Lovefurypassionenergy (8)
posted on 01 Jun 2007 21:30 by bleaf-me in lovefurypassionenergy
Title: Lovefurypassionenergy
Author: * b.leaf *
Pairing: YunJae , YooSu
Starring: Dong Bang Shin Gi (SM Entertainment) , Hwoarang (Namco) , Virgil (Capcom) , Seifer and Reno (Square-Enix) : ทั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้เป็นเจ้าของตัวละครใดๆ ยกเว้นแต่บทบาทของพวกเขาเท่านั้น จึงขอขอบคุณบริษัทในวงเล็บเจ้าของลิขสิทธิ์ชื่อ สำหรับตัวละครที่มีชื่อปรากฏอยู่ในฟิคชั่นเรื่องนี้ด้วยค่ะ
Genre: AU , Crossover , Romance , Drama
Rating: R / NC-17 ในคำพูดและการกระทำ
- - -
8.
ยุนโฮนอนทอดกายเอกเขนกอยู่บนเตียงรกๆหลังเดิม เอาคางเกยกับท่อนแขนซึ่งไพล่เอาไว้สบายๆบนกองผ้าปูที่นอนสีน้ำเงินเข้มคาดแถบขาวหลุดลุ่ยกรุยชาย เมื่อมันถูกรื้อออกมาจากที่เสียจนกระจุย
รังหนูที่ดูมีรสนิยมที่สุดในโลกยินเพียงเสียงของเครื่องปรับอากาศทำงานหึ่งๆ กับเสียงขาดๆหายๆของโทรทัศน์ที่ถูกเปิดค้างไว้ ดาวเทียมหลายสิบดวงที่โคจรอยู่นอกโลก หรือแม้แต่สถานีโทรทัศน์นับพันความถี่ไม่เคยสามารถแทนที่เสียงหัวเราะของหมู่มิตรสหายที่รู้ใจได้
หนุ่มหล่ออ้าปากหาววอดใหญ่ นิ้วเรียวรัวยิกลงบนรีโมตคอนโทรลเพื่อค้นหาเพื่อนคลายเหงาในยามว่าง นึกภาพจานดาวเทียมที่กำลังหมุนคว้างหาดาวอย่างบ้าคลั่ง เครื่องรับปรับหาความถี่แทบไม่ทัน ได้แต่บ่นกับตัวเองเพียงในใจว่าโลกที่ไม่มีเสียงดนตรีช่างเวิ้งว้าง น่าเบื่อหน่ายเสียนี่กะไร
กระทั่งภาพเร็วไหวที่ดูยากผ่านสายตาไปชั่วอึดใจหนึ่ง คิ้วเรียวที่เคยขมวดผูกปมจึงคลายออกช้าๆ ใบหน้าบึ้งตึงถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มปีศาจ ยุนโฮกดรีโมตย้อนไปเพียงสองสามครั้งก็เจอสิ่งที่ค้นหามานาน!
เสียงครางอึงอื้อก้องในห้องที่ถูกปิดทึบ ผ่านระบบขยายเสียงชั้นดี จนฟังดูคล้ายกับว่ามันดังอยู่ใกล้แค่ริมหู นัยน์ตาสีเข้มของยุนโฮเป็นประกายวาววับ มองร่างที่เปล่าเปลือยของหญิงสาวผมหยักลอนสีช็อกโกแล็ตสุดเซ็กซี่สะเทือน
สั่นริก กัดริมฝีปากยิ้มเย้ายวนอย่างเป็นสุข ยามเมื่อชายอีกคนกำลังปรนเปรอหล่อนอย่างถึงใจ
“โธ่...ไอ้เวรเรโน ฉันไม่ง้อแกก็ได้”
ยุนโฮนอนเหยียดยาว กระดิกปลายเท้าสบายอกสบายใจ ไม่ลืมที่จะเอ่ยเหน็บแนมเจ้าพ่อหนังโป๊ประจำกลุ่มเสียทีหนึ่ง หลังจากโดนไอ้เด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม หลอกตุ๋นผู้อาวุธโสกว่าสี่คนเสียจนเละ
‘ญี่ปุ่นพี่...ญี่ปุ่น...เด็ดอย่างนี้เลย...’
ถุ้ย! มีหน้าเอาวีซีดีสอนภาษาญี่ปุ่นมาหลอกขายพร้อมคำโฆษณาชวนเชื่อ รู้ถึงไหนอายถึงนั่น ไม่โดนหักคอตายก็บุญนักหนา
ยุนโฮนอนฝังตัวอยู่ท่ามกลางภูเขาผ้าห่มและเตียงนอนอันอุ่นนุ่ม สถานการณ์ยามนี้ตึงเครียดขึ้นสืบเนื่องจากบรรยากาศที่เป็นใจ กับอารมณ์
ดิบเถื่อนตามประสาหนุ่มโสดที่เริ่มคุกรุ่น ลมหายใจกระชั้นถี่ขึ้น เหงื่อกาฬพาลไหล สายตาจับจ้องที่หน้าจอสี่เหลี่ยมไม่กระพริบ ทว่าชั่ววูบหนึ่งที่ทั้งสมองและหัวใจกลับเตลิดเพริดหนีไปไกลเพราะใครอีกคน
เป็นแจจุงอีกแล้วที่เขาคิดถึง หมกมุ่นอยู่กับความหอมหวานเย้ายวนของร่างบาง ผิวเนื้อขาวละเอียดนุ่มนิ่มไปทั่วทุกสรรพางค์กาย ริมฝีปากอิ่ม ทั้งความเร่าร้อนและไร้เดียงสา ตั้งแต่คืนแรกที่เป็นของกันและกัน ยุนโฮยังห้ามใจให้ไม่คิดถึงครั้งต่อไปไม่ได้
อยากจะทำรักกับแจจุงไปจนขาดใจตายเลยด้วยซ้ำ...
ตึ่ง! ตึ่ง! ตึ่ง!
เวลาที่ราวกับหยุดนิ่งไปกลับมาเคลื่อนไหว เสียงรัวประตูฉุดสติของชายหนุ่มให้กลับเข้าที่ได้อีกครั้ง แม้จะคาดไม่ถึงกับการมาเยือนของอีกคน
ณ อีกฝั่งประตู แต่ยุนโฮก็รู้ดีว่าคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคนคนนั้น เขาเด้งตัวขึ้นจากที่นอน กระวีกระวาดควานหารีโมตคอนโทรลมากดปิดโทรทัศน์ลง พลางตะโกนตอบรับ
“กำลังมาครับ!”
