยอยู่กับหญิงสาว
หน้าฝรั่งคนหนึ่ง เธอสวยมาก มีทุกอย่างสมกับความเป็นหญิงเสียจนจุนซูหวาดระแวง
“อ้าว ยังไม่หลับอีกเหรอ” เป็นน้ำเสียงอ่อนโยนของชองฮวาที่ทักขึ้นเมื่อสังเกตเห็น จุนซูไม่รีรอที่จะเดินเข้าไปหา แสดงสายตาเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ
“เป็นยังไง ไม่สบายหรือเปล่า ไปหาหมอไหม” ชายหนุ่มเอ่ยถามอย่างห่วงใย ทั้งที่สีหน้าเรียบเฉย ชองฮวาเป็นคนแบบนี้ ยิ่งโดยเฉพาะกับจุนซู...เขานิ่งเสียจนเหมือนไม่มีใจ มันทำให้บรรยากาศระหว่างคนสองคนในระยะหลังๆ มานี้ยิ่งเหินห่าง
จุนซูส่ายหน้า สัมผัสมือใหญ่ของชองฮวาที่เอื้อมมาแตะอังใบหน้าของเขา ยิ้มเป็นสุข
“ชองฮวาคะ” เสียงที่ไม่คุ้นเคยดังขึ้นแทรกระหว่างคนสองคน สำเนียงฟังทะแม่งหู จุนซูชะงักทันที เหลือบมองสายตาของหล่อน “ฉันรู้สึกไม่ค่อยดีเลยค่ะ อยากขอตัวกลับ ช่วยไปส่งได้ไหมคะ”
“อะไรนะครับ” กลับกลายเป็นเขาเสียอีกที่ลังเลและรู้สึกเกรงอกเกรงใจจุนซู ชองฮวาถามซ้ำ ทั้งๆที่ท่าทางของหญิงสาวก็ไม่ได้มีทีท่าจะเปลี่ยนความคิดเป็นอื่น
“ไม่เป็นไร ฉันจะไปนอนแล้ว ชองฮวาไปส่งคุณคนนี้เถอะ” ทันทีที่จุนซูตัดบท หญิงสาวกระตุกยิ้มเหยียด
“นายไหวเหรอ”
“ไหวสิ นายไปเถอะ” ริมฝีปากสีสวยคลี่รอยยิ้มเบาบาง เลือนลางจนแทบจะจางหายไป ความรู้สึกประหลาดที่แล่นรื้นขึ้นมาถึงจมูก ดวงตาร้อนผ่าวหากน้ำตาก็ไม่รินไหล จุนซูกระชับอ้อมแขนกอดตัวเอง แม้อยากจะร้องไห้ แต่ก็ทำได้เพียงเท่านี้
หลังจากคบหากันมายาวนานจนกระทั่งคืนนั้น คืนแรกที่เขาเอ่ยปากถามชองฮวาว่ารักเขาบ้างไหม บอกรักเขาสักครั้งได้ไหม คำตอบที่ได้รับกลับมาเพียงแค่ว่า ‘ฉันยังไม่แน่ใจ’ ยังคงตามหลอกหลอน ช่องว่างที่เริ่มก่อตัวกว้างขึ้นนับตั้งแต่ตอนนั้น
อ้อมกอดเพียงผิวเผิน หรือเพียงแค่จุมพิตราตรีสวัสดิ์สักครั้งก็ยังต้องวอนขอ แม้ว่าทุกค่ำคืน เขาจะเป็นคนที่ชองฮวาโอบกอดจนผล็อยหลับ แต่ความรู้สึกจากข้างใน...ก็คงยังไม่อบอุ่นเพียงพออยู่ดี
“แต่ฉันจะรอนายกลับมานะ ชองฮวา”
เขาหมายความว่าอย่างนั้นโดยแท้จริง
ทันทีที่ส่งหญิงสาวถึงหน้าประตูห้องพักในโรงแรมหรูกลางกรุง ชองฮวาก็แทบจะผลุนผลันออกไป เขาบอกลาเธอเพียงสั้นๆ ก่อนหันหลังกลับด้วยความกระวนกระวาย เป็นเธอที่ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ แต่สิ่งที่ได้รับตอบกลับมามีเพียงการปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ความอับอายทำให้ใบหน้าแสนสวยที่เขาเคยเห็นแปรเปลี่ยนเป็นเพียงหน้ากากของนางปีศาจเท่านั้น
“จะรีบไปไหนคะ เป็นห่วงเด็กนั่นเหรอ” หล่อนเหยียดยิ้มหยัน เรียกให้ร่างสูงที่เพิ่งเดินไปได้ไม่ไกลชะงักฝีเท้า “คุณรู้ไหมว่าคุณทำให้คิมจุนซูดูน่าสมเพช”
ถ้อยคำนั้นราวกับกระชากเขาให้หันกลับมาจ้องตาหล่อนเขม็ง โดยไม่หวั่นเกรงต่อสิ่งใด หล่อนพูดต่อ
“คุณรู้ไหมว่าสาวๆของคุณเอาเรื่องของเด็กนั่นไปพูดว่ายังไงหลังจากคุณเมินพวกเธอ” แค่นยิ้มสะใจ ริมฝีปากแดงจัด ผมเผ้ายุ่งเหยิง สายเดี่ยวของชุดสวยที่เคยเกี่ยวไหล่หล่นลงมารั้งอยู่ที่ข้อศอก “คิมจุนซูเหมือนสุนัขเฝ้าบ้าน คอยกระดิกหางเห่ารับตอนคุณกลับ นั่งมองคุณกับผู้หญิงอื่น แล้วแอบไปครางหงิงๆอยู่คนเดียว”
