Lovefurypassionenergy (10)
posted on 25 Jun 2007 08:49 by bleaf-me in lovefurypassionenergy
Title: Lovefurypassionenergy
Author: * b.leaf *
Pairing: YunJae , YooSu
Starring: Dong Bang Shin Gi (SM Entertainment) , Hwoarang (Namco) , Virgil (Capcom) , Seifer and Reno (Square-Enix) : ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้เป็นเจ้าของตัวละครใดๆ ยกเว้นแต่บทบาทของพวกเขาเท่านั้น จึงขอขอบคุณบริษัทในวงเล็บเจ้าของลิขสิทธิ์ชื่อ สำหรับตัวละครที่มีชื่อปรากฏอยู่ในฟิคชั่นเรื่องนี้ด้วยค่ะ
Genre: AU , Crossover , Romance , Drama
Rating: R / NC-17 ในคำพูดและการกระทำ
- - -
10.
“พร้อมนะ”
เสียงหนึ่งดังขึ้นเบื้องหลังกล้องวีดีโอตัวเก่า เบื้องหน้าดวงตากระพริบปริบ บรรยากาศร้อนชื้นชวนง่วง กับกลิ่นเหม็นอับในห้องซ้อมสภาพแย่ เสียงนั้นนับถอยหลัง
“ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง”
กระทั่งไฟสีแดงที่กล้องสว่างขึ้น ยูชอนก็ยังไม่ยอมอ้าปาก แจจุงหันไปมองชางมิน ตากล้องอาสายืนเกาคอป้อ ท่าทีไม่อินังขังขอบ หนำซ้ำยังอ้าปากหาวอีกวอดใหญ่ ภาพนั้นชวนให้คิ้วเรียวสวยของเขากระตุกเข้าชิดกันอย่างไม่สบอารมณ์
“พูดสิวะ” ตากลมโตเขม่นมองผู้อ่อนเยาว์กว่า แจจุงกัดฟันขู่ เสียง
เย็นยะเยือกลอดผ่านไรฟันออกมาเพียงแผ่วเบา เล่นเอายูชอนชะงักหน้าเสีย
“เอ่อ...” ผิวที่ปกติก็ขาวอยู่แล้วดูซีดลงไปอีกหลายขุม เม็ดเหงื่อ
ผุดพราวที่ขมับ สายตาที่ยูชอนใช้มองมายังกล้องแลดูไม่ต่างอะไรกับมนุษย์ถ้ำเผ่าแรกที่เพิ่งค้นพบสิ่งที่เรียกว่าไฟ “ส..สวัสดีครับ ผมชื่อมิก เอ้ย ปาร์ค เอ้อ มิกกี้-ยูชอน เอ...”
“โอ้ย! พอๆๆๆ” แจจุงแทบกรีดร้อง ใช้มือผลักกล้อง สั่งชางมินให้หยุดเทปเสีย ใบหน้าหวานบูดบึ้งถมึงทึงราวนางฟ้าในคราบซาตาน สีหน้าและแววตาบ่งบอกได้ดีว่ากำลังหงุดหงิดไม่น้อย “นี่เราทำอะไรกันอยู่วะเนี่ย”
ชางมินมองหัวหน้าวงที่กำลังควบคุมสติไม่อยู่อย่างปลงตก คำถามที่ร่างเพรียวตั้งขึ้น แม้ไม่เอ่ยปากก็ต่างรู้ดีอยู่ว่ากว่าสามชั่วโมงที่พากันหมกตัวอยู่แต่ในห้องซ้อมเหม็นอับนี้ ไม่ได้ช่วยให้กระบวนการใดๆดำเนินคืบหน้าไปได้แม้แต่น้อย
“วีดีโอแนะนำตัวไงครับพี่แจจุง” เด็กหนุ่มยกมือขึ้นขยับกรอบแว่น “แต่ผมว่า ทำไปทำมามันยิ่งคล้ายวีดีโอที่ทำเพื่ออุทิศให้ญาติที่ตายไปแล้ว” ว่าจบก็หัวเราะหึๆ ไม่ยี่หระ
“โธ่...เอามันน่า” ยูชอนช่วยเสริมเช่นกัน
“เอามันเอาเผือกบ้านแกล่ะสิไอ้บ้า” แจจุงแหวทันควัน จุนซูที่แอบฟังอยู่พยายามกลั้นเสียงหัวเราะ ก้มหน้าก้มตาปรับเสียงเครื่องดนตรีต่อไป
เนื่องจากผู้สมัครเข้าร่วมโครงการจากทั่วประเทศมีมาก ก่อนจะฝ่า
ด่านหินของเหล่าคณะกรรมการสุดเฮี้ยบ กติกาการแข่งขันจึงบอกเอาไว้อย่างชัดเจนว่าผู้เข้าประกวดทุกวงจะต้องส่งวีดีโอแนะนำตัวเข้าร่วมคัดเลือกในรอบแรก ซึ่งจะคัดจากวงดนตรีที่ลงสมัครกว่าพันรายชื่อให้เหลือเพียงยี่สิบวงสุดท้าย เพื่อเข้าแข่งขันในรอบตัดสินต่อไป เป็นเหตุให้เจ้ากล้องวีดีโอรุ่นย้อนยุคของจุนซูได้ฤกษ์เอาออกมาปัดฝุ่นใช้งานอีกครั้ง
ร่างเพรียวเจ้าของใบหน้าหวานสวยถอนหายใจเฮือกใหญ่ คาดคะเนเอาจากสภาพการณ์แล้วเดาไม่ออกว่าอีวิล-โอเวอร์ลอร์ดจะฝ่าฟันขวากหนามไปสู่ฝันได้สักกี่น้ำในการแข่งขันโครงการยักษ์ครั้งนี้ ก็เล่นมีแต่สมาชิกอวดดี มั่นอกมั่นใจเสียเหลือเกิน แต่เหยาะแหยะไม่สู้งานเช่นนี้
“โอ้ย หิวว้อย”
เอ้า...เอาเข้าไป...
กล้องวีดีโอตัวนั้นถูกจัดเอาไว้บนขาตั้งที่ไม่ค่อยแข็งแรง ยูชอนพยายามประคองมันจนเมื่อดูให้แน่ใจแล้วว่ายืนอยู่จึงวิ่งผละไปจับกีต้าร์เบสขึ้นมาคล้องไหล่
ขณะนี้สมาชิกทั้งสี่เตรียมตัวพร้อมอยู่แล้ว ชางมินในตำแหน่งกลอง จุนซูในตำแหน่งกีต้าร์โซโล่ ยูชอนกีต้าร์เบส และแจจุงที่กระชับไมโครโฟนแน่น หัวใจของเขาเต้นถี่ และทันทีที่เสียงเคาะไม้กลองแทนสัญญาณดังขึ้นนั้น
ตุ่บ!
กล้องร่วง...