กอบผ้าปูที่นอนไปซุกในที่ลับตา สำรวจตัวเองหน้ากระจกจนเรียบร้อย กวาดสายตามองรอบตัวว่าไม่หลงเหลือหลักฐานอันไม่น่าพิสมัยกระทั่งแน่นอนใจ ก่อนเอื้อมมือไปดึงลูกบิดประตู
“สวัสดียุนโฮ” ชายวัยกลางคนท่าทางภูมิฐานยืนแลกยิ้มเผล่
ร่างสูงใหญ่ได้สัดส่วนที่ไม่ได้เห็นมานานอยู่ในชุดสูทสีเทา หล่อเหลามากหากเทียบกับชายวัยเดียวกันยืนเต็มกรอบประตู รูปหน้าเรียวรี ดวงตาคมกริบ ราวกับภาพสะท้อนในกระจกเงาของยุนโฮในวัยห้าสิบ
“พ่อ!” รายนี้แยกเขี้ยวยิ้มเป็นพิมพ์เดียวกัน
แม้การมาเยือนของพ่อจะเป็นไปอย่างไม่ได้คาดคิด แต่ยุนโฮก็ดีใจ
ไม่น้อยที่ได้เห็นหน้า พ่อของเขาไม่ค่อยอยู่ติดบ้านเนื่องจากต้องวิ่งรอกทำงานตัวเป็นเกลียวเพื่อประเทศชาติในฐานะท่านกงสุลใหญ่แห่งมิวนิก
“พ่อจะมาน่าจะบอกผมก่อน ผมเลยไม่ได้ทำหน้าที่ลูก ไม่ได้ไปรับพ่อเลย”
ชายวัยกลางคนหัวเราะ มองสำรวจลูกชายด้วยแววตาที่อ่อนโยน
ดูโดยรวมแล้วพ่อลูกเหมือนกันอย่างกับแพะกับแกะ จะมีที่ต่างกันอย่างเด่นชัดอยู่ก็ไอ้ตรงแววตานี่กระมัง
“ไม่ต้องลำบากหรอกลูก อันที่จริงพ่อแค่แวะมาเอาเอกสารนิดหน่อยเท่านั้น” ถึงตรงนี้เสียงหัวเราะเบาบางลงไป “ขอโทษด้วยนะที่พ่อไม่มีเวลาได้พูดคุยกับยุนโฮนานๆเสียที”
“ไม่เห็นเป็นไรนี่ครับพ่อ ไว้โอกาสหน้าผมจะบินไปทานข้าวกับพ่อที่มิวนิกเลย”
มองผู้เป็นพ่อแล้วอดถอนใจออกมาไม่ได้ ยุนโฮคลี่ยิ้มบางทั้งที่นัยน์ตาไม่ได้ยิ้มด้วย เขาหยั่งลึกลงไปในดวงตาของพ่อ ลูกแก้วสีเข้มลึกล้ำดูทรงอำนาจ หากเปี่ยมไปด้วยความเหนื่อยล้าอ่อนแรง เส้นผมที่เคยเป็นสีดำสนิทถูกแทรกแซมด้วยสีขาวเงิน
เขาเข้าใจดี... นอกจากเพื่อชาติ เพื่อแม่ที่จากโลกใบนี้ไปแล้ว เหตุผลที่พ่อยอมเหน็ดเหนื่อยตรากตรำทุกวันนี้ก็เพื่อเขา มีแต่เขานี่สิ ที่ไม่เคยทำอะไรให้พ่อภาคภูมิใจ สามารถยืดอกคุยโวกับใครต่อใครได้บ้างเลย
“แล้วนี่ทำอะไรอยู่ล่ะ ปิดห้องมืดเชียว” เมื่อสังเกตได้ว่าภายในบ้านเงียบสงัดผิดปกติ ร่างสูงในชุดสูทจึงชะเง้อคอมองข้ามไหล่ลูกชายคนเดียวเข้าไปภายในห้อง เดาเอาเองตามประสาว่า “อ่านหนังสือเหรอ ระวังสายตาเสียนะลูก”
ยุนโฮชะงัก พูดอะไรไม่ถูก เขาเพียงแค่แค่นยิ้มรับ ไม่ได้โกหก แต่ก็ไม่ได้ยอมสารภาพผิดเสียทีเดียว ผู้เป็นพ่อมองลูกชายพลางยิ้มเอ็นดู ยกมือขึ้นขยี้ผมชี้ฟูนั้นเล่น
“พยายามเข้านะ ว่าที่ผู้พิพากษา” สีหน้าเป็นสุขล้นท้นทำเอาคนฟังพลอยละอายแก่ใจ “ดนตรีก็เล่นได้นะลูก แต่อย่าลืมว่าเรื่องเรียนต้องมาก่อน”
พ่อจากไปแล้ว...หายขึ้นรถยนต์ยี่ห้อ ‘คุณชายฮัว’ ขับลับประตูรั้วไป ยุนโฮได้แต่ถอนใจออกมาเป็นครั้งที่เท่าไรไม่ทราบ แล้วงับประตูปิดลงช้าๆ
ภายในห้องนอนที่มืดทึมแสง ผนังสี่ด้านซึ่งถูกตกแต่งแขวนไว้ด้วยภาพของมือกีต้าร์ขวัญใจชื่อดังหลายภาพ หนึ่งในนั้นเป็นภาพของเขาเองในชุด
‘ออกศึก’ ของดิโอเมเดส รอยยิ้มของเขาที่เท่ที่สุด เรียวนิ้ววางสัมผัสบนเส้นสายสีเงินเหล่านั้น แววตาที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์และความหลงใหลในดนตรี ยูโนคนนั้น ยิ่งใหญ่กว่ายุนโฮตัวเล็กๆคนนี้หลายเท่านัก
ถัดจากภาพนั้น บนเตียงนอนไม่เป็นระเบียบ กีต้าร์ไฟฟ้าตัวโปรดกำลังนอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียงเดียวกับเขา กระดาษสมุดที่ใช้เขียนเพลงกระจัดกระจาย เบื้องใต้กองขยะอันล้ำค่ากองนั้น ตำรากฎหมายเล่มหนาๆอีกตั้งเรียงตัวอยู่ราวกับถูกลืมเลือน
หนังสือเรียนที่เขาไม่ได้แตะต้องมันมาแล้วเป็นปีๆ
“พ่อครับ ผมขอโทษ”
กระดิ่งลมส่งเสียงกรุ้งกริ้งยามเมื่อถูกสายลมยามสายหยอกล้อ เสื้อผ้าชุดเดิมซึ่งแขวนตากเอาไว้ที่ระเบียงบ้านปลิวสะบัดไปตามกระแสของวันเวลา พระอาทิตย์สีแสบ...สาดแสงร้อนแรงอยู่เบื้องหน้าแผ่นหลังบางอันคุ้นตาจนดูคล้ายภาพวาด
แจจุงค่อยๆย่องไปด้านหลังจุนซูอย่างเงียบเชียบ พยายามสอดส่องสายตา ต้องรู้ให้ได้ว่าอะไรคือสิ่งที่น้องชายกำลังละเลียดสายตามองอยู่ในอุ้งมือ
“ฮั่นแน่!”