“คุณไม่มีสิทธิ์พูดถึงเขาแบบนี้” เสียงของชองฮวาแข็งกร้าวขึ้นมาทันที
“เขาไม่แคร์ว่าคุณจะมีใครอีกกี่คน เค้าไม่สนด้วยซ้ำว่าใครจะด่าจะว่า จะปฏิบัติต่อเขายังไง เขายอมตายแทนคุณได้ ขอแค่ให้คุณเก็บเขาไว้”
“หุบปากซะ พวกคุณจะไปรู้อะไร”
“คุณมีพร้อมทุกอย่างนะคะชองฮวา คุณน่ารัก คุณไม่จำเป็นต้องมีเขา เขาไม่คู่ควรให้คุณรักหรอกค่ะ”
“ผมไม่ได้รักเขา”
“คุณรักคนที่ไม่คู่ควรกับคุณเลย”
“บอกให้หุบปากไงเล่า!” ชองฮวาสาวเท้าเข้าไปกระชากแขนหญิงสาวรุนแรง “ดูสารรูปตัวเองสิ คนอย่างคุณไม่มีสิทธิ์ว่าเขา”
“หึ! ทำไมจะไม่มีสิทธิ์ ก็แค่เด็กสลัม” ดวงตาคมกริบที่ถูกแต่งเติมอย่างดีช้อนมองยียวนโทสะ
“ต่ำ” เขาเป็นผู้ชาย หากก็ไม่ได้สุภาพบุรุษมากพอที่จะอดกลั้นความรู้สึกทั้งหมดเอาไว้ได้ ชองฮวาโกรธจนมือสั่น หากทิ้งท้ายเอาไว้เท่านั้น ก่อนเดินจากไปโดยไม่หันกลับมาอีก
“เก็บคำที่พูดเมื่อกี้ไว้ใช้กับคิมจุนซูของคุณเถอะ!”
มือหนากระแทกผลักประตูไม้เนื้อแข็งตรงหน้าให้เปิดออกอย่างแรง เสียงเล็กที่แสนสดใสรื่นหูเป็นสิ่งแรกที่แล่นเข้ามากระทบโสตประสาทที่เกือบ
ด้านชาของเขา ภาพที่นัยน์ตาสีน้ำตาลแลดูว่างเปล่าคู่นั้นจับต้องได้ปรากฏขึ้น พร้อมๆ กับคำดูหมิ่นของหญิงสาวคนเมื่อครู่ก้องย้ำภายในหัวใจ
“กลับมาแล้วเหรอชองฮวา ข้างนอกหนาวใช่ไหม” ดวงตากลมใสพราวประกายความสุขคู่นั้นแจ่มจ้า จุนซูไม่มีทีท่าป่วยเหงาซึมเศร้าหลงเหลือ “ฉันทำนมร้อนเตรียมไว้ให้ ป่านนี้คงเย็นหมดแล้ว เดี๋ยวฉันอุ่นให้นะ”
ช่างน่าสมเพช...
เพล้ง!
“ทำอะไร นายทำบ้าอะไร!”
“ช..ชองฮวา...”
“นายทำเพื่ออะไร ทนอยู่ที่นี่เพื่ออะไร นายไม่รู้ตัวหรือว่าตัวเอง
น่าสมเพชแค่ไหน นายทำแบบนี้ทำไม อดทนทำไม เพื่ออะไร บอกฉันเซ่!”
ชองฮวาไม่มีน้ำตาสักนิด สีหน้ามีแต่ความโกรธเกรี้ยว ผิดจากจุนซูที่ในยามนี้หยาดน้ำร่วงหล่นลงมาจากคลองตาเป็นสายราวกับถูกสั่ง
“ไปได้แล้ว ออกไปจากบ้านฉัน” เขาลากจุนซูออกไป กระชากท่อนแขนเล็กๆแสนบอบบางนั้น รวบเก็บเสื้อผ้าของจุนซูใส่กระเป๋าเดินทางใบใหญ่
ทุกอย่างรวดเร็ว รุนแรง ภาพเบื้องหน้าสั่นไหว ชองฮวาคนตรงหน้าราวกับไม่ใช่ชองฮวาคนเดิมของเขา แตกต่างเหลือเกินจนจุนซูแทบทำใจยอมรับไม่ได้ว่าทุกอย่างเกิดขึ้นกับเขาจริงๆ ไม่ใช่ฝันร้ายที่พอรุ่งสางก็จะจางหายไป
“นั่นของของนาย ไปได้แล้ว!” เสียงเข้มตะหวาดลั่น ในขณะที่กระเป๋าใบโตถูกเหวี่ยงไปชนกับประตูลั่นเสียงโครมใหญ่ แข้งขาของจุนซูไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาทันที เขาเริ่มต้นที่จะร้องไห้ ไหล่สั่นริก ร้องออกมาหนักหนา ร้องออกมาราวกับจะขาดใจ
“นายมีคนใหม่ใช่ไหม” ร่างผ่ายผอมทรุดตัวลงช้าๆละล่ำละลักคำพูดออกมาอย่างยากลำบาก
“หุบปาก แล้วไปซะ”
“ไม่! ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้น นายจะมีใครอีกกี่คนก็ได้ แต่อย่าไล่ฉันเลยนะ ฉันขอร้อง” ความเย็นชานั้นไม่ทำให้จุนซูเลิกล้มความตั้งใจที่จะอยู่ เขาดิ้นรนสุดกำลัง สลัดแขนให้พ้นจากการฉุดรั้งของมือหนา คลานลงแทบเท้า
ชองฮวา กอดเอาไว้ ราวกับกำลังร้องขอชีวิต
ใช่...เพื่อชีวิตที่ยังเหลืออยู่ของเขา
“ชองฮวา เรารักกันไม่ใช่เหรอ ชองฮวา...ชองฮวา!”