แจจุงพรูลมหายใจเป่าผมหน้าเสียกระจุย เขาไม่ได้โมโห หากแต่ท้อแท้เต็มที อะไรๆก็ดูจะไม่เป็นใจไปเสียหมด
“ไม่เป็นไรนะพี่แจจุง เริ่มใหม่ก็ได้นี่ฮะ” จุนซูวางฝ่ามือเล็กๆนั่นบนบ่าพี่ชาย เขาพูดปลอบใจ ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้รู้สึกดีหรือแย่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
“ไม่เสียเวลาเปล่าเหรอจุนซู วันนี้เรามีงานที่ผับอีกนะ”
จุนซูไม่ตอบ แต่ทำหน้าครุ่นคิด ก่อนมือเล็กจะเอื้อมปลดสายกีต้าร์ออกจากตัว เข็มวินาทีของนาฬิกาแขวนผนังเรือนเก่าที่ยังไม่หยุดเดินไปข้างหน้า
ส่งเสียงที่สามารถได้ยินชัด ภายในบรรยากาศเงียบสงัดของห้อง
รู้สึกว่าทัศนะเบื้องหน้าเริ่มพร่าเลือนและในคลองตาชื้นแฉะ แจจุงหมุนโทรศัพท์มือถือในมือไปมา สูดหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด ก่อนตัดสินใจยกมันขึ้นแนบหู ฟังเสียงสัญญาณที่ฟังดูเวิ้งว้าง ยิ่งห่างไกล
กระทั่งเสียง ณ ปลายสายตอบกลับมา แจจุงเผยรอยยิ้มบาง ข้างในหัวใจอุ่นขึ้น
“ยุนโฮ...”
ชางมินขยับตัวลุกจากโซฟาที่นอนอยู่อย่างเกียจคร้าน เมื่อแจจุงเดินกลับมารวมกลุ่มพร้อมกับรอยยิ้มสดใส แปลกไปจากเมื่อครู่ และสีหน้าแช่มชื้นนั้นฉ่ำหวานน่ามองเพียงใด เจ้าตัวคงไม่รู้
ริมฝีปากสีแดงจัดเหมือนไวน์แดง ตัดกับผิวขาวเหมือนหิมะ แววตาคมสวยสีดำสนิทดูร้อนแรงเปล่งประกายมีชีวิต
“เราออกจากไอ้ตู้หมกศพนี่เหอะ เหม็นเป็นบ้า”
ฝ่ามือใหญ่ทาบลงบนไหล่เรียกให้แจจุงสะดุ้งตื่นจากภวังค์ ใบหน้าแรกที่เขาเห็นเมื่อเงยหน้าขึ้นมองผ่านกระจกเงาบานใหญ่นั้นทำให้เขายิ้มออก
ยุนโฮสวมหมวกไหมพรม แต่งกายในสไตล์เรียบๆทว่าดูดี เสื้อผ้าเนื้อไม่หนาและกางเกงยีนส์พอดีตัว เสริมให้ร่างสูงใหญ่กับกล้ามเนื้อกำยำได้รูปโดดเด่นยิ่งขึ้น ในมือของชายหนุ่มถือกล้องดีวีดีแฮนดี้แคมที่หน้ากล้องกำลังหมายตรงมายังคิมแจจุง
“ตื่นเต้นชะมัดเลย” แจจุงเผย เขาไม่ได้มองกล้อง หากแต่มองรูปหน้าเรียวหล่อคมคายของตากล้องจำเป็น
“ทำใจให้สบายน่า ก็เหมือนทุกวัน” ยุนโฮให้มือข้างที่เหลือลูบสัมผัสเส้นผมนุ่มสลวยเหมือนเส้นไหมของแจจุง กลิ่นสะอาดสะอ้านจากร่างบางหอมฟุ้งกำจายไปทั่วเมื่อเพิ่งผ่านการชำระร่างกายใหม่ๆ
“ฉันรบกวนนายมากเกินไปหรือเปล่า” แจจุงสะกดยิ้มเขินๆเอาไว้
ริมฝีปากที่ในยามนี้ถูกฉาบเนื้อลิปสติกสีแดงสดมันวาวเม้มจนสนิท เมื่อยุนโฮก้มจูบเขาเบาๆที่ศีรษะ
“ไม่หรอก ยินดี” ชายหนุ่มกระซิบ แจจุงทำให้หัวใจของเขาสั่นได้เสมอ “รู้อะไรไหม นอกจากเล่นกีต้าร์ ตอนเด็กๆฉันเคยอยากทำหนัง”
“เหรอ...เอ็กซ์หรืออาร์ล่ะ”
“เดี๋ยวเหอะ” ยุนโฮว่า ซุกใบหน้าลงกับซอกคอขาว ก่อนขบเบาๆด้วยความหมันเขี้ยว เสียงหัวเราะโรยระเรื่อยในอากาศ
แจจุงค่อยๆปิดเปลือกตาสีมุกนั่นลงแช่มช้า ในขณะที่ยุนโฮโอบกอดเขาเบาๆ ภายในใจเอาแต่พร่ำถามตัวเองว่า วันนี้จะเหมือนทุกวันได้เช่นไร
ในเมื่อ ณ ที่นี้ เวลานี้...ข้างกายเขามียุนโฮอยู่
ชายหนุ่มร่างสูงยกมือขึ้นดันกรอบแว่นตาสีชาให้กระชับกับใบหน้า พรางความหล่อโดดเด่นนั้นให้พ้นสายตา กลมกลืนไปกับผู้คน ดวงตาเรียวรีสีเข้มกวาดมองสำรวจรอบกายแล้วก็ให้ใจหาย เดอะไนธ์เกตเงียบเหงาบางตาเหลือเกินเทียบกับครั้งสุดท้ายที่เขาได้มาเยี่ยมเยือน
พื้นที่บนเวทีเตี้ยๆแคบเล็กเกินพอรองรับนักดนตรีสี่คน ทั้งยังดู
ทรุดโทรมลงมาก ไฟสปอร์ตไลท์หลากสี อุปกรณ์ชั้นเยี่ยมที่ช่วยปลุกกระตุ้นอารมณ์คึกคะนองได้อย่างอัศจรรย์ถูกลดจำนวนลงอย่างเห็นได้ชัดเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย กลุ่มลูกค้าที่ยังวนเวียนอยู่ก็ดูโลว์คลาสขึ้นไปทุกวัน ยุนโฮส่ายหน้า ระบายลมหายใจออกมาอย่างผิดหวัง
แม้จะยังเกรงใจเจ้าของร้านที่บูชาดิโอเมเดสประหนึ่งเทพเจ้า กับสาเหตุที่ทำให้เขาต้องมายืนอยู่ท่ามกลางเหล่าสาวกซาตานแล้วนั้น ถึงยุนโฮจะไม่ใช่คนหัวสูงนัก หากก็อดคิดไม่ได้
