Lovefurypassionenergy (9)
posted on 16 Jun 2007 16:37 by bleaf-me in lovefurypassionenergy
Title: Lovefurypassionenergy
Author: * b.leaf *
Pairing: YunJae , YooSu
Starring: Dong Bang Shin Gi (SM Entertainment) , Hwoarang (Namco) , Virgil (Capcom) , Seifer and Reno (Square-Enix) : ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้เป็นเจ้าของตัวละครใดๆ ยกเว้นแต่บทบาทของพวกเขาเท่านั้น จึงขอขอบคุณบริษัทในวงเล็บเจ้าของลิขสิทธิ์ชื่อ สำหรับตัวละครที่มีชื่อปรากฏอยู่ในฟิคชั่นเรื่องนี้ด้วยค่ะ
Genre: AU , Crossover , Romance , Drama
Rating: R / NC-17 ในคำพูดและการกระทำ
- - -
9.
หยาดน้ำตาที่เพิ่งผ่านพ้นฟ้าไหลร่วงลงจากชายคา เสียงฮัมเพลงกับดนตรีที่ยังคงขาดหาย เจือเอาไว้ด้วยท่วงทำนองแห่งความสุขสงบ ยูชอนนั่งขัดสมาธิในท่าสบายอยู่บนเก้าอี้นวมเตี้ยๆใกล้ระเบียงซึ่งถูกชะโลมไว้ด้วยม่านของละอองฝนหอมละมุนเคล้ากลิ่นอายดิน
ริมฝีปากอิ่มคลี่รอยยิ้มบางเบาออกมาทุกครั้งที่ภายในใจรู้สึกเจ็บ
ชายหนุ่มอุ้มกีต้าร์ตัวเดิมเอาไว้ ใช้หัวใจขัดเกลาบทเพลงเพื่อจุนซู
เขายังจำคืนวันที่ฝนตกพร่ำเช่นในวันนี้เมื่อราวหนึ่งปีก่อนได้ วันแรกที่เขาตัดสินใจพกความฝันที่มีอยู่เต็มกระเป๋า แบกความรักและหลงใหลในเสียงดนตรีไว้ด้วยสองบ่า แล้วบินลัดฟ้ามาเพื่อทำฝันนั้นให้เป็นจริง หากต้องมาพบกับความจริงที่ว่าเส้นทางสายนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่คิดไว้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการอยู่อย่างโดดเดี่ยวในที่ที่ไม่รู้จัก ไม่มีเงินเลี้ยงปาก ไม่มีใครให้พึ่งพิง ความเหน็ดเหนื่อยท้อแท้จนแทบขาดใจ รวมทั้งความเป็นเด็กใน
ตอนนั้นกดดันให้ยูชอนอยากจะเลิกล้มความตั้งใจที่จะเป็นนักดนตรีอาชีพไปเสีย
หัวใจของเขาที่แห้งเหี่ยวไร้ชีวิต ในตอนนี้คงจะหมดสิ้นความฝันไปแล้ว หากไม่ได้จุนซูช่วยชุบชีวิตมันขึ้นมาใหม่
คิมจุนซู เด็กผู้ชายที่ไม่มีทั้งพรสวรรค์และฝีมือ มีแต่ความฝันที่อยากจะเป็นมือกีต้าร์ที่ยอดเยี่ยม เขาหลงรักจุนซูตั้งแต่เมื่อแรกที่เห็นร่างเล็กกับพี่ชายกอดกีต้าร์เก่าๆใช้เสียงดนตรีแลกเหรียญ
จุนซูที่เล่นกีต้าร์ไป ยิ้มไป ทั้งที่พวงแก้มสีชมพูระเรื่อนั้นอาบคราบน้ำตา ใบหน้าหวานสดใสเปื้อนรอยยิ้มในยามนั้นยังคงติดตรึงในความทรงจำ
‘หนึ่ง ฉันเล่นกีต้าร์เพื่อให้อภัยตัวเอง สอง ฉันเล่นเพื่อแก้แค้นผู้ชายที่ฉันเกลียดที่สุด’
จุนซูที่เป็นเสมือนแรงบันดาลใจ เป็นเป้าหมายชิ้นใหม่ เป็นความใฝ่ฝันที่ช่วยผลักดันให้เขากล้าที่จะลุกขึ้นต่อสู้ เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกครั้ง กระนั้นแล้วก็เป็นดั่งดอกไม้ช่อสวยที่แสนบอบช้ำ หากสัมผัสหนักมือมากไปก็จะยิ่งเหี่ยวเฉา เขาจึงทำได้เพียงมอง ดูแลทะนุถนอม ชื่นชม ได้แต่รอคอยวันที่ดอกไม้ช่อนั้นจะผลิบานอีกครั้งด้วยความหวังอันริบหรี่
ยูชอนใช้ดินสอเขียนตัวอักษรหวัดๆลงในกระดาษ แม้ความรู้สึกเจ็บแปลบจะแล่นกลับเข้ามาในส่วนลึกสุดขั้วหัวใจอีกครั้ง เพราะรู้ดีว่าแท้จริงแล้วจุนซูรักใคร และในวันนี้ก็ค้นพบว่าจุนซูยังมีใจให้เพียงรักเดิม
คนอย่างเขาก็ทำได้เท่านี้...แค่เพียงบอกขอโทษจุนซูในใจกับพฤติกรรมอันแสนน่าสมเพชของเขา ที่ผ่านมานั้นเขาก็แค่เรียกร้องความสนใจ พยายามทำตัวให้น่าสงสาร อยากให้จุนซูมอบความรักคืนแก่เขาบ้าง ทั้งที่รู้ดีว่าสิ่งที่จุนซูต้องการจากเขามากที่สุดคือความเข้าใจ ไม่ใช่ความรักมากมายเกินเพื่อนที่เขายัดเยียดให้
มือหนาเลื่อนสัมผัสเส้นสายสีเงินนั้นช้าๆ ตีคอร์ดเป็นจังหวะอีกสองสามครั้ง ก่อนจะเผยยิ้มออกมา ยูชอนก้มลงลากปลายดินสอบนแผ่นกระดาษอีกครั้ง ปะติดปะต่อบทเพลงเพื่อแลกเพียงที่ว่างเล็กๆข้างกายจุนซู
รักจุนซู...เปรียบเสมือนยาพิษ
แม้รู้ว่าจะต้องตายก็ยินดีเลือกดื่มกินพิษนั้น
เขามันก็แค่คนโง่...ที่มีหัวใจเอาไว้เพื่อรักคนคนเดียว...