เสียงของแจจุงดังพอจะทำให้ฝูงนกพิราบแตกรัง ทำเอาจุนซูซึ่งกำลังนั่งปล่อยอารมณ์เพลินๆ หัวใจพลอยหดเล็กเหลือเท่าเจ้านกพิราบไปด้วย ร่างเล็กสะดุ้งเฮือก รีบพับกระเป๋าสตางค์ในมือเก็บซ่อนไว้ด้านหลังทันที หัวใจเต้นถี่ยิ่งกว่ากลอง
“ตกใจหมดเลยพี่แจจุง” เสียงใสแหว เขม่นมองพี่ชายตัวดีที่หัวเราะ
คิกคักอย่างมีความสุขแล้วเคืองหนัก พยายามทำใจให้ตลกไปด้วยไม่ได้
“แหม...หยอกนิดหยอกหน่อยทำเป็นมีน้ำโห” เจ้าของใบหน้าสวยกระเซ้า พลางทิ้งตัวลงนั่งใกล้ๆคนเป็นน้องชาย ถามว่า “ดูรูปใครอยู่เหรอ
นั่งเพ่งซะจนจะทะลุอยู่แล้วนั่น”
“ก็รูปเราสี่คนไงฮะ” จุนซูตอบทั้งที่ไม่มองตา ทั้งยังไม่มีทีท่าจะเปิดกระเป๋าให้พี่พิสูจน์
“รูปข้างหน้าน่ะใช่” แจจุงหรี่ตา รูปข้างหน้าหมายถึงรูปที่จุนซูพกติดตัวไว้ด้วยตลอด เป็นรูปที่สมาชิกอีวิล-โอเวอร์ลอร์ดทั้งสี่คนแต่งองค์ทรงเครื่อง
ถ่ายเก็บไว้ ก่อนขึ้นเวทีแสดงในเดอะไนธ์เกตเป็นครั้งแรกเมื่อครั้งฟอร์มวงใหม่ๆ “แต่รูปที่ซ้อนไว้ข้างหลังน่ะ รูปใครหืม” ไม่ว่าเปล่า ดวงหน้าขาวสวยคืบเกยกับไหล่น้องชาย ริมฝีปากสีแดงหวานฉ่ำไม่ผิดกันทั้งคู่กระซิบล้อ
สวย...สวยกันคนละแบบ แต่ก็สวยมากๆเหมือนกัน...
แก้มขาวหมดจดของจุนซูพองลมน้อยๆ เมื่อเขาทำหน้าบูดบึ้ง เขาไม่ตอบ แต่สีเลือดกลับเริ่มไต่คร้ามใบหน้าหวานน่ารักนั้นจนแดงแจ๋
แจจุงเห็นคนตัวเล็กพยายามสะกดกลั้นความหงุดหงิดอย่างสุดความสามารถแล้วเห็นสมควรจะเลิกแกล้ง เขากระทบไหล่น้องชายทีหนึ่ง เอ่ยออกมาอย่างรู้ทัน
คิมจุนซูรึ ชาตินี้จะมีวันหลอกคิมแจจุงได้สำเร็จ....
“ท่าทางลุกลี้ลุกลนอย่างนั้น ไม่ต้องบอกพี่ก็รู้ว่านายดูรูปใคร”
จุนซูนิ่งงัน นิ่งไปเหมือนไม่อยากรับรู้อะไรอีก คำพูดทิ่มแทงใจของแจจุงทำเอาแทบหน้าหงาย เด็กหนุ่มยกขาขาวๆขึ้นมากอด เอาแต่ก้มหน้า เริ่มปลงในความจริงของกงล้อแห่งชะตากรรมตนเองแล้วว่า หากโลกใบนี้จะมีผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน ก็ขอให้พี่ชายที่เคารพรักยิ่งเป็นผู้หยั่งรู้คิมจุนซู!
“เมื่อวานยูชอนบอกผมว่า ‘เขา’ รถล้ม” เสียงเรียบๆและเบาหวิวดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน
แจจุงเบิกตาโพลง อดถามซ้ำอย่างไม่อยากจะปักใจเชื่อไม่ได้ “จริงเหรอ!? แล้วเป็นยังไงบ้างล่ะนั่น”
“ไม่รู้เลยฮะ ผมไม่สบายใจเลย” จุนซูยิ่งดูเศร้าลงไปอีก หมองหม่นซีดเซียวราวกับทุ่มใช้พลังงานทั้งหมดที่มีไปกับการครุ่นคิดเรื่องนี้ “เขาเป็นพวกขี่รถไม่ชอบใส่หมวกกันน็อคซะด้วย”
“โธ่เอ้ย” แจจุงทำจิ๊จั๊กในปาก “เออ ไม่ต้องคิดมากละกัน ไว้พี่จะไปถาม...ให้” ชื่อนั้นถูกละไว้ในฐานที่เข้าใจ มือเรียวบางเอื้อมไปตบไหล่น้องชายสองสามที
เงียบกันไปทั้งคู่อย่างนั้นสักพัก แจจุงกำลังจะชักมือกลับ แต่จุนซูกลับเป็นฝ่ายที่ซบหน้าลงกับไหล่ผู้เป็นพี่ชาย รั้งเข้ามากอดไว้แน่น แจจุงฟังเสียงลมหายใจฟุดๆฟิดๆนั้นแล้วก็ชวนให้ไม่สบายใจ ลูบเส้นผมสีทองสลวยนั้นแผ่วเบา
“ท้ายที่สุดแล้ว...นายก็ยังลืมมันไม่ได้สินะ” ถ้อยคำดูประชด แต่ถ้อยทีอ่อนโยนและเป็นห่วงเป็นใย แจจุงรู้สึกได้ว่าจุนซูกอดเขาแน่นขึ้นมากจนอึดอัดครู่หนึ่งก่อนคลายออกพร้อมกับเสียงสูดลมหายใจ
“ลืมหรือฮะ จะให้ผมลืมยังไง พี่แจจุงไม่เคยรักใคร ไม่มีวันเข้าใจหรอก” จุนซูแค่นยิ้ม แสร้งยิ้มให้ดูเหมือนเข้มแข็ง แต่ที่จริงแล้วตรงกันข้าม
ในวินาทีแรกที่รับรู้ข่าวอุบัติเหตุของชองฮวา หัวใจของเขาแทบหลั่งเลือด
และในอีกวินาทีต่อมาที่มองเห็นแววความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสจากดวงตาคู่นั้นของยูชอน ซึ่งยากเหลือเกินที่จะเข้าใจได้ ได้ยินเพื่อนรักของเขาก้าวร้าวชองฮวาอย่างเจ็บแค้น ชิ้นเนื้อที่แทบตายด้านในอกซ้าย...มันเจ็ดปวดเสียยิ่งกว่าขั้วใจถูกริดออกจากอกเสียอีก
แจจุงเห็นสายตาของจุนซูแล้วชะงักงัน ได้แต่ตอบว่า “ถ้ารักแล้วต้องเป็นอย่างนาย พี่ขอไม่รักใครเลยตลอดชาตินี้ดีกว่า” ห่วงใจแทบขาด แต่ก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไรได้ ทั้งยูชอนและจุนซู
ร่างสวยลุกขึ้นจากที่ที่เคยนั่ง ขยี้ผมน้องชายเล่นอีกที ก่อนจะก้มหอมหน้าผากกลมๆนั่นเบาๆ
ในจังหวะเดียวกัน ท่อนฮุคเพลง Sugar, We Goin’ Down แผดเสียงดังจากโทรศัพท์ของแจจุง สายตาทั้งสองคู่เบนไปจับอยู่ที่มันเป็นตาเดียว
ครืด...ครืด...ครืด...