“ว่ากันว่า ยองอุง เซ็กซี่เป็นบ้า ผู้ชายแท้หรือวะ วันนี้ข้าเลยขอมาพิสูจน์” ชายคนหนึ่งโพล่งออกมาด้วยน้ำเสียงก้าวร้าวแหบห้าว ตามด้วยเสียง
โห่ฮาอย่างหยาบคายเป็นการสนับสนุน
ยุนโฮขมวดคิ้วไม่สบอารมณ์ อยากจะอุทิศเท้าซ้ายไปให้พวกถ่อยพิสูจน์แทน
ผับห่วยแตก... ต่ำชั้นสิ้นดี…
“หึ เซ็กซี่... เซ็กซี่อย่างกับลูกแมว เก่งแต่เล่นกับไหมพรม ไม่เป็นแม้แต่เรื่องบนเตียง” ยุนโฮยิ้มเยาะ ปากบ่นกับตัวเอง ในขณะที่มือสาละวนอยู่กับการปรับตั้งค่ากล้องดีวีดีที่พกติดตัวมาจากบ้าน เสียงของเขาถูกเสียงดนตรีจังหวะอึกทึกกลบจนสนิท
ดีเจปิดแผ่นแล้ว เสียงเพลงที่เคยดังสนั่นหรี่เบาลงจนความเงียบสงัดสยบทุกความเคลื่อนไหว พื้นที่หน้าเวทีถูกขยายไปจนติดขอบ ทันใดนั้น...แสงไฟกระพริบปลาบ เสียงกีต้าร์โซโล่ที่อ่อนหวานเคล้ากับจังหวะเร่าร้อนเป็นเอกลักษณ์แว่วกระทบโสตประสาท
“แต่ไม่ต้องห่วง” ยุนโฮลงน้ำหนักกดปลายนิ้วที่ปุ่ม Record “ฉันเปลี่ยนแมวน้อยให้เป็นแมวยั่วสวาทให้แล้วตามคำขอ”
อีวิล-โอเวอร์ลอร์ดทั้งสี่ปรากฏตัวด้วยธีมชุดสีแดงเพลิง เร่าร้อน
หิวโหย หากแฝงความหวานหวามเอาไว้
ชเวคังที่ตำแหน่งกลองจัดผมสีดำสนิทปิดพลางใบหน้า ลีลาควงไม้กลองยังคงติดตาและมีเสน่ห์ แต่ไหนแต่ไรชเวคังไม่ใช่คนที่จะอยู่ในสายตา และเขาก็ไม่เคยต้องการให้ใครเอาเขาเข้าไปอยู่ในสายตา หากแต่เป็นเสียงกลองของเขาต่างหากที่ติดหู รัวกระหน่ำอยู่ในสายเลือดของผู้ชม
มิกกี้มือเบสขวัญใจสาวๆเรียกเสียงกรี๊ดได้ดังสนั่นเหมือนเคย สีหน้ายามบรรเลงบทเพลงรุนแรงให้กึกก้อง ราวกับสติหลุดลอยไปอยู่ในที่ไกลๆ ถึงสวรรค์ชั้นเจ็ด ถึงที่ไหนก็ตามที่ร้อนแรงพอจะจุดต่อมจินตนาการให้กับเหล่าเด็กสาวให้คลั่งไคล้ได้ไม่หยอก
ซีอาสะบัดเส้นผมสุดฤทธิ์สุดเดช ท่อนขาเรียวขาวหุ้มถุงหน่องตาข่ายโผล่พ้นชายกระโปรงฟูฟ่องสีเพลิง ริมฝีปากสีแดงสดคลี่รอยยิ้มหวาน แต่เชือดเฉือนเหมือนเจ้าหญิงซาตาน ยามปลายนิ้วเรียวกับร่างเพรียวสวยผุดผาดของนักร้องนำหน้าสวยกระแซะเข้ามาใกล้ บดเบียดเบื้องล่างแนบชิดกัน ต่างปลดปล่อยอารมณ์ให้หลุดลอยไปกับความดิบเถื่อนของดนตรีเทคโนแด๊นซ์ที่มีเอกลักษณ์
ผิวที่ขาวเหมือนกระดาษตกกระทบแสงไฟดูเลื่อนลอย ราวกับเรืองแสงได้ เม็ดเหงื่อที่เริ่มผุดพราวเปล่งประกาย กลีบปากสีกุหลาบมันวาววับแตะสัมผัสกับปากสวยของอีกหนึ่งหนุ่มแผ่วเบาในตอนแรก ก่อนแปรเป็นรุนแรงดูดดื่ม
เป็นยองอุงในชุดหนังเข้ารูปที่กำลังแลกจุมพิตกับมือกีต้าร์ผมทองอย่างเร่าร้อน!
ซีอาอ้าปากส่งลิ้นเล็กแลบเลียความหวาน ก่อนงับเบาๆอย่างอ้อยอิ่งที่ปากล่างของคนหน้าคล้าย หางตาเรียวปรายมองเหล่าผู้ชมอย่างยั่วยวน
ผละจากริมฝีปาก ซีอาดูดกลืนนิ้วเรียวของยองอุง มือเล็กรัว
เส้นสายกีต้าร์ ขยับสะโพกตามจังหวะเร้า เสียงร้องของยองอุงหวานหูชวนให้ใจเพริดไปกับภาพที่ราวกับหลุดออกมาจากฟิล์มหนัง นัยน์ตาสีนิลวาววับดั่งลูกแก้วปรือปรอย แพรขนตาถูกต่อให้ยาวและหนาขึ้น ปัดให้งอนด้วยมาสคาร่ากระพริบยั่ว ยามเมื่อเขาค่อยๆทรุดตัวลง ลากริมฝีปากทั้งที่ยังร้องเพลง ไล้ฝ่ามือสวยลงมาตามเรียวขาขาวของซีอา ใช้นิ้วเกี่ยวขอบตาข่ายหยอกเย้า ก่อนค่อยๆเลิกชายกระโปรงนั้นขึ้นช้าๆ พอให้บรรดาแฟนคลับตาลุกวาวเสียวซ่าน ก่อนผละออก จำลองท่าทางร่วมรักของสาวสวยได้อย่างถึงรส
นี่ล่ะ! วีดีโอแนะนำตัวของ อีวิล-โอเวอร์ลอร์ด
เสียงฮือฮาป่าเถื่อนดังระงม เหล่าผู้ชมหืนกระหายความรุ่มร้อนนั้นอย่างบ้าคลั่งราวกับนักโทษที่กำลังพยายามทำลายกรงขัง น่าแปลกที่ภาพทำนองนี้สามารถปลุกอารมณ์เสือป่าได้ยิ่งกว่าอะไรในโลก ใจของยุนโฮร่วงลงไปถึงตาตุ่ม ภาพที่เคลื่อนไหวเบื้องหน้าโหมอารมณ์ของเขาให้คุโชนอย่างกับพายุ นักดนตรีหนุ่มแทบไม่ละสายตาออกจากภาพตรงหน้า จดสายตาที่แจจุงใช้มองมายังเขาแล้วขยิบตาให้ด้วยกล้อง
ฝีมือรึ...ก็งั้นๆ
แต่ลีลานี่สิ...สะอกสะใจเป็นบ้าเลยให้ตาย!