ที่อีกด้านหนึ่งของผนังในห้องเช่าราคาถูก ร่างเล็กกำลังนอนขดกาย ฟังเสียงกีต้าร์อยู่บนเตียงหลังอุ่นของคนเป็นเพื่อน ละเลียดสายตามองรูปภาพใบเล็กๆที่ถูกเก็บไว้ในกระเป๋าสตางค์ส่วนตัว ซึ่งเบื้องหลังรูปใบนั้นยังมีอีกใบซ่อนอยู่
รอยยิ้มของผู้ชายผมสีส้มตัดจนสั้นพอเหมาะและถูกจัดทรงให้ชี้ตั้งขึ้นเล็กน้อย กับแววตาที่ทอประกายน่าหลงใหล ชวนให้เขาหวนนึกย้อนไปถึงวันที่นัยน์ตาสีน้ำตาลแสนเย็นชาคู่นั้นมองลงมายังเขา ย้ำเตือนแก่ใจให้ระลึกอยู่เสมอว่าคนคนนี้อยู่สูง และแตกต่างจากเขามากเพียงใด ทั้งฝ่ามืออบอุ่นคู่นั้นที่ส่งมาฉุดรั้งหัวใจที่หลุดลอยดวงนี้เอาไว้ ตอกย้ำรอยแผล จรดลึกในความรู้สึก และฝังแน่นลึกลงในใจ ว่าต่อให้คนอย่างเขาต้องตาย ก็คงยังไม่สามารถขจัดความรักที่มีให้กับผู้ชายที่ชื่อฮัวชองฮวาได้จนหมด
แค่เพียงได้ยินแจจุงพูดว่าชองฮวาปลอดภัยดีเท่านั้น จุนซูก็ดีใจจนน้ำตาไหล แม้จะต้องใช้ความพยายามมากมายอย่างไร ก็ไม่สามารถปลดปล่อยหัวใจดวงนี้ให้เป็นอิสระได้จากรักครั้งเก่า
เขารักชองฮวาตั้งแต่ก่อนที่อีกฝ่ายจะมีเขาในสายตาด้วยซ้ำ เฝ้ามองเบื้องหลังของผู้ชายคนนี้มานาน มองเขายิ้ม เขาหัวเราะ ฟังเสียงของเขาเคล้าเสียงกีต้าร์ แล้วเก็บเอาไปนอนฝัน ก่อนจะพบว่าความรักที่มีมันคับแน่นแทบทะลักทะลาย รักชองฮวาจนล้นหัวใจอย่างไม่รู้ตัว
จุนซูขี้เกียจแม้แต่จะขยับกายคลายความเมื่อยล้า บรรยากาศในยามนี้สบายมากเสียจนอยากจะฝังตัวเองเอาไว้บนเตียงนุ่มๆ จมปลักอยู่กับความหลังที่เปรียบเสมือนความสุขครั้งสุดท้ายเท่าที่พอเก็บเกี่ยวคืนมาจากห้วงความทรงจำได้…
วีดีโอเทปม้วนเล็กๆถูกเขียนติดไว้ด้วยหมึกสีดำว่า ‘My Everything’ เคลื่อนหลุดออกมาจากกระเป๋าสะพาย ยามที่จุนซูเอื้อมมือไปดึงมันเข้ามาหาตัว หลังจากที่ค้นมันเจอ จุนซูพกมันติดตัวไปด้วยทุกที่ ราวกับว่าเป็นยารักษากายที่แสนจำเป็น
ถึงแม้ปากจะบอกเสมอหลังจากความรักครั้งนั้นต้องจบลงอย่างไม่เต็มใจ ว่าจะเกลียดคนที่ทำร้ายจิตใจของเขาไปจนวันตาย แต่ในส่วนลึกของหัวใจที่แตกสลายก็ยังคงหวัง ยังรอคอยวันที่ผู้ชายคนนั้นจะหันกลับมา แล้วรักกันดังเดิม
ชองฮวาที่อยู่สูงเป็นดั่งความฝันที่เขาอยากจะไขว่คว้า เพราะชองฮวา...เขาจึงเริ่มวาดความฝันให้กับตัวเอง เพราะชองฮวา...จุนซูจึงได้เรียนรู้คุณค่าของทุกวินาทีที่ได้มีโอกาสหายใจ
และก็เป็นเพราะชองฮวา...ที่สอนให้คนโง่อย่างเขาได้เรียนรู้ที่จะรัก และให้อภัยตัวเอง...
อาจจะดูไร้เหตุผลสำหรับคนสองคนที่ถูกตราหน้าว่าคนโง่งมงายนี้ หากคนที่ไม่เคยสัมผัสความรัก คงไม่มีวันเข้าใจ…
ไม่มีวันตีราคาค่าความรักของใครได้คู่ควร…
ยูชอนที่กำลังนั่งปรับสายกีต้าร์เบสคู่ใจอยู่บนโซฟาเก่าๆในห้องซ้อม ปรายหางตาเหลือบมองเจ้าของต้นเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ที่ทำให้เขาต้องหยุดชะงักทุกครั้งที่ได้ยินเป็นครั้งที่ร้อยแล้วก็ว่าได้ในวันนี้ ชายหนุ่มเบ้ปากทำหน้าเซ็ง ก่อนจะเอื้อมมือไปสะกิดจุนซูที่นั่งฟังเพลงอยู่ใกล้ๆ บุ้ยใบ้ชวนให้ดูใบหน้าเคร่งเครียดอย่างคนแบกโลกของพี่ใหญ่ประจำวง
แจจุงใช้เวลาจดจ่ออยู่กับเอกสารเดิมๆที่อ่านทวนไปทวนมาอยู่ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง และทุกครั้งที่เขาพลิกหน้ากระดาษ เขาก็มักจะถอนหายใจออกมายาวเหยียดเช่นนี้อยู่ร่ำไป
เฮ้อ...