ปล่อยมันสั่นอยู่อย่างนั้น จุนซูได้แต่มองหน้าพี่ชายราวจับผิด ดูซิว่าคนไม่อยากมีความรักจะรับไหม หลังจากปล่อยให้เสียงเพลง Sugar, We Goin’ Down เพลงนี้ดังเปล่าอยู่เกือบเดือน
นานพักใหญ่ คนสวยก็ใจอ่อนยอมคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมกดรับ จุนซูกระตุกยิ้มอย่างผู้มีชัย “คราวนี้ยอมรับสายแล้วหรือฮะ”
“ตอนแรกแค่ไม่แน่ใจ ว่าคนดังตั้งใจโทรหา หรือว่าเผลอเอามือมาโดน”
พี่แจจุงเนี่ย...น่ารักจังเลยนะ...
คิมแจจุงเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย...ใครก็ว่าอย่างนั้น…
หกในสิบอย่างของโลกใบนี้ เป็นสิ่งที่คิมแจจุงรังเกียจโดยทั้งสิ้น และคนปากกับใจไม่ตรงกันกับคนที่ชอบกลืนน้ำลายตัวเอง เป็นสองในหกที่คิมแจจุงเกลียดแสนเกลียด
น่าเศร้าตรงที่คิมแจจุงคนสวยกำลังจะกลายเป็นคนประเภทที่ว่านั้น !
หลังจากตัดสินใจกดรับโทรศัพท์จาก ‘คนดัง’ แจจุงก็มานั่งหน้าบึ้งอยู่ในรถหรูคันเดิมนี่อีกครั้งจนได้ เกลียดสายตากะลิ้มกะเลี่ยที่มักจะลอบมองผ่านมาในจังหวะที่ยุนโฮแกล้งทำเป็นมองกระจกส่องข้างร่ำไป แต่คิมแจจุงผู้ตั้งมั่นในอุดมการณ์ขั้นสูงสุดก็กลับยอมนั่งให้เขามองอยู่อย่างนั้นโดยไม่มีปากเสียง
แจจุงย่นคิ้ว ไม่ค่อยเคยชินกับความเงียบวังเวงใจรอบกาย ไม่เข้าใจว่าเครื่องเสียงรถยนต์ที่แต่งเสริมเติมออปชั่นเสียจนหรูหราศิวิไลซ์นี้มีแต่หน้ากากหรือไร เจ้าของถึงไม่ยอมเปิดไล่ความอึดอัดนี้ออกไปเสียบ้าง
ปล่อยให้เงียบไว้ไม่เท่าไหร่ ไอ้มือกีต้าร์หน้าทะเล้นยังมีหน้ามาบอกอีกว่า ‘อยากฟังเสียงลมหายใจของแจจุง’
แทบสำลักน้ำลาย
ไอ้โรคจิต…สยอง !
“นี่เรากำลังจะไปไหนกัน” ในที่สุดก็อดรนทนไม่ได้ต้องเป็นฝ่ายเปิด
บทสนทนา ยุนโฮสำลักขำออกมาทันที ราวกับว่าสงครามจิตวิทยาที่เขาได้เริ่มเอาไว้แต่แรก แจจุงเป็นฝ่ายแพ้ราบคาบ
“จะพาไปดูงาน ไม่อยากไปเหรอ” ชายหนุ่มตอบ ยิ้มอบอุ่นเสียจนแจจุงชะงักมองไปวูบหนึ่ง
“หืม งานอะไร ไม่เข้าใจ” โยนหินถามไว้ ก่อนเบือนหน้าหนี เสมองออกไปนอกหน้าต่างรถ ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะเขินไปทำไมให้เสียเวลา วัวเคยค้า ม้าเคยขย่ม... กันทั้งนั้น
“จะพาไปบ้านพี่เทซก สนใจไหม”
“จะพาฉันไปดูห้องอัดแล้วเหรอ!?”
ยุนโฮตอบยิ้มๆ แจจุงหูผึ่ง โผมาจากทิศไหนไม่รู้ หันกลับมาได้ก็ตะครุบมือคว้าแขนยุนโฮหมับ พลางเขย่า ยุนโฮใจหายหัวใจแทบวาย นี่ถ้าสติแตกกว่านี้อีกหน่อยรถสุดรักของเขาคงจูบก้นคันหน้าไปเรียบร้อย
ทำอะไรไม่ได้มากกว่าไปส่ายหน้าปลงๆ ในขณะที่นั่งฟังแจจุงฮัมเพลงอย่างสบายอารมณ์แล้วอดยิ้มขำๆออกมาไม่ได้
ผู้ชายคนนี้นี่นะ ทำไมขยันกระจายฟีโรโมนนักก็ไม่รู้
ครั้นสามารถผ่านแยกที่การจราจรค่อนข้างแออัดไปได้แล้ว การเดินทางก็เป็นไปได้อย่างสบาย ไม่นานจึงพบว่าบ้านของเทซกตั้งอยู่ในพื้นที่ย่านคนมีเงินไม่ใกล้ไม่ไกลจากที่ทำงานพิเศษของแจจุง
เสารั้วสีขาวสูงดูภูมิฐานยิ่งใหญ่ปิดทึบกั้นด้วยวัสดุสีไม้จำกัดความเป็นส่วนตัว จากภายนอกจะไม่สามารถมองเห็นตัวบ้านได้เลย ยุนโฮจอดรถเทียบลงหน้าบ้าน ยกโทรศัพท์แนบหู พูดสองสามคำ ประตูบานใหญ่ก็ค่อยๆเลือนเปิดออกเอง
ภายในบริเวณบ้านเขียวชอุ่มไปด้วยแมกไม้ แจจุงเบิกดวงตากว้างขึ้นอย่างไม่รู้ตัวเพราะผิดคาด บ้านของชองเทซกหลังเล็กกว่าที่เขาคิดไว้ ไม่ใช่คฤหาสน์ เป็นเพียงบ้านเดี่ยวชั้นเดียวที่ทอดตัวอยู่ท่ามกลางสวนสวยๆร่มรื่น ไม่อลังการเหมือนบ้านเศรษฐีในละครโทรทัศน์ แต่น่าอยู่มากกว่าหลายต่อหลายเท่า
“บ้านพี่เทซก ถึงจะเล็กแต่ดีไซน์เจ๋งสุดๆ ปกติแล้วใช้เป็นแหล่งกบดาน”
เป็นอย่างที่ยุนโฮว่า บ้านเดี่ยวชั้นเดียวกรุกระจกใสทั้งหลังจนมองเห็นทะลุปรุโปร่ง ตกแต่งสไตล์โมเดิร์นล้ำสมัย ทว่าไม่ลืมความอบอุ่นเป็นกันเองในแบบของเทซก เมื่อรถจอดสนิท และทันทีที่ฝ่าเท้าเหยียบพื้น แจจุงตาเป็นประกาย นี่หากพี่จินฮวานรู้ว่าเขาเคยมาเหยียบสตูดิโอของดิโอเมเดส มีหวังรายนั้นเต้นเร่าๆไล่เตะเขาด้วยความหมันไส้แน่