“พอที จุนซู ฉันเกลียดนาย ไม่เคยรักนาย และตอนนี้ฉันก็ไม่อยากเห็นหน้านายอีก ได้ยินไหม ไสหัวออกไปจากบ้านฉันได้แล้ว!”
ด้วยมือที่สั่นสะท้านจนแทบควบคุมไม่อยู่ ชองฮวาผลักไสศีรษะของจุนซูออกจากตัวอย่างตัดรอน เขาแทบไม่รู้ตัวเลยว่าภายในเวลาที่ไม่อาจคาดคะเนได้นั้น ถ้อยคำอันแสนโหดร้ายพรั่งพรูออกจากริมฝีปากของตนมากมายขนาดไหน
“ฉันแค่ต้องการนาย ฉันรักฮัวหลาง รักฮัวชองฮวา ฉันรักทุกเศษเสี้ยวที่ประกอบออกมาเป็นผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าฉันตอนนี้”
“นายต้องการความรัก จุนซู ใครก็ได้ที่มีความรักให้นาย...ซึ่งฉันไม่มี”
ประตูบานเดิมกระแทกปิดลง ร่างสูงลงกลอนประตูแน่นหนา ก่อนจะเอนกายพิงเนื้อไม้เย็นเฉียบ แล้วทรุดนั่งลงบนพื้นราวกับสิ้นไร้เรี่ยวแรงที่เหลือ ชายหนุ่มยินเสียงเล็กๆที่ร่ำไห้ครวญครางราวกับจะเป็นจะตายนั้น ซึ่งคงจะไม่มีวันเลือนหายไปจากชีวิตเขาได้ตลอดกาล
ได้แต่พร่ำบอกกับตัวเองว่ามันจบแล้ว ระหว่างเขากับจุนซู เด็กผู้ชายที่สว่างไสวราวกับมีแสงของความสุขเปล่งออกมาจากหัวใจ จุนซูที่เป็นคนมองโลกในแง่ดีและมีความรักให้กับหลายๆอย่างบนโลกใบนี้ จุนซูที่เป็นเสมือนด้านตรงข้ามกับคนใจแคบเช่นเขาทุกอย่าง
หมดเวลาแล้วที่เขาจะคอยแต่ตักตวงความสุขจากจุนซู ความสุขที่เขาไม่เคยได้ ความงดงามล้ำค่าในร่างกายเล็กๆแสนบอบบางที่กำลังจะละลายหายไปจนสิ้นเพราะเขา เพราะความสุขที่ได้คืนมากลับกลายเป็นเพียงแค่ภาพลวงที่แสนฉาบฉวย จุนซูที่ไม่หลงเหลือศักดิ์ศรี เจ้าคิดเจ้าแค้นขี้อิจฉา มองโลกใน
แง่ร้าย ไม่มีเค้าร่างของจุนซูคนเดิมเลยสักนิด
ยอมเสียดีกว่า...ยอมปล่อยมือไปจากสิ่งเดียวที่แสนบริสุทธิ์ในชีวิต สละความสุขที่เขาเคยได้ เพื่อต่อลมหายใจให้กับจุนซู ดีกว่าต้องทนเห็น
‘คนที่เขารัก’ แห้งเหี่ยวโรยรา ก่อนตายไปอย่างช้าๆในกำมือ
ชองฮวาซบใบหน้าลงกับหัวเข่า ยิ่งพยายามกัดฟันกลั้นฝืน ความปวดราวก็ยิ่งรุมเร้าหัวใจของเขาให้แหลกสลายรวดเร็วยิ่งๆขึ้นไป...
เขามองน้ำตาแต่ละหยดที่ร่วงลงบนฝ่ามือขาวซีดสั่นรัว มองราวกับไม่ได้เห็นน้ำตาของตัวเองมานานแสนนาน
ฮัวหลางที่ไม่เคยรักใครนอกจากตัวเอง คือคนที่ฮัวชองฮวาพยายามจะเป็น
บนสะพานอันเงียบเหงา ข้าวของแห่งความทรงจำมากมายถูกบรรจุเอาไว้ในกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ชองฮวาออกแรงเหวี่ยงออกไปให้ไกลๆ มันลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศ กระทั่งตกลงกระทบผิวน้ำจนแตกกระจาย
ชายหนุ่มทอดสายตามองสุดลูกหูลูกตา ไปยังที่ที่ไม่มีใครรู้จัก
หัวใจดวงนี้...เจ็บร้าวจนชินชา...