“ยูชอน ชางมิน พี่แจจุงล่ะ”
ประตูเหล็กเก่าคร่ำคร่าของห้องซ้อมถูกผลักเปิดออก ก่อนที่เจ้าของใบหน้าจิ้มลิ้มหวานไม่ต่างจากเด็กสาวจะเยี่ยมหน้าเข้ามาถามไถ่ ใบหน้าของจุนซูในยามนี้ขาวผ่องโดยปราศจากการเสริมแต่ง สวมเสื้อผ้าสบายๆ สะพายกระเป๋าใบโต
“ไปกับพี่ยุนโฮแล้ว เขาบอกจะไปดูวีดีโอกัน” ชางมินตอบ มือยังไม่ละจากของใช้ส่วนตัวที่กำลังจัดแจงเก็บ เด็กหนุ่มสวมแว่นกระตุกริมฝีปากยิ้มแวบหนึ่ง ก่อนปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ว่าต่อเสียงเรียบ “สงสัยคืนนี้คงมีตัดต่อหนังกันสนุก ฉึบฉับ...ฉึบฉับเลยทีเดียว”
จุนซูหัวเราะ มองชางมินอย่างเอ็นดู ชางมินก็เป็นซะแบบนี้ นอกจากจะเก่งทั้งเรื่องเรียน เรื่องดนตรี เรื่องยั่วโมโหกับกวนตีนนี่ก็เก่งเข้าขั้นปรมาจารย์เช่นกัน
“งั้น...ยูชอน ชางมิน ฉันกลับก่อนนะ”
“กลับเองได้ใช่ไหม” เสียงของยูชอนดังขึ้นจากหลังฉากกั้นที่มุมห้อง เขาทำอะไรก๊อกๆแก๊กๆอยู่สักพัก ก่อนเดินออกมาในสภาพนุ่งกางเกงยีนส์สีซีด เปลือยอก ใบหน้ามีหยดน้ำเกาะพราว “ฉันขอโทษด้วยนะที่ไปส่งไม่ได้ ค้างค่าเช่าเขามาสามเดือนแล้ว วันนี้เดธไลน์แล้วด้วย”
“ไม่เป็นไรหรอก นายรีบไปจัดการธุระของนายเหอะ ก่อนที่พรุ่งนี้จะไม่มีที่ให้ซุกหัวนอน” จุนซูยักไหล่ กล่าวเสียงแข็งแต่นัยน์ตาอมยิ้ม ร่างเล็กบอกลาเพื่อนร่วมวงสองสามคำ ก่อนจะขอตัวลากลับไป
แผ่นหลังของจุนซูลับสายตาไปกับบานประตูบานเดิมนั้น ยูชอนยิ้มออกมาบางๆ พลางมองตามไปเหมือนเพ้อ รู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูกแม้แค่เพียงได้แต่มอง และพร่ำรำพันถึงคนที่เขารักแทบบ้า ร่างสูงพึมพำถ้อยคำบางอย่างกับตัวเอง ก่อนเอื้อมมือคว้ากีต้าร์โปร่งซึ่งถูกตั้งพิงไว้กับผนังใกล้ตัวขึ้นมา
“อ้าว พี่ยูชอน ยังไม่รีบไปอีกล่ะครับ” ชางมินที่ในเวลานี้ถือข้าวของพะรุงพะรังเตรียมตัวกลับบ้าง เอ่ยถามเมื่อเห็นว่ายูชอนยังไม่แต่งตัวให้เรียบร้อย และกำลังนั่งกอดกีต้าร์อย่างสบายอกสบายใจอยู่บนโซฟา มือเบสรูปหล่อหยิบกระดาษยับๆขึ้นมากางหราบนโต๊ะ
“เดธไลน์น่ะพรุ่งนี้” ใบหน้าขาวสะอาดระบายไว้ด้วยรอยยิ้ม “แต่ตอนนี้อยากอยู่คนเดียวเงียบๆมากกว่า”
“ครับๆ งั้นผมกลับก่อนนะพี่” ชางมินขอตัว ยูชอนพยักหน้า มองเจ้าน้องเล็กประจำวงสาวฝีเท้าเดินจากไป ก่อนเริ่มจรดปลายดินสอลงบนกระดาษแผ่นเดิม
จุนซูกำลังชั่งใจว่าควรจะเลี้ยวซ้ายหรือเดินหน้าต่อไปบนเส้นทางแคบเล็กและเปลี่ยวว้าง อากาศที่ค่อนข้างร้อนกับลมราตรีพัดเอื่อยเป็นสัญญาณว่าฝนกำลังจะตก กระดาษหนังสือพิมพ์เก่าๆปลิวว่อน แม้เขาจะรู้สึกอ่อนล้าจนอยากกลับให้ถึงบ้านโดยเร็วที่สุด หากแต่เหตุการณ์เมื่อครั้งก่อนก็ยังทำให้เขารู้สึกหวาดหวั่นใจเหลือเกิน
หากไม่ได้ชองฮวาช่วยเอาไว้ เขาคงแย่ ทว่าเด็กหนุ่มก็ยังคงตอบใจตัวเองไม่ได้ ว่าสิ่งที่เขากำลังกลัวคือพวกกุ๊ยข้างถนนนั่น หรือการพบหน้าชองฮวาตามลำพังอีกครั้งกันแน่
ความกลัวที่มักฉุดให้เขาถลำลึกลงไปในอารมณ์ และความต้องการในหัวใจ มากกว่าการลืมตามองโลกแห่งความเป็นจริง
จุนซูกระชับกระเป๋าสะพายเข้าในอ้อมกอด ก่อนตัดสินใจย้ำฝ่าเท้าลงบนเส้นทางด้านซ้าย ทางที่จะพาเขาไปถึงบ้านได้ช้ากว่า หากปลอดภัยกับเขามากกว่า
ขอให้เขาตายไปกับรักนี้อย่างช้าๆเถอะ...
ค่ำคืนนี้เหมือนจะเงียบเหงากว่าทุกวัน จุนซูปลอบใจเสาะๆของตัวเองว่าอาจจะเพราะส่วนหนึ่ง ยุนโฮมาเยี่ยมเยือน วันนี้พวกเขาจึงล่ำลากันช้ากว่าที่เคย มีเรื่องให้พูดคุยและขอบคุณตั้งไม่รู้เท่าไหร่ กับสอง...เขาไม่มียูชอนอยู่ใกล้ๆ คอยพูดคุยหยอกล้อ คอยอำนวยความสะดวกให้ชนิดที่ไม่ต้องออกแรงให้
เปลืองเหงื่อ
ก็แค่นั้น...
กึ่ก!
ร่างเล็กชักฝีเท้า หันขวับกลับไปมองเสียงประหลาดเบื้องหลัง สิ่งที่เห็นเป็นเพียงถนนสายยาวที่อ้างว้างวังเวงกับเศษกระดาษกระจัดกระจาย แสงเรืองๆ ส่องผ่านมาจากอีกหนึ่งด้านถนน จึงถอนหายใจออกมาเหยียดยาวอย่างโล่งอก
เขาก้าวต่อไป หากเสียงประหลาดนั่นดังขึ้นอีกครั้ง คล้ายเสียงฝีเท้าสะท้อนกับผนัง เขาคงไม่แปลกใจหากทั่วทั้งบริเวณไม่ได้มีเขาอยู่เพียงลำพัง
อาจจะ...