“พี่แจจุงไม่สบายหรือเปล่าฮะ” เป็นจุนซูที่สะกดความสงสัยเอาไว้ไม่อยู่จนต้องเอ่ยถาม คำถามของน้องชายสามารถเบี่ยงเบนความสนใจของแจจุงออกจากกองกระดาษเน่าๆนั่นได้ในที่สุด
“ในการประกวดรอบสุดท้าย เราต้องใช้เพลงของดิโอเมเดสประกวด แต่พี่ยังไม่รู้เลยว่าเราจะเริ่มต้นยังไง” แจจุงยอมเผยประเด็นค้างคาใจ “เชื่อสิว่าไม่มีวงไหนนั่งกระดิกเท้าผิวปากสบายใจเพราะโจทย์ข้อนี้หรอกนะ”
ประโยคนั้นของแจจุง เล่นเอาชางมินที่กำลังนั่งกระดิกเท้า คลิกเม้าส์ รัวแป้นพิมพ์ก๊อกๆแก๊กๆอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ไม่ใส่ใจอะไรรอบข้างอยู่นั้นชะงักกึก เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนเส้นเลือดสายสำคัญในสมองกำลังเต้นตุ่บๆ เมื่อมอง
สีหน้าเคร่งขรึมทว่าระยะนี้ดูมีน้ำมีนวลขึ้นมาขนัดตาของแจจุง พลางอดค่อนแคะกระแนะกระแหนไม่ได้
“แหม...พี่แจจุงเครียดเรื่องโจทย์ข้อนี้ด้วยเหรอ ขนาดมีติวเตอร์เป็นถึงมือกีต้าร์สุดหล่อแห่งดิโอเมเดสเชียวนะ”
แจจุงสะดุดกึกเหมือนโดนตบหัว ชางมินที่กำลังอ้าปากพูดปาวๆ โดยที่ยังไม่ละสายตาออกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์คงยังไม่รับรู้ถึงแรงอาฆาตที่ถูกส่งมาจากดวงตากลมโตของหัวหน้าวง หนุ่มแว่นลอยหน้าลอยตาว่าต่อ ไม่ยำเกรง
“สังเกตระยะนี้ไปไหนมาไหนด้วยกันออกบ่อย แปรสภาพจากเกาเหลามาเป็นปาท่องโก๋ คุยโทรศัพท์กันกระหนุงกระหนิง แก้มงี้ชมพูเรื่อเชียว ทางโน้นคงให้ความช่วยเหลือดี เรื่องแค่นี้ไม่เห็นต้องมานั่งกลุ้มใจ โอ้ย! พี่!” ไม่ทันขาดคำ ชางมินร้องเสียงหลงยกมือขึ้นกุมศีรษะปอย เพราะซองบุหรี่ที่ละล่องลอยลมมาตกลงกลางหน้าผากพอดิบพอดี
“ปากเสีย” ปล่อยชางมินที่ไม่ได้พูดอะไรผิดสักคำเอาไว้ตรงนั้น แจจุงหันกลับมาปรึกษาจุนซูและยูชอนต่อ “ฉันยังจับแนวเพลงทางนั้นไม่ถูกเลย ไม่เคยได้ลองตั้งใจฟังจริงๆจังๆสักครั้ง”
“แต่ที่ชางมินพูดก็ถูกนะ ไม่ลองปรึกษาพี่ยุนโฮดูล่ะ ขอตัวอย่างเพลงเขามาฟังดู” ยูชอนเสนอบ้าง พลางหันไปพยักพเยิดกับจุนซู
แจจุงนิ่งคิดไปครู่ใหญ่ ก่อนถอนใจออกมาอีก ส่ายหน้าเบาๆ
เฮ้อ...
“เกรงใจน่ะ รบกวนทางนั้นเยอะแล้ว เอายังไงดีล่ะ จุนซู ทำยังไงดี” ใบหน้าหวานขมวดมุ่น เสียงครางสูงๆเหมือนลูกแมวแผดลอดริมฝีปากยื่นๆ
สีแดงจัด จุนซูหัวเราะกับท่าทางนั้นของพี่ชาย นานๆจะเห็นแจจุงประสาทกิน ร้องงอแงเป็นเด็กแบบนี้สักที อดคิดไม่ได้ว่ายูโน-ยุนโฮคนนั้น หากไม่มีดีจริงก็ต้องเล่นของใส่พี่ชายเขาแหง ไม่เช่นนั้นคงยากที่จะสามารถเปิดหัวใจซึ่งแข็งดั่งหิน เปลี่ยนคนอย่างแจจุงได้จากหน้ามือเป็นหลังมือ
“ถ้าได้มาก็คงต้องปรับอีกเยอะเลย” จุนซูพูด “แนวเราต่างกันฮะ ยิ่งเรื่องชั้นเชิงยิ่งแล้วใหญ่ ดนตรีทางนั้นแน่นมาก ค่อนข้างรุนแรงกระแทกกระทั้น เนื้อเสียงนักร้องนำก็ต่างกันด้วย ดิโอเมเดสมีการผสานดนตรีได้อย่างลงตัวมาก ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องของทีมเวิร์คจริงๆ เพลงยากๆถ้าเอามาเล่นสุ่มสี่สุ่มห้าผมว่าจบเห่แน่ วงอื่นๆก็คงคิดเรื่องนี้เหมือนกัน”
แลกสายตามองหน้ากันเลิกลั่ก สมาชิกทั้งสี่วงอีวิล-โอเวอร์ลอร์ดประสานเสียงถอนหายใจออกมาพร้อมเพรียงกันในทันที
เฮ้อ...