เขาลากฝ่าเท้า พาร่างกายที่หลงเหลือเพียงซากไร้วิญญาณของตนไปจากที่นั่น
สายลมโชยเอื่อยหยอกล้อกิ่งไม้ ผิวน้ำไหวเป็นคลื่นตามแรงกรรโชกของลม
ท่ามกลางความเหน็บหนาวเจียนบ้าที่สะกดน้ำตาของเขาให้แข็งสนิทเบื้องหลังดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้น
เสียงวัตถุกระทบผืนน้ำจนแตกกระจายดังขึ้นเบื้องหลัง...
จุนซู!
“พี่ยูชอนฟื้นแล้ว!”
ภาพที่มองเห็นเบื้องหน้าไม่ชัดเจนเท่าสุ้มเสียงเรียกขานที่แสนคุ้นเคย ประกายสว่างของแสงแดดส่องกระทบม่านตาขับไล่ความมืดมิด ทำให้เขาต้อง
หรี่ตาลงเล็กน้อยเพื่อลดความแสบระคาย ความคิดและสติยังคงมึนตึง ยูชอนโคลงศีรษะ พยายามเรียบเรียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ถึงเหตุผลที่ทำให้เขามานอนแบ่บอยู่ที่นี่
ร่างสูงรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัวจึงพยายามหยัดกายลุกขึ้น หากแต่เมื่อเขายันข้อศอกข้างถนัดลงบนพื้นเตียงพยาบาล
“โอ๊ย!”
“พี่ยูชอน! ระวังครับ”
แขนของเขา...เจ็บปลาบและใช้การไม่ได้แล้วโดยสมบูรณ์
ยูชอนเงยหน้าขึ้นสบตาชางมินราวกับอยากจะไต่ถาม หากแต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงใบหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเพื่อนรุ่นน้อง ดวงตาฉ่ำ
น้ำหล่อเลี้ยงจึงแห้งผาก ก่อนแค่นยิ้มออกมาเล็กน้อย
“ของของจุนซูล่ะ” แม้แต่เสียงก็แหบพร่า ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกๆ กลับปวดไปถึงซี่โครง
ชางมินถอนใจ เขาไม่ตอบอะไรนอกจากเสมองไปทางวีดีโอเทปต้นเหตุของเรื่องราวร้ายแรงทั้งหมด ซึ่งถูกวางเอาไว้กับโต๊ะหัวเตียงไม่มีใครแตะต้อง เด็กหนุ่มได้แต่ส่ายหน้าให้กับความไร้สติของทั้งจุนซูและยูชอน กับสิ่งสวยงามที่ไม่เคยช่วยประโลมโลกโสมมใบนี้ได้
ความรัก...
“ขออนุญาตวัดไข้นะคะ อุ๊ย!”
เสียงหวานใสของพยาบาลสาวดังขึ้นหน้าประตู ผิดแต่เป็นจุนซูที่ผลักประตูโครมแล้วบุกเข้ามากระชากคอเสื้อเพื่อนตัวสูง เขย่าเต็มแรง
“นายมันบ้า ไอ้บ้า ทำอะไรลงไปรู้ตัวบ้างไหม!”
“จุนซู! ใจเย็นๆ” แจจุงที่ตามเข้ามาพร้อมกันปราดเข้าไปจับแยก แต่ไม่รู้จุนซูเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน สะบัดทั้งแจจุงและชางมินจนกระเด็นไปคนละทิศละทาง ยูชอนยังคงนั่งนิ่งงัน ไม่ตอบโต้ ไม่เถียง แค่ยิ้มบางๆ
“เคยคิดบ้างไหมว่าถ้านายเป็นอะไรขึ้นมาจะทำยังไง เคยคิดถึงความรู้สึกฉันบ้างไหม!” จุนซูระเบิดออกมา น้ำตาเริ่มไหล ไหล่เล็กไหวสะท้านตามเสียงสะอื้น
ยูชอนมองคนตรงหน้าแล้วยิ้มเศร้า เขาใช้นิ้วเกลี่ยน้ำตาให้อย่าง
ทะนุถนอม ตาคู่น้อยที่บวมช้ำ...คงผ่านการร้องไห้มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง เมื่อร่างเล็กอ่อนแรงลง เขาจึงรั้งเข้ามากอดเอาไว้
จุนซูกระชับอ้อมกอดของยูชอนให้แน่นยิ่งขึ้น ไม่ระแวดระวังว่าจะทำให้คนป่วยบอบช้ำหนักไปกว่าที่เป็น เด็กหนุ่มร้องไห้ฟูมฟาย ร้องราวกับกำลังจะขาดใจเหมือนครั้งที่เขาร้องไห้เพราะจำต้องเสียชองฮวา