“อุ่บ!” มือใหญ่และหยาบกระด้างรวบปิดริมฝีปากคู่นั้น ร่างทั้งร่างถูกรวบหายเข้าไปในหัวมุมของตรอกเล็กๆอับแสง จุนซูพยายามเปล่งเสียง หากเสียงของเขาก็ดูเหมือนจะถูกขโมยหายไปพร้อมกับกระเป๋าสะพายข้างตัว
เสียงหัวเราะสะอกสะใจดังระงม จุนซูพยายามเบิกดวงตามองใบหน้าของกลุ่มชายนิรนาม แสงสลัวจากไฟถนนตามรายทางส่องเข้ามาเบาบางเหลือเกิน หากก็ไม่อ่อนเกินไปที่จะทำให้เห็นใบหน้าเหี้ยมเกรียมที่เขาไม่เคยลืม
“แก! เอากระเป๋าฉันคืนมานะ!” จุนซูร้องทันทีที่มือใหญ่ยักษ์ของหนึ่งในเกือบสิบคนนั้นยอมคลายออกจากใบหน้า เหล่าแก๊งค์อันธพาลคุมบ่อนที่เคยดักหาเรื่องเขาเมื่อคราวก่อนนั่นเอง
“หึๆๆ ทำฉันไว้เจ็บแสบ มีสิทธิ์มาร้องขออะไรด้วยหรือจ๊ะ น้องจุนซู” ชายร่างสูงที่ตรงหางคิ้วซ้ายมีรอยแผลเป็นยาวกว่าสองนิ้วหัวเราะลงคอ จุนซูจำคนคนนี้ไม่ได้ว่าเคยรู้จักกันตั้งแต่เมื่อไหร่ มันใช้มือหนาๆบีบแก้มขาวจนแดงเป็นริ้ว
“ปล่อยฉันนะ! ฉันทำอะไรให้แก”
“จุ๊ๆ น้องจุนซูอาจจะไม่เคยทำ” ดวงตาสีดำสนิทจ้องมองเขม็ง
แข็งกร้าว ไม่ปราณี “แต่ไอ้ชองฮวา...ก่อคดีไว้เยอะนะ”
ก้อนเนื้อในอกสั่นรัวและรุนแรงจนแทบหลุดออกมาเมื่อได้ยินเช่นนั้น จุนซูระลึกได้ทันทีว่าคนคนนี้เป็นใคร
“ฮยอนชิค”
“เก่งจัง ยังจำฉันได้ด้วย นึกว่าจะลืมกันง่ายๆซะแล้ว” มือสากกระด้างลูบไล้ริมฝีปากสีจัดสวย ไล้ไปบนปรางแก้มนวลเนียน ก่อนจิกปลายนิ้วบีบจนต้องร้องครวญ “แต่ฉันคงลืมคนที่มันฝากรอยไว้ที่หน้าฉันได้ยาก!”
ภาพเบื้องหน้าวูบลงเมื่อร่างของเขาถูกกดให้ติดพื้น จุนซูขยับกายไม่ได้เพราะน้ำหนักตัวของผู้ชายที่เขาไม่เห็นหน้ากดทับไว้บนร่าง เขาเจ็บ หากแต่ไม่ปริปากอ้อนวอน
“ไงหืม ทำฉันยังไม่พอ ตามมาราวีลูกน้องฉันอีกงั้นหรือ ชองฮวานี่มันเอาเรื่องน่าดูเลยแฮะ ไม่บอกไม่รู้ว่าเป็นลูกผู้ดี คงเพราะแบบนี้สินะ ทั้งหล่อ
ทั้งเลว น้องจุนซูถึงได้ถวายตัวเป็นทาสมัน” มันว่าประชด
จุนซูกัดฟันกรอด พยายามเค้นเสียงออกมาอย่างยากลำบาก “ชองฮวาไม่ได้ตั้งใจ แล้วอีกอย่าง แกทำร้ายฉันก่อน แกจะฆ่าเขาก่อน!”
“สำคัญตัวเองมากไปไหม ไม่มีใครอยากแตะตัวแกหรอก ถ้าแกไม่ใช่เด็กไอ้ชองฮวา หึ...ไหนดูซิ มีอะไรน่าสนุกบ้าง คิมจุนซู” มันหัวเราะ รับกระเป๋าของจุนซูที่ลิ่วล้อของมันส่งให้
“อย่ายุ่งกับของของฉันนะ!” จุนซูร้อง หากแต่เสียงร้องของเขาไม่ได้ช่วยอะไร ข้าวของทั้งหมดในกระเป๋าร่วงหล่นลงกระจัดกระจาย ฮยอนชิคหัวเราะกึกก้อง ยิ่งเห็นจุนซูทุรนทุราย มันยิ่งได้ใจ
“ไหน ไหน มีอะไรในกระเป๋า...” พวกลูกน้องของมันเป่าปากหัวเราะกันสนุกสนาน จุนซูเห็นพวกมันรื้อค้นในกระเป๋าของเขา เอาเงินไป ฉีกรูปพี่ชายและเพื่อนๆ เผารูปของชองฮวา หยาดน้ำตาร้อนผ่าวรื้นขึ้นด้วยความเจ็บแค้น
“แล้วเอ๊ะ นี่เทปอะไร”
หัวใจของจุนซูแทบแตกสลายเมื่อได้ฟัง เหลือบดวงตาที่ฉ่ำคลอไปด้วยน้ำตาเงยขึ้นมองภาพเบื้องหน้า ม้วนเทปที่เขาเฝ้ารักษา และพกพามันติดตัวไปด้วยทุกที่ ตกอยู่แทบเท้าของไอ้เดนนรกฮยอนชิค
“อย่าแตะต้องมันเชียวนะ!” จุนซูใช้กำลังที่มีอยู่ทั้งหมด แผดเสียงร้อง เขาเกลือกใบหน้ากับพื้นถนน พยายามช่วงชิง หากยังไม่สามารถคลายตัวเองออกได้จากพันธนาการ “ฉันจะฆ่าแก ไอ้ชาติหมา ไอ้สารเลว!”
น้ำตาที่เคยคลอเครือ...รินไหล...ไม่มีใครช่วยเขา
ไม่มีเลย...
“ว๊าว...มีรีแอคชั่น เห็นทีจะเป็นของสำคัญ” ไม่สะทกสะท้าน ฮยอนชิคหัวเราะรื่นเริง แกว่งวีดีโอเทปไปมาเบื้องหน้าจุนซู “โอ้...My Everything ซะด้วยแฮะ งั้น...ฉันขอเก็บรักษาไว้ให้แทนดวงใจดวงน้อยๆดวงนี้เลยแล้วกันนะจ๊ะ จุนซู”
“ฉันขอคืนเถอะนะ อย่าเอาไป” เสียงเล็กเคล้าเสียงสะอื้นไห้น่าเวทนา จุนซูหมดแรง แทบจะซบใบหน้าลงกราบกรานฮยอนชิค หากมันไม่ยอม ใช้มือใหญ่ๆนั่นขยุ้มเส้นผมของจุนซู กระชากให้เงยหน้าขึ้นมองตามัน
“ไอ้ชองฮวาตายเมื่อไหร่ ฉันให้คืน!”
ยังไม่ทันรู้สึกเจ็บปวด จุนซูรับรู้ได้ว่าศีรษะของเขากระแทกกับพื้นถนน ก่อนสติจะวูบดับลง
เปลือกตาที่เคยปิดสนิทค่อยๆกระพริบจนกระทั่งเปิดออก เผยนัยน์ตากลมใสที่ดูอ่อนระโหยโรยแรง แผลถลอกเป็นแถบเปรอะเลอะแก้มขวาที่เคยขาวสะอาดนวลเนียน หลังจากปรับสายตาให้ชินกับแสงแดดที่ส่องตรงมากระทบหน้า เขาฟื้นขึ้นมาอีกครั้งบนเตียงนอนของตัวเองในห้องเช่าเก่าๆ สิ่งแรกที่จุนซูมองเห็นคือสีหน้าวิตกกังวล และดวงตาที่บวมช้ำแดงก่ำของแจจุง
“จุนซู!”