“งั้นเราคงปรับให้เป็นแนวของอีวิล-โอเวอร์ลอร์ด แต่ต้องเน้นเก็บรายละเอียดของต้นฉบับไว้ให้ได้มากที่สุด ตอนเลือกเพลงก็ต้องเลือกจากตัวเลือกที่มากที่สุดเท่าที่จะมากได้” ยูชอนเหยียดกายไปด้านหลัง เอ่ยเสียงเรียบ สีหน้านิ่งขึงจริงจัง เพราะรู้ดีว่าทุกคนต่างคาดหวังกับการประกวดครั้งนี้
“แต่ฉันไม่มีเพลงของดิโอเมเดสเก็บไว้แล้ว” จุนซูรำพันเสียงเบาหวิว ยกขาขึ้นมาขัดสบายๆบนโซฟา ยูชอนยิ้มเอ็นดู คนตัวเล็กๆตรงหน้าน่ารักเสียจนอดเข้าข้างไม่ได้
“ช่างเหอะน่า อย่างมากก็แค่รบกวนทางโน้นมากขึ้นอีกหน่อย...เนอะ”
“อืม”
เสียงคลิกเม้าส์ยังคงไม่จางหายไปจากห้องเงียบๆคลอด้วยเสียงเพลงฟังสบายดังจากลำโพงเล็กๆของคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปเครื่องเดิม ซึ่งถูกเปิดไว้เป็นเพื่อนแก้เหงา ผิดจากเสียงของเจ้าของเม้าส์เจ้ากรรมที่ถูกใช้งานอย่างทารุณตัวนั้นที่เงียบหาย
นัยน์ตาสีเข้มของชางมินยังคงไม่ละไปจากจอสี่เหลี่ยมเบื้องหน้า หากแต่แววตาล่องลอยไร้จุดหมายอย่างไรพิกล เวลาผ่านไปจนกระทั่งแจจุงตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เตรียมกดหายุนโฮ เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งถึงได้ขยับกาย
“ไม่ต้องรบกวนทางนั้นหรอก” ใบหน้าไร้อารมณ์กับน้ำเสียง
เหนื่อยหน่ายทางโลกอันเป็นเอกลักษณ์ของชางมิน พอจะทำให้อุณหภูมิในห้องเย็นขึ้นได้หลายองศา พร้อมกับฝ่ามือยาวผอมจนเห็นข้อกระดูกที่ค่อยๆเลื่อน
ไอพอดส่วนตัวส่งมาอย่างกลัวๆกล้าๆ เล่นเอาเพื่อนร่วมวงงงเป็นไก่ตาแตก
“อะไรของนายน่ะ ชางมิน” จุนซูย่นจมูก “ไม่เอ๊า ที่บ้านมีแล้ว”
“ไม่ช๊าย...” ชางมินหัวเราะฝืดเฝื่อน ยิ้มเจื่อนจนน่าลำบากใจ “ในนี้มีเพลงของดิโอเมเดสครบทุกอัลบั้ม กับเพลงพิเศษเท่าที่พอจะหาได้นิดหน่อยครับ”
“เฮ้ย...ชางมิน...” ยูชอนอึ้ง ไม่ผิดจากจุนซูกับแจจุงที่กำลังอ้าปากค้าง
หากการเปลี่ยนเกาเหลาไม่กินเส้นอย่างยูโน มือกีต้าร์ลีดแห่งดิโอเมเดส กับยองอุง นักร้องนำจากอีวิล-โอเวอร์ลอร์ด ให้กลายเป็นปาท่องโก๋แพ็คคู่ตัวติดได้ว่าเจ๋งแล้ว การเปลี่ยนไอ้หนุ่มไม้บรรทัดเหล็ก ยอมหักไม่ยอมงออย่าง
เชวคัง-ชางมิน ให้สยบต่อวงร็อครุ่นพี่วงนี้นั้นยากกว่า!
“โธ่...พี่ๆอย่ามองผมแบบนั้นสิครับ ผมก็แค่ ‘ศึกษา’ แนวทางดนตรีไว้เป็น ‘วิทยาทาน’ เท่านั้นเอง”
“ท่านคิดว่าเหตุการณ์สงครามกลางเมืองของสหรัฐอเมริกา ส่งผลต่อการพัฒนาเพื่อก้าวเข้าสู่ความเป็นมหาอำนาจอย่างไร”
“กูจะไปรู้เรอะ! สงครามกลางเมืองอะไรกูยังไม่รู้เลย ฮื่อ...” เด็กหนุ่มผมสีแดงตะหวาดเสียงแข็ง พลันวาดมือปัดกองหนังสือประวัติศาสตร์อเมริกาเล่มหนาเตอะที่ใช้เวลาจดจ่ออยู่กับมันมานานหลายชั่วโมงจนล้มระเนระนาด
เรโนครางในลำคอ เหยียดตัวนอนคว่ำหน้า ซุกลงกับหมอนใบนุ่มบนผืนพรมขนสัตว์ผืนใหญ่
ยองเจยังคงถือหนังสือที่มาของคำถามนั่นค้างไว้ ถอนใจออกมาเบาๆ ในขณะที่ทอดสายตาอาลัยมองร่างผอมๆของ ‘ไอ้เด็กเปรต’ คนตรงหน้า สมองของเขาว่างเปล่า หนุ่มร่างสูงใหญ่ย่นคิ้วเรียวเข้าชิดกัน กว่าจะรู้ตัวอีกทีมือก็ไปก่อนที่ใจจะสั่งเสียแล้ว
เปรี้ยง!
“โอ้ย!” สันหนังสือเล่มมหึมากระทบลงที่กะโหลกนูนๆนั่นเสียเต็มแรง เรโนร้องเสียงหลง ตะกุยตะกายไปเกาะแข้งเกาะขาพี่ชายอีกคนขอความช่วยเหลือ “พี่ชองฮวาช่วยด้วย พี่ยองเจบ้าไปแล้ว โอ้ย!”
“ไอ้เด็กขี้เกียจ ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้เลย” เสียงเข้มไม่สนใจคำทัดทาน ตบศีรษะเรโนด้วยมือเปล่าแบบเน้นๆอีกสักทีจนหัวทิ่มบ่อ
“เฮ้ย! ยองเจ ใจเย็นสิวะ น้องมันเจ็บจริงนะเนี่ย” ชองฮวาเอื้อมมือเข้ามาสกัดป้องหัวแดงๆของเรโน ทว่ากลับถูกยองเจปัดออกอย่างไม่ใยดี
“ไม่ต้องไปให้ท้ายมัน ชองฮวา ผ่านออดิชั่นมาถึงรอบนี้แล้วยังไม่สำเหนียกว่าตัวเองโชคดีขนาดไหน ชาวบ้านเขาติวกันเป็นปีๆ ไอ้นี่มีเวลาติวไม่ถึงเดือน ไปโรงเรียนก็ไม่เคยตั้งใจ ยังจะมีหน้ามาบ่นขี้เกียจอีก วันนี้ถ้าฉันไม่ได้เห็นเลือดมัน ฉันยอมตาย”
“โว้ย! อะไรกันนักกันหนาครับพี่น้อง” เสียงห้าวดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของมือกีต้าร์รูปหล่อประจำวง ยุนโฮผลักประตูกระจกหน้าบ้านเข้ามาพร้อมร้องทักอย่างอารมณ์ดี “เสียงดังไปถึงหน้าบ้านโน่นแน่ะ”
“พี่ยุนโฮ! พี่ยองเจกำลังจะฆ่าผมกับพี่ชองฮวา”
“ชองฮวาฉันไม่ฆ่า เก็บไว้ประดับบารมีวง แต่ไอ้คนไร้ค่าอย่างแก ไอ้เรโน...ตายซะเหอะพ่อมึง!”