จินฮวานส่ายหน้าปลง มองตามหลังแจจุงที่พาใบหน้าบอกบุญไม่รับสาวเท้าออกไปจากที่ทำงาน คิ้วเรียวขมวดชิดกัน ดวงหน้าหวานสวยขึงตึงไม่
เป็นมิตร ขยับริมฝีปากขมุบขมิบกร่นด่าทุกสิ่งมีชีวิตที่เดินสวนทาง
ร่างเพรียวกระชับกระเป๋าขึ้นบ่า รู้สึกว่าทุกอย่างรอบกายขวางหูขวางตาไปหมด แม้ภาพของผู้ชายหน้าสวยที่ปรากฏบนจอโทรทัศน์แอลซีดีจอยักษ์ยามเดินผ่านร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยี่ห้อดัง เขาก็ยังไม่สบอารมณ์จะมองเหมือนทุกวัน
ตลอดสัปดาห์มานี้เป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดอีกช่วงหนึ่งในชีวิตเขา การประกวดยิ่งเริ่มกระชั้นเวลาเข้ามามากขึ้นเท่าไหร่ สถานการณ์มากมายยิ่งบีบคั้น ตั้งแต่ยูชอนเจ็บหนัก สมาชิกในวงก็จิตตกกันยกวง ไม่เป็นอันทำมาหากินอะไร การรับงานที่เดอะไนธ์เกตก็ชะงักลงไปด้วย ลูกค้าประจำหายจ้อย ผับที่เคยเงียบเหงาอยู่แล้วในตอนนี้จึงตกอยู่ในสภาพใกล้เจ๊งเต็มที คำพูดค่อนแคะ
กระแนะกระแหนของผู้จัดการร้านจอมจุ้นจ้าน หาว่าพวกเขาไม่มีความรับผิดชอบโดยไม่ใยดีอาการเจ็บและยื่นมือเข้าช่วยเหลือยูชอนสักนิด เป็นสาเหตุให้แจจุงหงุดหงิดงุ่นง่านอย่างที่เห็น
“หวัดดี!”
ไม่ทันไร ยุนโฮที่ไม่รู้โผล่มาจากไหนก็กระโดดแผล็วมาดักหน้า
ชายหนุ่มสะพายกระเป๋ากีต้าร์ อีกมือถือแก้วน้ำปั่นจากร้านเครื่องเดิมแบรนด์ดัง หน้าตาแช่มชื่นอารมณ์ดีเป็นที่สุด
“เลิกงานแล้วหรือแจจุง ให้ฉันไปส่งไหม”
แจจุงหยุดฝีเท้า หรี่ตามองฝ่ายตรงข้าม ก่อนส่ายหน้าปฏิเสธโดยไม่เอ่ยปาก ยุนโฮหน้าเสียเมื่อสังเกตเห็นแววความไม่สบายใจในตากลมโตสีดำสนิทนั้นจึงกระตือรือร้นถามไถ่อย่างเป็นห่วง
“เป็นอะไรหรือเปล่า ตาขวางๆ น้องชายพาไปฉีดยากันบ้าเข็มที่สองหรือยังเนี่ย ฮ่ะๆๆ” ไม่วายพูดติดตลกไม่รู้กาลเทศะ แจจุงค้อนให้ขวับใหญ่ มือกีต้าร์ถึงได้สงบปาก
“กินน้ำก่อน” เขาส่งหลอดให้
“ไม่”
“อร่อยนะ”
“บอกว่าไม่ก็ไม่ไง เลิกกวนใจฉันซักที!”
แก้วน้ำที่เพิ่งพร่องลงไปเพียงนิดกระเด็นหลุดมือ น้ำเย็นๆสีฟ้าสดใสเจิ่งนองเลอะเทอะพื้นมันวาวสีครีมสะอาดสะอ้าน พร้อมๆกับที่ยุนโฮมองเห็นน้ำตาหยดแรกรินไหล แจจุงใช้นิ้วปาดมันทิ้งไป หากหยดใหม่ก็ร่วงลงตามมา เขาจึงอดไม่ได้ที่จะก้าวเข้าไปดึงร่างเพรียวตรงหน้าเข้ามากอด
“ปล่อย!” แจจุงอาละวาด ทว่ายุนโฮไม่ใส่ใจสายตาหลายคู่ที่จ้องมองมา ยิ่งเจ้าของผิวขาวหอมกรุ่นไปทั้งตัวพยายามสะบัดหนีมากเท่าไหร่ เขายิ่งกระชับอ้อมแขนโอบกอดเอวบางแน่นขึ้นเท่านั้น
ใบหน้าหล่อเหลาเกยปลายคางเรียวลงกับไหล่บาง เพราะผิวที่ขาวจัดพรางตา หากไม่กอดก็คงไม่รู้ว่าร่างกายที่ทรุดผอมลงของแจจุงแข็งไปด้วยกระดูกและกร้ามเนื้อเกร็งๆ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น ยุนโฮก็กอดแน่นจนคนตัวเล็กกว่าแทบจะอ่อนสลายลงในกอดนั้น