ปล่อยให้ยืนทึ่งอยู่สักพัก ยุนโฮจึงเรียก “มาสิ บ้านนี้ไม่มีเจ้าของบ้านออกมารับแขกหรอกนะ” เขายิ้มให้แจจุง ก่อนจะแทบละลายตายเพราะแจจุงยิ้มตอบ
“ลุงแกชอบพูดเหมือนจะเป็นคนดี” ลุงแกหมายถึงเจ้าของบ้านผมสีเงิน ซึ่งมักจะถูกรุ่นน้องเย้าเล่นๆว่าเครียดเสียจนหัวหงอก “ทำตัวตามสบายนะ คิดซะว่าเป็นบ้านของตัวเอง แปลเป็นภาษาคนว่า ตัวใครตัวมันนะ บริการตัวเอง”
“เรียกซะแก่เชียว คุณเทซกเขาแก่ขนาดนั้นเลยเหรอ”
“เปล่าหรอก ที่จริงอายุเพิ่งยี่สิบห้าย่างยี่สิบหก แต่สมัยที่พวกฉันเพิ่งรู้จักพี่เทซก พวกฉันยังเด็กมาก สิบสี่สิบห้าเองมั้ง” เขาเล่าอดีต ดวงตาเป็นประกายระยับ
แจจุงหัวเราะ เริ่มคิดว่ายุนโฮเกือบจะน่ารักในเวลาที่เขาพูดถึงอะไรหรือใครก็ตามที่เขาเคารพรักบูชา
เดินเคียงไปกับร่างสูงใหญ่ที่แต่งกายสบายๆแต่ดูดีเป็นบ้า พ้นกรอบประตูซึ่งเป็นกระจกใสๆเข้าไปก็พบกับ ‘แหล่งกบดาน’ ห้องรับแขกถูกตกแต่งอย่างเรียบหรู ราวกับได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถันจากสถาปนิกชื่อดังยังไงอย่างงั้น พื้นที่ภายในดูกว้างขวางยิ่งขึ้นเพราะสีขาวสะอาด และการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยอย่างชาญฉลาด พอรู้จากยุนโฮมาก่อนว่าเทซกเป็นพวกชอบแต่งบ้าน ชอบความสุขสงบ เขามักจะจับจดและลงมือทำอะไรก็ตามที่เมื่อมองแล้วจะทำให้ตัวเองสบายใจ
เหตุที่รู้ว่าได้เหยียบย่างเข้าสู่แหล่งกบดานเพราะภาพเด็กหนุ่มผมสีแดงยาวสยายที่นอนถอดเสื้อ นุ่งกางเกงขาสั้น กระดิกเท้ายิกๆอยู่บนพื้นด้านหน้าทีวีจอแบนเครื่องยักษ์ ส่วนโซฟาตัวสวยสีขาวสะอาดสะอ้านท่าทางจะนุ่มไม่ใช่น้อยกลับกลายเป็นที่นอนของกีต้าร์เบสตัวสวยเสียอย่างนั้น
“ไอ้เรโน!” ยุนโฮตะเบงเสียงเรียก เล่นเอาเจ้าของชื่อสะดุ้ง
“โอ้ย แหกปากทำไมพี่ยุนโฮ เรียกซะดังลั่น หนวกหู!” เด็กหนุ่ม
ขมวดคิ้วหงุดหงิด เรโนอายุอานามคงจะรุ่นราวคราวเดียวกับชางมิน หรืออาจจะอ่อนกว่า แจจุงจึงมองเขาด้วยความเอ็นดูเสียมากกว่าขบขัน เขาเป็นเด็กผู้ชายวัยประมาณสิบเจ็ดที่หล่อเหลา ร่างสูงเพรียว มีกล้ามเนื้อน้อยๆ ดูดีทีเดียว
เรโนยิ้มให้แจจุง ก่อนจะหันไปโต้คารมณ์กับพี่ยุนโฮต่อ
“มีแขก ไปเอาน้ำมาเลี้ยงดิ๊” ยุนโฮออกคำสั่ง เรโนอ้าปากทำท่าจะเถียง แต่เลือกที่จะนิ่งเสียเมื่อเห็นเงาเทซกเดินผ่านประตูไปๆมาๆ ก่อนยอมเดิน
เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันไปจัดน้ำรับแขกแต่โดยดี
ยุนโฮหัวเราะสะใจ รู้สึกยิ่งใหญ่เหลือเกินเมื่อสามารถเอาคืน
‘เจ้าพ่อหนังโป๊’ ได้
“ไปแกล้งเด็กมัน” แจจุงปรามเบาๆ แต่ตัวเองก็ยังไม่หยุดหัวเราะตาม
“โหย เด็กเปรตล่ะสิไม่ว่า นายยังไม่รู้จักมันดีพอ ไอ้นี่มันลูกยักษ์ลูกมาร ผีห่าซาตานดลบันดาลให้ตกฟากมาเกิด พ่อร่ำรวย แม่เป็นนักดนตรีคลาสสิค ไม่เห็นได้เชื้อผู้ดีมาบ้าง พ่อแม่มันต้องเก็บมาเลี้ยงจากลุ่มแม่น้ำอเมซอนแหงๆ สารพัดพิษนัก”
แจจุงนึกภาพตามแล้วหัวเราะลั่น
ไหนกันล่ะ...ดิโอเมเดส วงร็อคใต้ดินชื่อกระฉ่อนผู้หยิ่งยะโส?
เทซกเองเดินวนเวียนอยู่ในบ้าน พอรู้ว่าแจจุงมาเยี่ยมเยือนก็ออกมาต้อนรับอย่างเป็นกันเอง ยองเจ มือกลองหน้าหล่อก็เช่นกัน เรียกได้ว่าอยู่กันครบองค์ประชุม ขาดก็แต่นักร้องนำคนนั้น
คุยกันสัพเพเหระ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่างๆนานา วงสนทนาเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ เวลาผ่านไปพักหนึ่ง เทซกก็ได้รับโทรศัพท์จากด้านนอก ไม่นานรถยนต์คันหรูสีบรอนซ์เงินก็เคลื่อนเข้ามาจอดต่อท้ายรถของ
ยุนโฮ
ยองเจเป่าปากรับเพื่อนรักตั้งแต่สมัยเรียนซึ่งเดินหัวส้มมาแต่ไกล
“ว้าว คุณชายฮัวมาแล้วว่ะ วันนี้ขี่ไอ้เก๋ง เนื่องจากเมียรักแหลกเป็นจุลไปแล้ว”
ชองฮวาเดินเสยผม ผลักเปิดประตูเข้ามาทำท่าจะเอารองเท้าเขวี้ยงใส่ ในตอนนี้นี่เองที่แจจุงมีโอกาสได้เห็นรอยแผลที่โหนกแก้มซ้ายของเขา
เป็นรอยขีดยาวเล็กๆ แต่ค่อนข้างชัด ส่วนแขนขวาพันผ้าปิดแผลยาวตั้งแต่ไหล่จนถึงข้อศอก
แวบแรกเขานึกถึงจุนซู...