ยุนโฮมอง ‘สงครามกลางเมือง’ ที่กำลังปะทุขึ้นกลางวงโต๊ะรับแขกพลางส่ายหน้า ภาพแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติมากที่เขาจะสามารถเห็นได้ ร่างสูงหัวเราะออกมาปลงๆ เลือกที่จะไม่สนใจแล้วปลีกตัวเดินออกไป จังหวะเดียวกันนั้นเองที่เขาสังเกตเห็นใบหน้าขาวจนออกซีดฉายแววเหนื่อยหน่ายของเทซก ซึ่งนั่ง
ท้าวคาง สายตาจดจ่ออยู่กับจอคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานตั้งแต่ก่อนที่เขาจะมาถึง ยุนโฮเอ่ยทักเจ้าของบ้าน
“พี่เทซก สวัสดีครับ” ยุนโฮยิ้ม วางกุญแจรถลงกับโต๊ะของเทซกที่
รกเรื้อไปด้วยเอกสาร “สองคนนั้นทะเลาะอะไรกันอีกล่ะนั่น ตีกันทุกวันไม่เบื่อบ้างหรือไง”
เทซกแค่นยิ้มรับยุนโฮ ไม่อ้าปากตอบ เพียงแต่ส่งสายตาบุ้ยใบให้มองซองจดหมายบนโต๊ะ ยุนโฮลากสายตาพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนร้องอุทาน
“เฮ้ย! หนังสือตอบรับจากยูซีแอลเอ” น้ำเสียงของเขาอัดแน่นไปด้วยความยินดี “เรโนผ่านออดิชั่นแล้วหรือเนี่ย เยี่ยมไปเลย”
“ใช่ เยี่ยมยอดมาก” ในที่สุดริมฝีปากที่เคยปิดสนิทก็ยอมขยับ “รอบแรกที่ต้องส่งเดโมเดี่ยวเครื่องดนตรีที่ถนัด วีดีโอแนะนำตัว กับผลงานอื่นๆเข้าไปผ่านฉลุย ถึงเขาจะเรียกตัวให้ไปออดิชั่นต่อหน้า ฉันก็เชื่อว่าเด็กอย่างมันไม่กลัว แต่ที่กำลังกลุ้มใจคือสอบข้อเขียน ต้องสอบเลขกับสังคมให้ได้คะแนนเกินครึ่ง ภาษาอังกฤษไม่ต่ำกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ ประวัติศาสตร์อเมริกาก็ต้องผ่าน กับแค่ประวัติศาสตร์เกาหลี เรโนมันยังไม่รู้เรื่องเลย มันน่าเสียดายมากเลยนะ ถ้าผ่านออดิชั่นจากสุดยอดฝีมือเป็นหมื่นๆ แต่ดันตกรอบสอบข้อเขียนเนี่ย”
เทซกถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ สีหน้าหนักอกหนักใจของเขาไม่ต่างอะไรกับคุณพ่อที่ลูกชายเอนทรานซ์ไม่ติด
“นอกจากเป็นดิโอเมเดส ก็เห็นการเรียนเอกดนตรีที่ยูซีแอลเอนี่ล่ะที่
เรโนมันใฝ่ฝันที่สุด ฉันก็อยากให้มันทำได้ นายก็คิดเหมือนฉันใช่ไหมยุนโฮ”
“แน่นอนครับ เราทุกคนก็อยากให้เรโนทำสำเร็จ” ยุนโฮเผยรอยยิ้มบาง สัมผัสไหล่เทซก พลางตบเบาๆเป็นการปลอบใจ
เมื่อต่างฝ่ายต่างหมดแรง สงครามกลางเมืองที่ดำเนินไปอย่างยืดเยื้อจึงเริ่มสงบ เรโนที่สภาพตอนนี้ดูไม่จืดวิ่งกระเซอะกระเซิงเข้ามาหลบหลังเทซก
ยองเจหอบฮัก ทรุดกายนั่งลงข้างชองฮวาบนโซฟายาวตัวสวย
“ยุนโฮ นายน่ะเก่ง สอนไอ้เปรตมันหน่อยสิ” ยองเจยกธงขาว พูดขึ้นทั้งที่ยังหอบเสียงขาดห้วง
ยุนโฮสะดุ้งเมื่อถูกพาดพิง ประโยคนั้นของเพื่อนร่างสูงราวกับตอกย้ำสิ่งที่เขาเฝ้าเก็บซ่อนเอาไว้ ความจริงที่เขายังรู้สึกผิดอยู่เสมอ ทุกครั้งที่ได้ยินคำอวยพรจากปากพ่อที่เขาเคารพรัก ชายหนุ่มหัวเราะแผ่วพร่า แววตารื้นขึ้นวูบหนึ่ง “ถ้าเก่งจะโดนรีไทร์ออกมาไหมเล่า”
ห้องเงียบสนิท กำแพงที่แคบเล็กบีบคนทั้งห้าให้ตกอยู่ใน
ห้วงแห่งความคิดครู่ใหญ่ ก่อนที่มันจะถูกทำลายด้วยเสียงที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกอบอุ่น ช่วยปัดเป่าความตึงเครียดออกไปได้ของชองฮวา
“เอาน่า ทำตอนนี้ให้ดีที่สุดก็พอ” ดวงตาสีน้ำตาลมองยุนโฮราวกับให้กำลังใจ ก่อนจะเสมาสบนัยน์ตาประกายน้ำทะเลของเทซก ยองเจ และหน้าตากวนประสาทของเจ้าเรโนเป็นคนสุดท้าย “เรโนหัวดีอยู่แล้ว พอมีหวัง”