ไม่ว่าอย่างไรแจจุงก็ยังนุ่มนิ่มน่าหลงใหล ไม่ว่าจะอยู่ในอารมณ์ไหน พูดจารุนแรงเลวร้าย เขาก็ยังชอบแจจุง...รักแจจุงไปแล้ว
จากแรงสั่นไหวน้อยๆกลับกลายเป็นเสียงสะอื้นไห้ แจจุงซบหน้าลงกับแผ่นอกกว้างเพื่อซ่อนน้ำตา ตอบรับกอดของยุนโฮแน่นกว่าราวกับเป็นไม้หลักสุดท้ายที่เหลือให้ยึดเกาะ
“ฉันเหนื่อย ยุนโฮ ไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว”
“เกิดอะไรขึ้น ค่อยๆพูด” มือหนาลูบแผ่นหลังเบาๆ เนิบช้าให้ความรู้สึกของเขาซึมซับลงไป
“ที่ผ่านมาฉันฝันสูงเกินไป ตอนนี้ฉันไม่อยากฝันอีกแล้ว อยากไปจากที่นี่ อยากหายไปเลย”
ยุนโฮดันแจจุงออกห่างเล็กน้อยเพื่อสบตา ไม่รู้ว่าตลอดชีวิตของร่างบางตรงหน้าเคยผ่านช่วงเวลาพังทลายแบบนี้มากี่ครั้ง ทว่าเขากลับแน่ใจอย่างไม่มีเหตุผลว่าอย่างน้อย...เขาก็เป็นบุคคลที่ได้เห็นอีกด้านที่คนอื่นมองไม่เห็นของคนคนนี้
“โอเค ไม่อยากอยู่ก็ไม่ต้องอยู่” เขาว่า พลางช่วยซับน้ำตาให้ “ไปกับฉัน”
“ไปไหน” ตากลมๆที่กระพริบปริบเคลือบน้ำตาใสแป๋วขอคำตอบ
“ใต้ดิน” ยุนโฮยิ้มเท่อย่างที่ใครต่อใครต้องเหลียวมอง
เพื่อนหนุ่มอดีตคู่อริขับรถพาเขามาไกลเกินกว่าจะคำนวณระยะทาง ผ่านทัศนียภาพแปลกตา กระทั่งพ้นออกมาจากตัวเมือง ตึกรามบ้านช่องแออัดค่อยๆหายลับไปจากสายตา ก่อนจะปรากฏเหลือเป็นเพียงจุดเล็กๆบนกระจกส่องหลัง
จอดรถเทียบเอาไว้ใต้ต้นไม้กลางทุ่งกว้าง ซึ่งเหล่าดอกไม้ใบหญ้าสะท้อนแสงตะวันยามบ่ายจนกลายเป็นสีทองอร่าม ยุนโฮสะพายกีต้าร์ตัวโปรดไว้ด้านหลัง พาแจจุงเดินเคียงข้างกันไปตามทางเดินกรวดหิน เลียบริมทางรถไฟร้างไร้ผู้คน
“สังเกตไหมว่าคนเรามักอยากได้อะไรที่ตัวเองไม่มี” เขาเริ่ม ในขณะกำลังพยายามทรงตัวเดินบนรางรถไฟ “นายอยากขึ้นบนดิน ฉันอยากหนีลงดินทั้งที่จริงแล้วเป็นคนบนดินมาโดยตลอด”
แจจุงเดินตาม เงยหน้ามองแผ่นหลังของยุนโฮที่ก้าวนำไป ตลอดมาก็เป็นเช่นนี้เสมอ
“ใครเห็นหน้าฉันก็รู้ว่าเป็นลูกพ่อ ไอ้ชองฮวาก็ไม่มีใครไม่รู้จักนามสกุล พี่เทซก ยองเจ เรโน ทุกคนให้ความสนใจ เดินไปทางไหนมีแต่คนเหลียวหลังมอง เราเหนื่อยกับชีวิตภายใต้สายตาของใครๆที่จ้องจับผิด ถึงได้พยายามค้นหาโลกใหม่ที่หวังว่าจะไม่ใครให้ความสนใจตัวเรา มากไปกว่าความคิดหรือความเป็นตัวเราข้างใน” เขาหยุดหัวเราะเบาๆ ครู่หนึ่งก่อนพูดต่อว่า “และใต้ดินก็คือที่ที่เราจะได้เป็นอย่างนั้น ไม่มีใครมองเห็น ไม่มีใครรู้จัก”
“แต่สิ่งที่ฉันต้องการคือตรงข้าม อะไรก็ตามที่ไม่เคยได้ไม่เคยมี”
“ใช่” ยุนโฮไม่อ้อมค้อม ทำให้แจจุงยิ้มออก “นายทำงานหาเงินงกๆ เพราะไม่เคยมี น้องชายนายรักไอ้ชองฮวาแทบคลั่ง ยูชอนรักน้องชายนายแทบคลั่งกว่า เพราะไม่เคยได้ความรักกลับมาอย่างที่หวังไว้ แต่นายรู้อะไรไหม...การอยากได้ในสิ่งที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีวันได้ นั่นล่ะคือความฝัน ยิ่งสูงยิ่งอยากคว้า ยิ่งยากเย็นก็ยิ่งฝัน”