ร่างบอบบางถูกคนเป็นพี่ชายรวบไปกอด กอดแน่นตราบเท่าที่เกือบจะไม่มีวันได้กอดน้องชายเช่นนี้อีก ชางมินที่ยืนอยู่ไม่ห่างไกลนั้น เงยหน้าขึ้นกักกลั้นน้ำตา หากก่อนจะถูกยูชอนกอดและได้ยินเสียงร้องไห้ของเพื่อนรุ่นพี่ เด็กหนุ่มก็ไม่สามารถกลั้นน้ำตาเอาไว้ต่อไปได้
“ทำไมพี่จุนซูจะต้องมาเจอเรื่องอะไรแบบนี้ด้วย”
เป็นคำถามเชิงสบถของชางมินที่แจจุงไม่เคยคิดสงสัย เพราะเขารู้จักน้องชายของตัวเองดีมากกว่าใครๆ ชางมินหรือแม้แต่ยูชอนไม่มีวันรู้ ว่าก่อนที่พวกเขาจะได้เจอและทำความรู้จัก คิมจุนซู เด็กผู้ชายตัวเล็กๆที่แสนน่ารักคนนี้มีชีวิตโชกโชนมากแค่ไหน
แจจุงจึงได้แต่กอดน้องชาย ลูบศีรษะเล็กๆนั้นแผ่วเบา เขายิ้มให้คนตัวเล็ก ก่อนเอ่ยปาก “พักเถอะนะจุนซู พี่ไม่กวนแล้ว ยูชอน ชางมิน ออกไปกันก่อนเถอะ”
“พี่แจจุง...” แต่ก่อนจะได้ก้าวเท้าไปไหน ภาพน้ำตาที่กลิ้งตกจากคลองตา แล้วไหลระลงบนพวงแก้มนั้น โหดร้ายยิ่งกว่าใช้มีดทิ่มแทงให้ตาย “เทปนั่นมีความหมายกับผมมาก”
“เทปอะไรกันน่ะจุนซู”
เขาเริ่มที่จะร้องไห้ฟูมฟาย คล้ายคนเสียสติ จุนซูควบคุมอารมณ์ไว้ไม่อยู่ ละล่ำละลักเอ่ยทุกสิ่งทุกอย่างออกมาราวกับกำแพงที่ถูกก่อไว้กักขังตัวเองได้พังทลายลงจนสิ้นแล้ว
“มันเอาไปแล้ว เอาความสุขทั้งชีวิตของผมไป ผมไม่เหลืออะไรแล้ว!”
“จุนซู ใจเย็นสิ! จับไว้ซิ ยืนบื้ออยู่ทำไมเล่า เดี๋ยวก็ทำร้ายตัวเองอีก!” แจจุงตะหวาดลั่น ชางมินกับยูชอนวิ่งกุลีกุจอมารั้งตัวจุนซูเอาไว้
“ยูชอน...ฉันควรทำยังไงดี ฉันเกลียดเขาไม่ได้อย่างที่พูด เหมือนที่ฉันลืมความฝันของตัวเองไม่ได้ เหมือนที่เกลียดหัวใจของตัวเองไม่ได้ ฉันทำไม่ได้...ไม่ได้...ยังไงก็ไม่ได้!”
เสียงร่ำไห้ของจุนซูกับคำสารภาพเหล่านั้น ราวกับตอกย้ำแผลในใจของยูชอนเสียจนเหวอะหวะ ยังมีอะไรอีกหลายอย่างเลยใช่ไหม ในหัวใจดวงเล็กๆ ดวงนี้ที่มันกว้างขวางมากกว่าที่เขาเคยคิดมากนัก
หัวใจของจุนซูที่มันบอบช้ำ และเต็มไปด้วยบาดแผลที่ยังคงรักษาไม่หาย
“ทำไมไม่ฆ่าฉันเลย ทำไมถึงไม่ยอมให้ฉันตาย ทำไมต้องทำร้ายฉันขนาดนี้ ทำไม!”
“จุนซูเคยอยากตาย เขาทำร้ายตัวเองอยู่หลายครั้ง”
คำบอกเล่าจากปากแจจุงทำเอายูชอนหายใจขัด ร่างสูงโปร่งยืนพิงขอบหน้าต่าง ตั้งใจฟังสิ่งที่แจจุงกำลังจะบอกเขาโดยไม่ขัดจังหวะ
“จุนซูเป็นเด็กที่ดูเหมือนจะหัวอ่อน แต่ในใจเขาต่อต้านทุกอย่าง ตอนอายุสิบเอ็ด จุนซูเริ่มกรีดข้อมือตัวเอง หมอบอกว่าเป็นพฤติกรรมเรียกร้องความสนใจ รักษาหายได้ พออายุประมาณสิบห้า กระทั่งได้เจอชองฮวาเขาก็เลิกกรีดข้อมือไป แต่หลังจากเลิกกัน ก็พยายามกระโดดน้ำฆ่าตัวตายอีก และคนที่ช่วยจุนซูเอาไว้ก็คือชองฮวา คืนนั้น ฉันตามไปเห็นจุนซูในสภาพสะบักสะบอม นอนหมดสติอยู่ตรงตีนสะพาน ฉันเลยชกหน้าหมอนั่นไปสามทีเสียเต็มหมัด อารมณ์ตอนนั้นคิดไม่ทันเลยว่าถ้าไม่ได้เขา ก็คงไม่มีน้องชายอยู่เป็นเพื่อนกันมาจนถึงวันนี้”
น้ำเสียงของแจจุงสั่นเครือในตอนสุดท้าย ก่อนที่มันจะพร่าหายไปกับความรู้สึกที่รื้นเขินขึ้นมาจุกที่คอหอย
“ฉันควรจะโทษตัวเองมากกว่า ไม่ใช่โทษคนดีๆอย่างชองฮวา โทษที่ฉันเลี้ยงน้องไม่ดี เลี้ยงยังไงให้ต้องลำบาก โดนคนนั้นคนนี้แกล้งอยู่เรื่อย ฉันเลี้ยงน้องยังไง ให้น้องรักฉันน้อยกว่าที่รักคนอื่น”
“อย่าคิดอย่างงั้นสิ จุนซูรักนายมากนะ”
“แต่ฉันดูแลจุนซูไม่ได้ ปกป้องเขาไม่ได้ วันๆเอาแต่ทำงานหาเงิน คิดถึงแต่เงินมากกว่าน้อง จริงอยู่ที่ชองฮวาทำให้จุนซูต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงหลายครั้ง แต่เขาก็คอยดูแลปกป้องจุนซูตลอด ผิดจากฉันที่ให้ความรักเขาไม่พอ เอาใจใส่เขาไม่พอ ฉันมีน้องชายอยู่คนเดียวนะยูชอน เรามีกันอยู่แค่สองคน”
“เข้าใจ ฉันเข้าใจ”
“ชองฮวาคือคนที่ฉันควรขอบคุณที่สุด แต่ฉันก็กีดกันเขามาตลอด ฉันไม่เคยรู้เลยว่าอะไรคือสิ่งที่น้องชายฉันต้องการจริงๆ” สิ้นคำ แจจุงยกฝ่ามือขึ้นปิดใบหน้า รองหยาดน้ำตาที่เขาเก็บรักษาเอาไว้เพียงเพื่อตัวเองและน้องชาย
ยูชอนที่ยืนดูอยู่ทำได้แค่ตบไหล่ปลอบใจ เขาไม่นึกสงสัยอีกต่อไปแล้วว่าเพราะเหตุใด จุนซูถึงทั้งรักทั้งเทิดทูนชองฮวา และไม่เคยชายตามองคนอย่างเขา
เขาเองก็รู้สึกผิด รู้สึกอยากขอบคุณผู้ชายคนนั้น คนที่เขาไม่เคยแม้แต่รู้จักตัวตน แต่กล่าวโทษและมองเขาในแง่ร้ายมาโดยตลอด
ถึงเวลาของเขาแล้วหรือเปล่านะ ที่จะชดใช้ให้กับฮัวชองฮวา ด้วยสองมือที่เขามี