คำพูดนั้นพลอยทำให้เจ้าน้องเล็กยิ้มเผล่ ยุนโฮหัวเราะลั่น ตบกะโหลกกลมๆของเรโนเบาๆหยอกล้อ เล่นเอาผู้ถูกกระทำร้องโอดโอย “หรือถ้าไปไหนไม่ได้ไกลก็อยู่เลี้ยงปู่เลี้ยงลุงที่นี่เถอะ”
รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และประกายความสุขคละคลุ้งอยู่ในพื้นที่เล็กๆ ที่แสนอบอุ่น ไพเราะไม่ต่างจากจังหวะดนตรีที่ถูกเรียบเรียงอย่างพิถีพิถัน สวยงามไม่แพ้ภาษาที่ถูกขัดเกลาอย่างสวยหรูมากไปกว่าความรู้สึก
ถึงอย่างไรนั้น ยุนโฮมั่นใจว่าปัจจุบันคือช่วงเวลาที่ทำให้เขามีความสุขมากที่สุดแล้ว เชื่อว่าตัวเองเป็นผู้ชายซึ่งมีชีวิตที่แสนเพียบพร้อมน่าอิจฉา ทั้งชื่อเสียง เงินทอง ความสามารถ ทั้งความรักความเข้าใจจากครอบครัวที่แสนอบอุ่น และความฝันในกำมือ
ถนนสายหลักในยามนี้ไม่ค่อยพลุกพล่านนักเพราะท้องฟ้าที่เริ่มครึ้มฝน เมฆหนาเคลื่อนตัวเข้ามาโฉบฉวยพื้นที่ของดวงอาทิตย์ ฤดูฝนที่แสนวุ่นวาย หากศิลปินมักหลงใหลรื่นรมย์กับกลิ่นอายแห่งความรักที่แสนโรแมนติก ซึ่งมักจะมาพร้อมกับหยาดฝน
รถยนต์คันสวยจอดเทียบริมฟุตบาธหน้าที่ทำการใหญ่สำนักงานแบล็คโฮล เร็คคอร์ด แจจุงเหลือบสายตามองตึกสูงระฟ้าผ่านเงาบางเบาของกระจกแล้วอดคับแค้นใจไม่ได้ ฟันขาวขบกัดริมฝีปากตัวเอง คิ้วคมขมวดเข้าหากันอย่างไม่รู้ตัว
“อย่าคิดมากน่า” เสียงที่ดังจากอีกด้านปลุกแจจุงให้ตื่นขึ้นจากความคิด ใบหน้าหวานสวยเรื่อสีชมพูฉ่ำเรื่อหันไปสบดวงตาคมกริบเป็นประกายของชายหนุ่มเจ้าของเสียง “แล้วแบล็คโฮลจะต้องเสียใจที่ทำกับนายอย่างนั้น”
ประโยคนั้นของยุนโฮทำให้แจจุงยิ้มได้ เขามองแผ่นหลังของชายหนุ่มที่พอผลักประตูเปิดออกไปได้ก็ลิงโลดกระโจนลงจากรถอย่างไม่ระแวดระวังรถที่วิ่งสวนทางมา
แจจุงเดินตามยุนโฮไปที่ร้านค้าเล็กๆหลังหนึ่งที่ให้บรรยากาศมืดอึมครึมแต่แฝงมนต์เสน่ห์อะไรบางอย่างเอาไว้ ครั้งก่อนที่มาเยี่ยมเยือนถนนสายธุรกิจแห่งนี้ ร่างบางรู้สึกเสียดายที่ไม่สังเกตเห็นร้านเล็กๆที่ถูกตกแต่งด้วยวัสดุจากไม้สไตล์ตะวันตกทั้งหมด หน้าต่างด้านหน้ากรุกระจกใสจัดเป็นตู้โชว์ดึงดูดสายตา ม่านและพรมปูพื้นสีแดงเลือดนกให้อารมณ์ดิบเถื่อนแบบร็อคๆ และป้ายหน้าร้านประดิษฐ์จากไม้เนื้อหอม สลักชื่อร้าน
‘F.S.O.S’
“นี่...” ร่างบางเรียก กึ่งเดินกึ่งวิ่งตามคนที่เอ่ยปากชวนเขาให้มาเลือกซื้ออะไหล่เครื่องดนตรีเป็นเพื่อน แต่พอถึงที่หมายกลับเดินนำลิ่วไม่สนใจ แจจุงเอื้อมมือไปฉวยฝ่ามือใหญ่นั้นไว้ได้ พลางเอ่ยปากถาม “เอฟเอสโอเอสหมายความว่าอะไร”
ยุนโฮชะงักฝีเท้า เมื่อแจจุงกำมือเขาแน่นขึ้น ดวงตากลมโตสีนิลสวยที่จ้องลึกเข้าในตา ทำให้เขารู้สึกวูบวาบในหัวใจได้ทุกครั้ง
“False Sense of Security” แม้ท่าทางน่ารักจนน่าขย่ำของแจจุงในตอนนี้จะทำให้เขารู้สึกอยากจะ Fuck you in public มากกว่าก็ตามที “ร้านนี้เป็นร้านของเจ้าของผับที่เคยให้พวกฉันขึ้นแสดงเป็นที่แรก แต่ตอนนี้ปิดกิจการไปแล้ว”
เมื่อผลักประตูลายไม้ฉลุเข้าไปก็ได้พบกับโมบายโซ่สีเงินที่ให้อารมณ์ฮาร์ดคอร์ ภายในร้านเคล้าคลอไว้ด้วยเสียงดนตรีร็อคหนักแน่นแต่ปราศจากสัญญาณความเคลื่อนไหวของใครคนอื่น ยุนโฮเดินดุ่มนำเข้าไปอย่างไม่ใส่ใจตามประสาลูกค้าประจำ แจจุงมองตามร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