“แล้วนายล่ะ ยังมีอะไรที่อยากได้แต่ยังไม่ได้อีกไหม ตอนนี้ก็ได้โลดแล่นใต้ดินจนหนำใจแล้วนี่”
ถึงตอนนี้ ยุนโฮหันกลับมาจ้องตาตรงๆ ดวงตาคมกริบเป็นประกายสะท้อนภาพของแจจุงแจ่มชัด และยังคงมีแจจุงเพียงคนเดียวในสายตา “อยากเป็นคนที่มีอิสระ อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ต้องมีใครมาคอยคาดหวัง”
แจจุงเลิกคิ้วถามย้ำ “ตอนนี้ก็เป็นอยู่ไม่ใช่หรือไง”
“แค่ครึ่งเดียว”
เดินกันไปเรื่อยเปื่อยไร้จุดหมาย พูดคุยเรื่องความฝันยันสัพเพเหระ กระทั่งกลับมาที่รถได้ท้องฟ้าก็มืดมิดพร่างดาวระยิบระยับ แจจุงนอนหนุนแขนตัวเองอยู่บนกระโปรงหน้ารถ กระดิกปลายเท้าตามทำนองเพลง ส่วนยุนโฮนั่งหย่อนขาเล่นกีต้าร์อยู่ในตัวรถที่เปิดประตูทิ้งค้างไว้
จนเมื่อเขาหยุดบรรเลง วางกีต้าร์ไว้เบาะข้างๆอย่างระมัดระวัง แล้วปีนขึ้นไปนั่งข้างกายแจจุง ก่อนเอ่ยถามว่า “เป็นไง สบายใจขึ้นไหม”
แจจุงหันมาเพียงเพื่อพยักหน้าตอบรับ แล้วหันไปจับจ้องมองดาวบนฟ้าต่อ
“พร้อมกลับบ้านหรือยัง” ชายหนุ่มร่างสูงถามอีกครั้งอย่างเอาใจใส่
“ยัง...ทั้งเหนื่อย ทั้งเซ็ง ปัญหารอบด้าน เงินก็ไม่พอใช้” ประโยคหลังเอ่ยติดตลกไปอย่างนั้น แต่เมื่อหมดมุกและอีกฝ่ายไม่ได้ขำไปด้วย สีหน้าของแจจุงก็หมองลงอย่างเห็นได้ชัด “นายจะว่าอะไรไหมถ้าฉันถอนตัวจากการประกวด”
“อยู่ที่ว่าเหตุผลพอไหม”
คำตอบขัดใจของยุนโฮทำเอาแจจุงคิ้วกระตุก “เหตุผลเรื่องแขนยูชอนล่ะพอไหม”
“ถ้าไม่อยากฟังคำตอบของฉัน ทีหลังก็ไม่ต้องถาม” ยุนโฮเบ้ปากว่าประชด “มีกำลังใจเข้าไว้สิ แขนหักนะไม่ใช่แขนขาด ฉันเชื่อว่าเด็กนั่นต้องหายดี หรือถ้าคนดีไม่ได้ดีก็ให้มันรู้กันไป ค่อยช่วยๆกันแก้ไขไปทีละเปลาะ”
“เป็นหมอรึไง หมอบอกว่าไม่หายก็คือไม่หายสิ”
“ถึงไม่ใช่หมอแต่เคยสอบติดหมอล่ะวะ” อันนี้พูดจริงไม่มีเล่นมุก
ยุนโฮยิ้มอย่างเหนือชั้นเมื่อเห็นแจจุงเงียบกริบ มองเขาทึ่งๆ “ก็ให้มันหมดหวังยกทีมแบบนี้สิ สมควรจะแพ้ตั้งแต่ยังไม่ลงแข่ง”
“ก็ฉันไม่รู้จะเอาอะไรมาหวังแล้วนี่นา” น้ำเสียงแข็งกร้าวอ่อนลงแถมสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด แจจุงตอนนี้อ่อนแอและเปราะบางเสียยิ่งกว่าแก้ว ยุนโฮอดยิ้มเอ็นดูไม่ได้
“นายเห็นดาวนั่นไหม สวยรึเปล่า” ชายหนุ่มตั้งหลังตรง ก่อนเริ่มชี้ดาวที่สว่างที่สุดบนเวิ้งฟ้า “ถ้าชอบก็ต้องคว้าให้ถึง ยิ่งสูงก็ยิ่งต้องไขว่คว้าตะเกียกตะกาย ยืนเฉยๆมือไม่เอื้อมเท้าไม่เขย่ง กี่ชาติถึงจะได้มา ของดีๆไม่มีวันได้มาง่ายๆหรอกนะแจจุง”
แจจุงแม้จะตามไม่ค่อยทัน หากก็พยักหน้าเห็นด้วย ละสายตาจากกลุ่มดาวบนฟากฟ้าลงมาก็เห็นดาวในสายตามีความหมายอันถูกส่งผ่านมาจากดวงตาเรียวรีคู่นั้น
ดวงตาที่ทอประกายมุ่งมั่น มีความฝัน และพยายามอย่างสุดกำลังที่จะไขว่คว้าให้ได้หัวใจเจ้าของใบหน้าสวยสดเกินชายคนตรงหน้ามาครอบครอง