ทันทีที่เท้าของเขาก้าวเข้าไปในบ่อนเถื่อนที่ทั้งเล็กและแออัด ทุกสายตาภายในนั้นก็หันกลับมาจ้องที่เขาเป็นตาเดียว แววตาที่เคลือบแคลงไปด้วยแววความหวาดระแวงสงสัย ทำเอายูชอนรู้สึกชาไปทั้งร่าง หากสิ่งเดียวที่เขากำลังคิดถึงและยึดมั่นอยู่เพียงอย่างเดียวในตอนนี้...คือจุนซู
“มาหาใคร” เสียงกร้าวตะโกนลงมาจากชั้นสองของอาคารเก่า
แสงสีแดงที่ใช้แทนไฟให้ความสว่างในร้านเสริมให้บรรยากาศยิ่งชวนอึดอัด
“ฮยอนชิค”
“มาเอาไอ้นี่คืนหรือเปล่าไอ้หน้าจืด” เสียงหนึ่งดังมาก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของชายแปลกหน้าจะปรากฏ เขามีแผลเป็นใหญ่ยักษ์ซึ่งเย็บอย่างสะเปะสะปะคาดที่หางคิ้ว เหมือนแผลปากฉลาม “มองห่าอะไรวะ! กูถามทำไมไม่ตอบ”
“ฉันมาเอาของของจุนซูคืน” ปากไม่ว่าเปล่า ยูชอนสาวเท้าก้าวเข้าไปภายในตัวอาคารอย่างไม่ยำเกรงต่อสิ่งใด
“หึ...มึงเป็นใครวะ กล้ามาทำกร่างที่นี่ รู้สึกว่าเรื่องนี้จะไม่มีมึงอยู่ใน
สารระบบเลยนะ” ฮยอนชิคมองหน้ายูชอนอย่างหาเรื่อง แววตาเกรี้ยวกราดจ้องตรงมาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ
“ฉันขอเทปนั่นคืน” เขายังยืนยันหนักแน่น
“อยากได้ก็เข้ามาเอาสิวะ”
สิ้นเสียงของฮยอนชิค ยูชอนรีบตรงเข้าฉวยวัตถุในมือใหญ่นั้นมาได้อย่างรวดเร็ว หากแต่ไวเท่าความคิดที่จะหันกลับหลัง ไม้หน้าสามก็ฟาดลงมายังท้ายทอยของเขา ตามด้วยเสียงขวดแก้วแตกเพล้ง ก่อนที่จะได้ทำอะไร ร่างสูงทรุดลงล้มกองกับพื้น
มันไวเกินกว่าที่สมองอันมึนตึงเขาจะสามารถประมวลอะไรได้ รู้สึกแค่เพียงว่าร่างกายของเขาแทบจะสลายหายไปกับแรงกระทืบนับครั้งไม่ถ้วนนั้น ที่ศีรษะ...ของเหลวสีแดงฉานค่อยๆไหลระเปื้อนเปรอะใบหน้า ไหลลงมาราวกับหยาดน้ำตาของจุนซูที่เขายังจำฝังใจ
หากจุนซูยินยอมจะทนอยู่เพื่อความรัก ยอมถูกกล่าวโทษกว่ารักใครคนหนึ่งจนเสียสติ เขาเองก็ยอมด้วย...
ก่อนที่โลกทั้งโลกจะมืดลง ยูชอนเพียงกำฝ่ามือที่มีของสำคัญชิ้นนั้นเอาไว้แน่นอย่างไม่อยากให้มันเสียหาย
เขายอมเจ็บ...เพื่อปกป้องหัวใจของจุนซู...
ยุนโฮกำลังขะมักเขม้นอยู่กับการขึ้นสายกีต้าร์ จดจ่อสมาธิอยู่กับการเทียบเสียง กระนั้นก็ยังไม่สามารถมากพอกับการอดทนไม่ให้ตัวเองหัวเราะกับมุกตลกของยองเจ รายนั้นถึงแม้จะหล่อเนี๊ยบอย่างกับนายแบบ สูงสง่ามีราศียิ่งกว่าพระเอกหนัง หากแต่ก็ถนัดเหลือเกินกับการทำตัวเองให้ตลกโก๊ะฮาไปวันๆ ในหมู่เพื่อน
ยุนโฮส่ายหน้าเอือมระอา หากรอยยิ้มที่อยู่บนใบหน้าก็ยังไม่จางหายไป กระทั่งโทรศัพท์มือถือของเขาแผดเสียงขึ้น ชายหนุ่มจึงละมือออกจากงานที่ทำอยู่ ยิ่งเห็นว่าสายต้นทางคือแจจุง เขายิ่งกระตือรือร้นที่จะรับ
“หวัดดีจ้ะที่รัก” เขากรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์ ยังดูมีชีวิตชีวาอยู่ ก่อนจะเงียบนิ่ง รอยยิ้มถูกความซีดเผือดกลืนทับหายไป สมาชิกดิโอเมเดส
ทุกคนที่เหลือหยุดกิจกรรมทั้งหมดลง ต่างมองมาที่ยุนโฮอย่างเคลือบแคลงสงสัย
“ได้ ฉันจะไปเดี๋ยวนี้ล่ะ” เขาเอ่ยเพียงเท่านั้น ก่อนคว้าเสื้อแจ็คเก็ตแล้วผลุนผลันออกไป
“ยุนโฮ! มีอะไร” ชองฮวาที่เพิ่งเดินสวนทางเข้ามารั้งเอาไว้ได้ทัน สีหน้าของยุนโฮยิ่งดูแย่กว่าเก่า ยามที่เขายอมเผยคำตอบออกมา
“มิกกี้โดนซ้อม อาการโคม่า”
“ว่าไงนะ”
“พวกไอ้ฮยอนชิค มันกะเอาให้ถึงตาย ฉันก็ไม่แน่ใจ รู้แต่เกี่ยวกับวีดีโอเทปอะไรซักอย่าง”
ราวกับเลือดในกายเย็นเป็นน้ำแข็ง ชองฮวาตกตะลึงไปกับสิ่งที่เพิ่งได้รับรู้ หากแต่ชายหนุ่มสามารถสะกดความรู้สึกมากมายนั้นเอาไว้ ภายใต้ใบหน้าที่เรียบนิ่งเย็นชา
“งั้นรอเดี๋ยว ฉันไปด้วย”
เมื่อยุนโฮกับชองฮวามาถึงโรงพยาบาล นายแพทย์หนุ่มก็ก้าวเท้าออกมาจากห้องฉุกเฉินพอดี ทั้งแจจุง ชางมิน และจุนซูที่กำลังนั่งกระวนกระวายใจอยู่ด้านหน้านั้นต่างผุดลุกขึ้นจากที่ที่เคยนั่ง
“เพื่อนผมเป็นยังไงบ้างครับ” เป็นยุนโฮที่โพล่งถามออกมาอย่างเปิดเผย ทุกริมฝีปากถูกปิดสนิทโดยอัตโนมัติรอคอยฟังคำตอบที่พวกเขาอาจจะไม่อยากรับฟัง
“คือ...ตอนนี้คนไข้ปลอดภัยแล้วนะครับ เหลือแค่รอดูอาการข้างเคียงว่าจะเป็นอย่างไร ที่ศีรษะถึงจะเจ็บหนักแต่สมองไม่ได้รับการกระทบกระเทือนครับ สบายใจได้” แม้จะพูดเช่นนั้น แต่ท่าทางของนายแพทย์หนุ่มก็ไม่ได้สบายใจ เขายกมือขึ้นขยับกรอบแว่นสายตา สูดหายใจเข้าปอด ก่อนอธิบายต่อว่า “แต่แขนนี่สิครับ เกรงว่าคนไข้จะจับกีต้าร์ไม่ได้อีกแล้ว”
เงียบสนิท...ไม่มีใครปริปาก...