“เป็นไง พ่อแกเห็นแผลหรือยังวะ ชองฮวา” ยองเจที่ใบหน้ายังคง
เปื้อนยิ้มยิงคำถาม ยุนโฮเออออไปด้วย เป็นที่รู้กันในกลุ่มว่าชองฮวาเป็น
ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวของเศรษฐีพ่อหม่ายนักธุรกิจค้ารถ ผู้ซึ่ง
สุดรักสุดหวงลูกชายคนนี้เป็นอันมาก
“เห็นแล้ว” ชองฮวาถอนใจเฮือก “ก็ไม่ว่าอะไรนะ แค่ไปนั่งกอดรูปแม่แล้วร้องไห้คนเดียว”
ฮาครืน...
จังหวะนั้นเองที่ชองฮวาสังเกตเห็นแจจุง ดวงตากลมโตคู่สวยจ้องตรงมาอย่างจับผิด ชองฮวาจุดยิ้มที่ริมฝีปากบางนั้นครู่หนึ่งก่อนหลบตา ยักไหล่ แล้วตอบราวกับเข้าใจคำถามในแววตาของแจจุงทั้งหมด
“ไม่เป็นไร แค่นี้สบายมาก”
วันนี้โชคดีเหลือเกินที่แจจุงมีโอกาสได้เข้ามาดูการอัดเสียงของดิโอเมเดส ภายใต้บ้านหลังเล็กๆที่แสนอบอุ่นของเทซกมีสตูดิโอซ่อนอยู่ ยุนโฮเล่าว่ามันถูกสร้างขึ้นมาด้วยงบจากการขายอัลบั้มของดิโอเมเดสล้วนๆ ไม่ได้รับการสนับสนุนจากบุพการีผู้มั่งคั่ง หรือเงินส่วนตัวของสมาชิกคนไหนในวงทั้งสิ้น
“แฟนคลับสนับสนุนก็ต้องคืนกำไร จะให้ไปอัดเสียงในตู้เสื้อผ้าเหมือนสมัยทำอัลบั้มแรกไม่ไหวหรอก ไม่เอาเปรียบกัน เขารักเขาชอบเรา เราล่ะ ไม่รักเขาเหรอ”
ตลกดีที่แจจุงรู้สึกหลงรักคำพูดนั้นของยุนโฮ หนุ่มหน้าสวยเตือนตัวเอง ห้ามลืมเล่าเรื่องนี้ให้จินฮวานฟังเด็ดขาด
‘ได้ยินไหม…บทเพลงอันแสนเศร้าของฉัน
ได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญหรือเปล่า
เสียงของหัวใจที่เปราะร้าวใกล้แตกสลาย
ไม่ว่าจะผ่านมานานแค่ไหน มันก็ยังคงยากเกินเยียวยา
น้ำตาของฉันที่ไหลริน ท่ามกลางพายุฝน
ไม่มีใครเห็น…
เพราะสายฝนชะล้างมันจนหมด
จะมีก็แต่ตัวฉันเองที่รับรู้
ว่ามันเหน็บหนาวจนถึงกระดูก
ความทุกข์ทรมานที่กัดกินหัวใจจนถึงวันสุดท้าย
คำว่ารักจากปากฉัน เธออยากฟังแทบขาดใจ
ไม่น้อยไปหรือ สิ่งนั้น เทียบกับความรู้สึกของฉัน
อย่าร้องไห้ มันไร้ค่าเกินไป...
ตราบที่ฉันคนนี้ยังคงหายใจ…
สายฝน…ไม่เคยช่วยลบล้างภาพของเธอออกไปได้…
ตราบจนวันสุดท้าย
ภาพเธอยังคงอยู่’
ชองฮวาถอดหูฟังออก ชูนิ้วโป้ง พลางเดาะปากยิ้มน่ารัก
แจจุงออกจะตื่นเต้นอยู่สักหน่อยที่ได้รับรู้ว่าเขาเป็นคนแรกนอกจากสมาชิกดิโอเมเดสที่ได้ฟังเพลงนี้ ขนลุกทั้งๆที่ยุนโฮบอกเขาก่อนหน้านี้ว่าดนตรียังไม่เสร็จ อะไรๆก็ยังไม่เสร็จสักอย่างเช่นนั้นก็เถอะ
ชองฮวาเดินออกมาจากห้องอัด ในขณะที่ยุนโฮถูกเทซกเรียกไปทำอะไรซักอย่าง ชองฮวาหย่อนกายนั่งลงแทนที่ยุนโฮ แจจุงจึงมีโอกาสได้อยู่กับเขาตามลำพัง
ชายหนุ่มร่างสูง ผมสีส้ม ตาสีน้ำตาล ผิวพรรณขาวสะอาดสะอ้าน
หล่อเหลาสมบูรณ์แบบราวกับไม่ใช่คน แจจุงไม่แปลกใจต่อรูปลักษณ์ที่ใครต่อใครต่างก็รักและหลงใหลผู้ชายคนนี้
แต่กับน้องชายของเขา ที่แล้วมาเขาได้แต่ตั้งคำถาม แจจุงไม่เคยแน่ใจ... คนที่มีมิติในทั้งนิสัยใจคอและมีความซับซ้อนของอารมณ์สูงอย่างจุนซู เพราะอะไรกันแน่ที่ทำให้คนอย่างนี้เป็นได้ถึงขนาดนั้น เรียกได้ว่ายอมตายแทนชองฮวาได้ทุกชาติโดยไม่สนใจโลกแห่งความจริงที่กำลังหมุนไป
แจจุงเพิ่งเข้าใจ หลังจากรู้จากปากยุนโฮว่าเพลงที่เพิ่งร้องผ่านหูจบไปเมื่อครู่นี้เป็นเพลงที่ชองฮวาแต่งเอง
‘ชองฮวาแต่งเพลงรักได้บาดไปถึงกระดูก แต่ฮัวหลางเกลียดทุกอย่างในโลก และไม่รู้จักความรักเลย’
สิ่งที่ยุนโฮทิ้งไว้เป็นเพียงปริศนา
“ปาร์คยูชอนเป็นยังไงบ้าง” เป็นเสียงของชองฮวาที่ปลุกแจจุงให้ตื่นขึ้นจากความคิดของตัวเอง เขาเพิ่งรู้ตัวว่าจ้องหน้าชองฮวาอยู่ฝ่ายเดียวนานพักใหญ่ จนคงจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอึดอัด
“เอ๋ ยูชอน...”
แจจุงเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดจากคำบอกเล่าของชองฮวา แจจุงตกใจอยู่มาก แต่ก็ตัดสินใจว่าคงไม่เล่าเรื่องนี้ให้จุนซูฟังอย่างแน่นอน ถึงอย่างไรนั้น ในใจก็รู้สึกขอบคุณชองฮวาเหลือเกิน
“ต้องขอบคุณมากๆเลยนะชองฮวา” เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่แจจุงยอมเอ่ยชื่อนี้ นัยน์ตาสีนิลสวยเต็มไปด้วยแววสำนึกผิด “ที่ผ่านมา...ฉันทำตัวไม่ดีกับนายเลย”
‘ทั้งที่เมื่อก่อนฉันเห็นนายเป็นน้องชายที่น่ารักคนหนึ่ง’
เขาอยากพูดประโยคนี้ แต่กัดลิ้นกักกลั้นเอาไว้
“ไม่เห็นต้องคิดอะไรมาก” ชองฮวายิ้มพลางยักไหล่ “ฉันก็ใช่จะดีกับน้องชายนาย ไม่ผิดหรอกนะที่นายจะเกลียดฉัน รายนั้นก็คงจะเคยเล่าแต่เรื่องแย่ๆของฉันให้นายฟัง”
แจจุงยิ้ม “มันก็จริง จุนซูยังเด็ก”
“ใช่ ตอนนั้นเค้ายังเด็กมาก” พึมพำ ก่อนยกมือขึ้นกัดเล็บ
แจจุงนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง เหตุการณ์ที่ผ่านมามากมายซึ่งเคยคิดว่าเขาสามารถโยนมันทิ้งลงทะเลไปได้แล้วทั้งหมด กลับย้อนเข้ามาย้ำเตือนการกระทำตัวเอง ที่จริงเขาเป็นหนี้ฮัวชองฮวาคนนี้อยู่ล้นท้นนัก
“ขอบคุณนะที่ช่วยพวกเขาไว้...ถึงสองครั้ง”
ในที่สุดก็ได้ชมโฆษณาของโซเนียทางโทรทัศน์เป็นครั้งแรกที่บ้านเทซกนั่นเอง และแจจุงก็ได้รู้ถึงกติกาการประกวดทั้งหมดในวันนี้ ขณะที่สมาชิก
ดิโอเมเดส พรีเซ็นเตอร์หน้าใหม่กำลังพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์หน้าตัวเองอย่างสนุกสนาน แจจุงจึงปลีกตัวออกมาคิดอะไรเงียบๆคนเดียวในครัว
ครุ่นคิดถึงแต่คำพูดของยองเจ เมื่อชายหนุ่มเตือนสติเขาด้วยคำพูดอวดดีน่าหมันไส้ แต่เท่อย่างร้ายกาจว่า
‘นายคิดว่าที่พวกฉันตั้งชื่อวงมีความหมายว่าพระเจ้า หมายความว่าเราบูชาพระเจ้าเหมือนที่พวกนายบูชาซาตานงั้นเหรอ คิดผิดคิดใหม่ซะนะ เพราะพวกเรานี่แหละ...พระเจ้า’
อีวิล-โอเวอร์ลอร์ด ยังห่างชั้นคนกลุ่มนี้อีกไกลโข แต่โชคดีที่ยอดฝีมือยอมเผยเคล็ดลับวิชาตะกายดาวให้เขาแล้ว!
“คิดอะไรอยู่” เสียงห้าวที่คุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลัง แจจุงไม่ทันได้หันไปมอง เจ้าของเสียงก็ประชิดเข้ามาแนบใกล้
แจจุงไม่โวยวายอีกแล้วเมื่อยุนโฮแตะเนื้อต้องตัวเขาอย่างถือวิสาสะ ในทางตรงข้าม...เขานิ่งเสียจนเหมือนเป็นเรื่องคุ้นเคย ปล่อยให้ยุนโฮสวมกอดเขาจากด้านหลัง
“กติกาการแข่งขันคือ เพลงเร็วหนึ่งเพลง เพลงช้าหนึ่งเพลง เพลงของ
ดิโอเมเดสหนึ่งเพลง” แจจุงทวนกติกานั้นแม่นยำ “ฉันควรจะเริ่มแต่งเพลงสำหรับการประกวดได้แล้ว” ใบหน้าหวานหันไปสบดวงตาวาววับฉบับลูกกวางน้อยของยุนโฮ ยิ้มให้เขา
“เร่าร้อนดีจังนะ” ยุนโฮกระเซ้า แตะปลายจมูกเบาๆลงบนแก้มเนียนหอมละมุน แจจุงขืนออกเพียงน้อยนิด...น้อยนิดจริงๆ
“โลกนี้มีพระเจ้าได้องค์เดียว ก็มีซาตานได้ตนเดียวเหมือนกัน”
ยิ้มบางเบา สายตามุ่งมั่น น่ารักเสียจนคนมองอดไม่ได้ที่จะเลื่อนริมฝีปากเข้าไปประกบจูบ ซึมซับความหวานที่ไม่รู้จักแห้งหาย...ของซาตาน
กิจการของเดอะไนธ์เกตเป็นไปอย่างเสมอต้นเสมอปลาย
เคยเงียบยังไง...ก็ยังคงเงียบได้อย่างนั้น...
จุนซูทิ้งตัวลงบนเก้าอี้เหล็กเก่าๆคว้าสำลี ชุบคลีนเซอร์ ก่อนจะกระหน่ำเช็ดคราบเครื่องสำอางผสมเหงื่อออกแรงๆ อยากจะทำอะไรก็ได้ให้ประหยัดเวลา และได้กลับบ้านให้เร็วที่สุด
ทุกครั้งที่มองผ่านกระจก พิจารณาภาพของเด็กผู้ชายผมสีทองตรงหน้า เขามองไม่เห็นอะไรนอกจากความเหี่ยวเฉา เหมือนรากไม้แห้งๆที่ตายแล้ว ผิดหวังในรัก เพื่อนรักก็กำลังจะเกลียดเขา
น่าสมเพช...