ตู้โชว์กระจกเรียงรายขนาบแนวผนังทั้งสองข้างของร้าน รอบๆร้านมีโปสเตอร์และรูปภาพของนักดนตรีชื่อดังใส่กรอบหรูประดับอยู่ไม่ขาด หนึ่งในนั้นเป็นโปสเตอร์โฆษณาการแข่งขันโซเนีย ร็อคสตาร์ ชาเลนจ์ แบบเดียวกับที่ติดตระหง่านอยู่หน้าร้านซีดีที่แจจุงทำงานพิเศษอยู่
“แจจุง ดูนี่สิ กีต้าร์ตัวนี้สวยเป็นบ้าเลย” ปล่อยอารมณ์สบายๆให้เพลิดเพลินไปกับบรรยากาศและเสียงดนตรีได้ไม่ทันไร เสียงที่คุ้นหูก็ดังขึ้นเรียกความสนใจ แจจุงหัวเราะเมื่อหันไปเห็นยุนโฮยืนเกาะกระจก ทำท่าเหมือนเด็กเล็กๆร้องอยากได้ของเล่น
ร่างบางก้าวเข้าไปเคียงข้าง มองเครื่องดนตรีที่ถูกตั้งโชว์เอาไว้ในตู้กระจก กีต้าร์ไฟฟ้าตัวบางสวยสีขาวตัดดำทอประกายเล่นแสงสีเหลืองส้มงามจับตา ริมฝีปากสีแดงจัดเบ้น้อยๆอย่างหมันไส้
“นายนี่ท่าทางจะชอบแต่ของสวยๆงามๆนะ”
“แหงสิ” ยุนโฮตอบทั้งที่ยังไม่ยอมละสายตาออกจากสินค้ามียี่ห้อในตู้ “โห ตัวนี้ก็สวย”
ตาคู่สวยไล่มองตามปลายนิ้วของยุนโฮ แจจุงพิจารณากีต้าร์ที่อีกฝ่ายกำลังยืนคลั่งไคล้ก่อนร้องว่า “อี๋...แพงจะตาย ยังไม่ทันลองเล่นเลย รู้ได้ไงว่าดี”
คำพูดนั้นเรียกให้ยุนโฮกระตุกยิ้ม เขาเบือนสายตาออกจากตู้กระจก ก่อนพบว่าในยามนี้ใบหน้าของคนทั้งสองใกล้กันเสียจนปลายจมูกสัมผัสเคลียกันแผ่วเบา น้ำเสียงนุ่มละมุนเอ่ยย้ำคำพูดของตัวเองอย่างมั่นใจ
“สวย ก็ต้องแพง ของแพงก็ต้องดี”
ในมุมนี้...แจจุงสามารถมองเห็นแววความปรารถนาจากสายตาของยุนโฮได้อย่างชัดเจน บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเป้าหมายในค่ำคืนนี้ของชายหนุ่มจะจบลงที่ไหน
ความร้อนแรงและความหมายที่แฝงในคำพูดของร่างสูงทำเอาใบหน้าของเขาร้อนผ่าว แพรขนตางอนสวยปรือปิดลงในที่สุดเมื่อยุนโฮเคลื่อนใบหน้าได้รูปนั้นเข้ามาใกล้ ริมฝีปากประทับชั่วครู่ หยอกเย้า ก่อนจะบดเบียดกันรุนแรงขึ้น ฟันคมกระทบเนื้ออ่อนในโพรงปากจนได้กลิ่นคาวของเลือด หากกลืนกินซึมซับอย่างโหยหา ราวกับเป็นน้ำผึ้งหวานชุ่มฉ่ำ แม้จะได้มาพร้อมกับความเจ็บแสบดั่งถูกกรีดด้วยคมมีดก็ตาม
แผ่นหลังบางถูกผลักไปกระทบตู้กระจกจนลั่นเสียง ยุนโฮอุ้มแจจุงขึ้น จัดให้อยู่ในท่านั่งบนเค้าเตอร์แคบๆข้างกาย สอดมือเข้าไปลูบไล้ผิวเนื้อนุ่มละมุนติดมือ ลิ้มเลียความหอมหวานจากพวงแก้มสีแดงเรื่อ และริมฝีปากอิ่มที่กำลังเผยอเชิญชวน
“แล้วระหว่างฉันกับกีต้าร์นั่น อยากได้อะไรมากกว่ากัน” เสียงหวานนุ่มครวญผะแผ่ว เคล้าลมหายใจหอบกระเส่าเร้าอารมณ์ที่ริมหู ยุนโฮแทบควบคุมตัวเองเอาไว้ไม่อยู่
“แจจุงสิ แจจุง...”
“เอากีต้าร์ในตู้นั่นไปฟาดหน้าหื่นๆของแกก่อนดีกว่าไหมไอ้ยุนโฮ” อารมณ์ที่ลุกโชนราวกับไฟถูกราดด้วยน้ำมันมอดดับลงฉับพลัน ยุนโฮกับแจจุงรีบผละออกจากกันแทบจะในทันทีที่เสียงแหบๆ ฟังดูดุดันแผดตะหวาดลั่นร้าน “ร้านขายของนะไม่ใช่โรงแรมม่านรูด ไอ้บ้านี่! ดังแล้วนะเดี๋ยวนี้น่ะรู้ตัวหรือเปล่า จะมาทำอะไรตามใจเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้”
ยุนโฮหัวเราะแหะๆ ขยับคอเสื้อให้เข้าที่เรียบร้อย ก่อนรีบเอาสายกีต้าร์ที่เลือกไว้ไปวางบนเค้าท์เตอร์เพื่อให้เจ้าของร้านคิดเงิน “ไม่ใช่สักหน่อย น้าบอมซู ผมไม่ใช่คนดังอะไร น้าก็ว่าไปเรื่อยเปื่อย”
“ไอ้คนดังลืมหลังควาย” ชายวัยกลางคนที่เริ่มมีผมสีขาวแทรกแซมอยู่ตามไรผม กับไรเคราที่ปล่อยยาวรกรุงบนใบหน้าอ้าปากด่าเสียงแข็ง
“เอ๊า...”
“ไอ้บ้า!”
“โธ่...น้าครับ...”