ไม่รู้ว่าทำไมหัวใจของเขาถึงได้เต้นถี่ขึ้น ข้างในกายร้อนผ่าว ปรางแก้มขาวฉีดสีสด ทำไมแววตาของยุนโฮในคืนนี้ถึงดูแปลกไปทั้งที่ความจริงไม่เคยเปลี่ยนแปลงตั้งแต่วันแรกที่ได้พบกัน
ขณะที่ยุนโฮจูบเขาเบาๆที่ริมฝีปาก เขารู้สึกราวกับได้ชีวิตใหม่ แจจุงระลึกได้ว่าคงมีเพียงหัวใจของเขาเท่านั้นที่ไม่เคยยอมรับ ทว่าร่างกายกลับกลายเป็นของยุนโฮแล้วโดยสมบูรณ์
รถยนต์คันสวยของยุนโฮถูกจอดเก็บไว้ด้านหน้าโรงแรมเล็กๆ แต่บรรยากาศแสนดีในชนบท ท่ามกลางแสงไฟสีเหลืองซีด ดวงดาว และแสงรำไรของจันทร์เสี้ยว
ยุนโฮกุมมือบางๆของแจจุงกับพื้นเตียงนุ่มลื่นมือ จูบอ้อยอิ่งที่มุมปาก เคลียปลายจมูกกับผิวแก้มเนียนใส ร่างเพรียวปิดเปลือกตาแน่นยามอีกฝ่ายฝังกายลงล้ำลึกภายใน เสียวซ่านหากไม่ทรมานดังครั้งแรก ทุกครั้งที่ยุนโฮย้ำกายเนิบช้า...ทว่าหนักหน่วง แจจุงครางเครือในลำคอ ความต้องการภายในถูกกระตุ้นจนต้องเบียดกายเข้าหาคนด้านบน
“ร้องออกมาเถอะ ฉันอยากฟัง” เสียงทุ้มกระซิบพร่า สัมผัสปลายนิ้วไล้ข้างแก้มชุ่มพราวเม็ดเหงื่อสีแดงระเรื่อ
“ย..ยุนโฮ...”
“ฉันรักนายนะแจจุง ตอนนี้รักมาก”
“ฉ..ฉัน...” ริมฝีปากสีแดงสดฉ่ำชุ่มยิ่งจัดสีขึ้นอีกเมื่อยุนโฮจูบซ้ำแรงๆ ทุกจังหวะที่ยุนโฮเรียบเรียงเสียงประสานตอกย้ำคำว่ารักจนซ่านลึกไปถึงหัวใจอย่างนุ่มนวล...อ่อนโยน...
ยิ่งอีกฝ่ายย้ำชัด รัก รัก รัก นับร้อยนับพันครั้ง น่าแปลกใจที่แจจุงรู้สึกตื่นเต้นและต้องการจะฟังอีกไม่รู้เบื่อ
“แจจุง...” ดุนปลายจมูกได้รูปกับปลายคางมน จูบเบาๆบนลำคอระหง ผิวของแจจุงขาวยิ่งกว่าหิมะ ใสยิ่งกว่าน้ำค้างบนกลีบกุหลาบ ราวกับเรืองแสงได้ภายใต้แสงจากโคมไฟเรืองๆ สีส้มอ่อนนวลตา สวยจนอยากจะรักแจจุงไปจนตาย
นิ้วเรียวจิกปลายเล็บลงบนผิวหลังมือของยุนโฮ ปลายเท้าจิกผืนผ้าปูนุ่มละมุน แจจุงพร่ำรำพันออกมาเป็นชื่อของยุนโฮ ร้องครวญเพราะความสุข ยิ่งทุกครั้งที่ยุนโฮย้ำคำรัก แจจุงแทบคลั่งตาย หัวใจซึ่งกำลังเต้นไม่เป็นส่ำไม่รู้ตัวว่ากำลังโหยหาคนตรงหน้ามากมายแค่ไหน
หากยอมรับความจริง ไม่ใช่แค่ ณ เวลานี้ ทว่าตลอดเวลาเขารอคอย
ไออุ่นจากผู้ชายคนนี้
โดยไม่รู้ตัวเลยว่าทุกความรู้สึกเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไหร่ อาจจะเป็นตั้งแต่ค่ำคืนแรกที่ได้ร่วมรัก หรือจะเป็นตั้งแต่วูบแรกที่เขารู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจเมื่อเห็นหน้าตายียวนกวนประสาท นาทีแรกที่สมญานามของมือกีต้าร์สุดฮ็อตกระทบเข้าในหู หรือชั่ววินาทีแรกที่รู้สึกไม่พอใจที่ยุนโฮไม่เคยชายหางตาแลมาทางเขากันแน่
“ฉันคิดว่า...ฉ..ฉัน...” เสียงของแจจุงยิ่งหวานหู ยามเมื่อมันถูกเค้นออกมาอย่างยากลำบากจากริมฝีปากช้ำรสจูบ และร่างกายหนักๆที่เอนทับเขาอย่างไม่ปราณีปราศรัย
“ฉัน...อาจจะรัก..รักนาย...ยุนโฮ”
แจจุงหลุดปากบอกรัก...คนที่เขาเคยเกลียดแสนเกลียดไปเสียแล้ว
To be continued...

อ่านๆไป-*-
เรโน-*-
*โกยฮร่ะ*
#1 By Haixne13 on 2007-07-08 16:44