อยากร้องไห้ แต่ไม่รู้เพราะอะไรถึงร้องไม่ออก อาจจะเพราะแจจุงสอนเขาเสมอให้เข้มแข็ง เขาอยากจะร้องไห้ออกมาอย่างเข้มแข็ง จะได้ไม่ต้องรู้สึกทรมานอย่างนี้ หากความเข้มแข็ง ไม่มีวันเกิดขึ้นได้อีกกับอะไรที่พังไปแล้ว
“จุนซู...” เสียงของยูชอนดังขึ้นจากด้านหลัง จุนซูสะดุ้ง หันไปมองหน้าเขาตรงๆ ไม่มองผ่านเงาสะท้อนของกระจกอย่างที่มักทำ
ใบหน้าคมสันของยูชอน ถูกแต่งเติมสีสันได้อย่างลงตัว สีสันที่มี พอจะบรรเทาและปิดบังความไม่มั่นใจที่เขามีอยู่ได้ หากแต่เป็นดวงตาที่ไม่ว่าใครก็สามารถดูออกได้อย่างง่ายดายคู่นั้น ยากเหลือเกินที่จะปิดบังความรู้สึกผิดที่เขามี
“ฉันขอโทษที่วันนั้นทำให้นายเจ็บ”
ใจของจุนซูโลดขึ้นเมื่อยูชอนยิ้มให้เขา แม้ไม่เคยเลยแม้แต่จะคิดต้องการยูชอนในฐานะคนรัก ไม่เคยอยากใช้ยูชอนเป็นเครื่องมือเพื่อจะลืมใครสักคน หากก็ยอมรับว่าขาดเพื่อนอย่างยูชอนไม่ได้
ทว่าจุนซู จะกี่วัน กี่เดือน หรือกี่ปีพ้นผ่านก็ยังคงจะเป็นจุนซู เขานิ่งเสีย ทำเป็นเมิน…
ยูชอนยิ้มออกจนได้ “แจจุงบอกแล้วใช่ไหม เรื่องการประกวดนั่น”
จุนซูพยักหน้า ยูชอนยิ้มเอ็นดู ทำราวจุนซูเป็นตุ๊กตา เอื้อมมือไปลากเก้าอี้ที่จุนซูใช้นั่งเข้ามาหาตัวเอง ก่อนทรุดตัวคุกเข่าลงตรงหน้า กุมมือเล็กๆนั้น บอกกับจุนซูอย่างหนักแน่นว่า “เพลงช้าหนึ่ง เพลงเร็วหนึ่ง เพลงของดิโอเมเดสหนึ่ง ฉันจะแต่งเพลงช้าของฉันให้ทันใช้ประกวด”
“เพลงนั่นน่ะเหรอ” จุนซูเยาะ กรอกตาไปมาไม่สนใจ
ยูชอนยิ้ม ยิ้มออกมา ยิ้มทั้งริมฝีปากและดวงตา “ฉันขอโทษจุนซู
ขอโทษสำหรับทุกอย่างที่ฉันทำลงไป แค่อยากให้นายรู้ว่าฉันทำทุกอย่างได้เพื่อนาย และถ้าไม่มีนาย ฉันคงไม่มีวันแต่งเพลงนั่นได้แน่ๆ”
“ทำทุกอย่างได้เพื่อฉันจริงๆเหรอ” จุนซูถามย้ำ
ยูชอนไม่ตอบ เพียงพยักหน้าเบาๆ
ร่างเล็กส่งนิ้วก้อยให้คนตรงหน้า เกี่ยวกันกระชับมั่นแทนคำสัญญา สัญญาที่แม้จะเจ็บปวด ผูกมัด กักขังให้ทรมานอยู่กับบ่วงโซ่แห่งถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็ยังดีเสียกว่าต้องสูญเสียจิตวิญญาณของตัวเองไปตลอดกาล
“เราเป็นเพื่อนกัน ห้ามทิ้งกัน จะไม่ทะเลาะกันเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องอีก”
“ได้”
อะไรก็ได้ที่จะทำให้ได้อยู่เคียงข้าง
จะทำทุกอย่าง เพื่อเพื่อนที่เป็นเสมือนลมหายใจ
สัญญา...
To be continued...

(ถึงแม้จะเปิดมาที่ยุนโฮโหมดหื่นเลเวล 35 ก็ตาม 555)
แต่ไม่เป็นไร มันเป็นธรรมชาติของยุนโฮ แป่ว~~
(โดนแฟนๆยุนโฮถีบเอา)
แต่ตอนนี้แจจุงน่ารักอ่ะ เพราะยุนโฮน่ารัก
และเพราะหนุ่มๆดิโอน่ารักด้วยหรือเปล่า แหะๆ
ช่างเหอะ ไม่ว่าจะเพราะอะไรแจจุงก็น่ารัก
รู้สึกว่ายุนโฮฉลาดนะ เอาแจมาดูความน่ารักที่บ้านพี่เทซก
(เหมือนพาสาวเข้าบ้านยังไงไม่รู้ 55)
แต่ดูเหมือนแจจุงจะทำลายปราการด่านเกลียดดิโอไปหลายเลยหล่ะ
รู้สึกว่า แจจุงไม่ได้แค่รู้สึกเฉยๆกับดิโอนะ แต่เข้าขั้นชอบเลยคราวนี้
นอกจากนั้นที่ชอบมากๆ ก็คือตอนที่แจจุงคุยกับอาฮัวเป็นครั้งแรกในรอบชาติ
รู้สึกจิตใจพองฟู......... อยากให้คุยกันมานานแล้ว.....
ไม่อยากให้โกรธกันเลย เพราะทั้งสองคนก็รู้สึกดีๆกับจุนซูเหมือนกันแหละนะ
แล้วที่สำคัญ อาฮัวเท่ห์มากเมื่อถามถึงมิกกี้
อาฮัวเป็นห่วงมิก เพราะเป็นห่วงจุนซูหล่ะซี่~~~ กริ้วๆๆ
(โดนลูกเตะยี่ห้อฮัวหลางไปหนึ่งดอก "นี่เมิงเป็นอะไรมากมั้ย")
แต่ที่สำคัญตอนนั้น!!! ตอนที่ป๋าดันแกเข้าไปหาแจในครัว
แจจุงน่ารักมว๊ากๆๆๆๆๆๆ ไอ้ประเภทยืนนิ่งๆ ทำตัวน่ารักโคด
แว๊ก~~~~ วัวเคยค้า ม้ามันเคยขย่มกันอยู่
เมื่อไหร่จะไม่ต้องใช้คำว่าเคยเป็นพาสเท้นส์ เมื่อไหร่จะมีเพรสเซ่นเท้นส์บ้าง
ว๊าก~~~ (กรูว่าเมิงโดนยุนโฮเตะอีกดอกก็ดีนะ เผื่อว่าจะดีขึ้น)
ยังๆๆ ยังไม่หมด (อารายของเมิ้ง~~~!!!)
มิกกี้ มิกกี้ยูชอนเป็นทาสรักมากๆ มิกกี้ดูแมนๆมากที่มาคุยกัยจุนซู
และยอมรับความผิดโดนละม่อม (ละม่อมเป็นใคร?)
แต่ทั้งๆที่มิกกี้ไม่ได้ทำอะไรผิดอ่ะ ก็ยังเป็นคนมาง้อจุนซู
ซึ่งแม้จุนซูจะทำเมิน มิกกี้ก็ยังยิ้มหวาน **ตาเป็นประกาย**
มิกกี้เป็นเซเมะตัวอย่างแห่งปีตีคู่กับฮัวหลางมาเลย
คนนึงยอมลดทิฐิเพื่อคนที่ตัวเองรัก อีกคนนึงก็ทิฐิแม้กับคนที่ตัวเองรัก....แต่เท่ห์
โอ้ย.... อยากให้ตอนจบน้องจุนซูลุกขึ้นมาเป็นน้องพลับ
"จุนซูของสอง!!!"
สรุปๆ (จะสรุปหาพระแสงดาบคาบค่ายอะไร)
นั่นแหละๆ ตอนนี้น่ารักทุกวินาที ทุกท่านน่ารัก ทำตัวได้ใจ
แม้แต่พ่อของยุนโฮที่มาแป็บเดียวก็ยังน่ารัก ดูเป็นผู้ชายเย็นๆ (ตรงข้ามกับลูกชาย)
แต่ก็ยังมีปมที่น่าสนใจอยู่ จะติดตามตอนต่อไปอย่างให้กำลังอย่างเหนียวแน่นน้าาา
ตองก้าไฟท์ติ้ง!!!
ปล. คนเขียนจะด่ามั้ย ถ้าบอกว่า
ตอนอ่านแอบรู้สึกว่าแจจุงจ้องน้องเรโนของเจ้ตาเป็นมัน
ผลั่ก!! (โดนถีบส่งท้าย)
#1 By Bony Chaos on 2007-06-01 21:44