“ถ้าแกไม่อยากให้ฉันโกรธและไล่ตะเพิดแกกับแฟนคนสวยออกจากร้าน”
“ครับ ครับ ผมไม่อยากแน่” ยุนโฮหน้าเสีย รีบยกมือไหว้ปะเหลาะ
“ดี! งั้นช่วยเรียกไอ้เจ้าสี่ตัวที่เหลือ มาช่วยเซ็นโปสเตอร์ที่ร้านฉันให้หน่อย ไม่งั้น...เจี๋ยน” บอมซูถลึงตา พลางทำท่าประกอบ “ฉันนี่เป็นผู้ปลุกปั้นพวกแกเชียวนะ ถ้าไม่มีฉันพวกแกก็ไม่มีวันนี้หรอก”
ยุนโฮเหลือบมองแจจุงที่ยกมือขึ้นปิดริมฝีปากกลั้นหัวเราะแล้วอดหัวเราะไปด้วยไม่ได้ บอมซูอายุมากแล้วแต่ชอบเล่นเป็นเด็กๆ ที่สำคัญ...ผู้มีพระคุณคนนี้จะร้อยวันพันปีก็ไม่เคยเอ็นดูเขาน้อยลง ร่างสูงเอนกายพิงขอบเค้าเตอร์ ตั้งท่าคุยกับบอมซูซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาคิดเงินอย่างเคร่งเครียด
“น้าครับ คนนั้นคือแจจุง เพื่อนผม” ยุนโฮแนะนำตามมารยาท บอมซูเงยหน้าขึ้นจากงานตรงหน้าแวบหนึ่งด้วยแววตาเหยียดหยันพิกลจนแจจุงต้องรีบหุบยิ้ม
“แฟนแก” หางเสียงเชิดขึ้นเป็นประโยคคำถาม
“ไม่ใช่ครับ เพื่อนผม”
“แฟน” คราวนี้เขายืนยันหนักแน่น น้ำเสียงเจือความหงุดหงิดไว้ด้วยซ้ำเมื่อถูกผู้อ่อนวัยกว่าเถียง
“ใช่ครับ นั่นแจจุง แฟนผม”
“ม..ไม่ใช่...” แจจุงยังไม่ทันได้แก้ตัวอะไร บทสนทนาก็ถูกเปลี่ยนประเด็นไปในทันที
“นั่นไง แฟนแก บอกมาแต่แรกก็หมดเรื่อง” บอมซูทำเสียงฮึดฮัดในลำคอ ยุนโฮได้ทีหันมาจุดรอยยิ้มกวนประสาท พลางยักคิ้วให้แจจุงอย่างเหนือชั้น ร่างบางโกรธจัด แต่ทำได้แค่เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันเท่านั้นเอง
“คือว่าวงของแจจุงจะสมัครเข้าประกวดโครงการโซเนีย ร็อคสตาร์
ชาเลนจ์ด้วยครับน้า”
“จริงเหรอ!” เมื่อได้ฟัง บอมซูร้องอย่างตื่นเต้น แววตาที่เคยมองแจจุง
อย่างเหยียดหยันนั้นถูกกลืนทับด้วยประกายเอ็นดู “งั้นก็ดีแล้วที่มาร้านของฉันวันนี้ ไม่ว่าฉันดันใครรับรองดังหมด ไม่ต้องกลัวเลยหนู ชนะแน่นอน”
เขาตบเข่าว่าอย่างมั่นอกมั่นใจ ท่าทางนั้นเรียกรอยยิ้มน่ารักคืนมาจากใบหน้าหวานสวยของแจจุงได้
ชายร่างท้วมเดินต้วมเตี้ยมไปที่ตู้โชว์หน้าร้าน ใช้กุญแจดอกเล็กๆที่ซ่อนเก็บไว้เหน็บเข็มขัดไขเปิดออก ก่อนประคองกีต้าร์ไฟฟ้าตัวสวยนั่นออกมาอย่างระมัดระวัง
“มานี่มา มาเซ็นนี่ไว้ก่อนเลย แล้วถ้าไม่ดังฉันให้กระทืบฟรี ไม่เชื่อคอยดู”
“แต่ว่า...จะดีหรือครับ” แจจุงถามย้ำเสียงสั่นพร่า เลขราคากีต้าร์ไฟฟ้าตัวนั้นซึ่งเขียนติดเอาไว้ยังจำได้ติดตา หากก็ยอมรับปากกาหมึกซึมที่เจ้าของร้านเป็นคนส่งให้มาถือไว้แต่โดยดี
“ดีสิ! ดีแน่ๆ ดีกว่าเอาไปฟาดหัวไอ้หื่นแถวนี้เป็นไหนๆ เซ็นเลยๆ เซ็นตรงนี้ แล้วมาดูกันว่าฉันพูดถูกไหม”
แจจุงหันไปยิ้มขอบคุณคุณน้าบอมซู หมุนปากกาในมือไปมาอย่างลังเล หากแต่นัยน์ตาสีเข้มของยุนโฮที่มองตรงมายังเขานั้นกลับช่วยทำให้เขารู้สึกมั่นใจขึ้นได้อย่างประหลาด ริมฝีปากสีกลีบกุหลาบคลี่รอยยิ้มหวานจับใจให้กับยุนโฮ ก่อนออกแรงเปิดปลอกปากกา
‘ฮีโร่ - ยองอุง’ คือชื่อที่เขาเลือกเขียน และ ‘ยูโน’ ก็คือชื่อที่เขาเลือกให้อยู่เคียงข้าง
“ดี เซ็นข้างกันอย่างนี้ จะได้ดังด้วยกันไปเลย” บอมซูหัวเราะอารมณ์ดี ยุนโฮถอนปลายปากกาออกจากเนื้อมันปลาบของกีต้าร์ พลางหันมาสบตาแจจุงอีกครั้ง
มือข้างที่เหลือ...สอดเข้ากระชับฝ่ามือเรียวบางแสนเนียนนุ่ม
เพราะหลังจากได้สัมผัสไออุ่นจากอุ้งมือนี้ เขาก็ไม่อยากจะปล่อยไป
ไม่ว่าจะห่างชั้นกันอย่างไร ไม่ว่าแนวทางจะแตกต่างสักแค่ไหน ก็ยังยืนยันว่าอยากจะอยู่เคียงข้างร่างบางบนทางสายนี้
นานตราบที่พลังงานของเขาจะหมดลง
To be continued...

)
ยังไงมาต่อเร็วอีกน้า จะได้รวมเล่มซักที >O<! อยากได้ อยากโฮกกยุนแจ 5555 แต่ขอแฮปปี้นะ - -
ฟังแล้วก้อตื่นเต้น แหะๆ จะติดตามต่อไปเรื่อยๆนะคะ
อยากกระโดดกอด โฮกกกกกกกกกก
อัพรวดเร็ว
อ๊ากกกกก ยังไม่ได้อ่าน
แต่มาสครีมจองคอมเม้นท์ไว้ก่อง กรั่กๆๆๆๆๆ (*คุณตองง้างตีน)
><~~~~~
โฮกกกก
เด๋วมาเม้นอีกรอบก๊ะ (ปั่นเอนทรี่คุณตองเล่น) *คุณตองง้างตีนระลอก 2
เอิ๊กกกกก
#1 By *++:[y]aKu[lt] - In 'our' bathroom:++* on 2007-06-16 16:51