“ส่วนนี่...คนไข้กำเอาไว้ในมือแน่นไม่ยอมปล่อยเลย ผมฝากไว้กับญาติแล้วกันนะครับ ต้องขอโทษจริงๆครับ” แพทย์หนุ่มส่งวีดีโอเทปเปื้อนเลือดนั้นให้กับจุนซู ก่อนจะขอตัวไป
ชองฮวาก้มหน้านิ่ง มือทั้งสองข้างกำแน่นจนร่างทั้งร่างพาลสั่นสะท้าน หากใครจะได้ยินเสียงจากข้างในใจเขา ดวงตาสีน้ำตาลคู่สวย เหลือบขึ้นจ้องมองวัตถุในมือของจุนซู ม้วนวีดีโอบ้าๆที่เกือบต้องแลกด้วยชีวิตของคนคนหนึ่ง
ก่อนจะผละออกจากที่นั่น นักร้องหนุ่มทิ้งท้ายไว้อย่างเยือกเย็น
“เป็นไง...สะใจรึยัง...”
“ชองฮวา กลับมานะ! คุยกันให้รู้เรื่องก่อน” เป็นเสียงเล็กๆแสนคุ้นหูที่พยายามรั้ง หากแต่ชองฮวาไม่อยากแม้แต่จะมองหน้าจุนซู ร่างสูงพยายามเร่งฝีเท้าทั้งที่ไร้เรี่ยวแรงเต็มที เขาไม่เคยอยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเลยสักนิด
“ชองฮวา! ชองฮวา!”
“อะไรอีกเล่า!” เขาตะหวาด สะบัดแขนที่ถูกเกาะกุมสุดแรงจนร่างของจุนซูเซถลาไป น้ำเสียงก้าวร้าวดังก้องสะท้อนในโรงพยายาบาลที่แสนเงียบเชียบ “นายมันโง่! รู้ตัวหรือเปล่าว่าเกือบจะฆ่าคนที่รักนายมากขนาดนี้เพราะไอ้อดีต
งี่เง่าของนาย ระหว่างนายกับฉันมันจบไปนานแล้ว ทำไมไม่เข้าใจซักที!”
ราวกับถูกตบหน้า จุนซูอึ้งไปกับสิ่งที่ชองฮวาเอ่ยออกจากปาก ทั้งที่ความรู้สึกของเขาในเวลานี้ก็ยับเยินไม่ต่างไปจากใครทั้งนั้น แต่เหมือนกับว่าเขาถูกตอกย้ำให้เป็นคนเลวอยู่เพียงผู้เดียวตลอดมา จุนซูทนต่อไปอีกไม่ไหว
“นายรู้บ้างไหมว่าอะไรคือความสุขอย่างเดียวในชีวิตฉัน ความสุขอย่างเดียวที่ฉันเหลือ นายก็ทำลายมันทิ้งจนหมด ให้ฉันอยู่เหมือนตายซะยังดีกว่าให้นายผลักไสฉันไปให้คนอื่น ก็ฉันรักนาย ไม่ว่ายังไงก็ยังรักแต่นาย ฉันลืมนายไม่ได้ ฉันรักใครไม่ได้อีกแล้ว!”
“เก็บความรักอันสูงค่าของนายไว้เถอะ” ชองฮวากัดฟัน พยายามพูดทั้งๆที่เขาปวดร้าวจนสุดจะทานทน “นายรักฉันงั้นเหรอ นี่น่ะเหรอความรักของนาย รักฉันแล้วไง รักของนายมันช่วยให้อะไรดีขึ้นได้งั้นเหรอ ถ้าฉันต้องการความรักนักล่ะก็...ฉันไม่จำเป็นต้องเอาจากนายก็ได้ คนรักฉันตั้งมากมาย รักฉันมากกว่านายก็มี หึ... นายเคยรู้บ้างไหมว่าต้องมีใครเจ็บปวดบ้างที่นายเป็นแบบนี้”
หากเขาไม่ได้ตาฝาด จุนซูเห็นแววประหลาดที่ไหวริกอยู่ในดวงตา
สีน้ำตาลคู่นั้นชั่ววินาทีหนึ่ง
“ถามตัวเองดูเถอะว่าใครกันแน่ที่ทำให้นายมีความสุขได้ ปาร์คยูชอนคือคนที่นายขาดไม่ได้ ทำไมไม่รู้จักยอมรับความจริง”
จุนซูนิ่งไป ถ้อยคำที่ตระเตรียมเอาไว้ตลอดเวลากว่าสามปีมันละลายหายไปกับคนตรงหน้า เขารู้สึกหน้าชา ได้แต่มองชองฮวาเดินจากไป
To be continued...

มิ้กกี้ของพี่~~~~~~~~~~~~~~~
/me โดนฝ่าตรีนนับล้านข้อหาอุกอาจขี้ตู่เป็นเจ้าข้าวเจ้าของพ่อหนุ่มสุดป๊อบแห่งเกาหลี
มิ้กกี้ โฮววววววววววววววววววววววววว
เดี๋ยว ขอพี่ตั้งสติก่อน
.......................................
พระเอกของพี่~~~~~~~~~~~~~~
/me ตุ๊บตั๊บปุ๊กปั่ก เพ๊งงงงง(เสียงโดนแพ่นกบาล)
ฮือออออออออออออออออออออ
TT_________________________TT
โฮก ตอนที่เห็นว่าอัพฟิค
คิดในใจว่า ระ ระ เร็ว!
แต่พออ่านจบ
ก็อยากอ่านต่ออยู่ดี โฮ๊กกกกกก
บทสนทนายังสื่อความแมนในสายเลือดออกมาตลอดเลยค่ะ ฮา
อ้า ลูกแมวแสนเซ็กซี่>_<
ไม่ติดว่ายินดีเอาหัวใจให้พ่อมือเบสขยี้แล้วคงจะหลงหัวปักหัวปำ ฮา~
(นี้จะเม้นฟิคหรือว่าจะสครีมมิ้กกี้เหรอหล่อน)
สนุกมากเลยค่ะตองก้าTTwTTb
ระหว่างยุนโฮกับแจจุงเขียนออกมาได้น่ารักจริงๆ
น่ารักจนน่าหมั่นเขี้ยวเลย
ตรงส่วนของความยึดติดของจุนซูก็เขียนออกมาได้ดีมากจริงๆ พี่ชอบมาก
(ชองฮวาก็เท่เหลือเกิ๊น แถมยังใจแข็งยังกับหิน ...แต่ตอนนี้พี่เทใจให้มิ้กกี้คนเดียววววว โฮววววววววววววว)
ขอโทษนะคะที่สครีมบ้าๆบอๆ
แต่เรื่องแขนหักจนจับกีตาร์ไม่ได้มันแอบหนักจริงๆ
(ชอบนะคะ แต่TT_________TTโฮก)
มิ้กกี้ยูชอนกระเสือกกระสนเพื่อจะได้เข้าไปอยู่ในปลายหางตาแหลมๆของจุนซูเหลือเกิน
หงึก
#1 By mikan on 2007-06-25 10:26